ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
อ่านหน้า[ต่าง] แรกอ่านหน้า[ต่าง] ที่แล้วอ่านหน้า[ต่าง] ถัดไปอ่านหน้า[ต่าง] สุดท้าย
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

รูป
       1. สิ่งที่ต้องสลายไปเพราะปัจจัยต่างๆ อันขัดแย้ง, สิ่งที่เป็นรูปร่างพร้อมทั้งลักษณะอาการของมัน, ส่วนร่างกายจำแนกเป็น ๒๘ คือ มหาภูต หรือ ธาตุ ๔ และ อุปาทายรูป ๒๔ (= รูปขันธ์ในขันธ์ ๕);
           ดู รูป ๒๘
       2. อารมณ์ที่รู้ได้ด้วยจักษุ, สิ่งที่ปรากฏแก่ตา (ข้อ ๑ ในอารมณ์ ๖ หรือในอายตนะภายนอก ๖)
       3. ลักษณนามใช้เรียกพระภิกษุสามเณร เช่น ภิกษุรูปหนึ่ง สามเณร ๕ รูป;
           ในภาษาพูดบางแห่งนิยมใช้ องค์

รูป ๒๘ รูปธรรมทั้งหมดในรูปขันธ์ จำแนกออกไปตามนัยแห่งอภิธรรมเป็น ๒๘ อย่าง จัดเป็น ๒ ประเภท คือ
       ก. มหาภูต ๔ รูปใหญ่, รูปต้นเดิม คือ ธาตุ ๔ ได้แก่ ปฐวี อาโป เตโช และวาโย ที่เรียกกันให้ง่ายว่า ดิน น้ำ ไฟ ลม, ภูตรูป ๔ ก็เรียก (ในคัมภีร์ไม่นิยมเรียกว่า มหาภูตรูป)
       พึงทราบว่า ธาตุ ๔ คือ ปฐวี อาโป เตโช วาโย หรือ ดิน น้ำ ไฟ ลม อย่างที่พูดกันในภาษาสามัญนั้น เป็นการกล่าวถึงธาตุในลักษณะที่คนทั่วไปจะเข้าใจและสื่อสารกันได้ ตลอดจนที่จะใช้ให้สำเร็จประโยชน์ เช่น ในการเจริญกรรมฐาน เป็นต้น แต่ในความหมายที่แท้จริง ธาตุเหล่านี้เป็นสภาวะพื้นฐานที่มีอยู่ในรูปธรรมทุกอย่าง เช่น ปฐวีธาตุ ที่เรียกให้สะดวกว่าดินนั้น มีอยู่แม้แต่ในสิ่งที่เรียกกันสามัญว่าน้ำว่าลม อาโปธาตุที่เรียกให้สะดวกว่าน้ำ ก็เป็นสภาวะที่สัมผัสด้วยกายไม่ได้ (เราไม่สามารถรับรู้อาโปธาตุด้วยประสาททั้ง ๕ แต่มันเป็นสุขุมรูปที่รู้ด้วยมโน) และอาโปนั้นก็มีอยู่ในรูปธรรมทั่วไป แม้แต่ในก้อนหินแห้ง ในก้อนเหล็กร้อน และในแผ่นพลาสติก ดังนี้เป็นต้น
       จึงมีประเพณีจำแนกธาตุสี่แต่ละอย่างนั้นเป็น ๔ ประเภท ตามความหมายที่ใช้ในแง่และระดับต่างๆ คือเป็นธาตุในความหมายที่แท้โดยลักษณะ (ลักขณะ) ธาตุในสภาพมีสิ่งประกอบปรุงแต่งที่มนุษย์เข้าถึงเกี่ยวข้องตลอดจนใช้งานใช้การซึ่งถือเป็นธาตุอย่างนั้นๆ ตามลักษณะเด่นที่ปรากฏ (สสัมภาร) ธาตุในความหมายที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญกรรมฐาน (นิมิต หรือ อารมณ์) ธาตุในความหมายตามที่สมมติเรียกกัน (สมมติ) ดังต่อไปนี้
       ปฐวีธาตุ ๔ อย่าง คือ
           ๑. ลักขณปฐวี ปฐวีโดยลักษณะ ได้แก่ ภาวะแข้นแข็ง แผ่ไป เป็นที่ตั้งอาศัยให้ปรากฏตัวของประดารูปที่เกิดร่วม (เรียก ปรมัตถปฐวี บ้าง กักขฬปฐวี บ้าง ก็มี)
           ๒. สสัมภารปฐวี ปฐวีโดยพร้อมด้วยเครื่องประกอบภายในกาย เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ภายนอกตัว เช่น ทอง เงิน เหล็ก กรวด ศิลา ภูเขา
           ๓. อารัมมณปฐวี ปฐวีโดยเป็นอารมณ์ คือดินเป็นอารมณ์ในกรรมฐาน โดยเฉพาะมุ่งเอาปฐวีกสิณที่เป็นปฏิภาคนิมิต (เรียก นิมิตตปฐวี บ้าง กสิณปฐวี บ้าง ก็มี)
           ๔. สมมติปฐวี ปฐวีโดยสมมติเรียกกันไปตามที่ตกลงบัญญัติ เช่นที่นับถือแผ่นดินเป็นเทวดาว่าแม่พระธรณี (บัญญัติปฐวี ก็เรียก)
       อาโปธาตุ ๔ อย่าง คือ
           ๑. ลักขณอาโป อาโปโดยลักษณะ ได้แก่ ภาวะไหลซ่าน เอิบอาบ ซาบซึม เกาะกุม (เรียก ปรมัตถอาโป ก็ได้)
           ๒. สสัมภารอาโป อาโปโดยพร้อมด้วยเครื่องประกอบภายในกาย เช่น ดี เสมหะ หนอง เลือด เหงื่อ ภายนอกตัว เช่น น้ำดื่ม น้ำชา น้ำยา น้ำผลไม้ น้ำฝน น้ำผึ้ง น้ำตาล ห้วยละหาน แม่น้ำ คลอง บึง
           ๓. อารัมมณอาโป อาโปโดยเป็นอารมณ์ คือน้ำที่เป็นนิมิตในกรรมฐาน (เรียก นิมิตตอาโป หรือ กสิณอาโป ก็ได้)
           ๔. สมมติอาโป อาโปโดยสมมติเรียกกันไปตามที่ตกลงบัญญัติ เช่นที่นับถือน้ำเป็นเทวดา เรียกว่าแม่พระคงคา พระพิรุณ เป็นต้น (บัญญัติอาโป ก็เรียก)
       เตโชธาตุ ๔ อย่าง คือ
           ๑. ลักขณเตโช เตโชโดยลักษณะ ได้แก่ สภาวะที่ร้อน ความร้อน ภาวะที่แผดเผา สภาวะที่ทำให้ย่อยสลาย (เรียก ปรมัตถเตโช ก็ได้)
           ๒. สสัมภารเตโช เตโชโดยพร้อมด้วยเครื่องประกอบ ภายในกาย เช่น ไอร้อนของร่างกาย ไฟที่เผาผลาญย่อยอาหาร ไฟที่ทำกายให้ทรุดโทรม ภายนอกตัว เช่น ไฟถ่าน ไฟฟืน ไฟน้ำมัน ไฟป่า ไฟหญ้า ไฟฟ้า ไอแดด
           ๓. อารัมมณเตโช เตโชโดยเป็นอารมณ์ คือไฟที่เป็นนิมิตในกรรมฐาน (เรียก นิมิตตเตโช หรือ กสิณเตโช ก็ได้)
           ๔. สมมติเตโช เตโชโดยสมมติเรียกกันไปตามที่ตกลงบัญญัติ เช่นที่นับถือไฟเป็นเทวดา เรียกว่าแม่พระเพลิง พระอัคนีเทพ เป็นต้น (บัญญัติเตโช ก็เรียก)
       วาโยธาตุ ๔ อย่าง คือ
           ๑. ลักขณวาโย วาโยโดยลักษณะ ได้แก่ สภาวะที่สั่นไหว ค้ำจุน เคร่งตึง (เรียก ปรมัตถวาโย ก็ได้)
           ๒. สสัมภารวาโย วาโยโดยพร้อมด้วยเครื่องประกอบ ภายในกาย เช่น ลมหายใจ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมหาว ลมเรอ ภายนอกตัว เช่น ลมพัดลม ลมสูบยางรถ ลมเป่าไฟให้โชน ลมร้อน ลมหนาว ลมพายุ ลมฝน ลมเหนือ ลมใต้
           ๓. อารัมมณวาโย วาโยโดยเป็นอารมณ์ คือลมที่เป็นนิมิตในกรรมฐาน (เรียก นิมิตตวาโย หรือ กสิณวาโย ก็ได้)
           ๔. สมมติวาโย วาโยโดยสมมติเรียกกันไปตามที่ตกลงบัญญัติ เช่นที่นับถือลมเป็นเทวดา เรียกว่าพระมารุต พระพาย เป็นต้น (บัญญัติวาโย ก็เรียก);
           ดู ธาตุ, ปฐวีธาตุ, อาโปธาตุ, เตโชธาตุ, วาโยธาตุ
       ข. อุปาทายรูป ๒๔ รูปอาศัย, รูปที่เกิดสืบเนื่องจากมหาภูต, อาการของภูตรูป, อุปาทารูป ๒๔ ก็เรียก, มี ๒๔ คือ
           ก. ประสาท หรือ ปสาทรูป ๕ ได้แก่ จักขุ ตา, โสต หู, ฆานะ จมูก, ชิวหา ลิ้น, กาย
           ข. โคจรรูป หรือ วิสัยรูป (รูปที่เป็นอารมณ์) ๕ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (โผฏฐัพพะไม่นับเข้าจำนวน เพราะตรงกับปฐวี เตโช วาโย ซึ่งเป็นมหาภูตรูป)
           ค. ภาวรูป ๒ ได้แก่ อิตถีภาวะ ความเป็นหญิง และ ปุริสภาวะ ความเป็นชาย
           ง. หทัยรูป คือ หทัยวัตถุ หัวใจ
           จ. ชีวิตรูป ๑ คือ ชีวิตินทรีย์ ภาวะที่รักษารูปให้เป็นอยู่
           ฉ. อาหารรูป ๑ คือ กวฬิงการาหาร อาหารที่กินเกิดเป็นโอชา
           ช. ปริจเฉทรูป ๑ คือ อากาศธาตุ ช่องว่าง
           ญ. วิญญัติรูป ๒ คือกายวิญญัติ ไหวกายให้รู้ความ วจีวิญญัติ ไหววาจาให้รู้ความ คือพูด
           ฎ. วิการรูป ๕ อาการดัดแปลงต่างๆ ได้แก่ ลหุตา ความเบา, มุทุตา ความอ่อน, กัมมัญญตา ความควรแก่งาน, (อีก ๒ คือ วิญญัติรูป ๒ นั่นเองไม่นับอีก)
           ฏ. ลักขณรูป ๔ ได้แก่ อุปจยะ ความเติบขึ้นได้, สันตติ สืบต่อได้, ชรตา ทรุดโทรมได้, อนิจจตา ความสลายไม่ยั่งยืน (นับโคจรรูปเพียง ๔ วิการรูป เพียง ๓ จึงได้ ๒๔)
       รูป ๒๘ นั้น นอกจากจัดเป็น ๒ ประเภทหลักอย่างนี้แล้ว ท่านจัดแยกประเภทเป็นคู่ๆ อีกหลายคู่ พึงทราบโดยสังเขป ดังนี้
       คู่ที่ ๑:
           นิปผันนรูป (รูปที่สำเร็จ คือเกิดจากปัจจัยหรือสมุฏฐาน อันได้แก่กรรม จิต อุตุ อาหาร โดยตรง มีสภาวลักษณะของมันเอง) มี ๑๘ คือที่มิใช่ อนิปผันนรูป (รูปที่มิได้สำเร็จจากปัจจัย หรือสมุฏฐานโดยตรง ไม่มีสภาวลักษณะของมันเอง เป็นเพียงอาการสำแดงของนิปผันนรูป) ซึ่งมี ๑๐ คือ ปริจเฉทรูป ๑ วิญญัตติรูป ๒ วิการรูป ๓ ลักขณรูป ๔
       คู่ที่ ๒:
           อินทรียรูป (รูปที่เป็นอินทรีย์ คือเป็นใหญ่ในหน้าที่) มี ๘ คือ ปสาทรูป ๕ ภาวรูป ๒ ชีวิตรูป ๑
           อนินทรียรูป (รูปที่มิใช่เป็นอินทรีย์) มี ๒๐ คือ ที่เหลือจากนั้น
       คู่ที่ ๓:
           อุปาทินนรูป (รูปที่ตัณหาและทิฏฐิยึดครอง คือรูปซึ่งเกิดแต่กรรม ที่เป็นอกุศลและโลกิยกุศล) ได้แก่กัมมชรูป มี ๑๘ คือ อินทรียรูป ๘ นั้น หทัยรูป ๑ อวินิพโภครูป ๘ ปริจเฉทรูป ๑
           อนุปาทินนรูป (รูปที่ตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดครอง มิใช่กัมมชรูป) ได้แก่รูป ๑๐ อย่างที่เหลือ (คือ สัททรูป ๑ วิญญัตติรูป ๒ วิการรูป ๓ ลักขณรูป ๔)
       สำหรับคู่ที่ ๓ นี้ มีข้อที่ต้องทำความเข้าใจซับซ้อนสักหน่อย คือ ที่กล่าวมานั้น เป็นการอธิบายตามคัมภีร์อภิธัมมัตถวิภาวินี แต่ในโมหวิจเฉทนี ท่านกล่าวว่า อุปาทินนรูป มี ๙ เท่านั้น ได้แก่อินทรียรูป ๘ และหทัยรูป ๑ อนุปาทินนรูป ได้แก่รูป ๑๙ อย่างที่เหลือ (คือ อวินิพโภครูป ๘ ปริจเฉทรูป ๑ สัททรูป ๑ วิญญัตติรูป ๒ วิการรูป ๓ ลักขณรูป ๔);
       ที่ท่านว่าอย่างนี้ มิได้ขัดกัน ดังที่ปัญจิกา ชี้แจงว่า ที่นับอุปาทินนรูปเป็น ๙ ก็เพราะเอาเฉพาะเอกันตกัมมชรูป คือรูปที่เกิดจากกรรมอย่างเดียวแท้ๆ (ไม่มีในอุตุชรูป เป็นต้น) ซึ่งมีเพียง ๙ อย่างดังที่กล่าวแล้ว (คือ อินทรียรูป ๘ และหทัยรูป ๑) ส่วนกัมมชรูปอีก ๙ อย่าง (อวินิพโภครูป ๘ ปริจเฉทรูป ๑) ไม่นับเข้าด้วย เพราะเป็น อเนกันตกัมมชรูป คือมิใช่เป็นรูปที่เกิดจากกรรมอย่างเดียวแท้ (จิตตชรูปก็ดี อุตุชรูปก็ดี อาหารชรูปก็ดี ล้วนมีรูป ๙ อย่างนี้เหมือนกับกัมมชรูปทั้งนั้น)
       โดยนัยนี้ เมื่อนับอเนกันตกัมมชรูป (ยอมนับรูปที่ซ้ำกัน) รวมเข้ามาด้วย ก็จึงมีวิธีพูดแสดงความหมายของรูปคู่ที่ ๓ นี้แบบปนรวมว่า อุปาทินนรูป ได้แก่ กัมมชรูป ๑๘ คือ อินทรียรูป ๘ หทัยรูป ๑ อวินิพโภครูป ๘ ปริจเฉทรูป ๑ อนุปาทินนรูป ได้แก่ จิตตชรูป ๑๕ (รูปที่เกิดแต่จิต: วิญญัตติรูป ๒ วิการรูป ๓ สัททรูป ๑ อวินิพโภครูป ๘ ปริจเฉทรูป ๑) อุตุชรูป ๑๓ (รูปที่เกิดแต่อุตุ: วิการรูป ๓ สัททรูป ๑ อวินิพโภครูป ๘ ปริจเฉทรูป ๑) อาหารชรูป ๑๒ (รูปที่เกิดแต่อาหาร: วิการรูป ๓ อวินิพโภครูป ๘ ปริจเฉทรูป ๑)
       คู่ที่ ๔:
           โอฬาริกรูป (รูปหยาบ ปรากฏชัด) มี ๑๒ คือ ปสาทรูป ๕ วิสัยรูป ๗
           สุขุมรูป (รูปละเอียด รับรู้ทางประสาททั้ง ๕ ไม่ได้ รู้ได้แต่ทางมโนทวาร) มี ๑๖ คือ ที่เหลือจากนั้น
       คู่ที่ ๕:
           สันติเกรูป (รูปใกล้ รับรู้ง่าย) มี ๑๒ คือ ปสาทรูป ๕ วิสัยรูป ๗
           ทูเรรูป (รูปไกล รับรู้ยาก) มี ๑๖ คือ ที่เหลือจากนั้น [เหมือนคู่ที่ ๔]
       คู่ที่ ๖:
           สัปปฏิฆรูป (รูปที่มีการกระทบให้เกิดการรับรู้) มี ๑๒ คือ ปสาทรูป ๕ วิสัยรูป ๗
           อัปปฏิฆรูป (รูปที่ไม่มีการกระทบ ต้องรู้ด้วยใจ) มี ๑๖ คือ ที่เหลือจากนั้น [เหมือนคู่ที่ ๔]
       คู่ที่ ๗:
           สนิทัสสนรูป (รูปที่มองเห็นได้) มี ๑ คือ วัณณะ ๑ (ได้แก่รูปารมณ์)
           อนิทัสสนรูป (รูปที่มองเห็นไม่ได้) มี ๒๗ คือ ที่เหลือจากนั้น
       คู่ที่ ๘:
           วัตถุรูป (รูปเป็นที่ตั้งอาศัยของจิตและเจตสิก) มี ๖ คือ ปสาทรูป ๕ หทัยรูป ๑
           อวัตถุรูป (รูปอันไม่เป็นที่ตั้งอาศัยของจิตและเจตสิก) มี ๒๒ คือ ที่เหลือจากนั้น
       คู่ที่ ๙:
           ทวารรูป (รูปเป็นทวาร คือเป็นทางรับรู้ของวิญญาณห้า และทางทำกายกรรมและวจีกรรม) มี ๗ คือ ปสาทรูป ๕ วิญญัตติรูป ๒
           อทวารรูป (รูปอันมิใช่เป็นทวาร) มี ๒๑ คือ ที่เหลือจากนั้น
       คู่ที่ ๑๐:
           อัชฌัตติกรูป (รูปภายใน ฝ่ายของตนที่จะรับรู้โลก) มี ๕ คือ ปสาทรูป ๕
           พาหิรรูป (รูปภายนอก เหมือนเป็นพวกอื่น) มี ๒๓ คือ ที่เหลือจากนั้น
       คู่ที่ ๑๑:
           โคจรัคคาหิกรูป (รูปที่รับโคจร คือรับรู้อารมณ์ห้า) มี ๕ คือ ปสาทรูป ๕
               (แยกย่อยเป็น ๒ พวก ได้แก่
               สัมปัตตโคจรัคคาหิกรูป รูปซึ่งรับอารมณ์ที่ไม่มาถึงตนได้ มี ๒ คือ จักขุ และโสตะ กับ
               อสัมปัตตโคจรัคคาหิกรูป รูปซึ่งรับอารมณ์ที่มาถึงตน มี ๓ คือ ฆานะ ชิวหา และกาย)
           อโคจรัคคาหิกรูป (รูปที่รับโคจรไม่ได้) มี ๒๓ คือ ที่เหลือจากนั้น [เหมือนคู่ที่ ๑๐]
       คู่ที่ ๑๒:
           อวินิพโภครูป (รูปที่แยกจากกันไม่ได้) มี ๘ คือ ภูตรูป ๔ วัณณะ ๑ คันธะ ๑ รสะ ๑ โอชา (คืออาหารรูป) ๑ [ที่ประกอบกันเป็นหน่วยรวมพื้นฐานของรูปธรรม ที่เรียกว่า “สุทธัฏฐกกลาป”]
           วินิพโภครูป (รูปที่แยกจากกันได้) มี ๒๐ คือ ที่เหลือจากนั้น
       นอกจากรูปที่จัดประเภทเป็นคู่ดังที่กล่าวมานี้แล้ว ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงรูปชุดที่มี ๓ ประเภท ซึ่งเทียบได้กับที่แสดงข้างต้น คือ (เช่น ที.ปา. ๑๑/๒๒๘/๒๒๙) สนิทัสสนสัปปฏิฆรูป (รูปที่มองเห็นและมีการกระทบให้เกิดการรับรู้ได้) มี ๑ ได้แก่รูปารมณ์ คือวัณณะ อนิทัสสนสัปปฏิฆรูป (รูปที่มองเห็นไม่ได้ แต่มีการกระทบได้) ได้แก่โอฬาริกรูป ๑๑ ที่เหลือ อนิทัสสนอัปปฏิฆรูป (รูปที่มองเห็นไม่ได้และไม่มีการกระทบให้เกิดการรับรู้ ต้องรู้ด้วยใจ) ได้แก่ สุขุมรูป ๑๖
       รูปอีกชุดหนึ่งที่กล่าวถึงบ่อย และควรทราบ คือชุดที่จัดตามสมุฏฐาน เป็น ๔ ประเภท ได้แก่
           กัมมชรูป ๑๘ จิตตชรูป ๑๕ อุตุชรูป ๑๓ และอาหารชรูป ๑๒
       พึงทราบตามที่กล่าวแล้วในคู่ที่ ๓ ว่าด้วยอุปาทินนรูป และอนุปาทินนรูป ข้างต้น

รูปกลาป ดู กลาป 2.

รูปกัมมัฏฐาน กรรมฐานมีรูปธรรมเป็นอารมณ์

รูปกาย ประชุมแห่งรูปธรรม, กายที่เป็นส่วนรูป โดยใจความได้แก่รูปขันธ์หรือร่างกาย;
       เทียบ นามกาย

รูปฌาน ฌานมีรูปธรรมเป็นอารมณ์ มี ๔ คือ
       ๑. ปฐมฌาน ฌานที่ ๑ มีองค์ ๕ คือ
           วิตก (ตรึก)
           วิจาร (ตรอง)
           ปีติ (อิ่มใจ)
           สุข (สบายใจ)
           เอกัคคตา (จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง)
       ๒. ทุติยฌาน ฌานที่ ๒ มีองค์ ๓ คือ ปีติ, สุข เอกัคคตา
       ๓. ตติยฌาน ฌานที่ ๓ มีองค์ ๒ คือ สุข, เอกัคคตา
       ๔. จตุตถฌาน ฌานที่ ๔ มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา, เอกัคคตา

รูปตัณหา ความอยากในรูป

รูปธรรม สิ่งที่มีรูป, สภาวะที่เป็นรูป;
       คู่กับ นามธรรม

รูปนันทา พระราชบุตรีของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางปชาบดีโคตมี เป็นพระกนิฏฐภคินีต่างพระมารดาของพระสิทธัตถะ

รูปปริจเฉทากาศ ดู อากาศ ๓, ๔

รูปพรรณ เงินทองที่ทำเป็นเครื่องใช้หรือเครื่องประดับ, ลักษณะ, รูปร่าง และสี

รูปพรหม พรหมในชั้นรูปภพ, พรหมที่เกิดด้วยกำลังรูปฌาน มี ๑๖ ชั้น;
       ดู พรหมโลก

รูปภพ โลกเป็นที่อยู่ของพวกรูปพรหม; ดู พรหมโลก

รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรม คือ ติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน หรือในรูปธรรมอันประณีต
       (ข้อ ๖ ในสังโยชน์ ๑๐)

รูปรูป รูปที่เป็นรูป หรือรูปแท้ คือ รูปที่เกิดจากปัจจัยหรือสมุฏฐานของมันโดยตรง มีสภาวลักษณะของมันเอง มิใช่เป็นเพียงอาการสำแดง ได้แก่ นิปผันนรูป ๑๘;
       ดูที่ รูป ๒๘

รูปวิจาร ความตรองในรูป เกิดต่อจากรูปวิตก

รูปวิตก ความตรึกในรูป เกิดต่อจากรูปตัณหา

รูปสัญเจตนา ความคิดอ่านในรูป เกิดต่อจากรูปสัญญา

รูปสัญญา ความหมายรู้ในรูป เกิดต่อจากจักขุสัมผัสสชาเวทนา

รูปัปปมาณิกา ผู้ถือรูปเป็นประมาณ คือ พอใจในรูป ชอบรูปร่างสวยสง่างาม ผิวพรรณหมดจดผ่องใส เป็นต้น

รูปารมณ์ อารมณ์คือรูป, สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา

รูปาวจร ซึ่งท่องเที่ยวไปในรูป, อยู่ในระดับจิตชั้นรูปฌาน, ระดับที่มีรูปธรรมเป็นอารมณ์, เนื่องในรูปภพ;
       ดู ภพ, ภูมิ

รูปิยสังโวหาร การแลกเปลี่ยนด้วยรูปิยะ, การซื้อขายด้วยเงินตรา,
       ภิกษุกระทำ ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ (โกสิยวรรคที่ ๒ สิกขาบทที่ ๙)

รูปียะ, รูปิยะ เงินตรา

เรวตะ ชื่อพระเถระองค์หนึ่งในการกสงฆ์ทำสังคายนาครั้งที่ ๒

เรวตขทิรวนิยะ พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นบุตรพราหมณ์ชื่อวังคันตะ มารดาชื่อนางสารี
       เป็นน้องชายคนสุดท้องของพระสารีบุตร บวชอยู่ในสำนักของภิกษุพวกอยู่ป่า (อรัญวาสี) บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่าไม้ตะเคียนประมาณ ๓ เดือนเศษ ก็ได้สำเร็จพระอรหัต
       ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในทางอยู่ป่า

แรกนาขวัญ พิธีเริ่มไถนาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าวในนา

โรหิณี
       1. เจ้าหญิงองค์หนึ่งแห่งศากยวงศ์ เป็นกนิษฐภคินี คือน้องสาวของพระอนุรุทธะ (ตามหนังสือเรียนว่าเป็นพระธิดาของเจ้าอมิโตทนะ แต่เมื่อถือตาม ม.อ. ๑/๓๘๔; วินย.ฏี.๓/๓๔๙ เป็นต้น ที่กล่าวว่า พระอนุรุทธะเป็นโอรสของเจ้าสุกโกทนะ เจ้าหญิงโรหิณีก็เป็นพระธิดาของเจ้าสุกโกทนะ)
           ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน
       2. ชื่อแม่น้ำที่เป็นเส้นแบ่งเขตแดน ระหว่างแคว้นศากยะกับแคว้นโกลิยะ การแย่งกันใช้น้ำในการเกษตร เคยเป็นมูลเหตุให้เกิดกรณีพิพาทระหว่างแคว้นทั้งสองจนจวนเจียนจะเกิดสงครามระหว่างพระญาติ ๒ ฝ่าย พระพุทธเจ้าเสด็จมาระงับศึก จึงสงบลงได้ สันนิษฐานกันว่า เป็นเหตุการณ์ในพรรษาที่ ๕ (บางท่านว่า ๑๔ หรือ ๑๕) แห่งการบำเพ็ญพุทธกิจ และเป็นที่มาของพระพุทธรูปปางห้ามญาติ;
           ปัจจุบันเรียก Rowai หรือ Rohwaini
ฤ
ฤกษ์ คราวหรือเวลาซึ่งถือว่าเหมาะเป็นชัยมงคล

ฤคเวท ชื่อคัมภีร์ที่หนึ่งในไตรเพท ประกอบด้วยบทมนตร์สรรเสริญเทพเจ้าทั้งหลาย;
       ดู ไตรเพท

ฤดู คราว, สมัย, ส่วนของปีซึ่งแบ่งเป็น ๓ คราวขึ้นไป เช่น ฤดูฝน ฤดูหนาว ฤดูร้อน;
       ดู มาตรา

ฤทธิ์ อำนาจศักดิ์สิทธ์, ความเจริญ, ความสำเร็จ, ความงอกงาม, เป็นรูปสันสกฤตของ อิทธิ;
       ฤทธิ์ หรือ อิทธิ คือความสำเร็จ ความรุ่งเรือง มี ๒ คือ
           ๑. อามิสฤทธิ์ อามิสเป็นฤทธิ์, ความสำเร็จหรือความรุ่งเรืองทางวัตถุ
           ๒. ธรรมฤทธิ์ ธรรมเป็นฤทธิ์, ความสำเร็จหรือความรุ่งเรืองทางธรรม

ฤษี ผู้แสวงธรรม ได้แก่ นักบวชนอกพระศาสนาซึ่งอยู่ในป่า, ชีไพร, ผู้แต่งคัมภีร์พระเวท

ล
ลกุณฏกภัททิยะ พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นบุตรในตระกูลมั่งคั่ง ชาวพระนครสาวัตถี ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาที่พระเชตวัน มีความเลื่อมใสจึงบวชในพระพุทธศาสนา
       ท่านมีรูปร่างเตี้ยค่อมจนบางคนเห็นขัน วันหนึ่งมีหญิงนั่งรถผ่านมา พอเห็นท่านแล้วหัวเราะจนเห็นฟัน ท่านกำหนดฟันนั้นเป็นอารมณ์กรรมฐาน ได้สำเร็จอนาคามิผล
       ต่อมาท่านได้บรรลุพระอรหัตในสำนักพระสารีบุตร แต่เพราะความที่มีรูปร่างเล็กเตี้ยค่อม ท่านมักถูกเข้าใจผิดเป็นสามเณรบ้าง ถูกพระหนุ่มเณรน้อยล้อเลียนบ้าง ถูกเพื่อนพระดูแคลนบ้าง
       แต่พระพุทธเจ้ากลับตรัสยกย่องว่า ถึงท่านจะร่างเล็ก แต่มีคุณธรรมฤทธานุภาพมาก
       ท่านได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในทางมีเสียงไพเราะ

ลบหลู่คุณท่าน ดู มักขะ

ล่วงสิกขาบท ละเมิดสิกขาบท, ไม่ประพฤติตามสิกขาบท, ฝ่าฝืนสิกขาบท

ลหุ เสียงเบา ได้แก่ รัสสสระไม่มีตัวสะกด คือ อ, อิ, อุ เช่น น ขมติ;
       คู่กับ ครุ

ลหุกาบัติ อาบัติเบา คือ อาบัติที่มีโทษเล็กน้อย
       ได้แก่ อาบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต;
       คู่กับ ครุกาบัติ

ลหุโทษ โทษเบา; คู่กับ มหันตโทษ

ลหุภัณฑ์ ของเบา เช่น บิณฑบาต เภสัช และของใช้ประจำตัว มีเข็ม มีดพับ มีดโกน เป็นต้น;
       คู่กับ ครุภัณฑ์

ลักขณูปนิชฌาน ดู ฌาน ๒

ลักซ่อน เห็นของเขาทำตก มีไถยจิตเอาดินกลบเสีย หรือเอาของมีใบไม้เป็นต้น ปิดเสีย

ลักเพศ [ลัก-กะ-เพด] แต่งตัวปลอมเพศ เช่นไม่เป็นภิกษุ แต่นุ่งห่มผ้าเหลือง แสดงตัวเป็นภิกษุ

ลักษณะ สิ่งสำหรับกำหนดรู้, เครื่องกำหนดรู้, อาการสำหรับหมายรู้, เครื่องแสดงสิ่งหนึ่งให้เห็นว่าต่างจากอีกสิ่งหนึ่ง, คุณภาพ, ประเภท

ลักษณะ ๓ ไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, ไม่ใช่ตัวตน;
       ดู ไตรลักษณ์

ลักษณะพยากรณศาสตร์ ตำราว่าด้วยการทายลักษณะ

ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ดู หลักตัดสินธรรมวินัย

ลัคน์ เวลาในดวงชาตาคนเกิดและในดวงทำการมงคล

ลัชชินี หญิงผู้มีความละอายต่อบาป เป็นอิตถีลิงค์
       ถ้าเป็นปุงลิงค์ เป็น ลัชชี

ลัชชีธรรม ธรรมแห่งบุคคลผู้ละอายต่อบาป

ลัฏฐิวัน สวนตาลหนุ่ม (ลัฏฐิ แปลว่า “ไม้ตะพด” ก็ได้ บางท่านจึงแปลว่า “ป่าไม้รวก”)
       อยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงราชคฤห์ พระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับที่นั่น
       พระเจ้าพิมพิสารไปเฝ้าพร้อมด้วยราชบริพารจำนวนมาก ทรงสดับพระธรรมเทศนา ได้ธรรมจักษุ ประกาศพระองค์เป็นอุบาสกที่นั่น

ลัทธิ หลักการและความคิดเห็นที่เชื่อถือยึดถือร่วมกันเป็นหมู่พวกสืบกันมา,
       ทิฏฐิ, ความรู้เข้าใจและประเพณีที่ได้รับไว้และยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา

ลัทธิสมัย สมัยคือลัทธิ หมายถึงลัทธินั่นเอง

ลาภ ของที่ได้, การได้; ดู โลกธรรม

ลาภมัจฉริยะ ตระหนี่ลาภ ได้แก่หวงผลประโยชน์ พยายามกีดกันผู้อื่นไม่ให้ได้
       (ข้อ ๓ ในมัจฉริยะ ๕)

ลาภานุตตริยะ การได้ที่ยอดเยี่ยม เช่น ได้ศรัทธาในพระพุทธเจ้า ได้ดวงตาเห็นธรรม
       (ข้อ ๓ ในอนุตตริยะ ๖)

ลาสิกขา ปฏิญญาตนเป็นผู้อื่นจากภิกษุต่อหน้าภิกษุด้วยกัน หรือต่อหน้าบุคคลอื่นผู้เข้าใจความ แล้วสละเพศภิกษุเสีย ถือเอาเพศที่ปฏิญญานั้น, ละเพศภิกษุสามเณร, สึก;
       คำลาสิกขาที่ใช้ในบัดนี้ คือ
           ตั้ง “นโม ฯลฯ” ๓ จบแล้วกล่าวว่า
           “สิกฺขํ ปจฺจกฺขามิ, คิหีติ มํ ธาเรถ” (ว่า ๓ ครั้ง)
           แปลว่า “กระผมลาสิกขา, ขอท่านทั้งหลายจงทรงจำกระผมไว้ว่าเป็นคฤหัสถ์”
           (คิหีติ ออกเสียงเป็น [คิ-ฮี-ติ])

ลำเอียง ดู อคติ

ลิขิตโก, ลิขิตกะ “ผู้ถูกเขียนไว้” หมายถึงโจรที่ทางการมีประกาศบอกไว้ (เช่น) ว่า “พบในที่ใด พึงฆ่าเสียในที่นั้น”, โจรหรือคนร้ายที่ทางการบ้านเมืองมีประกาศ หรือหมายสั่งทำนองนี้ ไม่พึงให้บวช

ลิงค์ เพศ, ในบาลีไวยากรณ์มี ๓ อย่าง คือ
       ปุงลิงค์ เพศชาย,
       อิตถีลิงค์ เพศหญิง,
       นปุงสกลิงค์ มิใช่เพศชายมิใช่เพศหญิง

ลิจฉวี กษัตริย์ที่ปกครองแคว้นวัชชี; ดู วัชชี

ลุแก่โทษ บอกความผิดของตนเพื่อขอความกรุณา

ลุมพินีวัน ชื่อสวนเป็นที่ประสูติของพระพุทธเจ้า เป็นสังเวชนียสถานหนึ่งในสี่แห่ง
       ตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ และกรุงเทวทหะ บัดนี้เรียก Rummindei ในเขตประเทศเนปาล ห่างจากเขตแดนประเทศอินเดียไปทางเหนือประมาณ ๖ กิโลเมตรครึ่ง
       พระสิทธัตถะประสูติที่สวนนี้ เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธ ศก ๘๐ ปี
       (มีปราชญ์คำนวณว่าตรงกับ วันศุกร์ ปีจอ เวลาใกล้เที่ยง);
       ดู สังเวชนียสถาน

ลูกถวิน ลูกกลมๆ ที่ผูกติดสายประคดเอว, ห่วงร้อยสายประคด

ลูกหมู่ คนที่ถูกเกณฑ์เข้ารับราชการเป็นกำลังงานของเจ้านายสมัยโบราณ

ลูขปฏิบัติ ประพฤติปอน,
       ปฏิบัติเศร้าหมอง คือใช้ของเศร้าหมอง ไม่ต้องการความสวยงาม
       (หมายถึงของเก่า หรือดูเก่า เรียบๆ สีปอนๆ แต่สะอาด)

ลูขัปปมาณิกา ผู้ถือความเศร้าหมองเป็นประมาณ
       ชอบผู้ที่ประพฤติปอน ครองผ้าเก่า อยู่เรียบๆ ง่ายๆ

เลข คนสามัญ หรือชายฉกรรจ์ (พจนานุกรมเขียน เลก)

เลขทาส ชายฉกรรจ์ที่เป็นทาสรับทำงานด้วย

เลขวัด จำพวกคนที่ท่านผู้ปกครองแคว้นจัดให้มีสังกัดขึ้นวัด สงฆ์อาจใช้ทำงานในวัดได้ และไม่ต้องถูกเกณฑ์ทำงานในบ้านเมือง
       (พจนานุกรมเขียน เลกวัด)

เลขสม คนที่ยินยอมเป็นกำลังงานของผู้มีอำนาจคนใดคนหนึ่งด้วยความสมัครใจในสมัยโบราณ

เลฑฑุบาต [เลด-ดุ-บาด] ระยะโยนหรือขว้างก้อนดินตก

เลศ
       1. อาการ ลักษณะ หรือข้อเทียบเคียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่พอจะยกขึ้นอ้างเพื่อผูกเรื่องใส่ความ
       2. ในภาษาไทยโดยทั่วไป หมายถึงอาการที่แสดงอย่างมีความหมายซ่อนเร้นให้รู้กันในที มักใช้ควบคู่กับ “นัย” ว่า เลศนัย

เลียบเคียง พูดอ้อมค้อมหาทางให้เขาถวายของ

โลก แผ่นดินเป็นที่อาศัย, หมู่สัตว์ผู้อาศัย;
       โลก ๓ คือ
           ๑. สังขารโลก โลกคือสังขาร
           ๒. สัตวโลก โลกคือหมู่สัตว์
           ๓. โอกาสโลก โลกคือแผ่นดิน;
       อีกนัยหนึ่ง
           ๑. มนุษยโลก โลกมนุษย์
           ๒. เทวโลก โลกสวรรค์ ทั้ง ๖ ชั้น
           ๓. พรหมโลก โลกของพระพรหม

โลกธรรม ธรรมที่มีประจำโลก, ธรรมดาของโลก,
       ธรรมที่ครอบงำสัตวโลกและสัตวโลกก็เป็นไปตามมัน มี ๘ อย่าง
       คือ มีลาภ ไม่มีลาภ มียศ ไม่มียศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์

โลกธาตุ แผ่นดิน; จักรวาลหนึ่งๆ

โลกนาถ ผู้เป็นที่พึ่งของโลก หมายถึง พระพุทธเจ้า

โลกบาล ผู้คุ้มครองโลก, ผู้เลี้ยงรักษาโลกให้ร่มเย็น, ท้าวโลกบาล ๔;
       ดู จาตุมหาราช

โลกบาลธรรม ธรรมคุ้มครองโลก คือ ปกครองควบคุมใจมนุษย์ไว้ให้อยู่ในความดี มิให้ละเมิดศีลธรรม และให้อยู่กันด้วยความเรียบร้อยสงบสุข ไม่เดือดร้อนสับสนวุ่นวาย มี ๒ คือ
       ๑. หิริ ความละอายบาป ละอายใจต่อการทำความชั่ว
       ๒. โอตตัปปะ ความกลัวบาป เกรงกลัวต่อความชั่วและผลของกรรมชั่ว

โลกวัชชะ อาบัติที่เป็นโทษทางโลก
       คือ คนสามัญที่มิใช่ภิกษุทำเข้า ก็เป็นความผิดความเสียหาย
       เช่น โจรกรรม ฆ่ามนุษย์ ทุบตีกัน ด่ากัน เป็นต้น;
       บางทีว่าเป็นข้อเสียหายที่ชาวโลกเขาติเตียน ถือว่าไม่เหมาะสมกับสมณะ เช่น ดื่มสุรา เป็นต้น;
       เทียบ ปัณณัตติวัชชะ

โลกวิทู (พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น) ทรงรู้แจ้งโลก คือทรงรู้แจ้งสภาวะแห่งโลกคือสังขารทั้งหลาย ทรงทราบอัธยาศัยสันดานของสัตวโลกที่เป็นไปต่างๆ ทำให้ทรงบำเพ็ญพุทธกิจได้ผลดี
       (ข้อ ๕ ในพุทธคุณ ๙)

โลกัตถจริยา พระพุทธจริยาเพื่อประโยชน์แก่โลก,
       ทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลก คือ ทรงอาศัยพระมหากรุณา เสด็จไปประกาศพระศาสนาเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนในถิ่นฐานแว่นแคว้นต่างๆ เป็นอันมาก และประดิษฐานพระศาสนาไว้เพื่อประโยชน์สุขแก่ชุมชนภายหลังตลอดกาลนาน;
       ดู พุทธจริยา

โลกาธิปเตยยะ ดู โลกาธิปไตย

โลกาธิปไตย ความถือโลกเป็นใหญ่
       คือ ถือความนิยมหรือเสียงกล่าวว่าของชาวโลกเป็นสำคัญ หวั่นไหวไปตามเสียงนินทาและสรรเสริญ จะทำอะไรก็มุ่งจะเอาใจหมู่ชน หาความนิยม ทำตามที่เขานิยมกัน หรือคอยแต่หวั่นกลัวเสียงกล่าวว่า,
       พึงใช้แต่ในทางดีหรือในขอบเขตที่เป็นความดี คือ เคารพเสียงหมู่ชน
       (ข้อ ๒ ในอธิปไตย ๓)

โลกามิษ เหยื่อแห่งโลก, เครื่องล่อ ที่ล่อให้ติดอยู่ในโลก,
       เครื่องล่อใจให้ติดในโลก ได้แก่ ปัญจพิธกามคุณ
       คือ รูป, เสียง, กลิ่น, รส, โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ;
       โลกามิส ก็เขียน

โลกิยะ, โลกียะ, โลกีย์ เกี่ยวกับโลก, ทางโลก, เนื่องในโลก, เรื่องของชาวโลก, ยังอยู่ในภพสาม, ยังเป็นกามาวจร รูปาวจร หรืออรูปาวจร;
       คู่กับ โลกุตตระ

โลกิยฌาน ฌานโลกีย์, ฌานอันเป็นวิสัยของโลก, ฌานของผู้มีจิตยังไม่เป็นโลกุตตระ, ฌานที่ปุถุชนได้

โลกิยธรรม ธรรมอันเป็นวิสัยของโลก, สภาวะเนื่องในโลก ได้แก่ ขันธ์ ๕ ที่ยังมีอาสวะทั้งหมด;
       คู่กับ โลกุตตรธรรม

โลกิยภูมิ ภูมิที่เป็นโลกิยะ ได้แก่ สามภูมิแรก ในภูมิ ๔,
       บางทีเรียกรวมกันว่า “ไตรภูมิ” ได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ
       ส่วนภูมิที่สี่ เป็นโลกุตตรภูมิ;
       ดู ภูมิ 2.

โลกิยวิมุตติ วิมุตติที่เป็นโลกีย์ คือความพ้นอย่างโลกๆ ไม่เด็ดขาด ไม่สิ้นเชิง กิเลสและความทุกข์ยังกลับครอบงำได้อีก ได้แก่วิมุตติ ๒ อย่างแรก คือ ตทังควิมุตติ และ วิกขัมภนวิมุตติ;
       ดู วิมุตติ, โลกุตตรวิมุตติ

โลกิยสุข ความสุขอย่างโลกีย์, ความสุขที่เป็นวิสัยของโลก, ความสุขที่ยังประกอบด้วยอาสวะ
       เช่น กามสุข มนุษยสุข ทิพยสุข ตลอดจนถึงฌานสุข และวิปัสสนาสุข

โลกุดร, โลกุตตระ, โลกุตระ พ้นจากโลก, เหนือโลก, พ้นวิสัยของโลก, ไม่เนื่องในภพทั้งสาม
       (พจนานุกรมเขียน โลกุตร, พึงทราบอย่างนี้ทุกแห่ง);
       คู่กับ โลกิยะ

โลกุตตมาจารย์ อาจารย์ผู้สูงสุดของโลก, อาจารย์ยอดเยี่ยมของโลก หมายถึงพระพุทธเจ้า

โลกุตตรธรรม ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก, สภาวะพ้นโลก
       มี ๙ ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑
       (พจนานุกรมเขียน โลกุตรธรรม);
       คู่กับ โลกิยธรรม

โลกุตตรปัญญา ปัญญาที่สัมปยุตด้วยโลกุตตรมรรค, ความรู้ที่พ้นวิสัยของโลก, ความรู้ที่ช่วยคนให้พ้นโลก

โลกุตตรภูมิ ชั้นที่พ้นจากโลก, ระดับจิตใจของพระอริยเจ้า
       (ข้อ ๔ ในภูมิ ๔ อีก ๓ ภูมิ คือ กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ)

โลกุตตรวิมุตติ วิมุตติที่เป็นโลกุตตระ คือ ความหลุดพ้นที่เหนือวิสัยโลก ซึ่งกิเลสและความทุกข์ที่ละได้แล้ว ไม่กลับคืนมาอีก ไม่กลับกลาย
       ได้แก่ วิมุตติ ๓ อย่างหลัง คือ สมุจเฉทวิมุตติ, ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ และนิสสรณวิมุตติ;
       ดู วิมุตติ, โลกิยวิมุตติ

โลกุตตรสุข, โลกุตรสุข ความสุขอย่างโลกุตตระ, ความสุขที่เหนือกว่าระดับของชาวโลก, ความสุขเนื่องด้วยมรรคผลนิพพาน

โลกุตตราริยมรรคผล อริยมรรคและอริยผลที่พ้นวิสัยของโลก

โลณเภสัช เกลือเป็นยา เช่น เกลือทะเล เกลือดำ เกลือสินเธาว์ เป็นต้น

โลน กิริยาวาจาหยาบคายไม่สุภาพ

โลภ ความอยากได้ (ข้อ ๑ ในอกุศลมูล ๓)

โลภเจตนา เจตนาประกอบด้วยโลภ, จงใจคิดอยากได้, ตั้งใจจะเอา

โลมะ, โลมา ขน

โลมชาติชูชัน ขนลุก

โลลโทษ โทษคือความโลเล, ความมีอารมณ์อ่อนไหว โอนเอนไปตามสิ่งเย้ายวนอันสะดุดตาสะดุดใจ

โลหิต เลือด; สีแดง

โลหิตกะ ชื่อภิกษุรูปหนึ่งในพวกเหลวไหลทั้ง ๖ ที่เรียกว่า พระฉัพพัคคีย์

โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อ
       (ข้อ ๔ ในอนันตริยกรรม ๕)

ไล่เบี้ย เรียกร้องเอาค่าเสียหายเป็นลำดับไปจนถึงคนที่สุด

ว
วงศกุล วงศ์และตระกูล

วจนะ
       1. คำพูด, ถ้อยคำ
       2. ลักษณะที่บ่งจำนวนนามทางไวยากรณ์ เช่น บาลีมี ๒ วจนะ คือ
           เอกวจนะ บ่งจำนวนเพียงหนึ่ง และ
           พหุวจนะ บ่งจำนวนตั้งแต่สองขึ้นไป;
       ไวยากรณ์ปัจจุบันนิยมใช้ว่า พจน์

วจนัตถะ ความหมายของคำ
       เช่นว่า “ในข้อนี้ มีวจนัตถะว่า: ชื่อว่าธรรม เพราะทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน”;
       บางแห่งท่านไขความไว้ง่ายๆ ว่า “วจนัตถะ ก็คือ สัททัตถะ (ความหมายของศัพท์)” (ที๒.ฏี.๕๓);
       จะใช้สั้นๆ ว่า “วจนัตถ์” ก็ได้

วจีกรรม การกระทำทางวาจา, การกระทำด้วยวาจา, ทำกรรมด้วยคำพูด,
       ที่ดี เช่น พูดจริง พูดคำสุภาพ
       ที่ชั่ว เช่น พูดเท็จ พูดคำหยาบ;
       ดู กุศลกรรมบถ, อกุศลกรรมบถ

วจีทวาร ทวารคือวาจา, ทางวาจา, ทางคำพูด (ข้อ ๒ ในทวาร ๓)

วจีทุจริต ประพฤติชั่วด้วยวาจา,
       ประพฤติชั่วทางวาจามี ๔ อย่างคือ
           ๑. มุสาวาท พูดเท็จ
           ๒. ปิสุณาวาจา พูดส่อเสียด
           ๓. ผรุสวาจา พูดคำหยาบ
           ๔. สัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อ;
       ดู ทุจริต; เทียบ วจีสุจริต

วจีวิญญัติ การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา ได้แก่ การพูด การกล่าวถ้อยคำ;
       เทียบ กายวิญญัติ

วจีสมาจาร ความประพฤติทางวาจา

วจีสังขาร
       1. ปัจจัยปรุงแต่งวาจา
           ได้แก่ วิตก (ตรึก) และวิจาร (ตรอง) ถ้าไม่มีตรึกตรองก่อนแล้ว พูดย่อมไม่รู้เรื่อง
       2. สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา
           ได้แก่ วจีสัญเจตนา คือความจงใจทางวาจา ที่ก่อให้เกิดวจีกรรม;
       ดู สังขาร

วจีสุจริต ประพฤติชอบด้วยวาจา, ประพฤติชอบทางวาจา มี ๔ อย่าง คือ
       เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียด เว้นจากพูดคำหยาบ เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ;
       ดู สุจริต; เทียบ วจีทุจริต

วณิพก คนขอทานโดยร้องเพลงขอ คือขับร้องพรรณนาคุณแห่งการให้ทาน และสรรเสริญผู้ให้ทาน ที่เรียกว่าเพลงขอทาน

วทัญญู “ผู้รู้ถ้อยคำ” คือ ใจดี เอื้ออารี เอื้อเฟื้อฟังคำของเขา รับฟังความทุกข์ยากเดือดร้อนและความต้องการของผู้อื่น เข้าใจถึงคำพูดของเขา

วน, วนะ, วัน ป่า, ป่าไม้, ดง, สวน (บาลี: วน);
       วนะ คือ ป่า ในความหมายที่เน้นความเป็นที่รวมอยู่ของต้นไม้ หรือพฤกษชาติ ตลอดจนส่ำสัตว์ที่อาศัย ส่วน อรัญ คือ ป่า ในความหมายที่เน้นความเปล่าเปลี่ยว ห่างไกล หรือความเป็นต่างหากจากบ้าน หรือจากชุมชน;
       เทียบ อรัญ

วนปรัสถะ ดู วานปรัสถ์

วนาสณฑ์, วนาสัณฑ์ ดู ไพรสณฑ์

วโนทยาน สวนป่า เช่น สาลวโนทยาน คือ สวนป่าไม้สาละ

วรกัป ดู กัป

วรฺคานฺต พยัญชนะที่สุดวรรค ได้แก่ ง ญ ณ น ม

วรรค หมวด, หมู่, ตอน, พวก;
       กำหนดจำนวนภิกษุที่ประกอบเข้าเป็นสงฆ์หมวดหนึ่งๆ ซึ่งเมื่อครบจำนวนแล้วจึงจะทำสังฆกรรมอย่างนั้นๆ ได้ มี ๔ พวก คือ
       ๑. สงฆ์จตุรวรรค (สงฆ์พวก ๔ คือ ต้องมีภิกษุ ๔ รูปขึ้นไป ทำกรรมได้ทุกอย่างเว้นปวารณา ให้ผ้ากฐิน อุปสมบท และอัพภาน)
       ๒. สงฆ์ปัญจวรรค (สงฆ์พวก ๕ คือ ต้องมีภิกษุ ๕ รูปขึ้นไป ทำปวารณา ให้ผ้ากฐิน และอุปสมบทในปัจจันตชนบท)
       ๓. สงฆ์ทศวรรค (สงฆ์พวก ๑๐ คือ ต้องมีภิกษุ ๑๐ รูปขึ้นไป ให้อุปสมบทในมัธยมชนบทได้)
       ๔. สงฆ์วีสติวรรค (สงฆ์พวก ๒๐ คือ ต้องมีภิกษุ ๒๐ รูปขึ้นไป ทำอัพภานได้)

วรรณะ ผิว, สี, เพศ, ชนิด, พวก, เหล่า;
       ความเปล่งปลั่ง, ความมีราศี;
       คุณความดี, ความยกย่องสรรเสริญ; หนังสือ;
       ชนชั้นที่จัดแบ่งออกไปตามหลักศาสนาพราหมณ์เรียกว่า วรรณะ ๔
       คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร

วรรณนา คำพรรณนา,
       คำชี้แจงความหมายอธิบายความ คล้ายกับคำว่า อรรถกถา (อฏฺฐกถา)
       บางทีก็ใช้เสริมกันหรือแทนกันบ้าง
       (เช่น ที.อ.๓/๓๖๐/๒๖๗: นิฏฺฐิตา จ ปาฏิกวคฺคสฺส วณฺณนาติ. ปาฏิกวคฺคฏฺฐกถา นิฏฺฐิตา.)
       แต่คำว่า อรรถกถา มักใช้หมายถึงทั้งคัมภีร์ ส่วน วรรณนา มักใช้แก่คำอธิบายเฉพาะตอนๆ
       (คำเต็มรูปที่มักใช้แทนหรือใช้แสดงความหมายของอรรถกถา ได้แก่ อรรถสังวรรณนา [คำบาลีว่า อตฺถสํวณฺณนา])

ววัตถิตะ ในทางอักขรวิธีภาษาบาลี หมายถึงบทที่แยกกัน เช่น ตุณฺหี อสฺส
       ตรงข้ามกับ สัมพันธ์ ที่ต่างบทนั้นมาสนธิเชื่อมเข้าด้วยกัน เช่น ตุณฺหี + อสฺส เป็น ตุณฺหิสฺส หรือ ตุณฺหสฺส

วสวัตดี, วสวัดดี ชื่อพระยามาร เป็นเทพในสวรรค์ชั้นสูงสุดแห่งระดับกามาวจร เป็นผู้คอยขัดขวางเหนี่ยวรั้งบุคคลไม่ให้ล่วงพ้นจากแดนกาม ซึ่งอยู่ในอำนาจครอบงำของตน;
       ดู มาร 2, เทวปุตตมาร

วสันต์ ฤดูใบไม้ผลิ (แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖);
       เทียบ วัสสานะ (ฤดูฝน), ดู มาตรา

วสี มีอำนาจเหนือ, ชำนาญ, จัดเจน; ความชำนาญ, ความคล่องแคล่วจัดเจน;
       (“วสี” หมายได้ทั้ง “คน” และ “ความ” เช่น ผู้ชำนาญ และความชำนาญ)
       มี ๕ อย่าง คือ
           ๑. อาวัชชนวสี ความชำนาญคล่องแคล่วในการนึก ตรวจองค์ฌานที่ตนได้ออกมาแล้ว
           ๒. สมาปัชชนวสี ความชำนาญคล่องแคล่วในการที่เข้าฌานได้รวดเร็วทันที
           ๓. อธิฏฐานวสี ความชำนาญคล่องแคล่วในการที่จะรักษาไว้มิให้ฌานจิตต์นั้นตกภวังค์
           ๔. วุฏฐานวสี ความชำนาญคล่องแคล่วในการจะออกจากฌานเมื่อใดก็ได้ตามต้องการ
           ๕. ปัจจเวกขณวสี ความชำนาญคล่องแคล่วในการพิจารณาทบทวนองค์ฌาน

วักกะ ไต (เคยแปลกันว่า ม้าม)
       ดู ปิหกะ

วักกลิ พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นบุตรพราหมณ์ชาวพระนครสาวัตถี เรียนจบไตรเพทตามลัทธิพราหมณ์ บวชในพระพุทธศาสนา ด้วยความอยากเห็นพระรูปพระโฉมของพระศาสดา
       ครั้นบวชแล้วก็คอยติดตามดูพระองค์ตลอดเวลา จนไม่เป็นอันเจริญภาวนา
       พระพุทธเจ้าทรงรอเวลาให้ญาณของเธอสุกงอม ครั้นแล้วก็ตรัสเตือนเธอว่า
           “จะมีประโยชน์อะไรที่ได้เห็นกายเปื่อยเน่านี้ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” ดังนี้เป็นต้น
       และทรงสอนต่อไปด้วยอุบายวิธี จนในที่สุดพระวักกลิก็ได้สำเร็จพระอรหัต
       และต่อมาได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่า เป็นเอตทัคคะในบรรดาศรัทธาธิมุต คือ ผู้มีศรัทธาสนิทแน่ว

วังคันตะ ชื่อพราหมณ์ผู้เป็นบิดาของพระสารีบุตร

วังคีสะ พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นบุตรพราหมณ์ในพระนครสาวัตถี
       ได้ศึกษาไตรเพทจนมีความชำนาญเป็นที่พอใจของอาจารย์ จึงได้เรียนมนตร์พิเศษชื่อฉวสีสมนตร์ สำหรับพิสูจน์ศีรษะซากศพ เอานิ้วเคาะหัวศพก็ทราบว่าผู้นั้นตายแล้วไปเกิดเป็นอะไร ที่ไหน ท่านมีความชำนาญในมนตร์นี้มาก
       ต่อมาได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้แสดงความสามารถของตน แต่เมื่อเคาะศีรษะของผู้ปรินิพพานแล้วไม่สามารถบอกคติได้ ด้วยความอยากเรียนมนตร์เพิ่มอีก จึงขอบวชในพระพุทธศาสนา ไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัต
       ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางมีปฏิภาณ

วังสะ ชื่อแคว้นหนึ่งในบรรดา ๑๖ แคว้นใหญ่แห่งชมพูทวีป ตั้งอยู่ในเขตมัชฌิมชนบท ทางทิศใต้ของแคว้นโกศล ทางทิศตะวันตกของแคว้นกาสี และทางทิศเหนือของแคว้นอวันตี นครหลวงชื่อโกสัมพี
       บัดนี้เรียกว่า Kosam อยู่บนฝั่งใต้ของแม่น้ำยมุนา
       ในสมัยพุทธกาล วังสะเป็นแคว้นที่รุ่งเรืองและมีอำนาจมากแคว้นหนึ่ง มีราชาปกครองพระนามว่า พระเจ้าอุเทน

วัจกุฎี ส้วม, ที่ถ่ายอุจจาระสำหรับภิกษุสามเณร

วัจกุฎีวัตร ข้อปฏิบัติอันภิกษุพึงกระทำในวัจกุฎี,
       ข้อปฏิบัติสำหรับภิกษุผู้ใช้ส้วม โดยย่อมี ๗ ข้อ คือ
           ใช้ตามลำดับผู้ไปถึง,
           รักษากิริยาในการจะเข้าจะออกให้สุภาพเรียบร้อยและไม่ทำเสียงดัง,
           รักษาบริขารคือจีวรของตน,
           รักษาตัว เช่น ไม่เบ่งแรง ไม่ใช้สิ่งที่จะเป็นอันตราย,
           ไม่ทำกิจอื่นไปพลาง,
           ระวังไม่ทำสกปรก,
           ช่วยรักษาความสะอาด

วัชชนียบุคคล “บุคคลที่พึงเว้น”
       คือ บุคคล ๒๑ ประเภท ซึ่งไม่ควรร่วมอยู่ในที่ประชุมสงฆ์ที่สวดปาติโมกข์ แต่พึงให้อยู่นอกหัตถบาส
       ท่านถือตามพุทธบัญญัติข้อว่า (วินย. ๔/๑๗๓/๒๖๖) “ไม่พึงสวดปาติโมกข์ในบริษัทที่มีคฤหัสถ์” จึงนับคฤหัสถ์นั้นเป็น ๑
       และตามพุทธบัญญัติข้อว่า (วินย. ๔/๒๐๑/๒๖๘) “ไม่พึงสวดปาติโมกข์ในบริษัทที่มีภิกษุณี ฯลฯ อุภโตพยัญชนกะ นั่งอยู่ด้วย”
       ซึ่งมีอีก ๒๐ บุคคล จึงรวมเป็น ๒๑
       (๒๐ บุคคลในข้อหลัง ได้แก่ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี ภิกษุผู้บอกลาสิกขา ภิกษุผู้ต้องอันติมวัตถุ ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่กระทำคืนอาบัติ ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่สละคืนทิฏฐิอันชั่ว บัณเฑาะก์ คนลักเพศ ภิกษุเข้ารีตเดียรถีย์ สัตว์ดิรัจฉาน [รวมทั้งคนดุจดิรัจฉาน] คนฆ่ามารดา คนฆ่าบิดา คนฆ่าพระอรหันต์ คนประทุษร้ายภิกษุณี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ คนผู้ทำร้ายพระศาสดาจนถึงห้อพระโลหิต และอุภโตพยัญชนก),
       แม้ในสังฆกรรมทั้งหลายอื่น ก็พึงเว้นวัชชนียบุคคล ๒๑ นี้

วัชชี ชื่อแคว้นหนึ่งในบรรดา ๑๖ แคว้นใหญ่แห่งชมพูทวีป ตั้งอยู่บนฝั่งทิศตะวันออกของแม่น้ำคันธกะ อยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้นมัลละ ทางทิศเหนือของแคว้นมคธ นครหลวงชื่อ เวสาลี
       แคว้นวัชชีปกครองด้วยระบอบสามัคคีธรรม พวกกษัตริย์ที่ปกครองเรียกว่ากษัตริย์ลิจฉวี (นอกจากพวกลิจฉวีแล้ว ยังมีพวกวิเทหะซึ่งปกครองอยู่ที่เมืองมิถิลา แต่ในสมัยพุทธกาลมีอำนาจน้อย)
       แคว้นวัชชีรุ่งเรืองเข้มแข็งและมีอำนาจมากตอนปลายพุทธกาล ได้กลายเป็นคู่แข่งกับแคว้นมคธ แต่หลังพุทธกาลไม่นาน ก็เสียอำนาจแก่มคธเพราะอุบายทำลายสามัคคี ของวัสสการพราหมณ์

วัชชีบุตร ชื่อภิกษุพวกหนึ่งชาวเมืองเวสาลี แสดงวัตถุ ๑๐ ประการ ละเมิดธรรมวินัย
       เป็นต้นเหตุแห่งการสังคายนาครั้งที่ ๒

วัชรยาน ดู หีนยาน

วัฏฏะ การวนเวียน, การเวียนเกิดเวียนตาย, การเวียนว่ายตายเกิด,
       ความเวียนเกิด หรือวนเวียน ด้วยอำนาจกิเลส กรรม และวิบาก
       เช่น กิเลสเกิดขึ้นแล้วให้ทำกรรม เมื่อทำกรรมแล้ว ย่อมได้รับผลของกรรม เมื่อได้รับผลของกรรมแล้ว กิเลสก็เกิดอีก แล้วทำกรรม แล้วเสวยผลกรรม หมุนเวียนต่อไป;
       ดู ไตรวัฏฏ์

วัฏฏกปริตร ดู ปริตร

วัฏฏคามณีอภัย ชื่อพระเจ้าแผ่นดินแห่งเกาะลังกาพระองค์หนึ่ง ครองราชย์ประมาณ พ.ศ. ๕๐๕–๕๒๗ ถูกพวกทมิฬแย่งชิงราชสมบัติ เสด็จไปซ่อนพระองค์อยู่ในป่า และได้รับความช่วยเหลือจากพระเถระรูปหนึ่ง
       ต่อมาพระองค์กู้ราชสมบัติคืนมา ได้ทรงสร้างอภัยคีรีวิหาร และอาราธนาพระเถระรูปนั้นมาอยู่ครอง กับทั้งได้ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอีกเป็นอันมาก
       การสังคายนาครั้งที่ ๕ ที่จารึกพุทธพจน์ลงในใบลาน ก็จัดทำในรัชกาลนี้

วัฏฏูปัจเฉท ความเข้าไปตัดเสียซึ่งวัฏฏะ
       (เป็นไวพจน์ของ วิราคะ)

วัฑฒกีประมาณ ประมาณของช่างไม้, เกณฑ์หรือมาตราวัดของช่างไม้

วัฑฒลิจฉวี เจ้าลิจฉวีชื่อว่าวัฑฒะ ถูกพระเมตติยะ และพระภุมมชกะเสี้ยมสอนให้ทำการโจทพระทัพพมัลลบุตร ด้วยอาบัติปฐมปาราชิก เป็นต้นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติการลงโทษคว่ำบาตร

วัฑฒิ, วัฑฒิธรรม หลักความเจริญ (ของอารยชน);
       ดู อริยวัฑฒิ

วัณณะ ดู วรรณะ

วัณณกสิณ ๔ กสิณที่เพ่งวัตถุมีสีต่างๆ ๔ อย่าง
       คือ นีลํ สีเขียว, ปีตํ สีเหลือง, โลหิตํ สีแดง, โอทาตํ สีขาว;
       ดู กสิณ

วัณณมัจฉริยะ ตระหนี่วรรณะ คือหวงผิวพรรณ ไม่พอใจให้คนอื่นสวยงาม หรือหวงคุณวัณณะ ไม่พอใจให้ใครมีคุณความดีมาแข่งตน
       (ข้อ ๔ ในมัจฉริยะ ๕)

วัตตขันธกะ ชื่อขันธกะที่ ๘ แห่งคัมภีร์จุลวรรค วินัยปิฎก ว่าด้วยวัตรประเภทต่างๆ

วัตตปฏิบัติ ดู วัตรปฏิบัติ

วัตตเภท ความแตกแห่งวัตร หมายความว่า ละเลยวัตร, ละเลยหน้าที่
       คือ ไม่ทำตามข้อปฏิบัติที่กำหนดไว้
       เช่น ภิกษุผู้กำลังประพฤติมานัต หรือกำลังอยู่ปริวาส ละเลยวัตรของตน
       พระอรรถกถาจารย์ปรับอาบัติทุกกฏ

วัตถิกรรม การผูกรัดที่ทวารหนัก ผูกรัดหัวริดสีดวงงอกที่ทวารหนัก
       ท่านสันนิษฐานว่า อาจจะหมายถึงการสวนทวารเบาก็ได้

วัตถุ เรื่อง, สิ่งของ, ข้อความ, ที่ดิน;
       ที่ตั้งเรื่อง หมายถึงบุคคลผู้เป็นที่ตั้งแห่งการทำกรรมของสงฆ์
       เช่น ในการอุปสมบท คนที่จะบวชเป็นวัตถุแห่งการให้อุปสมบท

วัตถุ ๑๐ เรื่องที่เป็นต้นเหตุ, ข้อซึ่งเป็นที่ตั้งหรือเป็นจุดเริ่มต้นเรื่อง,
       ข้อปฏิบัติ ๑๐ ประการของพวกภิกษุวัชชีบุตร ชาวเมืองเวสาลี ที่ผิดเพี้ยนย่อหย่อนทางพระวินัย แปลกจากสงฆ์พวกอื่น เป็นเหตุปรารภให้มีการสังคายนาครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๑๐๐ มีดังนี้
       ๑. สิงคิโลณกัปปะ เรื่องเกลือเขนง ถือว่า เกลือที่เก็บไว้ในเขนง (ครั้งนั้นภิกษุเก็บเกลือไว้ในเขนง ความหมายคือ รับประเคนไว้ค้างคืนแล้ว) เอาออกผสมอาหารฉันได้
       ๒. ทวังคุลกัปปะ เรื่องสองนิ้ว ถือว่า เงาแดดบ่ายเลยเที่ยงเพียง ๒ นิ้ว ฉันอาหารได้
       ๓. คามันตรกัปปะ เรื่องเข้าละแวกบ้าน ถือว่า ภิกษุฉันแล้ว ห้ามอาหารแล้ว ปรารภว่าจะเข้าละแวกบ้านเดี๋ยวนั้น ฉันโภชนะเป็นอนติริตตะได้
       ๔. อาวาสกัปปะ เรื่องอาวาส ถือว่า ภิกษุในหลายอาวาสที่มีสีมาเดียวกันแยกทำอุโบสถต่างหากกันได้
       ๕. อนุมติกัปปะ เรื่องอนุมัติ ถือว่า ภิกษุยังมาไม่พร้อมทำสังฆกรรมไปพลาง ภิกษุที่มาหลังจึงขออนุมัติก็ได้
       ๖. อาจิณณกัปปะ เรื่องที่เคยประพฤติมา ถือว่า ธรรมเนียมใด อุปัชฌาย์อาจารย์เคยประพฤติมาแล้ว ควรประพฤติตามอย่างนั้น
       ๗. อมถิตกัปปะ เรื่องไม่กวน ถือว่า น้ำนมสดแปรไปแล้วแต่ยังไม่เป็นทธิคือนมส้ม ภิกษุฉันแล้วห้ามอาหารแล้ว ดื่มน้ำนมอย่างนั้น อันเป็นอนติริตตะได้
       ๘. ชโลคิง ปาตุง ถือว่า สุราอย่างอ่อน ไม่ให้เมา ดื่มได้
       ๙. อทสกัง นิสีทนัง ถือว่า ผ้านิสีทนะไม่มีชายก็ใช้ได้
       ๑๐. ชาตรูปรชตัง ถือว่า ทองและเงินเป็นของควร รับได้
       กรณีวัตถุ ๑๐ ประการนี้จัดเป็นวิวาทาธิกรณ์ใหญ่เรื่องหนึ่ง

วัตถุกาม พัสดุอันน่าใคร่ ได้แก่ กามคุณ ๕
       คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าใคร่ น่าปรารถนา น่าชอบใจ;
       ดู กาม

วัตถุเทวดา เทวดาที่ดิน, พระภูมิ

วัตถุมงคล ดู เครื่องราง

วัตถุรูป ดูที่ รูป ๒๘

วัตถุวิบัติ วิบัติโดยวัตถุ
       คือ บุคคลหรือวัตถุซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งสังฆกรรมนั้นๆ ขาดคุณสมบัติ ทำให้สังฆกรรมเสีย ใช้ไม่ได้
       เช่น ในการอุปสมบทผู้อุปสมบท
           อายุไม่ครบ ๒๐ ปี
           หรือมีเรื่องที่เป็นความผิดร้ายแรง เช่น ฆ่าบิดามารดา
           หรือเป็นปาราชิกเมื่อบวชเป็นภิกษุคราวก่อน
           หรือไปเข้ารีตเดียรถีย์ทั้งเป็นภิกษุ
           หรือเป็นสตรี
       ดังนี้เป็นต้น

วัตถุสมบัติ ความถึงพร้อมแห่งวัตถุ,
       ความสมบูรณ์โดยบุคคลหรือวัตถุซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งการทำสังฆกรรมนั้นๆ มีคุณสมบัติถูกต้อง ทำให้สังฆกรรมใช้ได้ ไม่บกพร่องในด้านนี้
       เช่น ในการอุปสมบท
           ผู้ขอบวชเป็นชายมีอายุครบ ๒๐ ปี
           ไม่เป็นมนุษย์วิบัติ เช่น ถูกตอน
           ไม่ได้ทำความผิดร้ายแรง เช่น ฆ่าบิดามารดา
           ไม่ใช่คนทำความเสียหายในพระพุทธศาสนาอย่างหนัก เช่นปาราชิก เมื่อบวชคราวก่อน
       ดังนี้เป็นต้น

วัตถุสัมมุขตา ความพร้อมหน้าวัตถุ คือ ยกเรื่องที่เกิดนั้นขึ้นวินิจฉัย;
       ดู สัมมุขาวินัย

วัตร กิจพึงทำ, หน้าที่, ธรรมเนียม, ความประพฤติ,
       ข้อปฏิบัติแยกย่อยที่ต้องทำเป็นประจำ เป็นส่วนเสริมประกอบศีล;
       (อาจจำแนกได้เป็น
           ๑. กิจวัตร ว่าด้วยกิจที่ควรทำ
               (เช่น อุปัชฌายวัตร สัทธิวิหาริกวัตร อาคันตุกวัตร)
           ๒. จริยาวัตร ว่าด้วยมารยาทอันควรประพฤติ
               (เช่น ไม่ทิ้งขยะทางหน้าต่างหรือทิ้งลงนอกฝา นอกกำแพง ไม่จับวัตถุอนามาส)
           ๓. วิธีวัตร ว่าด้วยแบบอย่างที่พึงกระทำ
               (เช่น วิธีเก็บบาตร วิธีพับจีวร วิธีเปิดปิดหน้าต่างตามฤดู วิธีเดินเป็นหมู่);
       วัตรจำนวนมาก ท่านประมวลแสดงไว้ใน วัตตขันธกะ (วินย. ๗/๔๑๔/๒๑๓)
       แต่มีวัตรมากมายกระจายอยู่ใน ขันธกะ ทั้งหลาย,
       ดู ไตรปิฎก (เล่ม ๔ - ๗); เทียบ พรต

วัตรบท ๗ หลักปฏิบัติ หรือข้อที่ถือปฏิบัติประจำ ๗ ข้อ
       ที่ทำให้มฆมาณพได้เป็นท้าวสักกะหรือพระอินทร์ คือ
       ๑. มาตาเปติภโร เลี้ยงมารดาบิดา
       ๒. กุเลเชฏฺฐปจายี เคารพผู้ใหญ่ในตระกูล
       ๓. สณฺหวาโจ พูดคำสุภาพอ่อนหวาน
       ๔. อปิสุณวาโจ หรือ เปสุเณยฺยปฺปหายี ไม่พูดส่อเสียด พูดสมานสามัคคี
       ๕. ทานสํวิภาครโต หรือ มจฺเฉรวินย ชอบเผื่อแผ่ให้ปัน ปราศจากความตระหนี่
       ๖. สจฺจวาโจ มีวาจาสัตย์
       ๗. อโกธโน หรือ โกธาภิภู ไม่โกรธ ระงับความโกรธได้

วัตรปฏิบัติ การปฏิบัติตามหน้าที่, การทำตามข้อปฏิบัติที่พึงกระทำเป็นประจำ, ความประพฤติที่เป็นไปตามขนบธรรมเนียมแห่งเพศ ภาวะ หรือวิถีดำเนินชีวิตของตน

วัน
       1. ระยะเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก ซึ่งตามปกติถือตามกำหนด ๑๒ ชั่วโมง, กลางวัน ก็เรียก;
           ระยะเวลา ๒๔ ชั่วโมง ที่โลกหมุนตัวเองครบรอบหนึ่ง อย่างที่ถือกันมาแต่เดิมว่า ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ขึ้นใหม่ในวันถัดไป หรืออย่างที่นิยมถือกันในปัจจุบันตามคติสมัยใหม่ว่า ตั้งแต่เที่ยงคืนหนึ่งถึงเที่ยงคืนถัดไป;
           การที่เรียกว่า วัน นั้น เพราะถือเอาเวลาพระอาทิตย์ซึ่งเรียกว่าตะวันขึ้น จนถึงตะวันตกเป็นกำหนด คือมาจากคำว่า ตะวัน นั่นเอง (คล้ายกับระยะเวลาเดือนหนึ่ง ที่ถือตามการโคจรของพระจันทร์ ซึ่งมีชื่อว่าเดือน)
       2. ป่า, ดง, สวน (บาลี: วน)

วันเข้าพรรษา วันที่พระสงฆ์เริ่มจำพรรษา (วัสสูปนายิกา) ตามปกติหมายถึงเข้าพรรษาต้น คือ เริ่มจำปุริมพรรษา (ปุริมวัสสูปนายิกา หรือปฐมวัสสูปนายิกา หรือปุริมิกา วัสสูปนายิกา) ได้แก่ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘
       (ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือเพิ่มเดือน ๘ เข้ามาอีกเดือนหนึ่ง เป็นสอง ๘ ในปีนั้น ให้ถือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง เป็นวันเข้าปุริมพรรษา),
       แต่ถ้าเข้าพรรษาต้นไม่ทัน คือเข้าปุริมพรรษาไม่ทัน ด้วยเหตุจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง สามารถเลื่อนไปเข้าพรรษาหลัง คือเริ่มจำพรรษาในวันเข้าปัจฉิมพรรษา (ปัจฉิมวัสสูปนายิกา หรือทุติยวัสสูปนายิกา หรือปัจฉิมิกาวัสสูปนายิกา) ได้แก่ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๙,
       ภิกษุเข้าพรรษา โดยทำการอธิษฐานพรรษา;
       ดู จำพรรษา

วันปวารณา ดู ปวารณา, วันออกพรรษา

วันมหาปวารณา ดู ปวารณา, วันออกพรรษา

วันมาฆบูชา ดู มาฆบูชา

วันวิสาขบูชา ดู วิสาขบูชา

วันสงกรานต์ ดู สงกรานต์

วันออกพรรษา วันสิ้นสุดจำพรรษา, วันสุดท้ายของการจำพรรษา ตามปกติหมายถึงวันสิ้นสุดพรรษาต้น หรือสิ้นปุริมพรรษา ได้แก่ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ อันเป็นวันที่พระสงฆ์ทำสังฆกรรม ชื่อว่า “ปวารณา” จึงเรียกว่าวันปวารณา หรือวันมหาปวารณา,
       (วันออกพรรษาหลัง หรือสิ้นปัจฉิมพรรษา คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒);
       ดู จำพรรษา, วันเข้าพรรษา, ปวารณา

วันอัฏฐมีบูชา ดู อัฏฐมีบูชา

วันอาสาฬหบูชา ดู อาสาฬหบูชา

วันอุโบสถ ดู อุโบสถ

วัปปะ ชื่อพระภิกษุรูปหนึ่งในคณะปัญจวัคคีย์ เป็นพระอรหันต์รุ่นแรก

วัปปมงคล พิธีแรกนาขวัญ คือพิธีเริ่มไถนาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าวในนา

วัย ส่วนแห่งอายุ, ระยะของอายุ, เขตอายุ
       นิยมแบ่งเป็น ๓ วัย คัมภีร์วิสุทธิมรรคจัดดังนี้
           ๑. ปฐมวัย วัยต้น ๓๓ ปี คืออายุ ๑ ถึง ๓๓ ปี
           ๒. มัชฌิมวัย วัยกลาง ๓๔ ปี คืออายุ ๓๔ ถึง ๖๗ ปี
           ๓. ปัจฉิมวัย วัยปลาย ๓๓ ปี คือ อายุ ๖๘ ปี ถึง ๑๐๐ ปี

วัสวดี ชื่อของพระยามาร; ดู วสวัตดี

วัสสานะ, วัสสานฤดู ฤดูฝน (แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒);
       ดู มาตรา

วัสสาวาสิกพัสตร์ ดู ผ้าจำนำพรรษา

วัสสิกสาฎก ดู ผ้าอาบน้ำฝน

วัสสิกสาฏิกา ดู ผ้าอาบน้ำฝน

วัสสูปนายิกา วันเข้าพรรษา; ดู วันเข้าพรรษา, จำพรรษา

วางไว้ทำร้าย ได้แก่ วางขวาก ฝังหลาวไว้ในหลุมพราง วางของหนักไว้ให้ตกทับ วางยาพิษ เป็นต้น

วาจา คำพูด, ถ้อยคำ

วาจาชอบ ดู สัมมาวาจา

วาจาชั่วหยาบ ในวินัย หมายถึง ถ้อยคำพาดพิงทวารหนักทวารเบาและเมถุน;
       ดู ทุฏฐุลลวาจา

วาชเปยยะ, วาชไปยะ “วาจาดูดดื่มใจ”, “น้ำคำควรดื่ม”,
       ความรู้จักพูด คือ รู้จักทักทายปราศรัย ใช้วาจาสุภาพนุ่มนวล ประกอบด้วยเหตุผล มีประโยชน์ ชวนใจให้อยากทำตาม อยากร่วมมือร่วมงานร่วมการ เป็นทางแห่งสามัคคี ทำให้เกิดความเข้าใจอันดี ความเชื่อถือและความนิยมนับถือ,
       (บาลี: วาชเปยฺย, โบราณบางทีเขียน “วาชไปยัง”; ข้อ ๔ ในราชสังคหวัตถุ ๔)

วาตสมุฏฺฐานา อาพาธา ความเจ็บไข้ที่มีลมเป็นสมุฏฐาน; ดู อาพาธ

วานปรัสถ์ ผู้อยู่ป่า,
       เป็นธรรมเนียมของพราหมณ์ว่า ผู้ที่ครองเรือน มีครอบครัวเป็นหลักฐาน ครั้นลูกหลานเติบโตก็จัดแจงให้มีครอบครัว ตนเองชราลง ก็เข้าป่าจำศีลถือพรตบำเพ็ญตบะต่อไป,
       เขียน วนปรัสถะ บ้างก็มี; ดู อาศรม

วาโยธาตุ ธาตุลม, สภาวะที่มีลักษณะพัดไปมา, ภาวะสั่นไหว เคร่งตึง ค้ำจุน;
       ในร่างกายนี้ ส่วนที่ใช้กำหนดเป็นอารมณ์กรรมฐาน ได้แก่ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมพัดไปตามตัว ลมหายใจ,
       อย่างนี้เป็นการกล่าวถึงวาโยธาตุในลักษณะที่คนสามัญทั่วไปจะเข้าใจได้ และที่จะให้สำเร็จประโยชน์ในการเจริญกรรมฐาน แต่ในทางพระอภิธรรม วาโยธาตุเป็นสภาวะพื้นฐานที่มีอยู่ในรูปธรรมทุกอย่าง ได้แก่ภาวะสั่นไหว เคร่งตึง ค้ำจุน;
       ดู ธาตุ, รูป ๒๘

วาร วันหนึ่งๆ ในสัปดาห์, ครั้ง, เวลากำหนด

วาระ ครั้งคราว, เวลาที่กำหนดสำหรับผลัดเปลี่ยน

วารี น้ำ

วาลิการาม ชื่อวัดหนึ่งในเมืองเวสาลี แคว้นวัชชี
       เป็นที่ประชุมทำสังคายนาครั้งที่ ๒ ชำระวัตถุ ๑๐ ประการที่เป็นเสี้ยนหนามพระธรรมวินัย

วาสนา ความดี ความชั่ว และความเคยชินต่างๆ ที่ได้สั่งสมอบรมติดตัวมา โดยเฉพาะอาการกายวาจา ที่เป็นลักษณะพิเศษของบุคคล ซึ่งเกิดจากกิเลสบางอย่าง และได้สั่งสมอบรมมาเป็นเวลานานจนเคยชินติดเป็นพื้นประจำตัว แม้จะละกิเลสนั้นได้แล้ว แต่ก็อาจจะละอาการกายวาจาที่เคยชินไม่ได้
       เช่น คำพูดติดปาก อาการเดินที่เร็วหรือเดินต้วมเตี้ยม เป็นต้น
       ท่านขยายความว่า วาสนา ที่เป็นกุศล ก็มี เป็นอกุศล ก็มี เป็นอัพยากฤต คือเป็นกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว ก็มี ที่เป็นกุศลกับอัพยากฤตนั้น ไม่ต้องละ แต่ที่เป็นอกุศลซึ่งควรจะละนั้น
       แบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนที่จะเป็นเหตุให้เข้าถึงอบาย กับส่วนที่เป็นเหตุให้เกิดอาการแสดงออกทางกายวาจาแปลกๆ ต่างๆ
       ส่วนแรก พระอรหันต์ทุกองค์ละได้ แต่ส่วนหลัง พระพุทธเจ้าเท่านั้นละได้ พระอรหันต์อื่นละไม่ได้ จึงมีคำกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเท่านั้นละกิเลสทั้งหมดได้ พร้อมทั้งวาสนา;
       ในภาษาไทย คำว่า วาสนา มีความหมายเพี้ยนไป กลายเป็นอำนาจบุญเก่า หรือกุศลที่ทำให้ได้รับลาภยศ

วาสภคามิกะ ชื่อพระเถระองค์หนึ่งในการกสงฆ์ ผู้ทำสังคายนาครั้งที่ ๒

วิกขัมภนวิมุตติ พ้นด้วยข่มหรือสะกดไว้
       ได้แก่ ความพ้นจากกิเลสและอกุศลธรรมได้ด้วยกำลังฌาน อาจสะกดได้นานกว่าตทังควิมุตติ แต่เมื่อฌานเสื่อมแล้ว กิเลสอาจเกิดขึ้นอีก จัดเป็นโลกิยวิมุตติ
       (ข้อ ๒ ในวิมุตติ ๕; ในบาลีเป็นข้อ ๑ ถึงชั้นอรรถกถา จึงกลายมาเป็นข้อ ๒)

วิกติกา เครื่องลาดที่เป็นรูปสัตว์ร้าย เช่น ราชสีห์ เสือ เป็นต้น

วิกัป, วิกัปป์ ทำให้เป็นของสองเจ้าของ คือ ขอให้ภิกษุสามเณรอื่นร่วมเป็นเจ้าของบาตรหรือจีวรนั้นๆ ด้วย ทำให้ไม่ต้องอาบัติเพราะเก็บอติเรกบาตรหรืออติเรกจีวรไว้เกินกำหนด
       วิกัปมี ๒ คือ วิกัปต่อหน้า และวิกัปลับหลัง
       วิกัปต่อหน้า คือ วิกัปต่อหน้าผู้รับ ถ้าจีวรผืนเดียว อยู่ในหัตถบาส ว่า
       “อิมํ จีวรํ ตุยฺหํ วิกปฺเปมิ” แปลว่า “ข้าพเจ้าวิกัปจีวรผืนนี้แก่ท่าน”
       (ถ้าวิกัปจีวร ๒ ผืนขึ้นไป ว่า “อิมานิ จีวรานิ” แทน “อิมํ จีวรํ”,
           ถ้าจีวรที่วิกัปอยู่นอกหัตถบาส ว่า “เอตํ” แทน “อิมํ” ว่า “เอตานิ” แทน “อิมานิ”,
           ถ้าวิกัปแก่ภิกษุผู้แก่กว่า จะใช้บทว่า “อายสฺมโต” แทน “ตุยฺหํ” ก็ควร)
       วิกัปลับหลัง คือ วิกัปให้แก่สหธรรมิกรูปใดรูปหนึ่ง ผู้มิได้อยู่เฉพาะหน้า โดยเปล่งวาจาต่อหน้าสหธรรมิกรูปอื่น ถ้าจีวรผืนเดียว อยู่ในหัตถบาส ว่า
       “อิมํ จีวรํ อิตฺถนฺนามสฺส วิกปฺเปมิ” แปลว่า “ข้าพเจ้าวิกัปจีวรผืนนี้ แก่ท่านผู้ชื่อนี้”
       (ถ้าวิกัปแก่ภิกษุชื่อว่าอุตตระ ก็บอกชื่อว่า “อุตฺตรสฺส ภิกฺขุโน” หรือ “อายสฺมโต อุตฺตรสฺส” แทน “อิตฺถนฺนามสฺส” สุดแต่ผู้รับอ่อนกว่าหรือแก่กว่า, ถ้าวิกัปจีวรหลายผืน หรือจีวรอยู่นอกหัตถบาส พึงเปลี่ยนคำ โดยเทียบตามแบบวิกัปต่อหน้า)
       จีวรที่วิกัปไว้ จะบริโภค ต้องขอให้ผู้รับถอนก่อน มิฉะนั้น หากบริโภค จะต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อผู้ที่ได้รับไว้นั้นถอนแล้ว จึงใช้ได้,
       คำถอนสำหรับจีวรที่อยู่ในหัตถบาส ว่า
       “อิมํ จีวรํ มยฺหํ สนฺตกํ ปริภุญฺช วา วิสชฺเชหิ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรหิ”
       แปลว่า “จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ท่านจงใช้สอยก็ตาม จงสละก็ตาม จงทำตามปัจจัยก็ตาม”
       (ถ้าผู้ถอนอ่อนกว่า พึงว่า “อิมํ จีวรํ มยฺหํ สนฺตกํ ปริภุญฺชถ วา วิสชฺเชถ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรถ”,
       คำที่พึงเปลี่ยนทั้งหลาย เช่น ชื่อของจำนวนของ และที่ของตั้งอยู่ในหรือนอกหัตถบาส พึงเทียบเคียงกับคำที่กล่าวแล้วข้างต้น)
       ในเรื่องเกี่ยวกับการวิกัปนี้ มีแนวทางปฏิบัติที่พระอาจารย์นักวินัยแนะนำไว้ และพระมติในหนังสือวินัยมุข อันควรทราบว่า ผ้าที่จะอธิษฐานเป็นผ้าปูนอนก็ดี เป็นผ้าบริขารโจลก็ดี ต้องเป็นของที่ไม่ใช้นุ่งห่ม จึงอธิษฐานขึ้น
       เช่น ภิกษุถอนผ้าอุตตราสงค์ผืนเก่าเสีย ไม่คิดจะใช้นุ่งห่มอีก และอธิษฐานผืนใหม่แล้ว จะอธิษฐานผืนเก่านั้นเป็นผ้าปูนอนเช่นนี้ได้ แต่ถ้ายังจะใช้นุ่งห่ม ควรวิกัปไว้ตามแบบ
       ส่วนผ้าบริขารโจลนั้น ก็เช่น ผ้ากรองน้ำ ถุงบาตร และย่าม อันมิใช่ของใช้นุ่งห่ม และไม่ใช่เป็นของใหญ่ ตลอดจนผ้าบริขารอย่างอื่น ซึ่งมีสีและดอกอันห้ามในผ้านุ่งห่ม อย่างนี้อธิษฐานขึ้น
       ส่วนผ้าที่จะใช้นุ่งห่ม แม้เพียงผืนเล็กพอใช้เป็นเครื่องประกอบเข้าเป็นผ้านุ่งห่มได้ แม้แต่ผ้าขาว มีประมาณตั้งแต่ยาว ๘ นิ้ว กว้าง ๔ นิ้วขึ้นไป จัดว่าเป็นจีวรตามกำหนดอย่างต่ำที่จะต้องวิกัป
       อนึ่ง ผ้าอาบน้ำฝน เป็นของที่ทรงอนุญาตเป็นบริขารพิเศษชั่วคราวของภิกษุ อธิษฐานไว้ใช้ได้ตลอด ๔ เดือนแห่งฤดูฝน พ้นนั้นให้วิกัปไว้
       ทั้งนี้ มีพุทธานุญาตไว้คราวหนึ่ง (วินย. ๕/๑๖๐/๒๑๘) ซึ่งใช้เป็นที่อ้างอิงในเรื่องที่ว่า ผ้าอย่างไหนจะต้องอธิษฐาน หรือต้องวิกัป อย่างไร ใจความว่า
       ไตรจีวร ผ้าปูนั่ง (นิสีทนะ) ผ้าปูนอน (ปัจจัตถรณะ) ผ้าเช็ดหน้าเช็ดปาก (มุขปุญฉนโจละ) และผ้าบริขารโจล ให้อธิษฐาน ไม่ใช่ให้วิกัป,
       ผ้าอาบน้ำฝน (วัสสิกสาฎก) ให้อธิษฐานใช้ตลอด ๔ เดือนแห่งฤดูฝน พ้นจากนั้น ให้วิกัปไว้,
       ผ้าปิดฝี (กัณฑุปฏิจฉาทิ) ให้อธิษฐานใช้ตลอดเวลาที่อาพาธ พ้นจากนั้นให้วิกัปไว้;
       ผ้าจีวรขนาดอย่างต่ำยาว ๘ นิ้ว กว้าง ๔ นิ้ว โดยนิ้วพระสุคต ต้องวิกัป
       ส่วนในการวิกัปบาตร ถ้าบาตรใบเดียว อยู่ในหัตถบาส ว่า “อิมํ ปตฺตํ ตุยฺหํ วิกปฺเปมิ”
       (ถ้าบาตรหลายใบ ว่า “อิเม ปตฺเต” แทน “อิมํ ปตฺตํ”;
       ถ้าบาตรอยู่นอกหัตถบาส ว่า “เอตํ” แทน “อิมํ” บาตรหลายใบ ว่า “เอเต” แทน “อิเม”),
       บาตรที่วิกัปไว้แล้ว ไม่มีกำหนดให้ถอนก่อนจึงบริโภค พึงใช้เป็นของวิกัป แต่เมื่อจะอธิษฐาน พึงให้ถอนก่อน;
       ดู อธิษฐาน, ปัจจุทธรณ์

วิกัปปิตจีวร จีวรที่วิกัปป์ไว้, จีวรที่ได้ทำให้เป็นของ ๒ เจ้าของแล้ว

วิการ
       1. พิการ, ความแปรผัน, ความผิดแปลก, ผิดปรกติ
       2. ทำต่างๆ, แสดงอาการผิดแปลก ไม่เป็นปกติ ทางกาย (กายวิการ) ก็ตาม ทางวาจา (วจีวิการ) ก็ตาม เช่น โกรธขึ้นมา หรือรังเกียจแล้ว ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ตีหน้าถมึงทึง ชี้นิ้ว ปัด เงื้อแขน ร้องชิๆ ชะๆ พูดไล่ว่าไปซะ อย่างนี้เป็นต้น ภิกษุมีสติสัมปชัญญะ ไม่ทำกายวิการ หรือวจีวิการอย่างนั้น
       3. การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย, การใช้กายหรือวาจาสื่อความหมาย, มีความหมายเท่ากับ “วิญญัติ” คือ กายวิการเป็น กายวิญญัติ (การเคลื่อนไหวกายให้รู้ความหมาย) วจีวิการเป็น วจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหววาจาให้รู้ความหมาย); ดู วิญญัติ

วิกาล ผิดเวลา,
       ในวิกาลโภชนสิกขาบท (ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล) หมายถึง ตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนถึงก่อนอรุณวันใหม่;
       ส่วนในอันธการวรรค สิกขาบทที่ ๗ ในภิกขุนีวิภังค์ (ห้ามภิกษุณีเข้าสู่ตระกูลในเวลาวิกาล เอาที่นอนปูลาดนั่งนอนทับโดยไม่บอกกล่าวขออนุญาตเจ้าบ้าน) หมายถึงตั้งแต่พระอาทิตย์ตกจนถึงก่อนอรุณวันใหม่;
       ในสิงคาลกสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค สุตตันตปิฎก กล่าวถึงการเที่ยวซอกแซกในเวลาวิกาลว่าเป็นอบายมุขนั้น ก็หมายถึงเวลาค่ำ

วิกาลโภชน์ การกินอาหารในเวลาวิกาล, การฉันอาหารผิดเวลา;
       ดู วิกาล

วิกุพพนา การทำให้เป็นได้ต่างๆ, การยักเยื้องยักย้าย, การปรับแปลงแผลงผัน,
       เช่น ผู้ที่เจริญอัปปมัญญาจนชำนาญ มีจิตเสมอกันต่อสรรพสัตว์ และเข้าถึงฌานแล้ว สามารถแผ่เมตตาเป็นต้นต่อสัตว์ทั้งหลาย แผกผันไปได้ต่างๆ ทั้งแบบกว้างขวางไม่มีขอบเขต (อโนธิโสผรณา) ทั้งแบบจำกัดขอบเขต (โอธิโสผรณา) และแบบเฉพาะเป็นทิศๆ (ทิสาผรณา),
       คำว่า “วิกุพพนา” นี้ มักพบในชื่อเรียกอิทธิ (ฤทธิ์) แบบหนึ่ง คือ วิกุพพนาอิทธิ หรือวิกุพพนฤทธิ์;
       เทียบ อโนธิโสผรณา, โอธิโสผรณา, ทิสาผรณา;
       ดู แผ่เมตตา, สีมาสัมเภท; วิกุพพนาอิทธิ

วิกุพพนาอิทธิ, วิกุพพนฤทธิ์ ฤทธิ์คือการแผลง, ฤทธิ์บิดผัน, ฤทธิ์ผันแผลง คือ การแผลงฤทธิ์แปลงตัว เปลี่ยนจากรูปร่างปกติ แปลงเป็นเด็ก เป็นครุฑ เป็นเทวดา เป็นเสือ เป็นงู เป็นต้น
       (ต้องห้ามทางพระวินัย)

วิขัมภนปหาน การละกิเลสได้ด้วยข่มไว้ด้วยฌาน;
       มักเขียน วิกขัมภนปหาน

วิขัมภนวิมุติ ดู วิกขัมภนวิมุตติ

วิจัย การใช้ปัญญาเฟ้น สืบค้น, การค้นคว้า สืบหา ตรวจสอบ ฟั้นเฟ้น ให้สิ้นสงสัย ให้รู้เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจนถึงความจริง ตรงเต็มตามสภาวะ;
       ดู ธรรมวิจัย, ธัมมวิจยะ

วิจาร ความตรอง, การพิจารณาอารมณ์, การตามฟั้นอารมณ์
       (ข้อ ๒ ในองค์ฌาน ๕)

วิจารณ์
       1. พิจารณา, ไตร่ตรอง
       2. สอบสวน, ตรวจตรา
       3. คิดการ, กะการ, จัดเตรียม, จัดแจง, ดูแล, จัดดำเนินการ
       4. ในภาษาไทย มักหมายถึงติชม, แสดงความคิดเห็นในเชิงตัดสินคุณค่า ชี้ข้อดีข้อด้อย

วิจารณญาณ ปัญญาที่ไตร่ตรองพิจารณาเหตุผล

วิจิกิจฉา ความลังเลไม่ตกลงได้, ความไม่แน่ใจ, ความสงสัย, ความเคลือบแคลงในกุศลธรรมทั้งหลาย, ความลังเลเป็นเหตุให้ไม่แน่ใจในปฏิปทาเครื่องดำเนินของตน
       (ข้อ ๕ ในนิวรณ์ ๕, ข้อ ๕ ในสังโยชน์ ๑๐ ตามนัยพระอภิธรรม, ข้อ ๔ ในอนุสัย ๗)

วิจิตร งาม, งดงาม, แปลก, ตระการ, หรู, แพรวพราว

วิชชา ความรู้แจ้ง, ความรู้วิเศษ;
       วิชชา ๓ คือ
           ๑. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ความรู้ที่ระลึกชาติได้
           ๒. จุตูปปาตญาณ ความรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย
           ๓. อาสวักขยญาณ ความรู้ที่ทำอาสวะให้สิ้น
       วิชชา ๘ คือ
           ๑. วิปัสสนาญาณ ญาณในวิปัสสนา
           ๒. มโนมยิทธิ ฤทธิ์ทางใจ
           ๓. อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ
           ๔. ทิพพโสต หูทิพย์
           ๕. เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจผู้อื่นได้
           ๖. ปุพเพนิวาสานุสติ
           ๗. ทิพพจักขุ ตาทิพย์ (= จุตูปปาตญาณ)
           ๘. อาสวักขยญาณ

วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน (พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น) ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ประกอบด้วยวิชชา ๓ หรือวิชชา ๘ และจรณะ ๑๕ อันเป็นปฏิปทาเครื่องบรรลุวิชชานั้น, มีความรู้ประเสริฐ ความประพฤติประเสริฐ
       (ข้อ ๓ ในพุทธคุณ ๙)

วิชชาธร, วิชาธร ดู วิทยาธร

วิญญัติ
       1. การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย, การสื่อความหมาย มี ๒ คือ
           ๑. กายวิญญัติ การให้รู้ความหมายด้วยกาย เช่น พยักหน้า กวักมือ
           ๒. วจีวิญญัติ การให้รู้ความหมายด้วยวาจา คือพูดหรือบอกกล่าว
       2. การออกปากขอของต่อคนไม่ควรขอ หมายถึงภิกษุขอสิ่งของต่อคฤหัสถ์ผู้ไม่ใช่ญาติ ผู้ไม่ใช่คนปวารณา

วิญญาณ ความรู้แจ้งอารมณ์, จิต,
       ความรู้ที่เกิดขึ้นเมื่ออายตนะภายในและอายตนะภายนอกกระทบกัน
       เช่น รู้อารมณ์ในเวลาเมื่อรูปมากระทบตา เป็นต้น
       ได้แก่ การเห็น การได้ยิน เป็นอาทิ;
       วิญญาณ ๖ คือ
           ๑. จักขุวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางตา (เห็น)
           ๒. โสตวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางหู (ได้ยิน)
           ๓. ฆานวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางจมูก (ได้กลิ่น)
           ๔. ชิวหาวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางลิ้น (รู้รส)
           ๕. กายวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางกาย (รู้สิ่งต้องกาย)
           ๖. มโนวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางใจ (รู้เรื่องในใจ)

วิญญาณฐิติ ภูมิเป็นที่ตั้งของวิญญาณ มี ๗ คือ
       ๑. สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน
               เช่น พวกมนุษย์ พวกเทพบางหมู่ พวกวินิปาติกะ บางหมู่
       ๒. สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน
               เช่น พวกเทพผู้อยู่ในจำพวกพรหมผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน
       ๓. สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน
               เช่น พวกเทพอาภัสสระ
       ๔. สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน
               เช่น พวกเทพสุภกิณหะ
       ๕. สัตว์เหล่าหนึ่ง ผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ
       ๖. สัตว์เหล่าหนึ่ง ผู้เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ
       ๗. สัตว์เหล่าหนึ่ง ผู้เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ

วิญญาณธาตุ ธาตุรู้, ความรู้แจ้ง, ความรู้อะไรได้
       (ข้อ ๖ ในธาตุ ๖)

วิญญาณัญจายตนะ ฌานอันกำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้
       (ข้อ ๒ ในอรูป ๔)

วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ, วิญญาณเป็นอาหาร คือเป็นปัจจัยอุดหนุนหล่อเลี้ยงให้เกิดนามรูป
       (ข้อ ๔ ในอาหาร ๔)

วิญญู ผู้รู้, บัณฑิต, นักปราชญ์;
       ในพระวินัย ตามปาจิตติยสิกขาบทที่ ๗ แห่งมุสาวาทวรรค ว่า
       “อนึ่ง ภิกษุใดแสดงธรรมแก่มาตุคามเกินกว่า ๕-๖ คำ เว้นแต่มีบุรุษผู้เป็นวิญญูอยู่ด้วย เป็นปาจิตตีย์”
       คำว่า วิญญู ในที่นี้ หมายถึง ผู้รู้ความ คือ “ผู้สามารถรู้เข้าใจคำดีคำร้าย คำหยาบคำไม่หยาบ”,
       ในกฎหมายไทย ใช้คำว่า วิญญูชน หมายถึง บุคคลผู้รู้ผิดรู้ชอบตามปรกติ
       หรืออย่างภาษาชาวบ้านว่า ผู้รู้ผิดชอบชั่วดี

วิญญูชน ดู วิญญู

วิตก ความตรึก, ตริ,
       การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ หรือปักจิตลงสู่อารมณ์ (ข้อ ๑ ในองค์ฌาน ๕),
       การคิด, ความดำริ;
       ไทยใช้ว่าเป็นห่วงกังวล

วิตกจริต พื้นนิสัยหนักในทางตรึก, มีวิตกเป็นปรกติ, มีปรกตินึกพล่านหรือคิดจับจดฟุ้งซ่าน,
       ผู้มีจริตชนิดนี้พึงแก้ด้วย เพ่งกสิณ หรือเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐาน
       (ข้อ ๖ ในจริต ๖)

วิตถาร ซึ่งแผ่ยืดขยายกว้างขวางออกไป, ขยายความ, พิสดาร; ตรงข้ามกับ สังเขป;
       ในการวัด หมายถึง ความกว้าง
           (เทียบกับความยาว คืออายาม และความสูง หรือความลึก คืออุพเพธ);
       ในภาษาไทย ความหมายเพี้ยนไป กลายเป็นว่า ผิดปกติ, พิลึก, นอกแบบ, นอกลู่นอกทาง, เกินวิสัยแห่งความยอมรับ

วิตถารนัย นัยอย่างพิสดาร, แบบขยายความ, แง่ความหมายซึ่งบรรยายอย่างกว้างขวางยืดยาว;
       ตรงข้ามกับ สังเขปนัย

วิติกกมะ ดู วีติกกมะ

วิถีจิต “จิตในวิถี” คือจิตในวิถีแห่งการรับรู้เสพอารมณ์, จิตซึ่งเกิดขึ้นเป็นไปในวิถี คือพ้นจากภวังค์ หรือพ้นจากภาวะที่เป็นภวังคจิต (และมิใช่เป็นปฏิสนธิจิต หรือจุติจิต),
       พูดอีกอย่างหนึ่งว่า จิต ๑๑ ชื่อ ซึ่งทำกิจ ๑๑ อย่าง นอกจากปฏิสนธิกิจ ภวังคกิจ และจุติกิจ,
       “วิถีจิต” เป็นคำรวม เรียกจิตทั้งหลาย ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับรู้อารมณ์ ๖ ทางทวารทั้ง ๖ (คำบาลีว่า “วีถิจิตฺต”),
       อธิบายอย่างง่าย พอให้เข้าใจเป็นพื้นฐานว่า
       สัตว์ทั้งหลายหลังจากเกิดคือปฏิสนธิแล้ว จนถึงก่อนตายคือจุติ ระหว่างนั้น ชีวิตเป็นอยู่โดยมีจิตที่เป็นพื้น เรียกว่าภวังคจิต (จิตที่เป็นองค์แห่งภพ หรือจิตในภาวะที่เป็นองค์แห่งภพ) ซึ่งเกิดดับสืบเนื่องต่อกันไปตลอดเวลา (มักเรียกว่าภวังคโสตคือกระแสแห่งภวังค์)
       ทีนี้ ถ้าจิตอยู่ในภาวะภวังค์ เป็นภวังคจิต และเกิดดับสืบต่อไปเป็นภวังคโสตเท่านั้น ก็เพียงแค่ยังมีชีวิตอยู่ เหมือนหลับอยู่ตลอดเวลา แต่ชีวิตนั้นเป็นอยู่ดำเนินไป โดยมีการรับรู้และทำกรรมทางทวารต่างๆ เช่น เห็น ได้ยิน ดู ฟัง เคลื่อนไหว พูดจา ตลอดจนคิดการต่างๆ จิตจึงมิใช่อยู่เพียงในภาวะที่เป็นภวังค์ คือมิใช่แค่เป็นองค์แห่งภพไว้เท่านั้น แต่ต้องมีการรับรู้เสพอารมณ์ทำกรรมทางทวารทั้งหลายด้วย
       ดังนั้น เมื่อมีอารมณ์ คือ รูป เสียง ฯลฯ มาปรากฏแก่ทวาร (“มาสู่คลองในทวาร”) คือ ตา หู ฯลฯ ก็จะมีการรับรู้ โดยภวังคจิตที่กำลังเกิดดับสืบต่อกระแสภพกันอยู่นั้น แทนที่ว่าภวังคจิตหนึ่งดับไป จะเกิดเป็นภวังคจิตใหม่ขึ้นมา ก็กลายเป็นว่า ภวังคจิตหนึ่งดับไป แต่เกิดเป็นจิตหนึ่งที่เข้าอยู่ในวิถีแห่งการรับรู้เกิดขึ้นมา
       (ตอนนี้ พูดอย่างภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่ายว่า จิตออกจากภวังค์ หรือจิตขึ้นสู่วิถี) แล้วก็จะมีจิตที่เรียกชื่อต่างๆ เกิดขึ้นมาทำหน้าที่ต่อๆ กันไป ในวิถีแห่งการรับรู้เสพอารมณ์นั้น จนครบกระบวนจบวิถีไปรอบหนึ่ง แล้วก็เกิดเป็นภวังคจิตขึ้นมาอีก (พูดอย่างภาษาชาวบ้านว่า ตกภวังค์),
       จิตทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาทำหน้าที่แต่ละขณะในวิถีแห่งการรับรู้เสพอารมณ์นั้น จนจบกระบวน เรียกว่า “วิถีจิต” และจิตแต่ละขณะในวิถีนั้น มีชื่อเรียกเฉพาะของมัน ตามกิจคืองานหรือหน้าที่ที่มันทำ,
       เมื่อตกภวังค์อย่างที่ว่านั้นแล้ว ภวังคจิตเกิดดับต่อกันไป แล้วก็เปลี่ยน (เรียกว่าตัดกระแสภวังค์) เกิดเป็นวิถีจิตขึ้นมารับรู้เสพอารมณ์อีก แล้วพอจบกระบวน ก็ตกภวังค์ เป็นภวังคจิต แล้วก็ตัดกระแสภวังค์ เกิดเป็นวิถีจิตขึ้นอีกสลับกันหมุนเวียนไป โดยนัยนี้ ชีวิตที่ดำเนินไปแม้ในกิจกรรมเล็กน้อยหนึ่งๆ จึงเป็นการสลับหมุนเวียนไปของกระแสภวังคจิต (ภวังคโสตะ) กับกระบวนวิถีจิต (วีถิจิตตปวัตติ) ที่เกิดดับสืบต่อไปมากมายไม่อาจนับได้
       ในการรับรู้เสพอารมณ์ทำกรรมครั้งหนึ่งๆ ที่เป็นการเปลี่ยนจากภวังคจิต มาเป็นวิถีจิต จนกระทั่งกลับเป็นภวังคจิตอีกนั้น แยกแยะให้เห็นลำดับขั้นตอนแห่งความเป็นไป พอให้ได้ความเข้าใจคร่าวๆ (ในที่นี้ จะพูดถึงเฉพาะปัญจทวารวิถี คือการรับรู้ทางทวาร ๕ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ในกรณีที่รับอารมณ์ที่มีกำลังมาก คืออติมหันตารมณ์เป็นหลัก) ดังนี้
       ก. ช่วงภวังคจิต (เนื่องจากเมื่อจบวิถี ก็จะกลับเป็นภวังค์อีก ตามปกติจึงเรียกภวังคจิตที่เอาเป็นจุดเริ่มต้นว่า “อตีตภวังค์” คือภวังค์ที่ล่วงแล้ว หรือภวังค์ก่อน) มี ๓ ขณะ ได้แก่
           ๑. อตีตภวังค์ (ภวังคจิตที่สืบต่อมาจากก่อน)
           ๒. ภวังคจลนะ (ภวังค์ไหวตัวจากอารมณ์ใหม่ที่กระทบ)
           ๓. ภวังคุปัจเฉท (ภวังค์ขาดจากอารมณ์เก่า)
       ข. ช่วงวิถีจิต มี ๑๔ ขณะ ได้แก่
           ๑. ปัญจทวาราวัชชนะ (การคำนึงอารมณ์ใหม่ทางทวารนั้นๆ ในทวารทั้ง ๕, ถ้าอยู่ในมโนทวารวิถี ก็เป็นมโนทวาราวัชชนะ)
           ๒. ปัญจวิญญาณ (การรู้อารมณ์นั้นๆ ในอารมณ์ทั้ง ๕ คือเป็นจักขุวิญญาณ หรือโสตวิญญาณ หรือฆานวิญญาณ หรือชิวหาวิญญาณ หรือกายวิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง)
           ๓. สัมปฏิจฉนะ (สัมปฏิจฉันนะ ก็เรียก, การรับอารมณ์จากปัญจวิญญาณ เพื่อเสนอแก่สันตีรณะ)
           ๔. สันตีรณะ (การพิจารณาไต่สวนอารมณ์)
           ๕. โวฏฐัพพนะ (การตัดสินอารมณ์)
           ๖.–๑๒. ชวนะ (การแล่นไปในอารมณ์ คือรับรู้เสพทำต่ออารมณ์ เป็นช่วงที่ทำกรรม โดยเป็นกุศลชวนะหรืออกุศลชวนะ หรือไม่ก็กิริยา) ติดต่อกัน ๗ ขณะ
           ๑๓.–๑๔. ตทารมณ์ (ตทาลัมพณะ หรือตทาลัมพนะ ก็เรียก, “มีอารมณ์นั้น” คือมีอารมณ์เดียวกับชวนะ ได้แก่การเกิดเป็นวิปากจิตที่ได้รับอารมณ์ต่อจากชวนะ เหมือนได้รับผลประมวลจากชวนะมาบันทึกเก็บไว้ ก่อนตกภวังค์) ต่อกัน ๒ ขณะ แล้วก็สิ้นสุดวิถี คือจบกระบวนของวิถีจิต เกิดเป็นภวังคจิตขึ้นใหม่ (ตกภวังค์),
       เมื่อนับตลอดหมดทั้งสองช่วง คือตั้งแต่อตีตภวังค์จุดเริ่ม มาจนจบวิถี ก็มี ๑๗ ขณะจิต
       ในส่วนรายละเอียด วิถีจิตมีความเป็นไปแตกต่างกันหลายแบบ เช่น ในปัญจทวารวิถีที่พูดมาข้างต้นนั้น เป็นกรณีที่รับอารมณ์ซึ่งมีกำลังเด่นชัดมาก (อติมหันตารมณ์)
       แต่ถ้าอารมณ์ที่ปรากฏเข้ามามีกำลังไม่มากนัก (เป็นแค่มหันตารมณ์) ภวังค์จะยังไม่ไหวตัว จนถึงภวังคจิตขณะที่ ๓ หรือขณะที่ ๔ จึงจะไหวตัวเป็นภวังคจลนะ ในกรณีอย่างนี้ ก็จะมีอตีตภวังค์ ๒ หรือ ๓ ขณะ และเมื่อขึ้นสู่วิถี ก็จะไปจบแค่ชวนะที่ ๗ ดับ แล้วก็ตกภวังค์ โดยไม่มีตทารมณ์เกิดขึ้น,
       ยิ่งกว่านั้น ถ้าอารมณ์ที่ปรากฏมีกำลังน้อย (เป็นปริตตารมณ์) ก็จะผ่านอตีตภวังค์ไปหลายขณะ (ตั้งแต่ ๔ ถึง ๙ ขณะ) จึงเป็นภวังคจลนะ และเมื่อขึ้นสู่วิถีแล้ว วิถีนั้นก็ไปสิ้นสุดลงแค่โวฏฐัพพนะ ไม่ทันเกิดชวนจิต ก็ตกภวังค์ไปเลย,
       และถ้าอารมณ์ที่ปรากฏนั้นอ่อนกำลังเกินไป (เป็นอติปริตตารมณ์) ก็จะผ่านอตีตภวังค์ไปมากหลายขณะ จนในที่สุดเกิดภวังคจลนะขึ้นมาได้ ๒ ขณะ ก็กลับเป็นภวังค์ตามเดิม คือภวังค์ไม่ขาด (ไม่มีภวังคุปัจเฉท) และไม่มีวิถีจิตเกิดขึ้นเลย จึงเรียกว่าเป็นโมฆวาระ,
       ส่วนในมโนทวารวิถี เมื่อภวังค์ไหวตัว (ภวังคจลนะ) และภวังค์ขาด (ภวังคุปัจเฉท) แล้ว ขึ้นสู่วิถี จะมีเพียงมโนทวาราวัชชนะ (การคำนึงอารมณ์ใหม่ทางมโนทวาร) แล้วเกิดเป็นชวนจิต ๗ ขณะต่อไปเลย (ไม่มีสัมปฏิจฉนจิต เป็นต้น) เมื่อชวนะครบ ๗ แล้ว ในกรณีที่อารมณ์ที่ปรากฏเด่นชัด (วิภูตารมณ์) ก็จะเกิดตทารมณ์ ๒ ขณะ แล้วตกภวังค์ แต่ถ้าอารมณ์อ่อนแรงไม่เด่นชัด (อวิภูตารมณ์) พอครบ ๗ ชวนะแล้ว ก็ตกภวังค์ไปเลย โดยไม่มีตทารมณ์เกิดขึ้น,
       อนึ่ง ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นวิถีจิตในกามภูมิทั้งสิ้น ยังมีวิถีจิตในภูมิที่สูงขึ้นไปอีก ในฝ่ายมโนทวารวิถี (จิตในปัญจทวารวิถีอยู่ในกามภูมิอย่างเดียว) ซึ่งเป็นจิตที่เป็นสมาธิขั้นอัปปนา และมีความเป็นไปที่แตกต่างจากวิถีจิตในกามภูมิ เช่น ชวนะ ไม่จำกัดเพียงแค่ ๗ ขณะ เมื่อเข้าฌานแล้ว ตราบใดยังอยู่ในฌาน ก็มีชวนจิตเกิดดับสืบต่อกันไปตลอด นับจำนวนไม่ได้ โดยไม่ตกภวังค์เลย ถ้าเกิดเป็นภวังคจิตขึ้นเมื่อใด ก็คือออกจากฌาน ดังนี้เป็นต้น รายละเอียดของวิถีจิตระดับนี้ จะไม่กล่าวในที่นี้;
       ดู ชวนะ, ตทารมณ์; เทียบ ภวังคจิต

วิทยา ความรู้

วิทยาธร “ผู้ทรงวิทยา”, ผู้มีวิชากายสิทธิ์, ผู้มีฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยวิทยาอาคมหรือของวิเศษ, พ่อมด

วิเทหะ ชื่อแคว้นหนึ่งในชมพูทวีป นครหลวงชื่อ มิถิลา เป็นดินแดนพวกวัชชีอีกถิ่นหนึ่ง ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำคงคา ตรงข้ามกับแคว้นมคธ

วิธัญญา ชื่อนครหรือถิ่นหนึ่งในสักกชนบท ปกครองโดยกษัตริย์วงศ์ศากยะ;
       เวธัญญะ ก็เรียก

วินธยะ ชื่อเทือกเขาสำคัญในอินเดียภาคกลาง (Vindhya Range)
       เริ่มต้นทางตะวันออกที่พาราณสี ยาวลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๑,๐๘๖ กม. บางตอนเคียงคู่ไปกับแม่น้ำนัมมทา แล้วสิ้นสุดลงในรัฐคุชราต ถือกันทำนองเดียวกับแม่น้ำนัมมทาว่าเป็นเส้นแบ่ง ระหว่างที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคาในภาคเหนือ (อุตราบถ) กับดินแดนที่ราบสูงแห่งอินเดียภาคใต้ (Deccan Plateau; ทักขิณาบถ);
       ดู นัมมทา

วินยวาที ผู้มีปรกติกล่าวพระวินัย

วินยสัมมุขตา ความเป็นต่อหน้าพระวินัยในวิวาทาธิกรณ์
       หมายความว่า ปฏิบัติตามธรรมวินัยและสัตถุศาสน์อันเป็นเครื่องระงับอธิกรณ์นั้น;
       ดู สัมมุขาวินัย

วินัย ระเบียบแบบแผนสำหรับฝึกฝนควบคุมความประพฤติของบุคคลให้มีชีวิตที่ดีงามเจริญก้าวหน้าและควบคุมหมู่ชนให้อยู่ร่วมกันด้วยความสงบเรียบร้อยดีงาม,
       ประมวลบทบัญญัติข้อกำหนดสำหรับควบคุมความประพฤติ ไม่ให้เสื่อมเสียและฝึกฝนให้ประพฤติดีงามเป็นคุณเกื้อกูลยิ่งขึ้น, ประมวลสิกขาบท;
       วินัยมี ๒ อย่างคือ
       ๑. อนาคาริยวินัย วินัยของผู้ไม่ครองเรือน คือวินัยของบรรพชิต หรือวินัยของพระสงฆ์
           ได้แก่ การไม่ต้องอาบัติทั้ง ๗ หรือโดยสาระ ได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔
       ๒. อาคาริยวินัย วินัยของผู้ครองเรือน คือ วินัยของชาวบ้าน
           ได้แก่ การงดเว้นจากอกุศลกรรมบถ ๑๐ โดยนัยก็คือ กุศลกรรมบถ ๑๐

วินัยกถา คำพูดเกี่ยวกับพระวินัย, คำบรรยาย คำอธิบาย หรือเรื่องสนทนาเกี่ยวกับพระวินัย

วินัยกรรม การกระทำเกี่ยวกับพระวินัย หรือการปฏิบัติตามวินัย
       เช่น การอธิษฐานบริขาร การวิกัปบาตรและจีวร การปลงอาบัติ การอยู่ปริวาส เป็นต้น

วินัยธร “ผู้ทรงวินัย”, ภิกษุผู้ชำนาญวินัย;
       พระอุบาลีเถระ ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นเอตทัคคะในบรรดาพระวินัยธร

วินัยปิฎก ดู ไตรปิฎก

วินัยมุข มุขแห่งวินัย, หลักใหญ่ๆ หรือหัวข้อสำคัญๆ ที่เป็นเบื้องต้นแห่งพระวินัย หรือเป็นปากทางนำเข้าสู่วินัย เป็นชื่อหนังสือที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงรจนาขึ้นเพื่ออธิบายความหมายและชี้ประโยชน์แห่งพระวินัย มุ่งช่วยให้พระภิกษุสามเณรตั้งอยู่ในปฏิบัติพอดีงาม
       ผู้ไม่เคร่งจะได้รู้สึกสำรวมรักษามารยาทสมเป็นสมณะ
       ฝ่ายผู้เคร่งครัดเกินไปจะได้หายงมงาย ไม่สำคัญว่าตนดีกว่าผู้อื่น ตั้งรังเกียจผู้อื่นเพราะเหตุเล็กน้อย เพียงสักว่าธรรมเนียม หรือแม้หันไปชักนำผู้อื่นในปฏิบัติอันดี ต่างจะได้อานิสงส์ คือไม่มีวิปฏิสาร;
       ทรงมุ่งหมายเพื่อจะแต่งแก้หนังสือ บุพพสิกขาวัณณนา ของพระอมราภิรักขิต (อมร เกิด) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส;
       จัดพิมพ์เป็น ๓ เล่ม ใช้เป็นแบบเรียนวิชาวินัย สำหรับนักธรรมชั้นตรี ชั้นโท และชั้นเอก ตามลำดับ

วินัยวัตถุ เรื่องเกี่ยวกับพระวินัย

วินิจฉัย ไตร่ตรอง, ใคร่ครวญ, ชี้ขาด, ตัดสิน, ชำระความ

วินิบาต “โลกหรือวิสัยเป็นที่ตกไปแห่งสัตว์อย่างไร้อำนาจ [คือช่วยตัวเองไม่ได้เลย]”,
       “แดนเป็นที่ตกลงไปพินาศย่อยยับ”,
       สภาพตกต่ำ, ภพคือภาวะแห่งชีวิตที่มีแต่ความตกต่ำเสื่อมถอยย่อยยับ;
       อรรถกถาทั้งหลาย (เช่น วินย.อ. ๑/๑๘๗) แสดงความหมายไว้ ๒ นัย คือ พูดแบบรวมๆ ก็เป็นไวพจน์คำหนึ่งของนรก นั่นเอง แต่ถ้าแยกความหมายออกไปต่างหาก ก็หมายถึงกำเนิดอสุรกาย

วินิปาติกะ ท่านว่าได้แก่พวกเวมานิกเปรต คือ พวกเปรตมีวิมานอยู่ ได้เสวยสุขและต้องทุกข์ทรมานเป็นช่วงๆ สลับกันไป มีสุขบ้างทุกข์บ้างคละระคน

วินิพโภครูป รูปที่แยกจากกันได้;
       เทียบ อวินิพโภครูป; ดู รูป ๒๘

วินีตวัตถุ เรื่องที่ท่านวินิจฉัยแล้ว, เรื่องที่ตัดสินแล้ว
       ท่านแสดงไว้เป็นตัวอย่างสำหรับเทียบเคียงตัดสิน ในการปรับอาบัติ
       (ทำนองคำพิพากษาของศาลสูงสุดที่นำมาศึกษากัน)

วิบัติ ความเสีย, ความผิดพลาด, ความบกพร่อง, ความเสียหายใช้การไม่ได้
       1. วิบัติ ความเสีย ของภิกษุ มี ๔ อย่าง คือ
           ๑. ศีลวิบัติ ความเสียแห่งศีล
           ๒. อาจารวิบัติ ความเสียมรรยาท
           ๓. ทิฏฐิวิบัติ ความเห็นผิดธรรมผิดวินัย
           ๔. อาชีววิบัติ ความเสียหายแห่งการเลี้ยงชีพ
       2. วิบัติ คือความเสียหายใช้ไม่ได้ ของสังฆกรรม มี ๔ คือ
           ๑. วัตถุวิบัติ เสียโดยวัตถุ เช่น อุปสมบทคนอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี
           ๒. สีมาวิบัติ เสียโดยสีมา เช่น สีมาไม่มีนิมิต
           ๓. ปริสวิบัติ เสียโดยบริษัทคือที่ประชุม เช่น ภิกษุเข้าประชุมไม่ครบองค์สงฆ์
           ๔. กรรมวาจาวิบัติ เสียโดยกรรมวาจา เช่นสวดผิดพลาดตกหล่น สวดแต่อนุสาวนาไม่ได้ตั้งญัตติ เป็นต้น (ข้อกรรมวาจาวิบัติบางกรณีแยกเป็นญัตติวิบัติและอนุสาวนาวิบัติ กลายเป็นวิบัติ ๕ ก็มี);
       เทียบ สมบัติ

วิบาก ผลแห่งกรรม, ผลโดยตรงของกรรม, ผลดีผลร้ายที่เกิดแก่ตน คือเกิดขึ้นในกระแสสืบต่อแห่งชีวิตของตน (ชีวิตสันตติ) อันเป็นไปตามกรรมดีกรรมชั่วที่ตนได้ทำไว้;
       “วิบาก” มีความหมายต่างจากผลที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งเป็นผลพ่วง ผลพลอยได้ ผลข้างเคียง หรือผลสืบเนื่อง เช่น “นิสสันท์” และ “อานิสงส์”;
       ดู ผล, เทียบ นิสสันท์, อานิสงส์

วิปจิตัญญู ผู้อาจรู้ธรรมต่อเมื่อท่านอธิบายความหมายแห่งหัวข้อนั้น, รู้ต่อเมื่อขยายความ
       (ข้อ ๒ ในบุคคล ๔)

วิปฏิสาร ความเดือดร้อน, ความร้อนใจ
       เช่น ผู้ประพฤติผิดศีล เกิดความเดือดร้อนขึ้นในใจ ในเพราะความไม่บริสุทธิ์ของตน
       เรียกว่า เกิดวิปฏิสาร

วิปปวาส “อยู่ปราศ” เป็นประการหนึ่งในรัตติเฉท การขาดราตรีแห่งการประพฤติมานัตและการอยู่ปริวาส;
       สำหรับผู้ประพฤติมานัต วิปปวาส หมายถึง อยู่ในถิ่น (จะเป็นวัดหรือที่มิใช่วัดเช่นป่าเป็นต้นก็ตาม) ทีไม่มีสงฆ์อยู่เป็นเพื่อน คืออยู่ปราศจากสงฆ์,
       สำหรับผู้อยู่ปริวาส หมายถึง อยู่ในถิ่นปราศจากปกตัตตภิกษุ (มีปกตัตตภิกษุอยู่เป็นเพื่อนรูปเดียวก็ใช้ได้);
       ดู รัตติเฉท

วิปริณาม ความแปรปรวน, ความผันแปรเปลี่ยนแปลงเรื่อยไป

วิปริณามทุกข์ ทุกข์เนื่องด้วยความผันแปร หรือทุกข์ที่แฝงอยู่ในความแปรปรวน ได้แก่สุขเวทนา ซึ่งกลายเป็นความรู้สึกทุกข์ หรือก่อให้เกิดทุกข์ขึ้นในทันทีเมื่อสุขเวทนานั้นแปรปรวนไป;
       เทียบ ทุกขทุกข์, สังขารทุกข์

วิปลาส, วิปัลลาส กิริยาที่ถือโดยอาการวิปริตผิดจากความเป็นจริง, ความเห็นหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากสภาพที่เป็นจริง มีดังนี้:
       ก. วิปลาสด้วยอำนาจจิตต์และเจตสิก ๓ ประการ คือ
           ๑. วิปลาสด้วยอำนาจสำคัญผิด เรียกว่า สัญญาวิปลาส
           ๒. วิปลาสด้วยอำนาจคิดผิด เรียกว่า จิตตวิปลาส
           ๓. วิปลาสด้วยอำนาจเห็นผิด เรียกว่า ทิฏฐิวิปลาส
       ข. วิปลาสด้วยสามารถวัตถุเป็นที่ตั้ง ๔ ประการ คือ
           ๑. วิปลาสในของที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง
           ๒. วิปลาสในของที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข
           ๓. วิปลาสในของที่ไม่ใช่ตน ว่าเป็นตน
           ๔. วิปลาสในของที่ไม่งาม ว่างาม
       (เขียนว่า พิปลาส ก็มี)

วิปัสสนา ความเห็นแจ้ง คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม;
       ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์อันให้ถอนความหลงผิดรู้ผิดในสังขารเสียได้,
       การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัดภาวะของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น
       (ข้อ ๒ ในกัมมัฏฐาน ๒ หรือภาวนา ๒);
       ดู ภาวนา, ไตรลักษณ์

วิปัสสนากัมมัฏฐาน กรรมฐานคือวิปัสสนา, งานเจริญปัญญา;
       ดู กัมมัฏฐาน, วิปัสสนา

วิปัสสนาญาณ ญาณที่นับเข้าในวิปัสสนาหรือญาณที่จัดเป็นวิปัสสนามี ๙ อย่างคือ
       ๑. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป
       ๒. ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา
       ๓. ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว
       ๔. อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นโทษ
       ๕. นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย
       ๖. มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย
       ๗. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง
       ๘. สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร
       ๙. สัจจานุโลมิกญาณ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์;
           ดู ญาณ ๑๖

วิปัสสนาธุระ ธุระฝ่ายวิปัสสนา, ธุระด้านการเจริญวิปัสสนา,
       กิจพระศาสนาในด้านการสอนการฝึกเจริญกรรมฐาน ซึ่งจบครบที่วิปัสสนา,
       เป็นคำที่ใช้ในชั้นอรรถกถาลงมา (ไม่มีในพระไตรปิฎก);
       เทียบ คันถธุระ, ดู คามวาสี, อรัญวาสี

วิปัสสนาปริวาส ดู ปริวาส 2.

วิปัสสนาปัญญา ปัญญาที่ถึงขั้นเป็นวิปัสสนา, ปัญญาที่ใช้ในการเจริญวิปัสสนา คือ ปัญญาที่พิจารณาเข้าใจสังขารตามความเป็นจริง

วิปัสสนาภาวนา การเจริญวิปัสสนา;
       ดู ภาวนา, วิปัสสนา

วิปัสสนาภินิเวส ดู อภินิเวส

วิปัสสนาภูมิ ภูมิแห่งวิปัสสนา, ฐานที่ตั้งอันเป็นพื้นที่ซึ่งวิปัสสนาเป็นไป, พื้นฐานที่ดำเนินไปของวิปัสสนา
       1. การปฏิบัติอันเป็นพื้นฐานที่วิปัสสนาดำเนินไป คือ การมองดูรู้เข้าใจ (สัมมสนะ, มักแปลกันว่าพิจารณา) หรือรู้เท่าทันสังขารทั้งหลายตามที่มันเป็นอนิจจะ ทุกขะ อนัตตา อันดำเนินไปโดยลำดับ จนเกิดตรุณวิปัสสนา ซึ่งเป็นพื้นของการก้าวสู่วิปัสสนาที่สูงขึ้นไป
       2. ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา คือธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่จะมองดูรู้เข้าใจ ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามเป็นจริง ตรงกับคำว่า “ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ์ ๔ ปฏิจจสมุปบาท และ ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย, เฉพาะอย่างยิ่ง ท่านเน้นปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นที่รวมในการทำความเข้าใจธรรมทั้งหมดนั้น, ว่าโดยสาระ ก็คือ ธรรมชาติทั้งปวงที่มีในภูมิ ๓;
       ดู วิปัสสนาญาณ

วิปัสสนายานิก ผู้มีวิปัสสนาเป็นยานคือ ผู้เจริญวิปัสสนาโดยยังไม่ได้ฌานสมาบัติมาก่อน

วิปัสสนูปกิเลส อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา, สภาวะที่ทำให้วิปัสสนามัวหมองข้องขัด,
       สภาพน่าชื่นชม ซึ่งเกิดแก่ผู้เจริญวิปัสสนาในขั้นที่เป็นวิปัสสนาอย่างอ่อน (ตรุณวิปัสสนา) แต่กลายเป็นโทษเครื่องเศร้าหมองแห่งวิปัสสนา โดยทำให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว จึงชะงักหยุดเสีย ไม่ดำเนินก้าวหน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณ มี ๑๐ คือ
       ๑. โอภาส แสงสว่าง
       ๒. ปีติ ความอิ่มใจปลาบปลื้มเต็มไปทั้งตัว
       ๓. ญาณ ความรู้ที่คมชัด
       ๔. ปัสสัทธิ ความสงบเย็นกายใจ
       ๕. สุข ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง
       ๖. อธิโมกข์ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง
       ๗. ปัคคาหะ ความเพียรที่พอดี
       ๘. อุปัฏฐาน สติชัด
       ๙. อุเบกขา ความวางจิตเป็นกลางที่ลงตัวสนิท
       ๑๐. นิกันติ ความติดใจพอใจ
       ธรรมทั้งหมดนี้ (เว้นแต่นิกันติ ซึ่งเป็นตัณหาอย่างสุขุม) โดยตัวมันเอง มิใช่เป็นสิ่งเสียหาย มิใช่เป็นอกุศล แต่เพราะเป็นประสบการณ์ประณีตล้ำเลิศที่ไม่เคยเกิดมีแก่ตนมาก่อน จึงเกิดโทษ เนื่องจากผู้ปฏิบัติไปหลงสำคัญผิดเสียเองว่าเป็นการบรรลุมรรคผล วิปัสสนูปกิเลสนี้ไม่เกิดขึ้นแก่ท่านที่บรรลุมรรคผลแล้ว ไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่ปฏิบัติผิดทาง และไม่เกิดขึ้นแก่คนเกียจคร้านผู้ทอดทิ้งกรรมฐาน แต่เกิดขึ้นเฉพาะแก่ผู้ที่เจริญวิปัสสนามาอย่างถูกต้องเท่านั้น
       ในพระไตรปิฎก เรียกอาการฟุ้งซ่านที่เกิดจากความสำคัญผิดเอาโอภาสเป็นต้นนั้นเป็นมรรคผลนิพพาน ว่า “ธัมมุทธัจจะ” (ธรรมุธัจจ์ ก็เขียน), แต่ท่านระบุชื่อโอภาสเป็นต้นนั้น ทีละอย่าง โดยไม่มีชื่อเรียกรวม, “วิปัสสนูปกิเลส” เป็นคำที่ใช้ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาลงมา (พูดสั้นๆ ธรรมุธัจจ์ ก็คือความฟุ้งซ่านที่เกิดจากความสำคัญผิดต่อวิปัสสนูปกิเลส)
       เมื่อวิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติที่มีปัญญาน้อย จะฟุ้งซ่านเขวไปและเกิดกิเลสอื่นๆ ตามมาด้วย, ผู้ปฏิบัติที่มีปัญญาปานกลาง ก็ฟุ้งซ่านเขวไป แม้จะไม่เกิดกิเลสอื่นๆ แต่จะสำคัญผิด, ผู้ปฏิบัติที่มีปัญญาคมกล้า ถึงจะฟุ้งซ่านเขวไป แต่จะละความสำคัญผิดได้ และเจริญวิปัสสนาต่อไป, ส่วนผู้ปฏิบัติที่มีปัญญาคมกล้ามาก จะไม่ฟุ้งซ่านเขวไปเลย แต่จะเจริญวิปัสสนาก้าวต่อไป
       วิธีปฏิบัติในเรื่องนี้ คือ เมื่อวิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้น พึงรู้เท่าทันด้วยปัญญาตามเป็นจริงว่า สภาวะนี้ (เช่นว่าโอภาส) เกิดขึ้นแล้วแก่เรา มันเป็นของไม่เที่ยง เกิดมีขึ้นตามเหตุปัจจัย แล้วก็จะต้องดับสิ้นไป ฯลฯ เมื่อรู้เท่าทัน ก็ไม่หวั่นไหว ไม่ฟุ้งไปตามมัน คือกำหนดได้ว่ามันไม่ใช่มรรคไม่ใช่ทาง แต่วิปัสสนาที่พ้นจากวิปัสสนูปกิเลสเหล่านี้ ซึ่งดำเนินไปตามวิถีนั่นแหละเป็นมรรคเป็นทางที่ถูกต้อง นี่คือเป็นญาณที่รู้แยกได้ว่ามรรคและมิใช่มรรค นับเป็นวิสุทธิข้อที่ ๕ คือ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
       วิปัสสนาตั้งแต่ญาณเริ่มแรก (คือ นามรูปปริจเฉทญาณ) จนถึงมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินี้ ท่านจัดเป็นวิปัสสนาอย่างอ่อน (ตรุณวิปัสสนา) ส่วนวิปัสสนาตั้งแต่พ้นจากวิปัสสนูปกิเลสเหล่านี้ไปแล้ว (จนถึงสังขารุเปกขาญาณ) จัดเป็นวิปัสสนาที่มีกำลัง ที่แรงกล้า หรืออย่างเข้ม (พลววิปัสสนา);
       ดู ญาณ ๑๖; วิปัสสนาญาณ ๙; วิสุทธิ ๗

วิปัสสี พระนามของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอดีต;
       ดู พระพุทธเจ้า ๗

วิปากญาณ ปรีชาหยั่งรู้ผลแห่งกรรม คือ รู้จักแยกได้ว่า บรรดาผลที่สัตว์ทั้งหลายได้รับอันซับซ้อน อันใดเป็นผลของกรรมดีหรือกรรมชั่วอย่างใดๆ เรียกเต็มว่า กรรมวิปากญาณ
       (ข้อ ๒ ในทสพลญาณ)

วิปากทุกข์ ทุกข์ที่เป็นผลของกรรมชั่ว เช่น ถูกลงอาชญาได้รับความทุกข์หรือตกอบาย หรือเกิดวิปฏิสารคือเดือดร้อนใจ

วิปากวัฏฏ์ วนคือวิบาก, วงจรส่วนวิบาก,
       หนึ่งในวัฏฏะ ๓ แห่งปฏิจจสมุปบาท ประกอบด้วยวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา, ชาติ ชรามรณะ;
       ดู ไตรวัฏฏ์

วิปากสัทธา ดู สัทธา

วิภวตัณหา ความอยากในวิภพ คือความทะยานอยากในความไม่มีไม่เป็น อยากไม่เป็นนั่นไม่เป็นนี่ อยากตายเสีย อยากขาดสูญ อยากพรากพ้นไปจากภาวะที่ตนเกลียดชังไม่ปรารถนา,
       ความทะยานอยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ
       (ข้อ ๓ ในตัณหา ๓)

วิภังค์
       1. (ในคำว่า “วิภังค์แห่งสิกขาบท”) คำจำแนกความแห่งสิกขาบทเพื่ออธิบายแสดงความหมายให้ชัดขึ้น; ท่านใช้เป็นชื่อเรียกคัมภีร์ที่จำแนกความเช่นนั้นในพระวินัยปิฎกว่าคัมภีร์วิภังค์
               คือคัมภีร์จำแนกความสิกขาบทในภิกขุปาติโมกข์ เรียกว่า มหาวิภังค์ หรือ ภิกขุวิภังค์
               คัมภีร์จำแนกความตามสิกขาบทในภิกขุนีปาติโมกข์ เรียกว่า ภิกขุนีวิภังค์
           เป็นหมวดต้นแห่งพระวินัยปิฎก
       2. ชื่อคัมภีร์ที่ ๒ แห่งพระอภิธรรมปิฎกที่อธิบายจำแนกความแห่งหลักธรรมสำคัญเช่น ขันธ์ อายตนะ ธาตุ ปัจจยาการ เป็นต้น ให้ชัดเจนจบไปทีละเรื่องๆ;
       ดู ไตรปิฎก (เล่ม ๓๕, อภิธรรมปิฎกเล่ม ๒)

วิภัชชวาที “ผู้กล่าวจำแนก”, “ผู้แยกแยะพูด”,
       เป็นคุณบทคือคำแสดงคุณลักษณะอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า
       หมายความว่า ทรงแสดงธรรมแยกแยะแจกแจงออกไปให้เห็นว่า สิ่งทั้งหลายเกิดจากส่วนประกอบย่อยๆ มาประชุมกันเข้าอย่างไร
           เช่น แยกแยะกระจายนามรูปออกเป็นขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นต้น
           สิ่งทั้งหลายมีด้านที่เป็นคุณและด้านที่เป็นโทษอย่างไร
           เรื่องนั้นๆ มีข้อจริงข้อเท็จอะไรบ้าง
           การกระทำอย่างนั้นๆ มีแง่ถูกแง่ผิดแง่ที่ดีและแง่ไม่ดีประการใด เป็นต้น
       เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจสิ่งนั้นเรื่องนั้นอย่างชัดเจน มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง เช่นมองเห็นความเป็นอนัตตา เป็นต้น ไม่มองอย่างตีคลุมหรือเห็นแต่ด้านเดียวแล้วยึดติดในทิฏฐิต่างๆ อันทำให้ไม่เข้าใจถึงความจริงแท้ตามสภาวะ

วิภัตติ ชื่อวิธีไวยากรณ์ภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับแจกศัพท์โดยเปลี่ยนท้ายคำให้มีรูปต่างๆ กันเพื่อบอกการกและกาลเป็นต้น
       เช่นคำนาม โลโก ว่าโลก, โลกํ ซึ่งโลก, โลกา จากโลก, โลเก ในโลก;
       คำกิริยา เช่น นมติ ย่อมน้อม, นมตุ จงน้อม, นมิ น้อมแล้ว เป็นต้น

วิภาค การแบ่ง, การจำแนก, ส่วน, ตอน

วิมติวิโนทนี ชื่อคัมภีร์ฎีกาอธิบายพระวินัย แต่งโดยพระกัสสปเถระ ชาวแคว้นโจฬะ ในอินเดียตอนใต้

วิมละ บุตรเศรษฐีเมืองพาราณสี เป็นสหายของยสกุลบุตร ได้ทราบข่าวยสกุลบุตรออกบวช จึงได้บวชตามพร้อมด้วยสหายอีก ๓ คน คือ สุพาหุ ปุณณชิ และ ควัมปติ จัดเป็นพระมหาสาวกองค์หนึ่ง

วิมังสา การสอบสวนทดลอง, การตรวจสอบ, การหมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น
       (ข้อ ๔ ในอิทธิบาท ๔)

วิมาน ที่อยู่หรือที่ประทับของเทวดา

วิมานวัตถุ เรื่องผู้เกิดในสวรรค์อยู่วิมานเล่าการทำความดีของตนในอดีต ที่ทำให้ได้ไปเกิดเช่นนั้น เป็นคาถาล้วน รวม ๘๕ เรื่อง จัดเป็นคัมภีร์ที่ ๖ แห่งขุททกนิกาย ในพระสุตตันตปิฎก;
       ดู ไตรปิฎก (ในเล่ม ๒๖)

วิมุต อักขระที่ว่าปล่อยเสียงเช่น สุณาตุ, เอสา ญตฺติ

วิมุตตานุตตริยะ การพ้นอันเยี่ยมคือหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ ได้แก่ พระนิพพาน
       (ข้อ ๓ ในอนุตตริยะ ๓)

วิมุตติ ความหลุดพ้น, ความพ้นจากกิเลสมี ๕ อย่างคือ
       ๑. ตทังควิมุตติ พ้นด้วยธรรมคู่ปรับหรือพ้นชั่วคราว
       ๒. วิกขัมภนวิมุตติ พ้นด้วยข่มหรือสะกดไว้
       ๓. สมุจเฉทวิมุตติ พ้นด้วยตัดขาด
       ๔. ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ พ้นด้วยสงบ
       ๕. นิสสรณวิมุตติ พ้นด้วยออกไป;
           ๒ อย่างแรก เป็น โลกิยวิมุตติ
           ๓ อย่างหลัง เป็น โลกุตตรวิมุตติ

วิมุตติกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจให้พ้นจากกิเลส
       (ข้อ ๙ ในกถาวัตถุ ๑๐)

วิมุตติขันธ์ กองวิมุตติ,
       หมวดธรรมว่าด้วยวิมุตติ คือการทำจิตให้พ้นจากอาสวะ
       เช่น ปหานะ การละ, สัจฉิกิริยา การทำให้แจ้ง
       (ข้อ ๔ ในธรรมขันธ์ ๕)

วิมุตติญาณทัสสนะ ความรู้เห็นในวิมุตติ, ความรู้เห็นว่าจิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย

วิมุตติญาณทัสสนกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดความรู้ความเห็นในความที่ใจพ้นจากกิเลส
       (ข้อ ๑๐ ในกถาวัตถุ ๑๐)

วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ กองวิมุตติญาณทัสสนะ,
       หมวดธรรมว่าด้วยความรู้ความเห็นว่า จิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ
       เช่น ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณ
       (ข้อ ๕ ในธรรมขันธ์ ๕)

วิมุตติสุข สุขเกิดแต่ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและปวงทุกข์;
       พระพุทธเจ้า ภายหลังตรัสรู้แล้วใหม่ๆ ได้เสวยวิมุตติสุข ๗ สัปดาห์ตามลำดับคือ
           สัปดาห์ที่ ๑ ทรงประทับภายใต้ร่มไม้มหาโพธิ์ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท
           สัปดาห์ที่ ๒ เสด็จไปประทับยืนด้านอีสาน ทรงจ้องดูต้นมหาโพธิ์ไม่กระพริบพระเนตร ที่นั้นเรียกว่า อนิมิสเจดีย์
           สัปดาห์ที่ ๓ ทรงนิรมิตที่จงกรมขึ้นระหว่างกลางแห่งพระมหาโพธิ์และอนิมิสเจดีย์ เสด็จจงกรมตลอด ๗ วัน ที่นั้นเรียก รัตนจงกรมเจดีย์
           สัปดาห์ที่ ๔ ประทับนั่งขัดบัลลังก์พิจารณาพระอภิธรรมปิฎก ณ เรือนแก้ว ที่เทวดานิรมิตในทิศพายัพแห่งต้นมหาโพธิ์ ที่นั้นเรียก รัตนฆรเจดีย์
           สัปดาห์ที่ ๕ ประทับใต้ร่มไม้ไทร ชื่ออชปาลนิโครธ ทรงตอบปัญหาของพราหมณ์หุหุกชาติ แสดงสมณะและพราหมณ์ที่แท้ พร้อมทั้งธรรมที่ทำให้เป็นสมณะและเป็นพราหมณ์ พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่าธิดามาร ๓ คนได้มาประโลมพระองค์ ณ ที่นี้
           สัปดาห์ที่ ๖ ประทับใต้ต้นไม้จิก ชื่อมุจจลินท์ มีฝนตก มุจจลินทนาคราชมาวงขนดแผ่พังพานปกป้องพระองค์ ทรงเปล่งอุทานแสดงความสุขที่แท้ อันเกิดจากการไม่เบียดเบียนกัน เป็นต้น
           สัปดาห์ที่ ๗ ประทับใต้ต้นไม้เกดชื่อราชายตนะ พาณิช ๒ คน คือ ตปุสสะและภัลลิกะ เข้ามาถวายสัตตุผง สัตตุก้อน และได้แสดงตนเป็นปฐมอุบาสกถึง ๒ สรณะ
       เมื่อสิ้นสัปดาห์ที่เจ็ดที่นี้แล้วเสด็จกลับไปประทับใต้ต้นอชปาลนิโครธอีก ทรงดำริถึงความลึกซึ้งแห่งธรรมที่ตรัสรู้ คือปฏิจจสมุปบาทและนิพพาน แล้วน้อมพระทัยที่จะไม่แสดงธรรม เป็นเหตุให้สหัมบดีพรหมมากราบทูลอาราธนา
       และ ณ ที่นี้เช่นกัน ได้ทรงพระดำริเกี่ยวกับสติปัฏฐาน ๔ ที่เป็นเอกายนมรรค และอินทรีย์ ๕ อันมีอมตธรรมเป็นที่หมาย;
       พึงสังเกตว่า เรื่องในสัปดาห์ที่ ๒, ๓, ๔ นั้น เป็นส่วนที่พระอรรถกถาจารย์กล่าวแทรกเข้ามา ความนอกนั้นมาในมหาวรรคแห่งพระวินัยปิฎก
       (เรื่องดำริถึงสติปัฏฐานและอินทรีย์มาในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค พระสุตตันตปิฎก)

วิมุติ ดู วิมุตติ

วิโมกข์ ความหลุดพ้นจากกิเลส มี ๓ ประเภท คือ
       ๑. สุญญตวิโมกข์ หลุดพ้นด้วยเห็นอนัตตาแล้วถอนความยึดมั่นได้ มองเห็นความว่าง
       ๒. อนิมิตตวิโมกข์ หลุดพ้นด้วยเห็นอนิจจัง แล้วถอนนิมิตได้
       ๓. อัปปณิหิตวิโมกข์ หลุดพ้นด้วยเห็นทุกข์ แล้วถอนความปรารถนาได้

วิรัติ ความเว้น, งดเว้น; เจตนาที่งดเว้นจากความชั่ว;
       วิรัติ ๓ คือ
           ๑. สัมปัตตวิรัติ เว้นได้ซึ่งสิ่งที่ประจวบเข้า
           ๒. สมาทานวิรัติ เว้นด้วยการสมาทาน
           ๓. สมุจเฉทวิรัติ เว้นได้โดยเด็ดขาด

วิราคะ ความสิ้นกำหนัด, ธรรมเป็นที่สิ้นราคะ, ความคลายออกได้หายติด
       เป็นไวพจน์ของ นิพพาน

วิราคสัญญา กำหนดหมายธรรมเป็นที่สิ้นราคะ หรือภาวะปราศจากราคะว่าเป็นธรรมละเอียด
       (ข้อ ๖ ในสัญญา ๑๐)

วิริยะ ความเพียร, ความบากบั่น, ความเพียรเพื่อจะละความชั่ว ประพฤติความดี, ความพยายามทำกิจ ไม่ท้อถอย
       (ข้อ ๒ ในอิทธิบาท ๔, ข้อ ๒ ในอินทรีย์ ๕, ข้อ ๒ ในพละ ๕,
ข้อ ๓ ในโพชฌงค์ ๗, ข้อ ๕ ในบารมี ๑๐)

วิริยวาท ผู้ถือหลักการแห่งความเพียร, หลักการแห่งความเพียร;
       ดู กรรมวาท

วิริยสังวร สำรวมด้วยความเพียร (ข้อ ๕ ในสังวร ๕)

วิริยารัมภะ ปรารภความเพียร คือลงมือทำความเพียรอย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว, ระดมความเพียร
       (ข้อ ๔ ในเวสารัชชกรณธรรม ๕, ข้อ ๗ ในลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘,
ข้อ ๕ ในสัทธรรม ๗, ข้อ ๗ ในนาถกรณธรรม ๑๐)

วิริยารัมภกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (ข้อ ๕ ในกถาวัตถุ ๑๐)

วิรุฬหก ดู จาตุมหาราช

วิรูปักษ์ ดู จาตุมหาราช

วิวัฏฏ์, วิวัฏฏะ ปราศจากวัฏฏะ, ภาวะพ้นวัฏฏะ ได้แก่ นิพพาน

วิวัฏฏกัป ดู กัป

วิวัฏฏฐายีกัป ดู กัป

วิวัฏฏคามีกุศล บุญกุศลที่ให้ถึงวิวัฏฏ์ คือพระนิพพาน

วิวาท การทะเลาะ, การโต้แย้งกัน, การกล่าวเกี่ยงแย่งกัน,
       กล่าวต่าง คือว่าไปคนละทาง ไม่ลงกันได้

วิวาทมูล รากเหง้าแห่งการเถียงกัน,
       เหตุที่ก่อให้เกิดวิวาท กลายเป็นวิวาทาธิกรณ์ มี ๒ อย่าง คือ
       ๑. ก่อวิวาทขึ้นด้วยความปรารถนาดี เห็นแก่ธรรมวินัย มีจิตประกอบด้วยอโลภะ อโทสะ อโมหะ
       ๒. ก่อวิวาทด้วยความปรารถนาเลว ทำด้วยทิฏฐิมานะ มีจิตประกอบด้วยโลภะ โทสะ โมหะ

วิวาทมูลกทุกข์ ทุกข์มีวิวาทเป็นมูล, ทุกข์เกิดเพราะการทะเลาะกันเป็นเหตุ

วิวาทาธิกรณ์ วิวาทที่จัดเป็นอธิกรณ์,
       การวิวาทซึ่งเป็นเรื่องที่สงฆ์จะต้องเอาธุระดำเนินการพิจารณาระงับ
       ได้แก่การเถียงกันปรารภพระธรรมวินัย เช่นเถียงกันว่า
           สิ่งนี้เป็นธรรม เป็นวินัย สิ่งนี้ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย
           ข้อนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ข้อนี้ไม่ได้ตรัสไว้
       ดังนี้เป็นต้น

วิวาหะ การแต่งงาน, การสมรส

วิเวก ความสงัด มี ๓ คือ
       อยู่ในที่สงัด เป็นกายวิเวก
       จิตสงบ เป็นจิตตวิเวก
       หมดกิเลส เป็นอุปธิวิเวก

วิศวามิตร ครูผู้สอนศิลปวิทยาแก่พระราชกุมารสิทธัตถะ

วิศาขนักษัตร หมู่ดาวฤกษ์ชื่อวิศาขะ (ดาวคันฉัตร) เป็นหมู่ดาวฤกษ์ที่ ๑๖ มี ๕ ดวง;
       ดู ดาวนักษัตร

วิศาขบุรณมี ดู วิศาขปุรณมี

วิศาขบูชา ดู วิสาขบูชา

วิศาขปุรณมี ดู วิสาขปุรณมี

วิศาล กว้างขวาง, แผ่ไป

วิสภาค มีส่วนไม่เสมอกัน คือขัดกัน เข้ากันไม่ได้ ไม่ถูกกัน หรือไม่กลมกลืนกัน, ไม่เหมาะกัน

วิสมปริหารชา อาพาธา ความเจ็บไข้ที่เกิดจากบริหารร่างกายไม่สม่ำเสมอ
       คือ ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถไม่พอดี;
       ดู อาพาธ

วิสสาสะ
       1. ความคุ้นเคย, ความสนิทสนม การถือว่าเป็นกันเอง,
           ในทางพระวินัย การถือเอาของของผู้อื่นที่จัดว่าเป็นการถือวิสสาสะ มีองค์ ๓ คือ
               ๑. เคยเห็นกันมา เคยคบกันมา หรือได้พูดกันไว้
               ๒. เจ้าของยังมีชีวิตอยู่
               ๓. รู้ว่าของ เราถือเอาแล้วเขาจักพอใจ,
           บัดนี้นิยมเขียน วิสาสะ
       2. ความนอนใจ ดังพุทธดำรัสว่า “ภิกษุเธอยังไม่ถึงความสิ้นอาสวะแล้ว อย่าได้ถึง วิสสาสะ (ความนอนใจ)”

วิสสาสิกชน คนที่สนิทสนมคุ้นเคย, คนคุ้นเคยกัน,
       วิสาสิกชน ก็ใช้

วิสังขาร ธรรมที่ปราศจากการปรุงแต่ง, ธรรมอันมิใช่สังขาร คือ พระนิพพาน

วิสัชชกะ ผู้จ่าย, ผู้แจกจ่าย;
       ผู้ตอบ, ผู้วิสัชชนา

วิสัชชนา คำตอบ, คำแก้ไข; คำชี้แจง
       (พจนานุกรม เขียน วิสัชนา)

วิสัญญี หมดความรู้สึก, สิ้นสติ, สลบ

วิสัย ภูมิ, พื้นเพ, อารมณ์, เขต, แดน, ลักษณะที่เป็นอยู่,
       ไทยใช้ในความหมายว่า ขีดขั้นแห่งความเป็นไปได้ หรือขอบเขตความสามารถ

วิสาขบุณมี, วิสาขบูรณมี, วิสาขปุณมี วันเพ็ญเดือน ๖; ดู วิศาขปุรณมี

วิสาขบูชา (เป็นคำเรียกตัดสั้น คำเต็มว่า “วิสาขปุณณมีปูชา” หรือ “วิสาขบูรณมีบูชา”) การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖ เพื่อรำลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า เนื่องในวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระองค์
       วันวิสาขบูชา นับว่าเป็นวันสำคัญที่สุดในบรรดาวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ทั้งในแง่เป็นวันเก่าแก่ มีมาแต่โบราณและในแง่เป็นสากล คือเป็นที่ยอมรับทั่วไป และมีการจัดงานฉลองในประเทศทั้งหลายที่นับถือพระพุทธศาสนา
       ในประเทศไทย การจัดงานฉลองวันวิสาขบูชา คงจะได้มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยอาจจะสืบมาจากการติดต่อกับลังกาทวีป ที่มีงานวิสาขบูชามานานแล้ว และหนังสือเรื่องนางนพมาศ ก็เล่าเรื่องพิธีวันวิสาขบูชาในกรุงสุโขทัยไว้ด้วย
       ในสมัยอยุธยา ก็เข้าใจว่ามีการฉลองใหญ่ ทั้งงานหลวงงานราษฎร์ ตลอด ๓ วัน ๓ คืน ครั้นกรุงแตกแล้ว ประเพณีจึงเสื่อมทรามไป จนมีการฟื้นฟูขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีพระราชโองการ เมื่อ จ.ศ. ๑๑๗๙ (พ.ศ. ๒๓๖๐) กำหนดให้มีงานสมโภชประจำปีเป็นการใหญ่ยิ่งกว่างานใดอื่น
       ความในพระราชกำหนดพิธีวิสาขบูชา จ.ศ. ๑๑๗๙ ว่า ทรงมีพระทัยปรารถนาจะบำเพ็ญพระราชกุศลให้มีผลวิเศษยิ่งกว่าที่ได้ทรงกระทำมา จึงมีพระราชปุจฉาถามคณะสงฆ์ มีสมเด็จพระสังฆราช (มี) เป็นประธาน ซึ่งได้ถวายพระพรถึงโบราณราชประเพณีงานวิสาขบูชาดังสมัยพระเจ้าภาติกราช แห่งลังกาทวีป (ตามคัมภีร์มหาวงส์ พงศาวดารลังกา เล่าไว้ ประมาณ พ.ศ. ๔๒๐) เป็นเหตุให้ทรงมีพระราชโองการกำหนดวันพิธีวิสาขบูชานักขัตฤกษ์ใหญ่ครั้งละ ๓ วัน สืบมา
       อย่างไรก็ตาม ครั้นกาลล่วงนานมาสภาพสังคมเปลี่ยนไป งานวันวิสาขบูชาก็ค่อยซบเซาลงอีก
       ส่วนในวงการพระพุทธศาสนาระหว่างประเทศ วันสำคัญที่รู้จักกันทั่วไปมีเพียงวันเดียว คือ วันวิสาขบูชา แม้ว่าการคำนวณวันเวลาจะแตกต่างกัน และเรียกชื่อวันแตกต่างกันไปบ้าง เช่น
       ประเทศพุทธศาสนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดงานตามปฏิทินจันทรคติ ในวันเพ็ญเดือน ๖
       แต่ชาวพุทธญี่ปุ่นจัดงานฉลองวันประสูติของพระพุทธเจ้าตามปฏิทินสุริยคติ ในวันที่ ๘ เมษายน
       คนไทยเรียก วิสาขบูชา ชาวศรีลังกาเรียกเพี้ยนไปว่า วีสัค หรือ วีซัค (Vesak หรือ Wesak) ดังนี้เป็นต้น แต่สาระสำคัญของงานก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
       โดยการเสนอของศรีลังกา สมัชชาสหประชาชาติได้มีมติรับรองวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากล (International recognition of the Day of Vesak) เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๔๒
       จากนั้น ประเทศไทยได้จัดงานวันวิสาขบูชาในฐานะวันสำคัญสากลตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๓ ตลอดมาทุกปี และในปี ๒๕๔๗ ก็ได้เริ่มจัดกิจกรรมฉลองในระดับนานาชาติ โดยในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. นอกจากจัดประชุมผู้นำชาวพุทธนานาชาติ ณ หอประชุมพุทธมณฑลแล้ว ก็ได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันวิสาขบูชาวันสำคัญสากลของสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก
       และในงานฉลองวันวิสาขบูชาโลก พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่ประชุมชาวพุทธนานาชาติ ๔๒ ประเทศ มีมติเห็นชอบลงนาม (๒๐ พ.ค.) ในแถลงการณ์ร่วม ให้พุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก;
       วิศาขบูชา ก็เขียน

วิสาขปุรณมี วันเพ็ญเดือน ๖, วันกลางเดือน ๖, วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖, ดิถีมีพระจันทร์เต็มดวง ประกอบด้วยวิสาขฤกษ์ (วิสาขนักษัตร);
       เขียนตามนิยมในหนังสือเก่า เป็น วิศาขปุรณมี บ้าง,
       นอกจากนี้ เขียนกันอีกหลายอย่าง เป็น วิศาขบุรณมี บ้าง วิสาขบุรณมี บ้าง วิสาขปุรณมี บ้าง,
       ปัจจุบัน อาจจะเขียน วิสาขบุณมี หรือ วิสาขปุณมี หรือ วิสาขบูรณมี หรือ วิสาขปูรณมี

วิสาขมาส, เวสาขมาส เดือน ๖

วิสาขา ชื่อมหาอุบาสิกาสำคัญในครั้งพุทธกาล เป็นธิดาของธนัญชัยเศรษฐีและนางสุมนา เกิดที่เมืองภัททิยะในแคว้นอังคะ ได้บรรลุโสดาปัตติผลตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ
       ต่อมาได้ย้ายตามบิดามาอยู่ที่เมืองสาเกต ในแคว้นโกศล แล้วได้สมรสกับนายปุณณวัฒน์ บุตรชายมิคารเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี และย้ายไปอยู่ในตระกูลฝ่ายสามี นางสามารถกลับใจมิคารเศรษฐี บิดาของสามี ซึ่งนับถือนิครนถ์ ให้หันมานับถือพระพุทธศาสนา มิคารเศรษฐีนับถือนางมาก และเรียกนางวิสาขาเป็นแม่ นางวิสาขาจึงได้ชื่อใหม่อีกอย่างหนึ่งว่า มิคารมาตา (มารดาของมิคารเศรษฐี)
       นางวิสาขาได้อุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์อย่างมากมาย และได้ขายเครื่องประดับ เรียกชื่อว่ามหาลดาปสาธน์ ซึ่งมีค่าสูงยิ่ง อันประจำตัวมาตั้งแต่แต่งงาน นำเงินมาสร้างวัด ถวายแด่พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์คือ วัดบุพพาราม มิคารมาตุปราสาท ณ พระนครสาวัตถี
       นางวิสาขามีบุตรหลานมากมายล้วนมีสุขภาพดีแทบทั้งนั้น แม้ว่านางจะมีอายุยืนถึง ๑๒๐ ปี ก็ดูไม่แก่ และเป็นบุคคลที่ได้รับความนับถืออย่างกว้างขวางในสังคม
       ได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นเอตทัคคะในบรรดาทายิกาทั้งปวง;
       ดู บุพพาราม, ตุลา

วิสามัญ แปลกจากสามัญ, ไม่ใช่ธรรมดา, ไม่ทั่วไป, เฉพาะ

วิสารทะ แกล้วกล้า, ชำนาญ, ฉลาด

วิสาสะ ดู วิสสาสะ

วิสาสิกชน คนคุ้นเคย; ดู วิสสาสิกชน

วิสุงคาม แผนกหนึ่งจากบ้าน, แยกต่างหากจากบ้าน

วิสุงคามสีมา แดนแผนกหนึ่งจากแดนบ้าน คือ แยกต่างหากจากเขตบ้าน,
       ในที่นี้หมายถึง ที่ดินที่พระเจ้าแผ่นดินประกาศพระราชทานให้แก่สงฆ์

วิสุทธชนวิลาสินี ชื่ออรรถกถาอธิบายความในคัมภีร์อปทาน แห่งพระสุตตันตปิฎก เรียบเรียงขึ้นเป็นภาษาบาลี โดยอาศัยนัยแห่งอรรถกถาเก่าภาษาสิงหฬที่สืบมาในลังกาทวีป ไม่ปรากฏนามท่านผู้รจนา แต่คัมภีร์จูฬคันถวงส์ (แต่งในพม่า) ว่าเป็นผลงานของพระพุทธโฆสาจารย์;
       ดู โปราณัฏฐกถา, อรรถกถา

วิสุทธิ ความบริสุทธิ์, ความหมดจด

วิสุทธิ ๗ ความบริสุทธิ์ที่สำเร็จด้วยการบำเพ็ญไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมายคือพระนิพพาน มี ๗ ขั้น (ในที่นี้ ได้ระบุธรรมที่มีที่ได้ซึ่งเป็นความหมายของวิสุทธิแต่ละขั้น ตามที่แสดงไว้ในอภิธัมมัตถสังคหะ) คือ
       ๑. สีลวิสุทธิ ความหมดจดแห่งศีล (ได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔)
       ๒. จิตตวิสุทธิ ความหมดจดแห่งจิตต์ (ได้แก่ สมาธิ ๒ คือ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ)
       ๓. ทิฏฐิวิสุทธิ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ (ได้แก่ นามรูปปริคคหญาณ)
       ๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย
           (ได้แก่ ปัจจัยปริคคหญาณ)
       ๕. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องรู้เห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง
           (ได้แก่ ต่อสัมมสนญาณ ขึ้นสู่อุทยัพพยญาณ เป็นตรุณวิปัสสนา เกิดวิปัสสนูปกิเลส แล้วรู้เท่าทันว่า อะไรใช่ทาง อะไรมิใช่ทาง)
       ๖. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน
           (ได้แก่ วิปัสสนาญาณ ๙ นับแต่อุทยัพพยญาณที่ผ่านพ้นวิปัสสนูปกิเลสแล้ว เกิดเป็นพลววิปัสสนา เป็นต้นไป จนถึงอนุโลมญาณ)
       ๗. ญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ
           (ได้แก่ มรรคญาณ ๔ มีโสดาปัตติมรรค เป็นต้น แต่ละขั้น);
       ดู ปาริสุทธิศีล ๔, สมาธิ ๒, วิปัสสนาญาณ ๙, ญาณ ๑๖

วิสุทธิเทพ เทวดาโดยความบริสุทธิ์ ได้แก่ พระอรหันต์
       (ข้อ ๓ ในเทพ ๓)

วิสุทธิมรรค, วิสุทธิมัคค์ ปกรณ์พิเศษอธิบายศีล สมาธิ ปัญญา ตามแนววิสุทธิ ๗ พระพุทธโฆสาจารย์ พระอรรถกถาจารย์ชาวอินเดียเป็นผู้แต่งที่มหาวิหารในเกาะลังกา;
       พระพุทธโฆสะหรือที่นิยมเรียกว่าพระพุทธโฆสาจารย์นี้ เป็นบุตรพราหมณ์ เกิดที่หมู่บ้านหนึ่งใกล้พุทธคยา อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ในแคว้นมคธเมื่อประมาณ พ.ศ. ๙๕๖ เรียนจบไตรเพท มีความเชี่ยวชาญมาก
       ต่อมาพบกับพระเรวตเถระ ได้โต้ตอบปัญหากัน สู้พระเรวตเถระไม่ได้ จึงขอบวชเพื่อเรียนพุทธวจนะ มีความสามารถมาก ได้รจนาคัมภีร์ญาโณทัย เป็นต้น พระเรวตเถระจึงแนะนำให้ไปเกาะลังกา เพื่อแปลอรรถกถาสิงหฬ กลับเป็นภาษามคธ ท่านเดินทางไปที่มหาวิหาร เกาะลังกา เมื่อขออนุญาตแปลคัมภีร์ ถูกพระเถระแห่งมหาวิหารให้คาถามา ๒ บท เพื่อแต่งทดสอบความรู้
       พระพุทธโฆสาจารย์จึงแต่งคำอธิบายคาถาทั้งสองนั้นขึ้นเป็นคัมภีร์วิสุทธิมรรค จากนั้นก็ได้รับอนุญาตให้ทำงานแปลอรรถกถาได้ตามประสงค์ เมื่อทำงานเสร็จสิ้นแล้ว ท่านก็เดินทางกลับสู่ชมพูทวีป พระพุทธโฆสาจารย์เป็นพระอรรถกถาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด มีผลงานมากที่สุด

วิสุทธิอุโบสถ อุโบสถที่ประกอบด้วยความบริสุทธิ์ หรืออุโบสถที่ทำโดยที่ประชุมสงฆ์ซึ่งมีความบริสุทธิ์
       หมายถึง การทำอุโบสถซึ่งที่ประชุมมีแต่พระอรหันต์ล้วนๆ เช่น กล่าวถึงการประชุมพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป คราวจาตุรงคสันนิบาต ว่าทำวิสุทธิอุโบสถ

วิสูตร ม่าน

วิหค “ผู้ไปในอากาศ”, นก

วิหาร ที่อยู่
       1. ที่อยู่ของพระสงฆ์, กุฎี; วัด
       2. (ในภาษาไทย) อาคารที่ประดิษฐานพระพุทธรูป มักคู่กับโบสถ์
       3. การพักผ่อน, การเป็นอยู่หรือดำเนินชีวิต
       4. การครองชีวิตจิตใจ, ธรรมอันเป็นที่อยู่ที่พักของชีวิตจิตใจ, ธรรมเครื่องอยู่, ธรรมประจำใจ, ธรรมที่ใช้ครองชีวิตจิตใจ
       วิหาร คือธรรมเครื่องอยู่ครองชีวิตจิตใจนี้ แสดงไว้ในพระสูตร ๓ อย่าง คือ
           ทิพยวิหาร, ทิพพวิหาร (ธรรมเครื่องอยู่ทิพย์ หรืออย่างเทพ ได้แก่ สมาบัติ ๘)
           พรหมวิหาร (ธรรมเครื่องอยู่อย่างพรหมคือของผู้ประเสริฐหรือท่านผู้มีคุณความดียิ่งใหญ่ ได้แก่ อัปปมัญญา ๔) และ
           อริยวิหาร (ธรรมเครื่องอยู่ของพระอริยะหรืออย่างอริยะ ได้แก่ ผลสมาบัติ)
       (ที.ปา. ๑๑/๒๒๘/๒๓๒; ที.อ. ๓/๒๐๒)
       เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาอยู่พระองค์เดียว ครั้นออกพรรษาแล้ว ตรัสแก่เหล่าภิกษุว่า ทรงจำพรรษาอยู่มากด้วยอานาปานสติสมาธิ และตรัสว่าอานาปานสติสมาธินี้ จะเรียกว่าเป็นอริยวิหาร เป็นพรหมวิหาร เป็นตถาคตวิหารก็ได้ทั้งนั้น (สํ.ม. ๑๙/๑๓๖๖/๔๑๓)
       ในคัมภีร์สายเนตติปกรณ์แสดงวิหาร ๔ คือ ทิพพวิหาร (ได้แก่ รูปาวจรสมาบัติ ๔) พรหมวิหาร (ได้แก่ อัปปมัญญา ๔) อริยวิหาร (ได้แก่ ผลสมาบัติ ๔) และ อาเนญชวิหาร (ได้แก่ อรูปสมาบัติ ๔), แต่ที่แสดงวิหาร ว่ามี ๓ นั้น ท่านว่ารวมอรูปสมาบัติอยู่ในทิพพวิหารด้วยแล้ว (เนตติวิภา.ฏี.๓๒๔; ม๑๑.ฏี.๕๔)
       ในอรรถกถา-ฏีกาทั่วไป กล่าวถึงวิหารอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมเครื่องครองชีวิตพื้นฐาน ได้แก่ อิริยาบถวิหาร คืออิริยาบถ ๔ อันเป็นเครื่องบริหารอัตภาพ ประกอบวิหารข้ออื่นทุกอย่าง (ดูเช่น วินย.ฏี.๑/๓๑๔)
       โดยนัยนี้ จึงรวมมีวิหาร ที่แสดงไว้ ๕ อย่าง คือ อิริยาบถวิหาร ทิพพวิหาร พรหมวิหาร อริยวิหาร และ อาเนญชวิหาร

วิหารธรรม ธรรมเป็นเครื่องอยู่, ธรรมประจำใจ, ธรรมที่เป็นหลักใจในการดำเนินชีวิต

วิหารวัตถุ พื้นที่ปลูกกุฎี วิหาร

วิหิงสา การเบียดเบียน, การทำร้าย

วิหิงสาวิตก ความตรึกในทางเบียดเบียน, ความคิดในทางทำลายหรือก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
       (ข้อ ๓ ในอกุศลวิตก ๓)

วิเหสกกรรม กรรมที่จะพึงกระทำแก่ภิกษุผู้ทำสงฆ์ให้ลำบาก คือ ภิกษุประพฤติอนาจาร สงฆ์เรียกตัวมาถาม นิ่งเฉยเสียไม่ตอบ เรียกว่าเป็นผู้ทำสงฆ์ให้ลำบาก,
       สงฆ์ยกวิเหสกกรรมขึ้น คือสวดประกาศการที่เธอทำตัวเช่นนั้น ด้วยญัตติทุติยกรรม เมื่อสงฆ์สวดประกาศแล้วเธอยังขืนทำอย่างนั้นอยู่อีก ย่อมต้องอาบัติปาจิตตีย์
       (สิกขาบทที่ ๒ ในภูตคามวรรคที่ ๒); คู่กับ อัญญวาทกกรรม

วีติกกมะ การละเมิดพระพุทธบัญญัติ, การทำผิดวินัย

วีติกกมกิเลส ดู กิเลส ๓ ระดับ

วีสติวรรค สงฆ์พวกที่กำหนดจำนวน ๒๐ รูป (ทำอัพภานได้);
       ดู วรรค

วุฏฐานะ การออก เช่น ออกจากฌาน ออกจากอาบัติสังฆาทิเสส เป็นต้น

วุฏฐานคามินี
       1. วิปัสสนาที่ให้ถึงมรรค, วิปัสสนาที่เจริญแก่กล้าถึงจุดสุดยอด ทำให้เข้าถึงมรรค (มรรคชื่อว่า วุฏฐานะ โดยความหมายว่าเป็นที่ออกไปได้จากสิ่งที่ยึดติดถือมั่น หรือออกไปพ้นจากสังขาร),
           วิปัสสนาที่เชื่อมต่อให้ถึงมรรค
       2. “อาบัติที่ให้ถึงวุฏฐานวิธี” คือ อาบัติที่จะพ้นได้ด้วยอยู่กรรม หมายถึงอาบัติสังฆาทิเสส;
           เทียบ เทสนาคามินี

วุฏฐานวิธี ระเบียบเป็นเครื่องออกจากอาบัติ
       หมายถึงระเบียบวิธีปฏิบัติสำหรับภิกษุผู้จะเปลื้องตนจากอาบัติหนักขั้นสังฆาทิเสส,
       มีทั้งหมด ๔ อย่างคือ ปริวาส มานัต อัพภาน และ ปฏิกัสสนา

วุฏฐานสมมติ มติอนุญาตให้ออกจากความเป็นสิกขมานาเพื่ออุปสมบทเป็นภิกษุณี,
       นางสิกขมานาผู้สมาทานสิกขาบท ๖ ข้อ ตั้งแต่ปาณาติปาตา เวรมณี ถึงวิกาลโภชนา เวรมณี โดยมิได้ขาด ครบเวลา ๒ ปีแล้ว จึงมีสิทธิขอวุฏฐานสมมติ เพื่ออุปสมบทเป็นภิกษุณีต่อไป

วุฑฒิ ธรรมเป็นเครื่องเจริญ,
       ธรรมเป็นเหตุให้ถึงความเจริญ มี ๔ อย่างคือ
           ๑. สัปปุริสสังเสวะ คบหาสัตบุรุษ
           ๒. สัทธัมมัสสวนะ ฟังสัทธรรม
           ๓. โยนิโสมนสิการ ทำในใจโดยแยบคาย
           ๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม,
       เรียกและเขียนเป็น วุฒิ บ้าง วุฑฒิธรรม บ้าง วุฒิธรรม บ้าง,
       ในบาลีเรียกว่า ธรรมที่เป็นไปเพื่อปัญญาวุฑฒิ หรือ ปัญญาวุฒิ คือเพื่อความเจริญแห่งปัญญา

วุฒชน ผู้เจริญ, ผู้ใหญ่, คนที่เป็นวุฑฒะ หรือมีวุฒิ; ดู วุฒิ

วุฒบรรพชิต ผู้บวชเมื่อแก่

วุฒิ ความเจริญ, ความงอกงาม, ความเป็นผู้ใหญ่; ธรรมให้ถึงความเจริญ; ดู วุฑฒิ
       วุฒิ คือ ความเป็นผู้ใหญ่ ๓ อย่าง ที่นิยมพูดกันในภาษาไทยนั้นมาในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาและฎีกา ได้แก่
           ๑. ชาติวุฒิ ความเป็นผู้ใหญ่โดยชาติ คือเกิดในชาติกำเนิดฐานะอันสูง
           ๒. วัยวุฒิ ความเป็นผู้ใหญ่โดยวัย คือเกิดก่อน
           ๓. คุณวุฒิ ความเป็นผู้ใหญ่โดยคุณความดี หรือโดยคุณพิเศษที่ได้บรรลุ (ผลสำเร็จที่ดีงาม)
       (อนึ่ง ในคัมภีร์ท่านมิได้กล่าวถึงภาวะแต่กล่าวถึงบุคคล คือไม่กล่าวถึงวุฒิ แต่กล่าวถึง วุฑฒะ หรือวุฒ เป็นชาติวุฒ วัยวุฒ คุณวุฒ; นอกจากนั้น ในอรรถกถาแห่งสุตตนิบาต ท่านแบ่งเป็น ๔, โดยเพิ่มปัญญาวุฒ ผู้ใหญ่โดยปัญญา เข้ามาอีกอย่างหนึ่ง และเรียงลำดับตามความสำคัญในทางธรรม เมื่อเปลี่ยน วุฒ เป็น วุฒิ จะได้ดังนี้ ๑. ปัญญาวุฒิ ๒. คุณวุฒิ ๓. ชาติวุฒิ ๔. วัยวุฒิ)

เวชกรรม “กรรมของหมอ”, “การงานของแพทย์”, การบำบัดโรครักษาคนเจ็บไข้, อาชีพแพทย์, การทำตัวเป็นหมอปรุงยา ใช้ยาแก้ไขโรครักษาคนไข้;
       การประกอบเวชกรรม ถือว่าเป็นมิจฉาชีพสำหรับพระภิกษุ (เช่น ที.สี. ๙/๒๕/๑๕; ขุ.จู. ๓๐/๗๑๓/๓๖๐) ถึงแม้จะไม่ทำเพื่อการเลี้ยงชีพหรือจะหาลาภ ก็เสี่ยงต่ออาบัติในข้อตติยปาราชิก (วินย. ๑/๒๑๕/๑๕๘-๑๕๙) หรือไม่ก็เข้าข่ายกุลทูสกสิกขาบท (สังฆาทิเสสข้อ ๑๓, วินย. ๑/๖๒๔/๔๒๖ เรียกเวชกรรมว่า ‘เวชชิกา’)
       อย่างไรก็ตาม ท่านก็ได้เปิดโอกาสไว้สำหรับการดูแลช่วยเหลือกันอันจำเป็นและสมควร ดังที่มีข้อสรุปในคัมภีร์ว่า ภิกษุไม่ประกอบเวชกรรม แต่ (มงคล. ๑/๑๘๙ สรุปจาก วินย.อ. ๑/๕๗๓-๕๗๗) พึงทำยาให้แก่คนที่ท่านอนุญาต ๒๕ ประเภท คือ
       บุคคล ๑๐ (สหธรรมิก ๕ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี, ปัณฑุปลาสคือคนมาอยู่วัดเตรียมบวช ไวยาวัจกรของตน มารดา บิดา อุปฐากของมารดาบิดา)
       ญาติ ๑๐ (พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง น้าหญิง ป้า อาชาย ลุง อาหญิง น้าชาย; อนุชนมีบุตรนัดดาเป็นต้นของญาติเหล่านั้น ๗ ชั่วเครือสกุล ท่านก็จัดรวมเข้าในคำว่า “ญาติ ๑๐” ด้วย)
       คน ๕ (คนจรมา โจร คนแพ้สงคราม คนเป็นใหญ่ คนที่ญาติทิ้งจะไปจากถิ่น)
       ถ้าเขาเจ็บป่วยเข้ามาวัด พึงทำยาให้เขา ทั้งนี้ มีรายละเอียดในการที่จะต้องระมัดระวังไม่ให้ผิดพลาดหลายอย่าง ข้อสำคัญคือ ให้เป็นการทำด้วยเมตตาการุณย์แท้จริง มิใช่หวังลาภ ไม่ให้เป็นการรับใช้ หรือประจบประแจง

เวชยันต์ ๑ ชื่อปราสาทของพระอินทร์ ในดาวดึงสเทวโลก ตามเรื่องที่พระอินทร์เล่าแก่พระมหาโมคคัลลานะว่า เมื่อฝ่ายเทวดามีชัยในสงครามกับอสูร พระอินทร์กลับจากสงคราม ได้สร้างเวชยันตปราสาทขึ้น ซึ่งมี ๑๐๐ หอมุขๆ หนึ่งๆ มี ๗๐๐ กูฏาคารๆ หนึ่งๆ มีอัปสร ๗ นางๆ หนึ่งๆ มี ๗ บริจาริกา (ม.มู. ๑๒/๔๓๖/๔๖๖),
       แต่ในอรรถกถาบอกว่า เมื่อพระอินทร์ชนะสงครามกับอสูรมาแล้ว ขณะประทับยืนอยู่กลางพระนคร เวชยันตปราสาทนี้ซึ่งสูง ๑,๐๐๐ โยชน์ก็ผุดตระหง่านขึ้นมา
       และได้ชื่อว่า “เวชยันต์” เพราะเกิดขึ้นเมื่อจบได้ชัยชนะ (วิชย+อันต) (เช่น อป.อ. ๒๙๓; แต่บางแห่ง เช่น วินย.ฏี.๑/๔๑๔ ว่าสูง ๗๐๐ โยชน์);
       ดู ดาวดึงส์

เวชยันต์ ๒
       1. ชื่อรถทิพย์ของพระอินทร์ในดาวดึงสเทวโลก ยาว ๑๕๐ โยชน์ ห้องที่ประทับกลางรถ ๕๐ โยชน์ เทียมม้า ๑,๐๐๐ ตัว มีมาตลีเทพบุตรเป็นสารถี
       2. ชื่อราชรถของพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิราช ในมหาสุทัสสนสูตร (ที.ม. ๑๐/๑๘๕/๒๒๗);
       ดู ดาวดึงส์

เวท, พระเวท ดู ไตรเพท

เวทนา ความเสวยอารมณ์, ความรู้สึก,
        ความรู้สึกสุขทุกข์ มี ๓ อย่าง คือ
           ๑. สุขเวทนา ความรู้สึกสุขสบาย
           ๒. ทุกขเวทนา ความรู้สึกไม่สบาย
           ๓. อทุกขมสุขเวทนา ความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ คือ เฉยๆ เรียกอีกอย่างว่า อุเบกขาเวทนา;
       อีกหมวดหนึ่งจัดเป็นเวทนา ๕ คือ
           ๑. สุข สบายกาย
           ๒. ทุกข์ ไม่สบายกาย
           ๓. โสมนัส สบายใจ
           ๔. โทมนัส ไม่สบายใจ
           ๕. อุเบกขา เฉยๆ;
       ในภาษาไทย ใช้หมายความว่าเจ็บปวดบ้าง สงสารบ้าง ก็มี

เวทนาขันธ์ กองเวทนา (ข้อ ๒ ในขันธ์ ๕)

เวทนานุปัสสนา การมีสติทันโดยรู้ชัดเวทนาที่เสวยอยู่ ตามที่มันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ อาศัยอามิส หรือปลอดอามิส มองเห็นความก่อเกิดขึ้นมาและความเสื่อมสลายไปในเวทนา ตระหนักต่อเวทนาสภาวะที่มีอยู่ แค่รู้เท่าสติทัน ไม่ติดอิง ไม่ยึดเอา;
       (ตามแบบเรียนว่า: สติกำหนดพิจารณาเวทนา คือ สุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอารมณ์ว่าเวทนานี้ก็สักว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรียกเวทนานุปัสสนา);
       (ข้อ ๒ ในสติปัฏฐาน ๔)

เวทนาปริคคหสูตร ดู ทีฆนขสูตร

เวทมนตร์ คำที่เชื่อถือว่าศักดิ์สิทธิ์ บริกรรมแล้วให้สำเร็จความประสงค์

เวทัลละ ดูที่ นวังคสัตถุศาสน์

เวเนยยสัตว์ ดู เวไนยสัตว์

เวไนยสัตว์ สัตว์ผู้ควรแก่การแนะนำสั่งสอน, สัตว์ที่พึงแนะนำได้, สัตว์ที่พอดัดได้สอนได้

เวปุลละ ความไพบูลย์, ความเต็มเปี่ยม, ความเจริญเต็มที่ มี ๒ อย่าง คือ
       ๑. อามิสเวปุลละ อามิสไพบูลย์ หรือความไพบูลย์แห่งอามิส หมายถึง ความมากมายพรั่งพร้อมด้วยปัจจัย ๔ ตลอดจนวัตถุอำนวยความสุขความสะดวกสบายต่างๆ
       ๒. ธัมมเวปุลละ ธรรมไพบูลย์ หรือความไพบูลย์แห่งธรรม หมายถึงความเจริญเต็มเปี่ยมเพียบพร้อมแห่งธรรม ด้วยการฝึกอบรมปลูกฝังให้มีในตนจนเต็มบริบูรณ์ หรือด้วยการประพฤติปฏิบัติกันในสังคมจนแพร่หลายทั่วไปทั้งหมด

เวภารบรรพต ชื่อภูเขาลูกหนึ่งในภูเขาห้าลูก ที่เป็นดุจคอกล้อมกรุงราชคฤห์

เวมานิกเปรต เปรตอยู่วิมาน ได้เสวยสุขและทุกข์สลับกันไป บางตนข้างแรมเสวยทุกข์ ข้างขึ้นเสวยสุข บางตนกลางคืนเสวยสุข กลางวันเสวยทุกข์ เวลาเสวยสุขอยู่ในวิมาน มีร่างเป็นทิพย์สวยงาม เวลาจะเสวยทุกข์ต้องออกจากวิมานไป และร่างกายก็กลายเป็นน่าเกลียดน่ากลัว

เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบ, ทำดีด้วยการช่วยเหลือรับใช้ผู้อื่น
       (ข้อ ๕ ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐);
       ไวยาวัจมัย ก็เขียน

เวร ความแค้นเคือง, ความปองร้ายกัน, ความคิดร้ายตอบแก่ผู้ทำร้าย;
       ในภาษาไทยใช้อีกความหมายหนึ่งด้วยว่าคราว, รอบ, การผลัดกันเป็นคราวๆ,
       ตรงกับวาร หรือ วาระ ในภาษาบาลี

เวสสภู พระนามของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอดีต;
       ดู พระพุทธเจ้า ๗

เวสสวัณ, เวสสุวัณ ดู จาตุมหาราช, จาตุมหาราชิกา, ปริตร

เวสารัชชกรณธรรม ธรรมทำความกล้าหาญ, ธรรมเป็นเหตุให้กล้าหาญ,
       คุณธรรมที่ทำให้เกิดความแกล้วกล้า มี ๕ อย่าง คือ
           ๑. ศรัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ
           ๒. ศีล มีความประพฤติดีงาม
           ๓. พาหุสัจจะ ได้สดับหรือศึกษามาก
           ๔. วิริยารัมภะ เพียรทำกิจอยู่อย่างจริงจัง
           ๕. ปัญญา รู้รอบและรู้ชัดเจนในสิ่งที่ควรรู้

เวสารัชชญาณ พระปรีชาญาณอันทำให้พระพุทธเจ้าทรงมีความแกล้วกล้า ไม่ครั่นคร้าม ด้วยไม่ทรงเห็นว่าจะมีใครท้วงพระองค์ได้โดยชอบธรรม ในฐานะทั้ง ๔ คือ
       ๑. ท่านปฏิญญาว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะ ธรรมเหล่านี้ท่านยังไม่รู้แล้ว
       ๒. ท่านปฏิญญาว่าเป็นขีณาสพ อาสวะเหล่านี้ของท่านยังไม่สิ้นแล้ว
       ๓. ท่านกล่าวธรรมเหล่าใดว่าทำอันตราย ธรรมเหล่านั้นไม่อาจทำอันตรายแก่ผู้ส้องเสพได้จริง
       ๔. ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์อย่างนั้นไม่เป็นทางนำผู้ทำตามให้ถึงความสิ้นทุกข์ โดยชอบได้จริง

เวสาลี ชื่อนครหลวงของแคว้นวัชชี ตั้งอยู่บนฝั่งทิศตะวันออกของแม่น้ำคงคา ส่วนที่ปัจจุบันเรียกชื่อเป็นอีกแม่น้ำหนึ่ง ต่างหากว่า แม่น้ำคันทัก (Gandak) ซึ่งเป็นสาขาใหญ่สาขาหนึ่งของแม่น้ำคงคานั้น และเมื่อไหลลงมาจากเวสาลีอีกประมาณ ๔๐ กม. ก็เข้ารวมกับแม่น้ำคงคาที่จุดบรรจบ ซึ่งห่างจากเมืองปัฏนา (Patna, คือ ปาตลีบุตร ในอดีต) ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือเพียงประมาณ ๕ กม.,
       ที่ตั้งของเมืองเวสาลี อยู่เหนือเมืองปาตลีบุตรนั้นขึ้นไป วัดตรงเป็นเส้นบรรทัด ประมาณ ๔๓.๕ กม.,
       เวสาลี เป็นคำภาษาบาลี เรียกอย่างสันสกฤตว่า ไวศาลี หรือ ไพศาลี

เวหา ท้องฟ้า, อากาศ, กลางหาว

เวหายส ท้องฟ้า, อากาศ

เวหาส ท้องฟ้า, อากาศ

เวหาสกุฎี “กุฎีลอยฟ้า”, ที่อยู่ที่นอนซ้อนชั้น โดยทำเป็นร้านพาดหรือซ้อนขึ้นข้างบน คือ ตั้งเป็นโครงขึ้นในวิหารที่อยู่อาศัย ปักเสาตอม่อขึ้นแล้ววางรอดบนนั้น สูงพอศีรษะไม่กระทบพื้น ถ้าไม่ปูพื้นข้างบน ก็เอาเตียงวางลงไป ให้พื้นเตียงคานรอดอยู่ ขาเตียงห้อยลงไป ใช้อยู่ได้ทั้งข้างบนข้างล่าง
       ข้างบนเรียกว่า เวหาสกุฎี เป็นของต้องห้ามตามสิกขาบทที่ ๘ แห่งภูตคามวรรค ปาจิตตีย์

เวฬุกัณฏกีนันทมารดา ดู นันทมารดา 1.

เวฬุวะ ผลมะตูม

เวฬุวคาม ชื่อตำบลหนึ่งใกล้นครเวสาลี แคว้นวัชชี
       เป็นที่พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาในพรรษาที่ ๔๕ นับแต่ได้ตรัสรู้ คือพรรษาสุดท้ายที่จะเสด็จปรินิพพาน;
       เพฬุวคาม ก็เรียก

เวฬุวัน ป่าไผ่ สวนที่ประพาสพักผ่อนของพระเจ้าพิมพิสาร อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากพระนครราชคฤห์ เป็นที่ร่มรื่นสงบเงียบ มีทางไปมาสะดวก
       พระเจ้าพิมพิสารถวายเป็นสังฆาราม นับเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา

เวิกผ้า ในประโยคว่า “เราจักไม่ไปในละแวกบ้านด้วยทั้งเวิกผ้า” เปิดสีข้างให้เห็น
       เช่น ถกจีวรขึ้นพาดไว้บนบ่า

โวการ “ความแผกผัน”, “ภาวะหลากหลาย”,
       เป็นคำที่นิยมใช้ในพระอภิธรรมและคัมภีร์อรรถาธิบาย เช่น อรรถกถา เป็นต้น ในความหมายว่า ความหลากหลายหรือความเป็นไปต่างๆ แห่งขันธ์ หรือขันธ์ที่ผันแปรหลากหลายเป็นไปต่างๆ โดยนัยหมายถึง ขันธ์ นั่นเอง,
       มักใช้แสดงลักษณะของ “ภพ” ซึ่งจำแนกได้เป็น ๓ ประเภท คือ
       เอกโวการภพ ภพที่มีขันธ์เดียว ได้แก่ อสัญญีภพ (มีรูปขันธ์เท่านั้น)
       จตุโวการภพ ภพที่มีสี่ขันธ์ ได้แก่ อรูปภพ (มีแต่นามขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ)
       ปัญจโวการภพ ภพที่มีห้าขันธ์ ได้แก่ กามภพ และรูปภพที่นอกจากอสัญญีภพ
       (ในพระสุตตันตปิฎก มีเฉพาะนิทเทสและปฏิสัมภิทามัคค์ เท่านั้น ที่ใช้คำว่า โวการ หมายถึงขันธ์)

โวฏฐัพพนะ ดู วิถีจิต

โวทาน ความบริสุทธิ์, ความผ่องแผ้ว, การชำระล้าง, การทำให้สะอาด,
       ธรรมที่อยู่ในวิเสสภาค คือในฝ่ายข้างวิเศษ ได้แก่ ธรรมจำพวกที่ทำให้เจริญงอกงามดียิ่งขึ้นไปจนปลอดพ้นจากประดาสิ่งมัวหมองบริสุทธิ์บริบูรณ์ เช่น โยนิโสมนสิการ กุศลมูล สมถะและวิปัสสนา ตลอดถึงนิพพาน;
       ตรงข้ามกับ สังกิเลส

โวหาร ถ้อยคำ, สำนวนพูด, ชั้นเชิง หรือกระบวนแต่งหนังสือหรือพูด

ไวพจน์ คำที่มีรูปต่างกันแต่มีความหมายคล้ายกัน,
       คำสำหรับเรียกแทนกัน เช่น
       คำว่า มทนิมฺมทโน เป็นต้น เป็นไวพจน์ของ วิราคะ
       คำว่า วิมุตติ วิสุทธิ สันติ อสังขตะ วิวัฏฏ์ เป็นต้น เป็นไวพจน์ของ นิพพาน ดังนี้เป็นต้น

ไวยากรณ์
       1. ระเบียบของภาษา, วิชาว่าด้วยระเบียบแห่งภาษา
       2. พุทธพจน์ที่เป็นข้อความร้อยแก้ว คือเป็นจุณณิยบทล้วน ไม่มีคาถาเลย
           (ข้อ ๓ ในนวังคสัตถุศาสน์); เทียบ คาถา 2.; ดู จุณณิยบท

ไวยาวัจกร “ผู้ทำการขวนขวายช่วยเหลือ/รับใช้”, ผู้จัดทำธุระให้, คฤหัสถ์ผู้ช่วยเหลือรับใช้พระ, คฤหัสถ์ผู้ทำกิจธุระแทนภิกษุหรือแทนสงฆ์, คฤหัสถ์ผู้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของวัดในการจัดการทรัพย์สินของวัด
       ในพระวินัย ไวยาวัจกร หมายถึงคฤหัสถ์ผู้ช่วยเหลือรับใช้หรือทำกิจธุระให้แก่ภิกษุหรือภิกษุณี ดังเช่นคนวัด หรืออุบาสกที่ภิกษุบอกแสดงหรือชี้ตัวว่าเป็นไวยาวัจกร ซึ่งบุคคลผู้ประสงค์จะได้มอบทรัพย์สำหรับจ่ายค่าจีวรให้ไว้ เพื่อภิกษุนั้นจะได้บอกแจ้งให้จัดจีวรถวายเมื่อต้องการ (สิกขาบทที่ ๑๐ แห่งจีวรวรรค นิสสัคคิยปาจิตตีย์, วินย. ๒/๗๐/๕๗)
       ภิกษุณีต้มยาคู หุงข้าว ปรุงของขบเคี้ยว ซักผ้านุ่ง ผ้าห่ม ผ้าโพก ให้แก่ไวยาวัจกรของตน ได้รับยกเว้น ไม่ต้องอาบัติตามพระบัญญัติที่ว่า ภิกษุณีใดทำการขวนขวายรับใช้คฤหัสถ์ เป็นปาจิตตีย์ (สิกขาบทที่ ๔ แห่งจิตตาคารวรรค ปาจิตตีย์, วินย. ๓/๓๐๕-๓๐๖/๑๖๙)
       ในทางกฎหมาย ไวยาวัจกร มีคำจำกัดความตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร ข้อ ๔ ว่า: ในกฎมหาเถรสมาคมนี้ “ไวยาวัจกร” หมายถึง คฤหัสถ์ผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัต และจะมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดได้ ตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ
       กฎมหาเถรสมาคมฉบับนี้ ตราขึ้นตามความในมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งกำหนดว่า การแต่งตั้ง ถอดถอนไวยาวัจกร ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม และตามความในมาตรา ๔๕ แห่ง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ นั้น ไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา
       ในกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๘ นั้น ข้อ ๗ กำหนดว่า ในการแต่งตั้งไวยาวัจกรของวัดใด ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาสวัดนั้นปรึกษาสงฆ์ในวัด พิจารณาคัดเลือกคฤหัสถ์ผู้มีคุณสมบัติตามความในข้อ ๖ (เช่น เป็นชาย มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์) เมื่อมีมติเห็นชอบในคฤหัสถ์ผู้ใด ก็ให้เจ้าอาวาสแต่งตั้งคฤหัสถ์ผู้นั้น เป็นไวยาวัจกร โดยอนุมัติของเจ้าคณะอำเภอ ในการแต่งตั้งไวยาวัจกร ตามความในวรรคต้น เพื่อความเหมาะสม จะแต่งตั้งไวยาวัจกรคนเดียว หรือหลายคน ก็ได้ ในกรณีที่มีไวยาวัจกรหลายคน ให้เจ้าอาวาสมอบหมายหน้าที่การงานตามข้อ ๔ แก่ไวยาวัจกรแต่ละคนเป็นหนังสือ
       บทบัญญัติเกี่ยวกับไวยาวัจกร มีในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ออกตามความใน พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ด้วย พึงดูในที่นั้น

ไวยาวัจจะ การขวนขวายช่วยทำกิจธุระ, การช่วยเหลือรับใช้

ไวยาวัจมัย ดู เวยยาวัจจมัย

ศ
ศตมวาร วาระที่ ๑๐๐, วันที่ครบ ๑๐๐;
       ในภาษาไทย นิยมใช้ในประเพณีทำบุญอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ โดยมีความหมายว่า วันที่ ๑๐๐ หรือวันที่ครบ ๑๐๐ เช่น ในข้อความว่า “บำเพ็ญกุศลศตมวาร” ซึ่งพูดเป็นคำพื้นบ้านว่า “ทำบุญ ๑๐๐ วัน”,
       ทั้งนี้ มีคำที่มักใช้ในชุดเดียวกันอีก ๒ คำ คือ สัตมวาร (วันที่ ๗ หรือวันที่ครบ ๗) และ ปัญญาสมวาร (วันที่ ๕๐ หรือวันที่ครบ ๕๐);
       อนึ่ง “ศตมวาร” (วารที่ ๑๐๐) นี้ เป็นคำจากภาษาสันสกฤต ตรงกับคำบาลีว่า “สตมวาร” ไม่พึงสับสนกับ “สัตมวาร” (วารที่ ๗) ที่มาจากคำเต็มในภาษาบาลีว่า “สตฺตมวาร”

ศรัทธา ความเชื่อ, ความเชื่อถือ;
       ดู สัทธา

ศรัทธาไทย ของที่เขาถวายด้วยศรัทธา;
       “ทำศรัทธาไทยให้ตกไป” คือ ทำให้ของที่เขาถวายด้วยศรัทธาเสื่อมเสียคุณค่า หรือหมดความหมายไป หมายความว่า ปฏิบัติต่อสิ่งที่เขาถวายด้วยศรัทธา โดยไม่สมควรแก่ศรัทธาของเขา หรือโดยไม่เห็นความสำคัญแห่งศรัทธาของเขา
       เช่น ภิกษุเอาอาหารบิณฑบาตที่เขาถวายโดยตั้งใจทำบุญ ไปทิ้งเสีย หรือไปให้แก่คฤหัสถ์โดยยังมิได้ฉันด้วยตนเองก่อน

ศราทธ์ การทำบุญให้แก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว
       (ต่างจาก สารท)

ศราทธพรต พิธีทำบุญอุทิศแก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว;
       ศราทธพรตคาถา หรือคาถาศราทธพรต หมายถึง คาถาหมวดหนึ่ง (มีร้อยแก้วนำเล็กน้อย) ที่พระสงฆ์ใช้สวดรับเทศน์ ในงานพระราชพิธีเผาศพในประเทศไทย
       แต่บัดนี้ใช้กันกว้างออกไปแม้ในพิธีราษฎร์ที่จะจัดให้เป็นการใหญ่

ศรี มิ่งขวัญ, ราศี, อาการที่น่านิยม;
       ดู สิริ

ศรีอารยเมตไตรย พระนามของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ซึ่งจะอุบัติขึ้นในภายหน้า หลังจากสิ้นศาสนาพระโคดมแล้ว ในคราวที่มนุษย์มีอายุยืน ๘๐,๐๐๐ ปี นับเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๕ แห่งภัทรกัปนี้,
       เรียกว่า พระศรีอริยเมตไตรย หรือเรียกสั้นๆ ว่า พระศรีอารย์ บ้าง,
       พระนามเดิมในภาษาบาลีว่า “เมตฺเตยฺย”;
       ดู พระพุทธเจ้า ๕

ศักดิ์ อำนาจ, ความสามารถ, กำลัง, ฐานะ

ศักดินา อำนาจปกครองที่นา หมายความว่า พระมหากษัตริย์พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เจ้านาย และขุนนางเป็นต้น ถือนาได้มีกำหนดจำนวนไร่ เป็นเรือนหมื่นเรือนพันตามฐานานุรูป
       การพระราชทานให้ถือศักดินานั้น เป็นเครื่องเทียบยศและเป็นเครื่องปรับผู้ก้ำเกิน หรือเป็นเครื่องปรับผู้ถือศักดินานั่นเอง เมื่อทำผิด

ศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจ (ศักดิ์) ให้สำเร็จ (สิทธิ์), ขลัง,
       มีกำลังอำนาจที่จะทำให้เป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ หรือให้สำเร็จผลได้จริง

ศัพท์ เสียง, คำ, คำยากที่ต้องแปล, คำยากที่ต้องอธิบาย

ศัสตรา ของมีคมเป็นเครื่องแทงฟัน

ศัสตราวุธ อาวุธมีคมเป็นเครื่องฟันแทง
       (ศัสตรา = ของมีคมเป็นเครื่องฟันแทง, อาวุธ = เครื่องประหาร)

ศากยะ ชื่อกษัตริย์พวกหนึ่ง ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าโอกกากราช ซึ่งเป็นผู้สร้างและครองกรุงกบิลพัสดุ์ พระพุทธเจ้าก็เป็นกษัตริย์วงศ์นี้;
       ศากยะ เป็นคำสันสกฤต เรียกอย่างบาลีเป็น สักกะ บ้าง, สักยะ บ้าง, สากิยะ บ้าง;
       ศากยะ หรือ สักกะ นี้ ใช้เป็นคำเรียกชื่อถิ่นหรือแคว้นของพวกเจ้าศากยะด้วย;
       ดู สักกชนบท

ศากยกุมาร กุมารวงศ์ศากยะ, เจ้าชายวงศ์ศากยะ

ศากยราช กษัตริย์ศากยะ, พระเจ้าแผ่นดินวงศ์ศากยะ

ศากยตระกูล ตระกูลศากยะ, วงศ์ศากยะ

ศากยวงศ์ เชื้อสายพวกศากยะ

ศากยสกุล ตระกูลศากยะ, เหล่ากอพวกศากยะ

ศาสดา ผู้อบรมสั่งสอน, เป็นพระนามอย่างหนึ่งที่ใช้เรียกพระพุทธเจ้า;
       ปัจจุบันใช้เรียกผู้ตั้งศาสนาโดยทั่วไป,
       ในพุทธกาล ครูทั้ง ๖ คือ ปูรณกัสสป มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล ปกุธกัจจายนะ สัญชัยเวลัฏฐบุตร และนิครนถนาฏบุตร ถ้าเรียกตามบาลี ก็เป็นศาสดา ๖

ศาสตร์ ตำรา, วิชา

ศาสนทูต ดู โมคคัลลีบุตรติสสเถระ

ศาสนวงศ์ ดู สาสนวงส์

ศาสนา คำสอน, คำสั่งสอน;
       ปัจจุบันใช้หมายถึงลัทธิความเชื่อถืออย่างหนึ่งๆ พร้อมด้วยหลักคำสอน ลัทธิ พิธี องค์กร และกิจการทั่วไปของหมู่ชนผู้นับถือลัทธิความเชื่อถืออย่างนั้นๆ ทั้งหมด

ศาสนูปถัมภก ผู้ทะนุบำรุงศาสนา

ศิลปะ ฝีมือ, ความฉลาดในฝีมือ, ฝีมือทางการช่าง, การแสดงออกมาให้ปรากฏอย่างงดงามน่าชม, วิชาที่ใช้ฝีมือ, วิชาชีพต่างๆ

ศิลปวิทยา ศิลปะและวิทยาการ

ศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ ตำราวิชาความรู้ต่างๆ ๑๘ อย่าง เช่น วิชาคำนวณ วิชายิงธนู เป็นต้น อันได้มีการเรียนการสอนกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล
       คำว่า “ศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ” นี้ ในเมืองไทยได้ยินได้เห็นกันมานานในเรื่องราวจำพวกตำนานทางพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป แต่เป็นเรื่องที่มักบอกเล่าหรือพูดอ้างอิงอย่างไม่ชัดเจน ได้แค่เล่าขานและเขียนคัดลอกต่อๆ ตามๆ กันมา จึงคลาดเคลื่อนผิดเพี้ยนไปต่างๆ และไม่เฉพาะคำแปลภาษาไทยเท่านั้น แม้คำบาลีเดิมก็มักแปรรูปไปแล้ว จึงตัดสินแน่ลงไปไม่ได้
       เนื่องจากศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการนี้ ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาทั้งหลาย กล่าวถึงโดยไม่มีรายชื่อแสดงไว้ มีบอกไว้แต่ในคัมภีร์ที่ไม่ค่อยคุ้นกันไม่กี่แห่ง
       (พบในมิลินทปัญหาบอกว่า พระเจ้ามิลินท์ได้ทรงเล่าเรียนศาสตร์ทั้งหลายเป็นอันมาก กับทั้งพุทธพจน์ด้วยเป็น ๑๙ พร้อมทั้งบอกรายชื่อศาสตร์ทั้ง ๑๘ นั้นไว้, และในคัมภีร์ยุคหลังที่นักปราชญ์รวบรวมเรียบเรียงคติธรรมประมวลไว้ เป็นคัมภีร์จำพวกนีติ ซึ่งพบในโลกนีติ ธรรมนีติ และกวิทัปปณนีติ บอกรายชื่อศิลปะ ๑๘ ประการไว้ โดยเรียกรวมว่า “สิปฺปาฏฐารสก” คือหมวด ๑๘ แห่งศิลปะ)
       และเนื่องจากเป็นเรื่องในสมัยของพราหมณ์ เป็นของแปลกแก่ท่านผู้ตรวจชำระและคัดลอกคัมภีร์นั้นๆ จึงคัดลอกกันมาผิดเพี้ยนไปจากของเดิม และต่างฉบับก็แปลกกันเอง
       ขอยกตัวอย่างมาแสดง ข้อที่ ๑ บ้างว่า “สุติ” บ้างว่า “สูติ” บ้างแปลว่า วิชาความรู้ทั่วไป บ้างแปลว่า วิชาฟังเสียงสัตว์มีนกร้องเป็นต้นว่าร้ายหรือดี
       ข้อที่ ๒ บ้างว่า “สัมมติ” บ้างว่า “สัมมุติ” บ้าง แปลว่า วิชารู้จักกำเนิดภูเขาและต้นไม้เป็นต้นว่าชื่อนั้นๆ บ้างแปลว่า วิชาเข้าใจในกฎธรรมเนียม ฯลฯ
       ในที่นี้ ในขั้นต้น ถือว่าคำนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของหลักธรรมหลักวินัย จึงปล่อยไว้ก่อน เพียงแต่เลือกเอาคำบาลีที่ไม่ผิดอักขรวิธี และคำแปลไทยที่พอลงกับบาลีได้ จากฉบับต่างๆ มาแสดงไว้ พอให้เห็นรูปเค้าว่าเป็นมาอย่างนี้ ได้แก่
       ๑. สุติ ความรู้ทั่วไป ๒. สัมมุติ ความรู้กฎธรรมเนียม ๓. สังขยา วิชาคำนวณ ๔. โยคา การช่างยนตร์ ๕. นีติ วิชาแบบแผนการปกครอง ๖. วิเสสิกา ความรู้การอันให้เกิดมงคล ๗. คันธัพพา วิชาร้องรำ ๘. คณิกา วิชาคำนวณนักขัตฤกษ์ ๙. ธนุพเพทา วิชายิงธนู (ธนุพเพธา ก็ว่า) ๑๐. ปุราณา ตำนานเรื่องเก่า ๑๑. ติกิจฉา วิชาแพทย์ ๑๒. อิติหาสา เรื่องประวัติศาสตร์ ๑๓. โชติ ดาราศาสตร์ ๑๔. มายา ความรู้เรื่องมายากรรม ๑๕. เกตุ วิชาการพูด ๑๖. มันตา วิชาเวทมนตร์ ๑๗. ยุทธา ตำราพิชัยสงคราม ๑๘. ฉันทสา วิชาประพันธ์
       (ในมิลินทปัญหาฉบับสิงหล ข้อ ๑๕. เป็น เหตุ วิชาเหตุผล, ในคัมภีร์นีติทั้งสาม ข้อ ๑๐. เป็น ปูรณา แปลได้แค่ว่าเป็นวิชาบูรณะ แต่ที่จริงก็คือเป็นคำที่คัดลอกกันมาผิดเพี้ยน ข้อ ๑๗. เป็น สัททา วิชาหลักภาษาหรือไวยากรณ์)
       ศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการนี้ แม้จะมิใช่เป็นเนื้อหาของพระธรรมวินัย แต่บุคคลสำคัญในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะท่านที่เด่นๆ อย่างพระเจ้ามิลินท์ ก่อนจะมารู้จักพุทธธรรม มักได้จบการศึกษาศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการนี้ ซึ่งเป็นการศึกษาสูงสุดของสมัยนั้น
       ย้อนไปดูในชาดกหลายแห่งก็มีเรื่องราวว่า พระโพธิสัตว์ที่เป็นโอรสของพระมหากษัตริย์ ไปศึกษาที่ตักสิลา จบไตรเพทและศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการนี้ เป็นการเตรียมพร้อมที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไป จึงควรรู้จักศิลปศาสตร์เหล่านี้ไว้เพื่อจะได้รู้เข้าใจพื้นฐานความคิดภูมิปัญญาของท่านที่มายอมรับพระพุทธศาสนา แล้วเข้าสู่พระธรรมวินัย หรือจะรู้ไว้เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบกับพระพุทธศาสนา ก็ได้
       ศิลปศาสตร์เหล่านี้พัฒนาขึ้นในยุคที่พราหมณ์เป็นเจ้าใหญ่ทางปัญญาของสังคมชมพูทวีป ก่อนพระพุทธศาสนาเกิดขึ้น คือส่วนมากเป็นวิชาการของพราหมณ์นั่นเอง โดยที่เขาถือว่าเป็นความรู้เสริมหรือเพิ่มประกอบไตรเพท ดังนั้น การที่จะรู้จักศิลปศาสตร์เหล่านั้นได้ตรงเรื่อง จึงต้องไปดูที่พราหมณ์เองรักษาสืบทอดบอกเล่าสอนต่อกันมา ในที่นี้จึงไปสืบค้นดูศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการที่เป็นวิชาการของพราหมณ์ ซึ่งใช้ภาษาสันสกฤต ดังได้บอกแล้วว่า ในคัมภีร์อรรถกถาภาษาบาลี ท่านเล่าบ่อยครั้งถึงเรื่องของพระโพธิสัตว์บ้าง โอรสกษัตริย์พระองค์นั้นพระองค์นี้บ้าง ว่าไปตักสิลา เรียนจบไตรเพท และศิลปศาสตร์ทั้ง ๑๘ (ตโย เวเท จ อฏฺฐารส สิปฺปานิ จ, เช่น ชา.อ. ๔/๓๗๑; ติณฺณํ เวทานํ อฏฺฐารสนฺนญฺจ สิปฺปานํ, เช่น ชา.อ. ๔/๑๘๔)
       นี่คือบอกไว้แต่จำนวน ไม่บอกชื่อวิชาเลย จึงค้นหาที่อื่นและได้พบในคัมภีร์มิลินทปัญหาซึ่งบอกรายชื่อศาสตร์ ๑๘ ประการนี้ ที่พระมิลินทราชาได้ทรงเล่าเรียน แล้วมาจบที่พุทธพจน์ จากนั้นก็พบรายชื่อวิชาเหล่านี้ใน ๓ คัมภีร์นีติ มีโลกนีติเป็นต้น ที่กล่าวถึงข้างต้น โดยมีชื่อศาสตร์หลายอย่างผิดเพี้ยนไป ไม่ตรงกัน แต่คัมภีร์นีติเหล่านั้นเป็นของรวบรวมเรียบเรียงขึ้นหลังจากยุคของคัมภีร์ในสายพระไตรปิฎก จึงถือว่ามีน้ำหนักน้อยกว่า
       ศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ ซึ่งท่านกล่าวถึงโดยเรียงไว้ต่อจากไตรเพทนั้น ในที่นี้ค้นหาความหมายของพราหมณ์ ในภาษาสันสกฤตมาให้ดูเป็นเค้า ดังนี้
       ๑. สุติ = ศรุติ (ศฺรุติ) คือ คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่พระฤาษีปางบรรพ์ได้สดับรับตรงจากองค์เทพผู้เป็นใหญ่ ได้แก่ พระเวททั้ง ๔ คือ ไตรเพท (ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท) และอถรรพเวท (ไทยมักเรียก อาถรรพเวท) กับทั้งคัมภีร์พราหมณะ อารัณยกะ และอุปนิษัท
       ๒. สติ (เพี้ยนเป็นสัมมติบ้าง สัมมุติ บ้าง) = สมฤติ (สฺมฺฤติ) คือ คัมภีร์ที่บรรดาอาจารย์รจนาขึ้นและจำสืบท อดกันมา ได้แก่ เวทางค์ ๖ (องค์ประกอบ ๖ อย่างของพระเวท คือ ศึกษา วิชาออกเสียง, ฉันทัส ฉันทลักษณ์, วยากรณะ ไวยากรณ์, นิรุกตะ อธิบายคำยากในพระเวท, ชโยติษะ การดูดาวกำหนดฤกษ์, กัลปะ การแห่งยัญพิธี) สูตรทั้งหลาย กับทั้ง อิติหาสะ ปุราณะ และนิติศาสตร์ ที่จะตั้งเป็นข้อต่างหากต่อไป (สูตร ออกมาเป็นธรรมศาสตร์ คือตำรากฎหมาย ของเจ้าตำรับ ๑๘ ท่าน เริ่มแต่พระมนู คือมานวธรรมศาสตร์ ที่ไทยมักเรียกว่ามนูธรรมศาสตร์ โดยที่ทั้งหมดนั้นรวมอยู่ใน สฺมฺฤติ นี้)
       ๓. สังขยา = สางขยะ คือ ลัทธิสางขยะ ซึ่งเป็นปรัชญาของฤาษีกปิละ ว่าด้วยปุรุษ-ประกฤติ เป็นต้น เป็น ๑ ใน ๓ สาขาใหญ่ของปรัชญาฮินดู
       ๔. โยคา = โยคะ คือ ลัทธิโยคะ ซึ่งเป็นปรัชญาของปตัญชลิ สายหนึ่งของลัทธิสางขยะ สอนการบำเพ็ญสมาธิ โยงได้กับพระพุทธศาสนาอยู่บ้าง แต่มีจุดมุ่งให้อาตมันเข้ารวมกับอิศวร
       ๕. นีติ = นีติ คือ นิติศาสตร์ ได้แก่ วิชาหรือตำราว่าด้วยแบบแผนการปกครอง (ไทยใช้หมายถึงวิชากฎหมาย)
       ๖. วิเสสิกา = ไวเศษิกะ คือ ลัทธิปรัชญาของท่านกณาทะ ซึ่งสอนว่าสิ่งที่ปรากฏต่อการรับรู้ของมนุษย์ จัดได้เป็นปทารถะ ๗ ประเภท คือ ทรัพยะ คุณะ กรรมะ สามานยะ วิเศษะ สมวายะ และอภาวะ และสอนว่า สิ่งที่มีอยู่เป็นหน่วยย่อยเล็กที่สุด เป็น “อณู”, ต่อมาลัทธิปรัชญานี้รวมเข้ากับปรัชญานยายะ เรียกว่า นยาย-ไวเศษิกะ
       ๗. คันธัพพา = คนธรรพวิทยา คือ วิชาดนตรี
       ๘. คณิกา = คณิตศาสตร์ คือ วิชาคำนวณ
       ๙. ธนุพเพทา = ธนุเวท คือ วิชายิงธนู
       ๑๐. ปุราณา, ปูรณา = ปุราณะ คือ ความรู้ตำนานเรื่องโบราณ ๑๘ คัมภีร์ จัดเป็น ๓ หมวด ได้แก่ ราชสะ อันสรรเสริญคุณพระพรหม, สาตตวิกะ อันสรรเสริญคุณพระวิษณุ, ตามสะ อันสรรเสริญคุณพระศิวะ
       ๑๑. ติกิจฉา = จิกิตสาศาสตร์ คือ วิชาแพทย์
       ๑๒. อิติหาสา = อิติหาสะ (“เรื่องได้มีมาแล้วดังนี้”) ประวัติการณ์แห่งวีรกรรมของจอมขัตติยะ ในเรื่องมหาภารตะ ประพันธ์โดยฤาษีวยาส ซึ่งมีคัมภีร์ภควัทคีตารวมอยู่ และรามายณะ (รามเกียรติ์) ประพันธ์โดยฤาษีวาลมีกิ
       ๑๓. โชติ = ชโยติศาสตร์, ชโยติรวิทยา คือ วิชาดาราศาสตร์
       ๑๔. มายา = มายิน คือ วิชาทำเล่ห์กลลวงล่อหรือทำให้หลงใหล (ข้อนี้ยังไม่พบคำที่เป็นชื่อศาสตร์ชัดตรง แต่ได้พอเป็นคำใกล้)
       ๑๕. เหตุ = เหตุวิทยา คือ ตรรกศาสตร์ (ข้อนี้ใช้คำ “เหตุ” ตามมิลินทปัญหาฉบับสิงหล)
       ๑๖. มันตา = มันตรวิทยา, มนตรศาสตร์ คือ วิชาเวทมนตร์
       ๑๗. ยุทธา = ยุทธวิทยา คือ วิชาการรบ, พิชัยสงคราม
       ๑๘. ฉันทสา = ฉันทศาสตร์ คือ วิชาการแต่งฉันท์
       เนื่องจากรายชื่อศิลปศาสตร์ ๑๘ นี้มีในคัมภีร์บาลีน้อยแห่งนัก และตกมาถึงปัจจุบันในรูปที่ผิดเพี้ยนต่างกันไปจนถือเอาเป็นแน่ไม่ได้ ดังที่กล่าวแล้ว เมื่อคำที่จับเอาไปสืบค้นไม่แน่เสียแล้ว รายชื่อวิชาทั้งชุดจึงไม่อาจถือเป็นสมบูรณ์เด็ดขาด แต่ชื่อวิชาในภาษาสันสกฤตที่นำมาตั้งเข้าลำดับให้ทั้งหมดนี้ เป็นคำที่มีจริงเป็นจริงตามที่พราหมณ์สืบกันมา
       เมื่อได้ความครบจบดังนี้แล้ว ขอบอกเพิ่มเป็นความรู้เสริมหรือเผื่อเลือกว่า ในอรรถกถาทั้งหลาย นอกจากหลายแห่งกล่าวถึงขัตติยกุมารและพราหมณกุมาร ที่ไปเรียนไตรเพทและศิลปศาสตร์ ๑๘ (อฏฺฐารส สิปฺปานิ) โดยไม่บอกรายชื่อวิชาแล้ว อีกหลายแห่ง (เช่น ชา.อ. ๒/๓๖, ๑๘๐, ๓๔๓) กล่าวทำนองเดียวกันนั้น แต่เปลี่ยนถ้อยคำเป็นว่าไปเรียนไตรเพท และวิทยฐานะ ๑๘ (อฏฺฐารส วิชฺชาฏฺฐานานิ/วิชฺชฏฺฐานานิ) บางแห่งบอกด้วยว่า วิชชา ได้แก่อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดา วิชฺชฏฺฐาน/วิทยฐานะ ๑๘ นั้น (ชา.อ. ๓/๒๙๘) แถมบางแห่งบอกด้วยว่า ศิลปศาสตร์ทั้งหลายรวมลงในพระเวท โดยเป็นวิชฺชฏฺฐาน/วิทยฐานะ คือเป็นฐานของวิชา มีฐานะเป็นวิทยา
       (องฺ.ฏี. ๑/๑๕๐; ในที่นี้ถือโอกาสแปล วิชฺชฏฺฐาน ว่าวิทยฐานะ เพราะพอดีว่าเป็นคำที่ใช้กันแล้วในภาษาไทย แม้ว่าความหมายจะไม่ลงกันแท้ทีเดียว เพราะในภาษาไทยใช้เป็นฐานะของคน)
       ตามที่ว่านี้ คำว่าศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ ก็คือวิชชัฏฺฐาน/วิทยฐานะ ๑๘ นั้น เป็นอันว่า สองคำนี้หมายความอย่างเดียวกัน ใช้แทนกันได้ พูดง่ายๆ ว่า ศิลปศาสตร์ ๑๘ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิทยฐาน ๑๘ จะเรียกสั้นๆ ว่า วิชา/วิทยา ๑๘ ก็ได้
       ทีนี้ วิทยาในสายความรู้ที่สืบมาในภาษาสันสกฤตนั้น บ้างว่ามี ๔ อย่าง แต่บางสายจำแนกเป็น ๑๔ บ้าง เป็น ๑๘ บ้าง (นับละเอียดเป็น ๓๓ จนถึง ๖๔ ก็มี) ที่ว่า วิทยา ๔ นั้น ได้แก่ ๑. ตรยี คือไตรเพท ๒. อานวีกษิกี คือ ตรรกศาสตร์ และอภิปรัชญา ๓. ทัณฑนีติ คือวิชาการปกครอง ๔. วารตตา คือวิชาเลี้ยงชีวิตและประกอบกิจการทั่วไป เช่น การเกษตร การพาณิชย์ แพทย์ศาสตร์
       วิทยา ๑๘ ประการ มีดังนี้
           พระเวท ๔ (ไตรเพทและอถรรพเวท)
           เวทางค์ ๖ (ดู ข้างบน)
           ปุราณะ (ดู ข้างบน)
           มีมางสา (ชื่อปรัชญา ๑ ใน ๓ สาขาใหญ่ของฮินดู)
           นยายะ (ลัทธิปรัชญาที่ต่อมารวมกับไวเศษิกะ, ดู ข้างบน)
           ธรรม (กฎความจริง)
           อุปเวท ๔ (๑. อายุรเวท วิชาแพทย์ ๒. ธนุรเวท วิชายิงธนู ๓. คานธรรพเวท วิชาดนตรี ๔. ศัสตรศาสตร์ วิชาศัสตราวุธ; แต่บางตำราว่า อายุรเวท รวมอยู่ในอถรรพเวทแล้ว ข้อ ๔. คือ สถาปัตยเวท และ ศิลปศาสตร์)

ศิลาดวด หินที่สูงขึ้นไปบนพื้นดิน

ศิลาดาด หินที่เป็นแผ่นราบใหญ่

ศิลาเทือก หินที่ติดเป็นพืดยาว

ศิลาวดี ชื่อนครหนึ่งในสักกชนบท

ศิวาราตรี พิธีลอยบาปของพราหมณ์ ทำในวันเพ็ญเดือน ๓ เป็นประจำปี
       วิธีทำ คือ ลงอาบน้ำในแม่น้ำ สระเกล้า ชำระกายให้สะอาดหมดจด เท่านี้ถือว่าได้ลอยบาปไปตามกระแสน้ำแล้ว เป็นอันสิ้นบาปกันคราวหนึ่ง ถึงปีก็ทำใหม่
       (คำสันสกฤตเดิมเป็น ศิวราตริ แปลว่า “ราตรีของพระศิวะ” พจนานุกรมสันสกฤตว่า ตรงกับแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๓)

ศีล ความประพฤติดีทางกายและวาจา, การรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย, ข้อปฏิบัติสำหรับควบคุมกายและวาจาให้ตั้งอยู่ในความดีงาม, การรักษาปกติตามระเบียบวินัย, ปกติมารยาทที่ปราศจากโทษ, ข้อปฏิบัติในการฝึกหัดกายวาจาให้ดียิ่งขึ้น, ความสุจริตทางกายวาจาและอาชีพ;
       มักใช้เป็นคำเรียกอย่างง่ายสำหรับคำว่า อธิศีลสิกขาา
       (ข้อ ๑ ในไตรสิกขา, ข้อ ๒ ในบารมี ๑๐, ข้อ ๒ ในอริยทรัพย์ ๗, ข้อ ๒ ในอริยวัฑฒิ ๕)

ศีล ๕ สำหรับทุกคน คือ
       ๑. เว้นจากทำลายชีวิต
       ๒. เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้
       ๓. เว้นจากประพฤติผิดในกาม
       ๔. เว้นจากพูดเท็จ
       ๕. เว้นจากของเมา คือ สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท;
       คำสมาทานว่า
           ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
           ๒. อทินฺนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
           ๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
           ๔. มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
           ๕. สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ;
       ดู อาราธนาศีล ด้วย

ศีล ๘ สำหรับฝึกตนให้ยิ่งขึ้นไปโดยรักษาในบางโอกาส หรือมีศรัทธาจะรักษาประจำก็ได้ เช่น แม่ชีมักรักษาประจำ หัวข้อเหมือนศีล ๕ แต่เปลี่ยนข้อ ๓ และเติมข้อ ๖, ๗, ๘ คือ
       ๓. เว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์ คือเว้นจากการร่วมประเวณี
       ๖. เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือเที่ยงแล้วไป
       ๗. เว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรี ดูการเล่นอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ การทัดทรงดอกไม้ ของหอมและเครื่องลูบไล้ ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง
       ๘. เว้นจากที่นอนอันสูงใหญหรูหราฟุ่มเฟือย;
       คำสมาทาน (เฉพาะที่ต่างจากศีล ๕) ว่า
           ๓. อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
           ๖. วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
           ๗. นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนมาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
           ๘. อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ;
       ดู อาราธนาศีล

ศีล ๑๐ สำหรับสามเณร แต่ผู้ใดศรัทธาจะรักษาก็ได้
       หัวข้อเหมือนศีล ๘ แต่แยกข้อ ๗ เป็น ๒ ข้อ (= ๗, ๘) เลื่อนข้อ ๘ เป็น ๙ และเติมข้อ ๑๐ คือ
       ๗. เว้นจากฟ้อนรำ ขับร้อง ฯลฯ
       ๘. เว้นจากการทัดทรงดอกไม้ ฯลฯ
       ๙. เว้นจากที่นอนอันสูงใหญ่ ฯลฯ
       ๑๐. เว้นจากการรับทองและเงิน;
       คำสมาทาน (เฉพาะที่ต่าง) ว่า
           ๗. นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
           ๘. มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
           ๙. อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
           ๑๐. ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ;
       ดู อาราธนาศีล

ศีล ๒๒๗ ศีลสำหรับพระภิกษุ คือ ถือสิกขาบท ๒๒๗ ข้อ ใน ภิกขุปาติโมกข์
       (ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยต ๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๒ ปาฏิเทสนียะ ๔ เสขิยวัตร ๗๕ อธิกรณสมถะ ๗)

ศีล ๓๑๑ ศีลสำหรับพระภิกษุณี คือ ถือสิกขาบท ๓๑๑ ข้อ ใน ภิกขุนีปาติโมกข์
       (ปาราชิก ๘ สังฆาทิเสส ๑๗ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๑๖๖ ปาฏิเทสนียะ ๘ เสขิยวัตร ๗๕ อธิกรณสมถะ ๗)

ศีลธรรม ความประพฤติที่ดีงามทางกายวาจา, ความประพฤติที่ดีที่ชอบ,
       ความสุจริตทางกายวาจาและอาชีวะ;
       โดยทางศัพท์ ศีลธรรม แปลว่า “ธรรมคือศีล” หมายถึงธรรมขั้นศีล หรือธรรมในระดับศีล เพราะศีลเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ในบรรดาธรรมภาคปฏิบัติ ๓ อย่างคือ ศีล สมาธิ และปัญญา ดังนั้น ต่อจากธรรมขั้นศีล จึงมีธรรมขั้นสมาธิ และธรรมขั้นปัญญา;
       ได้มีผู้พยายามแปล ศีลธรรม อีกอย่างหนึ่งว่า “ศีลและธรรม” (ถ้าแปลให้ถูกต้องจริงต้องว่าศีลและธรรมอื่นๆ คือศีลและธรรมอื่นๆ นอกจากศีล เช่น สมาธิ และปัญญา เป็นต้น เพราะศีลก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง) ถ้าแปลอย่างนี้ จะต้องเข้าใจว่าศีลธรรม มิใช่เป็นเพียงความประพฤติดีงามเท่านั้น แต่รวมถึงสมถะวิปัสสนา ขันธ์ ๕ ปฏิจจสมุปบาท ไตรลักษณ์ เป็นต้น ด้วย;
       เทียบ จริยธรรม

ศีลพรต ศีลและพรต,
       หลักความประพฤติทั่วไปที่รักษาเป็นพื้นฐาน ชื่อว่า ศีล
       ข้อที่สมาทานถือเข้มงวดชื่อว่า พรต

ศีลภาวนา ดู ภาวนา

ศีลวัตร ศีลและวัตร,
       หลักความประพฤติทั่วไปอันจะต้องรักษาเป็นพื้นฐานเสมอกัน ชื่อว่า ศีล
       ข้อปฏิบัติจำเพาะเพื่อฝึกฝนให้ประณีตยิ่งขึ้นไป ชื่อว่า วัตร

ศีลวิบัติ ดู สีลวิบัติ

ศีลอุโบสถ คือ ศีล ๘ ที่สมาทานรักษาพิเศษในวันอุโบสถ;
       ดู อุโบสถศีล

ศีลาจาร ศีลและอาจาระ, การปฏิบัติตามพระวินัยบัญญัติ และมารยาททั่วไป;
       นัยหนึ่งว่า
           ศีล คือไม่ต้องอาบัติปาราชิกและสังฆาทิเสส
           อาจาระ คือไม่ต้องอาบัติเบาตั้งแต่ถุลลัจจัยลงมา

ศึกษา การเรียน, การฝึกฝนปฏิบัติ, การเล่าเรียนให้รู้เข้าใจ และฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นคุณสมบัติที่เกิดมีขึ้นในตนหรือให้ทำได้ทำเป็น ตลอดจนแก้ไขปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปจนกว่าจะสมบูรณ์;
       ในการศึกษาทางพระธรรมวินัย นิยมใช้รูปที่เขียนอย่างบาลี คือ “สิกขา”;
       ดู สิกขา

ศุกลปักษ์ “ฝ่ายขาว, ฝ่ายสว่าง” หมายถึง ข้างขึ้น;
       ชุณหปักษ์ ก็เรียก;
       ตรงข้ามกับ กัณหปักษ์ หรือ กาฬปักษ์

ศุภวารฤกษ์ ฤกษ์งามยามดี

ศูทร ชื่อวรรณะที่สี่ ในวรรณะสี่ของคนในชมพูทวีป ตามหลักศาสนาพราหมณ์จัดเป็นชนชั้นต่ำ ได้แก่ พวกทาสและกรรมกร;
       ดู วรรณะ

เศวต สีขาว

เศวตฉัตร ฉัตรขาว, ร่มขาว, พระกลดขาว ซึ่งนับว่าเป็นของสูง

เศวตอัสดร ม้าสีขาว

โศก ความเศร้า, ความมีใจหม่นไหม้, ความแห้งใจ, ความรู้สึกหมองไหม้ใจแห้งผาก เพราะประสบความพลัดพราก หรือสูญเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง
       (บาลี: โสก; สันสกฤต: โศก)

โศกศัลย์ ลูกศรคือความโศก, เป็นทุกข์เดือดร้อนเหมือนถูกลูกศรทิ่มแทง

โศกาลัย ความเศร้าเหี่ยวแห้งใจและความห่วงใย, ทั้งโศกเศร้าทั้งอาลัยหรือโศกเศร้าด้วยอาลัย, ร้องไห้สะอึกสะอื้น (เป็นคำกวีไทยผูกขึ้น)

ส
สกทาคามิผล ผลที่ได้รับจากการละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กับทำ ราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบาง ซึ่งสืบเนื่องมาแต่สกทาคามิมรรค,
       สกิทาคามิผล ก็เขียน

สกทาคามิมรรค ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผล คือความเป็นพระสกทาคามี,
       ญาณ คือความรู้เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กับทำ ราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง,
       สกิทาคามิมรรค ก็เขียน

สกทาคามี พระอริยบุคคลผู้ได้บรรลุสกทาคามิผล,
       สกิทาคามี ก็เขียน

สกสัญญา ความสำคัญว่าเป็นของตน, นึกว่าเป็นของตนเอง

สกา นิรุตติ “ภาษาของตน” มีพุทธบัญญัติห้ามมิให้ยกพุทธพจน์เป็นภาษาพระเวท หรือภาษาสันสกฤต ความว่า “ไม่พึงยกพุทธวจนะขึ้นโดยฉันทัส (ภาษาสันสกฤต) ภิกษุรูปใดยกขึ้น ต้องอาบัติทุกกฏ, ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เรียนพุทธพจน์ ด้วยภาษาของตน”
       (น ภิกฺขเว พุทฺธวจนํ ฉนฺทโส อาโรเปตพฺพํ, โย อาโรเปยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส; อนุชานามิ ภิกฺขเว สกาย นิรุตฺติยา พุทฺธวจนํ ปริยาปุณิตุํ” (วินย. ๗/๑๘๐/๗๐)
       คำว่า ภาษาของตน (สกา นิรุตติ) อรรถกถาไขความว่าคือภาษาของชาวมคธ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส (วินย.อ. ๓/๓๕๑), โดยนัยนี้ จึงจัดภาษาบาลี หรือมาคธิกนี้ว่าเป็นปรากฤต;
       ดู สันสกฤต, ปรากฤต, ฉันทัส

สกุล วงศ์, เชื้อสาย, เผ่าพันธุ์

สงกรานต์ เทศกาลขึ้นปีใหม่อย่างเก่า;
       สงกรานต์ แปลว่า “ย้าย” คือ ดวงอาทิตย์ย้ายราศี วันเวลาที่พระอาทิตย์ย้ายจากราศีหนึ่ง และยกขึ้นสู่อีกราศีหนึ่ง มีทุกเดือน เรียกว่าสงกรานต์เดือน แต่วันที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ คือ ในเดือนเมษายน เรียกเป็นพิเศษว่า “มหาสงกรานต์” คือย้ายครั้งใหญ่ เพราะเป็นวันย้ายเดือนที่ครบรอบปี คือย้ายจากปีเก่า ยกขึ้นสู่ปีใหม่ แต่บัดนี้เมื่อพูดถึงสงกรานต์ ก็หมายถึงมหาสงกรานต์
       การถือเอาวันมหาสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่นั้น เป็นคติจากอินเดียภาคเหนือ ซึ่งต่อจากเหมันต์ เขามีวสันต์ คือ ฤดูใบไม้ผลิ ที่คลายหรือหายหนาว คืนชีวิตใหม่ สดชื่น ร่าเริง สวยงาม
       สงกรานต์ของไทย ตามปกติมี ๓ วัน คือ วันที่ ๑๓, ๑๔ และ ๑๕ เมษายน
           วันที่ ๑๓ คือวันต้น เป็น วันมหาสงกรานต์ (ทางเมืองเหนือเรียกว่าวันสังขารล่อง) เป็นวันขึ้นปีใหม่
           วันที่ ๑๔ คือวันกลาง เป็น วันเนา (ทางเมืองเหนือเรียกว่า วันเน่า) คือ วันอยู่นิ่ง พักผ่อน อยู่บ้าน
           วันที่ ๑๕ คือวันท้าย เป็น วันเถลิงศก หรือพระยาวัน คือ วันขึ้นศักราชใหม่
       ในปีใด พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษในเวลาเลยเที่ยงคืนไปแล้ว สงกรานต์ปีนั้นมี ๔ วัน คือ วันที่ ๑๓-๑๖ เมษายน โดยมีวันกลางระหว่างวันต้นและวันสุดท้าย เป็นวันเนา ๒ วัน
       อนึ่ง ก่อนถึงวันสงกรานต์วันหนึ่ง คือวันที่ ๑๒ เมษายน เป็นวันเตรียมซื้อหาสิ่งของสำหรับทำบุญในวันมหาสงกรานต์ รวมทั้งเตรียมเสื้อผ้าใหม่ๆ ไว้แจก และทำขนมกวน เรียกว่า วันจ่าย
       กิจกรรมต่างๆ ที่เป็นลักษณะพิเศษของวันสงกรานต์ นอกจากการทำบุญตักบาตรและการเล่นสนุกสนาน ต่างๆ แล้ว ก็ได้แก่ การก่อพระเจดีย์ทราย การปล่อยนกปล่อยปลา การบังสุกุลอัฐิ การรดน้ำดำหัว และสรงน้ำพระ

สงคราม การรบกัน,
       เป็นโวหารทางพระวินัย เรียกภิกษุผู้จะเข้าสู่การวินิจฉัยอธิกรณ์ ว่าเข้าสู่สงคราม

สงเคราะห์
       1. การช่วยเหลือ, การเอื้อเฟื้อเกื้อกูล; ดู สังคหวัตถุ
       2. การรวมเข้า, ย่นเข้า, จัดเข้า

สงฆ์ หมู่, ชุมนุม
       1. หมู่สาวกของพระพุทธเจ้า เรียกว่า สาวกสงฆ์ ดังคำสวดในสังฆคุณ ประกอบด้วยคู่บุรุษ ๔ บุรุษบุทคล (รายตัวบุคคล) ๘ เริ่มแต่ท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค จนถึงพระอรหันต์ ต่างจากภิกขุสงฆ์ คือหมู่แห่งภิกษุหรือชุมนุมภิกษุ (ดูความหมาย 2),
           ต่อมา บางทีเรียกอย่างแรกว่า อริยสงฆ์ อย่างหลังว่า สมมติสงฆ์
       2. ชุมนุมภิกษุหมู่หนึ่งตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ซึ่งสามารถประกอบสังฆกรรมได้ตามกำหนดทางพระวินัย ต่างโดยเป็นสงฆ์จตุรวรรคบ้าง ปัญจวรรคบ้าง ทศวรรคบ้าง วีสติวรรคบ้าง,
           ถ้าเป็นชุมนุมภิกษุ ๒ หรือ ๓ รูป เรียกว่า คณะ ถ้ามีภิกษุรูปเดียว เป็น บุคคล

สงฆ์จตุรวรรค สงฆ์พวก ๔ คือ มีภิกษุ ๔ รูปขึ้นไปจึงจะครบองค์กำหนด,
       สงฆ์จตุวรรค ก็เขียน;
       ดู วรรค

สงฆ์ทศวรรค สงฆ์พวก ๑๐ คือ มีภิกษุ ๑๐ รูปขึ้นไป จึงจะครบองค์กำหนด;
       ดู วรรค

สงฆ์ปัญจวรรค สงฆ์พวก ๕ คือ มีภิกษุ ๕ รูปขึ้นไป จึงจะครบองค์กำหนด
       ดู วรรค

สงฆมณฑล ดู สังฆมณฑล

สงฆ์วีสติวรรค สงฆ์พวก ๒๐ คือ มีภิกษุ ๒๐ รูปขึ้นไป จึงจะครบองค์กำหนดที่จะทำสังฆกรรมนั้นได้;
       ดู วรรค

สงสาร
       1. การเวียนว่ายตายเกิด, การเวียนตายเวียนเกิด; ดู สังสาระ
       2. ในภาษาไทยมักหมายถึงรู้สึกในความเดือดร้อนหรือความทุกข์ของผู้อื่น (= กรุณา); ดู กรุณา

สงสารทุกข์ ทุกข์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด, ทุกข์ที่ประสบในภาวะแห่งการว่ายวนอยู่ในกระแสแห่งกิเลส กรรม และวิบาก;
       ดู สังสาระ, สังสารวัฏ, ปฏิจจสมุปบาท

สงสารวัฏ, สงสารวัฏฏ์ วังวนแห่งสงสาร คือ ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า;
       ดู สังสาระ, สังสารวัฏ

สงสารสาคร ห้วงน้ำคือการเวียนว่ายตายเกิด;
       ดู สังสาระ, สังสารวัฏ

สงสารสุทธิ ดู สังสารสุทธิ

สจิตตกะ มีเจตนา, เป็นไปโดยตั้งใจ,
       เป็นชื่อของอาบัติพวกหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยสมุฏฐานมีเจตนา คือ ต้องจงใจทำจึงจะต้องอาบัตินั้น
       เช่น ภิกษุหลอนภิกษุให้กลัวผี ต้องปาจิตตีย์ ข้อนี้เป็นสจิตตกะ คือ ตั้งใจหลอกจึงต้องปาจิตตีย์ แต่ถ้าไม่ได้ตั้งใจจะหลอก ไม่ต้องอาบัติ

สญชัย ดู สัญชัย

สดับปกรณ์ “เจ็ดคัมภีร์” หมายถึง คัมภีร์พระอภิธรรมทั้ง ๗ ในพระอภิธรรมปิฎก
       เขียนเต็มว่า สัตตัปปกรณ์ (ดู ไตรปิฎก)
       แต่ในภาษาไทย คำนี้มีความหมายกร่อนลงมา เป็นคำสำหรับใช้ในพิธีกรรม เรียกกิริยาที่พระภิกษุกล่าวคำพิจารณาสังขาร เมื่อจะชักผ้าบังสุกุลในพิธีศพเจ้านายว่า สดับปกรณ์ ตรงกับที่เรียกในพิธีศพทั่วๆ ไปว่า บังสุกุล (ซึ่งก็เป็นศัพท์ที่มีความหมายกร่อนเช่นเดียวกัน);
       ใช้เป็นคำนาม หมายถึง พิธีสวดมาติกาบังสุกุล ในงานศพ ปัจจุบันใช้เฉพาะศพเจ้านาย

สติ ความระลึกได้, นึกได้, ความไม่เผลอ, การคุมใจไว้กับกิจ หรือกุมจิตไว้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง, จำการที่ทำและคำที่พูดแล้ว แม้นานได้
       (ข้อ ๑ ในธรรมมีอุปการะมาก ๒, ข้อ ๑ ในโพชฌงค์ ๗, ข้อ ๓ ในอินทรีย์ ๕, ข้อ ๓ ในพละ ๕, ข้อ ๖ ในสัทธรรม ๗, ข้อ ๙ ในนาถกรณธรรม ๑๐)

สติปัฏฐาน ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ, ข้อปฏิบัติมีสติเป็นประธาน, การตั้งสติถึงทันไว้โดยปัญญาพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง, การมีสติกำกับดูสิ่งต่างๆ และความเป็นไปทั้งหลาย โดยปัญญารู้เท่าทันตามสภาวะของมัน ไม่ถูกครอบงำด้วยความยินดียินร้าย ที่ทำให้มองเห็นเพี้ยนไปตามอำนาจกิเลส มี ๔ อย่าง คือ
       ๑. กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันกายและเรื่องทางกาย
       ๒. เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันเวทนา
       ๓. จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการของจิต
       ๔. ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันธรรม;
       เรียกสั้นๆ ว่า กาย เวทนา จิต ธรรม;
       ดู โพธิปักขิยธรรม

สติวินัย ระเบียบยกเอาสติขึ้นเป็นหลัก
       ได้แก่ กิริยาที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมติแก่พระอรหันต์ ว่าเป็นผู้มีสติเต็มที่ เพื่อระงับอนุวาทาธิกรณ์ ที่มีผู้โจทท่านด้วยศีลวิบัติ
       หมายความว่า จำเลยเป็นพระอรหันต์ สงฆ์เห็นว่าไม่เป็นฐานะที่จำเลยจะทำการล่วงละเมิดดังโจทก์กล่าวหา จึงสวดกรรมวาจาประกาศความข้อนี้ไว้ เรียกว่าให้สติวินัย แล้วยกฟ้องของโจทก์เสีย
       ภายหลังจำเลยจะถูกผู้อื่นโจทด้วยอาบัติอย่างนั้นอีก ก็ไม่ต้องพิจารณา ให้อธิกรณ์ระงับด้วยสติวินัย

สติสังวร สังวรด้วยสติ (ข้อ ๒ ในสังวร ๕)

สติสมฺโมสา อาการที่จะต้องอาบัติด้วยลืมสติ

สตูป สิ่งก่อสร้างสำหรับบรรจุของควรบูชา
       นิยมเรียก สถูป

สเตกิจฉา อาบัติที่ยังพอเยียวยาหรือแก้ไขได้
       ได้แก่ อาบัติอย่างกลางและอย่างเบา คือตั้งแต่สังฆาทิเสสลงมา;
       คู่กับ อเตกิจฉา

สโตการี “ผู้มีปกติกระทำสติ” คือ เป็นผู้มีสติ เป็นผู้ทำการอันพึงทำด้วยสติ หรือเป็นผู้ทำการด้วยสติที่มาพร้อมด้วยสัมปชัญญะทั้ง ๔;
       ดู สติ, สัมปชัญญะ

สถลมารค ทางบก

สถาปนา ก่อสร้าง, ยกย่องโดยแต่งตั้งให้สูงขึ้น

สถาพร มั่นคง, ยั่งยืน, ยืนยง

สถิต อยู่, ยืนอยู่, ตั้งอยู่

สถูป สิ่งก่อสร้างซึ่งก่อไว้สำหรับบรรจุของควรบูชา เป็นอนุสรณ์ที่เตือนใจให้เกิดปสาทะและกุศลธรรมอื่นๆ
       เช่น พระสารีริกธาตุ อัฐิแห่งพระสาวก หรือกระดูกแห่งบุคคลที่นับถือ
       (บาลี: ถูป, สันสกฤต: สฺตูป);
       ดู ถูปารหบุคคล

สทารสันโดษ ความพอใจด้วยภรรยาของตน,
       ความยินดีเฉพาะภรรยาของตน (ข้อ ๓ ในเบญจธรรม),
       จัดเป็นพรหมจรรย์อย่างหนึ่ง

สนตพาย ร้อยเชือกสำหรับร้อยจมูกควาย ที่จมูกควาย
       (สน = ร้อย, ตพาย = เชือกที่ร้อยจมูกควาย)
       (พจนานุกรมเขียน สนตะพาย)

สนธิ การต่ออักษรที่อยู่ในต่างคำ ให้เนื่องหรือกลืนเข้าเป็นอันเดียวกัน ตามหลักไวยากรณ์แบบบาลีหรือสันสกฤต เช่น
           โย + อยํ = ยฺวายํ,
           ตตฺร + อยํ + อตฺโถ = ตตฺรายมตฺโถ,
           อยํ + เอว + เอส + อิติ = อยเมเวสาติ;
       แม้แต่คำที่เอามารวมกันด้วยสมาสแล้ว ก็อาจจะใช้วิธีสนธินี้เชื่อมอักษรเข้าด้วยกันอีกชั้นหนึ่ง เช่น
           คุณอากร เป็น คุณากร, รูปอารมณ์ เป็น รูปารมณ์,
           ศาสนอุปถัมภ์ เป็น ศาสนูปถัมภ์, วรโอกาส เป็น วโรกาส,
           พุทธโอวาท เป็น พุทโธวาท, อรุณอุทัย เป็น อรุโณทัย;
       เทียบ สมาส

สนาน อาบน้ำ, การอาบน้ำ

สนิทัสสนรูป ดูที่ อนิทัสสนอัปปฏิฆรูป, รูป ๒๘

สนิทัสสนสัปปฏิฆรูป ดูที่ รูป ๒๘

สบง ผ้านุ่งของภิกษุสามเณร,
       คำเดิมเรียก อันตรวาสก;
       ดู ไตรจีวร

สปทานจาริกังคะ องค์แห่งผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับบ้าน คือรับตามลำดับบ้านตามแถวเดียวกัน ไม่รับข้ามบ้านข้ามแถว, เที่ยวบิณฑบาตไปตามตรอก ตามห้องแถว เรียงลำดับเรื่อยไปเป็นแนวเดียวกัน ไม่ข้ามไปเลือกรับที่โน่นที่นี่ตามใจชอบ,
       คำสมาทานว่า “โลลุปฺปจารํ ปฏิกฺขิปามิ, สปทานจาริกงฺคํ สมาทิยามิ”
       แปลว่า “ข้าพเจ้างดการเที่ยวตามใจอยาก สมาทานองค์แห่งผู้—”
       (ข้อ ๔ ในธุดงค์ ๑๓)

สปิณฑะ ผู้ร่วมก้อนข้าว,
       พวกพราหมณ์หมายเอาบุรพบิดร ๓ ชั้น คือ บิดา, ปู่, ทวด ซึ่งเป็นผู้ควรที่ลูกหลานเหลนจะเซ่นด้วยก้อนข้าว;
       คู่กับ สมาโนทก

สพรหมจารี ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน, เพื่อนพรหมจรรย์, เพื่อนบรรพชิต, เพื่อนนักบวช

สภา “ที่เป็นที่พูดร่วมกัน”, ที่ประชุม, สถาบันหรือองค์การอันประกอบด้วยคณะบุคคลซึ่งทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัย หรืออำนวยกิจการ ด้วยการประชุม ปรึกษาหารือออกความคิดเห็นร่วมกัน

สภาค มีส่วนเสมอกัน, เท่ากัน, ถูกกัน, เข้ากันได้, พวกเดียวกัน

สภาคาบัติ ต้องอาบัติอย่างเดียวกัน

สภาพ ภาวะของมันเอง, สภาวะ;
       คำนี้แผลงมาจาก “สภาว” คือสภาวะ แต่เมื่อใช้ในภาษาไทย มีความหมายแปลกไปบ้าง หมายถึงภาวะของสิ่งนั้นๆ ที่เป็นอยู่เป็นไป หรือปรากฏให้รู้เห็น เช่น สภาพดินเสีย สภาพป่าเสื่อมโทรม สภาพความเป็นอยู่แร้นแค้น

สภาวะ ความมีอยู่เป็นอยู่ตามธรรมดาของมัน, สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ตามธรรมดาของมัน, สภาวธรรม;
       บางครั้งใช้ในความหมายเดียวกับ สภาพ

สภาวทุกข์ ทุกข์ตามสภาวะ คือตามภาวะของมันที่เป็นทุกข์ ตรงตามชื่อตามสภาพ ได้แก่ ทุกขทุกข์ คือทุกขเวทนา, ต่างจากทุกข์ชื่ออื่น เช่น วิปริณามทุกข์ ซึ่งเป็นความรู้สึกสุข แต่กลายเป็นทุกข์ เมื่อแปรปรวนไป,
       สภาวทุกข์นี้เป็นทุกข์ที่ชัดในความรู้สึกแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของทุกข์ได้อีกด้วย และพร้อมกันนั้นมันก็เป็นสังขารทุกข์ตามภาวะที่มันเป็นสังขารด้วย;
       บางมติว่าทุกข์ประจำสังขาร คือ ชาติ ชรา มรณะ;
       ดู ทุกขทุกข์, วิปริณามทุกข์, สังขารทุกข์

สภาวธรรม สิ่งที่มีภาวะของมันเอง, สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ตามธรรมดาของมัน

สภิยะ พระเถระผู้ใหญ่ชั้นมหาสาวก เคยเป็นปริพาชกมาก่อน ได้ฟังพระพุทธเจ้าพยากรณ์ปัญหาที่ตนถาม มีความเลื่อมใส ขอบวช หลังจากบวชแล้ว ไม่ช้าก็ได้บรรลุพระอรหัต

สโภชนสกุล สกุลที่กำลังบริโภคอาหารอยู่, ครอบครัวที่กำลังบริโภคอาหารอยู่
       (ห้ามมิให้ภิกษุเข้าไปนั่งแทรกแซง ตามสิกขาบทที่ ๓ แห่งอเจลกวรรค ปาจิตติยกัณฑ์)

สมจารี ผู้ประพฤติสม่ำเสมอ, ประพฤติถูกต้องเหมาะสม;
       คู่กับ ธรรมจารี

สมโจร เป็นใจกับโจร

สมชีวิตา มีความเป็นอยู่พอดี
       คือเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หาได้ ไม่ฝืดเคืองนัก ไม่ฟูมฟายนัก
       (ข้อ ๔ ในทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔)

สมณะ “ผู้สงบ” หมายถึงนักบวชทั่วไป
       แต่ในพระพุทธศาสนา ท่านให้ความหมายจำเพาะ หมายถึงผู้ระงับบาป ได้แก่พระอริยบุคคล และผู้ปฏิบัติเพื่อระงับบาป ได้แก่ผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นพระอริยบุคคล

สมณกุตก์ คนที่ทำอย่างสมณะ, คนแต่งตัวอย่างพระ อรรถกถาบอกว่า (วินย.อ.๑/๔๘๙) โกนศีรษะไว้จุก ใช้ผ้ากาสาวพัสตร์ ผืนหนึ่งนุ่ง อีกผืนหนึ่งพาดบ่า อาศัยวัดอยู่ กินอาหารเหลือจากพระ (ทำนองเป็นตาเถน, เขียนเต็มอย่างบาลีว่า สมณกุตตก)
       สมณกุตก์ในเรื่องที่กล่าวถึงนั้น มีชื่อว่า “มิคลัณฑิก” (วินย. ๑/๑๗๖/๑๒๙; วินย.อ. ๑/๔๘๙)

สมณคุณ คุณธรรมของสมณะ, ความดีที่สมณะควรมี

สมณโคดม คำที่คนทั่วไปหรือคนภายนอกพระศาสนา นิยมใช้เรียกพระพุทธเจ้า
       (เขียนตามเคยชินเป็น สมณะโคดม ก็มี)

สมณพราหมณ์ สมณะและพราหมณ์
       (เคยมีการสันนิษฐานว่า อาจแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า พราหมณ์ผู้เป็นสมณะหรือพราหมณ์ผู้ถือบวช แต่หลักฐานไม่เอื้อ)

สมณวัตต์ ดู สมณวัตร

สมณวัตร หน้าที่ของสมณะ, กิจที่พึงทำของสมณะ, ข้อปฏิบัติของสมณะ

สมณวิสัย วิสัยของสมณะ, ลักษณะที่เป็นอยู่ของสมณะ, ลักษณะที่เป็นอยู่ของผู้สงบ

สมณสัญญา ความสำคัญว่าเป็นสมณะ, ความกำหนดใจไว้ว่าตนเป็นสมณะ, ความสำนึกในความเป็นสมณะของตน

สมณสารูป ความประพฤติอันสมควรของสมณะ

สมณุทเทส, สมณุเทศ สามเณร

สมดึงส-, สมติงส- สามสิบถ้วน, ครบสามสิบ, สามสิบเต็มพอดี (สม [เท่า, ถ้วน, พอดี] + ตึส [สามสิบ]) มักมาในคำว่า สมดึงสบารมี หรือสมติงสบารมี แปลว่า บารมี ๓๐ ครบถ้วน
       ในภาษาเก่าที่มักพูดว่า “บารมีสามสิบทัศ” นั้น ได้ให้ถือกันไปพลางว่า “ทัศ” แปลว่า “ถ้วน” แต่พอจะสันนิษฐานได้ว่า น่าจะเป็นการพูดคำซ้อน กล่าวคือ “สิบ” ในภาษาไทย ตรงกับคำพระว่า “ทัศ” (ทัศ คือ ทศ, บาลีเป็น ทส, แปลว่า สิบ) และบารมีที่มีจำนวนรวมเป็น ๓๐ นั้น แท้จริงแล้วมิใช่ว่ามีบารมี ๓๐ อย่าง แต่เป็นบารมีสิบคือทัศ ๓ ชุด ได้แก่ ทัศบารมี ทัศอุปบารมี และทัศปรมัตถบารมี
       เมื่อพูดว่า “บารมีสามสิบทัศ” จึงคล้ายกับบอกว่า บารมีสามสิบนี้ ที่ว่า ๓๐ นั้น คือ ๓ ทัศ
       (ขอให้สังเกตตัวอย่างข้อความในคัมภีร์ที่กล่าวถึง “สมดึงสบารมี” คือ บารมี ๓ ทัศ เช่นใน อป.อ. ๑/๑๒๓ ที่ว่า “ทสปารมีทสอุปปารมีทสปรมตฺถปารมีนํ วเสน สมตึสปารมี” ซึ่งเหมือนในภาษาไทยพูดว่า “บารมี ๓๐ ถ้วน คือ ๓ ทัศ…”);
       ดู บารมี

สมเด็จ เป็นคำยกย่อง หมายความว่ายิ่งใหญ่ หรือประเสริฐ

สมถะ ธรรมเป็นเครื่องสงบระงับจิต, ธรรมยังจิตให้สงบระงับจากนิวรณูปกิเลส,
       การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ
       (ข้อ ๑ ในกรรมฐาน ๒ หรือภาวนา ๒)

สมถกัมมัฏฐาน กรรมฐานคือสมถะ, งานฝึกจิตให้สงบ;
       ดู กัมมัฏฐาน, สมถะ

สมถขันธกะ ชื่อขันธกะที่ ๔ แห่งจุลวรรค ในพระวินัยปิฎก ว่าด้วยวิธีระงับอธิกรณ์

สมถภาวนา การเจริญสมถกัมมัฏฐานทำจิตให้แน่วแน่เป็นสมาธิ;
       ดู ภาวนา

สมถยานิก ผู้มีสมถะเป็นยาน หมายถึง ผู้เจริญสมถกรรมฐาน จนได้ฌานก่อนแล้วจึงเจริญวิปัสสนาต่อ

สมถวิธี วิธีระงับอธิกรณ์; ดู อธิกรณสมถะ

สมถวิปัสสนา สมถะและวิปัสสนา

สมถาภินิเวส ดู อภินิเวส

สมนุภาสนา การสวดสมนุภาสน์, สวดประกาศห้ามไม่ให้ถือรั้นการอันมิชอบ

สมบัติ ความถึงพร้อม, ความครบถ้วน, ความสมบูรณ์
       1. สิ่งที่ได้ ที่ถึง ด้วยดี, เงินทองของมีค่า, สิ่งที่มีอยู่ในสิทธิอำนาจของตน, ความพรั่งพร้อมสมบูรณ์,
           สมบัติ ๓ ได้แก่
               มนุษยสมบัติ สมบัติในขั้นมนุษย์
               สวรรคสมบัติ สมบัติในสวรรค์ (เทวสมบัติ หรือ ทิพยสมบัติ ก็เรียก) และ
               นิพพานสมบัติ สมบัติคือนิพพาน
       2. ความครบถ้วนของสังฆกรรม เช่น อุปสมบท เป็นต้น ที่จะทำให้สังฆกรรมนั้นถูกต้อง ใช้ได้ มีผลสมบูรณ์ มี ๔ คือ
           ๑. วัตถุสมบัติ วัตถุถึงพร้อม เช่น ผู้อุปสมบทเป็นชายอายุครบ ๒๐ ปี
           ๒. ปริสสมบัติ บริษัทคือที่ประชุมถึงพร้อม สงฆ์ครบองค์กำหนด
           ๓. สีมาสมบัติ เขตชุมนุมถึงพร้อม เช่น สีมามีนิมิตถูกต้องตามพระวินัย และประชุมทำในเขตสีมา
           ๔. กรรมวาจาสมบัติ กรรมวาจาถึงพร้อม สวดประกาศถูกต้องครบถ้วน
               (ข้อ ๔ อาจแยกเป็น ๒ ข้อ คือเป็น
                    ๔. ญัตติสมบัติ ญัตติถึงพร้อม คือคำเผดียงสงฆ์ถูกต้อง
                    ๕. อนุสาวนาสมบัติ อนุสาวนาถึงพร้อม คือคำหารือตกลงถูกต้อง
               รวมเป็นสมบัติ ๕);
       เทียบ วิบัติ

สมบัติของอุบาสก ๕ คือ
       ๑. มีศรัทธา
       ๒. มีศีลบริสุทธิ์
       ๓. ไม่ถือมงคลตื่นข่าว เชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล
       ๔. ไม่แสวงหาเขตบุญนอกหลักพระพุทธศาสนา
       ๕. ขวนขวายในการอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา
       (ข้อ ๕ แปลทับศัพท์ว่า ทำบุพการในพระศาสนานี้,
           แบบเรียนว่า บำเพ็ญบุญแต่ในพุทธศาสนา);
       ดู บุพการ

สมผุส เป็นคำเฉพาะในโหราศาสตร์
       หมายถึง การคำนวณชนิดหนึ่ง เกี่ยวกับโลกและดาวนพเคราะห์เล็งร่วมกัน;
       ดู มัธยม

สมพงศ์ การร่วมวงศ์หรือตระกูลกัน, ร่วมวงศ์กันได้ ลงกันได้

สมเพช ในภาษาไทย ใช้ในความหมายว่า สลดใจ ทำให้เกิดความสงสาร
       แต่ตามหลักภาษาตรงกับ สังเวช

สมโพธิ การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

สมภพ การเกิด

สมภาร เครื่องประกอบ, ความดีหรือความชั่วที่ประกอบหรือสะสมไว้ (เช่นในคำว่า สมภารกรรม และสมภารธรรม), สัมภาระ;
       ในภาษาไทย ใช้เป็นคำเรียกพระที่เป็นเจ้าอาวาส;
       ดู สัมภาระ

สมโภค การกินร่วม; ดู กินร่วม

สมโภช งานฉลองในพิธีมงคลเพื่อความรื่นเริงยินดี

สมมติ การรู้ร่วมกัน, การตกลงกัน, การมีมติร่วมกัน หรือยอมรับร่วมกัน;
       การที่สงฆ์ประชุมกันตกลงมอบหมาย หรือแต่งตั้งภิกษุให้ทำกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ในเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น สมมติภิกษุเป็นผู้ให้โอวาทภิกษุณี สมมติภิกษุเป็นภัตตุเทศก์ เป็นต้น;
       ในภาษาไทย ใช้ในความหมายว่า ตกลงกันว่า ต่างว่า

สมมติเทพ เทวดาโดยสมมติ คือ โดยความตกลงหรือยอมรับร่วมกันของมนุษย์
       ได้แก่ พระราชา พระราชเทวี พระราชกุมาร
       (ข้อ ๑ ในเทพ ๓)

สมมติสัจจะ จริงโดยสมมติ คือ โดยความตกลงหมายรู้ร่วมกันของมนุษย์
       เช่น นาย ก. นาย ข. ช้าง ม้า มด โต๊ะ หนังสือ พ่อ แม่ ลูก เพื่อน เป็นต้น
       ซึ่งเมื่อกล่าวตามสภาวะ หรือโดยปรมัตถ์แล้ว ก็เป็นเพียงสังขาร หรือนามรูป หรือขันธ์ ๕ เท่านั้น;
       ตรงข้ามกับ ปรมัตถสัจจะ

สมรภูมิ ที่ร่วมตาย, สนามรบ

สมสีสี [สะ-มะ-สี-สี] บุคคลผู้สิ้นอาสวะพร้อมกับสิ้นชีวิต คือ บรรลุอรหัตตผล ในขณะเดียวกับที่สิ้นชีวิต;
       นี้เป็นความหมายหลักตามพระบาลี แต่ในมโนรถปูรณี อรรถกถาแห่งอังคุตตรนิกาย ให้ความหมาย สมสีสี ว่าเป็นการสิ้นอาสวะ พร้อมกับสิ้นอย่างอื่นอันใดอันหนึ่งใน ๔ อย่าง
       และแสดงสมสีสีไว้ ๔ ประเภท คือ
           ผู้สิ้นอาสวะพร้อมกับหายโรค เรียกว่า โรคสมสีสี
           ผู้สิ้นอาสวะพร้อมกับที่เวทนาซึ่งกำลังเสวยอยู่สงบระงับไป เรียกว่า เวทนาสมสีสี
           ผู้สิ้นอาสวะพร้อมกับการสิ้นสุดของอิริยาบถอันใดอันหนึ่ง เรียกว่า อิริยาบถสมสีสี
           ผู้สิ้นอาสวะพร้อมกับการสิ้นชีวิต เรียกว่า ชีวิตสมสีสี;
       อย่างไรก็ดี ในอรรถกถาแห่งปุคคลบัญญัติ เป็นต้น แสดงสมสีสีไว้ ๓ ประเภท และอธิบายต่างออกไปบ้าง ไม่ขอนำมาแสดงในที่นี้ เพราะจะทำให้ฟั่นเฝือ

สมังคี ผู้พรั่งพร้อม, ผู้พร้อม (ด้วย…), ผู้ประกอบ (ด้วย…);
       มักใช้เป็นบทท้ายในคำสมาส เช่น กุศลสมังคี (ผู้ประกอบด้วยกุศล) โทสสมังคี (ผู้ประกอบด้วยโทสะ) มรรคสมังคี (ผู้ประกอบด้วยมรรค คือ ตั้งอยู่ในมรรค เช่น ในโสดาปัตติมรรค) ผลสมังคี (ผู้ประกอบด้วยผล คือ ได้บรรลุผล เช่น ถึงโสดาปัตติผล เป็นโสดาบัน เป็นต้น)

สมันตจักขุ จักษุรอบคอบ, ตาเห็นรอบ
       ได้แก่พระสัพพัญญุตญาณ อันหยั่งรู้ธรรมทุกประการ เป็นคุณสมบัติพิเศษของพระพุทธเจ้า
       (ข้อ ๕ ในจักขุ ๕)

สมันตปาสาทิกา ชื่อคัมภีร์อรรถกถาอธิบายความในพระวินัยปิฎก
       พระพุทธโฆสาจารย์แปลและเรียบเรียงขึ้นเป็นภาษาบาลี เมื่อ พ.ศ. ใกล้จะถึง ๑๐๐๐ โดยอาศัยอรรถกถาภาษาสิงหฬที่มีอยู่ก่อน คือใช้คัมภีร์มหาอัฏฐกถา เป็นหลัก พร้อมทั้งปรึกษาคัมภีร์ มหาปัจจรี และ กุรุนที เป็นต้นด้วย;
       ดู โปราณัฏฐกถา, อรรถกถา

สมัย คราว, เวลา; ลัทธิ; การประชุม; การตรัสรู้

สมาคม การประชุม, การเข้าร่วมพวกร่วมคณะ

สมาจาร ความประพฤติที่ดี;
       มักใช้ในความหมายที่เป็นกลางๆ ว่า ความประพฤติ โดยมีคำอื่นประกอบขยายความ
       เช่น กายสมาจาร วจีสมาจาร ปาปสมาจาร เป็นต้น

สมาทปนา การให้สมาทาน หรือชวนให้ปฏิบัติ คือ อธิบายให้เห็นว่าเป็นความจริง ดีจริงจนใจยอมรับที่จะนำไปปฏิบัติ;
       เป็นลักษณะอย่างหนึ่งของการสอนที่ดี
       (ข้อก่อนคือ สันทัสสนา, ข้อต่อไปคือ สมุตเตชนา)

สมาทาน การถือเอารับเอาเป็นข้อปฏิบัติ, การถือปฏิบัติ เช่น สมาทานศีล คือรับเอาศีลมาปฏิบัติ

สมาทานวัตร ดู ขึ้นวัตร

สมาทานวิรัติ การเว้นด้วยการสมาทาน คือ ได้สมาทานศีลไว้ก่อนแล้ว เมื่อประสบเหตุที่จะให้ทำความชั่ว ก็งดเว้นได้ตามที่สมาทานนั้น
       (ข้อ ๒ ในวิรัติ ๓)

สมาธิ ความมีใจตั้งมั่น, ความตั้งมั่นแห่งจิต, การทำให้ใจสงบแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน, ภาวะที่จิตตั้งเรียบแน่วอยู่ในอารมณ์คือสิ่งอันหนึ่งอันเดียว,
       มักใช้เป็นคำเรียกง่ายๆ สำหรับอธิจิตตสิกขา;
       ดู เอกัคคตา, อธิจิตตสิกขา
       (ข้อ ๒ ในไตรสิกขา, ข้อ ๔ ในอินทรีย์ ๕, ข้อ ๔ ในพละ ๕, ข้อ ๖ ในโพชฌงค์ ๗)

สมาธิ ๒ คือ
       ๑. อุปจารสมาธิ สมาธิจวนเจียน หรือสมาธิเฉียดๆ
       ๒. อัปปนาสมาธิ สมาธิแน่วแน่

สมาธิ ๓ คือ
           ๑. สุญญตสมาธิ
           ๒. อนิมิตตสมาธิ
           ๓. อัปปณิหิตสมาธิ;
       อีกหมวดหนึ่ง ได้แก่
           ๑. ขณิกสมาธิ
           ๒. อุปจารสมาธิ
           ๓. อัปปนาสมาธิ

สมาธิกถา ถ้อยคำที่ชักชวนให้ทำใจให้สงบตั้งมั่น
       (ข้อ ๗ ในกถาวัตถุ ๑๐)

สมาธิขันธ์ หมวดธรรมจำพวกสมาธิ เช่น ฉันทะ วิริยะ จิตตะ ชาคริยานุโยค กายคตาสติ เป็นต้น

สมานกาล เวลาปัจจุบัน

สมานฉันท์ มีฉันทะเสมอกัน, มีความพอใจร่วมกัน, พร้อมใจกัน,
       มีความต้องการที่จะทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตรงกันหรือเสมอเหมือนกัน ในทางที่ร้ายหรือดีก็ได้,
       ในทางร้าย เช่น หญิงและชายที่มีสมานฉันท์ในการประกอบกาเมสุมิจฉาจาร (เป็นตัวอย่างที่ท่านใช้ในการอธิบายบ่อยที่สุด) และหมู่คนร้ายที่มีสมานฉันท์ในการทำโจรกรรม
       ส่วนในทางดี เช่น หมู่คนดีมีสมานฉันท์ที่จะไปทำบุญร่วมกัน เช่น ไปจัดปรับถนนหนทาง สร้างสะพาน ขุดสระ ปลูกสวน สร้างศาลาพักร้อน ให้ทาน รักษาศีล (ชา.อ. ๑/๒๙๙ เป็นตัวอย่างเด่น) เด็กกลุ่มหนึ่งมีสมานฉันท์ที่จะบรรพชา ภิกษุหลายรูปมีสมานฉันท์ที่จะถือปฏิบัติธุดงค์ข้อนั้นข้อนี้,
       คนผู้มีสมานฉันท์ในทางร้ายนั้น ไม่ต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองพิจารณา เพียงชอบใจอยากทำก็ประกอบกรรมไปตามอำนาจของราคะ หรือโลภะ โทสะ และโมหะ
       ส่วนคนที่จะมีสมานฉันท์ในทางดีเบื้องแรกมองเห็นด้วยปัญญาแล้วว่า กรรมนั้นดีงามเป็นประโยชน์มีเหตุผล ควรทำ จึงเกิดฉันทะคือความพอใจใฝ่ปรารถนาที่จะทำ โดยเข้าใจตรงกัน และพอใจเหมือนกัน ร่วมด้วยกัน;
       ดู ฉันทะ

สมานลาภสีมา แดนมีลาภเสมอกัน ได้แก่เขตที่สงฆ์ตั้งแต่ ๒ อาวาสขึ้นไปทำกติกากันไว้ว่า ลาภเกิดขึ้นในอาวาสหนึ่ง สงฆ์อีกอาวาสหนึ่งมีส่วนได้รับแจกด้วย;
       ดู กติกา

สมานสังวาส มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมเสมอกัน,
       ผู้ร่วมสังวาส หมายถึง ภิกษุสงฆ์ผู้สามัคคีร่วมอุโบสถสังฆกรรมกัน;
       เหตุให้ภิกษุผู้แตกกันออกไปแล้วกลับเป็นสมานสังวาสกันได้อีก มี ๒ อย่าง คือ
       ๑. ทำตนให้เป็นสมานสังวาสเอง คือ สงฆ์ปรองดองกันเข้าได้
           หรือภิกษุนั้นแตกจากหมู่แล้วกลับเข้าหมู่เดิม
       ๒. สงฆ์ระงับอุกเขปนียกรรมที่ลงโทษภิกษุนั้น แล้วรับเข้าสังวาสตามเดิม

สมานสังวาสสีมา แดนมีสังวาสเสมอกัน, เขตที่กำหนดความพร้อมเพรียง และสิทธิในการเข้าอุโบสถปวารณาและสังฆกรรมด้วยกัน

สมานัตตตา “ความเป็นผู้มีตนเสมอ” หมายถึง การทำตัวให้เสมอสมาน เข้ากันได้ ด้วยการเอาตัวเข้าร่วม ร่วมกิจ ร่วมการงาน ร่วมสุขร่วมทุกข์ ไม่ถือตัว มีความเสมอภาค และวางตัวเหมาะสม
       (ข้อ ๔ ในสังคหวัตถุ ๔)

สมานาจริยกะ ภิกษุผู้ร่วมพระอาจารย์เดียวกัน

สมานาสนิก ผู้ร่วมอาสนะกัน
       หมายถึง ภิกษุผู้มีพรรษารุ่นราวคราวเดียวกัน อ่อนแก่กว่ากันไม่ถึง ๓ พรรษา นั่งร่วมอาสนะเตียงตั่งเดียวกัน ๒ รูปได้;
       เทียบ อสมานาสนิก; ดู อาสนะ

สมานุปัชฌายกะ ภิกษุผู้ร่วมพระอุปัชฌายะเดียวกัน

สมาโนทก ผู้ร่วมน้ำ,
       ตามธรรมเนียมพราหมณ์ หมายถึง บุรพบิดรพ้นจากทวดขึ้นไปก็ดี ญาติผู้มิได้สืบสายตรงก็ดี ซึ่งเป็นผู้พึงได้รับน้ำกรวด;
       คู่กับ สปิณฑะ

สมาบัติ ภาวะสงบประณีตซึ่งพึงเข้าถึง;
       สมาบัติมีหลายอย่าง เช่น ฌานสมาบัติ ผลสมาบัติ อนุปุพพวิหารสมาบัติ เป็นต้น
       สมาบัติที่กล่าวถึงบ่อยคือ ฌานสมาบัติ กล่าวคือ สมาบัติ ๘ อันได้แก่ รูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔
       ถ้าเพิ่มนิโรธสมาบัติ ต่อท้ายสมาบัติ ๘ นี้ รวมเรียกว่า อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙

สมาส [สะ-หฺมาด] การนำเอาศัพท์ ๒ ศัพท์ขึ้นไปมาต่อรวมกันโดยมีความหมายเชื่อมโยงเป็นคำเดียว ตามหลักไวยากรณ์แบบบาลีหรือสันสกฤต เช่น ธรรม + ราชา เป็น ธรรมราชา, อาณา + จักร เป็น อาณาจักร, กุศล + เจตนา เป็น กุศลเจตนา;
       สมาสต่างกับสนธิ กล่าวคือ สนธิ เอาคำมาต่อกัน โดยเชื่อมตัวอักษรให้อ่านหรือเขียนกลมกลืนเข้ากันเป็นคำเดียว เช่น ปญฺจ + อิเม เป็น ปญฺจิเม, แต่ สมาส เอาคำมาต่อกัน โดยเชื่อมความหมายให้เนื่องเป็นคำเดียวกัน เช่น ปญฺจ + นที เป็น ปญฺจนที;
       เทียบ สนธิ

สมุจจยขันธกะ ชื่อขันธกะที่ ๓ ในจุลวรรคแห่งพระวินัยปิฎก ว่าด้วยวุฏฐานวิธีบางเรื่อง

สมุจเฉท การตัดขาด

สมุจเฉทปหาน การละกิเลสได้โดยเด็ดขาดด้วยอริยมรรค

สมุจเฉทวิมุตติ หลุดพ้นด้วยตัดขาด ได้แก่ พ้นจากกิเลสด้วยอริยมรรค กิเลสเหล่านั้นขาดเด็ดไป ไม่กลับเกิดขึ้นอีก เป็นโลกุตตรวิมุตติ
       (ข้อ ๓ ในวิมุตติ ๕)

สมุจเฉทวิรัติ การเว้นด้วยตัดขาด หมายถึงการเว้นความชั่วได้เด็ดขาดของพระอริยเจ้า เพราะไม่มีกิเลสที่จะเป็นเหตุให้ทำความชั่วนั้นๆ
       (ข้อ ๓ ในวิรัติ ๓)

สมุฏฐาน ที่เกิด, ที่ตั้ง, เหตุ;
       ทางที่เกิดอาบัติ โดยตรงมี ๔ คือ
           ๑. ลำพังกาย
           ๒. ลำพังวาจา
           ๓. กายกับจิต
           ๔. วาจากับจิต
       และที่ควบกันอีก ๒ ก็คือ
           ๑. กายกับวาจา
           ๒. กายกับวาจากับทั้งจิต

สมุตเตชนา การทำให้อาจหาญ คือ เร้าใจให้แกล้วกล้า ปลุกใจให้คึกคัก เกิดความกระตือรือร้น มีกำลังใจแข็งขัน มั่นใจที่จะทำให้สำเร็จ ไม่กลัวเหน็ดเหนื่อยหรือยากลำบาก;
       เป็นลักษณะอย่างหนึ่งของการสอนที่ดี
       (ข้อก่อนคือ สมาทปนา, ข้อสุดท้ายคือ สัมปหังสนา)

สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์
       ได้แก่ ตัณหา คือความทะยานอยาก
       เช่น อยากได้นั่นได้นี่ อยากเป็นโน่นเป็นนี่ อยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่
       (ข้อ ๒ ในอริยสัจจ์ ๔); ดู ตัณหา

สโมธานปริวาส ปริวาสแบบประมวลเข้าด้วยกัน
       คือ ปริวาสที่ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสต่างคราว มีจำนวนวันปิดต่างกันบ้าง ไม่ต่างบ้าง ปรารถนาจะออกจากอาบัตินั้น จึงอยู่ปริวาสโดยประมวลอาบัติ และราตรีเข้าด้วยกัน จำแนกเป็น ๓ อย่าง คือ
       ๑. โอธานสโมธาน สำหรับอาบัติมากกว่าหนึ่งแต่ปิดไว้นานเท่ากัน เช่น ต้องอาบัติ ๒ คราว ปิดไว้คราวละ ๕ วัน ประมวลเข้าด้วยกัน อยู่ปริวาส ๕ วัน
       ๒. อัคฆสโมธาน สำหรับอาบัติมากกว่าหนึ่งและปิดไว้นานไม่เท่ากัน เช่น ต้องอาบัติ ๓ คราว ปิดไว้ ๓ วันบ้าง ๕ วันบ้าง ๗ วันบ้าง ประมวลเข้าด้วยกัน อยู่ปริวาสเท่าจำนวนวันที่มากที่สุด (คือ ๗ วัน)
       ๓. มิสสกสโมธาน สำหรับอาบัติที่ต่างวัตถุกัน (เช่น กายสังสัคคะก็มี ทุฏฐุลลวาจาก็มี สัญจริตตะก็มี) มีวันปิดเท่ากันบ้าง ไม่เท่ากันบ้าง ประมวลเข้าด้วยกัน อยู่ปริวาสรวมเป็นคราวเดียว

สยัมภู พระผู้เป็นเอง คือตรัสรู้ได้เอง โดยไม่มีใครสั่งสอน หมายถึงพระพุทธเจ้า

สยัมภูญาณ ญาณของพระสยัมภู, ปรีชาหยั่งรู้ของพระสยัมภู

สยามนิกาย
       1. นิกายสยาม หมายถึง พวกพระไทย เรียกชื่อโดยสัญชาติ
       2. ดู สยามวงศ์

สยามวงศ์ ชื่อนิกายพระสงฆ์ลังกาที่บวชจากพระสงฆ์สยาม (คือพระสงฆ์ไทย) ในสมัยอยุธยา ซึ่งพระอุบาลีเป็นหัวหน้าไปประดิษฐาน ใน พ.ศ. ๒๒๙๖

สรณะ ที่พึ่ง, ที่ระลึก

สรณคมน์ การถึงสรณะ, การยึดเอาเป็นที่พึ่งที่ระลึก, หมายถึง การถึงรัตนะทั้งสาม (พระรัตนตรัย) คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึก; เรียกว่า สรณาคมน์ บ้างก็มี (ในภาษาไทย บางทีพูดว่า “ไตรสรณคมน์” หรือแม้แต่ “ไตรสรณาคมน์” ก็มี แต่ในคัมภีร์ทั้งหลาย ใช้เพียงว่า “สรณคมน์”)
       คำถึงสรณะ ว่าดังนี้: “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ” (ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ), “ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ” (ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเป็นสรณะ), “สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ” (ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ);
       “ทุติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ” (ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแม้ครั้งที่ ๒), “ทุติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ, ทุติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ”;
       “ตติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ” (ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแม้ครั้งที่ ๓), “ตติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ, ตติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ”
       การถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ทำให้เรามีเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิต มีหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ มีแหล่งที่สาดส่องให้แสงสว่างแห่งปัญญา ทำให้เกิดความมั่นใจ อบอุ่นใจ ปลอดภัย หายหวาดกลัว หายขุ่นมัวเศร้าหมอง มีจิตใจเบิกบานผ่องใส เกิดความเข้มแข็งที่จะทำความดีงามทำประโยชน์ให้สำเร็จ เป็นการได้กัลยาณมิตรสูงสุด ที่จะชี้นำให้หยุดยั้งถอนตนจากบาป ให้ก้าวไปในกุศล พ้นจากอบาย บรรลุภูมิที่สูงขึ้นไป จนถึงความสุขแท้ที่เป็นอิสระไร้ทุกข์ทั้งปวง ทั้งนี้ จะต้องมีศรัทธาถูกต้อง ที่ประกอบด้วยปัญญา นับถือโดยมีความรู้ความเข้าใจชัดเจนและมั่นใจ มิให้สรณคมน์นั้นเศร้าหมองด้วยความไม่รู้หรือเข้าใจผิดเพี้ยนหลงงมงายหรือไม่ใส่ใจ;
       ดู รัตนตรัย

สรณคมนอุปสัมปทา วิธีอุปสมบทด้วยการเปล่งวาจาถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ
       เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระสาวกใช้อุปสมบทกุลบุตรในตอนปฐมโพธิกาล
       ต่อมา เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรมแล้ว การบวชด้วยสรณคมน์ ก็ใช้สำหรับบรรพชาสามเณรสืบมา;
       ติสรณคมนูปสัมปทา ก็เรียก;
       ดู อุปสัมปทา

สรณตรัย ที่พึ่งทั้งสาม คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์;
       ดู รัตนตรัย, สรณคมน์

สรทะ, สรทกาล, สรทฤดู, สรทสมัย ฤดูท้ายฝน, ฤดูสารท,
       ฤดูใบไม้ร่วง (แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒) เป็นฤดูที่มีสภาพอากาศสดใส ยามฝนตก ก็เป็นฝนเม็ดโต โดยทั่วไปอากาศโปร่งแจ่มใส ปราศจากเมฆหมอก ดวงอาทิตย์ลอยเด่น แผดแสงกล้า ท้องฟ้าสว่างแจ่มจ้า ยามราตรี ดาวพระศุกร์ส่องแสงสกาว มีพุทธพจน์ตรัสถึงบ่อยครั้ง ในข้อความอุปมาอุปไมยต่างๆ;
       ดู มาตรา

สรภังคะ นามของศาสดาคนหนึ่งในอดีต เป็นพระโพธิสัตว์ มีคุณสมบัติ คือ เป็นผู้ปราศจากราคะในกามทั้งหลาย ได้ประกาศคำสอน มีศิษย์จำนวนมากมาย

สรภัญญะ [สะ-ระ-พัน-ยะ, สอ-ระ-พัน-ยะ] “การกล่าว[ธรรม] ด้วยเสียง” (หรือ “[ธรรม] อันพึงกล่าวด้วยเสียง”) คือ ใช้เสียงเป็นเครื่องกล่าวหรือบอกธรรม
       หมายความว่า แทนที่จะกล่าวบรรยายอธิบายธรรมด้วยถ้อยคำ อย่างที่เรียกว่า “ธรรมกถา” ก็เอาเสียงที่ตั้งใจเปล่งออกไปอย่างประณีตบรรจง ด้วยจิตเมตตา และเคารพธรรม อันชัดเจน เรียบรื่น กลมกลืน สม่ำเสมอ เป็นทำนองไพเราะ นุ่มนวล ชวนฟัง มาเป็นสื่อ เพื่อนำธรรมที่มีอยู่เป็นหลัก หรือที่เรียบเรียงไว้ดีแล้ว ออกไปให้ถึงใจของผู้สดับ,
       สรภัญญะเป็นวิธีกล่าวธรรมเป็นทำนอง ให้มีเสียงไพเราะน่าฟังในระดับที่เหมาะสม ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลาย ตามเรื่องว่า (วินย. ๗/๑๙-๒๑/๘-๙)
       ครั้งหนึ่ง ที่เมืองราชคฤห์ มีมหรสพบนยอดเขา (คิรัคคสมัชชะ) พวกพระฉัพพัคคีย์ไปเที่ยวดู ชาวบ้านติเตียนว่า ไฉนพระสมณะศากยบุตรจึงได้ไปดูการฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรี เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม เมื่อความทราบถึงพระพุทธเจ้า จึงได้ทรงประชุมสงฆ์ และบัญญัติสิกขาบทมิให้ภิกษุไปดูการฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรี,
       อีกคราวหนึ่ง พวกพระฉัพพัคคีย์นั้น สวดธรรมด้วยเสียงเอื้อนยาวอย่างเพลงขับ ชาวบ้านติเตียนว่า ไฉนพระสมณะศากยบุตรเหล่านี้จึงสวดธรรมด้วยเสียงเอื้อนยาวเป็นเพลงขับเหมือนกับพวกเรา ความทราบถึงพระพุทธเจ้า ก็ทรงประชุมสงฆ์ชี้แจงโทษของการสวดเช่นนั้น และได้ทรงบัญญัติมิให้ภิกษุสวดธรรมด้วยเสียงเอื้อนยาวอย่างเพลงขับ,
       ต่อมา ภิกษุทั้งหลายขัดจิตข้องใจในสรภัญญะ จึงกราบทูลความแด่พระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสรภัญญะ” (อนุชานามิ ภิกฺขเว สรภญฺญํ.)
       มีเรื่องราวมากหลายที่แสดงว่า สรภัญญะนี้เป็นที่นิยมในพุทธบริษัท ดังตัวอย่างเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า ว่า (วินย. ๕/๒๐/๓๓; ขุ.อุ. ๒๕/๑๒๒/๑๖๕) เมื่อครั้งพระโสณะกุฏิกัณณะ ชาวถิ่นไกลชายแดนในอวันตีทักขิณาบถ เพิ่งบวชได้ ๑ พรรษา ก็ลาพระอุปัชฌาย์เดินทางมาเฝ้าที่พระเชตวนารามในกรุงสาวัตถี พอผ่านราตรีแรกได้พักผ่อนมาจนตื่น ใกล้รุ่งสว่าง พระพุทธเจ้าตรัสให้เธอกล่าวธรรมตามถนัด (ดังจะทรงดูว่าเธอได้ศึกษาเล่าเรียนมีความรู้มาเพียงใด) พระโสณะกุฏิกัณณะได้กล่าวพระสูตรทั้งหมดในอัฏฐกวัคค์ (๑๖ สูตร, ขุ.สุ. ๒๕/๔๐๘-๔๒๓/๔๘๔-๕๒๓) เป็นสรภัญญะ จบแล้ว พระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนา ประทานสาธุการว่า เธอได้เรียนมาอย่างดี เจนใจเป็นอย่างดี และทรงเนื้อความไว้ถูกถ้วนดี อีกทั้งเป็นผู้มีวาจางาม สละสลวย คล่อง ไม่พลาด ทำอัตถะให้แจ่มแจ้ง,
       ในคัมภีร์บางแห่งกล่าวว่า สรภัญญะมีวิธีหรือทำนองสวดถึง ๓๒ แบบ จะเลือกแบบใดก็ได้ตามปรารถนา (อง.ฏี. ๓/๔๒๑/๙๕) แต่สรภัญญะนี้มิใช่การสวดเอื้อนเสียงยาวอย่างเพลงขับ (อายตกะคีตสร) ที่ทำเสียงยาวเกินไปจนทำให้อักขระเสีย คือผิดพลาดไป สรภัญญะมีลักษณะสำคัญที่ว่า ต้องไม่ทำให้อักขระผิดพลาดคลาดเคลื่อน แต่ให้บทและพยัญชนะกลมกล่อม ว่าตรงลงตัว ไม่คลุมเครือ ไพเราะ แต่ไม่มีวิการ (อาการผิดแปลกหรือไม่เหมาะสม) ดำรงสมณสารูป
       โดยนัยที่กล่าวมา จึงถือว่าสรภัญญะเป็นวิธีแสดงและศึกษาหรือสอนธรรมอีกอย่างหนึ่ง เพิ่มจากวิธีอื่น เช่น ธรรมกถา และการถามตอบปัญหา, บางทีก็พูดอย่างกว้างๆ รวมสรภัญญะ เข้าเป็นธรรมกถาอย่างหนึ่ง ดังที่คัมภีร์ยุคหลังๆ บางแห่งบันทึกไว้ถึงธรรมกถา ๒ แบบ คือ แบบที่ ๑ ภิกษุรูปแรกสวดตัวคาถาหรือพระสูตรเป็นสรภัญญะให้จบไปก่อน แล้วอีกรูปหนึ่งเป็นธรรมกถึกกล่าวธรรมอธิบายคาถาหรือพระสูตรที่รูปแรกสวดไปแล้วนั้นให้พิสดาร แบบนี้เรียกว่า สรภาณธรรมกถา และแบบที่ ๒ สวดพระสูตรเป็นต้นนั้นไปอย่างเดียวตลอดแต่ต้นจนจบ เรียกว่า สรภัญญธรรมกถา (สํ.ฏี.๑/๓๙/๘๙);
       สรภัญญะนี้ เมื่อปฏิบัติโดยชอบ ตั้งเจตนากอปรด้วยเมตตา มีความเคารพธรรม กล่าวออกมา ก็เป็นทั้งธรรมทาน และเป็นสัทททาน (ให้ทานด้วยเสียงหรือให้เสียงเป็นทาน) พร้อมทั้งเป็นเมตตาวจีกรรม
       ในภาษาไทย เรียกทำนองอย่างที่สืบกันมาในการสวดคาถาหรือคำฉันท์ว่า “สรภัญญะ” คือ สรภัญญะกลายเป็นชื่อของทำนองหนึ่งที่ใช้ในการสวดสรภัญญะ

สรภู แม่น้ำใหญ่สายสำคัญลำดับที่ ๔ ในมหานที ๕ ของชมพูทวีป ไหลผ่านเมืองสำคัญ คือ สาเกต, ปัจจุบัน สรภูไม่เป็นที่รู้จักทั่วไป มีชื่อในภาษาสันสกฤตว่า สรยู และไหลเข้าไปรวมกับแม่น้ำ Ghaghara ซึ่งเป็นแควหนึ่งของแม่น้ำคงคา จึงเรียกชื่อรวมเป็น Ghaghara ไปด้วย;
       ดู มหานที ๕

สรร เลือก, คัด

สรรค์ สร้าง

สรรพ ทั้งปวง, ทั้งหมด, ทุกสิ่ง

สรรพางค์ ทุกๆ ส่วนแห่งร่างกาย, ร่างกายทุกๆ ส่วน

สรรเพชญ ผู้รู้ทั่ว, ผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง หมายถึงพระพุทธเจ้า (= สัพพัญญู)

สรีระ ร่างกาย

สรีรยนต์ เครื่องยนต์คือร่างกาย

สรีราพยพ ส่วนของร่างกาย, อวัยวะในร่างกาย

สลาก เครื่องหมายหรือวัตถุที่ใช้ในการเสี่ยงโชค
       เช่น สลากภัต ก็ได้แก่อาหารที่เขาถวายสงฆ์โดยเขียนชื่อเจ้าภาพลงในกระดาษใบละชื่อ ม้วนรวมคละกันเข้าแล้วให้ภิกษุทั้งหลายจับตามลำดับพรรษากันมา หรือเขียนเลขหมายไว้ที่ของจำนวนหนึ่ง ภิกษุจับได้สลากของผู้ใดก็ได้รับอาหารของทายกนั้น;
       ฉลาก ก็เรียก

สลากภัต อาหารถวายตามสลาก หมายถึงเอาสังฆภัตอันทายกเข้ากันถวาย ต่างคนต่างจัดมา เป็นของต่างกัน เขามักทำในเทศกาลที่ผลไม้เผล็ดแล้วถวายพระด้วยวิธีจับสลาก;
       ดู สลาก

ส่วนข้างปลายทั้งสอง อดีต กับอนาคต

ส่วนท่ามกลาง ในประโยคว่า “ไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง” ปัจจุบัน

สวนานุตตริยะ การสดับที่ยอดเยี่ยม เช่น ได้สดับธรรมของพระพุทธเจ้า
       (ข้อ ๒ ในอนุตตริยะ ๖)

สวรรค์ แดนอันแสนดีเลิศล้ำด้วยกามคุณ ๕,
       โลกของเทวดา ตามปกติหมายถึงกามาพจรสวรรค์ (สวรรค์ที่ยังเกี่ยวข้องกับกาม) ๖ ชั้น
       คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี

สวรรคต “ไปสู่สวรรค์” คือ ตาย
       (ใช้สำหรับพระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระยุพราช สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และพระบรมราชวงศ์ที่ทรงได้รับพระราชทานฉัตร ๗ ชั้น)

สวัสดิ์, สวัสดี ความดีงาม, ความเจริญรุ่งเรือง, ความปลอดโปร่ง, ความปลอดภัยไร้อันตราย

สวัสดิมงคล มงคล คือ ความสวัสดี

สวากขาตธรรม ธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว

สวากขาตนิยยานิกธรรม ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว อันนำผู้ประพฤติตามออกไปจากทุกข์

สฺวากฺขาโต (พระธรรมอันพระผู้มีพระภาค) ตรัสดีแล้ว
       คือ ตรัสไว้เป็นความจริง ไม่วิปริต งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด สัมพันธ์สอดคล้องกันทั่วตลอด ประกาศพรหมจริยะคือทางดำเนินชีวิตอันประเสริฐ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง
       (ข้อ ๑ ในธรรมคุณ ๖)

สวาธยาย ดู สาธยาย

สวิญญาณกะ สิ่งที่มีวิญญาณ ได้แก่ สัตว์ต่างๆ เช่น แพะ แกะ สุกร โค กระบือ เป็นต้น;
       เทียบ อวิญญาณกะ

สสังขารปรินิพพายี พระอนาคามีผู้จะปรินิพพานด้วยต้องใช้ความเพียร;
       ดู อนาคามี

สสังขาริก “เป็นไปกับด้วยการชักนำ”, มีการชักนำ ใช้แก่จิตที่คิดดีหรือชั่ว โดยถูกกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก มิใช่เริ่มขึ้นเอง จึงมีกำลังอ่อน;
       ตรงข้ามกับ อสังขาริก

สหคตทุกข์ ทุกข์ไปด้วยกัน, ทุกข์กำกับ ได้แก่ทุกข์ที่พ่วงมาด้วยกันกับผลอันไพบูลย์ มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็นต้น แต่ละอย่างย่อมพัวพันด้วยทุกข์

สหชาต, สหชาติ “ผู้เกิดร่วมด้วย” หมายถึง บุคคล (ตลอดจนสัตว์และสิ่งของ) ที่เกิดร่วมวันเดือนปีเดียวกัน อย่างเพลา หมายถึง ผู้เกิดร่วมปีกัน;
       ตำนานกล่าวว่า เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูตินั้น มีสหชาต ๗
       คือ พระมารดาของเจ้าชายราหุล (เจ้าหญิงยโสธรา หรือพิมพา) พระอานนท์ นายฉันนะ อำมาตย์กาฬุทายี ม้ากัณฐกะ ต้นมหาโพธิ์ และขุมทรัพย์ทั้ง ๔ (นิธีกุมภี)

สหชาตธรรม ธรรมที่เกิดพร้อมกัน

สหชีวินี คำเรียกที่ใช้แทนกันได้กับคำว่า สัทธิวิหารินี ทั้ง ๒ คำนี้แปลว่าผู้อยู่ด้วย
       ถ้าอุปสมบทด้วยอาศัยภิกษุณีที่เป็นปวัตตินีรูปใด ก็เป็นสหชีวินีของปวัตตินีรูปนั้น,
       ตรงกับสัทธิวิหาริกในฝ่ายภิกษุ, ศิษย์ของปวัตตินี;
       ดู ปวัตตินี

สหธรรมิก ผู้มีธรรมร่วมกัน, ผู้ประพฤติธรรมร่วมกัน แสดงไว้ในคัมภีร์มหานิทเทส แห่งพระสุตตันตปิฎก มี ๗ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา;
       ในสัตตาหกรณียะ หมายถึง ๕ อย่างแรกเท่านั้น เรียกว่า สหธรรมิก ๕
       (คัมภีร์ฝ่ายวินัยทั่วไปก็มักหมายเฉพาะจำนวน ๕)

สหธรรมิกวรรค ตอนที่ว่าด้วยเรื่องภิกษุถูกว่ากล่าวโดยชอบธรรม เป็นต้น เป็นวรรคที่ ๘ แห่งปาจิตติยกัณฑ์ มี ๑๒ สิกขาบท

สหรคต ไปด้วยกัน, กำกับกัน, ร่วมกัน
       (บาลี: สหคต)

สหวาส อยู่ร่วม เป็นประการหนึ่งในรัตติเฉท คือ เหตุขาดราตรีแห่งการประพฤติมานัตและการอยู่ปริวาส หมายถึง การอยู่ร่วมในชายคาเดียวกับปกตัตตภิกษุ;
       ดู รัตติเฉท

สหเสยยสิกขาบท สิกขาบทเกี่ยวกับการนอนร่วมมี ๒ ข้อ
       ข้อหนึ่งปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้นอนร่วมกับอนุปสัมบัน เกิน ๒–๓ คืน
       อีกข้อหนึ่งปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้นอนร่วม (คือนอนในที่มุงที่บังเดียวกัน) กับหญิงแม้ในคืนแรก (ข้อ ๕ และ ๖ ในมุสาวาทวรรค ปาจิตติยกัณฑ์)

สหไสย การนอนด้วยกัน, การนอนร่วม

สหัมบดี ชื่อพระพรหมผู้อาราธนาพระพุทธเจ้าให้แสดงธรรมโปรดสัตว์

สหาย เพื่อน, เพื่อนร่วมการงาน
       (แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ไปด้วยในกิจทั้งหลาย” หรือ “ผู้มีความเสื่อมและความเจริญร่วมกัน”)

สองต่อสอง สองคนโดยเฉพาะ ไม่มีผู้อื่นอยู่ด้วย, ตัวต่อตัว

ส่อเสียด ยุให้แตกกัน คือฟังคำของข้างนี้แล้ว เก็บเอาไปบอกข้างโน้นเพื่อทำลายข้างนี้ ฟังคำของข้างโน้นแล้วเก็บเอามาบอกข้างนี้ เพื่อทำลายข้างโน้น;
       ดู ปิสุณาวาจา

สอุปาทิเสสนิพพาน นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ,
       ดับกิเลสแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ คือ นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังมีชีวิตอยู่,
       นิพพานในแง่ที่เป็นภาวะดับกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ;
       เทียบ อนุปาทิเสสนิพพาน

สอุปาทิเสสบุคคล บุคคลผู้ยังมีเชื้อกิเลสเหลืออยู่,
       ผู้ยังไม่สิ้นอุปาทาน ได้แก่ พระเสขะ คือ พระอริยบุคคลทั้งหมด ยกเว้นพระอรหันต์;
       เทียบ อนุปาทิเสสบุคคล

สักกะ
       1. พระนามจอมเทพ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เรียกกันว่า ท้าวสักกะ หรือพระอินทร์;
           ดู ดาวดึงส์, วัตรบท, อินทร์
       2. ชื่อดงไม้ที่อยู่ในชมพูทวีปตอนเหนือ แถบเขาหิมาลัยเขตป่าหิมพานต์
       3. ชื่อชนบทที่ตั้งอยู่ในดงไม้สักกะ;
       ดู สักกชนบท

สักกชนบท ชื่อแคว้นหนึ่งในชมพูทวีปตอนเหนือ นครหลวงชื่อกบิลพัสดุ์ เป็นชาติภูมิของพระพุทธเจ้า
       มีการปกครองโดยสามัคคีธรรม มีประวัติสืบมาแต่สมัยพระเจ้าโอกกากราช
       บัดนี้อยู่ในเขตประเทศเนปาล

สักกรนิคม เป็นนิคมหนึ่งอยู่ในสักกชนบท;
       สักขรนิคม ก็เรียก

สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน,
       ความเห็นเป็นเหตุถือตัวตน เช่น เห็นรูปเป็นตน เห็นเวทนาเป็นตน เป็นต้น
       (ข้อ ๑ ในสังโยชน์ ๑๐)

สักการ, สักการะ เคารพนับถือบูชา, เครื่องแสดงความเคารพบูชา

สักขิสาวก สาวกที่ทันเห็นองค์พระพุทธเจ้า,
       พระสุภัททะผู้เคยเป็นปริพาชก เป็นสักขิสาวกองค์สุดท้ายของพระพุทธเจ้า

สักยปุตติยะ ผู้เป็นเหล่ากอแห่งพระศากยบุตร (ศากยบุตร หรือ สักยปุตตะ หมายถึงพระพุทธเจ้า),
       โดยใจความ คือผู้เป็นลูกพระพุทธเจ้า ได้แก่พระภิกษุ (ภิกษุณีเรียกว่า สักยธิดา)

สักยราช กษัตริย์วงศ์ศากยะ, พระราชาวงศ์ศากยะ

สังกัจฉิกะ ผ้ารัดหรือโอบรักแร้
       เป็นจีวรอย่างหนึ่งในจีวร ๕ ของภิกษุณี คือ
           สังฆาฏิ ผ้าทาบ ๑
           อุตตราสงค์ ผ้าห่ม ๑
           อันตรวาสก สบง ๑
           สังกัจฉิกะ ผ้ารัดหรือผ้าโอบรักแร้ ๑
           อุทกสาฏิกา ผ้าอาบ ๑
       (มากกว่าของภิกษุซึ่งมีจำนวนเพียง ๓ อย่างข้างต้น)

สังกิเลส ความเศร้าหมอง, ความสกปรก, สิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง,
       ธรรมที่อยู่ในหานภาค คือในฝ่ายข้างเสื่อม ได้แก่ ธรรมจำพวกที่ทำให้ตกต่ำเสื่อมทราม
       เช่น อโยนิโสมนสิการ อคติ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ อวิชชา;
       ตรงข้ามกับ โวทาน

สังขตะ สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง,
       สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัยแต่งขึ้น ได้แก่ สภาพที่เกิดแต่เหตุทั้งปวง, สังขตธรรม;
       ตรงข้ามกับ อสังขตะ

สังขตธรรม ธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ตรงกับสังขารในคำว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้เป็นต้น;
       ตรงข้ามกับ อสังขตธรรม

สังขตลักษณะ ลักษณะแห่งสังขตธรรม,
       ลักษณะของปรุงแต่ง มี ๓ อย่าง
           ๑. ความเกิดขึ้นปรากฏ
           ๒. ความดับสลายปรากฏ
           ๓. เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรากฏ

สังขาร
       1. สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง, สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย เป็นรูปธรรมก็ตาม นามธรรมก็ตาม ได้แก่ขันธ์ ๕ ทั้งหมด, ตรงกับคำว่า สังขตะ หรือ สังขตธรรม ได้ในคำว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง” ดังนี้เป็นต้น
       2. สภาพที่ปรุงแต่งใจให้ดีหรือชั่ว, ธรรมมีเจตนาเป็นประธานที่ปรุงแต่งความคิด การพูด การกระทำ มีทั้งที่ดีเป็นกุศล ที่ชั่วเป็นอกุศล ที่กลางๆ เป็นอัพยากฤต ได้แก่ เจตสิก ๕๐ อย่าง (คือ เจตสิกทั้งปวง เว้นเวทนาและสัญญา) เป็นนามธรรมอย่างเดียว,
           ตรงกับสังขารขันธ์ ในขันธ์ ๕ ได้ในคำว่า “รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง” ดังนี้เป็นต้น;
           อธิบายอีกปริยายหนึ่ง สังขารตามความหมายนี้ ยกเอาเจตนาขึ้นเป็นตัวนำหน้า ได้แก่ สัญเจตนา คือเจตนาที่แต่งกรรมหรือปรุงแต่งการกระทำ มี ๓ อย่างคือ
           ๑. กายสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย คือ กายสัญเจตนา
           ๒. วจีสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา คือ วจีสัญเจตนา
           ๓. จิตตสังขาร หรือ มโนสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ คือ มโนสัญเจตนา
       3. สภาพที่ปรุงแต่งชีวิตมี ๓ คือ
           ๑. กายสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งกาย ได้แก่ อัสสาสะ ปัสสาสะ คือลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
           ๒. วจีสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งวาจา ได้แก่ วิตกและวิจาร
           ๓. จิตตสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งใจ ได้แก่ สัญญาและเวทนา

สังขาร ๒ คือ
       ๑. อุปาทินนกสังขาร สังขารที่กรรมครอบครอง
       ๒. อนุปาทินนกสังขาร สังขารที่กรรมไม่ครอบครอง,
       แปลโดยปริยายว่า สังขารที่มีใจครอง และสังขารที่ไม่มีใจครอง

สังขารทุกข์ ทุกข์ตามที่เป็นสังขาร คือเพราะเป็นสภาพอันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น จึงต้องผันแปรไปตามเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๕ ทั้งหมด ซึ่งเป็นสภาพที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้น และการเสื่อมสลายของปัจจัยต่างๆ ที่ขัดแย้ง ทำให้คงอยู่ในสภาพเดิมมิได้, ทุกข์ข้อนี้คลุมความหมายของทุกข์ในไตรลักษณ์;
       เทียบ ทุกขทุกข์, วิปริณามทุกข์

สังขารโลก โลกคือสังขาร ได้แก่ชุมนุมแห่งสังขารทั้งปวงอันต้องเป็นไปตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัย

สังขารุเปกขาญาณ ปรีชาหยั่งรู้ถึงขั้นเกิดความวางเฉยในสังขาร,
       ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร คือรู้เท่าทันสภาวะของสังขารว่าที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นต้นนั้น มันเป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา จึงเลิกเบื่อหน่าย เลิกคิดหาทางแต่จะหนี วางใจเป็นกลางต่อมันได้ เลิกเกี่ยวเกาะและให้ญาณแล่นมุ่งสู่นิพพานอย่างเดียว
       (ข้อ ๘ ในวิปัสสนาญาณ ๙)

สังเขป การย่อ, ย่นย่อ, ใจความ, เค้าความ;
       ตรงข้ามกับ วิตถาร, พิสดาร

สังเขปนัย นัยอย่างย่อ, แบบย่อ, แง่ความหมายซึ่งชี้แจงอย่างรวบรัด;
       ตรงข้าม กับ วิตถารนัย

สังเขปัฏฐกถา ดู โปราณัฏฐกถา, อรรถกถา

สังคณี ดู ไตรปิฎก, ธรรมสังคณี

สังคหวัตถุ เรื่องที่จะสงเคราะห์กัน, คุณเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจของผู้อื่นไว้ได้,
       หลักการสงเคราะห์ คือช่วยเหลือกัน ยึดเหนี่ยวใจกันไว้ และเป็นเครื่องเกาะกุมประสานโลกคือสังคมแห่งหมู่สัตว์ไว้ ดุจลิ่มสลักเพลายึดรถที่กำลังแล่นไปให้คงเป็นรถและวิ่งแล่นไปได้ มี ๔ อย่าง คือ
           ๑. ทาน การแบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน
           ๒. ปิยวาจา พูดจาน่ารัก น่านิยมนับถือ
           ๓. อัตถจริยา บำเพ็ญประโยชน์
           ๔. สมานัตตตา ความมีตนเสมอ คือ ทำตัวให้เข้ากันได้ เช่น ไม่ถือตัว ร่วมกิจร่วมงาน ร่วมสุขร่วมทุกข์กัน เป็นต้น

สังคายนา “การสวดพร้อมกัน” การร้อยกรองพระธรรมวินัย, การประชุมรวบรวมและจัดหมวดหมู่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยพร้อมกันทบทวนสอบทานจนยอมรับและวางลงเป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียว
       “สังคายนา” คือ การสวดพร้อมกัน เป็นกิริยาแห่งการมาร่วมกันซักซ้อม สอบทานให้ลงกันแล้วสวดพร้อมกันคือตกลงยอมรับไว้ด้วยกันเป็นอันหนึ่งอันเดียว ตามหลักในปาสาทิกสูตร (ที.ปา. ๑๑/๑๐๘/๑๓๙) ที่พระพุทธเจ้าตรัสแนะนำแก่ท่านพระจุนทะ
       กล่าวคือ ท่านพระจุนทะปรารภเรื่องที่นิครนถนาฏบุตรสิ้นชีพแล้ว ประดานิครนถ์ตกลงในเรื่องหลักคำสอนกันไม่ได้ ก็ทะเลาะวิวาทกัน ท่านคำนึงถึงพระศาสนา จึงมาเฝ้า และพระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า
       “เพราะเหตุดังนี้นั่นแล จุนทะ ในธรรมทั้งหลายที่เราแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง เธอทั้งหมดทีเดียวพึงพร้อมเพรียงกันประชุมรวบรวมกล่าวให้ลงกัน (สังคายนา) ทั้งอรรถะกับอรรถะ ทั้งพยัญชนะกับพยัญชนะ ไม่พึงวิวาทกัน โดยประการที่พรหมจริยะนี้จะยั่งยืน ดำรงอยู่ตลอดกาลนาน เพื่อเกื้อกูลแก่พหูชน เพื่อความสุขแก่พหูชน เพื่อเกื้อการุณย์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวะและมนุษย์ทั้งหลาย” และในที่นั้น ได้ตรัสว่า ธรรมทั้งหลายที่ทรงแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง หมายถึงธรรม ๗ หมวด (ที่มีชื่อรวมว่าโพธิปักขิยธรรม ๓๗),
       ในเวลาใกล้กันนั้น เมื่อพระสารีบุตรได้รับพุทธดำรัสมอบหมายให้แสดงธรรมแก่ภิกษุสงฆ์ในที่เฉพาะพระพักตร์ ท่านก็ปรารภเรื่องที่นิครนถนาฏบุตรสิ้นชีพแล้ว ประดานิครนถ์ทะเลาะวิวาทกันในเรื่องหลักคำสอน แล้วท่านได้แนะนำให้สังคายนา พร้อมทั้งทำเป็นตัวอย่าง โดยประมวลธรรมมาลำดับแสดงเป็นหมวดหมู่ ตั้งแต่หมวด ๑ ถึงหมวด ๑๐ เทศนาของพระสารีบุตรครั้งนี้ได้ชื่อว่า “สังคีติสูตร” (ที.ปา. ๑๑/๒๒๑/๒๒๒) เป็นพระสูตรว่าด้วยการสังคายนาที่ทำตั้งแต่พระบรมศาสดายังทรงพระชนม์อยู่,
       เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปะผู้เป็นสังฆเถระ ก็ได้ชักชวนพระอรหันต์ทั้งหลายประชุมกันทำสังคายนาตามหลักการที่กล่าวมานั้น โดยประมวลพระธรรมวินัยทั้งหมดเท่าที่รวบรวมได้วางลงไว้เป็นแบบแผน ตั้งแต่หลังพุทธปรินิพพาน ๓ เดือน เรียกว่าเป็นสังคายนาครั้งที่ ๑
       ความหมายที่เป็นแกนของสังคายนา คือการรวบรวมพุทธพจน์ หรือคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา ดังนั้น สังคายนาที่เต็มตามความหมายแท้จริง จึงมีได้ต่อเมื่อมีพุทธพจน์ที่จะพึงรวบรวม อันได้แก่สังคายนาเท่าที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนการสังคายนาหลังจากนั้น ซึ่งจัดขึ้นหลังพุทธปรินิพพานอย่างน้อย ๑ ศตวรรษ ชัดเจนว่าไม่อยู่ในวิสัยแห่งการรวบรวมพุทธพจน์ แต่เปลี่ยนจุดเน้นมาอยู่ที่การรักษาพุทธพจน์และคำสั่งสอนเดิมที่ได้รวบรวมไว้แล้ว อันสืบทอดมาถึงตน ให้คงอยู่บริสุทธิ์บริบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยเหตุนั้น สังคายนาในยุคหลังสืบมาถึงปัจจุบัน จึงมีความหมายว่าเป็นการประชุมตรวจชำระสอบทาน รักษาพระไตรปิฎกให้บริสุทธิ์ หมดจดจากความผิดพลาดคลาดเคลื่อน โดยกำจัดสิ่งปะปนแปลกปลอมหรือทำให้เข้าใจสับสนออกไป ให้ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า คงอยู่เป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวที่เป็นของแท้แต่เดิม;
       ในบางยุคสมัย การสังคายนาเกิดขึ้นเนื่องกันกับเหตุการณ์ไม่ปกติที่มีการถือผิดปฏิบัติผิดจากพระธรรมวินัย ทำให้การสังคายนาเสมือนมีความหมายซ้อนเพิ่มขึ้นว่าเป็นการซักซ้อมทบทวนสอบทานพระธรรมวินัยเพื่อจะได้เป็นหลักหรือเป็นมาตรฐานในการชำระสังฆมณฑลและสะสางกิจการพระศาสนา, จากความหมายที่เริ่มคลุมเครือสับสนนี้ ในภาษาไทยปัจจุบัน สังคายนาถึงกับเพี้ยนความหมายไป กลายเป็นการชำระสะสางบุคคลหรือกิจการ
       สังคายนาในยุคต้น ซึ่งถือเป็นสำคัญในการรักษาสืบทอดพระธรรมวินัย คือ ครั้งที่ ๑ ถึง ๕ ดังนี้:
       ครั้งที่ ๑ ปรารภเรื่องสุภัททภิกษุผู้บวชเมื่อแก่กล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย และปรารภที่จะทำให้ธรรมรุ่งเรืองอยู่สืบไป พระอรหันต์ ๕๐๐ รูป มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน และเป็นผู้ถาม พระอุบาลีเป็นผู้วิสัชนาพระวินัย พระอานนท์เป็นผู้วิสัชนาพระธรรม ประชุมสังคายนาที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ภูเขาเวภารบรรพต เมืองราชคฤห์ เมื่อหลังพุทธปรินิพพาน ๓ เดือน
           โดยพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นศาสนูปถัมภก์ สิ้นเวลา ๗ เดือนจึงเสร็จ
       ครั้งที่ ๒ ปรารภพวกภิกษุวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการ นอกธรรม นอกวินัย พระยศกากัณฑกบุตรเป็นผู้ชักชวน ได้พระอรหันต์ ๗๐๐ รูป พระเรวตะเป็นผู้ถาม พระสัพพกามีเป็นผู้วิสัชนา ประชุมทำที่วาลิการาม เมืองเวสาลี เมื่อ พ.ศ. ๑๐๐
           โดยพระเจ้ากาลาโศกราช เป็นศาสนูปถัมภก์ สิ้นเวลา ๘ เดือนจึงเสร็จ
       ครั้งที่ ๓ ปรารภเดียรถีย์มากมายปลอมบวชในพระศาสนาเพราะมีลาภสักการะเกิดขึ้นมาก พระอรหันต์ ๑,๐๐๐ รูป มีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธาน ประชุมทำที่อโศการามเมืองปาฏลีบุตร เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๔ (พ.ศ. ๒๑๘ เป็นปีที่พระเจ้าอโศกขึ้นครองราชย์)
           โดยพระเจ้าอโศก หรือศรีธรรมาโศกราชเป็นศาสนูปถัมภก์ สิ้นเวลา ๙ เดือนจึงเสร็จ
       ครั้งที่ ๔ ปรารภให้พระศาสนาประดิษฐานมั่นคงในลังกาทวีป พระสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ รูป มีพระมหินทเถระเป็นประธานและเป็นผู้ถาม พระอริฏฐะเป็นผู้วิสัชนา ประชุมทำที่ถูปาราม เมืองอนุราธบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖
           โดยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะเป็นศาสนูปถัมภก์ สิ้นเวลา ๑๐ เดือนจึงเสร็จ
       ครั้งที่ ๕ ปรารภพระสงฆ์แตกกันเป็น ๒ พวกคือ พวกมหาวิหารกับพวกอภัยคีรีวิหาร และคำนึงว่าสืบไปภายหน้า กุลบุตรจะถอยปัญญา ควรจารึกพระธรรมวินัยลงในใบลาน พระอรหันต์ ๕๐๐ รูป ประชุมกันสวดซ้อมแล้วจารพุทธพจน์ลงในใบลาน ณ อาโลกเลณสถาน ในมลยชนบท ในลังกาทวีป เมื่อ พ.ศ. ๔๕๐ (ว่า ๔๓๖ ก็มี)
           โดยพระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย เป็นศาสนูปถัมภก์;
           บางคัมภีร์ว่า สังคายนาครั้งนี้จัดขึ้นในความคุ้มครองของคนที่เป็นใหญ่ในท้องถิ่น
       (ครั้งที่ ๔ ได้รับความยอมรับในแง่เหตุการณ์น้อยกว่าครั้งที่ ๕)

สังคีติ
       1. การสังคายนา; ดู สังคายนา
       2. ในคำว่า “บอกสังคีติ” ซึ่งเป็นปัจฉิมกิจอย่างหนึ่งของการอุปสมบท
           ท่านสันนิษฐานว่า หมายถึงการประมวลบอกอย่างอื่นนอกจากที่ระบุไว้
           เช่น สีมาหรืออาวาสที่อุปสมบท อุปัชฌายะ กรรมวาจาจารย์ จำนวนสงฆ์

สังคีติกถา ถ้อยคำที่กล่าวถึงเรื่องสังคายนา, แถลงความเรื่องสังคายนา

สังคีติปริยาย บรรยายเรื่องการสังคายนา, การเล่าเรื่องการสังคายนา

สังฆกรรม งานของสงฆ์, กรรมที่สงฆ์พึงทำ,
       กิจที่พึงทำโดยที่ประชุมสงฆ์ มี ๔ คือ
       ๑. อปโลกนกรรม กรรมที่ทำเพียงด้วยบอกกันในที่ประชุมสงฆ์ ไม่ต้องตั้งญัตติและไม่ต้องสวดอนุสาวนา เช่น แจ้งการลงพรหมทัณฑ์แก่ภิกษุ
       ๒. ญัตติกรรม กรรมที่ทำเพียงตั้งญัตติไม่ต้องสวดอนุสาวนา เช่น อุโบสถและปวารณา
       ๓. ญัตติทุติยกรรม กรรมที่ทำด้วยตั้งญัตติแล้วสวดอนุสาวนาหนหนึ่ง เช่น สมมติสีมา ให้ผ้ากฐิน
       ๔. ญัตติจตุตถกรรม กรรมที่ทำด้วยการตั้งญัตติแล้วสวดอนุสาวนา ๓ หน เช่น อุปสมบท ให้ปริวาส ให้มานัต

สังฆการี เจ้าหน้าที่ผู้ทำการสงฆ์, เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับสงฆ์ในงานหลวง,
       เจ้าหน้าที่ผู้เป็นพนักงานในการพิธีสงฆ์ มีมาแต่โบราณสมัยอยุธยา สังกัดในกรมสังฆการี ซึ่งรวมอยู่ด้วยกันกับกรมธรรมการ เรียกรวมว่า กรมธรรมการสังฆการี
       เดิมเรียกว่า สังกะรี หรือ สังการี เปลี่ยนเรียก สังฆการี ในรัชกาลที่ ๔
       ต่อมาเมื่อตั้งกระทรวงธรรมการใน พ.ศ. ๒๔๓๒ กรมธรรมการสังฆการีเป็นกรมหนึ่งในสังกัดของกระทรวงนั้น จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๔ กรมสังฆการีจึงแยกเป็นกรมต่างหากกันกับกรมธรรมการ
       ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๗๖ กรมสังฆการีถูกยุบลงเป็นกองสังกัดในกรมธรรมการ กระทรวงศึกษาธิการ
       ต่อมาอีกใน พ.ศ. ๒๔๘๔ กรมธรรมการเปลี่ยนชื่อเป็นกรมการศาสนา
       และในคราวท้ายสุด พ.ศ. ๒๕๑๕ กองสังฆการีได้ถูกยุบเลิกไป และมีกองศาสนูปถัมภ์ขึ้นมาแทน ปัจจุบันจึงไม่มีสังฆการี;
       บางสมัยสังฆการีมีอำนาจหน้าที่กว้างขวาง มิใช่เป็นเพียงเจ้าพนักงานในราชพิธีเท่านั้น แต่ทำหน้าที่ชำระอธิกรณ์พิจารณาโทษแก่พระสงฆ์ผู้ล่วงละเมิดสิกขาบทประพฤติผิดธรรมวินัยด้วย

สังฆคารวตา ดู คารวะ

สังฆคุณ คุณของพระสงฆ์ (หมายถึงสาวกสงฆ์ หรือ อริยสงฆ์) มี ๙ คือ
       ๑. สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดี
       ๒. อุชุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติตรง
       ๓. ญายปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง
       ๔. สามีจิปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติสมควร
           (ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิอฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา ได้แก่ คู่บุรุษ ๔ ตัวบุคคล ๘
           เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคนี้)
       ๕. อาหุเนยฺโย เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ คือควรรับของที่เขานำมาถวาย
       ๖. ปาหุเนยฺโย เป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ
       ๗. ทกฺขิเณยฺโย เป็นผู้ควรแก่ทักษิณาคือควรแก่ของทำบุญ
       ๘. อญฺชลีกรณีโย เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้
       ๙. อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก คือเป็นแหล่งปลูกเพาะและเผยแพร่ความดีที่ยอดเยี่ยมของโลก

สังฆเถระ ภิกษุผู้เป็นพระเถระในสงฆ์ คือ เป็นผู้ใหญ่เป็นประธานในสงฆ์,
       ภิกษุผู้มีพรรษามากกว่าภิกษุอื่นในชุมนุมนั้นทั้งหมด

สังฆทาน ทานเพื่อสงฆ์,
       การถวายแก่สงฆ์ คือ ถวายเป็นกลางๆ ไม่จำเพาะเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง
       เช่น จะทำพิธีถวายของที่มีจำนวนจำกัดพึงแจ้งแก่ทางวัดให้จัดพระไปรับตามจำนวนที่ต้องการ หัวหน้าสงฆ์จัดภิกษุใดไปพึงทำใจว่า ท่านมารับในนามของสงฆ์ หรือเป็นผู้แทนของสงฆ์ทั้งหมด ไม่พึงเพ่งเล็งว่าเป็นบุคคลใด คิดตั้งใจแต่ว่าจะถวายอุทิศแก่สงฆ์;
       ในพิธีพึงจุดธูปเทียนบูชาพระอาราธนาศีล รับศีลจบแล้วตั้งนโม ๓ จบ กล่าวคำถวายเสร็จแล้วประเคนของ และเมื่อพระสงฆ์อนุโมทนา พึงกรวดน้ำรับพร เป็นเสร็จพิธี;
       คำถวายสังฆทานว่าดังนี้:
       “อิมานิ มยํ ภนฺเต, ภตฺตานิ, สปริวารานิ, ภิกฺขุสงฺฆสฺส, โอโณชยาม, สาธุ โน ภนฺเต, ภิกฺขุสงฺโฆ, อิมานิ, ภตฺตานิ, สปริวารานิ, ปฏิคฺคณฺหาตุ, อมฺหากํ, ทีฆรตฺตํ, หิตาย, สุขาย”
       แปลว่า:
       “ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายภัตตาหาร กับทั้งบริวารเหล่านี้แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับภัตตาหาร กับทั้งบริวารเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ”
       อนึ่ง ถ้าเป็นสังฆทานประเภทอุทิศผู้ตาย เรียกว่า มตกภัต
       พึงเปลี่ยนแปลงคำถวายที่พิมพ์ตัวเอนไว้คือ
           ภตฺตานิ เป็น มตกภตฺตานิ,
           อมฺหากํ เป็น อมฺหากญฺเจว มาตาปิตุอาทีนญฺจ ญาตกานํ กาลกตานํ;
           ภัตตาหาร เป็น มตกภัตตาหาร,
           แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย เป็น แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย แก่ญาติของข้าพเจ้าทั้งหลาย มีมารดา บิดา เป็นต้น ผู้ล่วงลับไปแล้วด้วย”

สังฆนวกะ ภิกษุผู้ใหม่ในสงฆ์ คือบวชภายหลังภิกษุทั้งหมดในชุมนุมสงฆ์นั้น

สังฆภัต อาหารถวายสงฆ์ หมายถึง อาหารที่เจ้าของนำมา หรือส่งมาถวายสงฆ์ในอารามพอแจกทั่วกัน;
       เทียบ อุทเทสภัต

สังฆเภท ความแตกแห่งสงฆ์,
       การทำให้สงฆ์แตกจากกัน (ข้อ ๕ ในอนันตริยกรรม ๕),
       กำหนดด้วยไม่ทำอุโบสถ ปวารณา และสังฆกรรมด้วยกัน;
       เทียบ สังฆราชี, ดู สามัคคี

สังฆเภทขันธกะ ชื่อขันธกะที่ ๗ แห่งจุลวรรคในพระวินัยปิฎก ว่าด้วยเรื่องพระเทวทัตทำลายสงฆ์ และเรื่องควรทราบเกี่ยวกับสังฆเภท สังฆสามัคคี

สังฆมณฑล หมู่พระ, วงการพระ

สังฆมิตตา พระราชบุตรีของพระเจ้าอโศกมหาราช ผนวชเป็นภิกษุณี และไปประดิษฐานภิกษุณีสงฆ์ที่ลังกาทวีป พร้อมทั้งนำกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ไปถวายแก่พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะด้วย;
       ดู ตามลิตติ

สังฆรัตนะ, สังฆรัตน์ รัตนะคือสงฆ์, พระสงฆ์อันเป็นอย่างหนึ่งในรัตนะ ๓ ที่เรียกว่าพระรัตนตรัย;
       ดู รัตนตรัย

สังฆราชี ความร้าวรานแห่งสงฆ์ คือ จะแตกแยกกัน แต่ไม่ถึงกับแยกทำอุโบสถ ปวารณาและสังฆกรรมต่างหากกัน;
       เทียบ สังฆเภท, ดู สามัคคี

สังฆสัมมุขตา ความเป็นต่อหน้าสงฆ์ หมายความว่า การระงับอธิกรณ์นั้นกระทำในที่พร้อมหน้าสงฆ์ ซึ่งภิกษุผู้เข้าประชุมมีจำนวนครบองค์เป็นสงฆ์ ได้นำฉันทะของผู้ควรแก่ฉันทะมาแล้ว และผู้อยู่พร้อมหน้ากันนั้นไม่คัดค้าน;
       ดู สัมมุขาวินัย

สังฆสามัคคี ความพร้อมเพรียงแห่งสงฆ์; ดู สามัคคี

สังฆอุโบสถ อุโบสถของสงฆ์ คือ การทำอุโบสถของสงฆ์ที่ครบองค์กำหนด
       คือ มีภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป สวดปาติโมกข์ได้ตามปกติ
       (ถ้ามีภิกษุอยู่ ๒–๓ รูป ต้องทำคณอุโบสถ คือ อุโบสถของคณะ ซึ่งเป็นปาริสุทธิอุโบสถ คืออุโบสถที่ทำโดยบอกความบริสุทธิ์ของกันและกัน
       ถ้ามีภิกษุรูปเดียว ต้องทำบุคคลอุโบสถ คือ อุโบสถที่ทำโดยการอธิษฐานกำหนดใจว่าวันนั้นเป็นวันอุโบสถ);
       ดู อุโบสถ

สังฆาฏิ ผ้าทาบ, ผ้าคลุมกันหนาวที่พระใช้ทาบบนจีวร เป็นผ้าผืนหนึ่งในสามผืน ที่เรียกว่า ไตรจีวร

สังฆาทิเสส ชื่อหมวดอาบัติหนักรองจากปาราชิก ต้องอยู่กรรมจึงพ้นได้ คือเป็นครุกาบัติ (อาบัติหนัก) แต่ยังเป็นสเตกิจฉา (แก้ไขหรือเยียวยาได้);
       ตามศัพท์ สังฆาทิเสส แปลว่า “หมวดอาบัติอันจำปรารถนาสงฆ์ในกรรมเบื้องต้นและกรรมที่เหลือ”,
       หมายความว่า วิธีการที่จะออกจากอาบัตินี้ ต้องอาศัยสงฆ์ ตั้งแต่ต้นไปจนตลอด
       กล่าวคือเริ่มต้นจะอยู่ปริวาส ก็ต้องขอปริวาสจากสงฆ์ ต่อจากนั้น จะประพฤติมานัตก็ต้องอาศัยสงฆ์เป็นผู้ให้ ถ้ามีมูลายปฏิกัสสนาก็ต้องสำเร็จด้วยสงฆ์อีก และท้ายที่สุดก็ต้องขออัพภานจากสงฆ์;
       สิกขาบทที่ภิกษุละเมิดแล้ว จะต้องอาบัติสังฆาทิเสสมี ๑๓ ข้อ คำว่า สังฆาทิเสส ใช้เป็นชื่อเรียกสิกขาบท ๑๓ ข้อนี้ด้วย

สังฆาทิเสสกัณฑ์ ตอนอันว่าด้วยอาบัติสังฆาทิเสส,
       ในพระวินัยปิฎก ท่านเรียกว่าเตรสกัณฑ์ (ตอนว่าด้วยสิกขาบท ๑๓) อยู่ในคัมภีร์มหาวิภังค์เล่มแรก

สังฆานุสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนในนันทิยสูตร (อง.ทสก. ๒๔/๒๒๐/๓๖๔) ให้ระลึกถึงพระสงฆ์ในฐานเป็นกัลยาณมิตร (ข้อ ๓ ในอนุสติ ๑๐)
       เขียนอย่างรูปเดิมในภาษาบาลีเป็น สังฆานุสสติ;
       ดู สังฆคุณ

สังฆาวาส “อาวาสของสงฆ์”, ส่วนของวัดซึ่งจัดไว้เป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ ประกอบด้วยกุฏิ หอสวดมนต์ หอฉัน เป็นต้น ต่างกับและเป็นคู่กันกับพุทธาวาส,
       เป็นคำที่บัญญัติขึ้นใช้ภายหลัง (มิได้มีมาแต่เดิมในคัมภีร์);
       ดู พุทธาวาส, เทียบ สังฆิกาวาส

สังฆิกาวาส ที่อยู่ที่เป็นของสงฆ์, เป็นคำทางพระวินัย ตรงข้ามกับ ปุคคลิกาวาส (ที่อยู่ที่เป็นของบุคคล หรือที่อยู่ส่วนตัว) เช่นในข้อความว่า (วินย.อ. ๓/๓๙๔)
       “ถ้าภิกษุถือเอาทัพสัมภาระทั้งหลาย มีกลอนเป็นต้น จากสังฆิกาวาสนั้น นำไปใช้ในสังฆิกาวาสอื่น ก็เป็นอันใช้ไปด้วยดี แต่เมื่อเอาไปใช้ในปุคคลิกาวาส จะต้องจ่ายมูลค่าให้ หรือต้องทำให้กลับคืนดีเป็นปกติอย่างเดิม, ถ้าภิกษุมีไถยจิต ถือเอาเตียงและตั่งเป็นต้น จากวิหารที่ถูกทอดทิ้งแล้ว พึงปรับอาบัติตามมูลค่าแห่งสิ่งของ ในขณะที่ยกขึ้นไปนั่นทีเดียว”,
       “สังฆิกวิหาร” ก็เรียก;
       พึงสังเกตว่า “สังฆิกาวาส” ก็ดี “ปุคคลิกาวาส” ก็ดี เป็นคำที่ใช้ในชั้นอรรถกถา ส่วนในพระไตรปิฎก ใช้เป็นข้อความว่า วิหารที่เป็นสังฆิกะ หรือวิหารของสงฆ์ และเสนาสนะของสงฆ์ เป็นต้น

สังยมะ ดู สัญญมะ

สังยุตตนิกาย นิกายที่ ๓ แห่งพระสุตตันตปิฎก;
       ดู ไตรปิฎก (เล่ม ๑๕-๑๙)

สังโยชน์ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์,
       ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มี ๑๐ อย่าง คือ
       ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ได้แก่
           ๑. สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน
           ๒. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
           ๓. สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต
           ๔. กามราคะ ความติดใจในกามคุณ
           ๕. ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ
       ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ได้แก่
           ๖. รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรมอันประณีต
           ๗. อรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม
           ๘. มานะ ความถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่
           ๙. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
           ๑๐. อวิชชา ความไม่รู้จริง;
       พระโสดาบัน ละสังโยชน์ ๓ ข้อต้นได้,
       พระสกิทาคามี ทำสังโยชน์ข้อ ๔ และ ๕ ให้เบาบางลงด้วย,
       พระอนาคามี ละสังโยชน์ ๕ ข้อต้นได้หมด,
       พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ข้อ;
       ในพระอภิธรรม ท่านแสดงสังโยชน์อีกหมวดหนึ่ง คือ
           ๑. กามราคะ
           ๒. ปฏิฆะ
           ๓. มานะ
           ๔. ทิฏฐิ (ความเห็นผิด)
           ๕. วิจิกิจฉา
           ๖. สีลัพพตปรามาส
           ๗. ภวราคะ (ความติดใจในภพ)
           ๘. อิสสา (ความริษยา)
           ๙. มัจฉริยะ (ความตระหนี่)
           ๑๐. อวิชชา

สังวร ความสำรวม,
       การระวังปิดกั้นบาปอกุศล มี ๕ อย่าง คือ
           ๑. ปาติโมกขสังวร สำรวมในปาติโมกข์ (บางแห่งเรียก สีลสังวร สำรวมในศีล)
           ๒. สติสังวร สำรวมด้วยสติ
           ๓. ญาณสังวร สำรวมด้วยญาณ
           ๔. ขันติสังวร สำรวมด้วยขันติ
           ๕. วิริยสังวร สำรวมด้วยความเพียร

สังวรปธาน เพียรระวัง คือ เพียรระวังบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น
       (ข้อ ๑ ในปธาน ๔)

สังวรปาริสุทธิ ความบริสุทธิ์ด้วยสังวร, ความสำรวมที่เป็นความบริสุทธิ์ หรือเป็นเครื่องทำให้บริสุทธิ์ หมายถึง ศีลที่ประพฤติถูกต้อง เป็นไปเพื่อความไม่มีวิปฏิสาร เป็นต้น ตามลำดับจนถึงพระนิพพาน จัดเป็น อธิศีล

สังวรรณนา พรรณนาด้วยดี, อธิบายความ

สังวรสุทธิ ความบริสุทธิ์ด้วยสังวร, ความสำรวมที่เป็นเครื่องทำให้บริสุทธิ์
       หมายถึง อินทรียสังวร

สังวัฏฏกัป ดู กัป

สังวัฏฏฐายีกัป ดู กัป

สังวาส ธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมกันของสงฆ์ ได้แก่ การทำสังฆกรรมร่วมกัน สวดปาติโมกข์ร่วมกัน มีสิกขาบทเสมอกัน เรียกง่ายๆ ว่าทำอุโบสถ สังฆกรรมร่วมกัน
       คือ เป็นพวกเดียวกัน อยู่ด้วยกันได้ มีฐานะและสิทธิเสมอกัน อยู่ด้วยกันได้;
       ในภาษาไทย ใช้หมายถึงร่วมประเวณี ด้วย

สังวาสนาสนา ให้ฉิบหายจากสังวาส
       หมายถึง การทำอุกเขปนียกรรมยกเสียจากสังวาส คือทำให้หมดสิทธิที่จะอยู่ร่วมกับสงฆ์

สังเวคกถา ถ้อยคำอันให้เกิดความสังเวช คือเร้าเตือนสำนึก ทำให้คิดได้หรือได้คิด

สังเวคธรรม ธรรมคือความสังเวช ได้แก่ สังเวค คือความสังเวชนั่นเอง
       (ธรรมเป็นคำสร้อย เหมือนในคำว่า “ปัญญาธรรม” ก็คือปัญญานั่นเอง)
       ดู สังเวช

สังเวควัตถุ เรื่องที่เร้าเตือนสำนึก, เรื่องที่นึกถึงหรือพิจารณาแล้วทำให้เกิดความสังเวช
       คือเร้าเตือนสำนึกให้คิดได้ ให้ละเลิกบาป ให้มีจิตใจน้อมมาทางกุศล เกิดความคิดไม่ประมาท และมีกำลังที่จะทำความเพียรปฏิบัติธรรมต่อไป
       สังเวควัตถุ ๘ ได้แก่ ความเกิด-ความแก่-ความเจ็บ-ความตาย อบายทุกข์ ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอดีต ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอนาคต และ อาหารปริเยฏฐิทุกข์ คือทุกข์เนื่องด้วยการหากิน ในปัจจุบัน (เช่น ที.อ. ๒/๔๐๙)

สังเวช ความสลดใจคิดได้ หรือให้ได้คิด, ความสลดใจได้คิดหักหันจิตพลิกฟื้นให้เกิดมีกำลังพรั่งพร้อมขึ้นมาที่จะไม่ประมาทเร่งทำการที่ควรทำให้สำเร็จ, ความรู้สึกเตือนสำนึก ปลุกสำนึก หรือทำให้ฉุกคิด, ความรู้สึกกระตุ้นใจให้คิดได้ ให้คำนึงธรรม ให้ตระหนักถึงความจริงของชีวิต และเร้าเตือนให้ไม่ประมาท หรือให้กลับตัวได้
       “สังเวช” เป็นศัพท์ธรรมคำหนึ่งที่เข้ามาในภาษาไทยแล้วในปัจจุบันได้เพี้ยนความหมายไปห่างไกลแทบจะกลับตรงข้าม กลายเป็นความรู้สึกสลดหรือเศร้าสลด แล้วหงอยหรือหดหู่ห่อเหี่ยวไปเสีย
       ตามความหมายที่แท้ “สังเวช-” เป็นรูปกริยาของคำนามว่า “สังเวค” คือ “สํ” (พรั่ง, พร้อม) + “เวค” (กำลังแรง, ความเร็ว) จึงแปลว่า แรงพลุ่ง, แรงเร่ง, แรงกระตุ้น หรือพลังที่ปลุกเร้า
       หมายถึง แรงกระตุ้นเร้าเตือนใจ ให้ได้คิด หรือสำนึกขึ้นมาได้ ให้คิดถึงธรรม หรือตระหนักถึงความจริงความดีงาม อันทำให้ตื่นหรือถอนตัวขึ้นมาจากความเพลิดเพลิน ความหลงละเลิงปล่อยตัวมัวเมา หรือความประมาท แล้วหักหันไปเร่งเพียรทำการที่ตระหนักรู้ว่าจะพึงทำด้วยความไม่ประมาทต่อไป
       ความสังเวช คือความปลุกสำนึกตื่นตระหนักได้รู้ได้คิดนี้ มีคุณค่าอย่างสำคัญที่ทำให้หายมัวเมาละเลิกความลุ่มหลงเพลิดเพลิน กลับตัวได้ หันมาทำกิจหน้าที่ทำสิ่งที่ดีงามถูกต้อง และตั้งอยู่ในความไม่ประมาท บางคนอาจประสบเหตุการณ์กระทบใจที่ทำให้สังเวชคิดได้ และกลับตัวหรือเปลี่ยนพฤติกรรมดำเนินชีวิตใหม่ที่ดีด้วยตนเอง
       แต่ในการศึกษา ท่านไม่รอความบังเอิญอย่างนั้น พระพุทธเจ้าและบัณฑิตผู้หวังดีนิยมเลือกหรือสร้างโอกาสที่จะกล่าวถ้อยคำบ้าง ใช้สถานการณ์บางอย่างบ้าง ที่จะทำให้บุคคลนั้นๆ สังเวช หรือเกิดความสังเวช คือสลดใจได้คิด หรือสำนึกตระหนักรู้คิดได้ หายลุ่มหลงมัวเมา และคิดที่จะทำกิจหน้าที่เร่งทำความดี ที่จะเป็นอยู่อย่างถูกต้องสมควร พูดสั้นๆ ว่า ที่จะปฏิบัติธรรม โดยไม่ประมาทต่อไป
       คัมภีร์แห่งหนึ่งอธิบายไว้สั้นๆ มีใจความว่า การเกิดมานะคือลำพองใจว่า ข้านี้อายุยืน จะอยู่อีกนาน ข้าสุขสบายแล้ว ฯลฯ อย่างนี้เรียกว่าเมาชีวิต เมื่อเมาก็ประมาท ท่านจึงทำให้เขาเกิดความสังเวช คือได้สำนึก คิดได้ ซึ่งจะทำให้เขาเกิดอุตสาหะในสัทธรรม เพราะความสังเวชเป็นเหตุแห่งอุตสาหะ
       เรื่องราวตัวอย่างในคัมภีร์มีมากมาย เช่น เมื่อพระมหาโมคคัลลานะบวชได้ ๗ วัน บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ มัวง่วงเหงาหาวนอน พระพุทธเจ้าได้ทำให้ท่านสังเวช โดยตรัสว่า “แน่ะโมคคัลลานะ อย่าให้ความพยายามของเธอสูญเปล่าไปเสีย” ดังนี้เป็นต้น ทำให้ท่านสังเวช แล้วแก้ความง่วงเหงาและบำเพ็ญเพียร จนได้ลุมรรคผลจนจบสิ้น (อป.อ. ๑/๒๘๗)
       อีกตัวอย่างหนึ่งว่า ภิกษุรูปหนึ่งไปอยู่ในไพรสณฑ์ คราวหนึ่ง ขณะพักกลางวัน เธอคิดอกุศลในเรื่องของชีวิตชาวบ้าน เทวดาที่นั่นหวังดี จะให้เธอสังเวช จึงเข้ามาหาและกล่าวกะเธอว่า “ท่านปรารถนาวิเวก จึงเข้าป่า แต่ใจของท่านซ่านแส่ไปข้างนอก...ท่านมีสติ ก็จะละความเบื่อหน่ายได้ ข้าพเจ้าขอให้ท่านระลึกถึงธรรมของสันตชน...อย่าให้ธุลีกามพาเอาตัวท่านไปเสีย ภิกษุมีความเพียร มีสติ ย่อมสลัดธุลีกิเลสที่แปดเปื้อนให้หลุดไป เหมือนนกตัวเปื้อนฝุ่น สลัดธุลีที่ติดเปื้อนตัวให้หลุดได้” คำเตือนของเทวดานี้ได้ทำให้ภิกษุนั้นสังเวช คือสำนึกได้ (สํ.ส. ๑๕/๗๖๑/๒๙๐)
       คราวหนึ่ง ที่วัดบุพพาราม ภิกษุรุ่นนวกะมากรูปนั่งสนทนากันที่ชั้นบนของมิคารมาตุปราสาท เอาเรื่องไร้สาระมาคุยกัน พระพุทธเจ้ามีพระประสงค์ให้ภิกษุเหล่านั้นสังเวชแล้วจะทรงแสดงธรรมสั่งสอน จึงตรัสให้พระมหาโมคคัลลานะไปดู พระมหาโมคคัลลานะได้ใช้นิ้วหัวแม่เท้าเขี่ยยอดปราสาท ทำให้ปราสาทไหวโอนเอน ภิกษุเหล่านั้นหวาดกลัว ได้สังเวช และกลัวปราสาทจะพัง พากันหนีลงมา ออกจากปราสาท ไปยืนใกล้พระพุทธเจ้า เมื่อโอกาสเหมาะ พระองค์จึงตรัสสอนธรรมแก่พวกเธอซึ่งมีสภาพจิตพร้อมแล้วที่จะรับ (ขุ.เถร. ๒/๕๔๙)
       อีกคราวหนึ่ง ที่วัดบุพพารามนั่นแหละ พระอินทร์มาเฝ้าพระพุทธเจ้า และทูลถามปัญหาเกี่ยวกับนิพพาน ครั้นได้ฟังคำวิสัชนาแล้ว ทรงปราโมทย์ ดีพระทัย และทูลลากลับไป พระมหาโมคคัลลานะคิดว่าที่พระอินทร์ฟังเรื่องลึกซึ้งขนาดนั้นกลับไปนี้ เข้าใจจริงหรือไม่ จึงตามไปสอบถาม พระอินทร์นั้นกำลังเพลินกับทิพยสมบัติ ก็อธิบายพร่าสับสน พระมหาโมคคัลลานะจะให้พระอินทร์สังเวช จึงใช้นิ้วหัวแม่เท้าเขี่ยให้เวชยันตปราสาทหวั่นไหว ทำให้พระอินทร์ตกใจ ได้สังเวช หายประมาทแล้ว มีโยนิโสมนสิการ จึงตอบชี้แจงเรื่องนั้น ได้เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงแก่พระองค์ (ขุ.เถร. ๒/๕๕๐)
       ความหมายของ “สังเวช” ที่อธิบายยากและมักเข้าใจกันผิด น่าจะชัดเจนขึ้นด้วยเรื่องราวที่นำมาเล่าเป็นตัวอย่างนี้
       สังเวชนั้นโดยทั่วไปเป็นความสังเวชโดยคำนึงธรรมอยู่แล้ว แต่ไม่เสมอไป สังเวชที่เป็นแรงพลุ่งขึ้นของความกลัว เป็นความตื่นภัย ทำให้รีบหนีไปก็มี เป็นแรงพลุ่งของความโกรธก็มี เป็นแรงพลุ่งของปีติก็มี ด้วยเหตุนี้ บางครั้งจึงมีการอธิบายกำกับว่า ที่ท่านผู้โน้นบอกว่า “สังเวช” นั้น หมายถึง “ธรรมสังเวช” เช่น เมื่ออรรถกถาแห่งหนึ่งบอกว่าพระอานนท์ถึงความสังเวช (ที.อ.๑/๙) ก็มีคัมภีร์ฏีกาอธิบายว่า ที่อรรถกถาว่า สังเวชตรงนั้น เป็นธรรมสังเวช (ที.อภินวฏี.๑/๘๙) ดังนั้น บางที “สังเวช” จึงมีคำว่า “ธรรม” กำกับนำหน้า เป็น “ธรรมสังเวช” เพื่อให้แน่ชัดลงไปและหนักแน่นยิ่งขึ้น ในที่นี้จะแสดงความหมายที่หนักแน่นของ “ธรรมสังเวช” ไว้ด้วย
       ธรรมสังเวช คือความสังเวชโดยคำนึงธรรม, ความปลงใจด้วยปัญญารู้เท่าทันความจริงแห่งธรรมดา พร้อมด้วยแรงใจที่จะพิจารณาปฏิบัติจัดการเรื่องนั้นให้เป็นไปตามธรรม
       ธรรมสังเวชนี้ ในพระไตรปิฎกพบแห่งเดียว นอกนั้นมาในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา-ฏีกา และมีคัมภีร์ ๕ แห่ง บอกความหมายของธรรมสังเวชไว้ตรงตามกันว่า “ธมฺมสภาวจินฺตาวเสน ปวตฺตํ สโหตฺตปฺปญาณํ ธมฺมสํเวโค” (เช่น วินย.ฏี.๑/๔๘) แปลพอเข้าใจว่า “ธรรมสังเวช คือ ความตระหนักรู้โดยมีแรงเร้าใจ (ญาณพร้อมด้วยโอตตัปปะ) ซึ่งเป็นไปโดยคำนึงถึงสภาวะแห่งธรรม”
       ความหมายนี้จะไม่อธิบายมาก แต่จะให้เข้าใจด้วยการได้ฟังเรื่องราวตัวอย่าง
       ในพระไตรปิฎก มีคำว่าสังเวชอยู่ทั่วไปราว ๑๕๐ แห่ง แต่มี “ธรรมสังเวช” แห่งเดียว (ในเถรีคาถา, ขุ.เถรี. ๒๖/๔๖๓/๔๖๙) ตามเรื่องว่า สตรีผู้หนึ่ง หลังจากแต่งงาน มีบุตรคนหนึ่งชื่อว่า “วัฑฒ์” คนเรียกเธอว่า “วัฑฒมารดา” (คุณแม่ของวัฑฒ์) เธอมีศรัทธา ได้บวชเป็นภิกษุณี ต่อมา บุตรนั้นก็ได้ออกบวชเป็นภิกษุ อยู่มาวันหนึ่ง พระวัฑฒ์มาหาพระเถรีผู้เป็นมารดา โดยมารูปเดียว พระเถรีได้พูดตักเตือนเธอไม่ให้ปล่อยตัวมัวอยู่กับความผูกพันที่พาให้เป็นภาคีของความทุกข์ ขอให้ตั้งใจบำเพ็ญมรรคให้ได้ปัญญาเห็นธรรมให้สิ้นทุกข์ พระวัฑฒ์จึงถามว่า แม่ไม่มีความรักผูกพันในตัวลูกแล้วหรือ พระเถรีตอบว่าตัวท่านไม่มีความผูกพันในสังขารทั้งหลายเลยแม้แต่น้อย ท่านสิ้นอาสวะ จบพระพุทธศาสนาแล้ว พระวัฑฒ์ได้ฟังอย่างนั้น ก็กล่าวว่า แม่หวังดีเอาปฏักใหญ่แทงตัวท่าน คำสอนที่แม่ตักเตือนนั้น ช่วยให้ท่านถึงธรรมสังเวชที่จะลุถึงเกษมธรรม แล้วพากเพียรเด็ดเดี่ยวจนได้สัมผัสอุดมสันติ
       ในอรรถกถามีคำว่าธรรมสังเวชมาในหลายเรื่อง ว่าเฉพาะกรณีเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญที่รู้จักกันดี เช่น หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ๗ วัน ขณะเตรียมการจะถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ พระมหากัสสปะพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ กำลังเดินทางจากปาวามายังกุสินารา ระหว่างทางท่านได้ทราบข่าวพุทธปรินิพพานจากอาชีวกที่เดินทางสวนมา เมื่อได้ทราบข่าวอย่างนั้น บรรดาภิกษุที่ยังไม่ปราศราคะได้พากันร่ำไห้คร่ำครวญไปต่างๆ “ส่วนภิกษุที่ปราศราคะแล้ว (ได้เแก่พระอรหันต์และพระอนาคามี) มีสติสัมปชัญญะ วางใจได้ว่า สังขารไม่เที่ยง จะเอาอะไรกับสังขารได้จากที่ไหน” (ที.ม. ๑๐/๑๕๔/๑๘๘) ความเดิมในพระไตรปิฎกบาลีตอนนี้มีเท่านี้ แต่พระไตรปิฎกแปลภาษาไทยบางฉบับแปลแบบขยายความเติมคำว่าธรรมสังเวชลงไปว่า “ส่วนภิกษุเหล่าใด ปราศจากราคะแล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีสติสัมปชัญญะ อดกลั้นด้วยธรรมสังเวชว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง…” (พระไตรปิฎกแปลไทยบางฉบับแปลเท่าความในพระไตรปิฎกบาลี ไม่เติมคำขยายความอย่างนี้ลงไป)
       เรื่องดำเนินต่อไปว่า เวลานั้น สุภัททวุฒบรรพชิตซึ่งนั่งอยู่ที่นั่นด้วย ได้พูดห้ามภิกษุทั้งหลายไม่ให้ร้องไห้เศร้าโศก บอกว่าพวกเราพ้นไปได้ดีแล้ว เพราะว่า พระพุทธเจ้าทำให้พวกเราเดือดร้อนโดยตรัสว่าการนี้ควร การนี้ไม่ควร คราวนี้ละ อันใดอยากทำ พวกเราก็จะทำ อันใดไม่อยากทำ พวกเราก็จะไม่ทำ
       คราวนั้น พระมหากัสสปะได้ยินคำของพระสุภัททะแล้วท่านยังไม่พูดอะไร แต่หันไปปลอบโยนเหล่าพระภิกษุให้มองเห็นความจริงของธรรมดาที่มีการเกิดดับจากพลัดพราก ซึ่งไม่เป็นไปตามใจปรารถนา แล้วนำหมู่คณะเดินทางสู่เมืองกุสินาราต่อไป เวลาผ่านไป หลังงานถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว เมื่อถึงโอกาส พระมหากัสสปะจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดนี้แก่ภิกษุทั้งหลาย และยกคำพูดของสุภัททวุฒบรรพชิตเป็นข้อปรารภในการชวนให้สังคายนาพระธรรมวินัย (วินย. ๗/๖๑๔/๓๘๐)
       ตามความในพระไตรปิฎกบาลีที่เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ไม่มีคำว่า “ธรรมสังเวช” หรือแม้แต่ “สังเวช” อยู่ด้วยเลย และในตอนนี้เองที่อรรถกถาเล่าขยายความว่า พระมหากัสสปะได้ฟังคำของสุภัททวุฒบรรพชิตแล้ว ก็เกิดธรรมสังเวชว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแค่สัปดาห์เดียว ก็มีเสี้ยนหนามใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ถ้าคนบาปร้ายได้พวก ก็สามารถทำให้พระศาสนาเสื่อมถอยได้ คิดดังนี้แล้วท่านก็ตั้งใจว่า จะทำสังคายนา (ที.อ. ๒/๒๐๙)
       เรื่องดำเนินต่อมาอีก ก่อนสังคายนาครั้งแรกนั้น พระอานนท์เป็นพระเถระรูปเดียวที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ท่ามกลางพระอรหันต์ผู้ได้รับเลือกให้เข้าประชุม ครั้นเตรียมการประชุมเสร็จแล้ว ใกล้ถึงวันเริ่มสังฆกรรม มีพระบางรูปพูดเปรยๆ ว่า “ในภิกษุสงฆ์นี้ ยังมีภิกษุรูปหนึ่งพากลิ่นคาวเนื้อโชยไป”
       พระอานนท์ได้ยินก็รู้ว่าเขาหมายถึงตัว จึงเกิดความสังเวช (ที่ฏีกาอธิบายว่าเป็นธรรมสังเวช) และพระอีกบางรูปก็พูดแก่ท่านว่า “ท่านอานนท์ พรุ่งนี้แล้วนะจะมีการประชุมตัวท่านเป็นเสขะ ยังมีกิจของตัวที่ต้องทำ ซึ่งเป็นเหตุให้ไม่สมควรเข้าร่วมประชุม ท่านจงอย่าได้ประมาท” คำเตือนและความสังเวชนี้ช่วยเร่งเร้าให้พระอานนท์เพียรบำเพ็ญธรรมจนได้เป็นพระอรหันต์ทันในราตรีสุดท้ายก่อนเริ่มการสังคายนา (ที่มา-ที่อ้างอิง บอกแล้วข้างต้น)
       ความหมายของ “สังเวช” และ “ธรรมสังเวช” คงชัดขึ้นด้วยการเห็นตัวอย่างในเรื่องราวที่เล่ามานี้;
       ดู ธรรมสังเวช

สังเวชนียสถาน สถานเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช, สถานอันเป็นที่เจริญสังเวคธรรม;
       ชื่อเต็มตามบาลีพุทธพจน์ว่า “ทสฺสนียานิ สํเวชนียานิ ฐานานิ” (ที.ม. ๑๐/๑๓๑/๑๖๓; องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๑๑๘/๑๖๑) แปลว่า สถานอันเป็นทัศนีย์ ที่เจริญสังเวช คือ บุญสถานอันควรไปดูไปชม เพื่อเตือนใจให้นึกถึงความจริงแห่งธรรมดาของสิ่งทั้งหลาย อันไม่พึงประมาท และพาให้น้อมใจระลึกถึงพระพุทธคุณ ที่ทรงมีพระมหากรุณาสั่งสอนให้เรารู้เข้าใจเข้าถึงความจริงของธรรมนั้นได้ โดยที่เราจะตั้งใจศึกษาให้รู้เข้าใจและปฏิบัติให้เจริญในบุญในกุศลจนเข้าถึงธรรมที่ได้ทรงสอนไว้;
       สังเวชนียสถาน ๔ คือ
       ๑. ที่พระพุทธเจ้าประสูติ คือ ลุมพินีวัน ปัจจุบันเรียก ลุมพินี (Lumbini) หรือ รุมมินเด (Rummindei)
       ๒. ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ ควงโพธิ์ ที่ตำบลพุทธคยา (Buddha Gaya หรือ Bodh Gaya)
       ๓. ที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา คือ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ปัจจุบันเรียก สารนาถ (Sarnath)
       ๔. ที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน คือ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา หรือ กุสินคร (Kusinagara) บัดนี้เรียก Kasia;
       ดู สังเวช

สังเวย บวงสรวง, เซ่นสรวง (ใช้แก่ผีและเทวดา)

สังสาระ, สงสาร การเที่ยวเร่ร่อนไปในภพ คือภาวะแห่งชีวิต ที่ถูกพัดพาให้ประสบสุขทุกข์ ขึ้นลง เป็นไปต่างๆ ตามกระแสแห่งอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน,
       การว่ายวนอยู่ในกระแสแห่งกิเลส กรรม และวิบาก,
       การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกหรือในภพต่างๆ,
       ว่าโดยสภาวะ ก็คือ ความสืบทอดต่อเนื่องไปแห่งขันธ์ทั้งหลายนั่นเอง;
       นิยมพูดว่า สังสารวัฏ;
       ดู ปฏิจจสมุปบาท

สังสารจักร วงล้อแห่งสังสาระ, วงล้อแห่งการเที่ยวเร่ร่อนเวียนว่ายตายเกิด, อาการหมุนวนต่อเนื่องไปแห่งภาวะของชีวิตที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ในหลักปฏิจจสมุปบาท;
       “สังสารจักร” เป็นคำในชั้นอรรถกถาลงมา เช่นเดียวกับคำว่า ภวจักร ปัจจยาการจักร ตลอดจนปฏิจจสมุปบาทจักร ซึ่งท่านสรรมาใช้ในการอธิบายหลักปฏิจจสมุปบาทนั้น,
       อาการหมุนวนของสังสารจักร หรือภวจักรนี้ ท่านอธิบายตามหลักไตรวัฏฏ์;
       ดู ไตรวัฏฏ์, ปฏิจจสมุปบาท, สังสาระ

สังสารวัฏ วังวนแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย, การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลก หรือในภพต่างๆ,
       โดยใจความ ก็ได้แก่ “สังสาระ” นั่นเอง;
       สังสารวัฏฏ์ หรือ สงสารวัฏ ก็เขียน;
       ดู สังสาระ, ไตรวัฏฏ์, ปฏิจจสมุปบาท

สังสารสุทธิ ความบริสุทธิ์ด้วยการเวียนว่ายตายเกิด
       คือ ลัทธิของมักขลิโคสาล ซึ่งถือว่า สัตว์ทั้งหลายท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดไปเรื่อยๆ ก็จะค่อยบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากทุกข์ไปเอง การปฏิบัติธรรมไร้ประโยชน์ ไม่อาจช่วยอะไรได้

สังสุทธคหณี มีครรภ์ที่ถือปฏิสนธิสะอาดหมดจดดี

สังเสทชะ สัตว์เกิดในของชื้นแฉะโสโครก เช่น หมู่หนอน
       (ข้อ ๓ ในโยนิ ๔)

สังหาร การทำลาย, ฆ่า, ล้างผลาญชีวิต

สังหาริมะ สิ่งที่เคลื่อนที่ได้ คือนำไปได้
       เช่น สัตว์และสิ่งของที่ตั้งอยู่ลอยๆ ไม่ติดที่ ได้แก่ เงิน ทอง เป็นต้น;
       เทียบ อสังหาริมะ

สังหาริมทรัพย์ ทรัพย์เคลื่อนที่ได้ เช่น สัตว์เลี้ยง เตียง ตั่ง ถ้วย ชาม เป็นต้น;
       คู่กับ อสังหาริมทรัพย์

สัจกิริยา “การกระทำสัจจะ”, การใช้สัจจะเป็นอานุภาพ, การยืนยันเอาสัจจะ คือความจริงใจ คำสัตย์ หรือภาวะที่เป็นจริงของตนเอง เป็นกำลังอำนาจที่จะคุ้มครองรักษาหรือให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง
       เช่นที่พระองคุลิมาลกล่าวแก่หญิงมีครรภ์แก่ว่า “ดูกรน้องหญิง ตั้งแต่อาตมาเกิดแล้วในอริยชาติ มิได้รู้สึกเลยว่าจะจงใจปลงสัตว์เสียจากชีวิต ด้วยสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด” แล้วหญิงนั้นได้คลอดบุตรง่ายดายและปลอดภัย (คำบาลีของข้อความนี้ ได้นำมาสวดกันในชื่อว่า อังคุลิมาลปริตร)
       และเรื่องในวัฏฏกชาดกที่ว่า ลูกนกคุ่มอ่อน ถูกไฟป่าล้อมใกล้รังเข้ามา ตัวเองยังบินไม่ได้ พ่อนกแม่นกก็บินหนีไปแล้ว จึงทำสัจกิริยา อ้างวาจาสัตย์ของตนเองเป็นอานุภาพ ทำให้ไฟป่าไม่ลุกลามเข้ามาในที่นั้น (เป็นที่มาของวัฏฏกปริตรที่สวดกันในปัจจุบัน),
       ในภาษาบาลี สัจกิริยานี้เป็นคำหลัก บางแห่งใช้สัจจาธิฏฐานเป็นคำอธิบายบ้าง แต่ในภาษาไทยมักใช้คำว่าสัตยาธิษฐาน ซึ่งเป็นรูปสันสกฤตของ สัจจาธิฏฐาน;
       ดู สัจจาธิฏฐาน, สัตยาธิษฐาน

สัจจะ
       1. ความจริง มี ๒ คือ
           ๑. สมมติสัจจะ จริงโดยสมมติ เช่น คน พ่อค้า ปลา แมว โต๊ะ เก้าอี้
           ๒. ปรมัตถสัจจะ จริงโดยปรมัตถ์ เช่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
       2. ความจริงคือ
           จริงใจ ได้แก่ ซื่อสัตย์
           จริงวาจา ได้แก่ พูดจริง และ
           จริงการ ได้แก่ ทำจริง
           (ข้อ ๑ ในฆราวาสธรรม ๔, ข้อ ๒ ในอธิษฐานธรรม ๔, ข้อ ๔ ในเบญจธรรม, ข้อ ๗ ในบารมี ๑๐)

สัจจญาณ ปรีชากำหนดรู้ความจริง, ความหยั่งรู้สัจจะ
       คือ รู้อริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างตามภาวะที่เป็นจริง ว่านี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย เป็นต้น
       (ข้อ ๑ ในญาณ ๓)

สัจจพันธ์, สัจจพันธคีรี เขาสัจจพันธ์ ที่ประทับรอยพระพุทธบาท รอยที่ ๒;
       ดู ปุณณสุนาปรันตะ

สัจธรรม, สัจจธรรม ธรรมที่จริงแท้, หลักสัจจะ เช่น ในคำว่า “อริยสัจจธรรมทั้งสี่”

สัจจาธิฏฐาน
       1. ที่มั่นคือสัจจะ, ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจให้เป็นฐานที่มั่น คือสัจจะ,
           ผู้มีสัจจะเป็นฐานที่มั่น (ข้อ ๒ ในอธิฏฐาน ๔);
           ดู อธิษฐานธรรม
       2. การตั้งความจริงเป็นหลักอ้าง, ความตั้งใจมั่นแน่วให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งโดยอ้างเอาสัจจะของตนเป็นกำลังอำนาจตรงกับคำว่า สัจกิริยา แต่ในภาษาไทยมักใช้ว่าสัตยาธิษฐาน;
           ดู สัจกิริยา, สัตยาธิษฐาน

สัจจานุโลมญาณ ดู สัจจานุโลมิกญาณ

สัจจานุโลมิกญาณ ปรีชาเป็นไปโดยสมควรแก่การกำหนดรู้อริยสัจจ์,
       ญาณอันคล้อยต่อการตรัสรู้อริยสัจจ์;
       อนุโลมญาณ ก็เรียก
       (ข้อ ๙ ในวิปัสสนาญาณ ๙)

สัจฉิกรณะ การทำให้แจ้ง, การประสบ, การเข้าถึง,
       การบรรลุ เช่น ทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน คือ บรรลุนิพพาน

สัญจร เที่ยวไป, เดินไป, ผ่านไป, ผ่านไปมา, เดินทางกันไปมา

สัญจริตตะ การชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน เป็นชื่อสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๕ ที่ห้ามการชักสื่อ

สัญเจตนา ความจงใจ, ความแสวงหาอารมณ์, เจตนาที่แต่งกรรม, ความคิดอ่าน;
       มี ๓ คือ กายสัญเจตนา วจีสัญเจตนา และ มโนสัญเจตนา; ดู สังขาร ๓;
       มี ๖ คือ รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา และ ธัมมสัญเจตนา; ดู ปิยรูป สาตรูป

สัญเจตนิกา มีความจงใจ, มีเจตนา;
       เป็นชื่อสังฆาทิเสสสิกขาบทที่หนึ่ง ข้อที่จงใจทำอสุจิให้เคลื่อน
       เรียกเต็มว่า สัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิ

สัญชัย ชื่อปริพาชกผู้เป็นอาจารย์ใหญ่คนหนึ่งในพุทธกาล
       ตั้งสำนักสอนลัทธิอยู่ในกรุงราชคฤห์ มีศิษย์มาก
       พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเคยบวชอยู่ในสำนักนี้
       ภายหลัง เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ พร้อมด้วยศิษย์ ๒๕๐ คนพากันไปสู่สำนักพระพุทธเจ้า สัญชัยเสียใจเป็นลมและอาเจียนเป็นโลหิต;
       นิยมเรียกว่า สญชัยปริพาชก เป็นคนเดียวกับ สัญชัยเวลัฏฐบุตร คนหนึ่งใน ติตถกร หรือครูทั้ง ๖

สัญญมะ การยับยั้ง, การงดเว้น (จากบาป หรือจากการเบียดเบียน), การบังคับควบคุมตน;
       โดยทั่วไป ท่านอธิบายว่า สัญญมะ ได้แก่ “ศีล”,
       บางทีแปลว่า “สำรวม” เหมือนอย่าง สังวร;
       เพื่อความเข้าใจชัดเจนในเบื้องต้น พึงเทียบความหมายระหว่างข้อธรรม ๓ อย่าง คือ
           สังวร เน้นความระวังในการรับเข้า คือปิดกั้นสิ่งเสียหายที่จะเข้ามาจากภายนอก
           สัญญมะ ควบคุมตนในการแสดงออก มิให้เป็นไปเพื่อการเบียดเบียน เป็นต้น
           ทมะ ฝึกฝนแก้ไขปรับปรุงตน ข่มกำจัดส่วนร้ายและเสริมส่วนที่ดีงามให้ยิ่งขึ้นไป;
       สังยมะ ก็เขียน

สัญญัติ (ในคำว่า “อุปัชฌายะชื่ออะไรก็ตาม ตั้งสัญญัติลงในเวลานั้นว่าชื่อติสสะ”) การหมายรู้, ความหมายรู้ร่วมกัน, ข้อสำหรับหมายรู้ร่วมกัน, ข้อตกลง

สัญญา การกำหนดหมาย, ความจำได้หมายรู้ คือ
       หมายรู้ไว้ ซึ่ง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และอารมณ์ที่เกิดกับใจว่า เขียว ขาว ดำ แดง ดัง เบา เสียงคน เสียงแมว เสียงระฆัง กลิ่นทุเรียน รสมะปราง เป็นต้น
       และจำได้ คือ รู้จักอารมณ์นั้นว่าเป็นอย่างนั้นๆ ในเมื่อไปพบเข้าอีก (ข้อ ๓ ในขันธ์ ๕)
       มี ๖ อย่าง ตามอารมณ์ที่หมายรู้นั้น เช่น รูปสัญญา หมายรู้รูป สัททสัญญา หมายรู้เสียง เป็นต้น;
       ความหมายสามัญในภาษาบาลีว่าเครื่องหมาย ที่สังเกตความสำคัญว่าเป็นอย่างนั้นๆ,
       ในภาษาไทยมักใช้หมายถึง ข้อตกลง, คำมั่น

สัญญา ๑๐ ความกำหนดหมาย, สิ่งที่ควรกำหนดหมายไว้ในใจ มี ๑๐ อย่าง คือ
       ๑. อนิจจสัญญา กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร
       ๒. อนัตตสัญญา กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง
       ๓. อสุภสัญญา กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย
       ๔. อาทีนวสัญญา กำหนดหมายโทษแห่งกาย คือมีอาพาธต่างๆ
       ๕. ปหานสัญญา กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรม
       ๖. วิราคสัญญา กำหนดหมายวิราคะ คืออริยมรรคว่าเป็นธรรมอันสงบประณีต
       ๗. นิโรธสัญญา กำหนดหมายนิโรธ คืออริยผลว่าเป็นธรรมอันสงบประณีต
       ๘. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง
       ๙. สัพพสังขาเรสุ อนิฏฐสัญญา กำหนดหมายความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง
       ๑๐. อานาปานัสสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออก

สัญญาเวทยิตนิโรธ การดับสัญญาและเวทนา เป็นสมาบัติ
       เรียกเต็มว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เรียกสั้นๆ ว่า นิโรธสมาบัติ
       (ข้อ ๙ ในอนุปุพพวิหาร ๙); ดู นิโรธสมาบัติ

สัญโญชน์ ดู สังโยชน์

สัณฐาน ทรวดทรง, ลักษณะ, รูปร่าง

สัตตกะ หมวด ๗

สัตตบรรณคูหา ชื่อถ้ำที่ภูเขาเวภารบรรพต ในกรุงราชคฤห์
       เป็นที่พระพุทธเจ้าเคยทรงทำนิมิตต์โอภาสแก่พระอานนท์ และเป็นที่ทำสังคายนาครั้งแรก;
       เขียน สัตตปัณณิคูหา หรือ สัตตบัณณคูหา ก็มี

สัตตบริภัณฑ์ “เขาล้อมทั้งเจ็ด” คำเรียกหมู่ภูเขา ๗ เทือก ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ หรือ สิเนรุ
       คือ ยุคนธร อิสินธร กรวิก สุทัสสนะ เนมินธร วินตก และ อัสสกัณณ์

สัตตมวาร, สัตมวาร วาระที่ ๗, ครั้งที่ ๗;
       ในภาษาไทย นิยมใช้ในประเพณีทำบุญอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ โดยมีความหมายว่า วันที่ ๗ หรือวันที่ครบ ๗ เช่น ในข้อความว่า “บำเพ็ญกุศลสัตมวาร”,
       ทั้งนี้มีคำที่มักใช้ในชุดเดียวกันอีก ๒ คำ คือ ปัญญาสมวาร (วันที่ ๕๐ หรือวันที่ครบ ๕๐) และศตมวาร (วันที่ ๑๐๐ หรือวันที่ครบ ๑๐๐); พจนานุกรมเขียน สัตมวาร,
       อนึ่ง “สัตมวาร” (วารที่ ๗) เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีคือ “สตฺตมวาร” ไม่พึงสับสนกับคำว่า “ศตมวาร” (วารที่ ๑๐๐) ซึ่งเป็นคำจากภาษาสันสกฤต ที่ตรงกับคำบาลีว่า “สตมวาร”

สัตตสดกมหาทาน ทานใหญ่อย่างละ ๗๐๐ (ตามที่อรรถกถาประมวลไว้ ๗ หมวด คือ ช้าง ๗๐๐ ม้า ๗๐๐ รถ ๗๐๐ สตรี ๗๐๐ วัวนม ๗๐๐ ทาส ๗๐๐ ทาสี ๗๐๐) ซึ่งชาดกเล่าว่า พระเวสสันดรบริจาคก่อนเสด็จออกจากวังไปอยู่ที่เขาวงกตในแดนหิมพานต์,
       แต่ตามหลักพระพุทธศาสนา อิตถีทาน คือการให้สตรีจัดเข้าในจำพวกทานที่ไม่เป็นทาน และไม่เป็นบุญ (คือเป็นบาป ซึ่งในมิลินทปัญหากล่าวว่าพาผู้ให้ไปสู่อบาย) จึงน่าวิเคราะห์ว่าในเรื่องนี้มีเหตุผลหรือมีนัยที่น่าศึกษาอย่างไร,
       ในที่นี้ จะกล่าวถึงข้อมูลและข้อสังเกตเบื้องต้นไว้ประกอบการพิจารณา คือ
       ก) ในโอกาสนี้ พระเวสสันดรให้ทานโดยสั่งให้แจกจ่าย ทั้งให้ผ้าแก่ผู้ต้องการผ้า ให้สุราแก่นักเลงสุรา ให้อาหารแก่ผู้ต้องการอาหาร อรรถกถาอธิบายว่าพระเวสสันดรก็ทราบอยู่ว่าการให้น้ำเมาเป็นทานที่ไร้ผล แต่ให้เพื่อให้นักเลงสุราที่มาก็ได้ไป ไม่ต้องไปพูดว่ามาแล้วไม่ได้
       ข) สตรีที่เป็นทานในคราวนี้ ตามเรื่องว่านั่งประจำรถ ๕๐๐ คันซึ่งเป็นทาน คันละคน (ทำนองว่าเป็นคนประจำรถ)
       ค) ในการให้ทานบุคคล พระเวสสันดรคงจะได้รับหรือให้เป็นไปโดยความเห็นชอบของบุคคลนั้น เช่นเดียวกับในการให้ภริยา
       ง) ในเวลามสูตร (องฺ.นวก. ๒๓/๒๒๔/๔๐๖) พระพุทธเจ้าตรัสเล่าว่า พระองค์เคยทรงเกิดเป็นพราหมณ์ชื่อว่าเวลามะ และได้ให้มหาทาน มีของที่เป็นทานยิ่งใหญ่มากมาย ตั้งแต่ถาดทองคำจำนวน ๘๔,๐๐๐ รวมทั้งช้าง รถ โคนม หญิงสาว อย่างละ ๘๔,๐๐๐ (ถ้าเทียบกันก็ยิ่งใหญ่กว่ามหาทานของพระเวสสันดรครั้งนี้มากมาย) แล้วลงท้ายพระองค์ตรัสว่า ทานของผู้ให้อาหารแก่คนมีสัมมาทิฏฐิเพียงคนเดียว มีผลมากกว่ามหาทานของเวลามพราหมณ์ที่กล่าวมานั้น และตรัสถึงกุศลกรรมที่มีผลมากยิ่งขึ้นไปๆ ตามลำดับ อรรถกถาอธิบายด้วยว่า ทานบางอย่างของเวลามพราหมณ์ก็ไม่นับว่าเป็นทาน แต่ให้เพราะจะให้ครบถ้วน ไม่ต้องมีใครมาพูดว่าไม่มีอันนั้นไม่มีอันนี้ ทำนองว่าให้ครบสมบูรณ์ตามนิยมของโลก ซึ่งมาเข้าข้อที่เป็นหลักทั่วไปว่า
       จ) พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมี ก็คือกำลังพัฒนาตนอยู่ แม้จะบำเพ็ญความดีอย่างยวดยิ่งยากที่ใครอื่นจะทำได้ แต่เพราะยังไม่ตรัสรู้ ความดีที่ทำส่วนมากก็เป็นความดีตามที่นิยมยึดถือเข้าใจกันในกาลสมัยนั้นๆ คือทำดีที่สุดเท่าที่ทำได้ในกาลเทศะนั้น เช่น ออกบวชเป็นฤาษี ได้ฌานสมาบัติ ได้โลกิยอภิญญา แล้วไปเกิดในพรหมโลก (อรรถกถากล่าวว่าสุเมธดาบส ก่อนออกบวชก็ได้บริจาคสัตตสดกมหาทาน);
       ดู ทานที่เป็นบาป, ทานที่ไม่นับว่าเป็นทาน

สัตตสติกขันธกะ ชื่อขันธกะที่ ๑๒ แห่งจุลวรรค ในพระวินัยปิฎก ว่าด้วยการสังคายนาครั้งที่ ๒

สัตตักขัตตุปรมะ พระโสดาบัน ซึ่งจะไปเกิดในภพอีก ๗ ครั้ง เป็นอย่างมากจึงจะได้บรรลุพระอรหัต
       (ข้อ ๓ ในโสดาบัน ๓)

สัตตังคะ เก้าอี้มีพนักสามด้าน, เก้าอี้มีแขน

สัตตัพภันตรสีมา อพัทธสีมาชนิดที่กำหนดเขตแห่งสามัคคีขึ้นในป่า อันหาคนตั้งบ้านเรือนมิได้ โดยวัดจากที่สุดแนวแห่งสงฆ์ออกไปด้านละ ๗ อัพภันดรโดยรอบ

สัตตัมพเจดีย์ เจดียสถานแห่งหนึ่ง ที่นครเวสาลี แคว้นวัชชี ณ ที่นี้ พระพุทธเจ้าเคยทำนิมิตต์โอภาสแก่พระอานนท์

สัตติบัญชร เรือนระเบียบหอก, ซี่กรงทำด้วยหอก

สัตตาวาส ภพเป็นที่อยู่ของสัตว์ มี ๙ เหมือนกับ วิญญาณัฏฐิติ ๗
       ต่างแต่เพิ่มข้อ ๕ เข้ามาเป็น
       ๕. สัตว์เหล่าหนึ่งไม่มีสัญญา ไม่มีการเสวยเวทนา เช่นพวกเทพผู้เป็นอสัญญีสัตว์,
       เลื่อนข้อ ๕, ๖, ๗ ออกไปเป็นข้อ ๖, ๗, ๘
       แล้วเติมข้อ ๙. สัตว์เหล่าหนึ่ง ผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ

สัตตาหะ สัปดาห์, เจ็ดวัน;
       มักใช้เป็นคำเรียกย่อ หมายถึง สัตตาหกรณียะ

สัตตาหกรณียะ ธุระเป็นเหตุให้ภิกษุออกจากวัดในระหว่างพรรษาได้ ๗ วัน ได้แก่
       ๑. ไปเพื่อพยาบาลสหธรรมิกหรือมารดาบิดาผู้เจ็บไข้
       ๒. ไปเพื่อระงับสหธรรมิกที่กระสันจะสึก
       ๓. ไปเพื่อกิจสงฆ์ เช่น ไปหาทัพพสัมภาระมาซ่อมวิหารที่ชำรุดลงในเวลานั้น
       ๔. ไปเพื่อบำรุงศรัทธาของทายกซึ่งส่งมานิมนต์เพื่อการบำเพ็ญกุศลของเขา และธุระอื่นจากนี้ที่เป็นกิจลักษณะอนุโลมตามนี้ได้

สัตตาหกาลิก ของที่รับประเคนเก็บไว้ฉันได้ชั่ว ๗ วัน
       ได้แก่ เภสัชทั้ง ๕ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย;
       ดู กาลิก

สัตติกำลัง ในคำว่า “ตามสัตติกำลัง” แปลว่า ตามความสามารถ และตามกำลัง หรือตามกำลังความสามารถ (สัตติ =ความสามารถ) มาจากคำบาลีว่า ยถาสตฺติ ยถาพลํ;
       พูดเพี้ยนกันไปเป็น ตามสติกำลัง ก็มี

สัตตุ ข้าวคั่วผง, ขนมผง ขนมแห้งที่ไม่บูด เช่น ขนมที่เรียกว่าจันอับ และขนมปัง เป็นต้น

สัตตุผง สัตตุก้อน ข้าวตู เสบียงเดินทางที่สองพ่อค้า คือ ตปุสสะกับภัลลิกะ ถวายแด่พระพุทธเจ้า ขณะที่ประทับอยู่ใต้ต้นราชายตนะ

สัตถะ เกวียน, ต่าง, หมู่เกวียน, หมู่พ่อค้าเกวียน

สัตถกรรม การผ่าตัด

สตฺถา เทวมนุสฺสานํ (พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น) ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย,
       ทรงเป็นครูของบุคคลทั้งชั้นสูงและชั้นต่ำ,
       ทรงประกอบด้วยคุณสมบัติของครู และทรงทำหน้าที่ของครูเป็นอย่างดี คือทรงพร่ำสอนด้วยพระมหากรุณา หวังให้ผู้อื่นได้ความรู้อย่างแท้จริง,
       ทรงสอนมุ่งความจริงและประโยชน์เป็นที่ตั้ง ทรงแนะนำเวไนยสัตว์ด้วยประโยชน์ ทั้งทิฏฐธัมมิกัตถะ สัมปรายิกัตถะ และปรมัตถะ,
       ทรงรู้จริงและปฏิบัติด้วยพระองค์เองแล้ว จึงทรงสอนผู้อื่นให้รู้และปฏิบัติตาม ทรงทำกับตรัสเหมือนกัน ไม่ใช่ตรัสสอนอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง,
       ทรงฉลาดในวิธีสอน, และทรงเป็นผู้นำหมู่ดุจนายกองเกวียน
       (ข้อ ๗ ในพุทธคุณ ๙)

สัตถุศาสน์, สัตถุสาสน์ คำสั่งสอนของพระศาสดา หมายถึงพระพุทธพจน์;
       ดู นวังคสัตถุศาสน์

สัตบุรุษ คนสงบ, คนดี, คนมีศีลธรรม, คนที่ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม

สัตมวาร วันที่ ๗, วันที่ครบ ๗;
       เขียนเต็มรูปเป็น สัตตมวาร

สัตย์ ความจริง, ความซื่อตรง, ความจริงใจ;
       ดู สัจจะ

สัตยยุค ดู กัป

สัตยาธิษฐาน การตั้งความจริงเป็นหลักอ้าง, ความตั้งใจกำหนดแน่วให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งโดยอ้างเอาความจริงใจของตนเป็นกำลังอำนาจ,
       คำเดิมในคัมภีร์นิยมใช้ สัจกิริยา, สัตยาธิษฐานนี้ เป็นรูปสันสกฤต รูปบาลีเป็นสัจจาธิฏฐาน;
       ดู สัจกิริยา, สัจจาธิฏฐาน 2.

สัตว์ “ผู้ติดข้องในรูปารมณ์เป็นต้น”
       สิ่งที่มีความรู้สึกและเคลื่อนไหวไปได้เอง รวมตลอดทั้งเทพ มาร พรหม มนุษย์ เปรต อสุรกาย ดิรัจฉาน และสัตว์นรก
       ในบาลีเพ่งเอามนุษย์ก่อนอย่างอื่น และใช้ในความหมายที่ดีที่สูงยิ่งบ่อยด้วย เช่น โพธิสัตว์ มหาสัตว์ และมหาบุรุษ เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ แต่ในภาษาไทยมักเพ่งเอาดิรัจฉาน

สัตวนิกาย หมู่สัตว์

สัตวโลก โลกคือหมู่สัตว์

สัทธรรม ธรรมที่ดี, ธรรมที่แท้, ธรรมของคนดี, ธรรมของสัตบุรุษ
       สัทธรรม ๓ คือ
           ๑. ปริยัติสัทธรรม สัทธรรมคือคำสั่งสอนอันจะต้องเล่าเรียน ได้แก่พุทธพจน์
           ๒. ปฏิบัติสัทธรรม สัทธรรมคือปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติ ได้แก่ไตรสิกขา (รวมตลอดบุพภาคปฏิปทา เช่น ธุดงค์)
           ๓. ปฏิเวธสัทธรรม หรือ อธิคมสัทธรรม สัทธรรมคือผลอันจะพึงเข้าถึงหรือ บรรลุด้วยการปฏิบัติ ได้แก่ มรรค ผล และนิพพาน (เช่น วินย.อ. ๑/๒๖๔)
       สัทธรรม ๗ คือ
           ๑. ศรัทธา ๒. หิริ ๓. โอตตัปปะ ๔. พาหุสัจจะ ๕. วิริยารัมภะ ๖. สติ ๗. ปัญญา
           (เช่น ที.ปา. ๑๑/๓๓๐/๒๖๔; ม.ม. ๑๓/๓๑/๒๗)

สัทธรรมปฏิรูป สัทธรรมปลอม, สัทธรรมเทียม

สัทธัมมปกาสินี ชื่อคัมภีร์อรรถกถาอธิบายความในปฏิสัมภิทามรรค แห่งพระสุตตันตปิฎก
       พระมหานามะรจนาขึ้นเป็นภาษาบาลี โดยถือตามแนวอรรถกถาเก่าภาษาสิงหฬ ที่รักษาสืบทอดมาในลังกาทวีป;
       ดู โปราณัฏฐกถา, อรรถกถา

สัทธัมมปัชโชติกา ชื่ออรรถกถาอธิบายความในคัมภีร์นิทเทส แห่งพระสุตตันตปิฎก
       พระอุปเสนเถระ (หลักฐานบางแห่งว่า พระอุปติสสเถระ) แห่งมหาวิหารในลังกาทวีป เป็นผู้รจนาขึ้นเป็นภาษาบาลี โดยถือตามแนวอรรถกถาเก่าภาษาสิงหฬ ที่ศึกษาและรักษาสืบทอดกันมา;
       หลักฐานบางแห่งเรียกว่า สัทธัมมัฏฐิติกา;
       ดู โปราณัฏฐกถา, อรรถกถา

สัทธัมมัสสวนะ ฟังสัทธรรม, ฟังคำสั่งสอนของสัตบุรุษ, ฟังคำสั่งสอนของท่านผู้รู้ที่ประพฤติชอบด้วยกายวาจาใจ, สดับเล่าเรียนอ่านคำสอนเรื่องราวที่แสดงหลักความจริงความดีงาม
       (ข้อ ๒ ในวุฑฒิ ๔)

สัทธา ความเชื่อ, ความเชื่อถือ;
       ในทางธรรม หมายถึง เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ, ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล, ความเชื่อมั่นในสิ่งที่ดีงาม, ความเลื่อมใสซาบซึ้งชื่นใจสนิทใจเชื่อมั่นมีใจโน้มน้อมมุ่งแล่นไปตามไปรับคุณความดีในบุคคลหรือสิ่งนั้นๆ, ความมั่นใจในความจริง ความดี สิ่งดีงาม และในการทำความดี ไม่ลู่ไหลตื่นตูมไปตามลักษณะอาการภายนอก (ข้อ ๑ ในอินทรีย์ ๕, ข้อ ๑ ในพละ ๕, ข้อ ๑ ในเวสารัชชกรณธรรม ๕, ข้อ ๑ ในอริยวัฑฒิ ๕, ข้อ ๑ ในสัทธรรม ๗, ข้อ ๑ ในอริยทรัพย์ ๗);
       เขียนอย่างสันสกฤตเป็น ศรัทธา
       ศรัทธาที่เป็นหลักแกนกลาง ซึ่งพบทั่วไปในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัสแสดงไว้เป็นข้อเดียว (เช่น องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๕๓/๗๔) คือ ตถาคตโพธิสัทธา ความเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต (คำบาลีว่า “สทฺทหติ ตถาคตสฺส โพธึ”; บางครั้ง เมื่อทรงแสดงคุณสมบัติของอริยสาวก จึงตรัสถึงอเวจจปสาทะ คือความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม และในพระสงฆ์ เช่น องฺ.นวก. ๒๓/๒๓๑/๔๒๐)
       ศรัทธาที่มักกล่าวถึงในอรรถกถา ได้แก่ (อุ.อ.๒๓๕; อิติ.อ.๗๔; จริยา.อ.๓๓๖) สัทธา ๒ คือ
           ๑. ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต
           ๒. กัมมผลสัทธา เชื่อกรรมและผลของกรรม,
       แต่หลายแห่ง (เช่น อุ.อ.๑๑๐; อิติ.อ.๓๕๓; เถร.อ.๑/๔๙๐) แสดงสัทธา ๒ คือ
           ๑. กัมมผลสัทธา เชื่อกรรมและผลของกรรม
           ๒. รตนัตตยสัทธา เชื่อพระรัตนตรัย (กัมมผลสัทธา เป็นโลกิยสัทธา, รตนัตตยสัทธา ถ้าถูกต้องจริงแท้เห็นประจักษ์ด้วยปัญญามั่นคง ไม่หวั่นไหว เป็นโลกุตตรสัทธา);
       อย่างไรก็ตาม ที่รู้จักกันมาก คือ สัทธา ๔ ซึ่งเป็นชุดสืบๆ กันมา ที่จัดรวมขึ้นภายหลัง คือ
           ๑. กัมมสัทธา เชื่อกรรม เชื่อการกระทำ
           ๒. วิปากสัทธา เชื่อผลของกรรม
           ๓. กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
           ๔. ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต
       อรรถกถาทั้งหลายจำแนกว่ามี สัทธา ๔ ระดับ (เช่น ที.อ.๓/๒๒๗; ม.อ.๓/๒๓๗; องฺ.อ. ๓/๒๙) คือ
           ๑. อาคมนสัทธา ความเชื่อความมั่นใจของพระโพธิสัตว์ อันสืบมาจากการบำเพ็ญสั่งสมบารมี (อาคมนียสัทธา หรืออาคมสัทธา ก็เรียก)
           ๒. อธิคมสัทธา ความเชื่อมั่นของพระอริยบุคคล ซึ่งเกิดจากการเข้าถึงด้วยการบรรลุธรรมเป็นประจักษ์ (อธิคมนสัทธา ก็เรียก)
           ๓. โอกัปปนสัทธา ความเชื่อหนักแน่นสนิทแน่วเมื่อได้ปฏิบัติก้าวหน้าไปในการเห็นความจริง (โอกัปปนียสัทธา ก็เรียก, ท่านว่าตรงกับอธิโมกข์ หรืออธิโมกขสัทธา)
           ๔. ปสาทสัทธา ความเชื่อที่เป็นเพียงความเลื่อมใสจากการได้ยินได้ฟัง

สัทธาจริต พื้นนิสัยหนักในศรัทธา เชื่อง่าย พึงแก้ด้วยปสาทนียกถา คือ ถ้อยคำที่นำให้เกิดความเลื่อมใสในทางที่ถูกที่ควร และด้วยความเชื่อที่มีเหตุผล
       (ข้อ ๔ ในจริต ๖)

สัทธานุสารี “ผู้แล่นไปตามศรัทธา”, “ผู้แล่นตามไปด้วยศรัทธา”,
       พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค ที่มีสัทธินทรีย์แรงกล้า
       (เมื่อบรรลุผล จะกลายเป็นสัทธาวิมุต);
       ดู อริยบุคคล ๗

สัทธาวิมุต “ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา”
       พระอริยบุคคล ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป จนถึงผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรคที่มีสัทธินทรีย์แรงกล้า
       (เมื่อบรรลุอรหัตตผล จะกลายเป็นปัญญาวิมุต);
       ดู อริยบุคคล ๗

สัทธาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศรัทธา คือ เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ เช่น เชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น
       (ข้อ ๑ ในสัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔)

สัทธิวิหาริก, สัทธิงวิหาริก “ผู้อยู่ด้วย”, เป็นคำเรียกผู้ที่ได้รับอุปสมบท ถ้าอุปสมบทอาศัยอุปัชฌาย์รูปใด ก็เป็นสัทธิวิหาริกของอุปัชฌาย์รูปนั้น, ศิษย์ของอุปัชฌาย์, เรียกว่า สัทธิวิหารี ก็มี

สัทธิวิหาริกวัตร ข้อควรปฏิบัติต่อสัทธิวิหาริก, หน้าที่อันอุปัชฌาย์จะพึงกระทำแก่สัทธิวิหาริก คือ
       ๑. เอาธุระในการศึกษา
       ๒. สงเคราะห์ด้วยบาตร จีวร และบริขารอื่นๆ
       ๓. ขวนขวายป้องกัน หรือระงับความเสื่อมเสีย
           เช่น ระงับความคิดจะสึก เปลื้องความเห็นผิด ฯลฯ
       ๔. พยาบาลเมื่ออาพาธ;
       เทียบ อุปัชฌายวัตร

สัทธิวิหารินี สัทธิวิหาริกผู้หญิง คือ สัทธิวิหาริกในฝ่ายภิกษุณี, ตามปกติเรียกว่า สหชีวินี;
       ดู สหชีวินี

สันดาน ความสืบต่อแห่งจิต คือกระแสจิตที่เกิดดับต่อเนื่องกันมา;
       ในภาษาไทยมักใช้ในความหมายว่า อุปนิสัยที่มีมาแต่กำเนิด, อัธยาศัยที่มีติดต่อมา

สันโดษ ความยินดี, ความพอใจ, ยินดีด้วยปัจจัย ๔ คือ ผ้านุ่งผ้าห่ม อาหาร ที่นอนที่นั่ง และยา ตามมีตามได้, ยินดีในของของตน, การมีความสุขความพอใจด้วยเครื่องเลี้ยงชีพที่หามาได้ด้วยความเพียรพยายามอันชอบธรรมของตน ไม่โลภ ไม่ริษยาใคร;
       สันโดษ ๓ คือ
       ๑. ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ คือ ได้สิ่งใดมาด้วยความเพียรของตน ก็พอใจด้วยสิ่งนั้น ไม่เดือดร้อนเพราะของที่ไม่ได้ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของคนอื่นไม่ริษยาเขา
       ๒. ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลัง คือพอใจเพียงแค่พอแก่กำลังร่างกายสุขภาพและขอบเขตการใช้สอยของตน ของที่เกินกำลังก็ไม่หวงแหนเสียดาย ไม่เก็บไว้ให้เสียเปล่า หรือฝืนใช้ให้เป็นโทษแก่ตน
       ๓. ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควร คือพอใจตามที่สมควรแก่ภาวะ ฐานะ แนวทางชีวิต และจุดหมายแห่งการบำเพ็ญกิจของตน เช่น ภิกษุพอใจแต่ของอันเหมาะกับสมณภาวะ หรือได้ของใช้ที่ไม่เหมาะกับตนแต่จะมีประโยชน์แก่ผู้อื่น ก็นำไปมอบให้แก่เขา เป็นต้น;
       สันโดษ ๓ นี้เป็นไปในปัจจัย ๔ แต่ละอย่าง จึงรวมเรียกว่า สันโดษ ๑๒

สันตติ การสืบต่อ คือ การเกิดดับต่อเนื่องกันไปโดยอาการที่เป็นปัจจัยส่งผลแก่กัน
       ในทางรูปธรรม ที่พอมองเห็นอย่างหยาบ เช่น ขนเก่าหลุดร่วงไป ขนใหม่เกิดขึ้นแทน
           ความสืบต่อแห่งรูปธรรม จัดเป็นอุปาทายรูปอย่างหนึ่ง;
       ในทางนามธรรม จิตก็มีสันตติ คือเกิดดับเป็นปัจจัยสืบเนื่องต่อกันไป

สันตาปทุกข์ ทุกข์ คือความร้อนรุ่ม,
       ทุกข์ร้อน ได้แก่ความกระวนกระวายใจ เพราะถูกไฟกิเลสคือ ราคะ โทสะ และโมหะแผดเผา

สันติ ความสงบ, ความระงับดับหายหมดไปแห่งความพลุ่งพล่านเร่าร้อนกระวนกระวาย,
       ภาวะเรียบรื่นไร้ความสับสนวุ่นวาย,
       ความระงับดับไปแห่งกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดความเร่าร้อนว้าวุ่นขุ่นมัว,
       เป็นไวพจน์หนึ่งของ นิพพาน

สันติเกนิทาน “เรื่องใกล้ชิด” หมายถึง เรื่องราวหรือความเป็นมาเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าตั้งแต่ตรัสรู้แล้วจนเสด็จปรินิพพาน;
       ดู พุทธประวัติ

สันติเกรูป ดู รูป ๒๘

สันติภาพ ภาวะแห่งสันติ;
       ตามที่ใช้ในปัจจุบัน หมายถึงความสงบภายนอก คือ ภาวะที่สังคมหรือบ้านเมืองสงบ ไม่มีความปั่นป่วนวุ่นวาย, ภาวะที่ระงับหรือไม่มีความขัดแย้ง, ภาวะปราศจากสงครามหรือความมุ่งร้ายเป็นศัตรูกัน

สันติวิหารธรรม ธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างสงบ

สันตีรณะ ดู วิถีจิต

สันตุฏฐิกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความสันโดษ
       (ข้อ ๒ ในกถาวัตถุ ๑๐)

สันถัต ผ้าปูพื้นที่หล่อด้วยขนเจียมคือขนแกะ ใช้รองนั่ง หรือปูนอน,
       แม้ว่าในสิกขาบทที่ ๕ แห่งโกสิยวรรค (ข้อ ๑๕ ในนิสสัคคิยปาจิตตีย์) จะใช้คำว่า “นิสีทนสันถัต” (สันถัตที่นั่ง) ก็มีคำอธิบายว่า ทรงใช้คำนั้น เพื่อแก้ไขการที่ภิกษุจำนวนมากหลงเข้าใจเอาสันถัตเป็นจีวรผืนหนึ่ง (ภิกษุมากรูปจะสมาทานธุดงค์ เข้าใจว่า สันถัตเป็นจีวรขนสัตว์ เกรงว่าตนจะมีจีวรเกิน ๓ ผืน จึงได้ทิ้งผ้าสันถัตนั้นเสีย – วินย.๒/๙๓/๗๙; กงฺขาวิตรณีอภินวฏีกา, ๓๓๘)

สันทัด ถนัด, จัดเจน, ชำนาญ;
       ปานกลาง

สันทัสสนา การให้เห็นชัดแจ้ง หรือชี้ให้ชัด
       คือ ชี้แจงให้เข้าใจชัดเจน มองเห็นเรื่องราวและเหตุผลต่างๆ แจ่มแจ้ง เหมือนจูงมือไปดูเห็นประจักษ์กับตา;
       เป็นลักษณะอย่างแรกของการสอนที่ดี ตามแนวพุทธจริยา
       (ข้อต่อไป คือ สมาทปนา)

สนฺทิฏฺฐิโก (พระธรรมอันผู้ได้บรรลุ) เห็นเองรู้เอง ประจักษ์แจ้งกับตน ไม่ต้องขึ้นต่อผู้อื่น ไม่ต้องเชื่อต่อถ้อยคำของใคร (ข้อ ๒ ในธรรมคุณ ๖);
       เมื่อมาด้วยกันกับ สมฺปรายิโก (ใช้เป็นคำไทย มีรูปเป็น สัมปรายิกะ) ซึ่งแปลว่า เลยไปเบื้องหน้า หรือเลยตาเห็น (เช่น ม.มู. ๑๒/๑๙๘/๑๖๙) สนฺทิฏฺฐิโกนี้ (สันทิฏฺฐิกะ) แปลว่า เป็นปัจจุบัน เห็นทันตา หรือเห็นกับตา

สันนิธิ การสั่งสม, ของที่สั่งสมไว้
       หมายถึงของเคี้ยวของฉันที่รับประเคนแล้ว เก็บไว้ค้างคืนเพื่อจะฉันในวันรุ่งขึ้น ภิกษุฉันของนั้น เป็นปาจิตตีย์ทุกคำกลืน
       (สิกขาบทที่ ๘ แห่งโภชนวรรค ปาจิตติยกัณฑ์)

สันนิบาต การประชุม, ที่ประชุม

สนฺนิปาติกา อาพาธา ความเจ็บไข้เกิดจากสันนิบาต (คือประชุมกันแห่งสมุฏฐานทั้งสาม),
       ไข้สันนิบาต คือ ความเจ็บไข้ที่เกิดขึ้นแต่ดี เสมหะ และลม ทั้งสามเจือกัน;
       ดู อาพาธ

สันนิวาส ที่อยู่, ที่พัก;
       การอยู่ด้วยกัน, การอยู่ร่วมกัน

สันนิษฐาน ความตกลงใจ, ลงความเห็นในที่สุด;
       ไทยใช้ในความหมายว่า ลงความเห็นเป็นการคาดคะเนไว้ก่อน

สันยาสี ผู้สละโลกแล้วตามธรรมเนียมของศาสนาฮินดู;
       ดู อาศรม

สันสกฤต ชื่อภาษาสำคัญซึ่งใช้ในอินเดียสืบมาแต่โบราณ ใช้ในวรรณคดีตั้งแต่เป็นภาษาพระเวท และสืบมาในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู และใช้ในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานด้วย ถือว่าเป็นภาษาที่ได้ปรุงแต่งขัดเกลาให้มีระเบียบประณีต จึงเรียกว่า “สันสกฤต” (เขียนอย่างบาลีว่า “สกฺกฏ” แปลว่าจัดทำดีแล้ว) ต่างจากปรากฤต ซึ่งเป็นภาษาถิ่นของคนพื้นบ้านพื้นเมือง;
       ในฐานะเป็นภาษาพระเวท เรียกว่า ฉันทัส, ฉันทส
       มีพุทธบัญญัติห้ามมิให้ยกพุทธพจน์ เป็นภาษาพระเวท หรือภาษาสันสกฤตนี้ ความว่า
       “ไม่พึงยกพุทธวจนะขึ้นโดยฉันทัส (ภาษาสันสกฤต) ภิกษุรูปใดยกขึ้น ต้องอาบัติทุกกฏ, ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เรียนพุทธพจน์ ด้วยภาษาของตน”
       (น ภิกฺขเว พุทฺธวจนํ ฉนฺทโส อาโรเปตพฺพํ, โย อาโรเปยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส; อนุชานามิ ภิกฺขเว สกาย นิรุตฺติยา พุทฺธวจนํ ปริยาปุณิตุํ” (วินย. ๗/๑๘๐/๗๐)
       คำว่าภาษาของตน (สกา นิรุตติ) อรรถกถาไขความว่าคือภาษาของชาวมคธ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส (วินย.อ. ๓/๓๕๑) การทรงบัญญัติห้ามอย่างนี้ เป็นการป้องกันมิให้การเรียนพุทธพจน์ถูกจำกัดอยู่ในหมู่ชนชั้นสูง ซึ่งเป็นการผูกขาดการศึกษา;
       ดู ปรากฤต, สกา นิรุตติ, ฉันทัส

สัปดาห์ ๗ วัน, ระยะ ๗ วัน

สัปบุรุษ ดู สัปปุรุษ

สัปปฏิฆรูป ดูที่ อนิทัสสนอัปปฏิฆรูป, รูป ๒๘

สัปปาณกวรรค ตอนที่ว่าด้วยเรื่องสัตว์มีชีวิตเป็นต้น,
       เป็นวรรคที่ ๗ แห่งปาจิตติยกัณฑ์ ในมหาวิภังค์ แห่งพระวินัยปิฎก

สัปปายะ สบาย, สภาพเอื้อ, สภาวะที่เกื้อหนุน, สิ่ง สถาน หรือบุคคล ซึ่งเป็นที่สบาย เหมาะกัน เกื้อกูล หรือเอื้ออำนวย โดยเฉพาะที่ช่วยเกื้อหนุนการบำเพ็ญและประคับประคองรักษาสมาธิ
       ท่านแสดงไว้ ๗ ข้อ คือ
           อาวาส (ที่อยู่)
           โคจร (ที่บิณฑบาตหรือแหล่งอาหาร)
           ภัสสะ (เรื่องพูดคุยที่เสริมการปฏิบัติ)
           บุคคล (ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยแล้วช่วยให้จิตผ่องใสสงบมั่นคง)
           โภชนะ (อาหาร)
           อุตุ (อุณหภูมิและสภาพแวดล้อม)
           อิริยาบถ;
       ทั้ง ๗ ข้อนี้ ที่เหมาะกันเป็นสัปปายะ (เช่นเป็น อาวาสสัปปายะ) ที่ไม่สบาย เป็นอสัปปายะ

สัปปิ เนยใส; ดู เบญจโครส

สัปปิโสณฑิกา ชื่อเงื้อมเขาแห่งหนึ่งอยู่ที่สีตวัน ใกล้กรุงราชคฤห์
       ณ ที่นี้ พระพุทธเจ้าเคยทำนิมิตต์โอภาสแก่พระอานนท์

สัปปุริสธรรม ธรรมของสัตบุรุษ, ธรรมของคนดี,
       ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ มี ๗ ข้อ คือ
           ๑. ธัมมัญญุตา รู้หลักหรือรู้จักเหตุ
           ๒. อัตถัญญุตา รู้ความมุ่งหมายหรือรู้จักผล
           ๓. อัตตัญญุตา รู้จักตน
           ๔. มัตตัญญุตา รู้จักประมาณ
           ๕. กาลัญญุตา รู้จักกาล
           ๖. ปริสัญญุตา รู้จักชุมชน
           ๗. ปุคคลัญญุตา รู้จักบุคคล;
       อีกหมวดหนึ่ง มี ๘ ข้อ คือ
           ๑. ประกอบด้วย สัทธรรม ๗ ประการ
           ๒. ภักดีสัตบุรุษ (คบหาผู้มีสัทธรรม ๗)
           ๓. คิดอย่างสัตบุรุษ
           ๔. ปรึกษาอย่างสัตบุรุษ
           ๕. พูดอย่างสัตบุรุษ
           ๖. ทำอย่างสัตบุรุษ
               (๓, ๔, ๕, ๖ คือ คิด ปรึกษา พูด ทำ มิใช่เพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น)
           ๗. มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ (คือเห็นชอบว่า ทำดีมีผลดี ทำชั่วมีผลชั่ว เป็นต้น)
           ๘. ให้ทานอย่างสัตบุรุษ (คือให้โดยเคารพ เอื้อเฟื้อแก่ของและผู้รับทาน เป็นต้น)

สัปปุริสบัญญัติ ข้อที่ท่านสัตบุรุษตั้งไว้,
       บัญญัติของคนดี มี ๓ คือ
       ๑. ทาน ปันสละของตนเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น
       ๒. ปัพพัชชา ถือบวช เว้นจากการเบียดเบียนกัน
       ๓. มาตาปิตุอุปัฏฐาน บำรุงมารดาบิดาของตนให้เป็นสุข

สัปปุริสูปัสสยะ คบสัตบุรุษ, คบคนดี, ได้คนดีเป็นที่พึ่งอาศัย
       (ข้อ ๒ ในจักร ๔)

สัปปุริสูปสังเสวะ คบสัตบุรุษ, คบคนดี,
       คบท่านที่ประพฤติชอบด้วยกายวาจาใจ, เสวนาท่านผู้รู้ผู้ทรงคุณ
       (ข้อ ๑ ในวุฑฒิ ๔)

สัปปุรุษ เป็นคำเลือนปะปนระหว่าง สัปปุริส ที่เขียนอย่างบาลี กับ สัตบุรุษ ที่เขียนอย่างสันสกฤต มีความหมายอย่างเดียวกัน (ดู สัตบุรุษ)
       แต่ในภาษาไทยเป็นคำอยู่ข้างโบราณ ใช้กันในความหมายว่า คฤหัสถ์ผู้มีศรัทธาในพระศาสนา เฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไปร่วมกิจกรรมทางบุญทางกุศล รักษาศีลฟังธรรมเป็นประจำที่วัดใดวัดหนึ่ง บางทีเรียกตามความผูกพันกับวัดว่า สัปปุรุษวัดนั้น สัปปุรุษวัดนี้

สัพพกามี ชื่อพระเถระองค์หนึ่งในการกสงฆ์ ผู้ทำสังคายนาครั้งที่ ๒ เป็นผู้มีพรรษาสูงสุด และทำหน้าที่วิสัชนา

สัพพโลเกอนภิรตสัญญา กำหนดหมายถึงความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง
       (ข้อ ๘ ในสัญญา ๑๐)

สัพพสังขาเรสุอนิฏฐสัญญา กำหนดหมายถึงความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง
       (ข้อ ๙ ในสัญญา ๑๐)

สัพพัญญุตญาณ ญาณคือความเป็นพระสัพพัญญู,
       พระปรีชาญาณหยั่งรู้สิ่งทั้งปวง ทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

สัพพัญญู ผู้รู้ธรรมทั้งปวง, ผู้รู้ทั่วทั้งหมด, พระนามของพระพุทธเจ้า

สัพพัตถกกัมมัฏฐาน กรรมฐานที่ควรใช้ประโยชน์ในทุกกรณี;
       ดู กัมมัฏฐาน ๒; เทียบ ปาริหาริยกัมมัฏฐาน

สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ ปรีชาหยั่งรู้ทางที่จะนำไปสู่คติทั้งปวง คือ ทั้งสุคติ ทุคติ และทางแห่งนิพพาน
       (ข้อ ๓ ในทศพลญาณ)

สัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อม, ความรู้ตระหนัก, ความรู้ชัดเข้าใจชัด ซึ่งสิ่งที่นึกได้;
       มักมาคู่กับสติ (ข้อ ๒ ในธรรมมีอุปการะมาก ๒);
       สัมปชัญญะ ๔ ได้แก่
           ๑. สาตถกสัมปชัญญะ รู้ชัดว่ามีประโยชน์ หรือตระหนักว่าตรงตามจุดหมาย
           ๒. สัปปายสัมปชัญญะ รู้ชัดว่าเป็นสัปปายะ หรือตระหนักว่าเกื้อกูลเหมาะกัน
           ๓. โคจรสัมปชัญญะ รู้ชัดว่าเป็นโคจร หรือตระหนักในแดนงานของตน
           ๔. อสัมโมหสัมปชัญญะ รู้ชัดว่าไม่หลง หรือตระหนักในตัวสภาวะ ไม่หลงใหล ไม่สับสนฟั่นเฟือน
       การมีสติทันโดยทำความรู้ตัวทั่วพร้อมมีสัมปชัญญะในการเคลื่อนไหว ทำการทุกอย่าง ไม่ว่าก้าวเดิน การถอย การมอง เหลียว คู้ เหยียด ทรงผ้าสังฆาฏิบาตรจีวร กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด นิ่ง เป็นหมวดหนึ่งของกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือสัมปชัญญบรรพ เป็นบรรพที่ ๓ ของกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน;
       ดู กายานุปัสสนา, สติปัฏฐาน

สัมปชานมุสาวาท รู้ตัวอยู่กล่าวเท็จ,
       การพูดเท็จทั้งที่รู้ คือรู้ความจริงแต่จงใจพูดให้คลาดจากความจริง เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจเป็นอย่างอื่นจากความจริง (สิกขาบทที่ ๑ แห่งมุสาวาทวรรค ปาจิตติยกัณฑ์)

สัมปฏิจฉนะ, สัมปฏิจฉันนะ ดู วิถีจิต

สัมปยุต ประกอบด้วย;
       สัมปยุตต์ ก็เขียน

สัมปยุตตธรรม ธรรมที่ประกอบอยู่ด้วย, ธรรมที่ประกอบกัน, สภาวธรรมที่เกิดร่วมกัน หรือพ่วงมาด้วยกัน

สัมปโยค การประกอบกัน

สัมประหาร การสู้รบกัน, การต่อสู้กัน

สัมปรายภพ ภพหน้า

สัมปรายิกัตถะ ประโยชน์ภายหน้า, ประโยชน์เลยตาเห็น, ประโยชน์ขั้นสูงขึ้นไป อันได้แก่ความมีจิตใจเจริญงอกงามด้วยคุณธรรมความดี ทำให้ชีวิตนี้มีค่าและเป็นหลักประกันชีวิตในภพหน้า ซึ่งจะสำเร็จได้ด้วยธรรม ๔ ประการ คือ
       ๑. สัทธาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศรัทธา
       ๒. สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล
       ๓. จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการบริจาค
       ๔. ปัญญาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัญญา
       ธรรม ๔ อย่างนี้เรียกเต็มว่า สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม (ธรรมอันเป็นไปเพื่อสัมปรายิกัตถะ)

สัมปหังสนา การทำให้ร่าเริง หรือปลุกให้ร่าเริง คือ ทำบรรยากาศให้ร่าเริง สดชื่นแจ่มใส เบิกบานใจ ให้ผู้ฟังแช่มชื่นมีความหวัง มองเห็นผลดีและทางสำเร็จ;
       เป็นลักษณะอย่างหนึ่งของการสอนที่ดีตามแนวพุทธจริยา
       (ข้อก่อนคือ สมุตเตชนา)

สัมปัตตโคจรัคคาหิกรูป ดูที่ รูป ๒๘

สัมปัตตวิรัติ ความเว้นจากวัตถุอันถึงเข้า,
       การเว้นเมื่อประสบซึ่งหน้า คือไม่ได้สมาทานศีล หรือตั้งใจละเว้นมาก่อน แต่เมื่อประสบเหตุอันจะทำให้ทำความชั่ว หรือละเมิดศีลเข้าเฉพาะหน้า ก็ละเว้นได้ในขณะนั้นเอง ไม่ล่วงละเมิดศีล
       (ข้อ ๑ ในวิรัติ ๓)

สัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อ, พูดเหลวไหล, พูดไม่เป็นประโยชน์ ไม่มีเหตุผล ไร้สาระ ไม่ถูกกาลถูกเวลา
       (ข้อ ๗ ในอกุศลกรรมบถ ๑๐)

สัมผัปปลาปา เวรมณี เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ, เว้นจากพูดเหลวไหลไม่เป็นประโยชน์, พูดคำจริง มีเหตุผล มีประโยชน์ ถูกกาลเทศะ
       (ข้อ ๗ ในกุศลกรรมบถ ๑๐)

สัมผัส ความกระทบ, การถูกต้องที่ให้เกิดความรู้สึก,
       ความประจวบกันแห่งอายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวิญญาณ มี ๖
           เริ่มแต่ จักขุสัมผัส สัมผัสทางตา เป็นต้น
           จนถึง มโนสัมผัส สัมผัสทางใจ (เรียงตามอายตนะภายใน ๖);
       ผัสสะ ก็เรียก

สัมพันธ์
       1. เกี่ยวข้อง, ผูกพัน, เนื่องกัน
       2. ในทางอักขรวิธีภาษาบาลี หมายถึง มีต่างบทมาสนธิเชื่อมเข้าด้วยกัน
           เช่น ตุณฺหิสฺส หรือ ตุณฺหสฺส (= ตุณฺหี + อสฺส);
           ในความหมายนี้ ตรงข้ามกับ ววัตถิตะ

สัมพุทธะ ท่านผู้ตรัสรู้เอง, พระพุทธเจ้า

สัมภเวสี ผู้แสวงสมภพ;
       ดู ภูตะ

สัมภาระ สิ่งของต่างๆ, วัตถุ, วัสดุ, เครื่องใช้, องค์, ส่วนประกอบ, บริขาร, ปัจจัย,
       ความดีหรือความชั่วที่ประกอบ หรือทำสะสมไว้;
       การประชุมเข้า

สัมภูตสาณวาสี ชื่อพระเถระองค์หนึ่งในการกสงฆ์ ผู้ทำสังคายนาครั้งที่ ๒

สัมโภคนาสนา ให้ฉิบหายเสียจากการกินร่วม,
       เป็นศัพท์ผูกใหม่ที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ว่าน่าจะใช้แทนคำว่า ทัณฑกรรมนาสนา (การให้ฉิบหายด้วยทัณฑกรรม คือ ลงโทษสามเณรผู้กล่าวตู่พระธรรมเทศนา โดยไล่จากสำนัก และไม่ให้ภิกษุทั้งหลายคบด้วยตามสิกขาบทที่ ๑๐ แห่งสัปปาณกวรรค ปาจิตติยกัณฑ์)

สัมมติกา กัปปิยภูมิที่สงฆ์สมมติ
       คือ กุฎีที่สงฆ์เลือกจะใช้เป็นกัปปิยกุฎีแล้วสวดประกาศด้วยญัตติทุติยกรรม;
       ดู กัปปิยภูมิ

สัมมสนญาณ ญาณหยั่งรู้ด้วยพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์,
       ญาณที่พิจารณาหรือตรวจตรานามรูปหรือสังขาร มองเห็นตามแนวไตรลักษณ์
       คือ รู้ว่า ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน
       (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖)

สัมมัตตะ ความเป็นถูก, ภาวะที่ถูก มี ๑๐ อย่าง ๘ ข้อต้นตรงกับองค์มรรคทั้ง ๘ ข้อ
       เพิ่ม ๒ ข้อท้าย คือ
           ๙. สัมมาญาณ รู้ชอบ ได้แก่ผลญาณและปัจจเวกขณญาณ
           ๑๐. สัมมาวิมุตติ หลุดพ้นชอบ ได้แก่พระอรหัตตผลวิมุตติ;
       เรียกอีกอย่างว่า อเสขธรรม ๑๐; ตรงข้ามกับ มิจฉัตตะ ๑๐

สัมมัปปธาน ความเพียรชอบ;
       ดู ปธาน, โพธิปักขิยธรรม

สัมมา โดยชอบ, ดี, ถูกต้อง, ถูกถ้วน, สมบูรณ์, จริง, แท้

สัมมากัมมันตะ ทำการชอบ หรือการงานชอบ
       ได้แก่ การกระทำที่เว้นจากความประพฤติชั่วทางกายสามอย่าง
       คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม
       คือ เว้นจากกายทุจริต ๓
       (ข้อ ๔ ในมรรค)

สัมมาญาณะ รู้ชอบ ได้แก่ผลญาณ คือ ญาณอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากมรรคญาณ เช่น โสดาปัตติผล เป็นต้น และปัจจเวกขณญาณ
       (ข้อ ๙ ในสัมมัตตะ ๑๐)

สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ คือ เห็นอริยสัจจ์ ๔,
       เห็นชอบตามคลองธรรมว่า
           ทำดีมีผลดี ทำชั่วมีผลชั่ว
           มารดาบิดามี (คือมีคุณความดีควรแก่ฐานะหนึ่งที่เรียกว่ามารดาบิดา) ฯลฯ,
       เห็นถูกต้องตามที่เป็นจริงว่า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เป็นต้น
       (ข้อ ๑ ในมรรค)

สัมมาทิฏฐิสูตร พระสูตรแสดงความหมายต่างๆ แห่งสัมมาทิฏฐิ เป็นภาษิตของพระสารีบุตร
       (สูตรที่ ๙ ในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พระสุตตันตปิฎก)

สัมมานะ ความนับถือ, การยกย่อง, การให้เกียรติ;
       ตรงข้ามกับ อวมานะ, ดู มานะ

สัมมาปฏิบัติ ปฏิบัติชอบ คือปฏิบัติชอบธรรม, ปฏิบัติถูกทำนองคลองธรรม, ดำเนินในมรรคมีองค์ ๘ ประการ (ปฏิบัติตามมรรค)

สัมมาปาสะ “บ่วงคล้องไว้มั่น”,
       ความรู้จักผูกผสานรวมใจประชาชน ด้วยการส่งเสริมอาชีพ
       เช่น ให้คนจนกู้ยืมทุนไปสร้างตัวในพาณิชยกรรม เป็นต้น
       (ข้อ ๓ ในราชสังคหวัตถุ ๔)

สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือเว้นจาก วจีทุจริต ๔
       (ข้อ ๓ ในมรรค)

สัมมาวายามะ เพียรชอบ คือเพียรในที่ ๔ สถาน ได้แก่
       ๑. สังวรปธาน
       ๒. ปหานปธาน
       ๓. ภาวนาปธาน
       ๔. อนุรักขนาปธาน
       (ข้อ ๖ ในมรรค);
       ดู ปธาน

สัมมาวิมุตติ หลุดพ้นชอบ ได้แก่ อรหัตตผลวิมุตติ
       (ข้อ ๑๐ ในสัมมัตตะ ๑๐)

สัมมาสติ ระลึกชอบ คือระลึกใน สติปัฏฐาน ๔
       (ข้อ ๗ ในมรรค)

สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ, จิตมั่นชอบ คือสมาธิที่เจริญตามแนวของ ฌาน ๔
       (ข้อ ๘ ในมรรค)

สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ
       ๑. เนกขัมมสังกัปปะ ดำริจะออกจากกาม หรือปลอดจากโลภะ
       ๒. อัพยาปาทสังกัปปะ ดำริในอันไม่พยาบาท
       ๓. อวิหิงสาสังกัปปะ ดำริในอันไม่เบียดเบียน
       (ข้อ ๒ ในมรรค)

สัมมาสัมพุทธเจดีย์ เจดีย์ที่เกี่ยวเนื่องด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า,
       เจดีย์ที่เป็นเครื่องเตือนจิตให้ระลึกถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า;
       ดู เจดีย์

สมฺมาสมฺพุทฺโธ (พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น) เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ คือ รู้อริยสัจจ์ ๔ โดยไม่เคยได้เรียนรู้จากผู้อื่น จึงทรงเป็นผู้เริ่มประกาศสัจจธรรม เป็นผู้ประดิษฐานพระพุทธศาสนา และจึงได้พระนามอย่างหนึ่งว่า ธรรมสามี คือ เป็นเจ้าของธรรม
       (ข้อ ๒ ในพุทธคุณ ๙)

สัมมาสัมโพธิญาณ ญาณเป็นเครื่องตรัสรู้เองโดยชอบ

สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ คือเว้นจากเลี้ยงชีวิตโดยทางที่ผิด เช่น โกงเขา หลอกลวง สอพลอ บีบบังคับขู่เข็ญ ค้าคน ค้ายาเสพติด ค้ายาพิษ เป็นต้น
       (ข้อ ๕ ในมรรค)

สัมมุขาวินัย ระเบียบอันพึงทำในที่พร้อมหน้า, วิธีระงับต่อหน้า ได้แก่
       การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าสงฆ์ (สังฆสัมมุขตา คือภิกษุเข้าประชุมครบองค์สงฆ์),
       ในที่พร้อมหน้าบุคคล (ปุคคลสัมมุขตา คือ บุคคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้นอยู่พร้อมหน้ากัน),
       ในที่พร้อมหน้าวัตถุ (วัตถุสัมมุขตา คือยกเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นวินิจฉัย),
       ในที่พร้อมธรรมวินัย (ธัมมสัมมุขตา และวินยสัมมุขตา คือนำเอาหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามพระธรรมวินัยมาใช้ปฏิบัติ ได้แก่วินิจฉัยถูกธรรม ถูกวินัย);
       สัมมุขาวินัย ใช้เป็นเครื่องระงับอธิกรณ์ได้ทุกอย่าง

สัมโมทนียกถา “ถ้อยคำเป็นที่บันเทิงใจ”, คำต้อนรับทักทาย, คำปราศรัย;
       ปัจจุบันนิยมเรียกสุนทรพจน์ที่พระสงฆ์กล่าวว่า สัมโมทนียกถา

สัมฤทธิ์ ความสำเร็จ

สัลลวตี แม่น้ำที่กั้นอาณาเขตมัชฌิมชนบท ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้

สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง คือความเห็นว่าอัตตาและโลก เป็นสิ่งเที่ยงแท้ ยั่งยืน คงอยู่ตลอดไป
       เช่น เห็นว่าคนและสัตว์ตายไปแล้ว ร่างกายเท่านั้นทรุดโทรมไป ส่วนดวงชีพหรือเจตภูตหรือมนัสเป็นธรรมชาติไม่สูญ ย่อมถือปฏิสนธิในกำเนิดอื่นสืบไป เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างหนึ่ง;
       ตรงข้ามกับ อุจเฉททิฏฐิ (ข้อ ๑ ในทิฏฐิ ๒)

สัสสเมธะ ความฉลาดในการบำรุงข้าวกล้า,
       ปรีชาในการบำรุงพืชพันธุ์ธัญญาหาร ส่งเสริมการเกษตรให้อุดมสมบูรณ์
       เป็นสังคหวัตถุประการหนึ่งที่ผู้ปกครองบ้านเมืองจะพึงบำเพ็ญ
       (ข้อ ๑ ในราชสังคหวัตถุ ๔)

สากัจฉา การพูดจา, การถกถ้อยสนทนา

สากิยานี เจ้าหญิงวงศ์ศากยะ

สาเกต ชื่อมหานครแห่งหนึ่ง อยู่ในแคว้นโกศล ห่างจากเมืองสาวัตถี ๗ โยชน์
       ธนัญชัยเศรษฐี บิดาของนางวิสาขา ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระเจ้าปเสนทิโกศล ให้เข้าตั้งถิ่นฐานและสร้างขึ้น เมื่อคราวที่ท่านเศรษฐีอพยพจากเมืองราชคฤห์มาอยู่ในแคว้นโกศลตามคำเชิญชวนของพระองค์,
       ตามที่กำหนดกันได้ในปัจจุบัน ที่ตั้งของเมืองสาเกตอยู่ที่ฝั่งล่างของแม่น้ำฆาฆระ (Ghaghara, สาขาใหญ่สายหนึ่งของแม่น้ำคงคา) ตรงกับเมืองอโยธยา (Ayodhya) ห่างจากเมือง Kasia (กุสินารา) ตรงไปทางทิศตะวันตก ประมาณ ๑๗๐ กม.

สาขนคร เมืองกิ่ง, เมืองเล็ก

สาคตะ พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เกิดในตระกูลพราหมณ์ในพระนครสาวัตถี ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา มีความเลื่อมใส ขอบวชแล้วทำความเพียรเจริญสมาบัติ ๘ ประการ จนมีความชำนาญในสมาบัติ
       ท่านเป็นต้นบัญญัติสุราปานสิกขาบท และเพราะเกิดความสังเวชในเหตุการณ์ที่เกิดกับตนครั้งนี้ จึงเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน จนได้สำเร็จพระอรหัต
       ได้รับยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะในทางเตโชธาตุสมาบัติ

สาคร ทะเล

สาคละ ชื่อนครหลวงของแคว้นมัททะ ต่อมาภายหลังพุทธกาลได้เป็นราชธานีของพระเจ้ามิลินท์ กษัตริย์นักปราชญ์ที่ได้โต้วาทะกับพระนาคเสน, ปัจจุบันอยู่ในแคว้นปัญจาป;
       แคว้นมัททะนั้นบางคราวถูกเข้าใจสับสนกับแคว้นมัจฉะ ทำให้สาคละพลอยถูกเรียกเป็นเมืองหลวงของแคว้นมัจฉะไปก็มี

สาชีพ แบบแผนแห่งความประพฤติที่ดี ทำให้มีชีวิตร่วมเป็นอันเดียวกัน
       ได้แก่ สิกขาบททั้งปวงที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ในพระวินัย อันทำให้ภิกษุทั้งหลายผู้มาจากถิ่นฐานชาติตระกูลต่างๆ กัน มามีความเป็นอยู่เสมอเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน;
       มาคู่กับ สิกขา

สาณะ ผ้าทำด้วยเปลือกป่าน, ผ้าป่าน

สาณัตติกะ อาบัติที่ต้องเพราะสั่ง
       คือ สั่งผู้อื่นทำ ตัวเองไม่ได้ทำ ก็ต้องอาบัติ
       เช่น สั่งให้ผู้อื่นลักทรัพย์ เป็นต้น

สาฎก ผ้า, ผ้าห่ม, ผ้าคลุม

สาตรูป รูปเป็นที่ชื่นใจ; ดู ปิยรูป

สาเถยยะ โอ้อวด, ความโอ้อวดหลอกเขา;
       เขียน สาไถย ก็ได้
       (ข้อ ๖ ในมละ ๙, ข้อ ๑๐ ในอุปกิเลส ๑๖)

สาธก อ้างตัวอย่างให้เห็นสม, ยกตัวอย่างมาอ้างให้เห็น

สาธยาย การท่อง, การสวด

สาธารณ์ ทั่วไป, ทั่วไปแก่หมู่, ของส่วนรวม ไม่ใช่ของใครโดยเฉพาะ

สาธารณสถาน สถานที่สำหรับคนทั่วไป

สาธารณสิกขาบท สิกขาบทที่ทั่วไป, สิกขาบทที่ใช้บังคับทั่วกันหรือเสมอเหมือนกัน
       หมายถึง สิกขาบทสำหรับภิกษุณี ที่เหมือนกันกับสิกขาบทของภิกษุ
       เช่น ปาราชิก ๔ ข้อต้นในจำนวน ๘ ข้อของภิกษุณีเหมือนกันกับสิกขาบทของภิกษุ;
       เทียบ อสาธารณสิกขาบท

สาธุ “ดีแล้ว”, “ชอบแล้ว”, คำที่พระสงฆ์เปล่งออกมาเพื่อแสดงความเห็นชอบต่อการกระทำ ต่อเรื่องราวที่ดำเนินไป หรือต่อกิจกรรมในพิธีนั้นๆ,
       โดยนัย หมายถึง เปล่งวาจาแสดงความชื่นชม อนุโมทนาหรือเห็นชอบ,
       อีกนัยหนึ่ง มักใช้เป็นคำบอกแก่เด็ก เพื่อให้แสดงความเคารพด้วยการทำกิริยาไหว้
       (บางทีคำกร่อนลงเหลือเพียงพูดสั้นๆ ว่า “ธุ”)

สาธุการ
       1. การเปล่งวาจาว่า สาธุ (แปลว่า “ดีแล้ว” “ชอบแล้ว”) เพื่อแสดงความเห็นชอบด้วย ชื่นชม หรือยกย่อง สรรเสริญ
       2. ชื่อเพลงหน้าพาทย์เพลงหนึ่ง ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ใช้บรรเลงในการเริ่มพิธี เพื่อบูชาพระรัตนตรัย เช่นในเวลาที่พระธรรมกถึกขึ้นสู่ธรรมาสน์เพื่อแสดงธรรม ตลอดจนใช้อัญเชิญเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ,
       มีตำนานของไทยเล่าสืบมาว่า พกพรหม (พระพรหมนามว่า “พกะ”) ซึ่งเดิมเป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดจนละทิฏฐินั้นแล้ว ได้แต่ง“เพลงสาธุการ” นี้ขึ้น เพื่ออัญเชิญพระพุทธเจ้าในเวลาที่เสด็จลงจากเศียรของพระพรหมนั้น (อ้างอิงเรื่องใน พรหมนิมันตนิกสูตร, ม.มู. ๑๒/๕๕๑/๕๙๐)

สาธุกีฬา กีฬาที่ดี, การละเล่นที่ดีงาม เป็นประโยชน์; เป็นคำในชั้นอรรถกถาเฉพาะอย่างยิ่งที่เล่าว่า เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว มีสาธุกีฬา ๗ วัน ต่อเนื่องและประสานกับการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ,
       แม้ในการปรินิพพานของพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์หลายท่าน ก็มีเรื่องเล่าถึงการเล่นสาธุกีฬา ๗ วัน และการบูชาพระธาตุ;
       สาธุกีฬามีลักษณะสำคัญคือ มิใช่เล่นเพื่อความสนุกสนานบันเทิงของตนเอง แต่เล่นให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น และไม่ขัดต่อสัมปรายิกัตถะ (ประโยชน์ด้านจิตใจและปัญญา) ให้ก่อกุศลมาก
       เช่น มีคีตะ คือเพลงหรือการขับร้องที่กระตุ้นเตือนใจให้ระลึกถึงความจริงของชีวิต และคิดที่จะไม่ประมาท เร่งสร้างสรรค์ทำความดี พร้อมทั้งเป็นการสักการะบูชาพระผู้ปรินิพพาน

สาธุชน คนดี, คนมีศีลธรรม, คนมีกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม สะอาดบริสุทธิ์, คนที่ประพฤติสุจริต

สานต์ สงบ

สามเณร เหล่ากอแห่งสมณะ,
       บรรพชิตในพระพุทธศาสนาผู้ยังมิได้อุปสมบท เพียงแต่รับบรรพชาด้วยไตรสรณคมน์ ถือสิกขาบท ๑๐ และกิจวัตรบางอย่างตามปกติ มีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์;
       พระราหุลเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา

สามเณรเปสกะ ภิกษุผู้ได้รับสมมติ คือ แต่งตั้งจากสงฆ์ให้ทำหน้าที่เป็นผู้ใช้สามเณร,
       เป็นตำแหน่งหนึ่งในบรรดา เจ้าอธิการแห่งอาราม

สามเณรี สามเณรผู้หญิง, หญิงรับบรรพชาในสำนักภิกษุณี ถือสิกขาบท ๑๐ เหมือนสามเณร

สามเพท ชื่อคัมภีร์ที่ ๓ ของพระเวท; ดู ไตรเพท

สามัคคี ความพร้อมเพรียง, ความกลมเกลียว, ความมีจุดรวมตัวเข้าด้วยกัน หรือมุ่งไปด้วยกัน
       (โดยวิเคราะห์ว่า อคฺเคน สิขเรน สงฺคตํ สมคฺคํ, สมคฺคภาโว สามคฺคี),
       คำเสริมที่มักมาด้วยกันกับสามัคคี คือ
           สังคหะ (ความยึดเหนี่ยวใจให้รวมกัน)
           อวิวาท (ความไม่วิวาทถือต่าง) และ
           เอกีภาพ (ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน);
       เมื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมพรักพร้อมกัน เรียกว่า กายสามัคคี (สามัคคีด้วยกาย) เมื่อบุคคลเหล่านั้นมีความชื่นชมยินดีเห็นชอบร่วมกัน พอใจรวมเป็นอย่างเดียวกัน หรืออย่างภิกษุ แม้มิได้ไปร่วมประชุมทำสังฆกรรม แต่มอบให้ฉันทะ เรียกว่า จิตสามัคคี (สามัคคีด้วยใจ);
           ความพร้อมเพรียงแห่งสงฆ์ คือ สังฆสามัคคี เป็นหลักการสำคัญยิ่งในพระวินัย ที่จะดำรงพระพุทธศาสนา จึงมีพุทธบัญญัติหลายอย่างเพื่อให้สงฆ์มีวิธีปฏิบัติในการรักษาสังฆสามัคคีนั้น ส่วนการทำให้สงฆ์แตกแยก ก็คือการทำลายสงฆ์ เรียกว่า สังฆเภท ถือว่าเป็นกรรมชั่วร้ายแรง ถึงขั้นเป็นอนันตริยกรรม
       (ถ้ามีการทะเลาะวิวาท บาดหมาง กีดกั้นกัน ไม่เอื้อเฟื้อกัน ไม่ร่วมมือกัน ไม่ปฏิบัติข้อวัตรต่อกัน ยังไม่ถือว่าสงฆ์แตกกัน แต่เป็นความร้าวรานแห่งสงฆ์ เรียกว่า สังฆราชี แต่เมื่อใด ภิกษุทั้งหลายแตกแยกกันถึงขั้นคุมกันเป็นคณะ แยกทำอุโบสถ แยกทำปวารณา แยกทำสังฆกรรม แยกทำกรรมใหญ่น้อยภายในสีมา เมื่อนั้นเป็นสังฆเภท);
       หลักธรรมสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เพื่อให้สงฆ์มีสามัคคีเป็นแบบอย่าง ได้แก่ สาราณียธรรม ๖ ส่วนหลักธรรมสำคัญสำหรับเสริมสร้างสามัคคีในสังคมทั่วไป ได้แก่ สังคหวัตถุ ๔

สามัคคีปวารณา กรณีอย่างสามัคคีอุโบสถนั่นเอง เมื่อทำปวารณา เรียกว่า สามัคคีปวารณา และวันที่ทำนั้นก็เรียก วันสามัคคี

สามัคคีอุโบสถ อุโบสถที่ทำขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เมื่อสงฆ์สองฝ่ายซึ่งแตกกันกลับมาปรองดองสมานกันเข้าได้ สามัคคีอุโบสถไม่กำหนดด้วยวันที่ตายตัว สงฆ์พร้อมเพรียงกันเมื่อใด ก็ทำเมื่อนั้น เรียกวันนั้นว่า วันสามัคคี

สามัญ
       1. ปรกติ, ธรรมดา, ทั่วๆ ไป
       2. ความเป็นสมณะ; มักเขียนสามัญญะ

สามัญญผลสูตร สูตรที่ ๒ ในคัมภีร์ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระสุตตันตปิฎก ว่าด้วยผลของความเป็นสมณะคือประโยชน์ที่จะได้จากการดำรงเพศเป็นสมณะ หรือบำเพ็ญสมณธรรม

สามัญญลักษณะ ดู สามัญลักษณะ

สามัญญสโมธาน ดู โอธานสโมธาน

สามัญผล ผลแห่งความเป็นสมณะ; ดู สามัญญผลสูตร

สามัญลักษณะ ลักษณะที่เป็นสามัญ คือร่วมกันหรือเสมอกัน, ลักษณะร่วม,
       ตรงข้ามกับ ปัจจัตตลักษณะ (ลักษณะเฉพาะตัว)
       เช่น ความชื่นรื่นฉ่ำ เป็นลักษณะเฉพาะตัวของสุข ความบีบคั้นเป็นลักษณะเฉพาะตัวของทุกข์ แต่ทั้งสุขและทุกข์ เป็นเวทนา และในฐานะที่เป็นเวทนา จึงมีลักษณะร่วมกัน คือ มีสภาพเสพรู้สึก, กว้างออกไปอีก สภาพเสพรู้สึก เป็นลักษณะเฉพาะตัวของเวทนา
       สภาพจำได้หมายรู้ เป็นลักษณะเฉพาะตัวของสัญญา แต่ทั้งเวทนาและสัญญา เป็นสังขตธรรม และในฐานะที่เป็นสังขตธรรม จึงมีลักษณะร่วมกัน คือ เกิดมีแล้วก็ดับลับหายไม่เที่ยง ฯลฯ,
       พึงทราบ ปัจจัตตลักษณะ และ สามัญลักษณะ โดยเทียบเคียง และขยายออกไปๆ อย่างนี้
       สามัญลักษณะ ที่กล่าวถึงบ่อยและรู้จักกันมาก ได้แก่ สามัญลักษณะ ที่กว้างขวางครอบคลุม ๓ อย่าง ซึ่งมักมาด้วยกันเป็นชุด และนิยมเรียกว่า ไตรลักษณ์ กล่าวคือ
       ๑. อนิจจตา (ความไม่เที่ยง) เป็นสามัญลักษณะ ของสรรพสังขาร คือ สังขตธรรมทั้งปวง
       ๒. ทุกขตา (ความคงอยู่มิได้) เป็นสามัญลักษณะ ของสรรพสังขาร คือสังขตธรรมทั้งปวง
       ๓. อนัตตตา (ความเป็นสภาวะมิใช่ตน) เป็นสามัญลักษณะ ของสรรพธรรม คือธรรมทั้งปวง ทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรม
       กล่าวอีกสำนวนหนึ่งว่า ทุกอย่างที่เป็นสังขตะ เป็นสังขาร ล้วนไม่เที่ยงเสมอเหมือนกันทั้งหมด,
       ทุกอย่างที่เป็นสังขตะ เป็นสังขาร ล้วนคงทนอยู่มิได้เสมอเหมือนกันทั้งหมด,
       ทุกอย่างที่เป็นธรรมทั้งสังขตะคือสังขาร และอสังขตะคือวิสังขาร ล้วนไม่เป็นอัตตา มิใช่ตน เสมอกันทั้งสิ้น
       ทั้งนี้ โดยประมวลขั้นสุดท้าย ในบรรดาธรรมทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น สังขตธรรมคือสังขารทั้งปวง มีสามัญลักษณะ ครบทั้ง ๓ อย่าง คือ ทั้งอนิจจตา ทุกขตา และอนัตตตา แต่เมื่อรวมอสังขตธรรมคือวิสังขารด้วยเป็นสรรพธรรมแล้ว มีสามัญลักษณะ เพียงอย่างเดียว เฉพาะอนัตตตา
       พึงทราบว่า ไตรลักษณะ ก็ดี สามัญลักษณะ ก็ดี (รวมทั้ง ปัจจัตตลักษณะ) เป็นคำที่เกิดมีและใช้ในชั้นอรรถกถาลงมา
       ส่วนในพระไตรปิฎก ลักษณะ ๓ อย่างนี้ ปรากฏในพุทธพจน์ว่าด้วยธรรมนิยาม ๓ (ธมฺมนิยามตา) คือ
           ธมฺมนิยามตา ที่ ๑: สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา
           ธมฺมนิยามตา ที่ ๒: สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา
           ธมฺมนิยามตา ที่ ๓: สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา;
       สามัญลักษณะ นี้ คู่กับ ปัจจัตตลักษณะ,
       ดู ไตรลักษณ์, ธรรมนิยาม

สามันตราช พระราชาแคว้นใกล้เคียง

สามิษ, สามิส เจือด้วยอามิสคือ เครื่องล่อ, ต้องขึ้นต่อวัตถุหรืออารมณ์ภายนอก

สามิสสุข สุขเจืออามิส, สุขที่ต้องอาศัยเหยื่อล่อ ได้แก่สุขที่เกิดจากกามคุณ
       (ข้อ ๑ ในสุข ๒)

สามีจิกรรม การชอบ, กิจชอบ, การกระทำที่เหมาะควร
       หมายถึง การกระทำ หรืออาการปฏิบัติที่แสดงความเคารพ นับถือ เอื้อเฟื้อ ให้เหมาะสม
       มักมาในชุดคำว่า อภิวาท (กราบไหว้) ปัจจุฐาน (ลุกรับ) อัญชลีกรรม (ประนมมือ) และสามีจิกรรม (การปฏิบัติที่เหมาะควร) โดยที่ว่าสามีจิกรรมเป็นคำรวมๆ
       ดังมีคำอธิบายว่า สามีจิกรรม คือ การปฏิบัติที่เหมาะควรอย่างอื่นๆ นอกเหนือจากการกราบไหว้ ลุกรับ และอัญชลี เช่น พัดวี จัดน้ำถวาย ปูลาดอาสนะ จัดที่นั่ง จัดที่นอน ล้างเท้าให้ (ตามที่เหมาะควร) โดยนัยนี้ สามีจิกรรมจึงมักเป็นส่วนหนึ่งของการต้อนรับ

สามีจิปฏิปนฺโน (พระสงฆ์) เป็นผู้ปฏิบัติชอบ, ปฏิบัติสมควรได้รับสามีจิกรรม คือ ปฏิบัติน่าเคารพนับถือ
       (ข้อ ๔ ในสังฆคุณ ๙)

สามุกกังสิกา แปลตามอรรถกถาว่า “พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นถือเอาเอง” คือ ทรงเห็นด้วยพระสยัมภูญาณ (ตรัสรู้เอง) ได้แก่ อริยสัจจเทศนา,
       ตามแบบเรียน แปลว่า “ธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นแสดงเอง” คือ ไม่ต้องปรารภคำถามเป็นต้นของผู้ฟัง ได้แก่เทศนาเรื่องอริยสัจจ์

สายโยค สายรัด ใช้แก่ถุงต่างๆ เช่น ที่ประกอบกับถุงบาตรแปลกันว่า สายโยคบาตร (บาลีว่า อํสวทฺธก);
       บางแห่งแปล อาโยค คือผ้ารัดเข่า หรือ สายรัดเข่า ว่าสายโยค ก็มี แต่ในพระวินัยปิฎก ไม่แปลเช่นนั้น (พจนานุกรมเขียน สายโยก)

สายสิญจน์ เส้นด้ายสีขาวที่ใช้โยงในศาสนพิธีเพื่อเป็นสิริมงคล หรือเพื่อความคุ้มครองป้องกัน เป็นต้น
       เช่นที่พระถือในเวลาสวดมนต์ และที่นำมาวงรอบบ้านเรือนหรือบริเวณที่ต้องการความคุ้มครอง,
       ตามที่ปฏิบัติสืบกันมา ใช้ด้ายดิบ นำมาจับทบเป็น ๓ หรือ ๙ เส้น,
       ถ้าพิจารณาตามรูปศัพท์ “สิญจน์” คือการรดน้ำ ซึ่งคงหมายถึงการรดน้ำในพิธีอภิเษก สายสิญจน์จึงอาจจะหมายถึงสายมงคลหรือสายศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสืบมาจากเส้นด้ายหรือสายเชือกที่ใช้ในพิธีอภิเษก,
       บางทีต้นเดิมของสายสิญจน์อาจมาจาก “ปริตฺตสุตฺต” (ปริตตสูตร-สายพระปริตร) ในคัมภีร์บาลีชั้นหลัง ซึ่งหมายถึงเส้นด้ายเพื่อความคุ้มครองป้องกัน หรือเส้นด้ายในการสวดพระปริตร;
       ดู ปริตร, ปริตต์

สายัณห์ เวลาเย็น

สารกัป ดู กัป

สารณา การให้ระลึก ได้แก่ กิริยาที่สอบถามเพื่อฟังคำให้การของจำเลย, การสอบสวน

สารท
       1. “อันเกิดมีหรือเป็นไปในสรทสมัย”, เช่น ดวงจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วงอันนวลแจ่มสดใส
       2. เทศกาลทำบุญสิ้นเดือนสิบ เดิมเป็นฤดูทำบุญด้วยเอาข้าวที่กำลังท้อง (ข้าวรวงเป็นน้ำนม) มาทำยาคูและกวนข้าวปายาสเลี้ยงพราหมณ์ เรียกว่ากวนข้าวทิพย์ ส่วนผู้นับถือพระพุทธศาสนานำคตินั้นมาใช้ แต่เปลี่ยนเป็นถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ อุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติในปรโลก สำหรับชาวบ้านทั่วไปมักทำแต่กระยาสารท เป็นต้น (ต่างจาก ศราทธ์)

สารนาถ ชื่อปัจจุบันของอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้นครพาราณสี สถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา
       เคยเจริญรุ่งเรืองมาก เป็นศูนย์กลางการศึกษาทางพุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่ง มีเจดีย์ใหญ่สูง ๒๐๐ ฟุต ถูกชาวฮินดูทำลายก่อน แล้วถูกนายทัพมุสลิมทำลายสิ้นเชิงใน พ.ศ. ๑๗๓๘
       (สารนาถมาจาก สารังคนาถ แปลว่า “ที่พึ่งของเหล่ากวางเนื้อ”)

สารมัณฑกัป ดู กัป

สารัตถทีปนี ชื่อคัมภีร์ฎีกาอธิบายความในสมันตปาสาทิกา ซึ่งเป็นอรรถกถาแห่งพระวินัยปิฎก
       พระสารีบุตรเถระแห่งเกาะลังกา เป็นผู้รจนาในรัชกาลของพระเจ้าปรักกมพาหุที่ ๑ (พ.ศ. ๑๖๙๖-๑๗๒๙)

สารัตถปกาสินี ชื่อคัมภีร์อรรถกถาอธิบายความในสังยุตตนิกาย แห่งพระสุตตันตปิฎก
       พระพุทธโฆสาจารย์เรียบเรียงขึ้น โดยอาศัยอรรถกถาเก่าภาษาสิงหฬที่สืบมาแต่เดิมเป็นหลัก เมื่อ พ.ศ. ใกล้จะถึง ๑๐๐๐;
       ดู โปราณัฏฐกถา, อรรถกถา

สารันทเจดีย์ เจดียสถานแห่งหนึ่งที่เมืองเวสาลี นครหลวงของแคว้นวัชชี
       ณ ที่นี้ พระพุทธเจ้าเคยทำนิมิตต์โอภาสแก่พระอานนท์
       บาลีเป็น สารันททเจดีย์

สารัมภะ แข่งดี (ข้อ ๑๒ ในอุปกิเลส ๑๖)

สาราค ราคะกล้า, ความกำหนัดย้อมใจ

สาราณียธรรม ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง, ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน ทำให้มีความเคารพกัน ช่วยเหลือกัน และสามัคคีพร้อมเพรียงกัน มี ๖ อย่าง คือ
       ๑. ตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนภิกษุสามเณร
       ๒. ตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนภิกษุสามเณร
       ๓. ตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนภิกษุสามเณร
       ๔. แบ่งปันลาภที่ได้มาโดยชอบธรรม
       ๕. รักษาศีลบริสุทธิ์เสมอกับเพื่อนภิกษุสามเณร (มีสีลสามัญญตา)
       ๖. มีความเห็นร่วมกันได้กับภิกษุสามเณรอื่นๆ (มีทิฏฐิสามัญญตา);
       สารณียธรรม ก็เขียน

สารี ชื่อนางพราหมณี ผู้เป็นมารดาของพระสารีบุตร

สารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า เกิดที่หมู่บ้านนาลกะ (บางแห่งเรียกนาลันทะ) ไม่ไกลจากเมืองราชคฤห์ เป็นบุตรแห่งตระกูลหัวหน้าหมู่บ้านนั้น บิดาชื่อวังคันตพราหมณ์ มารดาชื่อสารี จึงได้นามว่าสารีบุตร
       แต่เมื่อยังเยาว์เรียกว่า อุปติสสะ มีเพื่อนสนิทชื่อ โกลิตะ ซึ่งต่อมาคือพระมหาโมคคัลลานะ
       มีน้องชาย ๓ คนชื่อ จุนทะ อุปเสนะ และเรวตะ น้องหญิง ๓ คน ชื่อจาลา อุปจาลา และสีสุปจาลา ซึ่งต่อมาได้บวชในพระธรรมวินัยทั้งหมด
       เมื่ออุปติสสะและโกลิตะจะบวชนั้น ทั้งสองคนไปเที่ยวดูมหรสพที่ยอดเขาด้วยกัน คราวหนึ่งไปดูแล้วเกิดความสลดใจ คิดออกแสวงหาโมกขธรรม และต่อมาได้ไปบวชอยู่ในสำนักของสัญชัยปริพาชก แต่ก็ไม่บรรลุจุดมุ่งหมาย
       จนวันหนึ่งอุปติสสปริพาชก พบพระอัสสชิเถระขณะท่านบิณฑบาต เกิดความเลื่อมใสติดตามไปสนทนาขอถามหลักคำสอน ได้ฟังความย่อเพียงคาถาเดียวก็ได้ดวงตาเห็นธรรม กลับไปบอกข่าวแก่โกลิตะ แล้วพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า มีปริพาชกที่เป็นศิษย์ตามไปด้วยถึง ๒๕๐ คน ได้รับเอหิภิกขุอุปสมบททั้งหมดที่เวฬุวัน
       เมื่อบวชแล้วได้ ๑๕ วัน พระสารีบุตรได้ฟังพระธรรมเทศนาเวทนาปริคคหสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ทีฆนขปริพาชก ณ ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ ก็ได้บรรลุพระอรหัต
       ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในทางมีปัญญามาก และเป็นพระอัครสาวกฝ่ายขวา ท่านได้เป็นกำลังสำคัญของพระพุทธเจ้าในการประกาศพระศาสนา และได้รับการยกย่องเป็น พระธรรมเสนาบดี
       คำสอนของท่านปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกเป็นอันมาก เช่น สังคีติสูตร และทสุตตรสูตร ที่เป็นแบบอย่างแห่งการสังคายนา เป็นต้น
       ท่านปรินิพพานก่อนพระพุทธเจ้าไม่กี่เดือน เมื่อจวนจะปรินิพพาน ท่านเดินทางไปโปรดมารดาของท่านซึ่งยังเป็นมิจฉาทิฐิ ให้มารดาได้เป็นพระโสดาบันแล้วปรินิพพานที่บ้านเกิด ด้วยปักขันทิกาพาธ หลังจากปลงศพแล้วพระจุนทะน้องชายของท่านนำอัฐิธาตุไปถวายพระบรมศาสดา พระองค์ตรัสว่าให้ก่อสถูปบรรจุอัฐิธาตุของท่านไว้ ณ พระเชตวัน เมืองสาวัตถี
       (อรรถกถาว่าท่านปรินิพพานในวันเพ็ญเดือน ๑๒ จึงเท่ากับ ๖ เดือน ก่อนพุทธปรินิพพาน)
       พระสารีบุตรมีคุณธรรมและจริยาวัตรที่เป็นแบบอย่างหลายประการ เช่น
       เป็นผู้มีความกตัญญูสูง ดังได้แสดงออกเกี่ยวกับ
           พระอัสสชิ (นอนหันศีรษะไปทางที่พระอัสสชิพำนักอยู่)
           และราธพราหมณ์ (ระลึกถึงบิณฑบาตหนึ่งทัพพีและรับเป็นอุปัชฌาย์แก่ราธะ)
       สมบูรณ์ด้วยขันติธรรมต่อคำว่ากล่าว (ยอมรับคำแนะนำแม้ของสามเณร ๗ ขวบ)
       เป็นผู้เอาใจใส่อนุเคราะห์เด็ก (เช่น ช่วยเอาเด็กยากไร้มาบรรพชา มีสามเณรอยู่ในความปกครองดูแล ซึ่งเก่งกล้าสามารถหลายรูป) และเอาใจใส่คอยดูแลภิกษุอาพาธเป็นต้น

สารีริกธาตุ ส่วนสำคัญแห่งพระพุทธสรีระ ซึ่งคงอยู่เป็นที่เคารพบูชา โดยเฉพาะพระอัฐิ,
       กระดูกของพระพุทธเจ้า และส่วนสำคัญอื่นๆ แห่งพระสรีระของพระองค์ เช่น พระเกสา, มักใช้ว่า พระบรมสารีริกธาตุ;
       เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา และมีพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ที่มกุฏพันธนเจดีย์แล้ว ได้มีกษัตริย์ผู้ครองแคว้นต่างๆ ๖ กับมหาพราหมณ์เจ้าเมือง ๑ รวมเป็น ๗ นคร (คือ ๑. พระเจ้าอชาตศัตรู เมืองราชคฤห์ ๒. กษัตริย์ลิจฉวี เมืองเวสาลี ๓. ศากยกษัตริย์ เมืองกบิลพัสดุ์ ๔. ถูลีกษัตริย์ อัลลกัปปนคร ๕. โกลิยกษัตริย์ แห่งรามคาม ๖. มัลลกษัตริย์ เมืองปาวา ๗. มหาพราหมณ์ เจ้าเมืองเวฏฐทีปกนคร) ส่งทูตมาขอส่วนแบ่งพระสารีริกธาตุ,
       หลังจากเจรจากันนาน และในที่สุดได้ฟังสุนทรพจน์ของโทณพราหมณ์แล้ว ทั้ง ๗ เมืองนั้น ร่วมกับมัลลกษัตริย์แห่งเมืองกุสินารา เป็น ๘ พระนคร ได้ตกลงมอบให้โทณพราหมณ์เป็นผู้แบ่งพระบรมธาตุเป็น ๘ ส่วนเท่าๆ กัน ให้แก่พระนครทั้ง ๘ นั้น เสร็จแล้วโทณพราหมณ์ได้ขอตุมพะคือทะนานทองที่ใช้ตวงพระธาตุไปบูชา,
       ฝ่ายโมริยกษัตริย์ เมืองปิปผลิวัน ได้ทราบข่าว ก็ส่งราชทูตมาขอส่วนแบ่งพระสารีริกธาตุ แต่ไม่ทัน จึงได้แต่พระอังคารไปบูชา, พระนครทั้ง ๘ ที่ได้ส่วนแบ่งพระสารีริกธาตุ ก็ได้สร้างพระสถูปบรรจุ เป็นพระธาตุสถูป ๘ แห่ง
       โทณพราหมณ์ก็อัญเชิญตุมพะไปก่อพระสถูปบรรจุ เป็นตุมพสถูป ๑ แห่ง
       โมริยกษัตริย์ ก็อัญเชิญพระอังคารไปสร้างพระสถูปบรรจุไว้ เป็นพระอังคารสถูป ๑ แห่ง รวมมีพระสถูปเจดียสถานในยุคแรกเริ่ม ๑๐ แห่ง ฉะนี้
       นอกจากนี้ คาถาสุดท้ายแห่งมหาปรินิพพานสูตร กล่าวความเพิ่มเติมอีกว่า ยังมีพระสารีริกธาตุอีกทะนานหนึ่ง ซึ่งพวกนาคราชบูชากันอยู่ในรามคาม พระทาฐธาตุองค์หนึ่งอันเทพชาวไตรทิพย์บูชา (คือในพระจุฬามณีเจดีย์) อีกองค์หนึ่งอยู่ในคันธารบุรี อีกองค์หนึ่งอยู่ในแคว้นกาลิงคะ (คือองค์ที่ต่อไปยังลังกาทวีป) และอีกองค์หนึ่งพระยานาคบูชากันอยู่;
       ดู ทาฐธาตุ

สารูป เหมาะ, สมควร;
       ธรรมเนียมควรประพฤติในเวลาเข้าบ้าน,
       เป็นหมวดที่ ๑ แห่งเสขิยวัตร มี ๒๖ สิกขาบท

สาละ ไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งของอินเดีย พระพุทธเจ้าประสูติและปรินิพพานใต้ร่มไม้สาละ
       (เคยแปลกันว่า ต้นรัง)

สาลคาม ชื่อตำบลหนึ่งในสักกชนบท

สาลพฤกษ์ ต้นสาละ

สาลวโนทยาน สวนป่าไม้สาละ

สาลวัน ป่าไม้สาละ

สาโลหิต สายโลหิต, ผู้ร่วมสายเลือด

สาวก ผู้ฟัง, ผู้ฟังคำสอน, ศิษย์;
       คู่กับ สาวิกา

สาวนะ, สาวนมาส เดือน ๙

สาวัตถี นครหลวงของแคว้นโกศล;
       แคว้นโกศลตั้งอยู่ระหว่างภูเขาหิมาลัยกับแม่น้ำคงคาตอนกลาง อาณาเขตทิศเหนือจดเทือกเขาเนปาล ทิศตะวันออกจดแคว้นกาสี ต่อกับแคว้นมคธ ทิศใต้และทิศตะวันตกจดแม่น้ำคงคา;
       พระนครสาวัตถีเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาครั้งพุทธกาล เป็นที่ที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษามากที่สุด รวมถึง ๒๕ พรรษา,
       บัดนี้เรียก สะเหต-มะเหต (Sahet-Mahet, ล่าสุด รื้อฟื้นชื่อในภาษาสันสกฤตขึ้นมาใช้ว่า sravasti คือ ศราวัสตี);
       ดู โกศล, เชตวัน, บุพพาราม

สาวิกา หญิงผู้ฟังคำสอน, สาวกหญิง, ศิษย์ผู้หญิง;
       คู่กับ สาวก

สาสนวงส์ ชื่อหนังสือตำนานพระพุทธศาสนา ว่าด้วยเรื่องพระศาสนทูต ๙ สาย ที่พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระส่งไปประดิษฐานพระพุทธศาสนา ในดินแดนต่างๆ เมื่อเสร็จการสังคายนาครั้งที่ ๓ ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช ประมาณ พ.ศ. ๒๓๕,
       แต่งโดยพระปัญญาสามี ในประเทศพม่า เมื่อ จ.ศ. ๑๒๒๓ (พ.ศ. ๒๔๐๔),
       ข้อที่น่าสังเกตเป็นพิเศษ คือ สาสนวงส์นี้บอกว่า มหารัฐ ที่พระมหาธรรมรักขิตเถระไปประดิษฐานพระพุทธศาสนา คือดินแดนใกล้สยามรัฐ, อปรันตรัฐ ที่พระโยนกธรรมรักขิตเถระ เป็นพระศาสนทูตนำคณะไป สาสนวงส์ว่า ก็คือสุนาปรันตชนบท ที่พระปุณณะได้อาราธนาพระพุทธเจ้าเสด็จไปในพุทธกาล และว่าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งในประเทศพม่า แถบฝั่งขวาของแม่น้ำอิรวดี ใกล้เมืองพุกาม (Pagan)
       แต่นักปราชญ์บางท่านอย่าง Dr. G.P. Malalasekera เห็นว่า สุนาปรันตะน่าจะเป็นดินแดนทางตะวันตกตอนกลางของประเทศอินเดียนั่นเอง แถบรัฐ Gujarat ไปจนถึงแคว้น Sindh ด้านปากีสถาน (สอดคล้องกับเรื่องในอรรถกถาที่ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จไปที่นั่นผ่านแม่น้ำนัมมทาคือ Narmada),
       ส่วน สุวรรณภูมิ สาสนวงส์ว่า ได้แก่รามัญรัฐ คือแคว้นมอญ ตั้งแต่หงสาวดี ลงมาถึงเมาะตะมะ โดยมีศูนย์กลางของสุวรรณภูมิ ที่เมืองหลวงชื่อสุธรรมนคร อันได้แก่สะเทิม (Thaton);
       ดู โมคคัลลีบุตรติสสเถระ, ปุณณสุนาปรันตะ, สุวรรณภูมิ

สาสวะ เป็นไปกับด้วยอาสวะ, ประกอบด้วยอาสวะ, ยังมีอาสวะ, เป็นโลกิยะ

สาหัตถิกะ ทำด้วยมือของตนเอง หมายถึง ลักด้วยมือของตนเอง
       เป็นอวหารอย่างหนึ่งใน ๒๕ อย่าง ที่พระอรรถกถาจารย์แสดงไว้ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๒

สาฬหะ ชื่อพระเถระองค์หนึ่งในการกสงฆ์ ผู้ทำสังคายนาครั้งที่ ๒

สำนอง รับผิดชอบ, ต้องรับใช้, ตอบแทน

สำนัก อยู่, ที่อยู่, ที่พัก, ที่อาศัย, แหล่ง

สำรวม ระมัดระวัง, เหนี่ยวรั้ง, ระวังรักษาให้สงบเรียบร้อย เช่น สำรวมตา, สำรวมกาย,
       ครอง เช่น สำรวมสติ คือ ครองสติ;
       ดู สังวร; รวม ประสมปนกัน เช่น อาหารสำรวม

สำรวมอินทรีย์ ดู อินทรียสังวร

สำรอก ทำสิ่งที่ไม่ต้องการให้หลุดออกมา, นำออก, เอาออก
       เช่น สำรอกสี จิตสำรอกจากอาสวะ อวิชชาสำรอกไป (วิราคะ)

สำลาน สีเหลืองปนแดง

สำเหนียก กำหนด, จดจำ, คอยเอาใจใส่, ฟัง, ใส่ใจคิดที่จะนำไปปฏิบัติ,
       ใส่ใจสังเกตพิจารณาจับเอาสาระ เพื่อจะนำไปปฏิบัติให้สำเร็จประโยชน์
       (คำพระว่า สิกขา หรือ ศึกษา)

สิกขมานา นางผู้กำลังศึกษา,
       สามเณรีผู้มีอายุถึง ๑๘ ปีแล้ว อีก ๒ ปีจะครบบวชเป็นภิกษุณี ภิกษุณีสงฆ์สวดให้สิกขาสมมติ
       คือ ตกลงให้สมาทานสิกขาบท ๖ ประการ ตั้งแต่ ปาณาติปาตา เวรมณี จนถึง วิกาลโภชนา เวรมณี ให้รักษาอย่างเคร่งครัดไม่ขาดเลย ตลอดเวลา ๒ ปีเต็ม (ถ้าล่วงข้อใดข้อหนึ่ง ต้องสมาทานตั้งต้นไปใหม่อีก ๒ ปี)
       ครบ ๒ ปี ภิกษุณีสงฆ์จึงทำพิธีอุปสมบทให้
       ขณะที่สมาทานสิกขาบท ๖ ประการอย่างเคร่งครัดนี้ เรียกว่า นางสิกขมานา

สิกขา การศึกษา, การสำเหนียก, การเรียน, การฝึกฝนปฏิบัติ, การเล่าเรียนให้รู้เข้าใจ และฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นคุณสมบัติที่เกิดมีขึ้นในตนหรือให้ทำได้ทำเป็น ตลอดจนแก้ไขปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปจนถึงความสมบูรณ์;
       ข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมพัฒนาบุคคล;
       สิกขา ๓ คือ
       ๑. อธิสีลสิกขา สิกขาคือศีลอันยิ่ง, อธิศีลอันเป็นข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาศีลอย่างสูง (ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ เป็นศีล, ปาติโมกขสังวรศีล เป็นอธิศีล; แต่ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ที่รักษาด้วยความเข้าใจ ให้เป็นเครื่องหนุนนำออกจากวัฏฏะ ก็เป็นอธิศีล)
       ๒. อธิจิตตสิกขา สิกขาคือจิตอันยิ่ง, อธิจิตอันเป็นข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาจิตใจให้มีสมาธิเป็นต้นอย่างสูง (กุศลจิตทั้งหลายจนถึงสมาบัติ ๘ เป็นจิต, ฌานสมาบัติที่เป็นบาทแห่งวิปัสสนา เป็นอธิจิต; แต่สมาบัติ ๘ นั้นแหละ ถ้าปฏิบัติด้วยความเข้าใจ มุ่งให้เป็นเครื่องหนุนนำออกจากวัฏฏะ ก็เป็นอธิจิต)
       ๓. อธิปัญญาสิกขา สิกขาคือปัญญาอันยิ่ง, อธิปัญญาอันเป็นข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาปัญญาอย่างสูง (ความรู้เข้าใจหลักเหตุผลถูกต้องอย่างสามัญ อันเป็นกัมมัสสกตาญาณคือความรู้จักว่าทุกคน เป็นเจ้าของแห่งกรรมของตน เป็นปัญญา, วิปัสสนาปัญญาที่กำหนดรู้ความจริงแห่งไตรลักษณ์ เป็นอธิปัญญา; แต่โดยนัยอย่างเพลา กัมมัสสกตาปัญญาที่โยงไปให้มองเห็นทุกข์ที่เนื่องด้วยวัฏฏะ หรือแม้กระทั่งความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ก้าวไปในมรรค ก็เป็นอธิปัญญา);
       สิกขา ๓ นี้ นิยมเรียกว่า ไตรสิกขา และเรียกข้อย่อยทั้งสาม ง่ายๆ สั้นๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา

สิกขาคารวตา ดู คารวะ

สิกขานุตตริยะ การศึกษาอันเยี่ยม ได้แก่ การฝึกอบรมในอธิศีล อธิจิตต์ และอธิปัญญา
       (ข้อ ๔ ในอนุตตริยะ ๖)

สิกขาบท ข้อที่ต้องศึกษา, ข้อศีล, ข้อวินัย, บทบัญญัติข้อหนึ่งๆ ในพระวินัยที่ภิกษุพึงศึกษาปฏิบัติ,
       ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ศีล ๓๑๑ แต่ละข้อๆ เรียกว่าสิกขาบท เพราะเป็นข้อที่จะต้องศึกษา หรือเป็นบทฝึกฝนอบรมตนของสาธุชน อุบาสก อุบาสิกา สามเณร สามเณรี ภิกษุ และภิกษุณี ตามลำดับ

สิกขาสมมติ ความตกลงยินยอมของภิกษุณีสงฆ์ที่จะให้สามเณรีผู้มีอายุ ๑๘ ปีเต็มแล้ว เริ่มรักษาสิกขาบท ๖ ประการ ตลอดเวลา ๒ ปี ก่อนที่จะได้อุปสมบท,
       เมื่อภิกษุณีสงฆ์ให้สิกขาสมมติแล้ว สามเณรีนั้นได้ชื่อว่าเป็นสิกขมานา

สิขี พระนามของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอดีต;
       ดู พระพุทธเจ้า ๗

สิคาลมาตา พระมหาสาวิกาองค์หนึ่ง
       เป็นธิดาเศรษฐีในพระนครราชคฤห์เจริญวัยแล้ว แต่งงาน มีบุตรคนหนึ่งชื่อ สิงคาลกุมาร
       วันหนึ่งได้ฟังธรรมีกถาของพระศาสดา มีความเลื่อมใส (คัมภีร์อปทานว่า ได้ฟังสิงคาลกสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่บุตรของนาง ซึ่งว่าด้วยเรื่องอบายมุข มิตรแท้ มิตรเทียม ทิศ ๖ เป็นต้น และได้บรรลุโสดาปัตติผล)
       ขอบวชเป็นภิกษุณี ต่อมาได้ไปฟังธรรมเทศนาที่พระศาสดาทรงแสดง นางคอยตั้งตาดูพระพุทธสิริสมบัติด้วยศรัทธาอันแรงกล้า พระพุทธองค์ทรงทราบดังนั้น ก็ทรงแสดงธรรมให้เหมาะกับอัธยาศัยของนาง นางส่งใจไปตามกระแสพระธรรมเทศนาก็ได้บรรลุพระอรหัต
       ได้รับยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะในบรรดาศรัทธาธิมุต คือผู้มีศรัทธาสนิทแน่ว;
       สิคาลกมาตา หรือ สิงคาลมาตา ก็เรียก

สิง อยู่, เข้าอยู่

สิงคิวรรณ ผ้าเนื้อเกลี้ยงสีดังทองสิงคี บุตรของมัลลกษัตริย์ ชื่อปุกกุสะ ถวายแด่พระพุทธเจ้าในวันที่จะปรินิพพาน

สิงหนาท ดู สีหนาท

สิงหล, สิงหฬ ชาวสิงหล, ชาวลังกา, ซึ่งมีหรืออยู่ในประเทศลังกา, ชนเชื้อชาติสิงหลหรือเผ่าสิงหล ที่ต่างหากจากชนเชื้อชาติอื่น มีทมิฬเป็นต้น ในประเทศศรีลังกา;
       สีหล หรือ สีหฬ ก็เรียก

สิถิล พยัญชนะที่ออกเสียงเพลา (ถูกฐานของตนหย่อนๆ มีเสียงเบา)
       ได้แก่ พยัญชนะที่ ๑ ที่ ๓ ในวรรคทั้ง ๕
       คือ ก, ค; จ, ช; ฏ, ฑ; ต, ท; ป, พ;
       คู่กับ ธนิต (เทียบระดับเสียงพยัญชนะ ดูที่ ธนิต)

สิทธัตถกุมาร พระนามเดิมของพระพุทธเจ้า ก่อนเสด็จออกบรรพชา
       ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา
       คำว่า สิทธัตถะ แปลว่า “มีความต้องการสำเร็จ” หรือ “สำเร็จตามที่ต้องการ” คือ สมประสงค์จะต้องการอะไรได้หมด
       ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางยโสธราเมื่อพระชนมายุ ๑๖ ปี
       เสด็จออกบรรพชาเมื่อพระชนมายุ ๒๙ ปี ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อพระชนมายุ ๓๕ ปี ปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ ๘๐ ปี

สินไถ่ เงินไถ่ค่าตัวทาส

สินธพ ม้าพันธุ์ดีเกิดที่ลุ่มน้ำสินธุ

สิ้นพระชนม์ หมดอายุ, ตาย

สิเนรุ ชื่อภาษาบาลีของภูเขาเมรุ;
       ดู เมรุ

สิบสองตำนาน “สิบสองเรื่อง” คือ พระปริตรที่มีอำนาจคุ้มครองป้องกันตามเรื่องต้นเดิมที่เล่าไว้ ซึ่งได้จัดรวมเป็นชุด รวม ๑๒ พระปริตร;
       อีกนัยหนึ่งว่า “สิบสองปริตร” แต่ตามความหมายนี้ น่าจะเขียน สิบสองตำนาณ คือ สิบสองตาณ (ตาณ=ปริตต์, แผลงตาณ เป็นตำนาณ);
       ดู ปริตร, ปริตต์

สิริ ศรี, มิ่งขวัญ, มงคล, ความน่านิยม, ลักษณะดีงามที่นำโชคหรือต้อนรับเรียกมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง;
       ตรงข้ามกับ กาฬกรรณี

สิลิฏฐพจน์ คำสละสลวย, คำไพเราะ,
       ได้แก่ คำควบกับอีกคำหนึ่งเพื่อให้ฟังไพเราะในภาษา หาได้มีใจความพิเศษออกไปไม่
       เช่น ในคำว่า “คณะสงฆ์” คณะ ก็คือ สงฆ์ ซึ่งแปลว่าหมู่ หมายถึงหมู่แห่งภิกษุจำนวนหนึ่ง
       คำว่า คณะ ในที่นี้เรียกว่าเป็นสิลิฏฐพจน์
       ในภาษาไทยเรียกว่า คำติดปาก ไม่ได้เพ่งเนื้อความ

สิสิระ, สิสิรกาล, สิสิรฤดู ฤดูเยือก, ฤดูท้ายหนาว (แรม ๑ ค่ำ เดือน ๒ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔);
       ดู มาตรา

สีกา คำที่พระภิกษุใช้เรียกผู้หญิงอย่างไม่เป็นทางการ เลือนมาจาก อุบาสิกา บัดนี้ได้ยินใช้น้อย;
       ดู ประสก

สีตะ เย็น, หนาว

สีมสัมเภท ดู สีมาสัมเภท

สีมันตริก เขตคั่นระหว่างมหาสีมา กับขัณฑสีมา เพื่อมิให้ระคนกัน เหมือนเป็นชานกั้นเขตของกันและกันในระหว่าง

สีมา เขตกำหนดความพร้อมเพรียงของสงฆ์, เขตชุมนุมของสงฆ์,
       เขตที่สงฆ์ตกลงไว้สำหรับภิกษุทั้งหลายที่อยู่ภายในเขตนั้น จะต้องทำสังฆกรรมร่วมกัน แบ่งเป็น ๒ ประเภทใหญ่ คือ
       ๑. พัทธสีมา แดนที่ผูก ได้แก่ เขตที่สงฆ์กำหนดขึ้นเอง
       ๒. อพัทธสีมา แดนที่ไม่ได้ผูก ได้แก่ เขตที่ทางบ้านเมืองกำหนดไว้แล้วตามปกติของเขา หรือที่มีอย่างอื่นในทางธรรมชาติเป็นเครื่องกำหนด สงฆ์ถือเอาตามกำหนดนั้นไม่วางกำหนดขึ้นเองใหม่

สีมามีฉายาเป็นนิมิต สีมาที่ทำเงาอย่างใดอย่างหนึ่ง มีเงาภูเขาเป็นต้น เป็นนิมิต
       (มติสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสว่า สีมาที่ถือเงาเป็นแนวนิมิต)
       จัดเป็นสีมาวิบัติอย่างหนึ่ง

สีมาวิบัติ ความเสียโดยสีมา, เสียเพราะเขตชุมนุม (ไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์), สีมาใช้ไม่ได้ ทำให้สังฆกรรมซึ่งทำ ณ ที่นั้นวิบัติคือเสียหรือใช้ไม่ได้ (เป็นโมฆะ) ไปด้วย,
       คัมภีร์ปริวารแสดงเหตุให้กรรมเสียโดยสีมา ๑๑ อย่าง เช่น
           ๑. สมมติสีมาใหญ่เกินกำหนด (เกิน ๓ โยชน์)
           ๒. สมมติสีมาเล็กเกินกำหนด (จุไม่พอภิกษุ ๒๑ รูปนั่งเข้าหัตถบาสกัน)
           ๓. สมมติสีมามีนิมิตขาด
           ๔. สมมติสีมาฉายาเป็นนิมิต
           ๕. สมมติสีมาไม่มีนิมิต ฯลฯ,
       สังฆกรรมที่ทำในที่เช่นนี้ก็เท่ากับทำในที่มิใช่สีมานั่นเอง จึงย่อมใช้ไม่ได้;
       ดู วิบัติ (ของสังฆกรรม)

สีมาสมบัติ ความพร้อมมูลโดยสีมา, ความสมบูรณ์แห่งเขตชุมนุม,
       สีมาซึ่งสงฆ์สมมติแล้วโดยชอบ ไม่วิบัติ ทำให้สังฆกรรมซึ่งทำให้สีมานั้นมีผลสมบูรณ์
       กล่าวคือ สีมาปราศจากข้อบกพร่องต่างๆ ที่เป็นเหตุให้สีมาวิบัติ (ดู สีมาวิบัติ)
       สังฆกรรมซึ่งทำ ณ ที่นั้นจึงชื่อว่าทำในสีมา จึงใช้ได้ในข้อนี้;
       ดู สมบัติสังฆกรรม (ของสังฆกรรม)

สีมาสังกระ สีมาคาบเกี่ยวกัน, เป็นเหตุสีมาวิบัติอย่างหนึ่ง

สีมาสัมเภท การทำเขตแดนให้ระคนปะปนกัน, การทลายขีดคั่นรวมแดน
       1. ในทางพระวินัย หมายถึงการที่สีมาก่ายเกยคาบเกี่ยวกัน คือเป็นสีมาสังกระ; ดู สีมาสังกระ
       2. ในการเจริญเมตตาภาวนา (และเจริญพรหมวิหารข้ออื่นทุกข้อ) สีมาสัมเภท เป็นขั้นตอนสำคัญของความสำเร็จ กล่าวคือ เบื้องต้นผู้ปฏิบัติเจริญเมตตาต่อบุคคลที่รักเคารพเริ่มแต่เมตตาต่อตนเองเพื่อเอาตัวเป็นพยานแล้วขยายจากคนที่รักมาก (ตอนนี้ไม่รวมเพศตรงข้ามและคนที่ตายแล้ว) ออกไปยังคนที่รักที่พอใจ ต่อไปสู่คนที่เฉยๆ เป็นกลางๆ จนกระทั่งคนที่เกลียดชังเป็นศัตรูหรือคนคู่เวร เมื่อใดทำใจให้เมตตาปรารถนาดีต่อคน ๔ กลุ่มได้เสมอกันหมด คือ ต่อตนเอง ต่อคนที่รัก ต่อคนที่เป็นกลางๆ และต่อศัตรูคนคู่เวร เมื่อนั้นเรียกว่าเป็น “สีมาสัมเภท” (คือเหมือนกำแพงที่กั้นพังทลายให้สี่แดนคือคนสี่กลุ่มนั้นรวมเข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียว) ลุถึงขั้นที่มีจิตเมตตาเป็นต้นเสมอกันหมดต่อสรรพสัตว์ทั่วสรรพโลก
       ในแง่การปฏิบัติ เมื่อจิตหมดความแบ่งแยกรวมเรียบเสมอลงได้ ก็เกิดเป็นอุปจารสมาธิ และสีมาสัมเภทนั่นเองก็เป็นนิมิตสำหรับการเจริญพรหมวิหารภาวนา
       ผู้ที่เจริญเมตตาก็ดี เจริญกรุณาก็ดี เจริญมุทิตาก็ดี เมื่อเสพเจริญนิมิตนั้นไป ในที่สุดก็จะเกิดเป็นอัปปนาสมาธิเข้าถึงปฐมฌาน แล้วเสพเจริญนิมิตนั้นต่อไปอีก ก็จะเข้าถึงทุติยฌาน และตติยฌาน ตามลำดับ ต่อจากตติยฌานนั้น เขาเจริญอุเบกขาภาวนา จนกระทั่งมีจิตเป็นอุเบกขาต่อสรรพสัตว์เสมอกันได้ เป็นสีมาสัมเภท และเสพเจริญนิมิตแห่งสีมาสัมเภทนั้นไปจนเกิดจตุตถฌาน
       สำหรับบุคคลที่กล่าวมานี้ เมื่อมีจิตเป็นอัปปนาแล้วตั้งแต่ขั้นปฐมฌาน จะมีวิกุพพนา คือ เพราะจิตสงบปลอดโปร่ง แคล่วคล่องและเป็นจริง ก็จึงสามารถแผกผันปรับแปรการแผ่เมตตา เป็นต้นนั้น ทั้งในแบบทั่วตลอดไร้ขอบเขต เป็นอโนธิโสผรณา ทั้งในแบบเจาะจง จำกัดขอบเขต เป็นโอธิโสผรณา และในแบบจำเพาะทิศจำเพาะแถบ เป็นทิสาผรณา ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยอัปปมัญญาธรรม;
       ดู แผ่เมตตา, วิกุพพนา, อโนธิโสผรณา, โอธิโสผรณา, ทิสาผรณา

สีลกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล (ข้อ ๖ ในกถาวัตถุ ๑๐)

สีลขันธ์ กองศีล, หมวดธรรมว่าด้วยศีล
       เช่น กายสุจริต สัมมาอาชีวะ อินทรียสังวร โภชเนมัตตัญญุตา เป็นต้น
       (ข้อ ๑ ในธรรมขันธ์ ๕)

สีลขันธวรรค ตอนที่ ๑ ใน ๓ ตอนแห่งคัมภีร์ทีฆนิกาย พระสุตตันตปิฎก

สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล, ทำบุญด้วยการประพฤติดีงาม
       (ข้อ ๒ ในบุญกิริยาวัตถุ ๓ และ ๑๐)

สีลวิบัติ เสียศีล, สำหรับภิกษุ คือต้องอาบัติปาราชิกหรือสังฆาทิเสส
       (ข้อ ๑ ในวิบัติ ๔)

สีลวิสุทธิ ความหมดจดแห่งศีล คือ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ตามภูมิของตน ซึ่งจะช่วยเป็นฐานให้เกิดสมาธิได้
       (ข้อ ๑ ในวิสุทธิ ๗)

สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล คือ
       ถ้าเป็นคฤหัสถ์ ก็รักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติอยู่ในคลองธรรม
       ถ้าเป็นภิกษุ ก็สำรวมในพระปาติโมกข์ มีมารยาทดีงาม เป็นต้น
       (ข้อ ๒ ในสัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔, ข้อ ๑ ในจรณะ ๑๕)

สีลสามัญญตา ความเสมอกันโดยศีล
       คือ รักษาศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อนภิกษุสามเณร ไม่ทำตนให้เป็นที่น่ารังเกียจของหมู่คณะ
       (ข้อ ๕ ในสาราณียธรรม ๖)

สีลสิกขา ดู อธิสีลสิกขา

สีลัพพตปรามาส ความยึดถือว่าบุคคลจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยศีลและพรต
       (คือถือว่าเพียงประพฤติศีลและพรตให้เคร่งครัดก็พอที่จะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ไม่ต้องอาศัยสมาธิและปัญญาก็ตาม ถือศีลและพรตที่งมงายหรืออย่างงมงายก็ตาม),
       ความถือศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย หรือโดยนิยมว่าขลังว่าศักดิ์สิทธิ์ ไม่เข้าใจความหมายและความมุ่งหมายที่แท้จริง,
       ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์ด้วยเข้าใจว่าจะมีได้ด้วยศีลหรือพรตอย่างนี้ล่วงธรรมดาวิสัย
       (ข้อ ๓ ในสังโยชน์ ๑๐, ข้อ ๖ ในสังโยชน์ ๑๐ ตามนัยพระอภิธรรม)

สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นศีลและพรตด้วยอำนาจกิเลส,
       ความถือมั่นศีลพรต คือธรรมเนียมที่ประพฤติกันมาจนชินโดยเชื่อว่าขลังเป็นเหตุให้งมงาย,
       คัมภีร์ธัมมสังคณีแสดงความหมายอย่างเดียวกับ สีลัพพตปรามาส
       (ข้อ ๓ ในอุปาทาน ๔)

สีลานุสติ ระลึกถึงศีลของตนที่ได้ประพฤติมาด้วยดีบริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อย
       (ข้อ ๔ ในอนุสติ ๑๐)

สีวลี พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นพระโอรสของพระนางสุปปวาสา ซึ่งเป็นพระราชธิดาของเจ้ากรุงโกลิยะ
       ปรากฏว่าตั้งแต่ท่านปฏิสนธิในครรภ์ เกิดลาภสักการะแก่พระมารดาเป็นอันมาก
       ตามตำนานว่าอยู่ในครรภ์มารดาถึง ๗ ปี พระมารดาเจ็บพระครรภ์ถึง ๗ วัน ครั้นประสูติแล้วก็ทำกิจการต่างๆ ได้ทันที ต่อมาท่านบวชในสำนักของพระสารีบุตร ในวันที่บวช พอมีดโกนตัดกลุ่มผมครั้งที่ ๑ ได้บรรลุโสดาปัตติผล ครั้งที่ ๒ ได้บรรลุสกทาคามิผล ครั้งที่ ๓ ได้บรรลุอนาคามิผล พอปลงผมเสร็จก็ได้สำเร็จพระอรหัต
       ท่านสมบูรณ์ด้วยปัจจัยลาภและทำให้ลาภเกิดแก่ภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก
       ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางมีลาภมาก

สีหนาท “การบันลือของราชสีห์” หรือ “การบันลืออย่างราชสีห์”,
       การสำแดงความจริง ประกาศสถานะของตน หรือยืนยันหลักการบนฐานแห่งความจริง ด้วยการชี้แจงแถลงเรื่องราวหรือข้อมูลอย่างเปิดเผยตัวฉะฉานชัดแจ้ง และไม่หวาดหวั่นครั่นคร้าม
       เช่น พระพุทธเจ้าทรงบันลือสีหนาท ในกรณีที่มีผู้ตู่หรือกล่าวร้าย แล้วล้มล้างคำตู่หรือคำกล่าวร้ายนั้นได้ สยบผู้ตู่ผู้กล่าวร้ายหรือทำให้เขายอมรับ และทำให้ผู้ศรัทธายิ่งมีความมั่นใจ,
       พระสูตรบางเรื่อง อรรถกถาบอกว่าเป็นพุทธสีหนาททั้งพระสูตร เช่น วีมังสกสูตร (ม.มู. ๑๒/๕๓๕/๕๗๖) ที่พระพุทธเจ้าตรัสแสดงวิธีที่สาวกจะตรวจสอบพระองค์ ให้เห็นว่ามีพระคุณสมควรหรือไม่ที่จะเข้าไปหาเพื่อฟังธรรม จะได้มีศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา,
       นอกจากการบันลือสีหนาทของพระพุทธเจ้าแล้ว พบการบันลือสีหนาทของพระสาวกมากแห่ง,
       บางแห่งสีหนาทมาด้วยกันกับอาสภิวาจา (เช่น พระสารีบุตรเปล่งอาสภิวาจาบันลือสีหนาท, ที.ม. ๑๐/๗๗/๙๖) แต่พระสาวกที่เปล่งอาสภิวาจานั้นปรากฏน้อยนัก เท่าที่ได้พบคือ พระสารีบุตร และพระอนุรุทธ;
       สิงหนาท ก็ใช้; ดู อาสภิวาจา

สีหล, สีหฬ ดู สิงหล

สีหลทวีป “เกาะของชาวสิงหล”, เกาะลังกา, ประเทศศรีลังกา

สีหไสยา นอนอย่างราชสีห์
       คือนอนตะแคงขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ กำหนดใจถึงการลุกขึ้นไว้
       (มีคำอธิบายเพิ่มอีกว่า มือซ้ายพาดไปตามลำตัว มือขวาช้อนศีรษะไม่พลิกกลับไปมา)

สีหหนุ กษัตริย์ศากยวงศ์ เป็นพระราชบุตรของพระเจ้าชยเสนะ
       เป็นพระราชบิดาของพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระอัยกาของพระพุทธเจ้า

สุกกะ น้ำกาม, น้ำอสุจิ

สุกโกทนะ กษัตริย์ศากยวงศ์ เป็นพระราชบุตรองค์ที่ ๒ ของพระเจ้าสีหหนุ
       เป็นพระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระบิดาของพระเจ้ามหานาม และพระอนุรุทธะ
       (นี้ว่าตาม ม.อ. ๑/๓๘๔; วินย.ฏี. ๓/๓๔๙ เป็นต้น แต่ว่าตามหนังสือเรียนเป็นพระบิดาของพระอานนท์) มีเรื่องราว (ธ.อ.๖/๑๕๙) ที่แสดงว่า เจ้าสุกโกทนะ มีราชธิดาด้วย คือ เจ้าหญิงโรหิณี

สุกขวิปัสสก พระผู้เจริญวิปัสสนาล้วนสำเร็จพระอรหัต มิได้ทรงคุณวิเศษอย่างอื่นอีก
       เช่น ไม่ได้ฌานสมาบัติ ไม่ได้อภิญญา เป็นต้น;
       ดู อรหันต์

สุกรขาตา ชื่อถ้ำ อยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ พระนครราชคฤห์
       ณ ที่นี้ พระสารีบุตรได้สำเร็จพระอรหัต เพราะได้ฟังพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปริพาชกชื่อทีฆนขะ;
       ดู ทีฆนขะ

สุข ความสบาย, ความสำราญ,
       ความฉ่ำชื่นรื่นกายรื่นใจ มี ๒ คือ
           ๑. กายิกสุข สุขทางกาย
           ๒. เจตสิกสุข สุขทางใจ,
       อีกหมวดหนึ่ง มี ๒ คือ
           ๑. สามิสสุข สุขอิงอามิส คืออาศัยกามคุณ
           ๒. นิรามิสสุข สุขไม่อิงอามิส คือ อิงเนกขัมมะ หรือสุขที่เป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อวัตถุ
       (ท่านแบ่งเป็นคู่ๆ อย่างนี้อีกหลายหมวด)

สุขของคฤหัสถ์ สุขอันชอบธรรมที่ผู้ครองเรือนควรมี และควรขวนขวายให้มีอยู่เสมอ มี ๔ อย่าง คือ
       ๑. อัตถิสุข สุขเกิดจากความมีทรัพย์ (ที่ได้มาด้วยเรี่ยวแรงของตน โดยทางชอบธรรม)
       ๒. โภคสุข สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ (เลี้ยงตน เลี้ยงคนควรเลี้ยง และทำประโยชน์)
       ๓. อนณสุข สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้
       ๔. อนวัชชสุข สุขเกิดจากประกอบการอันไม่มีโทษ (มีสุจริตทั้ง กาย วาจา และใจ),
       เฉพาะข้อ ๔ ตามแบบเรียนว่า สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ

สุขเวทนา ความรู้สึกสุขสบาย (ข้อ ๑ ในเวทนา ๓)

สุขสมบัติ สมบัติคือความสุข, ความถึงพร้อมด้วยความสุข

สุขาวดี แดนที่มีความสุข, เป็นแดนสถิตของพระอมิตาภพุทธ ฝ่ายมหายาน

สุขุม ละเอียด, ละเอียดอ่อน, นิ่มนวล, ซึ้ง

สุขุมรูป รูปละเอียด, ในพระไตรปิฎกเรียกว่า “อนิทัสสนอัปปฏิฆรูป” คือเป็นรูปที่มองไม่เห็นและกระทบไม่ได้ มี ๑๖ อย่าง ได้แก่ อาโปธาตุ และอุปาทายรูปที่เหลือ เว้นปสาทรูปและวิสัยรูป
       (คือเป็นมหาภูตรูป ๑ และอุปาทายรูป ๑๕ แจกแจงออกไปดังนี้ อาโปธาตุ ๑ ภาวรูป ๒ หทัยรูป ๑ ชีวิตรูป ๑ อาหารรูป ๑ ปริจเฉทรูป ๑ วิญญัตติรูป ๒ วิการรูป ๓ และลักขณรูป ๔),
       สุขุมรูปเหล่านี้ รับรู้ไม่ได้ด้วยประสาททั้ง ๕ แต่เป็นธรรมารมณ์ อันรู้ได้ด้วยใจ;
       ดู รูป ๒๘, อนิทัสสนอัปปฏิฆรูป, ธัมมายตนะ

สุขุมาลชาติ มีพระชาติละเอียดอ่อน, มีตระกูลสูง

สุคต ผู้เสด็จไปดีแล้ว, เป็นพระนามของพระพุทธเจ้า;
       ดู สุคโต

สุคตประมาณ ขนาดหรือประมาณของพระสุคต คือ พระพุทธเจ้า,
        เกณฑ์หรือมาตราวัดของพระสุคต

สุคตาณัตติพจน์ พระดำรัสสั่งของพระสุคต

สุคติ คติดี, ทางดำเนินที่ดี, แดนกำเนิดอันดีที่สัตว์ผู้ทำกรรมดีตายแล้วไปเกิด ได้แก่ มนุษย์ และ เทพ;
       ตรงข้ามกับ ทุคติ; ดู คติ

สุคโต (พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น) “เสด็จไปดีแล้ว” คือ ทรงมีทางเสด็จที่ดีงามอันได้แก่อริยมรรค,
       เสด็จไปสู่ที่ดีงาม กล่าวคือพระนิพพาน,
       เสด็จไปด้วยดีโดยชอบ กล่าวคือ
           ทรงดำเนินรุดหน้าไม่หวนกลับมาสู่กิเลสที่ทรงละได้แล้ว
           ทรงดำเนินสู่ผลสำเร็จไม่ถอยหลัง ไม่กลับตกจากฐานะที่ลุถึง
           ทรงดำเนินในทางอันถูกต้องคือมัชฌิมาปฏิปทา ไม่เฉเชือนไปในทางที่ผิด คือ กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค
           เสด็จไปดี เสด็จที่ใดก็ทรงทำประโยชน์ให้แก่มหาชนในที่นั้น เสด็จไปโดยสวัสดีและนำให้เกิดความสวัสดี แม้แต่พบองคุลิมาลมหาโจรร้าย ก็ทรงกลับใจให้เขากลายเป็นคนดีไม่มีภัย
           เสด็จผ่านไปแล้วด้วยดี ได้ทรงบำเพ็ญพุทธกิจไว้บริบูรณ์ ประดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้ เพื่อชาวโลก ให้เป็นเครื่องเผล็ดประโยชน์แก่ประชาชนทั้งปวงผู้เกิดมาในภายหลัง,
       ทรงมีพระวาจาดี หรือตรัสโดยชอบ คือ ตรัสแต่คำจริงแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ในกาลที่ควรตรัส และบุคคลที่ควรตรัส (ข้อ ๔ ในพุทธคุณ ๙)

สุคโตวาท โอวาทของพระสุคต, พระดำรัสสอนของพระพุทธเจ้า

สุคนธชาติ ของหอม, เครื่องหอม

สุคนธวารี น้ำหอม

สุงกฆาตะ ด่านภาษี

สุงสุมารคีระ ชื่อนครหลวงแห่งแคว้นภัคคะ ที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาที่ ๘;
       สุงสุมารคีรี ก็เรียก

สุจริต ประพฤติดี, ประพฤติชอบ,
       ประพฤติถูกต้องตามคลองธรรม มี ๓ คือ
           ๑. กายสุจริต ประพฤติชอบด้วยกาย
           ๒. วจีสุจริต ประพฤติชอบด้วยวาจา
           ๓. มโนสุจริต ประพฤติชอบด้วยใจ;
       เทียบ ทุจริต

สุชาดา อุบาสิกาสำคัญคนหนึ่ง เป็นธิดาของผู้มีทรัพย์ซึ่งเป็นนายใหญ่แห่งชาวบ้านเสนานิคม ตำบลอุรุเวลา ได้ถวายข้าวปายาส (ในคัมภีร์ทั้งหลาย นิยมเรียกเต็มว่า “มธุปายาส”) แก่พระมหาบุรุษในเวลาเช้าของวันที่จะตรัสรู้
       มีบุตรชื่อยส ซึ่งต่อมาออกบวชเป็นพระอรหันต์
       นางสุชาดาได้เป็นปฐมอุบาสิกา พร้อมกับภรรยาเก่าของยสะ
       และได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ ในบรรดาอุบาสิกาผู้ถึงสรณะเป็นปฐม;
       ดู ปายาส, มธุปายาส, สูกรมัททวะ

สุญญตวิโมกข์ ความหลุดพ้นโดยว่างจาก ราคะ โทสะ โมหะ
       หมายถึง มองเห็นความว่าง หมดความยึดมั่น คือ พิจารณาเห็นนามรูปโดยความเป็นอนัตตา
       พูดสั้นๆ ว่า หลุดพ้นเพราะเห็นอนัตตา
       (ข้อ ๑ ในวิโมกข์ ๓)

สุญญตสมาธิ สมาธิอันพิจารณาเห็นความว่าง
       ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดอนัตตลักษณะ
       (ข้อ ๑ ในสมาธิ ๓)

สุญญตา “ความเป็นสภาพสูญ” ความว่าง
       1. ความเป็นสภาพที่ว่างจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เฉพาะอย่างยิ่ง ภาวะที่ขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา คือ ไร้ตัวมิใช่ตน ว่างจากความเป็นตน ตลอดจนว่างจากสาระต่างๆ เช่น สาระคือความเที่ยง สาระคือความสวยงาม สาระคือความสุข เป็นต้น,
           โดยปริยาย หมายถึง หลักธรรมฝ่ายปรมัตถ์ ดังเช่น ขันธ์ ธาตุ อายตนะ และปัจจยาการ (อิทัปปัจจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท) ที่แสดงแต่ตัวสภาวะให้เห็นความว่างเปล่า ปราศจากสัตว์ บุคคล เป็นเพียงธรรมหรือกระบวนธรรมล้วนๆ
       2. ความว่างจากกิเลส มีราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้นก็ดี สภาวะที่ว่างจากสังขารทั้งหลายก็ดี หมายถึง นิพพาน
       3. โลกุตตรมรรค ได้ชื่อว่าเป็นสุญญตาด้วยเหตุผล ๓ ประการ คือ
           เพราะลุด้วยปัญญาที่กำหนดพิจารณาความเป็นอนัตตา มองเห็นภาวะที่สังขารเป็นสภาพว่าง (จากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน)
           เพราะว่างจากกิเลสมีราคะเป็นต้น
           และเพราะมีสุญญตา คือ นิพพาน เป็นอารมณ์
       4. ความว่าง ที่เกิดจากกำหนดหมายในใจ หรือทำใจเพื่อให้ความว่างนั้นเป็นอารมณ์ของจิตในการเจริญสมาบัติ เช่น ผู้เจริญอากิญจัญญายตนสมาบัติ กำหนดใจถึงภาวะว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย;
       สุญตา ก็เขียน

สุญญาคาร “เรือนว่าง”, โดยนัย หมายถึง สถานที่สงัด ปลอดคน ปลอดเสียงรบกวน,
       มีพุทธพจน์ตรัสบ่อยมากในข้อความเป็นชุดว่า “อรญฺญคโต วา รุกฺข มูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา”
       (เช่น ที.ม. ๑๐/๒๗๔/๓๒๕) (…ไปสู่ป่า ก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่สุญญาคาร ก็ดี…)
       ซึ่งท่านมักอธิบายว่า สุญญาคาร ได้แก่ เสนาสนะ (อันสงัด) ทั้ง ๗ ที่นอกจากป่าและโคนไม้ (เช่น วินย.อ. ๑/๔๙๘)
       เสนาสนะอันสงัดที่ตรัสไว้มี ๙ ดังนี้ “อรญฺญํ รุกฺขมูลํ ปพฺพตํ กนฺทรํ คิริคุหํ สุสานํ วนปตฺถํ อพฺโภกาสํ ปลาลปุญฺชํ” (เช่น ที.ปา. ๑๑/๒๖/๕๑) (ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง)
       โดยนัยนี้ สุญญาคารจึงได้แก่เสนาสนะ ๗ ต่อจากป่าและโคนไม้ คือตั้งแต่ภูเขาถึงลอมฟาง,
       พูดกว้างๆ ว่า ที่สงัดจากผู้คน หรือที่ปลอดคน (เช่น ม.อ. ๑/๒๐๘)

สุตะ “สิ่งสดับ”, สิ่งที่ได้ฟังมา, สิ่งที่ได้ยินได้ฟัง, ความรู้จากการเล่าเรียนหรือรับถ่ายทอดจากผู้อื่น, ข้อมูลความรู้จากการอ่านการฟังบอกเล่าถ่ายทอด;
       สำหรับผู้ศึกษาปฏิบัติ “สุตะ” หมายถึงความรู้ที่ได้เล่าเรียนสดับฟังธรรม ความรู้ในพระธรรมวินัย ความรู้คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่านวังคสัตถุศาสน์ หรือปริยัติ,
       สุตะเป็นคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งของผู้ที่จะเจริญงอกงาม ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต โดยเป็นเหตุปัจจัยให้ได้ปัญญา ที่เป็นเบื้องต้นหรือเป็นฐานของพรหมจริยะ และเป็นเครื่องเจริญปัญญาให้พัฒนาจนไพบูลย์บริบูรณ์ (ที.ปา. ๑๑/๔๔๔/๓๑๖)
       พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เป็นผู้มีสุตะมาก (เป็นพหูสูต หรือมีพาหุสัจจะ) และเป็นผู้เข้าถึงโดยสุตะ (องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๖/๙), (ข้อ ๓ ในอริยวัฑฒิ ๕);
       เทียบ ปัญญา, ดู พหูสูต, พาหุสัจจะ

สุตตนิบาต ชุมนุมพระสูตรชุดพิเศษ ซึ่งเป็นคาถาล้วน หรือมีความนำร้อยแก้วบ้าง รวม ๗๑ สูตร
       จัดเป็นคัมภีร์ที่ ๕ แห่งขุททกนิกาย ในพระสุตตันตปิฎก;
       ดู ไตรปิฎก (ในเล่ม ๒๕)

สุตตันตปิฎก ดู ไตรปิฎก

สุตบท คำว่า สุต, สุตา; ดู ปาติโมกข์ย่อ

สุตพุทธะ ผู้รู้เพราะได้ฟัง, ผู้รู้โดยสุตะ หมายถึง บุคคลที่เป็นพหูสูต;
       ดู พุทธะ

สุตมยปัญญา ดู ปัญญา ๓

สุทธันตปริวาส ปริวาสที่ภิกษุผู้ต้องการจะออกจากอาบัติสังฆาทิเสสอยู่ไป จนกว่าจะเห็นว่าบริสุทธิ์
       หมายความว่า ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปิดไว้หลายคราวจนจำจำนวนอาบัติและจำนวนวันที่ปิดไม่ได้ หรือจำได้แต่บางจำนวน ท่านให้ขอปริวาสประมวลจำนวนอาบัติและจำนวนวันที่ปิดเข้าด้วยกัน แล้วอยู่ใช้ไปจนกว่าจะเห็นว่า บริสุทธิ์
       มี ๒ อย่างคือ จูฬสุทธันตปริวาส และ มหาสุทธันตปริวาส

สุทธาวาส ที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ คือ ที่เกิดของพระอนาคามี
       ได้แก่ พรหม ๕ ชั้นที่สูงสุดในรูปาวจร
       คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา

สุทธิ ความบริสุทธิ์, ความสะอาดหมดจด มี ๒ คือ
       ๑. ปริยายสุทธิ บริสุทธิ์โดยเอกเทศ (คือเพียงบางส่วนบางแง่)
       ๒. นิปปริยายสุทธิ บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง (ความบริสุทธิ์ของพระอรหันต์)

สุทธิกปาจิตติยะ อาบัติปาจิตตีย์ล้วน คือ อาบัติปาจิตตีย์ที่ไม่ต้องให้เสียสละสิ่งของ มี ๙๒ สิกขาบท
       ตามปกติเรียกกันเพียงว่า ปาจิตติยะ หรือ ปาจิตตีย์

สุทโธทนะ กษัตริย์ศากยวงศ์ ซึ่งเป็นราชาผู้ครองแคว้นศากยะ หรือสักกชนบท ณ นครกบิลพัสดุ์ มีพระมเหสีพระนามว่า พระนางสิริมหามายา หรือเรียกสั้นๆ ว่า มายา
       เมื่อพระนางมายาสวรรคตแล้ว พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้เป็นพระมเหสีต่อมา
       พระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระราชบุตรองค์ที่ ๑ ของพระเจ้าสีหหนุ
       เป็นพระราชบิดาของพระสิทธัตถะ เป็นพระอัยกาของพระราหุล และเป็นพระพุทธบิดา
       พระองค์สวรรคตในปีที่ ๕ แห่งพุทธกิจ ก่อนสวรรคต พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปแสดงธรรมโปรด ทรงบรรลุอรหัตผล และได้ปรินิพพาน ภายใต้เศวตฉัตร

สุธรรมภิกษุ ชื่อภิกษุรูปหนึ่ง มีความมักใหญ่ ได้ด่าจิตตคฤหบดี และถูกสงฆ์ลงปฏิสารณียกรรม ให้ไปขอขมาคฤหบดีนั้น นับเป็นต้นบัญญัติในเรื่องนี้

สุธรรมสภา, สุธัมมาเทวสภา ชื่อเทวสภา คือสภาเป็นที่ประชุมของเทวดา ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กว้างยาวด้านละ ๓๐๐ โยชน์ สูง ๕๐๐ โยชน์ (สุธรรมเทวสภา หรือสุธัมมาสภา ก็เรียก),
       เทพชั้นจาตุมหาราชิกาอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของท้าวสักกะ (พระอินทร์) ท้าวมหาราช ๔ มีหน้าที่มาร่วมประชุมในสุธัมมาสภาด้วย เช่น ท้าวจาตุมหาราชเที่ยวตรวจดูโลกเป็นประจำ โดยในวัน ๘ ค่ำ พวกเทพอำมาตย์บริวารไปเที่ยวดูก่อน แล้วในวัน ๑๔ ค่ำ พวกโอรสของท้าวจาตุมหาราชก็ไปตรวจดู ครั้นถึงวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ท้าวจาตุมหาราชก็ไปตรวจดูโลกด้วยตนเองว่า
       ในหมู่มนุษย์นี้ ผู้ที่เอาใจใส่ดูแลมารดาบิดา เกื้อกูลแก่สมณพราหมณ์ เคารพเห็นสำคัญต่อผู้หลักผู้ใหญ่ในสกุลองค์กร อยู่ถืออุโบสถ ตื่นตัว (ทำปฏิชาครอุโบสถ) ทำบุญบำเพ็ญกรรมดี ยังมีมากอยู่หรือไม่ แล้วไปรายงานแก่เหล่าเทพชั้นดาวดึงส์ ซึ่งมาประชุมกันในสุธัมมาสภานี้เป็นประจำ (องฺ.ติก. ๒๐/๔๗๖/๑๘๐),
       (อรรถกถาบางแห่งบอกว่า สุธัมมาสภา มีในเทวโลกทุกชั้น และในพรหมโลกก็มีด้วย, อป.อ. ๑/๒๙๔);
       ดู ดาวดึงส์

สุนทร ดี, งาม, ไพเราะ

สุนทรพจน์ คำพูดที่ไพเราะ, คำพูดที่ดี;
       คำพูดอันเป็นพิธีการ, คำกล่าวแสดงความรู้สึกที่ดีอย่างเป็นพิธีการในที่ประชุม

สุนาปรันตะ ดู ปุณณสุนาปรันตะ

สุเนตตะ นามของพระศาสดาองค์หนึ่งในอดีต มีคุณสมบัติคือ
       กาเมสุ วีตราโค (มีราคะไปปราศแล้วในกามทั้งหลาย)
       มีศิษย์จำนวนมาก ได้เจริญเมตตาจิตถึง ๗ ปี แต่ก็ไม่อาจพ้นจากชาติ ชรามรณะ เพราะไม่รู้อริยศีล อริยสมาธิ อริยปัญญา และอริยวิมุตติ

สุปฏิปนฺโน (พระสงฆ์) เป็นผู้ปฏิบัติดี คือ ปฏิบัติตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา ปฏิบัติไม่ถอยหลัง ปฏิบัติสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ดำรงอยู่ในธรรมวินัย
       (ข้อ ๑ ในสังฆคุณ ๙)

สุปปพุทธะ กษัตริย์โกลิยวงศ์ เป็นพระราชบุตรองค์ที่ ๑ ของพระเจ้าอัญชนะ
       เป็นพระบิดาของพระเทวทัตและพระนางยโสธราพิมพา

สุปปารกะ ชื่อเมืองท่าสำคัญในชมพูทวีป ที่พ่อค้าเดินเรือไปค้าขายทางทะเล มีชื่อปรากฏตั้งแต่ในพระไตรปิฎกเคียงข้างกับภารุกัจฉะ ตัมพปัณณิ และสุวรรณภูมิ เป็นต้น
       (เช่น ขุ.ม. ๒๙/๒๕๔/๑๘๘, ๒๙/๘๑๐/๕๐๔) อยู่ห่างจากสาวัตถี ๑๒๐ โยชน์ (ธ.อ.๔/๙๕; อุ.อ. ๘๙; อป.อ. ๒/๒๘๙) เป็นถิ่นเกิดของพระมหาสาวกปุณณสุนาปรันตะ พระพาหิยทารุจีริยะก็เกิดที่นั่น และหลังจากเรือแตกก็ได้ขึ้นไปอาศัยอยู่ ก่อนมาพบพระพุทธเจ้า,
       เรียกเต็มว่า สุปปารกปัฏฏนะ อยู่ในสุนาปรันตชนบท, ตำราสันนิษฐานกันว่าได้แก่ถิ่นชื่อ Sopara ทางทิศเหนือของเมืองบอมเบย์ (Bombay) ที่บัดนี้เรียก Mumbai;
       ดู ปุณณสุนาปรันตะ, ภารุกัจฉะ, สุวรรณภูมิ

สุพาหุ บุตรเศรษฐีเมืองพาราณสี เป็นสหายของยสกุลบุตร ได้ทราบข่าวยสกุลบุตรออกบวช จึงได้บวชตามพร้อมด้วยสหายอีก ๓ คน คือ วิมละ ปุณณชิ และควัมปติ ได้เป็นสาวกรุ่นแรกที่พระพุทธเจ้าส่งไปประกาศพระศาสนา

สุภัททะ ปัจฉิมสักขิสาวก (สาวกผู้ทันเห็นองค์สุดท้าย) ของพระพุทธเจ้า เรียกสั้นๆ ว่า ปัจฉิมสาวก
       เดิมเป็นพราหมณ์ตระกูลใหญ่ ต่อมาออกบวชเป็นปริพาชก อยู่ในเมืองกุสินารา ในวันที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน สุภัททปริพาชกได้ยินข่าวแล้ว คิดว่าตนมีข้อสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง อยากจะขอให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่อแก้ข้อสงสัยนั้นเสียก่อนที่จะปรินิพพาน จึงเดินทางไปยังสาลวัน ตรงไปหาพระอานนท์ แจ้งความประสงค์จะเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา พระอานนท์ได้ห้ามไว้ เพราะเกรงว่าพระองค์เหน็ดเหนื่อยอยู่แล้ว จะเป็นการรบกวนให้ทรงลำบาก สุภัททปริพาชกก็คะยั้นคะยอจะขอเข้าเฝ้าให้ได้
       พระอานนท์ก็ยืนกรานห้ามอยู่ถึง ๓ วาระ จนพระผู้มีพระภาคทรงได้ยินเสียงโต้ตอบกันนั้น จึงตรัสสั่งพระอานนท์ว่าสุภัททะมุ่งหาความรู้ มิใช่ประสงค์จะเบียดเบียนพระองค์ ขอให้ปล่อยให้เขาเข้าเฝ้าเถิด
       สุภัททปริพาชกเข้าเฝ้าแล้ว ทูลถามว่า
       สมณพราหมณ์เจ้าลัทธิที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย คือ เหล่าครูทั้ง ๖ นั้น ล้วนได้ตรัสรู้จริงทั้งหมดตามที่ตนปฏิญญา หรือได้ตรัสรู้เพียงบางส่วน หรือไม่มีใครตรัสรู้จริงเลย
       พระพุทธเจ้าทรงห้ามเสียและตรัสว่าจะทรงแสดงธรรม คือ หลักการหรือหลักความจริงให้ฟัง แล้วตรัสว่า
       อริยมรรคมีองค์ ๘ หาไม่ได้ในธรรมวินัยใด สมณะ (คืออริยบุคคลทั้ง ๔) ก็หาไม่ได้ในธรรมวินัยนั้น
       อริยมรรคมีองค์ ๘ หาได้ในธรรมวินัยใด สมณะก็หาได้ในธรรมวินัยนั้น อริยมรรคมีองค์ ๘ หาได้ในธรรมวินัยนี้ ลัทธิอื่นๆ ว่างจากสมณะ และตรัสสรุปว่า ถ้าภิกษุทั้งหลายเป็นอยู่โดยชอบ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย
       เมื่อจบพระธรรมเทศนา สุภัททปริพาชกเลื่อมใส ทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระพุทธเจ้าตรัสสั่งพระอานนท์ให้บวชสุภัททะในสำนักของพระองค์ โดยประทานพุทธานุญาตพิเศษให้ยกเว้นไม่ต้องอยู่ติตถิยปริวาส
       ท่านสุภัททะบวชแล้วไม่นาน (อรรถกถาว่าในวันนั้นเอง) ก็ได้บรรลุอรหัตตผล
       นับเป็นพุทธปัจฉิมสักขิสาวก

สุภัททวุฒบรรพชิต “พระสุภัททะผู้บวชเมื่อแก่” ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งการปรารภที่จะสังคายนาครั้งที่ ๑
       ก่อนบวช เป็นช่างตัดผมในเมืองอาตุมา มีบุตรชาย ๒ คน ออกบวชแล้ว คราวหนึ่งได้ข่าวว่า
       พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสงฆ์หมู่ใหญ่จะเสด็จมายังเมืองอาตุมา จึงให้บุตรทั้งสองเอาเครื่องมือตัดผมออกไปเที่ยวขอตัดผมตามบ้านเรือนทุกแห่ง แลกเอาเครื่องปรุงยาคูมาได้มากมาย แล้วบัญชาการให้ผู้คนจัดเตรียมข้าวยาคูไว้เป็นอันมาก
       เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึง ก็นำเอาข้าวยาคูนั้นเข้าไปถวาย
       พระพุทธเจ้าตรัสถาม ทรงทราบความว่าพระสุภัททะได้ข้าวนั้นมาอย่างไรแล้ว ไม่ทรงรับ และทรงติเตียน แล้วทรงบัญญัติสิกขาบท ๒ ข้อ คือ
       บรรพชิตไม่พึงซักชวนคนทำในสิ่งที่เป็นอกัปปิยะ
       และภิกษุผู้เคยเป็นช่างกัลบกไม่พึงเก็บรักษาเครื่องตัดโกนผมไว้ประจำตัว จากการที่ได้ถูกติเตียนและเสียของเสียหน้าเสียใจในเหตุการณ์ครั้งนั้น พระสุภัททะก็ได้ผูกอาฆาตไว้
       ต่อมา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วได้ ๗ วัน พระสุภัททะร่วมอยู่ในคณะของพระมหากัสสปเถระ ซึ่งกำลังเดินทางจากเมืองปาวาสู่เมืองกุสินารา ระหว่างทางนั้น คณะได้ทราบข่าวพุทธปรินิพพานจากอาชีวกผู้หนึ่ง ภิกษุทั้งหลายที่ยังไม่สิ้นราคะ (คือพระปุถุชน โสดาบัน และสกทาคามี) พากันร้องไห้คร่ำครวญเป็นอันมาก
       ในขณะนั้นเอง พระสุภัททวุฒบรรพชิต ก็ร้องห้ามขึ้นว่า “อย่าเลย ท่านผู้มีอายุ พวกท่านอย่าเศร้าโศก อย่าร่ำไห้ไปเลย พวกเราพ้นดีแล้ว พระมหาสมณะนั้นคอยเบียดเบียนพวกเราว่า สิ่งนี้ควรแก่เธอ สิ่งนี้ไม่ควรแก่เธอ บัดนี้พวกเราปรารถนาสิ่งใด ก็จักกระทำสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใด ก็จักไม่กระทำสิ่งนั้น”
       พระมหากัสสปเถระได้ฟังแล้ว (อรรถกถากล่าวว่า ท่านเกิดธรรมสังเวช) ดำริว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานเพียง ๗ วัน ก็ยังเกิดเสี้ยนหนามขึ้นแล้วในพระศาสนา หากต่อไป คนชั่วได้พวกพ้องมีกำลังเติบกล้าขึ้น ก็จะทำพระศาสนาให้เสื่อมถอย ดังนั้น หลังจากเสร็จงานถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว ท่านจึงได้ยกถ้อยคำของสุภัททวุฒบรรพชิต ซึ่งเรียกกันสั้นๆ ว่า คำกล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัยนี้ขึ้นเป็นข้อปรารภ ชักชวนพระเถระทั้งหลายร่วมกันทำสังคายนาครั้งแรก;
       สุภัททวุฑฒบรรพชิต ก็เขียน (คำบาลีว่า สุภทฺโท วุฑฺฒปพฺพชิโต)

สุภาพ เรียบร้อย, อ่อนโยน, ละมุนละม่อม

สุภาษิต ถ้อยคำที่กล่าวดีแล้ว, คำพูดที่ถือเป็นคติได้

สุภูติ พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นบุตรสุมนเศรษฐี ในพระนครสาวัตถี ได้ไปร่วมงานฉลองวัดเชตวันของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา มีความเลื่อมใสบวชในพระพุทธศาสนา
       ต่อมาเจริญวิปัสสนา ทำเมตตาฌานให้เป็นบาท ได้สำเร็จพระอรหัต
       พระศาสดาทรงยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะ ๒ ทาง คือ
       ในทางอรณวิหาร (เจริญฌานประกอบด้วยเมตตา) และเป็นทักขิไณยบุคคล

สุมนะ ชื่อพระเถระองค์หนึ่งในการกสงฆ์ ผู้ทำสังคายนาครั้งที่ ๒

สุมังคลวิลาสินี ชื่อคัมภีร์อรรถกถาอธิบายความในทีฆนิกาย แห่งพระสุตตันตปิฎก
       พระพุทธโฆสาจารย์เรียบเรียงขึ้น โดยอาศัยอรรถกถาเก่าภาษาสิงหฬที่สืบมาแต่เดิมเป็นหลัก เมื่อ พ.ศ. ใกล้จะถึง ๑๐๐๐;
       ดู โปราณัฏฐกถา, อรรถกถา

สุเมรุ ชื่อหนึ่งของภูเขาเมรุ;
       ดู เมรุ

สุรนาทโวหาร ถ้อยคำที่ฮึกห้าว, คำกล่าวห้าวหาญ

สุรสิงหนาท การเปล่งเสียงพูดอย่างองอาจกล้าหาญ หรือพระดำรัสที่เร้าใจปลุกให้ตื่นฟื้นสติขึ้น เหมือนดั่งเสียงบันลือของราชสีห์
       เช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “กิจอย่างใด อันพระศาสดาผู้เอ็นดู แสวงประโยชน์ เพื่อสาวกทั้งหลายจะพึงทำ กิจนั้นอันเราทำแล้วแก่พวกเธอทุกอย่าง”

สุรเสนะ ชื่อแคว้นหนึ่งในบรรดา ๑๖ แคว้นใหญ่แห่งชมพูทวีป ตั้งอยู่ทางใต้ของแคว้นกุรุ ระหว่างแม่น้ำสินธุกับแม่น้ำยมุนาตอนล่าง นครหลวงชื่อมธุรา แต่ปัจจุบันเรียกมถุรา (Mathura)

สุรา เหล้า, น้ำเมาที่กลั่นแล้ว

สุราบาน การดื่มเหล้า, น้ำเหล้า

สุราปานวรรค ตอนที่ว่าด้วยเรื่องดื่มน้ำเมา เป็นต้น เป็นวรรคที่ ๖ ในปาจิตติยกัณฑ์

สุรามฤต น้ำที่ทำผู้ดื่มให้ไม่ตายของเทวดา, น้ำอมฤตของเทวดา

สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี เว้นจากน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
       (ข้อที่ ๕ ในศีล ๕ ศีล ๘ และศีล ๑๐)

สุริยคติ การนับวันโดยถือเอาการเดินของพระอาทิตย์เป็นหลัก เช่นวันที่ ๑, ๒, ๓ เดือนเมษายน เป็นต้น

สุริยุปราคา การจับอาทิตย์ คือเงาดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์

สุวรรณภูมิ “แผ่นดินทอง”, “แหลมทอง”,
       ดินแดนที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงอุปถัมภ์การส่งพระโสณะและพระอุตตระ หัวหน้าพระศาสนทูตสายที่ ๘ (ใน ๙ สาย) ไปประกาศพระศาสนา ปราชญ์สันนิษฐานว่าได้แก่ดินแดนบริเวณจังหวัดนครปฐม (พม่าว่าได้แก่เมืองสะเทิม หรือสุธรรมนครในประเทศพม่า),
       สุวรรณภูมิปรากฏในรายชื่อดินแดนต่างๆ ในคัมภีร์มหานิทเทส แห่งพระสุตตันตปิฎก เคียงข้างกับเมืองท่าสำคัญๆ ของชมพูทวีป เช่น สุปปารกะ และภารุกัจฉะ แล้วก็มีชวา จนมาถึงสุวรรณภูมิ ต่อด้วยตัมพปัณณิ (ชวํ คจฺฉติ … สุวณฺณภูมึ คจฺฉติ ตมฺพปณฺณึ คจฺฉติ, ขุ.ม. ๒๙/๒๕๔/๑๘๘, ๘๑๐/๕๐๔)
       บางชื่อจะตรงกับดินแดนที่เข้าใจกัน หรือเป็นชื่อพ้อง หรือตั้งตามกัน ไม่อาจวินิจฉัยให้เด็ดขาดได้;
       ในชั้นอรรถกถามีเรื่องราวเกี่ยวกับคนลงเรือเดินทะเลจากชมพูทวีป ที่เมืองสุปปารกะ (ฝั่งทะเลด้านตะวันตก) บ้าง ที่ตามลิตติ (ฝั่งทะเลด้านตะวันออก) บ้าง ไปยังสุวรรณภูมิ;
       ดู ตัมพปัณณิ, ภารุกัจฉะ, สุปปารกะ, ตามลิตติ

สู ท่าน

สูกรมัททวะ ชื่ออาหารซึ่งนายจุนทะกัมมารบุตร แห่งเมืองปาวา ถวายแด่พระพุทธเจ้า ในวันเสด็จดับขันธปรินิพพาน เป็นบิณฑบาตมื้อสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าเสวยก่อนจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นบิณฑบาตที่มีผลเสมอกับบิณฑบาตที่พระองค์เสวยแล้วได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ และบิณฑบาต ๒ ครั้งนี้มีผลมีอานิสงส์มากยิ่งกว่าบิณฑบาตครั้งอื่นใดทั้งสิ้น (ที.ม. ๑๐/๑๒๖/๑๕๘; บิณฑบาตที่เสวยในวันตรัสรู้ คือข้าวมธุปายาสที่นางสุชาดาถวาย),
       หลังจากเสวยสูกรมัททวะแล้ว พระพุทธเจ้าก็ประชวรหนัก และเมื่อเสด็จถึงเมืองกุสินาราแล้ว ก็เสด็จดับขันธปรินิพพานในราตรีนั้น “สูกรมัททวะ” นี้ มักแปลกันว่าเนื้อสุกรอ่อน แต่อรรถกถาแปลต่างเป็นหลายนัย อรรถกถาแห่งหนึ่งให้ความหมายไว้ถึง ๔ อย่าง (อุ.อ.๔๒๗) ว่า
           ๑. มหาอัฏฐกถาซึ่งเป็นอรรถกถาโบราณบอกไว้ว่าเป็นเนื้อหมู ที่นุ่มรสสนิท
           ๒. อาจารย์บางพวกว่าเป็นหน่อไม้ ที่หมูชอบไปดุดย่ำ
           ๓. อาจารย์อีกพวกหนึ่งว่าเป็นเห็ด ซึ่งเกิดในบริเวณที่หมูดุดย่ำและ
           ๔. ยังมีอาจารย์พวกอื่นอีกว่าเป็นยาอายุวัฒนะขนานหนึ่ง
       ส่วนอรรถกถาอีกแห่งหนึ่ง (ที.อ. ๒/๑๗๒) บอกความหมายไว้ ๓ นัยว่า เป็นเนื้อหมูตัวเอกที่ไม่อ่อนไม่แก่เกินไป บ้างว่าเป็นข้าวที่นุ่มนวลกลมกล่อม ซึ่งมีวิธีปรุงโดยใช้เบญจโครส (ผลผลิตจากน้ำนมโค ๕ อย่าง คือ นมสด นมเปรี้ยว เปรียง เนยใส เนยข้น) บ้างว่าเป็นยาอายุวัฒนะ;
       ดู พุทธปรินิพพาน

สูญ ว่างเปล่า, หายสิ้นไป;
       ในทางธรรม “สูญ” มีความหมายหลายแง่หลายระดับ พึงศึกษาในคำว่า สุญญตา,
       และพึงแยกจากคำว่า “ขาดสูญ” ซึ่งหมายถึง อุจเฉทะ ซึ่งพึงศึกษาในคำว่า อุจเฉททิฏฐิ

สูตร พระธรรมเทศนาหรือธรรมกถาเรื่องหนึ่งๆ ในพระสุตตันตปิฎก แสดงเจือด้วยบุคคลาธิษฐาน,
       ถ้าพูดว่า “พระสูตร” มักหมายถึงพระสุตตันตปิฎกทั้งหมด

สูปะ แกง; คู่กับ พยัญชนะ 2.

เสกขสมมต ผู้ได้รับสมมติเป็นเสขะ หมายถึง ครอบครัวที่สงฆ์ประชุมตกลงแต่งตั้งให้เป็นเสขะ ภิกษุใดไม่เจ็บไข้ และเขาไม่ได้นิมนต์ไว้ ไปรับเอาอาหารจากครอบครัวนั้นมาขบฉัน ต้องอาบัติเป็นปาฏิเทสนียะสิกขาบทที่ ๓

เสกขสมมติ สังฆกรรมที่สงฆ์ประกาศความตกลงตั้งสกุล คือครอบครัวที่ยิ่งด้วยศรัทธา แต่หย่อนด้วยโภคะ ให้เป็นเสกขสมมต คือให้ถือว่าเป็นเสขะ เพื่อมิให้ภิกษุรบกวนไปรับอาหารมาฉัน นอกจากได้รับนิมนต์ไว้ก่อน หรืออาพาธ;
       ดูที่ ปกาสนียกรรม, อสัมมุขากรณีย์

เสขะ ผู้ยังต้องศึกษา ได้แก่ พระอริยบุคคลที่ยังไม่บรรลุอรหัตตผล
       โดยพิสดารมี ๗ คือ ท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค ในโสดาปัตติผล ในสกทาคามิมรรค ในสกทาคามิผล ในอนาคามิมรรค ในอนาคามิผล และในอรหัตตมรรค,
       พูดเอาแต่ระดับเป็น ๓ คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี;
       คู่กับ อเสขะ

เสขบุคคล บุคคลที่ยังต้องศึกษาอยู่;
       ดู เสขะ

เสขปฏิปทา ทางดำเนินของพระเสขะ, ข้อปฏิบัติของพระเสขะ ได้แก่ จรณะ ๑๕

เสขภูมิ ภูมิของพระเสขะ, ระดับจิตใจและคุณธรรมของพระอริยบุคคลที่ยังต้องศึกษา

เสขิยวัตร วัตรที่ภิกษุจะต้องศึกษา,
       ธรรมเนียมเกี่ยวกับมารยาทที่ภิกษุพึงสำเหนียก หรือพึงฝึกฝนปฏิบัติ
       มี ๗๕ สิกขาบท จำแนกเป็น
           สารูป ๒๖,
           โภชนปฏิสังยุต ๓๐,
           ธัมมเทสนาปฏิสังยุต ๑๖
           และปกิณกะคือเบ็ดเตล็ด ๓,
       เป็นหมวดที่ ๗ แห่งสิกขาบท ในบรรดาสิกขาบท ๒๒๗ ของพระภิกษุ
       ท่านให้สามเณรถือปฏิบัติด้วย

เสตกัณณิกนิคม นิคมที่กั้นอาณาเขตมัชฌิมชนบท ด้านทิศใต้

เสโท, เสท น้ำเหงื่อ, ไคล

เสนา กองทัพ ในครั้งโบราณหมายถึงพลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า เรียกว่า จตุรงคินีเสนา
       (เสนามีองค์ ๔ หรือเสนาสี่เหล่า)

เสนานิคม ชื่อหมู่บ้านในตำบลอุรุเวลา
       นางสุชาดาผู้ถวายข้าวปายาสแด่พระมหาบุรุษ ในวันที่จะตรัสรู้ อยู่ที่หมู่บ้านนี้

เสนามาตย์ ข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือน

เสนามาร กองทัพมาร, ทหารของพระยามาร

เสนาสนะ เสนะ “ที่นอน” + อาสนะ “ที่นั่ง”
       หมายเอาที่อยู่อาศัย เช่น กุฏิ วิหาร และเครื่องใช้เกี่ยวกับสถานที่ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ แม้โคนไม้ เมื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ก็เรียกเสนาสนะ

เสนาสนะ ๕ ที่อยู่อาศัย ๕ อย่าง ที่ทรงอนุญาต คือ
           วิหาร (เรือนที่อยู่, กุฎี)
           อัฑฒโยค (เรือนมุงแถบเดียว)
           ปราสาท (เรือนชั้น)
           หัมมิยะ (เรือนโล้น)
           คุหา (ถ้ำ)
       จัดเป็นอดิเรกลาภ
       (รุกขมูล คือโคนไม้ จึงเป็นเสนาสนะ ในนิสสัย ๔)

เสนาสนะ ๙ หมายถึง เสนาสนะอันสงัด (วิวิตตเสนาสนะ) ๙ อย่าง ที่ตรัสไว้ดังนี้
       “อรญฺญํ รุกฺขมูลํ ปพฺพตํ กนฺทรํ คิริคุหํ สุสานํ วนปตฺถํ อพฺโภกาสํ ปลาลปุญฺชํ”
       (เช่น ที.ปา. ๑๑/๒๖/๕๑) (ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง),
       บ่อยครั้ง ตรัสเพียง ๓ คำ คือ อรัญ รุกขมูล และสุญญาคาร ซึ่งอรรถกถาไขความว่า สุญญาคาร (เรือนว่าง) หมายถึง ๗ อย่างต่อจากป่าและโคนไม้ คือตั้งแต่ภูเขาถึงลอมฟาง;
       ดู สุญญาคาร

เสนาสนขันธกะ ชื่อขันธกะที่ ๖ แห่งจุลวรรค ในพระวินัยปิฎก ว่าด้วยเรื่องเสนาสนะ

เสนาสนคาหาปกะ ผู้ให้ถือเสนาสนะ
       หมายถึง ภิกษุผู้ได้รับสมมติ คือแต่งตั้งจากสงฆ์ ให้เป็นผู้ทำหน้าที่จัดแจกเสนาสนะของสงฆ์ ว่าจะให้ภิกษุรูปใด เข้าอยู่ที่ไหน,
       เป็นตำแหน่งหนึ่งในบรรดา เจ้าอธิการแห่งเสนาสนะ

เสนาสนปัจจัย ปัจจัยคือเสนาสนะ, เครื่องอาศัยของชีวิต คือที่อยู่ เป็นอย่างหนึ่งในปัจจัยสี่

เสนาสนปัญญาปกะ ผู้แต่งตั้งเสนาสนะ
       หมายถึง ภิกษุผู้ได้รับสมมติ คือแต่งตั้งจากสงฆ์ ให้เป็นผู้มีหน้าที่จัดแจงแต่งตั้งดูแลความเรียบร้อยแห่งเสนาสนะ สำหรับภิกษุทั้งหลายจะได้เข้าพักอาศัย,
       เป็นตำแหน่งหนึ่งในบรรดา เจ้าอธิการแห่งเสนาสนะ

เสนาสนวัตร ธรรมเนียม หน้าที่ หรือข้อที่ภิกษุควรปฏิบัติเกี่ยวกับเสนาสนะ
       เช่น ไม่ทำเปรอะเปื้อน รักษาความสะอาด จัดวางของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ใช้สอยระวังไม่ทำให้ชำรุดและเก็บของใช้ไม่ให้กระจัดกระจายสับสนกับที่อื่น เป็นต้น

เสนาสนะป่า เสนาสนะอันอยู่ไกลจากบ้านคนอย่างน้อย ๒๕ เส้น

เสพ บริโภค, ใช้สอย, อยู่อาศัย, คบหา

เสพเมถุน ร่วมประเวณี, ร่วมสังวาส

เสมหะ เสลด, เมือกที่ออกจากลำคอ หรือลำไส้

เสมฺหสมุฏฺฐานา อาพาธา ความเจ็บไข้ มีเสมหะเป็นสมุฏฐาน;
       ดู อาพาธ

เสละ พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในอังคุตตราปะ
       เรียนจบไตรเพท เป็นคณาจารย์สอนศิษย์ ๓๐๐ คน ได้พบพระพุทธเจ้าที่อาปณนิคม เห็นว่า พระองค์สมบูรณ์ด้วยมหาปุริสลักษณะครบถ้วน และได้ทูลถามปัญหาต่างๆ เมื่อฟังพระดำรัสตอบแล้ว มีความเลื่อมใส ขอบวช
       ต่อมาไม่ช้าก็ได้บรรลุพระอรหัต

แส่โทษ หาความผิดใส่, หาเรื่องให้

แสดงอาบัติ แสดงอาบัติของตนเพื่อให้พ้นจากอาบัตินั้น,
       เปลื้องตนจากอาบัติด้วยการเปิดเผยอาบัติของตนแก่สงฆ์ หรือแก่ภิกษุอื่น,
       ใช้สำหรับอาบัติที่แสดงแล้วพ้นได้ คือ ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ และทุพภาสิต
       ในอุโบสถขันธกะ (วินย. ๔/๑๘๖/๒๔๕) มีวิธีแสดงอาบัติที่ตรัสสอนไว้ ตามเรื่องว่า
       ภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติในวันอุโบสถ เธอคิดว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุมีอาบัติติดตัว ไม่พึงทำอุโบสถ เราต้องอาบัติแล้ว จะพึงปฏิบัติอย่างไร จึงบอกเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายซึ่งได้กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาค พระองค์รับสั่งว่า ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วกล่าวว่า…
       ถ้อยคำตามพระบาลีนี้ เมื่อนำมาใช้มีการเติมคำอาลปนะเข้าไปให้ครบ ดังนี้
       ผู้แสดง: อหํ อาวุโส อิตฺถนฺนามํ อาปตฺตึ อาปนฺโน ตํ ปฏิเทเสมิ.
               (แน่ะเธอ ผมต้องอาบัติชื่อนี้ ผมแสดงอาบัตินั้น)
       ผู้รับ: ปสฺสถ ภนฺเต? (ท่านมองเห็นหรือครับ)
       ผู้แสดง: อาม อาวุโส ปสฺสามิ. (ครับ ผมเห็น)
       ผู้รับ: อายตึ ภนฺเต สํวเรยฺยาถ. (ท่านพึงสำรวมต่อไป เถิดครับ)
       [คำว่า “อิตฺถนฺนามํ” พึงเปลี่ยนไปตามชื่ออาบัติที่ต้อง เช่นเป็น “ปาจิตฺติยํ” “ทุกฺกฏํ” เป็นต้น และเปลี่ยนใช้ “อาวุโส” “ภนฺเต” ไปตามที่เป็นผู้แก่หรืออ่อน]
       ในกรณีที่ยังสงสัยว่าตนได้ต้องอาบัติ ก็พึงปฏิบัติคล้ายอย่างนี้ด้วย แต่ผู้แสดงกล่าวฝ่ายเดียว ดังนี้
       ผู้แสดง: อหํ อาวุโส อิตฺถนฺนามาย อาปตฺติยา เวมติโก, ยทา นิพฺเพมติโก ภวิสฺสามิ, ตทา ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริสฺสามิ. (แน่ะเธอ ผมมีความสงสัยในอาบัติชื่อนี้ จักหมดสงสัยเมื่อใด จักทำคืนอาบัตินั้นเมื่อนั้น)
       เมื่อปฏิบัติอย่างนี้แล้ว ก็ทำอุโบสถได้
       อย่างไรก็ดี ตามที่ปฏิบัติกันมากในบัดนี้ แสดงอาบัติตามแบบ ดังนี้
       ก) ผู้แสดงมีพรรษาอ่อนกว่า
       ผู้แสดง: สพฺพา ตา อาปตฺติโย อาโรเจมิ. (3 หน)
                    สพฺพา ครุลหุกา อาปตฺติโย อาโรเจมิ. (3 หน)
                    อหํ ภนฺเต สมฺพหุลา นานาวตฺถุกาโย
                    อาปตฺติโย อาปชฺชึ ตา ตุมฺห มูเล ปฏิเทเสมิ.
       ผู้รับ: ปสฺสสิ อาวุโส ตา อาปตฺติโย.
       ผู้แสดง: อุกาส อาม ภนฺเต ปสฺสามิ.
       ผู้รับ: อายตึ อาวุโส สํวเรยฺยาสิ.
       ผู้แสดง: สาธุ สุฏฺฐุ ภนฺเต สํวริสฺสามิ.
                    ทุติยฺมปิ สาธุ สุฏฺฐุ ภนฺเต สํวริสฺสามิ.
                    ตติยมฺปิ สาธุ สุฏฺฐุ ภนฺเต สํวริสฺสามิ.
                    น ปุเนวํ กริสฺสามิ.
                    น ปุเนวํ ภาสิสฺสามิ.
                    น ปุเนวํ จินฺตยิสฺสามิ.
       ข) ผู้แสดงมีพรรษาแก่กว่า
       ผู้แสดง: สพฺพา ตา อาปตฺติโย อาโรเจมิ. (3 หน)
                    สพฺพา ครุลหุกา อาปตฺติโย อาโรเจมิ. (3 หน)
                    อหํ อาวุโส สมฺพหุลา นานาวตฺถุกาโย
                    อาปตฺติโย อาปชฺชึ ตา ตุมฺห มูเล ปฏิเทเสมิ.
       ผู้รับ: อุกาส ปสฺสถ ภนฺเต ตา อาปตฺติโย.
       ผู้แสดง: อาม อาวุโส ปสฺสามิ.
       ผู้รับ: อายตึ ภนฺเต สํวเรยฺยาถ.
       ผู้แสดง: สาธุ สุฏฺฐุ อาวุโส สํวริสฺสามิ.
                    ทุติยฺมปิ สาธุ สุฏฺฐุ อาวุโส สํวริสฺสามิ.
                    ตติยมฺปิ สาธุ สุฏฺฐุ อาวุโส สํวริสฺสามิ.
                    น ปุเนวํ กริสฺสามิ.
                    น ปุเนวํ ภาสิสฺสามิ.
                    น ปุเนวํ จินฺตยิสฺสามิ.

แสนยากร หมู่ทหาร, กองทัพ

โสกะ ความโศก, ความเศร้า, ความมีใจหม่นไหม้, ความแห้งใจ, ความรู้สึกหมองไหม้ใจแห้งผาก เพราะประสบความพลัดพรากหรือสูญเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง (บาลี: โสก; สันสกฤต: โศก)

โสกาดูร เดือดร้อนด้วยความโศก, ร้องไห้สะอึกสะอื้น

โสณะ, โสณกะ พระเถระรูปหนึ่งในจำนวน ๒ รูป (อีกรูปหนึ่งคือ พระอุตตรเถระ) ที่พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ส่งเป็นพระศาสนทูตมาประกาศพระศาสนา ในดินแดนสุวรรณภูมิ เมื่อเสร็จสิ้นการสังคายนาครั้งที่ ๓ (ประมาณ พ.ศ. ๒๓๔) นับเป็นสายหนึ่ง ในพระศาสนทูต ๙ สาย

โสณกุฏิกัณณะ พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นบุตรของอุบาสิกาชื่อกาฬี ซึ่งเป็นพระโสดาบัน
       เกิดที่บ้านเดิมของมารดาในเมืองราชคฤห์ แล้วกลับไปอยู่ในตระกูลบิดาที่แคว้นอวันตี ทักขิณาบถ
       พระมหากัจจายนะให้บรรพชาเป็นสามเณรแล้วรอต่อมาอีก ๓ ปี เมื่อท่านหาภิกษุได้ ๑๐ รูปแล้วจึงให้อุปสมบทเป็นภิกษุ บวชแล้วไม่นานก็สำเร็จพระอรหัต
       ต่อมา ท่านได้เดินทางมาเฝ้าพระศาสดาที่เมืองสาวัตถี พร้อมทั้งนำความที่พระอุปัชฌาย์สั่งมา กราบทูลขอพระพุทธานุญาตด้วยรวม ๕ ข้อ ทำให้เกิดมีพระพุทธานุญาตพิเศษสำหรับปัจจันตชนบท เช่น ให้สงฆ์มีภิกษุ ๕ รูปให้อุปสมบทได้ ให้ใช้รองเท้าหนาหลายชั้นได้ ให้อาบน้ำได้ตลอดทุกเวลา เป็นต้น
       ท่านแสดงธรรมมีถ้อยคำงดงามไพเราะชัดเจน จึงได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นเอตทัคคะในทางกล่าวกัลยาณพจน์

โสณโกฬิวิสะ พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เดิมเป็นกุลบุตรชื่อโสณะ ตระกูลโกฬิวิสะ เป็นบุตรของอุสภเศรษฐีแห่งวรรณะแพศย์ ในเมืองกาฬจัมปากะ แคว้นอังคะ
       โสณกุลบุตรมีลักษณะพิเศษในร่างกาย คือ มีฝ่ามือฝ่าเท้าอ่อนนุ่ม และมีขนอ่อนขึ้นภายใน อีกทั้งมีความเป็นอยู่อย่างดี ได้รับการบำรุงบำเรอทุกประการ อยู่ในปราสาท ๓ ฤดู จึงได้สมญาว่าเป็น สุขุมาลโสณะ
       ต่อมา พระเจ้าพิมพิสารทรงสดับกิตติศัพท์ จึงรับสั่งให้โสณะเดินทางไปเฝ้าและให้แสดงขนที่ฝ่ามือฝ่าเท้าให้ทอดพระเนตร คราวนั้นโสณะมีโอกาสได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้สดับพระธรรมเทศนา เกิดความเลื่อมใสขอบวช ท่านทำความเพียรอย่างแรงกล้าจนเท้าแตกและเริ่มท้อแท้ใจ พระพุทธเจ้าจึงทรงประทานโอวาทด้วยข้ออุปมาเรื่องพิณสามสาย ท่านปฏิบัติตาม ไม่ช้าก็ได้สำเร็จพระอรหัต
       พระศาสดาทรงยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางปรารภความเพียร

โสณทัณฑพราหมณ์ พราหมณ์ชื่อโสณทัณฑะ เป็นผู้ที่พระเจ้าพิมพิสารให้ปกครองนครจัมปา

โสณทัณฑสูตร สูตรที่ ๔ ในคัมภีร์ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระสุตตันตปิฎก ทรงแสดงแก่โสณทัณฑพราหมณ์

โสณา พระมหาสาวิกาองค์หนึ่ง เป็นธิดาของผู้มีตระกูลในพระนครสาวัตถี
       ได้แต่งงาน มีบุตรชาย ๑๐ คน ซึ่งล้วนมีรูปร่างงามสง่า ต่อมา สามีพร้อมทั้งบุตรทั้งสิบนั้นออกบวช ตัวท่านชราลงแล้ว เห็นว่าไม่ควรอยู่เดียวดาย จึงออกบวชเป็นภิกษุณี มีความเพียรแรงกล้า เจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัต ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางปรารภความเพียร;
       อย่างไรก็ดี ประวัตินี้ เล่าตามเรื่องในคัมภีร์อปทาน
       (ในเถรีคาถา ก็เล่าไว้คล้ายกัน แม้จะสั้นกว่ามาก)
       แต่ในอรรถกถาแห่งเอกนิบาต อังคุตตรนิกาย ท่านเล่าเรื่องต่างออกไปว่า
       ก่อนบวช พระโสณามีบุตรและธิดามาก เมื่อบุตรธิดามีครอบครัวแยกออกไปแล้ว ต่อมา มีอาการแสดงออกที่ขาดความเคารพต่อท่าน ทำให้ท่านไม่เห็นประโยชน์ที่จะอยู่ครองเรือนต่อไป จึงออกบวชและเป็นที่เรียกขานกันว่า “พระโสณาเถรีผู้มีลูกมาก” จนกระทั่งต่อมา ท่านบำเพ็ญเพียรและได้บรรลุอรหัตตผลแล้ว จึงเป็นที่รู้จักกันในนามใหม่ว่า “พระโสณาเถรีผู้เพียรมุ่งมั่น”

โสดาบัน ผู้ถึงกระแสที่จะนำไปสู่พระนิพพาน,
       พระอริยบุคคลผู้ได้บรรลุโสดาปัตติผล มี ๓ ประเภทคือ
           ๑. เอกพีชี เกิดอีกครั้งเดียว
           ๒. โกลังโกละ เกิดอีก ๒–๓ ครั้ง
           ๓. สัตตักขัตตุปรมะ เกิดอีก ๗ ครั้ง เป็นอย่างมาก

โสดาปัตติผล ผลคือการถึงกระแสสู่นิพพาน,
       ผลที่ได้รับจากการละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ด้วยโสดาปัตติมรรค ทำให้ได้เป็นพระโสดาบัน

โสดาปัตติมรรค ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผล คือความเป็นพระโสดาบัน,
       ญาณ คือความรู้เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

โสต หู, ช่องหู

โสตถิยะ ชื่อคนหาบหญ้าที่ถวายหญ้าแด่พระมหาบุรุษในวันที่จะตรัสรู้ พระองค์รับหญ้าจากโสตถิยะแล้วนำไปลาดต่างบัลลังก์ ณ ควงต้นพระศรีมหาโพธิ์ ด้านทิศตะวันออก แล้วประทับนั่งขัดสมาธิผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก จนกระทั่งตรัสรู้

โสตถิวดี ชื่อนครหลวงของแคว้นเจตี

โสตวิญญาณ ความรู้ที่เกิดขึ้นเพราะเสียงกระทบหู, เสียงกระทบหู เกิดความรู้ขึ้น, การได้ยิน
       (ข้อ ๒ ในวิญญาณ ๖)

โสตสัมผัส อาการที่หู เสียง และโสตวิญญาณประจวบกัน เกิดการได้ยิน

โสตสัมผัสสชาเวทนา เวทนาที่เกิดขึ้นเพราะโสตสัมผัส,
       ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะการที่หู เสียง และโสตวิญญาณ กระทบกัน

โสภณเจตสิก เจตสิกฝ่ายดีงาม มี ๒๕ แบ่งเป็น
       ก. โสภณสาธารณเจตสิก (เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตดีงามทุกดวง) ๑๙ คือ
           ศรัทธา
           สติ
           หิริ โอตตัปปะ
           อโลภะ
           อโทสะ
           ตัตรมัชฌัตตตา (ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ = อุเบกขา)
           กายปัสสัทธิ (ความคลายสงบแห่งกองเจตสิก)
           จิตตปัสสัทธิ (แห่งจิต)
           กายลหุตา (ความเบาแห่งกองเจตสิก)
           จิตตลหุตา (แห่งจิต)
           กายมุทุตา (ความนุ่มนวลแห่งกองเจตสิก)
           จิตตมุทุตา (แห่งจิต)
           กายกัมมัญญตา (ความควรแก่งานแห่งกองเจตสิก)
           จิตตกัมมัญญตา (แห่งจิต)
           กายปาคุญญตา (ความคล่องแคล่วแห่งกองเจตสิก)
           จิตตปาคุญญตา (แห่งจิต)
           กายุชุกตา (ความซื่อตรงแห่งกองเจตสิก)
           จิตตุชุกตา (แห่งจิต)
       ข. วีรตีเจตสิก (เจตสิกที่เป็นตัวงดเว้น) ๓ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
       ค. อัปปมัญญาเจตสิก (เจตสิกคืออัปปมัญญา) ๒ คือ กรุณา มุทิตา
               (อีก ๒ ซ้ำกับ อโทสะ และตัตรมัชฌัตตตา)
       ง. ปัญญินทรียเจตสิก ๑ คือ ปัญญินทรีย์ หรือ อโมหะ

โสภิตะ พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี
       ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา มีความเลื่อมใส ขอบวช ไม่ช้าก็บรรลุพระอรหัต
       ได้รับยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะในทางปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

โสมนัส ความดีใจ, ความสุขใจ, ความปลาบปลื้ม;
       ดู เวทนา ๕

โสรัจจะ ความเสงี่ยม, ความมีอัธยาศัยงาม รักความประณีตหมดจดและสงบเรียบร้อย
       (ข้อ ๒ ในธรรมทำให้งาม ๒)

โสวจัสสตา ความเป็นบุคคลที่พูดด้วยง่าย, ความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย รู้จักรับฟังเหตุผล
       (ข้อ ๔ ในนาถกรณธรรม ๑๐)

โสสานิกังคะ องค์แห่งผู้ถืออยู่ป่าช้า คือ อยู่แรมคืนในป่าช้าเป็นประจำ,
       คำสมาทานว่า “อสุสานํ ปฏิกฺขิปามิ, โสสานิกงฺคํ สมาทิยามิ”
       แปลว่า “ข้าพเจ้างดที่มิใช่ป่าช้า สมาทานองค์แห่งผู้—”
       (ข้อ ๑๑ ในธุดงค์ ๑๓)

โสโส โรคมองคร่อ (มีเสมหะแห้งอยู่ในลำหลอดปอด)

โสฬสญาณ ญาณ ๑๖ (เป็นศัพท์ที่ผูกขึ้นภายหลัง); ดู ญาณ ๑๖

ไสยา การนอน (บาลี: เสยฺยา)

ไสยาวสาน การนอนครั้งสุดท้าย, การนอนครั้งที่สุด

ไสยาสน์ นอน
       (เป็นคำเพี้ยน ถ้าเขียนเป็นคำบาลี ก็เป็น “เสยฺยาสน” ซึ่งแปลว่า การนอนและที่นั่ง แต่ไม่มีที่ใช้
       คำที่ใช้จริงคือ “เสนาสน” ซึ่งแปลว่า ที่นอนและที่นั่ง,
       ตามปกติ เมื่อจะว่านอน ก็ใช้เพียงว่า “ไสยา” ซึ่งมาจาก “เสยฺยา”)

ห
หงสบาท “เท้าหงส์” หมายถึงสีคล้ายเท้าหงส์ คือ แดงปนเหลือง หรือแดงเรื่อ,
       บางที ท่านอธิบายว่า สีเหมือนดอกเซ่ง หรือหงอนไก่;
       ดู ฉัพพรรณรังสี

หงายบาตร การระงับโทษอุบาสกซึ่งเคยปรารถนาร้ายต่อพระรัตนตรัย สงฆ์ประกาศคว่ำบาตร ไว้มิให้ภิกษุทั้งหลายคบหาด้วย
       ต่อมาอุบาสกนั้นรู้สึกโทษตน กลับประพฤติดี สงฆ์จึงประกาศระงับโทษนั้น ให้ภิกษุทั้งหลายคบกับเขาได้อีก เช่น รับบิณฑบาต รับนิมนต์ รับไทยธรรมของเขาได้ เป็นต้น
       การที่สงฆ์ประกาศระงับการลงโทษนั้น เรียกว่า หงายบาตร,
       คำเดิมตามบาลีว่า “ปัตตอุกกุชชนา”
       ดูที่ ปกาสนียกรรม, อสัมมุขากรณีย์; คู่กับ คว่ำบาตร

หทัย หัวใจ

หน ทิศ เช่น หนบูร (ทิศตะวันออก)

หฤทัย หัวใจ

หลักกำหนดธรรมวินัย หลักตัดสินธรรมวินัย หรือลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘ อย่าง
       ที่ตรัสแก่พระมหาปชาบดีโคตมี คือ
       ก. ธรรมเหล่าใดเป็นไป
           ๑. เพื่อความย้อมใจติด
           ๒. เพื่อความประกอบทุกข์
           ๓. เพื่อความพอกพูนกิเลส
           ๔. เพื่อความมักมากอยากใหญ่
           ๕. เพื่อความไม่สันโดษ
           ๖. เพื่อความคลุกคลีในหมู่
           ๗. เพื่อความเกียจคร้าน
           ๘. เพื่อความเลี้ยงยาก,
       ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่าไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุศาสน์;
       ข. ธรรมเหล่าใดเป็นไป
           ๑. เพื่อความคลายหายติด
           ๒. เพื่อความไม่ประกอบทุกข์
           ๓. เพื่อความไม่พอกพูนกิเลส
           ๔. เพื่อความมักน้อย
           ๕. เพื่อความสันโดษ
           ๖. เพื่อความสงัด
           ๗. เพื่อการประกอบความเพียร
           ๘. เพื่อความเลี้ยงง่าย,
       ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่าเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุศาสน์

หลิททวสนนิคม นิคมหนึ่งอยู่ในโกลิยชนบท

หัตถ์, หัตถะ
       1. มือ
       2. ในมาตราวัด คือ ๑ ศอก

หัตถกรรม การทำด้วยฝีมือ, การช่าง

หัตถกะอาฬวกะ อริยสาวกสำคัญท่านหนึ่งในฝ่ายอุบาสก เป็นอนาคามี ถือกันว่าเป็นอัครอุบาสก เนื่องจากเป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นตราชูของอุบาสกบริษัท (คู่กับจิตตคฤหบดี) ท่านเป็นเอตทัคคะในบรรดาอุบาสกที่สงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุ ๔
       อริยสาวกท่านนี้มีตำนานประวัติตามที่อรรถกถาเล่าไว้ว่า เป็นโอรสของพระเจ้าอาฬวกะ ราชาแห่งแคว้นอาฬวี เมื่อประสูติ ได้นามว่าอาฬวกกุมาร ต่อมาได้มีคำนำหน้านามเดิมเพิ่มขึ้นว่า “หัตถกะ” โดยมีความเป็นมาว่า แต่เดิมมา ก่อนอาฬวกกุมารประสูติ ตามปกติราชาอาฬวกะทรงนำกองทหารเสด็จออกป่าล่าสัตว์เป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อเป็นการห้ามปรามโจรผู้ร้าย และป้องกันอริราชศัตรู พร้อมทั้งซ้อมกำลังทัพไว้
       ครั้งหนึ่ง ทรงตั้งกติกากับเหล่าทหารว่า ถ้าเนื้อวิ่งหนีออกไปทางข้างของผู้ใด ให้เป็นภาระของผู้นั้นที่จะไปจับเนื้อมา จำเพาะว่าเนื้อหนีออกไปทางข้างของพระองค์ จึงทรงไล่ตามเนื้อนั้นไปเป็นหนทาง ๓ โยชน์ จนเนื้อนั้นหมดแรงยืนนิ่งแช่น้ำอยู่ ก็ทรงจับมันฆ่าเสียได้ แต่แม้การจะสำเร็จ ก็ทรงเหน็ดเหนื่อย จึงแวะเข้าไปประทับนั่งพักใต้ร่มไทรใหญ่ต้นหนึ่ง
       บัดนั้น เทวดาซึ่งสิงสถิตที่นั่น ก็เข้ามาจับพระหัตถ์ไว้ และบอกว่าตนคือ อาฬวกยักษ์ ได้รับพรจากท้าวมหาราช (คือท้าวโลกบาล) ว่า สัตว์ใดก็ตามที่ล่วงล้ำเขตซึ่งเงาต้นไม้นั้นตกในเวลาเที่ยงวันเข้าไป ให้จับกินได้ อาฬวกราชจึงจะต้องเป็นอาหารของตน พระราชาทรงหาทางรอด ในที่สุด อาฬวกยักษ์ยอมปล่อยโดยมีเงื่อนไขว่า อาฬวกราชจะทรงส่งมนุษย์ไปให้อาฬวกยักษ์กิน พร้อมทั้งกับแกล้มวันละ ๑ คน ตอนแรกก็ส่งนักโทษประหารไปให้ ต่อมานักโทษหมด ต้องใช้วิธีล่อคนโดยให้เอาเงินหลวงไปทิ้งไว้ตามถนนหนทาง ใครหยิบหรือแม้แต่จับต้อง ก็ตั้งข้อหาแล้วจับตัวมาส่งให้อาฬวกยักษ์
       พอคนรู้กันก็ไม่มีใครจับต้องเงินหลวงนั้น ในขั้นสุดท้าย เมื่อไม่มีคนที่จะจับได้ ก็วางกติกาให้จับเด็กที่นอนหงายส่งไป ทำให้แม่ลูกอ่อนและสตรีมีครรภ์พากันหนีไปอยู่ในต่างแคว้นจนเด็กโต จึงพากลับเข้ามาเวลาล่วงไป ในที่สุด หาเด็กไม่ได้ อาฬวกราชถึงกับต้องยอมให้ส่งโอรสคืออาฬวกกุมารส่งไปให้แก่อาฬวกยักษ์
       ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าทรงมองเห็นอุปนิสัยของอาฬวกกุมารที่จะบรรลุอนาคามิผล และของอาฬวกยักษ์ที่จะเป็นโสดาบัน พร้อมทั้งประโยชน์ที่จะเกิดแก่มหาชน จึงเสด็จออกจากพระเชตวัน ทรงดำเนินด้วยพระบาทแต่ลำพังพระองค์เดียว ผ่านหนทาง ๓๐ โยชน์ จนมาถึงที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ และเสด็จเข้าไปประทับข้างในขณะที่อาฬวกยักษ์ไม่อยู่
       เมื่อยักษ์กลับมาและขับไล่พระองค์ด้วยอาการหยาบคายและรุนแรงต่างๆ ก็ได้ทรงใช้วิธีอ่อนโยนและขันติธรรมเข้าตอบ จนอาฬวกยักษ์มีใจอ่อนโยนลง ท้ายสุดเปลี่ยนเป็นถามปัญหา ซึ่งพระองค์ก็ทรงตอบตรงจุด ทำให้อาฬวกยักษ์เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งเห็นธรรมบรรลุโสดาปัตติผล
       การทรงผจญและสอนยักษ์ ดำเนินไปตลอดคืนจนอาฬวกยักษ์บรรลุธรรมตอนรุ่งสว่าง ก็พอดีราชบุรุษนำอาฬวกกุมารมาถึง เมื่ออาฬวกยักษ์ได้รับมอบอาฬวกกุมารมา ก็ถวายกุมารนั้นแด่พระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าก็ทรงมอบอาฬวกกุมารคืนให้แก่พวกราชบุรุษที่นำมา พร้อมทั้งตรัสว่า ให้พวกเขาเลี้ยงราชกุมารนั้นจนเติบโตแล้วจึงค่อยนำมาถวายแด่พระองค์ใหม่อีก
       และด้วยเหตุที่อาฬวกกุมารนั้นเหมือนเดินทาง ผ่านจากมือของราชบุรุษสู่มือยักษ์ จากมือยักษ์สู่พระหัตถ์ของพระพุทธเจ้า และจากพระหัตถ์ของพระพุทธเจ้า วนกลับสู่มือของราชบุรุษอีก อาฬวกกุมารก็จึงได้มีคำว่า “หัตถกะ” มานำหน้าชื่อ เป็นหัตถกะอาฬวกะ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเชื่อมโยงให้หัตถกะอาฬวกะ
       เมื่อเจริญวัยขึ้นมา ก็ได้มาใกล้ชิดพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ และไม่ช้าไม่นานนัก ก็ได้บรรลุอนาคามิผล;
       ดู ตุลา, เอตทัคคะ

หัตถบาส บ่วงมือ คือที่ใกล้ตัวชั่วคนหนึ่ง (นั่งตัวตรง) เหยียดแขนออกไปจับตัวอีกคนหนึ่งได้
       อรรถกถา (เช่น วินย.อ.๒/๔๐๔) อธิบายว่า เท่ากับช่วงสองศอกคืบ (๒ ศอก ๑ คืบ หรือ ๒ ศอกครึ่ง) วัดจากส่วนสุดด้านหลังของผู้เหยียดมือออกไป (เช่นถ้ายืน วัดจากส้นเท้า, ถ้านั่ง วัดจากสุดหลังอวัยวะที่นั่ง, ถ้านอน วัดจากสุดข้างด้านที่นอน) ถึงส่วนสุดด้านใกล้แห่งกายของอีกคนหนึ่งนั้น (ไม่นับมือที่เหยียดออกมา),
       โดยนัยนี้ ตามพระมติที่ทรงไว้ในวินัยมุข เล่ม ๑ และ ๒ สรุปได้ว่า ให้ห่างกันไม่เกิน ๑ ศอก คือมีช่องว่างระหว่างกันไม่เกิน ๑ ศอก

หายนะ ความเสื่อม

หิตานุหิต ประโยชน์เกื้อกูลน้อยใหญ่

หินยาน, หีนยาน “ยานเลว”, “ยานที่ด้อย”
       (คำเดิมในภาษาบาลีและสันสกฤต เป็น ‘หีนยาน’, ในภาษาไทย นิยมเขียน ‘หินยาน’),
       เป็นคำที่นิกายพุทธศาสนาซึ่งเกิดภายหลัง เมื่อประมาณ พ.ศ. ๕๐๐–๖๐๐ คิดขึ้น โดยเรียกตนเองว่า มหายาน (ยานพาหนะใหญ่มีคุณภาพดีที่จะช่วยขนพาสัตว์ออกไปจากสังสารวัฏได้มากมายและอย่างได้ผลดี) แล้วเรียกพระพุทธศาสนาแบบอื่นที่มีอยู่ก่อนรวมกันไปว่าหีนยาน (ยานพาหนะต่ำต้อย ด้อยคุณภาพที่ขนพาสัตว์ออกไปจากสังสารวัฏได้น้อยและด้อยผล),
       พุทธศาสนาแบบเถรวาท (อย่างที่บัดนี้นับถือกันอยู่ในไทย พม่า ลังกา เป็นต้น) ก็ถูกเรียกรวมไว้ในชื่อว่าเป็นนิกายหินยานด้วย
       ปัจจุบัน พุทธศาสนาหินยานที่เป็นนิกายย่อยๆ ทั้งหลายได้สูญสิ้นไปหมด (ตัวอย่างนิกายย่อยหนึ่งของหินยาน ที่เคยเด่นในอดีตบางสมัย คือ สรวาสติวาท หรือเรียกแบบบาลีว่า สัพพัตถิกวาท แต่ก็สูญไปนานแล้ว) เหลือแต่เถรวาทอย่างเดียว เมื่อพูดถึงหินยานจึงหมายถึงเถรวาท จนคนทั่วไปมักเข้าใจว่าหินยานกับเถรวาทมีความหมายเป็นอันเดียวกัน
       บางทีจึงถือว่าหินยานกับเถรวาทเป็นคำที่ใช้แทนกันได้ แต่เมื่อคนรู้เข้าใจเรื่องราวดีขึ้น บัดนี้จึงนิยมเรียกว่า เถรวาท ไม่เรียกว่า หินยาน เนื่องจากคำว่า “มหายาน” และ “หินยาน” เกิดขึ้นในยุคที่พุทธศาสนาแบบเดิมเลือนรางไปจากชมพูทวีป หลังพุทธกาลนานถึง ๕-๖ ศตวรรษ คำทั้งสองนี้จึงไม่มีในคัมภีร์บาลีแม้แต่รุ่นหลัง ในชั้นฎีกาและอนุฎีกา,
       ปัจจุบัน ขณะที่นิกายย่อยของหินยานหมดไป เหลือเพียงเถรวาทอย่างเดียว แต่มหายานกลับแตกแยกเป็นนิกายย่อยเพิ่มขึ้นมากมาย บางนิกายย่อยถึงกับไม่ยอมรับที่ได้ถูกจัดเป็นมหายาน แต่ถือตนว่าเป็นนิกายใหญ่อีกนิกายหนึ่งต่างหาก คือ พุทธศาสนาแบบทิเบต ซึ่งเรียกตนว่าเป็น วัชรยาน และถือตนว่าประเสริฐ เลิศกว่ามหายาน
       ถ้ายอมรับคำว่ามหายาน และหินยาน แล้วเทียบจำนวนรวมของศาสนิก ตามตัวเลขในปี ๒๕๔๘ ว่า มีพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ๓๗๘ ล้านคน แบ่งเป็นมหายาน ๕๖% เป็นหินยาน ๓๘% (วัชรยานนับต่างหากจากมหายานเป็น ๖%) แต่ถ้าเทียบระหว่างประดานิกายย่อยของสองยานนั้น (ไม่นับประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีตัวเลขไม่ชัด) ปรากฏว่า เถรวาทเป็นนิกายที่ใหญ่มีผู้นับถือมากที่สุด;
       บางทีเรียกมหายานว่า อุตรนิกาย เพราะมีศาสนิกส่วนใหญ่อยู่ในแถบเหนือของทวีปเอเชีย และเรียกหินยานว่า ทักษิณนิกาย เพราะมีศาสนิกส่วนใหญ่อยู่ในแถบใต้ของทวีปเอเชีย;
       ดู เถรวาท, เทียบ มหายาน

หิมพานต์ มีหิมะ, ปกคลุมด้วยหิมะ,
       ชื่อภูเขาใหญ่ที่อยู่ทางทิศเหนือของประเทศอินเดีย บัดนี้เรียกภูเขาหิมาลัย,
       ป่าที่อยู่รอบบริเวณภูเขานี้ ก็เรียกกันว่า ป่าหิมพานต์;
       หิมวันต์ ก็เรียก

หิมวันต์ ดู หิมพานต์

หิรัญญวดี แม่น้ำสายสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าเสด็จข้าม เมื่อเสด็จไปเมืองกุสินารา ในวันที่จะปรินิพพาน สาลวโนทยานของมัลลกษัตริย์ ที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน อยู่ริมฝั่งแม่น้ำนี้,
       ปัจจุบันเรียกแม่น้ำคัณฑักน้อย (Little Gandak) อยู่ห่างจากแม่น้ำคัณฑักใหญ่ไปทางตะวันตกประมาณ๑๓ กิโลเมตร และไหลลงไปบรรจบแม่น้ำสรภู ซึ่งปัจจุบันเรียก Gogra

หิริ ความละอายแก่ใจ คือละอายต่อความชั่ว
       (ข้อ ๑ ในธรรมคุ้มครองโลก ๒, ข้อ ๓ ในอริยทรัพย์ ๗, ข้อ ๒ ในสัทธรรม ๗)

เหฏฐิมทิส “ทิศเบื้องต่ำ” หมายถึงบ่าว คือคนรับใช้หรือคนงาน;
       ดู ทิศหก

เหตุ สิ่งที่ให้เกิดผล, เค้ามูล, สิ่งที่ก่อเรื่อง, ตัวการก่อผล;
       เหตุ มีคำที่มีความหมายใกล้เคียง คือ ปัจจัย ซึ่งบางทีใช้แทนกันได้ หรือเสริมย้ำกัน
       แต่ในความหมายที่เคร่งครัด เหตุ มีลักษณะจำเพาะ ไม่สาธารณะ คือเป็นตัวตรงในการก่อผล
       ส่วน ปัจจัย มีลักษณะสาธารณะ ไม่จำเพาะ โดยเป็นตัวเอื้อ เป็นเงื่อนไข เป็นตัวประกอบ เป็นตัวสร้างโอกาส เป็นต้น;
       เทียบ ปัจจัย

เหตุผลสนธิ “ต่อเหตุเข้ากับผล” หมายถึง หัวเงื่อนระหว่างเหตุในอดีตกับผลในปัจจุบัน หรือหัวเงื่อนระหว่างเหตุในปัจจุบัน กับผลในอนาคต ในวงจรปฏิจจสมุปบาท
       (เหตุในอดีต คืออวิชชาและสังขาร, ผลในปัจจุบัน คือวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา,
       เหตุในปัจจุบัน คือตัณหา อุปาทาน ภพ, ผลในอนาคต คือชาติ ชรา มรณะ);
       เทียบ ผลเหตุสนธิ

เห็นชอบ ดู สัมมาทิฏฐิ

เหมกมาณพ [เห-มะ-กะ-มา-นบ] ศิษย์คนหนึ่งในจำนวน ๑๖ คน ของพราหมณ์พาวรี ที่ไปทูลถามปัญหากะพระศาสดา ที่ปาสาณเจดีย์

เหมันต์, เหมันตฤดู ฤดูหนาว (แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔);
       ดู มาตรา

ให้กล่าวธรรมโดยบท สอนธรรมโดยให้ว่าพร้อมกันกับตน คือ ว่าขึ้นพร้อมกัน จบลงพร้อมกัน
       (สิกขาบทที่ ๓ แห่งมุสาวาทวรรค ปาจิตติยกัณฑ์)

ให้ทานโดยเคารพ ตั้งใจให้อย่างดี เอื้อเฟื้อแก่ของที่ตัวให้และผู้รับทาน ไม่ทำอาการดุจทิ้งเสีย

ให้นิสัย ดู นิสัย

ให้ลำบาก ดู วิเหสกกรรม

ให้โอกาส ดู โอกาส

อ
อกนิษฐ์ รูปพรหมชั้นสูงสุดในพรหมสิบหกชั้น และเป็นสุทธาวาสภูมิชั้นสูงสุด
       (ข้อ ๕ ในสุทธาวาส ๕); ดู ภวัคค์, ภวัคร

อกรณียะ กิจอันบรรพชิตไม่ควรทำ ๔ อย่าง ทำแล้วขาดจากความเป็นภิกษุ คือ
       ๑. เสพเมถุน
       ๒. ลักของเขาตั้งแต่ ๕ มาสกขึ้นไป
       ๓. ฆ่ามนุษย์
       ๔. อวดคุณพิเศษ (อุตตริมนุสสธรรม) ทีไม่มีในตน
           (สำหรับภิกษุณี มี ๘);
       ดู อนุศาสน์

อกัปปิยะ ไม่ควร, ไม่สมควรแก่ภิกษุจะบริโภคใช้สอย
       คือ ต้องห้ามด้วยพระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุใช้หรือฉัน,
       สิ่งที่ตรงกันข้ามกับ กัปปิยะ

อกัปปิยวัตถุ สิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร คือ ภิกษุไม่ควรบริโภคใช้สอย

อกปฺปิเย กปฺปิยสญฺญิตา อาการที่จะต้องอาบัติด้วยสำคัญว่าควร ในของที่ไม่ควร

อกาละ เวลาอันไม่ควร

อกาลจีวร จีวรที่เกิดขึ้นนอกเขตจีวรกาล นอกเขตอานิสงส์กฐิน

อกาลิโก (พระธรรม) ไม่ประกอบด้วยกาล,
       ให้ผลไม่จำกัดกาล คือไม่ขึ้นกับกาลเวลา ไม่จำกัดด้วยกาล ให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติทุกเวลา ทุกโอกาส บรรลุเมื่อใด ก็ได้รับผลเมื่อนั้น ไม่เหมือนผลไม้ที่ให้ผลตามฤดู,
       อีกอย่างหนึ่งว่า เป็นจริงอยู่อย่างไร ก็เป็นจริงอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป
       (ข้อ ๓ ในธรรมคุณ ๖)

อกิริยทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ, เห็นว่าการกระทำไม่มีผล
       อธิบายอย่างง่าย เช่น ทำชั่ว หากไม่มีคนรู้คนเห็น ไม่มีคนชม ไม่มีคนลงโทษ ก็ชื่อว่าไม่เป็นอันทำ
       เป็นมิจฉาทิฏฐิร้ายแรงอย่างหนึ่ง
       (ข้อ ๑ ในทิฏฐิ ๓)

อกุปปธรรม ผู้มีธรรมที่ไม่กำเริบ
       คือ ผู้ที่เมื่อได้สมาบัติแล้ว สมาบัตินั้นจะไม่เสื่อมไปเลย ได้แก่พระอริยบุคคลทั้งหมด;
       เทียบ กุปปธรรม

อกุศล “ไม่ฉลาด”, สภาวะที่เป็นปฏิปักษ์หรือตรงข้ามกับกุศล,
       บาป, ชั่ว, ความชั่ว (อกุศลธรรม), กรรมชั่ว (อกุศลกรรม);
       เทียบ กุศล

อกุศลกรรม กรรมที่เป็นอกุศล, กรรมชั่ว, บาป,
       การกระทำที่ไม่ดี คือ เกิดจาก อกุศลมูล;
       ดู อกุศล, กรรม

อกุศลกรรมบถ ทางแห่งกรรมชั่ว, ทางแห่งกรรมที่เป็นอกุศล,
       กรรมชั่วอันเป็นทางนำไปสู่ทุคติ มี ๑๐ อย่าง คือ
       ก. กายกรรม ๓ ได้แก่
           ๑. ปาณาติบาต การทำลายชีวิต
           ๒. อทินนาทาน ถือเอาของที่เขามิได้ให้
           ๓. กาเมสุมิจฉาจาร ประพฤติผิดในกาม
       ข. วจีกรรม ๔ ได้แก่
           ๔. มุสาวาท พูดเท็จ
           ๕. ปิสุณาวาจา พูดส่อเสียด
           ๖. ผรุสวาจา พูดคำหยาบ
           ๗. สัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อ
       ค. มโนกรรม ๓ ได้แก่
           ๘. อภิชฌา ละโมบคอยจ้องอยากได้ของเขา
           ๙. พยาบาท คิดร้ายเขา
           ๑๐. มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรม;
       เทียบ กุศลกรรมบถ, ดู กรรมบถ

อกุศลจิตตุปบาท จิตอกุศลเกิดขึ้น, ความคิดชั่ว

อกุศลเจตนา เจตนาที่เป็นอกุศล, ความตั้งใจชั่ว, ความคิดชั่ว

อกุศลเจตสิก เจตสิกอันเป็นอกุศล ได้แก่ ความชั่วที่เกิดขึ้นภายในใจ แต่งจิตให้เป็นบาป
       มี ๑๔ อย่าง แยกเป็น
       ก. สัพพากุศลสาธารณเจตสิก (เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับอกุศลจิตทุกดวง) ๔ คือ
           โมหะ อหิริกะ (ไม่ละอายต่อบาป) อโนตตัปปะ (ไม่กลัวบาป) อุทธัจจะ
       ข. ปกิณณกอกุศลเจตสิก (อกุศลเจตสิกที่เกิดกับอกุศลจิตเรี่ยรายไป) ๑๐ คือ
           โลภะ ทิฏฐิ มานะ โทสะ อิสสา (ริษยา) มัจฉริยะ กุกกุจจะ (เดือดร้อนใจ)
           ถีนะ (หดหู่) มิทธะ (ซึมเซา) วิจิกิจฉา

อกุศลธรรม ธรรมที่เป็นอกุศล, ธรรมฝ่ายอกุศล, ธรรมที่ชั่ว, ธรรมฝ่ายชั่ว;
       ดู อกุศล

อกุศลมูล รากเหง้าของอกุศล, ต้นเหตุของอกุศล,
       ต้นเหตุของความชั่ว มี ๓ อย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ

อกุศลวิตก ความตริตรึกที่เป็นอกุศล,
       ความนึกคิดที่ไม่ดี มี ๓ อย่าง คือ
           ๑. กามวิตก คิดแส่ไปในทางกาม หาทางปรนปรือตน
           ๒. พยาบาทวิตก คิดในทางพยาบาท
           ๓. วิหิงสาวิตก คิดในทางเบียดเบียนผู้อื่น

อคติ ฐานะอันไม่พึงถึง, ทางความประพฤติที่ผิด,
       ความลำเอียง มี ๔ คือ
           ๑. ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรัก
           ๒. โทสาคติ ลำเอียงเพราะชัง
           ๓. โมหาคติ ลำเอียงเพราะเขลา
           ๔. ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว;
       ดู คิหิวินัย

อโคจร บุคคลและสถานที่อันภิกษุไม่ควรไปมาหาสู่ มี ๖ คือ
       หญิงแพศยา หญิงหม้าย สาวเทื้อ ภิกษุณี บัณเฑาะก์ (กะเทย) และร้านสุรา

อโคจรัคคาหิกรูป ดูที่ รูป ๒๘

อโฆสะ พยัญชนะที่มีเสียงไม่ก้อง
       ได้แก่ พยัญชนะที่ ๑ และ ๒ ในวรรคทั้ง ๕
       คือ ก ข, จ ฉ, ฏ ฐ, ต ถ, ป ผ, และ ส รวม ๑๑ ตัว;
       ตรงข้ามกับ โฆสะ (เทียบระดับเสียงพยัญชนะ ดูที่ ธนิต)

องค์
       1. ส่วน, ภาค, ตัว, อวัยวะ, ลักษณะ, คุณสมบัติ, ส่วนประกอบ
       2. ลักษณนามใช้เรียกภิกษุสามเณร นักบวชอื่นบางพวก และสิ่งที่เคารพบูชาบางอย่างในทางศาสนา เช่น พระพุทธรูป ๒ องค์ พระเจดีย์ ๔ องค์,
       สำหรับภิกษุสามเณร ในภาษาเขียนท่านให้ใช้ รูป

องค์ฌาน (บาลีว่า ฌานงฺค) องค์ประกอบของฌาน,
       องค์ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกันเข้าเป็นฌานขั้นหนึ่งๆ
       เช่น ปีติ สุข เอกัคคตา รวมกันเรียกว่า ฌานที่ ๒ หรือทุติยฌาน;
       องค์ฌานทั้งหมดในฌานต่างๆ นับแยกเป็นหน่วยๆ ไม่ซ้ำกัน มีทั้งหมด ๖ อย่าง คือ
           วิตก ความตรึก
           วิจาร ความตรอง
           ปีติ ความอิ่มใจ
           สุข ความสุข
           อุเบกขา ความมีจิตเรียบสมดุลเป็นกลาง และ
           เอกัคคตา ความมีอารมณ์หนึ่งเดียว;
       ดู ฌาน

องค์มรรค (บาลีว่า มคฺคงฺค) องค์ประกอบของมรรค,
       องค์ธรรม ๘ อย่าง มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น ที่ประกอบกันเข้าเป็นมรรค
       หรือที่เรียกชื่อเต็มว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค;
       ดู มรรค 1.

องค์แห่งธรรมกถึก ๕ คือ
       ๑. แสดงธรรมไปตามลำดับไม่ตัดลัดให้สับสน หรือขาดความ
       ๒. ชี้แจงยกเหตุผลมาแสดงให้ผู้ฟังเข้าใจ
       ๓. สอนเขาด้วยเมตตา ตั้งจิตปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง
       ๔. ไม่แสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภ
       ๕. ไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น คือ ไม่ยกตน ไม่เสียดสีข่มขี่ผู้อื่น

องค์แห่งภิกษุใหม่ ๕ คือ
       ๑. ปาติโมกขสังวร สำรวมในพระปาติโมกข์
       ๒. อินทรียสังวร สำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖
       ๓. ภัสสปริยันตะ พูดคุยมีขอบเขต ไม่เอิกเกริกเฮฮา
       ๔. กายวูปกาสะ อยู่ในเสนาสนะอันสงัด
       ๕. สัมมาทัสสนะ ตั้งตนไว้ในความเห็นชอบ

องคุลิมาล พระมหาสาวกองค์หนึ่งของพระพุทธเจ้า เคยเป็นมหาโจรโด่งดัง เป็นบุตรของภัคควพราหมณ์ ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าโกศล มารดาชื่อนางมันตานีพราหมณี
       เดิมชื่ออหิงสกะ (แปลว่า “ผู้ไม่เบียดเบียน”) ไปศึกษาศิลปศาสตร์ในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เมืองตักสิลา มีความรู้และความประพฤติดี เพื่อนศิษย์ด้วยกันริษยา ยุอาจารย์ให้กำจัดเสีย อาจารย์ลวงอุบายให้ไปฆ่าคนครบหนึ่งพันแล้วจะมอบวิชาวิเศษอย่างหนึ่งให้ จึงกลายไปเป็นมหาโจรผู้โหดร้ายทารุณ ตัดนิ้วมือคนที่ตนฆ่าตายแล้ว ร้อยเป็นพวงมาลัย จึงได้ชื่อว่า องคุลิมาล (แปลว่า “มีนิ้วเป็นพวงมาลัย”)
       ภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดกลับใจได้ ขอบวช ต่อมาก็ได้สำเร็จพระอรหัต
       ท่านเป็นต้นแห่งพุทธบัญญัติไม่ให้บวชโจรที่ขึ้นชื่อโด่งดัง

อจิตตกะ ไม่มีเจตนา เป็นชื่อของอาบัติพวกหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยสมุฏฐานที่แม้ไม่มีเจตนา
       คือ ถึงแม้ไม่จงใจทำก็ต้องอาบัติ
       เช่น ฉันอาหารในเวลาวิกาล ดื่มน้ำเมา เป็นต้น

อจิรวดี แม่น้ำใหญ่สายสำคัญลำดับที่ ๓ ในมหานที ๕ ของชมพูทวีป ไหลผ่านเมืองสำคัญ คือ สาวัตถี เมืองหลวงของแคว้นโกศล,
       เมื่อพระเจ้าวิฑูฑภะยกทัพไปกำจัดเจ้าศากยะเสร็จแล้วกลับมาพักตั้งค่ายค้างแรมอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำนี้ ถึงราตรี น้ำได้ขึ้นท่วมพัดพาพระเจ้าวิฑูฑภะ พร้อมทั้งกองทัพไปถึงความพินาศแทบหมดสิ้น,
       ปัจจุบัน อจิรวดีเป็นแม่น้ำที่ไม่สำคัญอะไรนัก มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า Rapti;
       ดู มหานที ๕

อเจลก ชีเปลือย, นักบวชไม่นุ่งผ้า

อเจลกวรรค ตอนที่ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับชีเปลือย เป็นต้น, เป็นชื่อหมวดอาบัติปาจิตตีย์ วรรคที่ ๕

อชฏากาศ ดู อัชฏากาศ

อชปาลนิโครธ ต้นไทรเป็นที่พักอาศัยของคนเลี้ยงแพะ,
       ชื่อต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลา ๗ วัน อยู่ทิศตะวันออกของต้นศรีมหาโพธิ์;
       ดู วิมุตติสุข

อชาตปฐพี ปฐพีไม่แท้ คือดินที่เป็นหิน เป็นกรวด เป็นกระเบื้อง เป็นแร่ เป็นทรายล้วน หรือมีดินร่วนดินเหนียวน้อย เป็นของอื่นมากก็ดี ดินที่ไฟเผาแล้วก็ดี กองดินร่วน หรือกองดินเหนียว ที่ฝนตกรดหย่อนกว่า ๔ เดือนก็ดี

อชาตศัตรู กษัตริย์แคว้นมคธ โอรสของพระเจ้าพิมพิสาร กับพระนางโกศลเทวี (พระนามว่าเวเทหิ พระเจ้าอชาตศัตรูจึงได้พระนามว่าเวเทหิบุตร)
       ขณะพระนางโกศลเทวีทรงครรภ์ ได้แพ้พระครรภ์ อยากเสวยโลหิตของพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบจึงใช้พระขรรค์แทงพระชานุ (เข่า) รองพระโลหิตให้พระนางเสวย โหรทำนายว่า พระโอรสที่อยู่ในครรภ์เกิดมาจะทำปิตุฆาต
       พระนางโกศลเทวีพยายามทำลายด้วยการให้แท้งเสีย แต่ไม่สำเร็จ ในที่สุดคิดจะรีด แต่พระเจ้าพิมพิสารทรงห้ามไว้ เมื่อครบกำหนดประสูติเป็นกุมาร จึงตั้งพระนามโอรสว่า อชาตศัตรู แปลว่า “เป็นศัตรูตั้งแต่ยังไม่เกิด” ในที่สุดเจ้าชายอชาตศัตรูก็คบคิดกับพระเทวทัตฆ่าพระราชบิดาตามที่โหรทำนายไว้ และได้ขึ้นครองราชสมบัติแคว้นมคธ ณ กรุงราชคฤห์
       แต่ทรงสำนึกและกลับพระทัยได้ หันมาทรงอุปถัมภ์บำรุงพระศาสนา และได้เป็นพุทธศาสนูปถัมภก ในการสังคายนาครั้งที่ ๑
       (คำ อชาตศัตรู บางท่านแปลใหม่ว่า “มิได้เกิดมาเป็นศัตรู”)

อชิตมาณพ หัวหน้าศิษย์ ๑๖ คนของพราหมณ์พาวรี ที่ไปทูลถามปัญหากะพระศาสดา ที่ปาสาณเจดีย์

อชินปเวณิ เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังสัตว์ ชื่ออชินะ มีขนอ่อนนุ่ม จัดเป็นอุจจาสยนะมหาสยนะอย่างหนึ่ง

อญาณตา อาการที่จะต้องอาบัติด้วยไม่รู้

อณุ, อณู สิ่งเล็กๆ, ละเอียด

อดิเทพ, อติเทพ เทพผู้ยิ่งกว่าเทพทั้งหลาย,
       เทพเหนือเทพ หมายถึงพระอรหันต์ เฉพาะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้า,
       บางแห่ง หมายถึงจอมเทพ คือท้าวสักกะ (พระอินทร์)

อดิเรก
       1. เกินกว่ากำหนด, ยิ่งกว่าปกติ, ส่วนเกิน, เหลือเฟือ, ส่วนเพิ่มเติม, ส่วนเพิ่มพิเศษ
       2. ถวายอติเรก หรือถวายอดิเรก คือ พระสงฆ์ถวายพระพรที่เป็นส่วนเพิ่มพิเศษ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหรือสมเด็จพระบรมราชินี ท้ายพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล ในระหว่างอนุโมทนา ถ้ากล่าวในพระราชฐาน ต้องต่อท้ายด้วยถวายพรลา, เรียกอย่างนี้เพราะขึ้นต้นว่า “อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุฯ”
       เป็นธรรมเนียมว่า เมื่อถวายอนุโมทนาสำหรับ ๒ พระองค์ดังที่กล่าวนั้น ต้องถวายอดิเรกด้วย โดยใช้พัดยศ
       (ในงานหลวงที่มีการพระราชทานพัดรอง เวลาอนุโมทนาให้ใช้พัดรอง แต่พอถึงตอนถวายอดิเรก ต้องใช้พัดยศ โดยวางพัดรองไว้ แล้วตั้งพัดยศตอนถวายอดิเรกทุกรูป และใช้พัดยศไปจนจบการสวดอนุโมทนา)
       เมื่อจับพัดยศตั้งขึ้นและสวดอนุโมทนามาตามลำดับ พอจบบทสุดท้าย ก่อนจะขึ้น “ภวตุ สพฺพมงฺคลํฯ” ก็หยุดให้หัวหน้าถวายอดิเรก และเมื่อหัวหน้าถวายอดิเรกจบ พระเถระรูปที่ ๒ ต้องรับ “ภวตุ สพฺพมงฺคลํฯ”,
       จากนั้น ถ้าเป็นพิธีในพระราชฐาน เมื่อสวดจบอนุโมทนา ลง “ภวนฺตุ เต” แล้วรูปที่ ๒ กล่าวถวายพระพรลา แล้วพระสงฆ์ลงจากที่ออกไป แต่ถ้ามิใช่ในพระราชฐาน ก็สิ้นสุดแค่จบอนุโมทนา ไม่ต้องถวายพระพรลา
       (มีข้อที่ปฏิบัติมาอันพึงทราบพิเศษว่า ในการถวายอดิเรก และถวายพระพรลา ต้องใช้พัดยศพระราชาคณะ ตั้งแต่ชั้นสามัญขึ้นไป และในขณะนั้น รูปอื่นๆ ที่มีพัดยศ ก็ตั้งพัดยศ ถ้าไม่มี ให้ประณมมือ ห้ามใช้พัดรอง; ในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบางอย่าง แม้มิได้เสด็จด้วยพระองค์ เพียงพระราชทานไทยธรรม มอบผู้ใดผู้หนึ่งไปแทนพระองค์ เช่น กฐินพระราชทาน และการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ ก็ต้องใช้พัดยศ และถวายอดิเรก)
       คำถวายอดิเรก และคำถวายพระพรลา ที่ใช้เป็นแบบในบัดนี้ ดังนี้
       แบบที่ ๑ เฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์เดียว
       - คำถวายอดิเรก
           อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ.
           อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ.
           อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ.
       ทีฆายุโก โหตุ อโรโค โหตุ.
       ทีฆายุโก โหตุ อโรโค โหตุ.
       สุขิโต โหตุ ปรมินฺทมหาราชา.
       สิทฺธิกิจฺจํ สิทฺธิกมฺมํ สิทฺธิลาโภ ชโย นิจฺจํ.
           ปรมินฺทมหาราชวรสฺส ภวตุ สพฺพทา.
                    ขอถวายพระพร
       - คำถวายพระพรลา
       ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารพระองค์ สมเด็จพระปรมินทรธรรมิกมหาราชาธิราชเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เวลานี้สมควรแล้ว อาตมภาพทั้งปวง ขอถวายพระพรลา แด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภาร พระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ.
                    ขอถวายพระพร
       แบบที่ ๒ สำหรับ ๒ พระองค์
       - คำถวายอดิเรก
           อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ.
           อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ.
           อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ.
       ทีฆายุโก โหตุ อโรโค โหตุ.
       ทีฆายุโก โหตุ อโรโค โหตุ.
       สุขิโต โหตุ ปรมินฺทมหาราชา สราชินี.
       สิทฺธิกิจฺจํ สิทฺธิกมฺมํ สิทฺธิลาโภ ชโย นิจฺจํ.
       ปรมินฺทมหาราชวรสฺส ราชินิยา สห ภวตุ สพฺพทา.
                    ขอถวายพระพร
       - คำถวายพระพรลา
       ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทั้ง ๒ พระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เวลานี้สมควรแล้ว อาตมภาพทั้งปวง ขอถวายพระพรลาแด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทั้ง ๒ พระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ.
                    ขอถวายพระพร
       แบบที่ ๓ เฉพาะสมเด็จพระบรมราชินี
       - คำถวายอดิเรก
           อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ.
           อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ.
           อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ.
       ทีฆายุกา โหตุ อโรคา โหตุ.
       ทีฆายุกา โหตุ อโรคา โหตุ.
       สุขิตา โหตุ สิริกิตฺติ ปรมราชินี.
       สิทฺธิกิจฺจํ สิทฺธิกมฺมํ สิทฺธิลาโภ ชโย นิจฺจํ.
           สิริกิตฺติปรมราชินิยา ภวตุ สพฺพทา.
                    ขอถวายพระพร
       - คำถวายพระพรลา
       ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เวลานี้สมควรแล้ว อาตมภาพทั้งปวง ขอถวายพระพรลาแด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารพระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ.
                    ขอถวายพระพร
       นอกจากนี้ เห็นควรนำแบบคำถวายพระพรเทศนา มาแสดงไว้ด้วย ดังนี้
       คำถวายพระพรเทศนา
       ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่ สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารพระองค์ สมเด็จพระปรมินทรธรรมิกมหาราชาธิราชเจ้า๑ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ บัดนี้จักรับพระราชทานถวายวิสัชนาใน . . . ฉลองพระเดชพระคุณประดับพระปัญญาบารมี ถ้ารับพระราชทานถวายวิสัชนาไป มิได้ต้องตามโวหารอรรถาธิบาย ในพระธรรมเทศนา ณ บทใดบทหนึ่งก็ดี ขอเดชะ๒ พระเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ พระขันติคุณ ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานอภัยแก่อาตมะ ผู้มีสติปัญญาน้อย.
                    ขอถวายพระพร
       (๑ ถ้าเป็นพระองค์อื่น พึงเปลี่ยนไปตามกรณี เช่น สมเด็จพระบรมราชินีนาถว่า “จงมีแด่ สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ”;
       ๒ ถ้ามิใช่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือมิได้ประทับอยู่ในที่เฉพาะหน้า ให้เว้นคำว่า “ขอเดชะ”)

อดิเรกจีวร ดู อติเรกจีวร

อดีต ล่วงแล้ว

อดีตกาล เวลาที่ล่วงแล้ว

อตัมมยตา “ภาวะที่ไม่เนื่องด้วยสิ่งนั้น”, “ความไม่เกาะเกี่ยวกับมัน”,
       ความเป็นอิสระ ไม่ติดไม่ข้องไม่ค้างใจกับสิ่งใดๆ ไม่มีอะไรยึดถือผูกพันที่จะได้จะมีจะเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ได้แก่ความปลอดพ้นปราศจากตัณหา (รวมทั้งมานะและทิฏฐิที่เนื่องกันอยู่), ภาวะไร้ตัณหา;
       อตัมมยตา (รวมทั้ง “อตัมมโย” หรืออตัมมัย ที่เป็นคุณศัพท์) พระพุทธเจ้าตรัสแสดงไว้ในพระสูตร ๔ สูตร และมาในคำอธิบายของพระสารีบุตรในคัมภีร์มหานิทเทสอีก ๑ แห่งพระพุทธพจน์ และคำอธิบายดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ศึกษาเข้าใจความประณีตแห่งธรรมที่ปัญญาอันรู้จำแนกแยกแยะจะมองเห็นความยิ่งความหย่อน และความเหมาะควรพอดี ถูกผิดขั้นตอนหรือไม่ เป็นต้น ในการปฏิบัติ โดยเฉพาะการปฏิบัติต่อการปฏิบัติของตน
       เช่น ท่านกล่าวว่า (ขุ.ม. ๒๙/๓๓๘/๒๒๘) สำหรับอกุศลธรรม เราควรสลัดละ แต่สำหรับกุศลธรรมทั้งสามภูมิ เราควรมีอตัมมยตา (ความไม่ติดยึด),
       ในสัปปุริสสูตร (ม.อุ. ๑๔/๑๙๑/๑๔๑) พระพุทธเจ้าตรัสแสดงสัปปุริสธรรมและอสัปปุริสธรรม ให้เห็นความแตกต่างระหว่างอสัตบุรุษกับสัตบุรุษว่า อสัตบุรุษถือเอาคุณสมบัติ การปฏิบัติ หรือความก้าวหน้าความสำเร็จในการปฏิบัติของตน เช่น ความมีชาติตระกูลสูง ลาภยศ ความเป็นพหูสูต ความเป็นธรรมกถึก การถือธุดงค์ มีการอยู่ป่าอยู่โคนไม้เป็นต้น จนถึงการได้ฌานสมาบัติ มาเป็นเหตุยกตน-ข่มผู้อื่น
       ส่วนสัตบุรุษจะมีดีหรือก้าวไปได้สูงเท่าใด ก็ไม่ถือเป็นเหตุยกตน-ข่มผู้อื่นเช่นนั้น ในเรื่องนี้มีข้อพึงสังเกตที่สำคัญคือ ในระดับแห่งคุณสมบัติและการถือปฏิบัติทั่วไป สัตบุรุษ “กระทำปฏิปทาไว้ภายใน” (ใจอยู่กับการปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นหลัก หรือเอาการปฏิบัติที่ถูกต้องมาตั้งเป็นหลักไว้ในใจ) จึงไม่เอาคุณสมบัติใดๆ มาเป็นเหตุให้ยกตน-ข่มผู้อื่น
       ส่วนในความสำเร็จขั้นฌานสมาบัติ สัตบุรุษ “กระทำอตัมมยตาไว้ภายใน” (ใจอยู่กับอตัมมยตาที่ตระหนักรู้อยู่) จึงไม่ถือการได้ฌานสมาบัติมาเป็นเหตุยกตน-ข่มผู้อื่น (เหนือขั้นฌานสมาบัติขึ้นไป เป็นขั้นถึงความสิ้นอาสวะ ซึ่งเป็นสัตบุรุษอย่างเดียว ไม่มีอสัตบุรุษ จึงไม่มีความสำคัญมั่นหมายอะไรที่จะเป็นเหตุให้ยกตนข่มใครอีกต่อไป),
       ในอตัมมยสูตร (องฺ.ฉกฺก. ๒๒/๓๗๕/๔๙๓) ตรัสว่า อานิสงส์อย่างแรก (ใน ๖ อย่าง) ของการตั้งอนัตตสัญญาอย่างไม่จำเพาะในธรรมทั้งปวง คือจะเป็นผู้อตัมมัยในทั้งโลก,
       ในวิสุทธิมัคค์ กล่าวถึงอตัมมยตา ที่ตรัสในสฬายตนวิภังคสูตร ว่าเป็นวุฏฐานคามินีวิปัสสนา (ม.อุ. ๑๔/๖๓๒/๔๐๗; วิสุทฺธิ. ๓/๓๑๘)

อติถิพลี การจัดสรรสละรายได้หรือทรัพย์ส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันในด้านการต้อนรับแขก, การใช้รายได้หรือทรัพย์ส่วนหนึ่งเพื่อแสดงน้ำใจเอื้อเฟื้อในการต้อนรับผู้ไปมาหาสู่
       (ข้อ ๒ ในพลี ๕ แห่งโภคอาทิยะ ๕)

อติเทพ ดู อดิเทพ

อติมานะ ดูหมิ่นท่าน, ความถือตัวว่าเหนือกว่ายิ่งกว่าเขา (ข้อ ๑๔ ในอุปกิเลส ๑๖);
       ดู มานะ

อติเรก ดู อดิเรก

อติเรกจีวร จีวรเหลือเฟือ, ผ้าส่วนเกิน
       หมายถึง ผ้าที่เขาถวายภิกษุเพิ่มเข้ามา นอกจากผ้าที่อธิษฐานเป็นไตรจีวร และมิได้วิกัปไว้;
       ตรงข้ามกับ จีวรอธิษฐาน;
       อดิเรกจีวร ก็เรียก; ดู วิกัป, อธิษฐาน

อติเรกบาตร บาตรของภิกษุที่เขาถวายเพิ่มเข้ามา นอกจากบาตรอธิษฐาน,
       พระพุทธเจ้าอนุญาตให้ภิกษุมีบาตรไว้ใช้ใบเดียว ซึ่งเรียกว่าบาตรอธิษฐาน
       หากมีหลายใบ ตั้งแต่ใบที่ ๒ ขึ้นไป และมิได้วิกัปไว้ เรียกว่าอติเรกบาตร;
       ดู วิกัป, อธิษฐาน

อติเรกปักษ์ เกินเวลาปักษ์หนึ่ง คือเกิน ๑๕ วัน แต่ยังไม่ถึงเดือน

อติเรกมาส เกินเวลาเดือนหนึ่ง

อติเรกลาภ ลาภเหลือเฟือ, ลาภส่วนพิเศษ, ลาภเกินปรกติ

อติเรกวีสติวรรค สงฆ์พวกที่กำหนดจำนวนเกิน ๒๐ รูป

อตีตภวังค์ ดู วิถีจิต

อตีตานาคตังสญาณ ญาณเป็นเครื่องรู้ถึงเรื่องที่ล่วงมาแล้ว และเรื่องที่ยังไม่มาถึง,
       ญาณหยั่งรู้ทั้งอดีตและอนาคต

อตีตังสญาณ ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต, ปรีชากำหนดรู้เหตุการณ์ที่ล่วงไปแล้ว อันเป็นเหตุให้ได้รับผลในปัจจุบัน
       (ข้อ ๑ ในญาณ ๓)

อเตกิจฉา แก้ไขไม่ได้, เยียวยาไม่ได้
       หมายถึง อาบัติมีโทษหนักถึงที่สุดต้องแล้วขาดจากความเป็นภิกษุ คือ อาบัติปาราชิก;
       คู่กับ สเตกิจฉา

อถัพพนเพท ชื่อคัมภีร์พระเวทลำดับที่ ๔ ว่าด้วยคาถาอาคมทางไสยศาสตร์ การปลุกเสกต่างๆ เป็นส่วนเพิ่มเข้ามาต่อจาก ไตรเพท;
       อาถัพพนเวท, อถรรพเวท, อาถรรพณเวท ก็เขียน

อทวารรูป ดูที่ รูป ๒๘

อทินนาทาน ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย, ขโมยสิ่งของ, ลักทรัพย์
       (ข้อ ๒ ในกรรมกิเลส ๔ ในอกุศลกรรมบถ ๑๐)

อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้, เว้นการลักขโมย
       (ข้อ ๒ ในศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ กุศลกรรมบถ ๑๐)

อทิสสมานกาย กายที่มองไม่เห็น, ผู้มีกายไม่ปรากฏ, ไม่ปรากฏร่าง, มองไม่เห็นตัว
       กล่าวคือ เป็นวิสัยของผู้มีฤทธิ์บางประเภท (วิกุพพนฤทธิ์) อาจทำการบางอย่างโดยไม่ให้ผู้อื่นมองเห็นร่างกาย;
       อีกอย่างหนึ่ง เป็นความเชื่อของพวกพราหมณ์ว่าบรรพบุรุษที่ตายไป มีถิ่นเป็นที่อยู่เรียกว่า ปิตฤโลก ยังทรงอยู่ด้วยเป็นอทิสสมานกาย ความเชื่อนี้คนไทยก็รับมา แต่ให้บรรพบุรุษเหล่านั้นคงอยู่ที่บ้านเรือนเดิมอย่างที่เรียกว่า ผีเรือน

อทุกขมสุข (ความรู้สึก)ไม่ทุกข์ไม่สุข, ความรู้สึกเฉยๆ (ข้อ ๓ ในเวทนา ๓)
       บางทีเรียก อุเบกขา (คือ อุเบกขาเวทนา)

อเทสนาคามินี ดู เทสนาคามินี

อโทสะ ความไม่คิดประทุษร้าย,
       ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ คือตรงข้ามกับโทสะ ได้แก่ เมตตา
       (ข้อ ๒ ในกุศลมูล ๓)

อธรรม ไม่ใช่ธรรม, ไม่เป็นธรรม, ผิดธรรม, ชั่วร้าย

อธรรมวาที ผู้กล่าวสิ่งที่มิใช่ธรรม, ผู้ไม่พูดตามหลักไม่พูดตามธรรม,
       ผู้พูดไม่เป็นธรรม, ผู้ไม่เป็นธรรมวาที

อธิกมาส “เดือนที่เกิน”, เดือนที่เพิ่มขึ้นในปีจันทรคติ (คือในปีนั้นมีเดือน ๘ สองหน รวมเป็น ๑๓ เดือน) การที่ต้องมีอธิกมาสนั้น เนื่องจากเดือนจันทรคติสั้นกว่าเดือนสุริยคติ คือ เดือนจันทรคติมี ๓๐ วัน (เดือนคู่หรือเดือนเต็ม) บ้าง มี ๒๙ วัน (เดือนคี่หรือเดือนขาด) บ้าง รวมปีหนึ่งมี ๓๕๔ วัน,
       ส่วนเดือนสุริยคติมี ๓๐ วันบ้าง มี ๓๑ วันบ้าง (เว้นเดือนกุมภาพันธ์ที่มี ๒๘ วัน) รวมปีหนึ่งมี ๓๖๕ วัน, ดังนั้น ปีจันทรคติจึงสั้นกว่าปีสุริยคติ ๑๑ วัน, เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ วันเดือนปีแบบจันทรคติก็จะห่างกับวันเดือนปีแบบสุริยคติมากขึ้นไปเรื่อยๆ และจะไม่ตรงกับฤดูกาล จนกระทั่งเข้าพรรษาก็จะไม่ตรงฤดูฝน จึงต้องมีวิธีที่จะปรับปีจันทรคติให้ตรง หรือให้ใกล้เคียงกับปีสุริยคติ
       ด้วยเหตุที่ปีจันทรคติสั้นกว่าปีสุริยคติ ๑๑ วัน เมื่อผ่านไป ๓ ปี ก็จะสั้นกว่ารวมได้ ๓๓ วัน จึงวางเป็นหลักมาแต่โบราณว่า ทุก ๓ ปีจันทรคติ ให้เพิ่มเดือนแปดขึ้นมาอีกเดือนหนึ่ง (คือเพิ่มขึ้น ๓๐ วัน) จึงเป็นเดือนแปดสองหน และเรียกเดือนแปดที่เพิ่มขึ้นมานั้นว่า “อธิกมาส”,
       ส่วนที่ยังขาดอีก ๓ วัน ให้กระจายไปเติมในปีต่างๆ โดยเพิ่มเดือน ๗ ที่เป็นเดือนขาดมี ๒๙ วัน ให้ปีนั้นๆ เป็นเดือนเต็มมี ๓๐ วัน (มีแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๗) และเรียกวันที่เพิ่มขึ้นท้ายเดือน ๗ นั้นว่า “อธิกวาร” ตามวิธีคำนวณที่กล่าวมานั้น สามปีมีอธิกมาสครั้งหนึ่ง ก็คือ ๑๘ ปีมีอธิกมาส ๖ ครั้ง (และเหมือนจะต้องมีอธิกวารทุกปี)
       แต่เมื่อคำนวณละเอียด ปรากฏว่ายังไม่ตรงแท้ เช่นว่า ปีสุริยคติมิใช่มี ๓๖๕ วันถ้วน แต่มี ๓๖๕.๒๔๒๑๙๙ วัน (ดังที่ทุก ๔ ปี ต้องเพิ่มปีสุริยคติเป็น ๓๖๖ วัน โดยให้เดือนกุมภาพันธ์เพิ่มจาก ๒๘ เป็น ๒๙ วัน), พร้อมกันนั้น ปีจันทรคติก็มิใช่มี ๓๕๔ วันถ้วน แต่มี ๓๕๔.๓๖ วัน ดังนี้เป็นต้น,
       เมื่อจะให้ปฏิทินแม่นยำมากขึ้น จึงได้วางหลักที่ซับซ้อนขึ้นกว่าเดิมเป็นว่า ในรอบ ๑๙ ปี ให้มีอธิกมาส ๗ ครั้ง (ส่วนอธิกวารก็ห่างออกไปประมาณ ๕-๗ ปี หรือบางทีนานกว่านั้นจึงมีครั้งหนึ่ง และถือเป็นหลักว่า ไม่ให้เพิ่มอธิกวารในปีอธิกมาส คือปีอธิกมาส ต้องเป็นปกติวาร)
       อนึ่ง เมื่อจะเทียบกับปีที่มีอธิกมาส จึงเรียกปีปกติที่ไม่มีอธิกมาส ว่าเป็นปกติมาส

อธิกรณ์ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะต้องจัดต้องทำ, เรื่องที่สงฆ์ต้องดำเนินการ มี ๔ อย่าง คือ
       ๑. วิวาทาธิกรณ์ การเถียงกันเกี่ยวกับพระธรรมวินัย
       ๒. อนุวาทาธิกรณ์ การโจทหรือกล่าวหากันด้วยอาบัติ
       ๓. อาปัตตาธิกรณ์ การต้องอาบัติ การปรับอาบัติ และการแก้ไขตัวให้พ้นจากอาบัติ
       ๔. กิจจาธิกรณ์ กิจธุระต่างๆ ที่สงฆ์จะต้องทำ เช่น ให้อุปสมบท ให้ผ้ากฐิน,
       ในภาษาไทยอธิกรณ์มีความหมายเลือนรางลงและแคบเข้า กลายเป็น คดีความโทษ เป็นต้น

อธิกรณสมถะ ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์, วิธีดำเนินการเพื่อระงับอธิกรณ์ มี ๗ วิธี คือ
       ๑. สัมมุขาวินัย วิธีระงับในที่พร้อมหน้า
       ๒. สติวินัย วิธีระงับโดยถือสติเป็นหลัก
       ๓. อมูฬหวินัย วิธีระงับสำหรับผู้หายจากเป็นบ้า
       ๔. ปฏิญญาตกรณะ การทำตามที่รับ
       ๕. ตัสสปาปิยสิกา การตัดสินลงโทษแก่ผู้ผิด (ที่ไม่รับ)
       ๖. เยภุยยสิกา การตัดสินตามคำของคนข้างมาก
       ๗. ติณวัตถารกวินัย วิธีดุจกลบไว้ด้วยหญ้า (ประนีประนอม)

อธิกวาร “วันอันเกิน”, วันที่เพิ่มขึ้นในปีจันทรคติ (คือในปีนั้น เติมให้เดือนเจ็ด เป็นเดือนเต็มมี ๓๐ วัน) เพื่อเสริมอธิกมาส ในการปรับให้ปฏิทินจันทรคติมีฤดูกาลตรงหรือใกล้เคียงกับปฏิทินสุริยคติ แต่ถือเป็นหลักว่า มิให้มีอธิกวารในปีเดียวกันกับอธิกมาส,
       เมื่อเทียบกับปีที่มีอธิกวาร ให้เรียกปีปกติที่ไม่มีอธิกวาร ว่าเป็นปกติวาร;
       ดู อธิกมาส

อธิกสุรทิน “วันสุริยคติอันเกิน”, วันที่เพิ่มขึ้นในปีสุริยคติ คือ ในปีนั้น เดือนกุมภาพันธ์มีจำนวนวันเพิ่มขึ้นวันหนึ่ง จาก ๒๘ เป็น ๒๙ วัน,
       ทั้งนี้มีหลักว่า ตามปกติ ๔ ปี มีอธิกสุรทินครั้งหนึ่ง โดยมีวิธีคำนวณ คือ เอาจำนวน ๕๔๓ หักออกจากพุทธศักราช ให้เหลือตัวเลขเท่ากับ ค.ศ. แล้วหารด้วย ๔ ถ้าปีใดหารลงตัว ปีนั้นมีอธิกสุรทิน
       (เช่น พ.ศ. ๒๕๔๗–๕๔๓ = ๒๐๐๔ หาร ๔ = ๕๐๑ ลงตัว จึงเป็นปีที่มีอธิกสุรทิน)
       แต่ทั้งนี้ยกเว้นตัวเลขที่ครบเป็นหลักร้อย (ลงท้าย ๐๐) ต้องหารด้วย ๔๐๐ ลงตัว จึงจะมีอธิกสุรทิน (เช่น พ.ศ. ๒๔๔๓–๕๔๓ = ๑๙๐๐ แม้จะหารด้วย ๔ ลงตัว แต่หารด้วย ๔๐๐ ไม่ได้ ก็ไม่มีอธิกสุรทิน)

อธิการ
       1. “ตัวการ”, ตัวทำการ, เจ้าการ, เจ้ากรณี, เจ้าของเรื่อง, เรื่องหรือกรณีที่กำลังพิจารณา, เรื่องที่เกี่ยวข้อง, เรื่องที่เป็นข้อสำคัญ หรือที่เป็นข้อพิจารณา, ส่วนหรือตอนที่ว่าด้วยเรื่องนั้นๆ
           เช่น “ในอธิการนี้” หมายความว่า ในเรื่องนี้ หรือในตอนนี้
       2. “การอันยิ่ง”
           ๑) การทำความดีที่ยิ่งใหญ่หรืออย่างพิเศษ, บุญหรือคุณความดีสำคัญที่ได้บำเพ็ญมา, ความประพฤติปฏิบัติที่เคยประกอบไว้ หรือการอันได้บำเพ็ญมาแต่กาลก่อน หรือที่ได้สั่งสมตระเตรียมเป็นทุนไว้ เช่น “พระเถระนั้น เป็นผู้มีอธิการอันได้ทำไว้ ในสมถะและวิปัสสนา”
           ๒) การอันสำคัญหรือที่ทำอย่างจริงจัง อันเป็นการแสดงความเคารพรักนับถือหรือเกื้อกูลตลอดจนโปรดปราน เช่น การบูชา การช่วยเหลือที่สำคัญ การทำความดีความชอบ การให้รางวัล
       3. “การทำให้เกิน”, “การทำให้เพิ่มขึ้น”, การเติมคำหรือข้อความที่ละไว้ หรือใส่เพิ่มเข้ามา เพื่อให้ได้ความหมายครบถ้วน, คำหรือข้อความที่เติมหรือใส่เพิ่มเข้ามาเช่นนั้น, คำหรือข้อความที่จะต้องนำไปเติมหรือใส่เพิ่มในที่นั้นๆ เพื่อให้เข้าใจความหมาย หรือได้กฎเกณฑ์ที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วน
       4. อำนาจ, ตำแหน่ง, หน้าที่, กิจการ, ภาระ
       มีธรรมเนียมเรียกเจ้าอาวาสที่ไม่เป็นเปรียญและไม่มีสมณศักดิ์อย่างอื่นว่า พระอธิการ และเรียกเจ้าคณะตำบลหรือพระอุปัชฌาย์ ที่ไม่เป็นเปรียญและไม่มีสมณศักดิ์อย่างอื่นว่า เจ้าอธิการ, ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากความในวรรคสุดท้ายของมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ว่า “อนึ่ง เจ้าอาวาสทั้งปวงนั้น ถ้าไม่ได้อยู่ในสมณศักดิ์ที่สูงกว่า ก็ให้มีสมณศักดิ์เป็นอธิการ” ซึ่งมีเชิงอรรถใต้มาตรา อันเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กำกับไว้ด้วยว่า “(๑๕) เจ้าอาวาสเป็นพระอธิการ รองแขวงที่เรียกอีกโวหารหนึ่งว่าเจ้าคณะหมวด เป็นเจ้าอธิการ ในบัดนี้พระอุปัชฌายะก็เป็นเจ้าอธิการเหมือนกัน”

อธิคม การบรรลุ, การเข้าถึง, ปฏิเวธ, การลุผลปฏิบัติ
       เช่น บรรลุมรรคผล

อธิคมธรรม ธรรมขั้นบรรลุผลแห่งการปฏิบัติ, อุตตริมนุสสธรรม
       เช่น ฌาน อภิญญา มรรค ผล;
       ดู อุตตริมนุสสธรรม

อธิจิต, อธิจิตต์ จิตอันยิ่ง, เรื่องของการเจริญสมาธิอย่างสูง
       หมายถึง ฌานสมาบัติที่เป็นบาทแห่งวิปัสสนา
       หรือแม้สมาธิที่เจริญด้วยความรู้เข้าใจโดยมุ่งให้เป็นปัจจัยแห่งการก้าวไปในมรรค;
       ดู สิกขา

อธิจิตตสิกขา เรื่องอธิจิตต์อันจะต้องศึกษา, การศึกษาในอธิจิตต์, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมพัฒนาจิตใจอย่างสูง เพื่อให้เกิดสมาธิ ความเข้มแข็งมั่นคง พร้อมทั้งคุณธรรมและคุณสมบัติที่เกื้อกูลทั้งหลาย
       เช่น สติ ขันติ เมตตา กรุณา สดชื่น เบิกบาน เป็นสุข ผ่องใส อันจะทำให้จิตใจมีสภาพที่เหมาะแก่การใช้งาน เฉพาะอย่างยิ่ง ให้เป็นฐานแห่งการเจริญปัญญา
       (ข้อ ๒ ในสิกขา ๓ หรือไตรสิกขา) เรียกกันง่ายๆ ว่า สมาธิ;
       ดู สิกขา

อธิฏฐาน ดู อธิษฐาน

อธิบดี ใหญ่ยิ่ง, ผู้เป็นใหญ่, หัวหน้า

อธิบาย ไขความ, ขยายความ, ชี้แจง;
       ความประสงค์

อธิปเตยยะ, อธิปไตย ความเป็นใหญ่ มี ๓ อย่าง คือ
       ๑. อัตตาธิปไตย ความมีตนเป็นใหญ่
       ๒. โลกาธิปไตย ความมีโลกเป็นใหญ่
       ๓. ธัมมาธิปไตย ความมีธรรมเป็นใหญ่

อธิปัญญา ปัญญาอันยิ่ง โดยเฉพาะวิปัสสนาปัญญา ที่กำหนดรู้ความจริงแห่งไตรลักษณ์;
       ดู สิกขา

อธิปัญญาสิกขา เรื่องอธิปัญญาอันจะต้องศึกษา, การศึกษาในอธิปัญญา,
       ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมพัฒนาปัญญาอย่างสูง เพื่อให้เกิดความรู้แจ้ง มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง อันจะทำให้จิตใจหลุดพ้นเป็นอิสระ ปราศจากกิเลสและความทุกข์
       (ข้อ ๓ ในสิกขา ๓ หรือไตรสิกขา) เรียกกันง่ายๆ ว่า ปัญญา;
       ดู สิกขา

อธิมุตติ อัธยาศัย, ความโน้มเอียง, ความคิดมุ่งไป, ความมุ่งหมาย

อธิมุตติกาลกิริยา การสิ้นชีพด้วยการน้อมจิตตกลงใจ;
       การเกิดอยู่ในภพสูงๆ อย่างบรรดาเทวโลก ซึ่งมีอายุยืนยาวมาก ทำให้ชักช้าเสียโอกาสในการบำเพ็ญบารมี พระโพธิสัตว์ที่เกิดอยู่ในภพอย่างนั้น เมื่อไม่ประสงค์จะรอเวลาจนสิ้นอายุ ก็สามารถน้อมจิตปลงใจสิ้นชีพ หรือตั้งจิตจะไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป ซึ่งสำเร็จได้ในบัดนั้นชั่วเวลาหลับตากะพริบตา แล้วเกิดในมนุษยโลกเพื่อบำเพ็ญบารมีต่อไป อย่างนี้เรียกว่าอธิมุตติกาลกิริยา ซึ่งพระโพธิสัตว์เท่านั้นทำได้ บรรดาเทพอื่นทั้งปวงไม่อาจทำได้ เพราะไม่เป็นวสี (ผู้มีอำนาจ) ในจิต และในกรรม อย่างพระโพธิสัตว์
       (อธิมุตตกาลกิริยา ก็เรียก)

อธิโมกข์
       1. ความปลงใจ, ความตกลงใจ, ความปักใจในอารมณ์
           (ข้อ ๑๐ ในอัญญสมานาเจตสิก ๑๓)
       2. ความน้อมใจเชื่อ, ความเชื่อสนิทแน่ว, ความซาบซึ้งศรัทธาหรือเลื่อมใสอย่างแรงกล้า ซึ่งทำให้จิตใจเจิดจ้าหมดความเศร้าหมอง
           (ข้อ ๖ ในวิปัสสนูปกิเลส ๑๐)

อธิวาสนขันติ ความอดทนคือความอดกลั้น

อธิศีล ศีลอันยิ่ง หมายถึงปาติโมกขสังวรศีล ตลอดลงมาจนถึงศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ที่รักษาด้วยความเข้าใจ ให้เป็นเครื่องหนุนนำออกจากวัฏฏะ หรือเป็นปัจจัยให้ก้าวไปในมรรค;
       ดู สิกขา

อธิศีลสิกขา เรื่องอธิศีลอันจะต้องศึกษา, การศึกษาในอธิศีล,
       ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมพัฒนาศีลอย่างสูง ที่จะให้ตั้งอยู่ในวินัย รู้จักใช้อินทรีย์ และมีพฤติกรรมทางกายวาจาดีงาม ในการสัมพันธ์ที่จะอยู่ร่วมสังคมกับผู้อื่นและอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่างๆ ด้วยดี ให้เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่เบียดเบียน ไม่ทำลาย และให้เป็นพื้นฐานแห่งการฝึกอบรมพัฒนาจิตใจในอธิจิตตสิกขา
       (ข้อ ๑ ในสิกขา ๓ หรือไตรสิกขา),
       เขียนอย่างบาลีเป็นอธิสีลสิกขา และเรียกกันง่ายๆ ว่า ศีล;
       ดู สิกขา

อธิษฐาน
       1. ในทางพระวินัย แปลว่า การตั้งเอาไว้ ตั้งใจกำหนดแน่นอนลงไป เช่น อธิษฐานพรรษา ตั้งเอาไว้เป็นของเพื่อการนั้นๆ หรือตั้งใจกำหนดลงไปว่า ให้เป็นของใช้ประจำตัวชนิดนั้นๆ
           เช่น ได้ผ้ามาผืนหนึ่ง ตั้งใจว่าจะใช้เป็นอะไร คือจะเป็นสังฆาฏิ อุตตราสงค์ อันตรวาสก ก็อธิษฐานเป็นอย่างนั้นๆ เมื่ออธิษฐานแล้ว ของนั้นเรียกว่าเป็นของอธิษฐาน เช่น เป็นสังฆาฏิอธิษฐาน จีวรอธิษฐาน (นิยมเรียกกันว่า จีวรครอง) ตลอดจนบาตรอธิษฐาน
           ส่วนของชนิดนั้น ที่ได้เพิ่มมาอีกหรือเกินจากนั้นไปก็เป็นอติเรก เช่น เป็นอติเรกจีวร, อติเรกบาตร,
           คำอธิษฐาน เช่น “อิมํ สงฺฆาฏึ อธิฏฺฐามิ”
           (ถ้าอธิษฐานของอื่น ก็เปลี่ยนไปตามชื่อของนั้น เช่นว่า อุตฺตราสงฺคํ, อนฺตรวาสกํ, ปตฺตํ เป็นต้น);
           ดู วิกัป, ปัจจุทธรณ์
       2. ความตั้งใจมั่น, การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว, ความตั้งใจมั่นแน่วที่จะทำการให้สำเร็จลุจุดหมาย, ความตั้งใจหนักแน่นเด็ดเดี่ยวว่าจะทำการนั้นๆ ให้สำเร็จ และมั่นคงแน่วแน่ในทางดำเนินและจุดมุ่งหมายของตน เป็นบารมีอย่างหนึ่ง เรียกว่า อธิษฐานบารมี หรืออธิฏฐานบารมี (ข้อ ๘ ในบารมี ๑๐)
       3. ธรรมเป็นที่มั่น, ในแบบเรียนธรรมของไทย เรียกว่า อธิษฐานธรรม; ดู อธิษฐานธรรม
       4. ในภาษาไทย ใช้เป็นคำกริยา และมักมีความหมายเพี้ยนไปว่า ตั้งใจมุ่งขอให้ได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่ง, ตั้งจิตปรารถนาเฉพาะอย่างยิ่ง ตั้งจิตขอต่อสิ่งที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ให้สำเร็จผลอย่างใดอย่างหนึ่ง;
       มีข้อสังเกตว่า ในความหมายเดิม อธิษฐานเป็นการตั้งใจที่จะทำ (ให้สำเร็จด้วยความพยายามของตน) แต่ความหมายในภาษาไทยกลายเป็นอธิษฐาน โดยตั้งใจขอเพื่อจะได้หรือจะเอา เฉพาะอย่างยิ่งด้วยอำนาจดลบันดาลโดยตนเองไม่ต้องทำ (บาลี: อธิฏฺฐาน)

อธิษฐานธรรม ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ, ธรรมเป็นที่มั่น,
       หลักธรรมที่ใช้ตั้งตัวให้มั่นหรือเป็นที่ตั้งตัวให้มั่น เพื่อจะสามารถยึดเอาหรือลุถึงผลสำเร็จที่เป็นจุดหมาย เฉพาะอย่างยิ่งพระภิกษุใช้ตั้งตัวเพื่อจะบรรลุอรหัตตผล มี ๔ อย่าง คือ
       ๑. ปัญญา ๒. สัจจะ ๓. จาคะ ๔. อุปสมะ หรือสันติ
       นิยมเรียกชื่อเต็มของแต่ละข้อว่า
           ๑. ปัญญาธิฏฐาน
           ๒. สัจจาธิฏฐาน
           ๓. จาคาธิฏฐาน
           ๔. อุปสมาธิฏฐาน
       และเรียกรวมว่า อธิฏฐาน ๔ หรือจตุราธิฏฐาน ทั้งนี้มีหลักการปฏิบัติตามพุทธพจน์ว่า
       ๑. พึงไม่ประมาท [หมั่นใช้หมั่นพัฒนา] ปัญญา
       ๒. พึงรักษา [อนุรักษ์] สัจจะ
       ๓. พึงเพิ่มพูนจาคะ
       ๔. พึงศึกษาสันติ (เรียงคำอย่างบาลีเป็นสันติศึกษา)

อธิษฐานพรรษา ความตั้งใจกำหนดลงไปว่าจะอยู่จำพรรษา ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดไตรมาส (๓ เดือน);
       ดู จำพรรษา

อธิษฐานอุโบสถ อุโบสถที่ทำด้วยการอธิษฐาน ได้แก่ อุโบสถที่ภิกษุรูปเดียวทำ
       กล่าวคือ เมื่อในวัดมีภิกษุรูปเดียว ถึงวันอุโบสถ เธอพึงอธิษฐานคือตั้งใจหรือกำหนดใจว่า
           “อชฺช เม อุโปสโถ” แปลว่า “วันนี้อุโบสถของเรา”
       เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปุคคลอุโบสถ (อุโบสถของบุคคล หรือทำโดยบุคคล);
       ดู อุโบสถ

อนติริตตะ (อาหาร) ซึ่งไม่เป็นเดน
       (ที่ว่าเป็นเดน มี ๒ คือเป็นเดนภิกษุไข้ ๑ เป็นของที่ภิกษุทำให้เป็นเดน ๑)

อนธการ ความมืด, ความโง่เขลา;
       เวลาค่ำ

อนภิชฌา ไม่โลภอยากได้ของเขา, ไม่คิดจ้องจะเอาของเขา
       (ข้อ ๘ ในกุศลกรรมบถ ๑๐)

อนริยปริเยสนา การแสวงหาที่ไม่เป็นอริยะ
       คือ แสวงหาสิ่งที่ยังตกอยู่ในชาติ ชรามรณะ หรือสิ่งที่ระคนอยู่ด้วยทุกข์
       กล่าวคือ แสวงหาสิ่งอันทำให้ติดอยู่ในโลก,
       สำหรับชาวบ้าน ท่านว่า หมายถึง การแสวงหาในทางมิจฉาชีพ
       (ข้อ ๑ ในปริเยสนา ๒)

อนวิเสส หาส่วนเหลือมิได้, ไม่เหลือเลย, สิ้นเชิง

อนังคณสูตร ชื่อสูตรที่ ๕ แห่งมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พระสุตตันตปิฎก
       เป็นคำสนทนาระหว่างพระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะ
       ว่าด้วยกิเลสอันยวนใจ และความต่างแห่งผู้มีกิเลสยวนใจกับผู้ไม่มีกิเลสยวนใจ

อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ (อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ ก็เขียน) ดู อินทรีย์ ๒๒

อนัตตตา ความเป็นอนัตตา, ความไม่เป็นไม่มีตัวตน (ข้อ ๓ ในไตรลักษณ์);
       ดู อนัตตา, อนัตตลักษณะ

อนัตตลักขณสูตร ชื่อพระสูตรที่แสดงลักษณะแห่งเบญจขันธ์ ว่าเป็นอนัตตา
       พระศาสดาทรงแสดงแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์
       ภิกษุปัญจวัคคีย์ได้สำเร็จพระอรหัต ด้วยได้ฟังอนัตตลักขณสูตรนี้
       (มาในมหาวรรค พระวินัยปิฎก และในสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค พระสุตตันตปิฎก)

อนัตตลักษณะ ลักษณะที่เป็นอนัตตา,
       ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของมิใช่ตัวตน โดยอรรถต่างๆ เช่น
       ๑. เป็นของสูญ คือ ว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือการสมมติเป็นต่างๆ (ในแง่สังขตธรรม คือสังขาร ก็เป็นเพียงการประชุมเข้าขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อยๆ ทั้งหลาย)
       ๒. เป็นสภาพหาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นของใครจริง
       ๓. ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆ
       ๔. เป็นสภาวธรรมที่ดำรงอยู่หรือเป็นไปตามธรรมดาของมัน (ในแง่สังขตธรรม คือสังขาร ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย ขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไม่มีอยู่โดยลำพังตัวแต่เป็นไปโดยสัมพันธ์ อิงอาศัยกันอยู่กับสิ่งอื่นๆ)
       ๕. โดยสภาวะของมันเองก็แย้งหรือค้านต่อความเป็นอัตตา มีแต่ภาวะที่ตรงข้ามกับความเป็นอัตตา;
       ดู ทุกขลักษณะ, อนิจจลักษณะ

อนัตตสัญญา กำหนดหมายถึงความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งหลาย
       (ข้อ ๒ ในสัญญา ๑๐)

อนัตตา ไม่ใช่อัตตา, ไม่ใช่ตัวใช่ตน, ไม่เป็นไม่มีตัวตน; สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่เป็นไม่มีอัตตา แต่เป็นสภาวะ ซึ่งมีภาวะของมันเอง ที่เป็นอยู่เป็นไปตามธรรมดาของมัน ไม่มีตัวตนอะไรที่จะเป็นเจ้าของครอบครอง หรือสั่งการบัญชา ให้เป็นไปอย่างใดๆ ตามความปรารถนาของใครๆ
       “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา” ธรรมทั้งปวง คือ ทั้งสังขตธรรมคือสังขาร และอสังขตธรรมคือวิสังขาร เป็นอนัตตา คือไม่เป็นไม่มีตัวตน
       ตัวอย่างในจำพวกสังขตธรรม เช่น คนพูดว่าแขนของตน หรือว่าแขนของตัวเขา ดังที่เขาสั่งบังคับแขนนั้นให้หยิบให้ยก ให้ทำอะไรๆ ได้ตามปรารถนา แต่แท้จริงนั้น แขนนั้นเคลื่อนไหวเป็นไปต่างๆ อย่างนั้นๆ ได้ ตามเหตุปัจจัยที่สัมพันธ์กัน ถ้าเหตุปัจจัยขาดหายหรือเป็นไปอย่างอื่น เช่น เส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อเส้นเอ็นเสียหาย แม้เขาจะร่ำว่า “แขนของฉัน แขนของข้า” เขาก็สั่งบังคับแขนนั้นไม่ได้ มันเป็นของเขาตามที่ถือกันหรือยึดถือเท่านั้น ไม่เป็นของเขาจริง
       ใครๆ ก็ไม่ได้ตามใจปรารถนาต่อสิ่งทั้งหลายที่เขาคิดยึดถือว่าเป็นตัวเขาเป็นของตัวเขา ว่ามันจงเป็นอย่างนี้ มันจงอย่าเป็นอย่างนั้น เพราะมันเป็นตัวเขา เป็นของตัวเขา ตามที่ยึดถือหรือตกลงยอมรับกันเท่านั้น แต่เมื่อเขาต้องการให้อะไรเป็นอย่างไร เขาต้องเรียนรู้เข้าใจเหตุปัจจัยที่จะให้เป็นอย่างนั้น แล้วปฏิบัติจัดทำที่เหตุปัจจัย
       เมื่อรู้ความจริงว่ามันเป็นอนัตตา ว่ามันมีภาวะของมันเองแล้ว ก็จะไม่ทุกข์ เมื่อสิ่งนั้นๆ ไม่เป็นไปตามตัณหาที่อยากที่ปรารถนา แต่รู้ตรงไปที่เหตุปัจจัยว่า แก้ไขได้หรือไม่ได้ และแก้ไขจัดการที่เหตุปัจจัยนั้นๆ;
       ดู อนัตตลักษณะ

อนัตตานุปัสสนา การตามดูมองเห็นในสภาพที่เป็นอนัตตา คือหาตัวตนเป็นสาระแท้จริงมิได้

อนันต์ ไม่มีที่สิ้นสุด, มากเหลือเกิน, มากจนนับไม่ได้

อนันตริยกรรม กรรมหนัก, กรรมที่เป็นบาปหนักที่สุด ตัดทางสวรรค์ ตัดทางนิพพาน,
       กรรมที่ให้ผลคือ ความเดือดร้อนไม่เว้นระยะเลย มี ๕ อย่าง คือ
           ๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา
           ๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา
           ๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์
           ๔. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป
           ๕. สังฆเภท ทำสงฆ์ให้แตกกัน

อนาคต ยังไม่มาถึง, เรื่องที่ยังไม่มาถึง, เวลาที่ยังไม่มาถึง

อนาคตังสญาณ ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต, ปรีชากำหนดรู้คาดผลข้างหน้า อันสืบเนื่องจากเหตุในปัจจุบันหรือในอนาคตก่อนเวลานั้น
       (ข้อ ๒ ในญาณ ๓)

อนาคามิผล ผลที่ได้รับจากการละสังโยชน์ คือ กามราคะ และปฏิฆะด้วยอนาคามิมรรค อันทำให้เป็นพระอนาคามี

อนาคามิมรรค ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผล คือความเป็นพระอนาคามี,
       ญาณ คือความรู้เป็นเหตุละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ทั้ง ๕
       (คือ ละได้เด็ดขาดอีก ๒ อย่าง ได้แก่ กามราคะ และปฏิฆะ เพิ่มจาก ๓ อย่างที่พระโสดาบันละได้แล้ว)

อนาคามี พระอริยบุคคลผู้ได้บรรลุอนาคามิผล มี ๕ ประเภท คือ
       ๑. อันตราปรินิพพายี ผู้ปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ถึงกึ่ง (หมายถึงโดยกิเลสปรินิพพาน)
       ๒. อุปหัจจปรินิพพายี ผู้ปรินิพพานเมื่อจวนจะถึงสิ้นอายุ
       ๓. อสังขารปรินิพพายี ผู้นิพพานโดยไม่ต้องใช้ความเพียรนัก
       ๔. สสังขารปรินิพพายี ผู้ปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก
       ๕. อุทธังโสโต อกนิฏฐคามี ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ

อนาคาริยวินัย วินัยของอนาคาริก; ดู วินัย ๒

อนาจาร ความประพฤติไม่ดีไม่งาม ไม่เหมาะสมแก่บรรพชิต แยกเป็น ๓ ประเภท คือ
       ๑. การเล่นต่างๆ เช่น เล่นอย่างเด็ก
       ๒. การร้อยดอกไม้
       ๓. การเรียนดิรัจฉานวิชา เช่น ทายหวย ทำเสน่ห์

อนาณัตติกะ อาบัติที่ต้องเฉพาะทำเอง ไม่ต้องเพราะสั่ง คือสั่งให้ผู้อื่นทำไม่ต้องอาบัติ
       เช่น สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๑ (แต่สั่งให้ทำแก่ตน ไม่พ้นอาบัติ)

อนาถบิณฑิก อุบาสกคนสำคัญในสมัยพุทธกาล เดิมชื่อ สุทัตต์ เป็นเศรษฐีอยู่ที่เมืองสาวัตถี
       ต่อมาได้นับถือพระพุทธศาสนา บรรลุโสดาปัตติผล เป็นผู้มีศรัทธาแรงกล้า สร้างวัดพระเชตวัน ถวายแด่พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ที่เมืองสาวัตถี ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ประทับจำพรรษารวมทั้งหมดถึง ๑๙ พรรษา
       ท่านอนาถบิณฑิก นอกจากอุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์แล้วยังได้สงเคราะห์คนยากไร้อนาถาอย่างมากมายเป็นประจำ จึงได้ชื่อว่า อนาถบิณฑิก ซึ่งแปลว่า “ผู้มีก้อนข้าวเพื่อคนอนาถา”
       ท่านได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในหมู่ทายกฝ่ายอุบาสก;
       ดู เชตวัน

อนาถา ไม่มีที่พึ่ง, ยากจน, เข็ญใจ

อนาบัติ ไม่เป็นอาบัติ

อนาปัตติวาร ตอนว่าด้วยข้อยกเว้นที่ไม่ต้องปรับอาบัตินั้นๆ
       ตามปกติอยู่ท้ายคำอธิบายสิกขาบทแต่ละข้อในคัมภีร์วิภังค์ พระวินัยปิฎก

อนามัฏฐบิณฑบาต อาหารที่ภิกษุบิณฑบาตได้มายังไม่ได้ฉัน จะให้แก่ผู้อื่นที่ไม่ใช่ภิกษุด้วยกันไม่ได้ นอกจากมารดาบิดา

อนามาส วัตถุอันภิกษุไม่ควรจับต้อง เช่น ร่างกายและเครื่องแต่งกายสตรี เงินทอง อาวุธ เป็นต้น

อนาโรจนา “การไม่บอก” คือ ไม่บอกประจานตัวแก่ภิกษุทั้งหลายภายในเขต ๒ เลฑฑุบาตจากเครื่องล้อมหรือจากอุปจารแห่งอาวาส ให้รู้ทั่วกันว่าตนต้องอาบัติสังฆาทิเสส กำลังอยู่ปริวาสหรือประพฤติมานัต;
       เป็นเหตุอย่างหนึ่งของการขาดราตรีแห่งมานัตหรือปริวาส
       ผู้ประพฤติมานัตต้องบอกทุกวัน แต่ผู้อยู่ปริวาส ไม่ต้องบอกทุกวัน ปกตัตตภิกษุรูปใดยังไม่ได้รับบอก เธอบอกแก่ภิกษุรูปนั้นครั้งหนึ่งแล้ว ไม่ต้องบอกอีก ตลอดกาลที่อยู่ในอาวาสหรือในอนาวาสนั้น
       แต่ต้องบอกในท้ายอุโบสถ ท้ายปวารณา เมื่อถึงวันนั้นๆ และภิกษุใดไดัรับบอกแล้วออกจากอาวาสหรืออนาวาสนั้นไปเมื่อกลับมาใหม่ต้องได้รับบอกอีก;
       ดู รัตติเฉท

อนาวรณญาณ ปรีชาหยั่งรู้ที่ไม่มีอะไรๆ มากั้นได้
       หมายความว่า รู้ตลอด, รู้ทะลุปรุโปร่ง เป็นพระปรีชาญาณเฉพาะของพระพุทธเจ้า ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก

อนาวาส ถิ่นที่มิใช่อาวาส คือ ไม่เป็นวัด

อนาสวะ ไม่มีอาสวะ, อันหาอาสวะมิได้

อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง, ภาวะที่สังขารทั้งปวงเป็นสิ่งไม่เที่ยงไม่คงที่
       (ข้อ ๑ ในไตรลักษณ์)

อนิจจลักษณะ ลักษณะที่เป็นอนิจจะ,
       ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง ไม่คงที่ ได้แก่
           ๑. เป็นไปโดยการเกิดขึ้นและสลายไป คือ เกิดดับๆ มีแล้วก็ไม่มี
           ๒. เป็นของแปรปรวน คือ เปลี่ยนแปลงแปรสภาพไปเรื่อยๆ
           ๓. เป็นของชั่วคราว อยู่ได้ชั่วขณะๆ
           ๔. แย้งต่อความเที่ยง คือ โดยสภาวะของมันเอง ก็ปฏิเสธความเที่ยงอยู่ในตัว;
       ดู ทุกขลักษณะ, อนัตตลักษณะ

อนิจจสัญญา กำหนดหมายถึงความไม่เที่ยงแห่งสังขาร
       (ข้อ ๑ ในสัญญา ๑๐)

อนิจจัง ไม่เที่ยง, ไม่คงที่, สภาพที่เกิดมีขึ้นแล้วก็ดับล่วงไป;
       ดู อนิจจลักษณะ, ไตรลักษณ์

อนิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา, สิ่งที่คนไม่อยากได้ไม่อยากพบ
       แสดงในแง่ตรงข้ามกับกามคุณ ๕ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ไม่น่ารักใคร่ ไม่น่าชอบใจ
       แสดงในแง่โลกธรรม ได้แก่ ความเสื่อมลาภ ความเสื่อมยศ การนินทา และความทุกข์;
       ตรงข้ามกับ อิฏฐารมณ์

อนิทัสสนรูป ดูที่ อนิทัสสนอัปปฏิฆรูป, รูป ๒๘

อนิทัสสนสัปปฏิฆรูป ดูที่ รูป ๒๘

อนิทัสสนอัปปฏิฆรูป รูปที่มองไม่เห็นและกระทบไม่ได้ คือรับรู้ไม่ได้ด้วยประสาทใดๆ ไม่ว่าจะด้วยจักษุ หรือด้วยโสตะ ฆานะ ชิวหา และกาย แต่เป็นธรรมารมณ์ อันรู้ด้วยใจ, ได้แก่ สุขุมรูป ๑๖
       รูปในชุดที่ใกล้เคียง และตรงข้าม อันพึงทราบไว้ด้วยกัน คือ
       สนิทัสสนรูป รูปซึ่งมองเห็นได้ คือตามองเห็น มี ๑ ได้แก่รูปารมณ์ (หมายถึงวัณณะ คือสี),
           คู่กับ อนิทัสสนรูป รูปซึ่งมองไม่เห็น มี ๒๗ ได้แก่รูปอื่นนอกจากนั้น (มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปอีก ๒๓)
       สัปปฏิฆรูป รูปซึ่งมีการกระทบได้ คือรับรู้ทางประสาททั้ง ๕ ที่ตรงคู่กัน มี ๑๒ ได้แก่ปสาทรูป ๕ และวิสัยรูป ๗ (๗ คือนับโผฏฐัพพะเป็น ๓ ได้แก่ ปฐวี เตโชและวาโย),
           คู่กับ อัปปฏิฆรูป รูปซึ่งกระทบไม่ได้ อันรับรู้ไม่ได้ทางประสาททั้ง ๕ มี ๑๖ ได้แก่รูปที่เหลือจากนั้น (คือสุขุมรูป ๑๖ นั่นเอง);
       ดู สุขุมรูป, รูป ๒๘

อนินทรียรูป ดูที่ รูป ๒๘

อนิปผันนรูป ดูที่ รูป ๒๘

อนิมิตตวิโมกข์ หลุดพ้นด้วยไม่ถือนิมิต
       คือ หลุดพ้นด้วยพิจารณาเห็นนามรูป เป็นอนิจจะ แล้วถอนนิมิตได้
       (ข้อ ๒ ในวิโมกข์ ๓)

อนิมิตตสมาธิ สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีนิมิต
       คือ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดอนิจจลักษณะ
       (ข้อ ๒ ในสมาธิ ๓)

อนิมิสเจดีย์ สถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จยืนจ้องดูต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้วยมิได้กระพริบพระเนตรตลอด ๗ วัน อยู่ทางทิศอีสานของต้นพระศรีมหาโพธิ์;
       ดู วิมุตติสุข

อนิยต ไม่แน่, ไม่แน่นอน เป็นชื่ออาบัติที่ยังไม่แน่ ระหว่างปาราชิก สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์
       ซึ่งพระวินัยธรจะต้องวินิจฉัย

อนิยตสิกขาบท สิกขาบทที่วางอาบัติไว้ไม่แน่ คือยังไม่ระบุชัดลงไปว่าเป็นปาราชิก หรือสังฆาทิเสส หรือ ปาจิตตีย์, มี ๒ สิกขาบท

อนึก กองทัพ คือ ช้าง ม้า รถ พลเดิน ที่จัดเป็นกองๆ แล้ว

อนุเคราะห์ เอื้อเฟื้อ, ช่วยเหลือ; ความเอื้อเฟื้อ, การช่วยเหลือ

อนุชน คนที่เกิดตามมา, คนรุ่นหลัง, คนรุ่นต่อๆ ไป

อนุชา ผู้เกิดทีหลัง, น้อง

อนุญาต ยินยอม, ยอมให้, ตกลง

อนุฎีกา ปกรณ์ที่พระอาจารย์ทั้งหลายแต่งแก้หรืออธิบายเพิ่มเติมฎีกา;
       ดู อรรถกถา

อนุฏฐานไสยา “การนอนที่ไม่มีการลุกขึ้น”, การนอนครั้งสุดท้าย
       โดยทั่วไปหมายถึง การบรรทมครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า ในคราวเสด็จดับขันธปรินิพพาน

อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส (พระสงฆ์) เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก
       เป็นแหล่งปลูกเพาะและเผยแพร่ความดีอย่างสูงสุด
       เพราะพระสงฆ์เป็นผู้บริสุทธิ์เป็นผู้ฝึกฝนอบรมตน และเป็นผู้เผยแพร่ธรรม
       ไทยธรรมที่ถวายแก่ท่าน ย่อมมีผลอำนวยประโยชน์สุขอย่างกว้างขวางและตลอดกาลยาวนาน
       เหมือนผืนนาดินดี พืชที่หว่านลงไปย่อมเผล็ดผลไพบูลย์
       (ข้อ ๙ ในสังฆคุณ ๙)

อนุตตริยะ ภาวะที่ยอดเยี่ยม,
       สิ่งที่ยอดเยี่ยม มี ๓ คือ
           ๑. ทัสสนานุตตริยะ การเห็นอันเยี่ยม คือ เห็นธรรม
           ๒. ปฏิปทานุตตริยะ การปฏิบัติอันเยี่ยม คือ มรรคมีองค์ ๘
           ๓. วิมุตตานุตตริยะ การพ้นอันเยี่ยม คือ พ้นกิเลสและกองทุกข์;
       อนุตตริยะ อีกหมวดหนึ่งมี ๖ คือ
           ๑. ทัสสนานุตตริยะ การเห็นอันเยี่ยม
           ๒. สวนานุตตริยะ การฟังอันเยี่ยม
           ๓. ลาภานุตตริยะ ลาภหรือการได้อันเยี่ยม
           ๔. สิกขานุตตริยะ การศึกษาอันเยี่ยม
           ๕. ปาริจริยานุตตริยะ การบำรุงอันเยี่ยม
           ๖. อนุสสตานุตตริยะ การระลึกอันเยี่ยม
       (ดูคำอธิบายที่คำนั้นๆ)

อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ (พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น) ทรงเป็นสารถี ฝึกคนที่ควรฝึกได้ ที่ยอดเยี่ยม โดยทรงรู้จักใช้อุบายให้เหมาะแก่บุคคล สอนเขาได้โดยไม่ต้องใช้อาชญา และทำให้เขาบรรลุผลที่พึงได้เต็มตามกำลังความสามารถของเขา
       (ข้อ ๖ ในพุทธคุณ ๙)

อนุทูต ทูตติดตาม,
       ในพระวินัย หมายถึง ภิกษุที่สงฆ์สมมติให้เป็นตัวแทนของสงฆ์ เดินทางร่วมไปกับภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงโทษด้วย ปฏิสารณียกรรม ให้ไปขอขมาคฤหัสถ์ ในกรณีที่เธอไม่อาจไปตามลำพัง
       อนุทูตทำหน้าที่ช่วยพูดกับคฤหัสถ์นั้นเป็นส่วนตนหรือในนามของสงฆ์ เพื่อให้ตกลงรับขมา เมื่อตกลงกันแล้ว รับอาบัติที่ภิกษุนั้นแสดงต่อหน้าเขาแล้วจึงให้ขมา

อนุบัญญัติ บัญญัติเพิ่มเติม, บทแก้ไขเพิ่มเติมที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเสริม หรือผ่อนพระบัญญัติที่วางไว้เดิม;
       คู่กับ บัญญัติ หรือ มูลบัญญัติ

อนุบุพพิกถา ดู อนุปุพพิกถา

อนุบุรุษ คนรุ่นหลัง, คนที่เกิดทีหลัง

อนุปสัมบัน ผู้ยังมิได้อุปสมบท ได้แก่ คฤหัสถ์และสามเณร (รวมทั้งสิกขมานาและสามเณรี),
       ผู้มิใช่ภิกษุหรือภิกษุณี;
       เทียบ อุปสัมบัน

อนุปาทินนกสังขาร สังขารที่กรรมไม่ยึดครอง
       แปลกันง่ายๆ ว่า “สังขารที่ไม่มีใจครอง” เช่น ต้นไม้ ภูเขา เป็นต้น
       (ข้อ ๒ ในสังขาร ๒)

อนุปาทินนรูป, อนุปาทินนกรูป ดูที่ รูป ๒๘

อนุปาทิเสสนิพพาน นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ,
       ดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ คือ สิ้นทั้งกิเลสและชีวิต หมายถึง พระอรหันต์สิ้นชีวิต,
       นิพพานในแง่ที่เป็นภาวะดับภพ;
       เทียบ สอุปาทิเสสนิพพาน

อนุปาทิเสสบุคคล บุคคลผู้ไม่มีเชื้อกิเลสเหลือ,
       ผู้หมดอุปาทานสิ้นเชิง ได้แก่ พระอเสขะ คือ พระอรหันต์;
       เทียบ สอุปาทิเสสบุคคล

อนุปิยนิคม นิคมแห่งหนึ่งของมัลลกษัตริย์ ในแขวงมัลลชนบท อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองกบิลพัสดุ์

อนุปิยอัมพวัน ชื่อสวน อยู่ในเขตอนุปิยนิคม แขวงมัลลชนบท เป็นที่พระมหาบุรุษเสด็จพักแรม ๗ วัน หลังจากเสด็จออกบรรพชาใหม่ๆ ก่อนเสด็จต่อไปสู่เมืองราชคฤห์ ในแคว้นมคธ
       และต่อมาเป็นที่เจ้าศากยะ มีอนุรุทธะ และอานนท์ เป็นต้น พร้อมด้วยอุบาลี ออกบวช

อนุปุพพปฏิปทา ข้อปฏิบัติโดยลำดับ, การปฏิบัติตามลำดับ

อนุปุพพวิหาร ธรรมเป็นเครื่องอยู่โดยลำดับ,
       ธรรมเครื่องอยู่ที่ประณีตต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ มี ๙ คือ
           รูปฌาน ๔
           อรูปฌาน ๔ และ
           สัญญาเวทยิตนิโรธ (สมาบัติที่ดับสัญญาและเวทนา)

อนุปุพพิกถา เทศนาที่แสดงไปโดยลำดับ
       เพื่อฟอกอัธยาศัยของสัตว์ให้หมดจดเป็นชั้นๆ จากง่ายไปหายาก
       เพื่อเตรียมจิตของผู้ฟังให้พร้อมที่จะรับฟังอริยสัจจ์
       มี ๕ คือ
           ๑. ทานกถา พรรณนาทาน
           ๒. สีลกถา พรรณนาศีล
           ๓. สัคคกถา พรรณนาสวรรค์ คือ ความสุขที่พรั่งพร้อมด้วยกาม
           ๔. กามาทีนวกถา พรรณนาโทษของกาม
           ๕. เนกขัมมานิสังสกถา พรรณนาอานิสงส์แห่งการออกจากกาม
       อนุปุพพีกถา ก็มีใช้

อนุพยัญชนะ ลักษณะน้อยๆ,
       พระลักษณะข้อปลีกย่อยของพระมหาบุรุษ (นอกเหนือจากมหาบุรุษลักษณะ ๓๒)
       อีก ๘๐ ประการ คือ
       ๑. มีนิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทอันเหลืองงาม,
       ๒. นิ้วพระหัตถ์แลนิ้วพระบาทเรียวออกไปโดยลำดับแต่ต้นจนปลาย,
       ๓. นิ้วพระหัตถ์ แลนิ้วพระบาทกลมดุจนายช่างกลึงเป็นอันดี,
       ๔. พระนขาทั้ง ๒๐ มีสีอันแดง,
       ๕. พระนขาทั้ง ๒๐ นั้นงอนงามช้อนขึ้นเบื้องบนมิได้ค้อมลงเบื้องต่ำดุจเล็บแห่งสามัญชนทั้งปวง,
       ๖. พระนขานั้นมีพรรณอันเกลี้ยงกลมสนิทกันมิได้เป็นริ้วรอย,
       ๗. ข้อพระหัตถ์และข้อพระบาทซ่อนอยู่ในพระมังสะมิได้สูงขึ้น ปรากฏออกมาภายนอก,
       ๘. พระบาททั้งสองเสมอกันมิได้ย่อมใหญ่กว่ากันมาตรว่าเท่าเมล็ดงา
       ๙. พระดำเนินงามดุจอาการเดินแห่งกุญชรชาติ,
       ๑๐. พระดำเนินงามดุจสีหราช,
       ๑๑. พระดำเนินงามดุจดำเนินแห่งหงส์,
       ๑๒. พระดำเนินงามดุจอุสภราชดำเนิน
       ๑๓. ขณะเมื่อยืนจะย่างดำเนินนั้น ยกพระบาทเบื้องขวาย่างไปก่อน พระกายเยื้องไปเบื้องขวาก่อน,
       ๑๔. พระชานุมณฑลเกลี้ยงกลมงามบริบูรณ์ บ่มิได้เห็นอัฏฐิสะบ้าปรากฏออกมาภายนอก,
       ๑๕. มีบุรุษพยัญชนะบริบูรณ์คือมิได้มีกิริยามารยาทคล้ายสตรี
       ๑๖. พระนาภีมิได้บกพร่อง กลมงามมิได้วิกลในที่ใดที่หนึ่ง,
       ๑๗. พระอุทรมีสัณฐานอันลึก,
       ๑๘. ภายในพระอุทรมีรอยเวียนเป็นทักขิณาวัฏฏ์,
       ๑๙. ลำพระเพลาทั้งสองกลมงามดุจลำสุวรรณกัททลี
       ๒๐. ลำพระกรทั้งสองงามดุจงวงแห่งเอราวัณเทพยหัตถี,
       ๒๑. พระอังคาพยพใหญ่น้อยทั้งปวงจำแนกเป็นอันดี คือ งามพร้อมทุกสิ่งหาที่ตำหนิบ่มิได้,
       ๒๒. พระมังสะที่ควรจะหนาก็หนา ที่ควรจะบางก็บางตามที่ทั่วทั้งพระสรีรกาย,
       ๒๓. พระมังสะมิได้หดหู่ในที่ใดที่หนึ่ง
       ๒๔. พระสรีรกายทั้งปวงปราศจากต่อมและไฝปานมูลแมลงวันมิได้มีในที่ใดที่หนึ่ง,
       ๒๕. พระกายงามบริสุทธิ์พร้อมสมกันโดยตามลำดับทั้งเบื้องบนแลเบื้องล่าง,
       ๒๖. พระกายงามบริสุทธิ์พร้อมสิ้นปราศจากมลทินทั้งปวง,
       ๒๗. ทรงพระกำลังมาก เสมอด้วยกำลังแห่งกุญชรชาติ ประมาณถึงพันโกฏิช้าง ถ้าจะประมาณด้วยกำลังบุรุษก็ได้ถึงแสนโกฏิบุรุษ,
       ๒๘. มีพระนาสิกอันสูง,
       ๒๙. สัณฐานพระนาสิกงามแฉล้ม
       ๓๐. มีพระโอษฐ์เบื้องบนเบื้องต่ำมิได้เข้าออกกว่ากัน เสมอเป็นอันดี มีพรรณแดงงามดุจสีผลตำลึงสุก,
       ๓๑. พระทนต์บริสุทธิ์ ปราศจากมูลมลทิน,
       ๓๒. พระทนต์ขาวดุจดังสีสังข์,
       ๓๓. พระทนต์เกลี้ยงสนิท มิได้เป็นริ้วรอย,
       ๓๔. พระอินทรีย์ทั้ง ๕ มีจักขุนทรีย์เป็นอาทิงามบริสุทธิ์ทั้งสิ้น,
       ๓๕. พระเขี้ยวทั้ง ๔ กลมบริบูรณ์,
       ๓๖. ดวงพระพักตร์มีสัณฐานยาวสวย
       ๓๗. พระปรางค์ทั้งสองดูเปล่งงามเสมอกัน,
       ๓๘. ลายพระหัตถ์มีรอยอันลึก,
       ๓๙. ลายพระหัตถ์มีรอยอันยาว
       ๔๐. ลายพระหัตถ์มีรอยอันตรง บ่มิได้ค้อมคด
       ๔๑. ลายพระหัตถ์มีรอยแดงรุ่งเรือง,
       ๔๒. รัศมีพระกายโอภาสเป็นปริมณฑลโดยรอบ
       ๔๓. กระพุ้งพระปรางทั้งสองเคร่งครัดบริบูรณ์
       ๔๔. กระบอกพระเนตรกว้างแลยาวงามพอสมกัน
       ๔๕. ดวงพระเนตรกอปรด้วยประสาททั้ง ๕ มีขาวเป็นอาทิผ่องใสบริสุทธิ์ทั้งสิ้น
       ๔๖. ปลายเส้นพระโลมาทั้งหลายมิได้งอมิได้คด
       ๔๗. พระชิวหามีสัณฐานอันงาม
       ๔๘. พระชิวหาอ่อนบ่มิได้กระด้าง
       ๔๙. พระกรรณทั้งสองมีสัณฐานอันยาวดุจกลีบปทุมชาติ
       ๕๐. ช่องพระกรรณมีสัณฐานอันกลมงาม
       ๕๑. ระเบียบพระเส้นทั้งปวงนั้นสละสลวยบ่มิได้หดหู่ในที่อันใดอันหนึ่ง
       ๕๒. แถวพระเส้นทั้งหลายซ่อนอยู่ในพระมังสะทั้งสิ้น บ่มิได้เป็นคลื่นฟูขึ้นเหมือนสามัญชนทั้งปวง
       ๕๓. พระเศียรมีสัณฐานงามเหมือนฉัตรแก้ว
       ๕๔. ปริมณฑลพระนลาฏโดยกว้างยาวพอสมกัน
       ๕๕. พระนลาฏมีสัณฐานอันงาม
       ๕๖. พระโขนงมีสัณฐานอันงามดุจคันธนูอันก่งไว้
       ๕๗. พระโลมาที่พระโขนงมีเส้นอันละเอียด
       ๕๘. เส้นพระโลมาที่พระโขนงงอกขึ้นแล้วล้มราบไปโดยลำดับ
       ๕๙. พระโขนงนั้นใหญ่
       ๖๐. พระโขนงนั้นยาวสุดหางพระเนตร
       ๖๑. ผิวพระมังสะละเอียดทั่วทั้งพระกาย
       ๖๒. พระสรีรกายรุ่งเรืองไปด้วยสิริ
       ๖๓. พระสรีรกายมิได้มัวหมอง ผ่องใสอยู่เป็นนิตย์
       ๖๔. พระสรีรกายสดชื่นดุจดวงดอกปทุมชาติ
       ๖๕. พระสรีรสัมผัสอ่อนนุ่มสนิทบ่มิได้กระด้างทั่วทั้งพระกาย
       ๖๖. กลิ่นพระกายหอมฟุ้งดุจกลิ่นสุคนธกฤษณา
       ๖๗. พระโลมามีเส้นเสมอกันทั้งสิ้น
       ๖๘. พระโลมามีเส้นละเอียดทั่วทั้งพระกาย
       ๖๙. ลมอัสสาสะปัสสาสะลมหายพระทัยเข้าออกก็เดินละเอียด
       ๗๐. พระโอษฐ์มีสัณฐานอันงามดุจแย้ม
       ๗๑. กลิ่นพระโอษฐ์หอมดุจกลิ่นอุบล
       ๗๒. พระเกสาดำเป็นแสง
       ๗๓. กลิ่นพระเกสาหอมฟุ้งขจรตลบ
       ๗๔. พระเกสาหอมดุจกลิ่นโกมลบุปผชาติ
       ๗๕. พระเกสามีสัณฐานเส้นกลมสลวยทุกเส้น
       ๗๖. พระเกสาดำสนิททั้งสิ้น
       ๗๗. พระเกสากอปรด้วยเส้นอันละเอียด
       ๗๘. เส้นพระเกสามิได้ยุ่งเหยิง
       ๗๙. เส้นพระเกสาเวียนเป็นทักขิณาวัฏฏ์ทุกๆ เส้น
       ๘๐. วิจิตรไปด้วยระเบียบพระเกตุมาลา กล่าวคือถ่องแถวแห่งพระรัศมีอันโชตนาการขึ้น ณ เบื้องบนพระอุตมังคสิโรตม์ฯ
       นิยมเรียกว่า อสีตยานุพยัญชนะ; ดู มหาบุรุษลักษณะ

อนุพุทธะ ผู้ตรัสรู้ตาม
       คือ ตรัสรู้ด้วยได้สดับเล่าเรียนและปฏิบัติตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน
       ได้แก่ พระอรหันตสาวกทั้งหลาย;
       ดู ตรัสรู้, พุทธะ

อนุพุทธปวัตติ ประวัติของพระสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า;
       เขียนสามัญเป็น อนุพุทธประวัติ

อนุมัติ เห็นตาม, ยินยอม, เห็นชอบตามระเบียบที่กำหนดไว้

อนุมาน คาดคะเน, ความคาดหมาย

อนุมานสูตร สูตรที่ ๑๕ ในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พระสุตตันตปิฎก
       เป็นภาษิตของพระมหาโมคคัลลานะกล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย
       ว่าด้วยธรรมอันทำคนให้เป็นผู้ว่ายากหรือว่าง่าย การแนะนำตักเตือนตนเอง และการพิจารณาตรวจสอบตนเองของภิกษุ

อนุโมทนา
       1. ความยินดีตาม, ความยินดีด้วย, การพลอยยินดี, การแสดงความเห็นชอบ;
           เห็นด้วย, แสดงความชื่นชมหรือซาบซึ้งเห็นคุณค่าแห่งการกระทำของผู้อื่น
           (บัดนี้ บางทีใช้ในความหมายคล้ายคำว่า ขอบคุณ)
       2. ในภาษาไทย นิยมใช้สำหรับพระสงฆ์ หมายถึง ให้พร
           เช่น เรียกคำให้พรของพระสงฆ์ว่า คำอนุโมทนา (มีความหมายรวมอยู่ด้วยในตัวว่า ชื่นชมยินดีเห็นชอบในการทำบุญทำความดีของทายกหรือเจ้าภาพ)

อนุโยค ความพยายาม, ความเพียร, ความประกอบเนืองๆ

อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม และบำเพ็ญให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์
       (ข้อ ๔ ในปธาน ๔)

อนุรักษ์ รักษาและเสริมทวี,
       รักษาสิ่งที่เกิดมีขึ้นแล้วและทำสิ่งที่เกิดมีขึ้นแล้วนั้นให้งอกงามเพิ่มทวียิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์;
       ในภาษาไทย ใช้ในความหมายว่า รักษาให้คงเดิม

อนุราธ ชื่อเมืองหลวงของลังกาสมัยโบราณ;
       เรียกกันว่า อนุราธปุระ บ้าง อนุราธบุรี บ้าง

อนุรุทธะ พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นเจ้าชายในศากยวงศ์ เป็นโอรสของเจ้าสุกโกทนะ
       (นี้ว่าตาม ม.อ.๑/๓๘๔; วินย.ฏี.๓/๓๔๙ เป็นต้น แต่ว่าตาม องฺ.อ.๑/๑๗๑ และพุทฺธ.อ.๘๕ ซึ่งขัดกับที่อื่นๆ และว่าตามหนังสือเรียนนักธรรม เป็นโอรสของเจ้าอมิโตทนะ)
       เป็นอนุชาของเจ้ามหานามะ ภายหลังออกบวชพร้อมกับเจ้าชายอานนท์ เป็นต้น
       เรียนกรรมฐานในสำนักของพระสารีบุตร ได้บรรลุพระอรหัตที่ป่าปาจีนวังสทายวัน ในแคว้นเจตี
       พระศาสดาทรงยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางทิพยจักษุ

อนุรุทธาจารย์ ดู อภิธัมมัตถสังคหะ

อนุรูป สมควร, เหมาะสม, พอเพียง, เป็นไปตาม

อนุโลม
       1. เป็นไปตาม, คล้อยตาม, ตามลำดับ
           เช่น ว่าตจปัญจกกรรมฐานไปตามลำดับอย่างนี้ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ;
           ตรงข้ามกับ ปฏิโลม 1.
       2. สาวออกไปตามลำดับจากเหตุไปหาผลข้างหน้า
           เช่น อวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี, สังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เป็นต้น
           ตรงข้ามกับ ปฏิโลม 2.
       3. จัดเข้าได้, นับได้ว่าเป็นอย่างนั้น เช่น อนุโลมมุสา

อนุโลมมุสา ถ้อยคำที่เป็นพวกมุสา, ถ้อยคำที่จัดได้ว่าเป็นมุสา คือ พูดเท็จ

อนุวัต ทำตาม, ประพฤติตาม, ปฏิบัติตาม;
       บางแห่งเขียน อนุวัตน์, อนุวรรต, อนุวรรตน์, อนุวัตร, หรือ อนุวัติ ก็มี

อนุวาต ผ้าขอบจีวร;
       ดู จีวร

อนุวาท การโจท, การฟ้อง, การกล่าวหากันด้วยอาบัติ

อนุวาทาธิกรณ์ การโจทที่จัดเป็นอธิกรณ์ คือ การโจทกันด้วยอาบัติ, เรื่องการกล่าวหากัน;
       ดู อธิกรณ์

อนุศาสน์ การแนะนำสั่งสอน, คำพร่ำสอน; ดู อนุสาสนี, โอวาท
       คำสอนตามพุทธบัญญัติ ที่อุปัชฌาย์หรือกรรมวาจาจารย์บอกแก่ภิกษุใหม่ในเวลาอุปสมบทเสร็จ ประกอบด้วย นิสสัย ๔ และ อกรณียะ ๔ ท่านเรียกรวมว่า “อนุศาสน์” บางทีก็เรียกบอกจำนวนด้วยว่า “อนุศาสน์ ๘” (อกรณีย์ หรือ อกรณียะ ๔ นิยมเรียกกันว่า อกรณียกิจ ๔)
       นิสสัย ๔ คือ ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต ๔ อย่าง
       ได้แก่ ๑. เที่ยวบิณฑบาต ๒. นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ๓. อยู่โคนไม้ ๔. ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า
       (ท่านบอกไว้เป็นทางแสวงหาปัจจัย ๔ พร้อมทั้งอติเรกลาภของภิกษุ)
       อกรณีย์ ๔ (นิยมเรียกว่า อกรณียกิจ ๔) ข้อที่ไม่ควรทำ หมายถึงกิจที่บรรพชิตทำไม่ได้ ๔ อย่าง
       ได้แก่ ๑. เสพเมถุน ๒. ลักของเขา ๓. ฆ่าสัตว์ (ที่ให้ขาดจากความเป็นภิกษุ หมายเอาฆ่ามนุษย์) ๔. พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน
       คำบอกนิสสัย ๔ และ อกรณียะ ๔ (เรียกรวมว่าคำบอกอนุศาสน์) นี้ ถือตามพุทธบัญญัติในมหาขันธกะ แห่งวินัยปิฎก (วินย.๔/๑๔๓-๑๔๔/๑๙๒-๑๙๕) โดยมีคำเกริ่นนำที่โบราณาจารย์แต่งไว้ ดังนี้
       – คำเกริ่นนำ
       อนุญฺญาสิ โข ภควา อุปสมปาเทตฺวา จตฺตาโร นิสฺสเย จตฺตาริ จ อกรณียานิ อาจิกฺขิตุํ.
       ๑. คำบอกนิสสัย ๔
       ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย. อติเรกลาโภ สงฺฆภตฺตํ อุทฺเทสภตฺตํ นิมนฺตนํ สลากภตฺตํ ปกฺขิกํ อุโปสถิกํ ปาฏิปทิกํ.
       ปํสุกูลจีวรํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย. อติเรกลาโภ โขมํ กปฺปาสิกํ โกเสยฺยํ กมฺพลํ สาณํ ภงฺคํ.
       รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย. อติเรกลาโภ วิหาโร อฑฺฒโยโค ปาสาโท หมฺมิยํ คุหา.
       ปูติมุตฺตเภสชฺชํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย. อติเรกลาโภ สปฺปิ นวนีตํ เตลํ มธุ ผาณิตํ.
       [พระนวกะกล่าวรับว่า “อาม ภนฺเต”]
       ๒. คำบอกอกรณียะ ๔
       อุปสมฺปนฺเนน ภิกฺขุนา เมถุโน ธมฺโม น ปฏิเสวิตพฺโพ อนฺตมโส ติรจฺฉานคตายปิ. โย ภิกฺขุ เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสวติ อสฺสมโณ โหติ อสกฺยปุตฺติโย. เสยฺยถาปิ นาม ปุริโส สีสจฺฉินฺโน อภพฺโพ เตน สรีรพนฺธเนน ชีวิตุํ, เอวเมว ภิกฺขุ เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสวิตฺวา อสฺสมโณ โหติ อสกฺยปุตฺติโย. ตนฺเต ยาวชีวํ อกรณียํ.
       อุปสมฺปนฺเนน ภิกฺขุนา อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ น อาทาตพฺพํ อนฺตมโส ติณสลากํ อุปาทาย. โย ภิกฺขุ ปาทํ วา ปาทารหํ วา อติเรกปาทํ วา อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทิยติ อสฺสมโณ โหติ อสกฺยปุตฺติโย. เสยฺยถาปิ นาม ปณฺฑุปลาโส พนฺธนา ปมุตฺโต อภพฺโพ หริตตฺตาย, เอวเมว ภิกฺขุ ปาทํ วา ปาทารหํ วา อติเรกปาทํ วา อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทิยิตฺวา อสฺสมโณ โหติ อสกฺยปุตฺติโย. ตนฺเต ยาวชีวํ อกรณียํ.
       อุปสมฺปนฺเนน ภิกฺขุนา สญฺจิจฺจ ปาโณ ชีวิตา น โวโรเปตพฺโพ อนฺตมโส กุนฺถกิปิลฺลิกํ อุปาทาย. โย ภิกฺขุ สญฺจิจฺจ มนุสฺสวิคฺคหํ ชีวิตา โวโรเปติ อนฺตมโส คพฺภปาตนํ อุปาทาย อสฺสมโณ โหติ อสกฺยปุตฺติโย. เสยฺยถาปิ นาม ปุถุสิลา ทฺวิธา ภินฺนา อปฺปฏิสนฺธิกา โหติ, เอวเมว ภิกฺขุ สญฺจิจฺจ มนุสฺสวิคฺคหํ ชีวิตา โวโรเปตฺวา อสฺสมโณ โหติ อสกฺยปุตฺติโย. ตนฺเต ยาวชีวํ อกรณียํ.
       อุปสมฺปนฺเนน ภิกฺขุนา อุตฺตริมนุสฺสธมฺโม น อุลฺลปิตพฺโพ อนฺตมโส สุญฺญาคาเร อภิรมามีติ. โย ภิกฺขุ ปาปิจฺโฉ อิจฺฉาปกโต อสนฺตํ อภูตํ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อุลฺลปติ, ฌานํ วา วิโมกฺขํ วา สมาธึ วา สมาปตฺตึ วา มคฺคํ วา ผลํ วา, อสฺสมโณ โหติ อสกฺยปุตฺติโย. เสยฺยถาปิ นาม ตาโล มตฺถกจฺฉินฺโน อภพฺโพ ปุน วิรุฬฺหิยา, เอวเมว ภิกฺขุ ปาปิจฺโฉ อิจฺฉาปกโต อสนฺตํ อภูตํ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อุลฺลปิตฺวา อสฺสมโณ โหติ อสกฺยปุตฺติโย. ตนฺเต ยาวชีวํ อกรณียํ.
       [พระนวกะกล่าวรับว่า “อาม ภนฺเต”]
       – บอกกิจแห่งชีวิตของภิกษุ คือไตรสิกขา
       เมื่อบอกนิสสัย ๔ และอกรณียะ ๔ ตามพุทธบัญญัติ ให้รู้ว่าภิกษุจะเป็นอยู่อย่างไรแล้ว มีธรรมเนียมให้บอกไตรสิกขาเป็นการย้ำเตือนให้ภิกษุใหม่แม่นใจที่จะเจริญไตรสิกขาเป็นกิจประจำชีวิตของตนสืบไป ดังนี้
       อเนกปริยาเยน โข ปน เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน สีลํ สมฺมทกฺขาตํ สมาธิ สมฺมทกฺขาโต ปญฺญา สมฺมทกฺขาตา, ยาวเทว ตสฺส มทนิมฺมทนสฺส ปิปาสวินยสฺส อาลยสมุคฺฆาตสฺส วฏฺฏูปจฺเฉทสฺส ตณฺหกฺขยสฺส วิราคสฺส นิโรธสฺส นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย.
       ตตฺถ สีลปริภาวิโต สมาธิ มหพฺพโล โหติ มหานิสํโส, สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหพฺพลา โหติ มหานิสํสา, ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ, เสยฺยถีทํ กามาสวา ภวาสวา อวิชฺชาสวา.
       ตสฺมาติห เต อิมสฺมึ ตถาคตปฺเวทิเต ธมฺมวินเย สกฺกจฺจํ อธิสีลสิกฺขา สิกฺขิตพฺพา, อธิจิตฺตสิกฺขา สิกฺขิตพฺพา, อธิปญฺญาสิกฺขา สิกฺขิตพฺพา. ตตฺถ อปฺปมาเทน สมฺปาเทตพฺพํ.
       (หากบอกแก่ภิกษุใหม่ ๒ รูปขึ้นไป เปลี่ยน เต เป็น โว, ตนฺเต เป็น ตํ โว)

อนุศาสนี ดู อนุสาสนี

อนุศาสนีปาฏิหาริยะ ดู อนุสาสนีปาฏิหาริย์

อนุสติ ความระลึกถึง, อารมณ์ที่ควรระลึกถึงเนืองๆ มี ๑๐ อย่าง คือ
       ๑. พุทธานุสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า
       ๒. ธัมมานุสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรม
       ๓. สังฆานุสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์
       ๔. สีลานุสติ ระลึกถึงศีลที่ตนรักษา
       ๕. จาคานุสติ ระลึกถึงทานที่ตนบริจาคแล้ว
       ๖. เทวตานุสติ ระลึกถึงคุณที่ทำคนให้เป็นเทวดา
       ๗. มรณัสสติ ระลึกถึงความตายที่จะต้องมีเป็นธรรมดา
       ๘. กายคตาสติ ระลึกทั่วไปในกายให้เห็นว่าไม่งาม
       ๙. อานาปานสติ ตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออก
       ๑๐. อุปสมานุสติ ระลึกธรรมเป็นที่สงบระงับกิเลสและความทุกข์ คือ นิพพาน;
       เขียนอย่างรูปเดิมในภาษาบาลีเป็น อนุสสติ

อนุสนธิ การติดต่อ, การสืบเนื่องความ หรือเรื่องที่ติดต่อหรือสืบเนื่องกันมา

อนุสสตานุตตริยะ การระลึกอันเยี่ยม
       ได้แก่ การระลึกถึงพระตถาคต และตถาคตสาวก ซึ่งจะเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ล่วงพ้นทุกข์ได้
       (ข้อ ๖ ในอนุตตริยะ ๖)

อนุสัย กิเลสที่แฝงตัวนอนเนื่องอยู่ในสันดาน มี ๗ คือ
       ๑. กามราคะ ความกำหนัดในกาม
       ๒. ปฏิฆะ ความหงุดหงิด
       ๓. ทิฏฐิ ความเห็นผิด
       ๔. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
       ๕. มานะ ความถือตัว
       ๖. ภวราคะ ความกำหนัดในภพ
       ๗. อวิชชา ความไม่รู้จริง

อนุสยกิเลส ดู อนุสัย, กิเลส ๓ ระดับ

อนุสาวนา คำสวดประกาศต่อจากญัตติ, คำประกาศความปรึกษาและตกลงของสงฆ์, คำขอมติ;
       อนุสาวนานี้เป็นกรรมวาจาที่ต่อจากญัตติ คือเมื่อตั้งญัตติแล้ว จึงประกาศขอมติ;
       ดู กรรมวาจา, ญัตติ

อนุสาสนี คำสั่งสอน, คำแนะนำพร่ำสอน;
       (บาลี: อนุสาสนี; สันสกฤต: อนุศาสนี);
       “อนุสาสนี” กับ “อนุศาสน์” (อนุสาสนํ) โดยทั่วไป ถือได้ว่ามีความหมายเหมือนกัน และสองคำนั้นบางทีมาด้วยกันกับ “โอวาท” จึงมีทั้ง “โอวาทานุสาสนี” และ “โอวาทานุศาสน์”
       ดู โอวาท

อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์คืออนุสาสนี,
       คำสอนเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์
       (ข้อ ๓ ในปาฏิหาริย์ ๓)

อเนกนัย นัยมิใช่น้อย, หลายนัย

อเนญชาภิสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว
       ได้แก่ ภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ด้วยสมาธิแห่งจตุตถฌาน
       (ข้อ ๓ ในอภิสังขาร ๓);
       ตามหลักเขียน อาเนญชาภิสังขาร

อเนสนา การหาเลี้ยงชีพในทางที่ไม่สมควรแก่ภิกษุ,
       เลี้ยงชีวิตผิดสมณะ เช่น
           หลอกลวงเขาด้วยการอวดอุตตริมนุสสธรรม
           ทำวิญญัติคือออกปากขอต่อคนที่ไม่ควรขอ
           ใช้เงินลงทุนหาผลประโยชน์
           ต่อลาภด้วยลาภ คือให้แต่น้อยเพื่อหวังตอบแทนมาก
           เป็นหมอเวทมนต์เสกเป่า
       เป็นต้น

อโนธิโสผรณา “แผ่ไปโดยไม่มีขีดขั้น” หมายถึงเมตตาที่แผ่ไปต่อสัตว์ทั้งปวงอย่างไม่จำกัดขอบเขต (อย่างในคำแผ่เมตตาที่นิยมนำมาใช้กันทั่วไปว่า “สพฺเพ สตฺตา อเวรา โหนฺตุ … สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ”)
       แต่ถ้าตั้งใจแผ่เมตตานั้นโดยจำกัดขอบเขต เช่นว่า “ขอให้เหล่าอารยชนจงเป็นสุข” “ขอให้ประดาสัตว์ป่าจงอยู่ดีมีสุข ไม่ถูกเบียดเบียน” ฯลฯ ก็เป็นแบบจำกัด เรียกว่า “โอธิโสผรณา” (แผ่โดยมีขอบเขต),
       นอกจากนั้น ถ้าแผ่ไปต่อสัตว์เฉพาะในทิศนั้นทิศนี้ ยังเรียกต่างออกไปอีกว่า “ทิสาผรณา” (แผ่ไปเฉพาะทิศ), ไม่เฉพาะเมตตาเท่านั้น แม้พรหมวิหารข้ออื่นๆ ก็มีทั้ง อโนธิโสผรณา โอธิโสผรณา และทิสาผรณา,
       อนึ่ง บางทีเรียก โอธิโสผรณา ว่า “โอทิสสกผรณา” (แผ่เจาะจง) และเรียก อโนธิโสผรณา ว่า “อโนทิสสกผรณา” (แผ่ไม่เจาะจง);
       เทียบ โอธิโสผรณา, ทิสาผรณา;
       ดู แผ่เมตตา, วิกุพพนา, สีมาสัมเภท

อโนมา ชื่อแม่น้ำกั้นพรมแดนระหว่างแคว้นสักกะกับแคว้นมัลละ
       พระสิทธัตถะเสด็จออกบรรพชา มาถึงฝั่งแม่น้ำอโนมา ตรัสสั่งนายฉันนะให้นำม้าพระที่นั่งกลับคืนพระนคร ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ อธิษฐานเพศบรรพชิต ณ ฝั่งแม่น้ำอโนมานี้

อบท สัตว์ไม่มีเท้า เช่น งู และไส้เดือน เป็นต้น

อบาย, อบายภูมิ ภูมิกำเนิดที่ปราศจากความเจริญ มี ๔ อย่าง คือ
       ๑. นิรยะ นรก
       ๒. ติรัจฉานโยนิ กำเนิดดิรัจฉาน
       ๓. ปิตติวิสัย ภูมิแห่งเปรต
       ๔. อสุรกาย พวกอสุรกาย;
       ดู คติ, ทุคติ

อบายมุข ช่องทางของความเสื่อม, เหตุเครื่องฉิบหาย, เหตุย่อยยับแห่งโภคทรัพย์,
       ทางแห่งความพินาศ มี ๔ อย่าง คือ
           ๑. เป็นนักเลงหญิง
           ๒. เป็นนักเลงสุรา
           ๓. เป็นนักเลงการพนัน
           ๔. คบคนชั่วเป็นมิตร;
       อีกหมวดหนึ่ง มี ๖ คือ
           ๑. ติดสุราและของมึนเมา
           ๒. ชอบเที่ยวกลางคืน
           ๓. ชอบเที่ยวดูการเล่น
           ๔. เล่นการพนัน
           ๕. คบคนชั่วเป็นมิตร
           ๖. เกียจคร้านการงาน;
       ดู คิหิวินัย

อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน
       (ข้อ ๔ ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐)

อปฏิจฉันนาบัติ อาบัติ (สังฆาทิเสส) ที่ภิกษุต้องแล้วไม่ได้ปิดไว้

อปทาน ดู ไตรปิฎก (เล่ม ๓๒–๓๓)

อปมาโร โรคลมบ้าหมู

อปรกาล เวลาช่วงหลัง,
       ระยะเวลาของเรื่องที่มีขึ้นในภายหลัง คือ หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว
       ได้แก่ เรื่องถวายพระเพลิง และแจกพระบรมสารีริกธาตุจนถึงสังคายนา;
       ดู พุทธประวัติ

อปรัณณะ ดู ธัญชาติ; เทียบ บุพพัณณะ

อปรันตะ, อปรันตกะ ชื่อรัฐที่พระโยนกธรรมรักขิตเถระ เป็นพระศาสนทูตไปประดิษฐานพระพุทธศาสนา เมื่อเสร็จการสังคายนาครั้งที่ ๓ ราว พ.ศ. ๒๓๕;
       ดู โมคคัลลีบุตรติสสเถระ, สาสนวงส์

อปราปริยเวทนียกรรม กรรมที่เป็นกุศลก็ดี อกุศลก็ดี ซึ่งให้ผลในภพต่อๆ ไป
       (ข้อ ๓ ในกรรม ๑๒)

อปริหานิยธรรม ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม,
       ธรรมที่ทำให้ไม่เสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว
       มี ๗ ข้อที่ตรัสสำหรับภิกษุ (ภิกขุอปริหานิยธรรม) ยกมาแสดงหมวดหนึ่ง ดังนี้
           ๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
           ๒. เมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุมก็พร้อมเพรียงกันเลิก และพร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ
           ๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติขึ้น ไม่ถอนสิ่งที่พระองค์บัญญัติไว้แล้ว สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบทตามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้
           ๔. ภิกษุเหล่าใด เป็นผู้ใหญ่เป็นประธานในสงฆ์ เคารพนับถือภิกษุเหล่านั้น เชื่อฟังถ้อยคำของท่าน
           ๕. ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น
           ๖. ยินดีในเสนาสนะป่า
           ๗. ตั้งใจอยู่ว่า เพื่อนภิกษุสามเณรซึ่งเป็นผู้มีศีล ซึ่งยังไม่มาสู่อาวาส ขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข
       อปริหานิยธรรมที่ตรัสแก่กษัตริย์วัชชี (วัชชีอปริหานิยธรรม) สำหรับผู้รับผิดชอบต่อบ้านเมือง
       มีอีกหมวดหนึ่งคือ
           ๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
           ๒. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่พึงทำ
           ๓. ไมถืออำเภอใจบัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่ได้บัญญัติ ถือปฏิบัติมั่นตามวัชชีธรรม
           ๔. ท่านเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ในชนชาววัชชี เคารพนับถือท่านเหล่านั้น เห็นถ้อยคำของท่านว่าเป็นสิ่งอันพึงรับฟัง
           ๕. บรรดากุลสตรีกุลกุมารีทั้งหลายมิให้อยู่อย่างถูกข่มเหงรังแก
           ๖. เคารพสักการะบูชาเจดีย์ของวัชชี ทั้งภายในและภายนอก ไม่ละเลยการทำธรรมิกพลี
           ๗. จัดให้ความอารักขาคุ้มครองป้องกันอันชอบธรรมแก่พระอรหันต์ (หมายถึงบรรพชิตที่เป็นหลักใจของประชาชน) ตั้งใจให้ท่านที่ยังมิได้มาพึงมาสู่แว่นแคว้นที่มาแล้วพึงอยู่โดยผาสุก

อปโลกน์ บอกเล่า, การบอกเล่า, การบอกกล่าวแก่ที่ประชุมเพื่อให้รับทราบพร้อมกัน หรือขอความเห็นชอบร่วมกันในกิจบางอย่างของส่วนรวม,
       ใช้ใน อปโลกนกรรม

อปโลกนกรรม กรรมคือการบอกเล่า, กรรมอันทำด้วยการบอกกันในที่ประชุมสงฆ์
       ไม่ต้องตั้ง ญัตติ คือคำเผดียง
       ไม่ต้องสวด อนุสาวนา คือประกาศความปรึกษาและตกลงของสงฆ์ เช่น
           ประกาศลงพรหมทัณฑ์
           นาสนะสามเณรผู้กล่าวตู่พระพุทธเจ้า
           อปโลกน์แจกอาหารในโรงฉัน
       เป็นต้น

อปัณณกปฏิปทา ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด, ทางดำเนินที่ไม่ผิด มี ๓ คือ
       ๑. อินทรียสังวร การสำรวมอินทรีย์
       ๒. โภชเนมัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค
       ๓. ชาคริยานุโยค การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน

อปัสเสนธรรม ธรรมที่เป็นที่พึ่งที่พำนักดุจพนักพิง มี ๔ คือ
       ๑. ของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วเสพ เช่น ปัจจัยสี่
       ๒. ของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วอดกลั้น ได้แก่ อนิฏฐารมณ์ต่างๆ
       ๓. ของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วเว้นเสีย เช่น สุราเมรัย การพนัน คนพาล
       ๔. ของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้ว บรรเทาเสีย เช่น อกุศลวิตกต่างๆ

อปายโกศล ดู โกศล ๓

อปุญญาภิสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่ อกุศลเจตนาทั้งหลาย
       (ข้อ ๒ ในอภิสังขาร ๓)

อพยาบาท ความไม่คิดร้าย, ไม่พยาบาทปองร้ายเขา, มีเมตตา
       (ข้อ ๙ ในกุศลกรรมบถ ๑๐)

อพยาบาทวิตก ความตรึกในทางไม่พยาบาท,
       การคิดแผ่เมตตาแก่ผู้อื่น ปรารถนาให้เขามีความสุข
       (ข้อ ๒ ในกุศลวิตก ๓)

อพัทธสีมา “แดนที่ไม่ได้ผูก”
       หมายถึง เขตชุมนุมสงฆ์ที่สงฆ์ไม่ได้กำหนดขึ้นเอง แต่ถือเอาตามเขตที่เขาได้กำหนดไว้ตามปรกติของบ้านเมือง หรือมีบัญญัติอย่างอื่นเป็นเครื่องกำหนด
       แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ
       ๑. คามสีมา หรือ นิคมสีมา
       ๒. สัตตัพภันตรสีมา
       ๓. อุทกุกเขป

อภยคิริวิหาร ชื่อวัดที่พระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย ได้สร้างถวายพระติสสเถระ ในเกาะลังกา ซึ่งได้กลายเป็นเหตุให้สงฆ์ลังกาแตกแยกกัน แบ่งเป็นคณะมหาวิหารเดิมฝ่ายหนึ่ง คณะอภยคิริวิหารฝ่ายหนึ่ง;
       มักเรียก อภัยคีรี

อภัพ ไม่ควร, ไม่อาจ, ไม่สามารถ, ไม่อาจเป็นไปได้, เป็นไปไม่ได้
       (บาลี: อภพฺพ; ไทยเพี้ยนเป็น อาภัพ);
       ดู อาภัพ

อภัพบุคคล บุคคลผู้ไม่สมควร, มีความหมายตามข้อความแวดล้อม
       เช่น คนที่ไม่อาจบรรลุโลกุตตรธรรมได้ คนที่ขาดคุณสมบัติ ไม่อาจให้อุปสมบทได้ เป็นต้น

อภัยทาน ให้ความไม่มีภัย, ให้ความปลอดภัย

อภิชฌา โลภอยากได้ของเขา, ความคิดเพ่งเล็งจ้องจะเอาของของคนอื่น
       (ข้อ ๘ ในอกุศลกรรมบถ ๑๐)

อภิชฌาวิสมโลภ ละโมบไม่สม่ำเสมอ, ความโลภอย่างแรงกล้า จ้องจะเอาไม่เลือกว่าควรไม่ควร
       (ข้อ ๑ ในอุปกิเลส ๑๖)

อภิญญา ความรู้ยิ่ง, ความรู้เจาะตรงยวดยิ่ง,
       ความรู้ชั้นสูง มี ๖ อย่างคือ
           ๑. อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้
           ๒. ทิพพโสต หูทิพย์
           ๓. เจโตปริยญาณ ญาณที่ให้ทายใจคนอื่นได้
           ๔. ปุพเพนิวาสานุสติ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้
           ๕. ทิพพจักขุ ตาทิพย์
           ๖. อาสวักขยญาณ ญาณทำให้อาสวะสิ้นไป,
       ๕ อย่างแรกเป็นโลกิยอภิญญา ข้อสุดท้ายเป็นโลกุตตรอภิญญา

อภิญญาเทสิตธรรม ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยพระปัญญาอันยิ่ง
       หมายถึง โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ มีสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น

อภิฐาน ฐานะอย่างหนัก,
       ความผิดสถานหนัก มี ๖ อย่าง คือ
           ๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา
           ๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา
           ๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์
           ๔. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าให้ถึงห้อพระโลหิต
           ๕. สังฆเภท ทำสงฆ์ให้แตกกัน
           ๖. อัญญสัตถุทเทส ถือศาสดาอื่น

อภิณหปัจจเวกขณ์ ข้อที่ควรพิจารณาเนืองๆ,
       เรื่องที่ควรพิจารณาทุกๆ วัน มี ๕ อย่าง คือ
           ๑. ควรพิจารณาทุกวันๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
           ๒. ว่าเรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้
           ๓. ว่าเรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
           ๔. ว่าเราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น
           ๕. ว่าเรามีกรรมเป็นของตัว เราทำดีจักได้ดี เราทำชั่วจักได้ชั่ว;
       อีกหมวดหนึ่ง สำหรับบรรพชิต แปลว่า “ธรรมที่บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ”
       มี ๑๐ อย่าง (ปัพพชิตอภิณหปัจจเวกขณ์) คือ
           ๑. บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า บัดนี้ เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว
           ๒. ว่าการเลี้ยงชีพของเราเนื่องด้วยผู้อื่น
           ๓. ว่าเรามีอากัปกิริยาอย่างอื่นที่จะพึงทำ
           ๔. ว่าตัวเราเองยังติเตียนตัวเราเองโดยศีลไม่ได้อยู่หรือไม่
           ๕. ว่าเพื่อนพรหมจรรย์ผู้เป็นวิญญู ใคร่ครวญแล้ว ยังติเตียนเราโดยศีลไม่ได้อยู่หรือไม่
           ๖. ว่าเราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น
           ๗. ว่าเรามีกรรมเป็นของตน เราทำดีจักได้ดี เราทำชั่วจักได้ชั่ว
           ๘. ว่าวันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่
           ๙. ว่าเรายินดีในที่สงัดอยู่หรือไม่
           ๑๐. ว่าคุณวิเศษที่เราบรรลุแล้วมีอยู่หรือไม่ ที่จะทำให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขิน เมื่อถูกเพื่อนบรรพชิตถามในกาลภายหลัง
           (ข้อ ๑. ท่านเติมท้ายว่า อาการกิริยาใดๆ ของสมณะ เราต้องทำอาการกิริยานั้นๆ
           ข้อ ๒. เติมว่า เราควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย
           ข้อ ๓. ท่านเขียนว่า อาการกายวาจาอย่างอื่นที่เราจะต้องทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้ ยังมีอยู่อีก ไม่ใช่เพียงเท่านี้)

อภิธรรม ๑ ธรรมอันยิ่ง ทั้งยิ่งเกิน (อภิอติเรก) คือมากกว่าธรรมอย่างปกติและยิ่งพิเศษ (อภิวิเสส) คือเหนือกว่าธรรมอย่างปกติ, หลักและคำอธิบายธรรมที่เป็นเนื้อหาสาระแท้ๆ ล้วนๆ ซึ่งจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบและเป็นลำดับจนจบความอย่างบริบูรณ์ โดยไม่กล่าวถึงไม่อ้างอิง และไม่ขึ้นต่อบุคคล ชุมชน หรือเหตุการณ์ อันแสดงโดยเว้นบัญญัติโวหาร มุ่งตรงต่อสภาวธรรม ที่ต่อมานิยมจัดเรียกเป็นปรมัตถธรรม ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน,
       เมื่อพูดว่า “อภิธรรม” บางทีหมายถึงพระอภิธรรมปิฎก บางทีหมายถึงคำสอนในพระอภิธรรมปิฎกนั้น ตามที่ได้นำมาอธิบายและเล่าเรียนกันสืบมา เฉพาะอย่างยิ่ง ตามแนวที่ประมวลแสดงไว้ในคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ, บางที เพื่อให้ชัดว่าหมายถึงพระอภิธรรมปิฎก ก็พูดว่า “อภิธรรมเจ็ดคัมภีร์”;
       ดู อภิธรรมปิฎก, อภิธัมมัตถสังคหะ, อภิวินัย

อภิธรรม ๒ ธรรมอันยิ่ง, ธรรมเหนือขึ้นไป;
       ในพระวินัยปิฎก และพระสุตตันตปิฎก มีคำว่า “อภิธรรม” มาด้วยกันเป็นคู่กับคำว่า “อภิวินัย” บ่อยมาก เช่นในวินัยว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพร้อมด้วยองค์ ๖ จึงควรให้อุปสมบท ควรให้นิสสัย ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
           ๑. สามารถให้อันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริกศึกษาในสิกขาอันเป็นอภิสมาจาร
           ๒. สามารถฝึกนำในสิกขาที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
           ๓. สามารถฝึกนำในอภิธรรม
           ๔. สามารถฝึกนำในอภิวินัย
           ๕. สามารถเปลื้องความเห็นผิดที่เกิดขึ้นได้โดยธรรม
           ๖. มีพรรษา ๑๐ หรือเกิน ๑๐” (วินย. ๔/๙๙/๑๔๒),
       ในพระสูตร เช่น (ในนาถกรณธรรม ๑๐ ข้อ ๖)
       “…ภิกษุเป็นผู้ใคร่ธรรม (ธมฺมกาโม) รู้จักฟังรู้จักแสดงธรรมอย่างน่ารัก มีปราโมทย์เปี่ยมล้นในอภิธรรม ในอภิวินัย...ข้อนี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นที่พึ่งได้” (องฺ.ทสก. ๒๔/๑๗/๒๖),
       (ในธรรมที่พระป่า/อารัญญกะพึงถือปฏิบัติ ๑๗ ข้อ ๑๕)
       “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ถืออยู่ป่า (อารัญญกะ) ควรเพียรประกอบในอภิธรรม ในอภิวินัย...
       ถ้าภิกษุผู้ถืออยู่ป่า ถูกถามปัญหาในอภิธรรม ในอภิวินัยแล้ว ตอบให้พอแก่ความไม่ได้ ก็จะมีผู้พูดแก่เธอได้ว่า ท่านผู้นี้ถูกถามปัญหา ในอภิธรรม ในอภิวินัยแล้ว ก็ตอบให้พอแก่ความไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไรด้วยการอยู่เสรีในป่า แก่ท่านผู้อยู่ผู้เดียวเป็นอารัญญกะ...” (ม.ม. ๑๓/๒๑๘/๒๑๙)
       “อภิธรรม” และ “อภิวินัย” ในกรณีอย่างนี้ มีความหมายอย่างไร อรรถกถาแสดงไว้ ๒ นัย
       (เช่น ที.อ.๓/๒๔๗; องฺ.อ.๓/๓๒๓)
       นัยหนึ่งว่า ธรรม หมายถึง พระสุตตันตปิฎก อภิธรรม หมายถึง เจ็ดพระคัมภีร์ (สัตตัปปกรณะ คืออภิธรรมเจ็ดคัมภีร์), วินัย หมายถึง อุภโตวิภังค์ (คือ มหาวิภังค์และภิกขุนีวิภังค์) อภิวินัย หมายถึง ขันธกะ และปริวาร
       อีกนัยหนึ่ง ธรรม ได้แก่ทั้งพระสุตตันตปิฎก ทั้งพระอภิธรรมปิฎก อภิธรรม หมายถึงมรรคผล, วินัย ได้แก่วินัยปิฎกทั้งหมด อภิวินัย หมายถึง การทำกิเลสให้สงบระงับไปได้
       อย่างไรก็ตาม ในพระสูตรบางแห่งมีคำว่า “อภิธรรม” มาโดดเดี่ยว ไม่มี “อภิวินัย” มาด้วย ดังที่ตรัสในกินติสูตร (ม.อุ. ๑๔/๔๔/๔๒) ว่า
       “ภิกษุทั้งหลาย ดังที่ว่านั้น พวกเธอมีความดำริในเราอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคทรงมีพระทัยเกื้อการุณย์ ทรงใฝ่หาประโยชน์ให้ จึงทรงแสดงธรรมด้วยอาศัยพระกรุณา เพราะฉะนั้นแล ธรรมเหล่าใด อันเราแสดงแล้วด้วยความรู้ยิ่ง แก่เธอทั้งหลาย คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ เธอทั้งปวงพึงเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาในธรรมเหล่านั้น;
       ภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อพวกเธอนั้นพร้อมเพรียงกัน ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ หากจะมีภิกษุสองรูปมีวาทะต่างกันในอภิธรรม;…”
       (ธรรมที่ทรงแสดงด้วยความรู้ยิ่ง คือทรงแสดงด้วยพระปัญญารู้เห็นประจักษ์ = อภิญญาเทสิตธรรม อันได้แก่ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ มีสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น ดังที่ตรัสไว้นั้น) ตรงนี้ อรรถกถา (ม.อ.๔/๑๘) ไขความว่า อภิธรรม ก็คือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการที่ตรัสข้างต้นนั้นเอง

อภิธรรมปิฎก ชื่อปิฎกที่สาม ในพระไตรปิฎก,
       คำสอนของพระพุทธเจ้า ส่วนที่แสดงพระอภิธรรม ซึ่งได้รวบรวมรักษาไว้เป็นหมวดที่สาม อันเป็นหมวดสุดท้ายแห่งพระไตรปิฎก ประกอบด้วยคัมภีร์ต่างๆ ๗ คัมภีร์ (สัตตัปปกรณะ, สดับปกรณ์)
       คือ สังคณี (หรือ ธัมมสังคณี) วิภังค์ ธาตุกถา ปุคคลบัญญัติ กถาวัตถุ ยมก และ ปัฏฐาน;
       ในอรรถกถา (เช่น สงคณี.อ.๒๐/๑๖) มีความเล่าว่า พระอภิธรรมเป็นพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโปรดพระพุทธมารดาตลอดพรรษา ณ ดาวดึงสเทวโลก ในปีที่ ๗ แห่งการบำเพ็ญพุทธกิจ;
       ดู อภิธรรม, ไตรปิฎก

อภิธัมมัตถวิภาวินี ชื่อคัมภีร์ฎีกา อธิบายความในคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ
       พระสุมังคละผู้เป็นศิษย์ของพระอาจารย์สารีบุตร ซึ่งเป็นปราชญ์ในรัชกาลของพระเจ้าปรักกมพาหุที่ ๑ (พ.ศ. ๑๖๙๖–๑๗๒๙) รจนาขึ้นในลังกาทวีป

อภิธัมมัตถสังคหะ คัมภีร์ประมวลความในพระอภิธรรมปิฎก สรุปเนื้อหาสาระลงในหลักใหญ่ที่นิยมเรียกกันว่า “ปรมัตถธรรม ๔”
       พระอนุรุทธาจารย์แห่งมูลโสมวิหารในลังกาทวีป รจนา แต่ไม่ปรากฏเวลาชัดเจน นักปราชญ์สันนิษฐานกันต่างๆ บางท่านว่าในยุคเดียวกันหรือใกล้เคียงกับพระพุทธโฆสาจารย์ แต่โดยทั่วไปยอมรับกันว่าแต่งขึ้นไม่ก่อน พ.ศ. ๑๒๕๐ และว่าน่าจะอยู่ในช่วงระหว่าง พ.ศ. ๑๕๐๐–๑๖๕๐;
       ดู ปรมัตถธรรม, พุทธโฆสาจารย์

อภินิเวศ, อภินิเวส (บาลี: อภินิเวส) การยึดถือ, การจับเอา, การคว้าไว้
       1. ในพระไตรปิฎก โดยทั่วไปมาเดี่ยวๆ เป็นคำโดด แปลว่า ความยึดมั่น, ความยึดติดถือมั่น. ความมั่นหมาย เช่นในพุทธพจน์ว่า “สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย”
       (องฺ.สตฺตก. ๒๓/๕๘/๙๐; ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น, สิ่งทั้งปวงไม่อาจยึดมั่นเอาไว้ได้)
       มักมาในฐานะเป็นไวพจน์ของทิฏฐิ หรือ มิจฉาทิฏฐิ เช่นเดียวกับ ปรามาส อุปาทาน เป็นต้น และอรรถกถา-ฏีกา อาจไขความให้ด้วยว่าเป็นความยึดถือด้วยตัณหาและทิฏฐิ หรือเต็มทั้งชุดว่า ตัณหามานะและทิฏฐิ (อภินิเวสที่ใช้ในความหมายอื่นมีบ้างน้อยแห่ง เช่น องฺ.ฉกฺก. ๒๒/๓๒๕/๔๑๒ อภินิเวสหมายถึงปริมณฑลที่กิ่งก้านของต้นไม้แผ่คลุม)
       2. ในคัมภีร์ชั้นหลังตั้งแต่อรรถกถา มีการใช้อภินิเวสในความหมายว่าจับเริ่มประเดิม ลงมือทำ เข้าสู่การปฏิบัติ (อารัมภ, อนุปเวส, ปฏิปตฺติ) ดังที่ว่า
       อภินิเวส มี ๒ คือ สมถาภินิเวส การเข้าปฏิบัติด้วยสมถะ, การจับเอาสมถะเป็นทางปฏิบัติ และวิปัสสนาภินิเวส การเข้าปฏิบัติด้วยวิปัสสนา, การจับเอาวิปัสสนาเป็นทางปฏิบัติ (ปญฺจ.อ.๕๒; แต่ สํ.อ.๓/๓๑๕ ว่า ๒ คือ สัทธาภินิเวส และวิปัสสนาภินิเวส);
       และในวิปัสสนาก็มีการใช้อภินิเวสในความหมายว่าปริเคราะห์คือกำหนดรู้ จับพลิกหมุนตรวจดู พิจารณา (ปริคคหะ, สัมมสนะ)

อภินิหาร อำนาจแห่งบารมี, อำนาจบุญที่สร้างสมไว้

อภิเนษกรมณ์ การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่ง หมายถึง การออกบวช, ผนวช

อภิบาล เลี้ยงดู, ดูแล, บำรุงรักษา, ปกปักรักษา, คุ้มครอง, ปกครอง

อภิรมย์ รื่นเริงยิ่ง, ยินดียิ่ง, พักผ่อน

อภิลักขิตกาล, อภิลักขิตสมัย เวลาที่กำหนดไว้, วันกำหนด

อภิวันทน์, อภิวาท, อภิวาทน์ การกราบไหว้

อภิวินัย ๑ ในพระวินัยปิฎก บางแห่ง มีคำว่าวินัย มาคู่กับคำว่าอภิวินัย
       ในกรณีอย่างนี้ มีคำอธิบายในพระวินัยปิฎก (เช่น วินย. ๘/๒/๒, ๕๑๒/๑๓๗) ว่า
           วินัย หมายถึงพระบัญญัติ (คือตัวสิกขาบท)
           อภิวินัย หมายถึงการแจกแจงอธิบายความแห่งพระบัญญัติ

อภิวินัย ๒ วินัยอันยิ่ง, วินัยเหนือขึ้นไป;
       ในพระวินัยปิฎก และพระสุตตันตปิฎก มีคำว่า “อภิวินัย” มาด้วยกันเป็นคู่กับคำว่า “อภิธรรม” บ่อยมาก พึงทราบคำอธิบายดังได้แสดงในคำว่า อภิธรรม ที่มาคู่กันนั้น;
       ดู อภิธรรม๒

อภิเษก การรดน้ำ, การแต่งตั้งโดยการทำพิธีรดน้ำ, การได้บรรลุ

อภิสมาจาร ความประพฤติดีงามที่ประณีตยิ่งขึ้นไป, ขนบธรรมเนียมเพื่อความประพฤติดีงามยิ่งขึ้นไปของพระภิกษุ และเพื่อความเรียบร้อยงดงามแห่งสงฆ์;
       เทียบ อาทิพรหมจรรย์

อภิสมาจาริกวัตร วัตรเกี่ยวด้วยความประพฤติอันดี, ธรรมเนียมเกี่ยวกับมรรยาทและความเป็นอยู่ที่ดีงาม

อภิสมาจาริกาสิกขา หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายขนบธรรมเนียมที่จะชักนำความประพฤติ ความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ให้ดีงามมีคุณยิ่งขึ้นไป,
       สิกขาฝ่ายอภิสมาจาร;
       เทียบ อาทิพรหมจริยกาสิกขา

อภิสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งแห่งการกระทำของบุคคล, เจตนาที่เป็นตัวการในการทำกรรม มี ๓ อย่างคือ
       ๑. ปุญญาภิสังขาร อภิสังขารที่เป็นบุญ
       ๒. อปุญญาภิสังขาร อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญ คือ บาป
       ๓. อาเนญชาภิสังขาร อภิสังขารที่เป็นอเนญชา คือ กุศลเจตนาที่เป็นอรูปาวจร ๔;
       เรียกง่ายๆ ได้แก่ บุญ บาป ฌาน

อภิสังขารมาร อภิสังขารเป็นมาร เพราะเป็นตัวปรุงแต่งกรรม ทำให้เกิดชาติชรา เป็นต้น ขัดขวางไม่ให้หลุดพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏฏ์
       (ข้อ ๓ ในมาร ๕)

อภิสัมพุทธคาถา “คาถาของพระองค์ผู้ตรัสรู้แล้ว”, คาถาที่ตรัสเมื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว (แยกต่างหากจากคาถาที่ตรัสเมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์),
       เป็นคำที่แทบไม่พบในที่อื่นนอกจากอรรถกถาชาดก (พบในอรรถกถาเปตวัตถุ ๑ ครั้ง) ทั้งนี้เพราะในชาดกนั้น พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องอดีตครั้งทรงเป็นพระโพธิสัตว์ และตรัสคำสอนของพระองค์เช่นคติที่พึงได้จากเรื่องอดีตนั้นด้วย ดังนั้น คำพูดในเรื่องจึงมีทั้งคำของพระโพธิสัตว์ในอดีตเมื่อยังไม่ตรัสรู้ มีทั้งคำของบุคคลอื่นที่โต้ตอบในเรื่องนั้น และมีพระดำรัสของพระพุทธเจ้าที่ตรัสคติหรือข้อสรุปไว้ คำของทุกบุคคลในเรื่องมาด้วยกันในพระไตรปิฎกตอนนั้น และตามปกติเป็นคาถาทั้งนั้น
       บางครั้งพระอรรถกถาจารย์จะให้เราแยกได้ จึงบอกให้รู้ว่าในเรื่องนั้นๆ คาถาตรงนี้ๆ เป็นอภิสัมพุทธคาถา คือเป็นคาถาที่พระองค์ตรัสเอง ไม่ใช่ของบุคคลอื่นในเรื่อง และไม่ใช่ของพระโพธิสัตว์ในเรื่อง
       ดังตัวอย่างในชาดกเรื่องแม่นกไส้ ตรัสเล่าว่า
       แม่นกไส้ (นกชนิดนี้วางไข่บนพื้นดิน) มีลูกหลายตัวเพิ่งออกจากไข่ ยังบินไม่ได้ และพอดีอยู่บนทางที่ช้างเที่ยวหากิน วันนั้น ช้างโพธิสัตว์นำช้างโขลงใหญ่ผ่านมา แม่นกไส้เข้าไปยืนขวางหน้าและกล่าว (เป็นคาถา) ว่า “ฉันขอไหว้ท่านพญาช้างผู้สูงวัยอายุถึง ๖๐ ปี มีกำลังอ่อนถอยลง แต่เป็นเจ้าโขลงยิ่งใหญ่แห่งแดนป่า ฉันขอทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง โปรดอย่าฆ่าลูกอ่อนตัวน้อยๆ ของฉันเสียเลย”
       ช้างโพธิสัตว์ฟังแล้วก็สงสาร เข้ามายืนคร่อมบังลูกนกทั้งหมดไว้ จนโขลงช้างผ่านเลยไป และลูกนกปลอดภัย แต่ต่อมา ช้างร้ายตัวหนึ่งซึ่งเที่ยวไปลำพังผ่านมา แม่นกไส้ก็เข้าไปยืนขวางหน้าและกล่าวว่า “ฉันขอไหว้ท่านพญาช้างผู้จรเดี่ยวแห่งแดนป่า เที่ยวหาอาหารตามขุนเขา ฉันขอทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง โปรดอย่าฆ่าลูกอ่อนตัวน้อยๆ ของฉันเสียเลย” แต่เจ้าช้างพาลไม่ปรานี กลับพูดแสดงอำนาจว่า “แน่ะนางนกไส้ ข้าจะฆ่าลูกน้อยของเจ้าเสีย เจ้าไม่มีกำลังจะมาทำอะไรข้าได้ อย่างพวกเจ้านี่ให้ร้อยตัวพันตัว ข้าจะเอาเท้าซ้ายข้างเดียวขยี้ให้ละเอียดไปเลย” ว่าแล้วก็เอาเท้าเหยียบขยี้ลูกนกแหลกละเอียดทั้งหมดและร้องแปร๋แปร๋นวิ่งแล่นไป
       ฝ่ายแม่นกไส้แค้นนัก ฮึดขึ้นมาในใจว่า “มิใช่ว่าใครมีกำลังแล้วจะทำอะไรก็ได้ไปทั่วทั้งหมด กำลังของคนพาลนี่แหละ มีไว้ฆ่าคนพาล เจ้าช้างใหญ่เอ๋ย ใครฆ่าลูกอ่อนตัวน้อยๆ ของข้า ข้าจักทำให้มันย่อยยับ” ผูกใจว่าจะได้รู้กันระหว่างกำลังร่างกายกับกำลังปัญญา แล้วแม่นกไส้ก็คิดวางแผน และไปขอความร่วมมือจากสัตว์เล็กอื่นอีก ๓ ตัว คือ กา กบ และแมลงวันหัวเขียว เริ่มด้วยกาหาจังหวะจิกลูกตาทั้งสองข้างของเจ้าช้างพาล แล้วแมลงวันหัวเขียวก็มาไข่ใส่ลูกตาที่บอด พอถูกหนอนชอนไชตา ช้างเจ็บปวดมาก และกระหายเที่ยวหาน้ำทั้งที่ตามองไม่เห็น ถึงทีกบก็ขึ้นไปร้องบนยอดเขา ช้างนึกว่ามีน้ำที่นั่นก็ขึ้นไป กบก็ลงมาร้องที่หน้าผา ช้างมุ่งหน้ามาหาน้ำถึงหน้าผาก็ลื่นไถลตกลงไปตายอยู่ที่เชิงเขา แม่นกไส้ก็บินลงมาเดินไปมาบนตัวช้างด้วยความสมใจดีใจ
       เรื่องจบลงโดยพระพุทธเจ้าตรัสว่า “จงดูเถิด แม่นกไส้ กา กบ และแมลงวันหัวเขียว สัตว์ทั้งสี่นี้ร่วมใจกันฆ่าช้างเสียได้ ท่านจงดูคติของคนมีเวรที่ทำต่อกัน เพราะฉะนั้นแล ท่านทั้งหลาย ไม่ควรก่อเวรกับใครๆ ถึงจะเป็นคนที่ไม่รักไม่ชอบกัน”
       ในชาดกนี้มีคำกล่าว ๕ คาถา จะเห็นชัดว่า ๔ คาถาแรกเป็นคาถาของบุคคลอื่นในเรื่อง แต่เฉพาะคาถาที่ ๕ เป็นอภิสัมพุทธคาถา

อมนุษย์ ผู้มิใช่มนุษย์, ไม่ใช่คน, มักหมายถึงสัตว์ในภพที่มีฤทธิ์มีอำนาจน่ากลัว
       อย่างที่คนไทยเรียกว่าพวกภูตผีปีศาจ แต่ในภาษาบาลี หมายถึงยักษ์หรือเปรต บ่อยครั้งหมายถึงเทวดา บางทีหมายถึงท้าวสักกะ คือพระอินทร์ (เช่น ชา.อ.๑๐/๑๓๔)

อมร, อมระ ผู้ไม่ตาย เป็นคำเรียกเทวดาผู้ได้ดื่มน้ำอมฤต

อมฤต เป็นชื่อน้ำทิพย์ที่ทำผู้ดื่มให้ไม่ตาย ตามเรื่องว่า เทวดาทั้งหลายคิดหาของเครื่องกันตาย พากันไปถามพระเป็นเจ้า พระเป็นเจ้ารับสั่งให้กวนมหาสมุทร เทวดาทั้งหลายก็ทำตามโดยวิธีใช้ภูเขารองข้างล่างลูกหนึ่ง วางข้างบนลูกหนึ่งที่กลางมหาสมุทร ลักษณะคล้ายโม่สำหรับโม่แป้ง เอานาคพันเข้าที่ภูเขาลูกบนแล้วช่วยกันชักสองข้าง อาศัยความร้อนที่เกิดจากความหมุนเวียนเบียดเสียดแห่งภูเขา ต้นไม้ทั้งหลายที่เป็นยาบนภูเขา ได้คายรสลงไปในมหาสมุทรจนข้นเป็นปลักแล้ว เกิดเป็นน้ำทิพย์ขึ้นในท่ามกลางมหาสมุทร เรียกว่า น้ำอมฤต บ้าง น้ำสุรามฤต บ้าง;
       ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องตามคติของศาสนาพราหมณ์

อมฤตธรรม ธรรมที่ทำให้ไม่ตาย, ธรรมซึ่งเปรียบด้วยน้ำอมฤตอันทำผู้ดื่มให้ไม่ตาย หมายถึงพระนิพพาน

อมาตย์ ข้าราชการ, ข้าเฝ้า, ขุนนาง,
       มักเรียก อำมาตย์

อมาวสี ดิถีเป็นที่อยู่ร่วมแห่งพระอาทิตย์และพระจันทร์,
       วันพระจันทร์ดับ หรือวันดับ คือวันสิ้นเดือนทางจันทรคติ (แรม ๑๕ หรือ ๑๔ ค่ำ)

อมิตา เจ้าหญิงศากยวงศ์ เป็นพระราชบุตรีของพระเจ้าสีหหนุ
       เป็นพระกนิฏฐภคินีของพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระเจ้าอาของพระพุทธเจ้า
       มีโอรสซึ่งออกผนวชนามว่า พระติสสเถระ
       (ตามคัมภีร์มหาวงส์ ว่าเป็นมเหสีของพระเจ้าสุปปพุทธะ จึงเป็นพระมารดาของพระเทวทัตและเจ้าหญิงยโสธราพิมพา)

อมิโตทนะ กษัตริย์ศากยวงศ์ เป็นพระราชบุตรองค์ที่ ๓ ของพระเจ้าสีหหนุ
       เป็นพระอนุชาองค์ที่ ๒ ของพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระเจ้าอาของพระพุทธเจ้า
       เป็นพระบิดาของพระอานนท์ (นี้ว่าตาม ม.อ.๑/๓๘๔; วินย.ฏี. ๓/๓๔๙ เป็นต้น
       แต่ว่าตาม องฺ.อ.๑/๑๗๑ และ พุทฺธ.อ.๘๕ ซึ่งขัดกับที่อื่นๆ
       และว่าตามหนังสือเรียนเป็นพระบิดาของพระมหานามะ และพระอนุรุทธะ)

อมูฬหวินัย ระเบียบที่ให้แก่ภิกษุผู้หายเป็นบ้าแล้ว, วิธีระงับอธิกรณ์สำหรับภิกษุผู้หายจากเป็นบ้า
       ได้แก่ กิริยาที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมติแก่ภิกษุผู้หายเป็นบ้าแล้ว เพื่อระงับอนุวาทาธิกรณ์
       อธิบายว่า จำเลยเป็นบ้าทำการล่วงละเมิดอาบัติ แม้จะเป็นจริงก็เป็นอนาบัติ เมื่อเธอหายบ้าแล้วมีผู้โจทด้วยอาบัติระหว่างเป็นบ้านั้นไม่รู้จบ ท่านให้สงฆ์สวดกรรมวาจาประกาศความข้อนี้ไว้ เรียกว่า อมูฬหวินัย ยกฟ้องโจทเสีย ภายหลังมีผู้โจทด้วยอาบัตินั้น หรืออาบัติเช่นนั้น ในคราวที่เป็นบ้า ก็ให้อธิกรณ์เป็นอันระงับด้วยอมูฬหวินัย
       (ข้อ ๓ ในอธิกรณสมถะ ๗)

อโมหะ ความไม่หลง, ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะ คือ ความรู้จริง ได้แก่ ปัญญา
       (ข้อ ๓ ในกุศลมูล ๓)

อยู่กรรม ดู ปริวาส

อยู่ปริวาส ดู ปริวาส

อยู่ร่วม ในประโยคว่า “ภิกษุใดรู้อยู่กินร่วมก็ดี อยู่ร่วมก็ดี สำเร็จการนอนด้วยกันก็ดี” ร่วมอุโบสถสังฆกรรม

อโยนิโสมนสิการ การทำในใจโดยไม่แยบคาย, การไม่ใช้ปัญญาพิจารณา, ความไม่รู้จักคิด, การปล่อยให้อวิชชาตัณหาครอบงำนำความคิด;
       เทียบ โยนิโสมนสิการ

อรดี ธิดามารคนหนึ่งใน ๓ คน
       อาสาพระยามารผู้เป็นบิดา เข้าไปประโลมพระพุทธเจ้า ด้วยอาการต่างๆ ในสมัยที่พระองค์เสด็จอยู่ที่ไม้อชปาลนิโครธ ภายหลังตรัสรู้ใหม่ๆ
       (อีก ๒ คน คือ ตัณหา กับ ราคา)

อรติ ความขึ้งเคียด, ความไม่ยินดีด้วย, ความริษยา

อรรค ดู อัคร

อรรคสาวก สาวกผู้เลิศ, สาวกผู้ยอดเยี่ยม,
       ศิษย์ผู้เลิศกว่าศิษย์อื่นของพระพุทธเจ้า หมายถึง พระสารีบุตร และ พระมหาโมคคัลลานะ;
       ดู อัครสาวก

อรรถ ความหมาย, ความมุ่งหมาย, เนื้อความ, ใจความ, ประโยชน์, ผล

อรรถ ๒, ๓ ดู อัตถะ

อรรถกถา “เครื่องบอกความหมาย”, ถ้อยคำบอกแจ้งชี้แจงอรรถ, คำอธิบายอัตถะ คือความหมายของพระบาลี อันได้แก่พุทธพจน์ รวมทั้งข้อความและเรื่องราวเกี่ยวข้องแวดล้อมที่รักษาสืบทอดมาในพระไตรปิฎก, คัมภีร์อธิบายความในพระไตรปิฎก;
       ในภาษาบาลีเขียน อฏฺฐกถา, มีความหมายเท่ากับคำว่า อตฺถวณฺณนา หรือ อตฺถสํวณฺณนา
       (คัมภีร์สัททนีติ ธาตุมาลา กล่าวว่า อรรถกถา คือเครื่องพรรณนาอธิบายความหมาย ที่ดำเนินไปตามพยัญชนะและอัตถะ อันสัมพันธ์กับเหตุอันเป็นที่มาและเรื่องราว)
       อรรถกถามีมาเดิมสืบแต่พุทธกาล เป็นของเนื่องอยู่ด้วยกันกับการศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า ดังที่เข้าใจง่ายๆ ว่า “อรรถกถา” ก็คือคำอธิบายพุทธพจน์ และคำอธิบายพุทธพจน์นั้น ก็เริ่มต้นที่พุทธพจน์ คือพระดำรัสของพระพุทธเจ้านั่นเอง ซึ่งเป็นพระดำรัสที่ตรัสประกอบเสริมขยายความในเรื่องที่ตรัสเป็นหลักในคราวนั้นๆ บ้าง เป็นข้อที่ทรงชี้แจงอธิบายพุทธพจน์อื่นที่ตรัสไว้ก่อนแล้วบ้าง เป็นพระดำรัสปลีกย่อยที่ตรัสอธิบายเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทำนองเรื่องเบ็ดเตล็ดบ้าง
       ดังที่ท่านยกตัวอย่างว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงได้รับนิมนต์เสด็จไปประทับใช้อาคารเป็นปฐม ในคราวที่เจ้าศากยะสร้างหอประชุม (สันถาคาร) เสร็จใหม่ ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้เพียงว่าได้ทรงแสดงธรรมกถาแก่เจ้าศากยะ อยู่จนดึก เมื่อจะทรงพัก จึงรับสั่งให้พระอานนท์แสดงธรรมเรื่องเสขปฏิปทาแก่เจ้าศากยะเหล่านั้น และในพระสูตรนั้นได้บันทึกสาระไว้เฉพาะเรื่องที่พระอานนท์แสดง ส่วนธรรมกถาของพระพุทธเจ้าเองมีว่าอย่างไร ท่านไม่ได้รวมไว้ในตัวพระสูตรนี้
       เรื่องอย่างนี้มีบ่อยๆ แม้แต่พระสูตรใหญ่ๆ ก็บันทึกไว้เฉพาะหลักหรือสาระสำคัญ ส่วนที่เป็นพระดำรัสรายละเอียดหรือข้อปลีกย่อยขยายความ ซึ่งเรียกว่าปกิณกเทศนา (จะเรียกว่าปกิณกธรรมเทศนา ปกิณกธรรมกถา ปกิณกกถา หรือบาลีมุตธรรมกถา ก็ได้) แม้จะไม่ได้รวมไว้เป็นส่วนของพระไตรปิฎก แต่พระสาวกก็ถือว่าสำคัญยิ่ง คือเป็นส่วนอธิบายขยายความที่ช่วยให้เข้าใจพุทธพจน์ที่บันทึกไว้เป็นพระสูตรเป็นต้นนั้นได้ชัดเจนขึ้น พระสาวกทั้งหลายจึงกำหนดจดจำปกิณกเทศนาเหล่านี้ไว้ประกอบพ่วงคู่มากับพุทธพจน์ในพระไตรปิฎก เพื่อเป็นหลักฐานที่ช่วยให้เข้าใจชัดเจน ในพระพุทธประสงค์ของหลักธรรมที่ตรัสในคราวนั้นๆ
       และเฉพาะอย่างยิ่งจะได้ใช้ในการชี้แจงอธิบายหลักธรรมในพุทธพจน์นั้นแก่ศิษย์เป็นต้น พระปกิณกเทศนานี้แหละ ที่เป็นแกนหรือเป็นที่ก่อรูปของสิ่งที่เรียกว่าอรรถกถา แต่ในขณะที่ส่วนซึ่งเรียกว่าพระไตรปิฎก ท่านรักษาไว้ในรูปแบบและในฐานะที่เป็นหลัก ส่วนที่เป็นอรรถกถานี้ ท่านนำสืบกันมาในรูปลักษณ์และในฐานะที่เป็นคำอธิบายประกอบ แต่ก็ถือเป็นสำคัญยิ่ง ดังที่เมื่อสังคายนาพระไตรปิฎก อรรถกถาเหล่านี้ก็เข้าสู่การสังคายนาด้วย
       (ดูตัวอย่างที่ ม.ม. ๑๓/๒๕/๒๕; ม.อ.๓/๖/๒๐; วินย.ฏี.๒/๒๘/๗๐; ที.ฏี.๒/๑๘๘/๒๐๗)
       ทั้งนี้ มิเฉพาะพระพุทธดำรัสเท่านั้น แม้คำอธิบายของพระมหาสาวกบางท่านก็มีทั้งที่เป็นส่วนในพระไตรปิฎก (อย่างเช่นพระสูตรหลายสูตรของพระสารีบุตร) และส่วนอธิบายประกอบที่ถือว่าเป็นอรรถกถา คำอธิบายที่สำคัญของพระสาวกผู้ใหญ่อันเป็นที่ยอมรับนับถือเป็นหลัก ก็ได้รับการถ่ายทอดรักษาผ่านการสังคายนาสืบต่อมาด้วย
       คำอธิบายที่เป็นเรื่องใหญ่บางเรื่องสำคัญมากถึงกับว่า ทั้งที่เรียกว่าเป็นอรรถกถา ก็จัดรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งในพระไตรปิฎกด้วย ดังที่ท่านเล่าไว้ คือ “อัฏฐกถากัณฑ์” ซึ่งเป็นภาคหรือคัมภีร์ย่อยที่ ๓ ในคัมภีร์ธัมมสังคณี แห่งพระอภิธรรมปิฎก (พระไตรปิฎก เล่ม ๓๔, อัฏฐกถากัณฑ์นี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า “อัตถุทธารกัณฑ์” และพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐได้เลือกใช้ชื่อหลัง) ตามเรื่องที่ท่านบันทึกไว้ว่า
       (สงฺคณี.อ.๔๖๖) สัทธิวิหาริกรูปหนึ่งของพระสารีบุตรไม่สามารถกำหนดจับคำอธิบายธรรมในภาคหรือคัมภีร์ย่อยที่ ๒ ที่ชื่อว่านิกเขปกัณฑ์ ในคัมภีร์ธัมมสังคณีนั้น พระสารีบุตรจึงพูดให้ฟังก็เกิดเป็นอัฏฐกถากัณฑ์หรืออัตถุทธารกัณฑ์นั้นขึ้นมา (แต่คัมภีร์มหาอัฏฐกถากล่าวว่า พระสารีบุตรพาสัทธิวิหาริกรูปนั้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และพระองค์ตรัสแสดง),
       คัมภีร์มหานิทเทส (พระไตรปิฎก เล่ม ๒๙) และจูฬนิทเทส (พระไตรปิฎก เล่ม ๓๐) ก็เป็นคำอธิบายของพระสารีบุตร ที่ไขและขยายความแห่งพุทธพจน์ในคัมภีร์สุตตนิบาต (พระไตรปิฎก เล่ม ๒๕, อธิบายเฉพาะ ๓๒ สูตร ในจำนวนทั้งหมด ๗๑ สูตร)
       อรรถกถาทั้งหลายแต่ครั้งพุทธกาลนั้น ได้พ่วงมากับพระไตรปิฎกผ่านการสังคายนาทั้ง ๓ ครั้ง จนกระทั่งเมื่อพระมหินทเถระไปประดิษฐานพระพุทธศาสนาในลังกาทวีป เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕ ก็นำอรรถกถาเหล่านั้น ซึ่งยังเป็นภาษาบาลีพ่วงไปกับพระไตรปิฎกบาลีด้วย แต่เพื่อให้พระสงฆ์ตลอดจนพุทธศาสนิกทั้งหลายในลังกาทวีปนั้น สามารถศึกษาพระไตรปิฎกซึ่งเป็นภาษาบาลีได้สะดวก พระพุทธศาสนาจะได้เจริญมั่นคงด้วยหลักพระธรรมวินัย
       คัมภีร์เล่าว่า พระมหินทเถระได้แปลอรรถกถาจากภาษาบาลีให้เป็นภาษาของผู้เล่าเรียน คือภาษาสิงหฬ ซึ่งเรียกกันต่อมาว่า “มหาอัฏฐกถา” และใช้เป็นเครื่องมือศึกษาพระไตรปิฎกบาลีสืบมา ต่อแต่นั้น อรรถกถาทั้งหลายก็สืบทอดกันมาในภาษาสิงหฬ ต่อมา พระพุทธศาสนาในชมพูทวีปเสื่อมลง แม้ว่าพระไตรปิฎกจะยังคงอยู่ แต่อรรถกถาได้สูญสิ้นหมดไป
       ครั้งนั้นมีพระภิกษุรูปหนึ่ง ออกบวชจากตระกูลพราหมณ์ เล่าเรียนพระไตรปิฎกแล้ว มีความเชี่ยวชาญจนปรากฏนามว่า “พุทธโฆส” ได้เรียบเรียงคัมภีร์ชื่อว่าญาโณทัย (คัมภีร์มหาวงส์กล่าวว่าท่านเรียบเรียงอรรถกถาแห่งคัมภีร์ธัมมสังคณี ชื่อว่าอัฏฐสาลินีในคราวนั้นด้วย แต่ไม่สมจริง เพราะอัฏฐสาลินีอ้างวิสุทธิมัคค์ และอ้างสมันตปาสาทิกา มากมายหลายแห่ง จึงคงต้องแต่งทีหลัง) เสร็จแล้วเริ่มจะเรียบเรียงอรรถกถาแห่งพระปริตรขึ้น อาจารย์ของท่านซึ่งมีชื่อว่าพระเรวตเถระ บอกว่า อรรถกถามีอยู่บริบูรณ์ในลังกาทวีปเป็นภาษาสิงหฬ และให้ท่านไปแปลเป็นภาษาบาลีแล้วนำมายังชมพูทวีป
       พระพุทธโฆสได้เดินทางไปยังลังกาทวีปในรัชกาลของพระเจ้ามหานาม (พ.ศ. ๙๕๓-๙๗๕; ปีที่ท่านไป หลักฐานบางแห่งว่า พ.ศ. ๙๕๖ แต่บางแห่งว่า พ.ศ. ๙๖๕)
       พระพุทธโฆสพำนักในมหาวิหาร เมืองอนุราธปุระ ได้สดับอรรถกถาภาษาสิงหฬครบทั้ง มหาอฏฺฐกถา มหาปจฺจรี (มหาปจฺจริย ก็เรียก) และกุรุนฺที (อรรถกถาเก่าก่อนเหล่านี้ รวมทั้งสงฺเขปฏฺฐกถาซึ่งเป็นความย่อของมหาปัจจรี และอนฺธกฏฺฐกถาที่พระพุทธโฆสได้คุ้นมาก่อนนั้นแล้ว จัดเป็นโปราณัฏฐกถา) เมื่อจบแล้ว ท่านก็ได้ขอแปลอรรถกถาภาษาสิงหฬ เป็นภาษามคธ แต่สังฆะแห่งมหาวิหารได้มอบคาถาพุทธพจน์ให้ท่านไปเขียนอธิบายก่อน เป็นการทดสอบความสามารถ พระพุทธโฆสได้เขียนขยายความคาถานั้น โดยประมวลความในพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถามาเรียบเรียงตามหลักไตรสิกขา สำเร็จเป็นคัมภีร์วิสุทธิมัคค์ ครั้นเห็นความสามารถแล้ว สังฆะแห่งมหาวิหารจึงได้มอบคัมภีร์แก่ท่าน พระพุทธโฆสเริ่มงานแปลใน พ.ศ. ๙๗๓ ตั้งต้นที่อรรถกถาแห่งพระวินัยปิฎก (คือสมันตปาสาทิกา, คำนวณปีจาก วินย.อ.๓/๖๓๕) เมื่อทำงานแปลเสร็จพอควรแล้ว ก็เดินทางกลับไปยังชมพูทวีป
       งานแปลของพระพุทธโฆสนั้น แท้จริงมิใช่เป็นการแปลอย่างเดียว แต่เป็นการแปลและเรียบเรียง ดังที่ท่านเองเขียนบอกไว้ว่า ในการสังวรรณนาพระวินัย ท่านใช้มหาอรรถกถาเป็นเนื้อหาหลัก (เป็นสรีระ) พร้อมทั้งเก็บเอาอรรถะที่ควรกล่าวถึงจากข้อวินิจฉัยที่มีในอรรถกถามหาปัจจรี และอรรถกถากุรุนที เป็นต้น (คือรวมตลอดถึงอันธกัฏฐกถา และสังเขปัฏฐกถา) อธิบายให้ครอบคลุมประดาเถรวาทะ (คือข้อวินิจฉัยของพระมหาเถระวินัยธรโบราณในลังกาทวีป ถึง พ.ศ.๖๕๓),
       แต่ในส่วนของพระสุตตันตปิฎกและพระอภิธรรมปิฎก อรรถกถาโบราณ (โปราณัฏฐกถา) ภาษาสิงหฬ มีเพียงมหาอรรถกถาอย่างเดียว (มีมหาอรรถกถาในส่วนของคัมภีร์แต่ละหมวดนั้นๆ ซึ่งถือว่าเป็นมูลัฏฐกถา) พระพุทธโฆสจึงใช้มหาอรรถกถานั้นเป็นแกน ข้อความที่ยืดยาวกล่าวซ้ำๆ ก็จับเอาสาระมาเรียบเรียง แปลเป็นภาษามคธ โดยเก็บเอาวาทะ เรื่องราว และข้อวินิจฉัยของพระเถระสิงหฬโบราณ ถึง พ.ศ. ๖๕๓ มารวมไว้ด้วย พระพุทธโฆสาจารย์เป็นผู้เริ่มต้นยุคอรรถกถาที่กลับมีเป็นภาษาบาลีขึ้นใหม่ แม้ว่าพระพุทธโฆสจะมิได้จัดทำอรรถกถาขึ้นครบบริบูรณ์ แต่ในระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้นและต่อจากนั้นไม่นาน ก็ได้มีพระอรรถกถาจารย์รูปอื่นๆ มาทำงานส่วนที่ยังขาดอยู่จนเสร็จสิ้น รายชื่ออรรถกถา พร้อมทั้งนามพระเถระผู้รจนา (พระอรรถกถาจารย์) แสดงตามลำดับคัมภีร์ในพระไตรปิฎกที่อรรถกถานั้นๆ อธิบาย มีดังนี้ (พฆ. หมายถึง พระพุทธโฆสาจารย์)
       ก.พระวินัยปิฎก (ทั้งหมด) สมันตปาสาทิกา (พฆ.)
       ข.พระสุตตันตปิฎก
       ๑.ทีฆนิกาย สุมังคลวิลาสินี (พฆ.)
       ๒.มัชฌิมนิกาย ปปัญจสูทนี (พฆ.)
       ๓.สังยุตตนิกาย สารัตถปกาสินี (พฆ.)
       ๔.อังคุตตรนิกาย มโนรถปูรณี (พฆ.)
       ๕.ขุททกนิกาย
           ๑.ขุททกปาฐะ ปรมัตถโชติกา (พฆ.)
           ๒.ธรรมบท ธัมมปทัฏฐกถา (*)
           ๓.อุทาน ปรมัตถทีปนี (พระธรรมปาละ)
           ๔.อิติวุตตกะ ปรมัตถทีปนี (พระธรรมปาละ)
           ๕.สุตตนิบาต ปรมัตถโชติกา (พฆ.)
           ๖.วิมานวัตถุ ปรมัตถทีปนี@ (พระธรรมปาละ)
           ๗.เปตวัตถุ ปรมัตถทีปนี@ (พระธรรมปาละ)
           ๘.เถรคาถา ปรมัตถทีปนี (พระธรรมปาละ)
           ๙.เถรีคาถา ปรมัตถทีปนี (พระธรรมปาละ)
           ๑๐.ชาดก ชาตกัฏฐกถา (*)
           ๑๑.นิทเทส สัทธัมมปัชโชติกา (พระอุปเสนะ)
           ๑๒.ปฏิสัมภิทามัคค์ สัทธัมมปกาสินี (พระมหานาม)
           ๑๓.อปทาน วิสุทธชนวิลาสินี (**)
           ๑๔.พุทธวงส์ มธุรัตถวิลาสินี (พระพุทธทัตตะ)
           ๑๕.จริยาปิฎก ปรมัตถทีปนี (พระธรรมปาละ)
       ค.พระอภิธรรมปิฎก
       ๑.ธัมมสังคณี อัฏฐสาลินี (พฆ.)
       ๒.วิภังค์ สัมโมหวิโนทนี (พฆ.)
       ๓.ห้าคัมภีร์ที่เหลือ ปัญจปกรณัฏฐกถา (พฆ.)
       [พึงทราบ: @ ปรมัตถทีปนี ที่เป็นอรรถกถา แห่งวิมานวัตถุ และเปตวัตถุ มีอีกชื่อหนึ่งว่า วิมลวิลาสินี;
       (*) คือ ธัมมปทัฏฐกถา และชาตกัฏฐกถา นั้น ที่จริงก็มีชื่อเฉพาะว่า ปรมัตถโชติกา และถือกันมาว่าพระพุทธโฆสเป็นผู้เรียบเรียงคัมภีร์ทั้งสองนี้ แต่อาจเป็นได้ว่าท่านเป็นหัวหน้าคณะ โดยมีผู้อื่นร่วมงานด้วย;
       (**) วิสุทธชนวิลาสินี นั้น นามผู้รจนาไม่แจ้ง แต่คัมภีร์จูฬคันถวงส์ (แต่งในพม่า) ว่าเป็นผลงานของพระพุทธโฆส;
       มีอรรถกถาอื่นที่พึงทราบอีกบ้าง คือ กังขาวิตรณี (อรรถกถาแห่งพระปาติโมกข์) ซึ่งก็เป็นผลงานของพระพุทธโฆส, อรรถกถาแห่งเนตติปกรณ์ เป็นผลงานของพระธรรมปาละ]
       เนื้อตัวแท้ๆ ของอรรถกถา หรือความเป็นอรรถกถา ก็ตรงกับชื่อที่เรียกคือ อยู่ที่เป็นคำบอกความหมาย หรือเป็นถ้อยคำชี้แจงอธิบายอัตถะของศัพท์ หรือข้อความในพระไตรปิฎก เฉพาะอย่างยิ่งคืออธิบายพุทธพจน์
       เช่น เราอ่านพระไตรปิฎก พบคำว่า “วิริยสฺส สณฺฐานํ” ก็ไม่เข้าใจ สงสัยว่าทรวดทรงสัณฐานอะไรของความเพียร จึงไปเปิดดูอรรถกถา ก็พบไขความว่า
       สัณฐานในที่นี้หมายความว่า “ฐปนา อปฺปวตฺตนา…”
       ก็เข้าใจและแปลได้ว่าหมายถึงการหยุดยั้ง การไม่ดำเนินความเพียรต่อไป
       ถ้าพูดในขั้นพื้นฐาน ก็คล้ายกับพจนานุกรมที่เราอาศัยค้นหาความหมายของศัพท์ แต่ต่างกันตรงที่ว่าอรรถกถามิใช่เรียงตามลำดับอักษร แต่เรียงไปตามลำดับเนื้อความในพระไตรปิฎก ยิ่งกว่านั้น อรรถกถาอาจจะแปลความหมายให้ทั้งประโยค หรือทั้งท่อนทั้งตอน และความที่ท่านช่ำชองในพระไตรปิฎก ก็อาจจะอ้างอิงหรือโยงคำหรือความตอนนั้น ไปเทียบหรือไปบรรจบกับข้อความเรื่องราวที่อื่นในพระไตรปิฎกด้วย
       นอกเหนือจากนี้ ในกรณีเป็นข้อปัญหา หรือไม่ชัดเจน ก็อาจจะบอกข้อยุติหรือคำวินิจฉัยที่สังฆะได้ตกลงไว้และรักษากันมา บางทีก็มีการแสดงความเห็นหรือมติของพระอรรถกถาจารย์ต่อเรื่องที่กำลังพิจารณา และพร้อมนั้น ก็อาจจะกล่าวถึงมติที่ขัดแย้ง หรือที่สนับสนุน ของ “เกจิ” (อาจารย์บางพวก) “อญฺเญ” (อาจารย์พวกอื่น) “อปเร” (อาจารย์อีกพวกหนึ่ง) เป็นต้น
       นอกจากนั้น ในการอธิบายหลักหรือสาระบางอย่าง บางทีก็ยกเรื่องราวมาประกอบหรือเป็นตัวอย่าง ประเภทเรื่องปนอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์บ้าง เรื่องในวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวบ้านบ้าง ตลอดจนเหตุการณ์ในยุคสมัยต่างๆ ซึ่งมากทีเดียวเป็นเรื่องความเป็นไปของบ้านเมืองในลังกาทวีป ซึ่งในอดีตผ่านยุคสมัยต่างๆ ระหว่างที่พระสงฆ์เล่าเรียนกัน คงมีการนำเอาเรื่องราวในยุคสมัยนั้นๆ มาเล่าสอนและบันทึกไว้สืบกันมา จึงเป็นเรื่องตำนานบ้าง ประวัติศาสตร์บ้าง แห่งกาลเวลาหลายศตวรรษ อันเห็นได้ชัดว่า พระอรรถกถาจารย์ดังเช่นพระพุทธโฆสาจารย์ ไม่อาจรู้ไปถึงได้ นอกจากยกเอาจากคัมภีร์ที่เรียกว่าโปราณัฏฐกถาขึ้นมาถ่ายทอดต่อไป สำหรับผู้ที่เข้าใจรู้จักอรรถกถา สิ่งสำคัญที่เขาต้องการจากอรรถกถา ก็คือส่วนที่เป็นคำบอกความหมายไขความอธิบายเนื้อหาในพระไตรปิฎก ซึ่งก็คือต้องการตัวอรรถกถาแท้ๆ นั่นเอง และก็ตรงกันกับหน้าที่การงานของอรรถกถา อันได้แก่การรักษาสืบทอดคำบอกความหมายที่เป็นอัตถะในพระไตรปิฎก ส่วนอื่นนอกเหนือจากนี้ เช่นเรื่องราวเล่าขานต่างๆ เป็นเพียงเครื่องเสริมประกอบ ที่จริง มันไม่ใช่อรรถกถา แต่เป็นสิ่งที่พ่วงมาด้วยในหนังสือหรือคัมภีร์ที่เรียกว่าอรรถกถา
       เนื่องจากผู้อ่านพระไตรปิฎกบาลี ต้องพบศัพท์ที่ตนไม่รู้เข้าใจบ่อยครั้ง และจึงต้องปรึกษาอรรถกถา คล้ายคนปรึกษาพจนานุกรม เมื่อแปลพระไตรปิฎกมาเป็นภาษาไทย เป็นต้น จึงมักแปลไปตามคำไขความหรืออธิบายของอรรถกถา พระไตรปิฎกแปลภาษาไทยเป็นต้นนั้น จึงมีส่วนที่เป็นคำแปลผ่านอรรถกถา หรือเป็นคำแปลของอรรถกถาอยู่เป็นอันมาก และผู้อ่านพระไตรปิฎกแปลก็ไม่รู้ตัวว่าตนกำลังอ่านอรรถกถาพร้อมไปด้วย หรือว่าตนกำลังอ่านพระไตรปิฎกตามคำแปลของอรรถกถา
       มีข้อพึงทราบอีกอย่างหนึ่งว่า เวลานี้ เมื่อพูดถึงอรรถกถา ทุกคนเข้าใจว่าหมายถึงอรรถกถาภาษาบาลีที่พระพุทธโฆสาจารย์ เป็นต้น ได้เรียบเรียงขึ้น ในช่วงระยะใกล้ พ.ศ. ๑๐๐๐ แต่ดังได้เล่าให้ทราบแล้วว่า พระอรรถกถาจารย์รุ่นใหม่ พ.ศ.ใกล้หนึ่งพันนี้ ได้เรียบเรียงอรรถกถาภาษาบาลีขึ้นมาจากอรรถกถาเก่าภาษาสิงหฬ ที่ถูกเรียกแยกออกไปให้เป็นต่างหากว่า “โปราณัฏฐกถา” ข้อที่ควรทราบอันสำคัญก็คือ ในอรรถกถาภาษาบาลีที่เป็นรุ่นใหม่นี้ ท่านอ้างอิงโปราณัฏฐกถาบ่อยๆ โดยบางทีก็ออกชื่อเฉพาะของอรรถกถาเก่านั้นชัดออกมา แต่บางทีก็กล่าวเพียงว่า “ในอรรถกถากล่าวว่า…” คำว่าอรรถกถา ที่อรรถกถาภาษาบาลีกล่าวถึงนั้น โดยทั่วไป หมายถึงอรรถกถาเก่า หรือโปราณัฏฐกถา ที่เป็นภาษาสิงหฬ (พระอรรถกถาจารย์รุ่นใหม่นี้ บางท่านยังไม่พบว่าได้เรียกงานที่ท่านเองทำว่าเป็นอรรถกถา) พูดสั้นๆ ว่า คนปัจจุบันพูดถึงอรรถกถา หมายถึงอรรถกถาภาษาบาลีที่เกิดมีในยุค พ.ศ. ๑๐๐๐ แต่อรรถกถาภาษาบาลีนั้นเอ่ยคำว่าอรรถกถา โดยมักหมายถึงอรรถกถาเก่าภาษาสิงหฬ
       ต่อจากอรรถกถา ยังมีคัมภีร์ที่อธิบายรุ่นต่อมาอีกหลายชั้นเป็นอันมากเริ่มแต่ “ฎีกา” (ฏีกา) แจงไขขยายความต่อจากอรรถกถา “อนุฎีกา” แจงไขขยายความต่อจากฎีกา แต่ในที่นี้จะไม่กล่าวถึง เว้นแต่จะขอบอกนามท่านผู้แต่ง “ฎีกา” ที่สำคัญ พอให้ทราบไว้
       พระอาจารย์ธรรมปาละ ซึ่งเป็นพระอรรถกถาจารย์สำคัญที่เรียบเรียงอรรถกถาไว้มาก รองจากพระพุทธโฆส ได้เรียบเรียงฎีกาสำคัญ ซึ่งอธิบายอรรถกถาที่พระพุทธโฆสได้เรียบเรียงไว้อีกด้วย คือ ลีนัตถปกาสินี (เป็นฎีกาซึ่งอธิบายอรรถกถาแห่งนิกายทั้งสี่ คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย และอังคุตตรนิกาย และอธิบายอรรถกถาแห่งชาดก) นอกจากนั้นก็ยังได้เรียบเรียงปรมัตถทีปนี (ฎีกาอธิบายอรรถกถาแห่งพุทธวงส์ ที่พระพุทธทัตตะเรียบเรียงไว้) และปรมัตถมัญชุสา (ฎีกาแห่งวิสุทธิมัคค์ ที่เรียกกันว่ามหาฎีกา),
       ฎีกาจารย์ ท่านหนึ่ง ชื่อพระวาจิสสระ รจนา ลีนัตถทีปนี (ฎีกาอันอธิบายต่อจากอรรถกถาแห่งปฏิสัมภิทามัคค์);
       นอกจากนี้ มีฎีกาอีก ๒ เรื่อง ที่ควรกล่าวไว้ด้วย เพราะกำหนดให้ใช้เล่าเรียนในหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของคณะสงฆ์ไทย คือ สารัตถทีปนี (ฎีกาแห่งวินยัฏฐกถา) ผู้แต่งคือพระอาจารย์ชื่อสารีบุตร (ไม่ใช่พระสารีบุตรอัครสาวก) และ อภิธัมมัตถวิภาวินี (ฎีกาแห่งอภิธัมมัตถสังคหะ) ผู้แต่งคือพระสุมังคละ;
       ดู โปราณัฏฐกถา

อรรถกถาจารย์ อาจารย์ผู้แต่งอรรถกถา

อรรถกถานัย เค้าความในอรรถกถา, แนวคำอธิบายในอรรถกถา, แง่แห่งความหมายที่แสดงไว้ในอรรถกถา

อรรถคดี เรื่องที่ฟ้องร้องกันในโรงศาล, ข้อที่กล่าวหากัน

อรรถรส “รสแห่งเนื้อความ”, “รสแห่งความหมาย”
       สาระที่ต้องการของเนื้อความ, เนื้อแท้ของความหมาย, ความหมายแท้ที่ต้องการ, ความมุ่งหมายที่แทรกซึมอยู่ในเนื้อความ คล้ายกับที่มักพูดกันในบัดนี้ว่า เจตนารมณ์
       (พจนานุกรมว่า “ถ้อยคำที่ทำให้เกิดความซาบซึ้ง”)

อรรถศาสน์ คำสอนว่าด้วยเรื่องประโยชน์ ๓ อย่าง คือ
       ๑. ทิฏฐธัมมิกัตถะ ประโยชน์ในปัจจุบัน
       ๒. สัมปรายิกัตถะ ประโยชน์ที่จะได้ในภายหน้า
       ๓. ปรมัตถะ ประโยชน์อย่างยิ่ง คือพระนิพพาน

อรหํ (พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น) เป็นพระอรหันต์
       คือ เป็นผู้ไกลจากกิเลสและบาปธรรม ทรงความบริสุทธิ์,
       หรือเป็นผู้กำจัดข้าศึก คือกิเลสสิ้นแล้ว,
       หรือเป็นผู้หักกำแห่งสังสารจักร อันได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม,
       หรือเป็นผู้ควรแนะนำสั่งสอน เป็นผู้ควรรับความเคารพ ควรแก่ทักษิณา และการบูชาพิเศษ,
       หรือเป็นผู้ไม่มีข้อเร้นลับ คือไม่มีข้อเสียหายอันควรปกปิด
       (ข้อ ๑ ในพุทธคุณ ๙)

อรหัต ความเป็นพระอรหันต์, ชื่อมรรคผลขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา ซึ่งตัดกิเลสในสันดานได้เด็ดขาด;
       เขียนอย่างคำเดิมเป็น อรหัตต์

อรหัตตผล ผลคือการสำเร็จเป็นพระอรหันต์, ผลคือความเป็นพระอรหันต์, ผลที่ได้รับจากการละสังโยชน์ทั้งหมด อันสืบเนื่องมาจากอรหัตตมรรค ทำให้เป็นพระอรหันต์

อรหัตตมรรค ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผล คือความเป็นพระอรหันต์,
       ญาณคือความรู้เป็นเหตุละ สังโยชน์ ได้ทั้ง ๑๐

อรหัตตวิโมกข์ ความพ้นจากกิเลสด้วยอรหัต หรือเพราะสำเร็จอรหัต
       คือ หลุดพ้นขั้นละกิเลสได้สิ้นเชิงและเด็ดขาด สำเร็จเป็นพระอรหันต์

อรหันต์ ผู้สำเร็จธรรมวิเศษสูงสุดในพระพุทธศาสนา, พระอริยบุคคลชั้นสูงสุด ผู้ได้บรรลุอรหัตตผล,
       พระอรหันต์ ๒ ประเภท คือ พระสุกขวิปัสสก กับพระสมถยานิก;
       พระอรหันต์ ๔ คือ
           ๑. พระสุกขวิปัสสก
           ๒. พระเตวิชชะ (ผู้ได้วิชชา ๓)
           ๓. พระฉฬภิญญะ (ผู้ได้อภิญญา ๖)
           ๔. พระปฏิสัมภิทัปปัตตะ (ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔);
       พระอรหันต์ ๕ คือ
           ๑. พระปัญญาวิมุต
           ๒. พระอุภโตภาควิมุต
           ๓. พระเตวิชชะ
           ๔. พระฉฬภิญญะ
           ๕. พระปฏิสัมภิทัปปัตตะ;
       ดู อริยบุคคล
       พระอรรถกถาจารย์แสดงความหมายของ อรหันต์ ไว้ ๕ นัย คือ
           ๑. เป็นผู้ไกล (อารกะ) จากกิเลส
               (คือห่างไกลไม่อยู่ในกระแสกิเลสที่จะทำให้มัวหมองได้เลย)
           ๒. กำจัดข้าศึก (อริ+หต) คือกิเลสหมดสิ้นแล้ว
           ๓. เป็นผู้หักคือรื้อทำลายกำ (อร+หต) แห่งสังสารจักรเสร็จแล้ว
           ๔. เป็นผู้ควร (อรห) แก่การบูชาพิเศษของเทพและมนุษย์ทั้งหลาย
           ๕. ไม่มีที่ลับ (น+รห) ในการทำบาป คือไม่มีความชั่วความเสียหายที่จะต้องปิดบัง;
       ความหมายทั้ง ๕ นี้ ตามปกติใช้อธิบายคำว่า อรหันต์ ที่เป็นพุทธคุณข้อที่ ๑;
       ดู อรหํ

อรหันตขีณาสพ พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้ว ใช้สำหรับพระสาวก,
       สำหรับพระพุทธเจ้า ใช้คำว่า อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้ชอบเอง

อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์ (ข้อ ๓ ในอนันตริยกรรม ๕)

อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง หมายถึงพระพุทธเจ้า

อรัญ, อรัญญ์ ป่า,
       ตามกำหนดในพระวินัย (วินย. ๑/๘๕/๘๕) ว่า
       “ที่เว้นบ้าน (คาม) และอุปจารบ้าน นอกนั้นชื่อว่า ป่า (อรัญ)”
       และตามนัยพระอภิธรรม (อภิ.วิ. ๓๕/๖๑๖/๓๓๘; ซึ่งตรงกับพระสูตร, ขุ.ปฏิ. ๓๑/๓๘๘/๒๖๔) ว่า
       “คำว่า ป่า (อรัญ) คือ ออกนอกหลักเขตไปแล้ว ที่ทั้งหมดนั้นชื่อว่า ป่า”;
       ส่วนเสนาสนะป่า (รวมทั้งวัดป่า) มีกำหนดในพระวินัย (วินย. ๒/๑๖๖/๑๔๖; ๒/๗๙๖/๕๒๘) ว่า
       “เสนาสนะที่ชื่อว่า ป่า มีระยะไกล ๕๐๐ ชั่วธนู (=๕๐๐ วา คือ ๑ กม.) เป็นอย่างน้อย”;
       เทียบ วนะ

อรัญญิกธุดงค์ องค์คุณเครื่องขจัดกิเลสของผู้ถืออยู่ประจำในป่า
       ได้แก่ ธุดงค์ข้อ อารัญญิกังคะ

อรัญญิกวัตร ข้อปฏิบัติสำหรับภิกษุผู้อยู่ป่า, ธรรมเนียมในการอยู่ป่าของภิกษุ;
       ดู อารัญญกวัตร

อรัญวาสี “ผู้อยู่ป่า”, พระป่า หมายถึง พระภิกษุที่อยู่วัดในป่า, เป็นคู่กับคามวาสี หรือพระบ้าน ซึ่งหมายถึงพระภิกษุที่อยู่วัดในบ้านในเมือง; ในพุทธกาลไม่มีการแบ่งแยกว่า พระบ้าน-พระป่า และคำว่า คามวาสี-อรัญวาสี ก็ไม่มีในพระไตรปิฎก เพราะในสมัยพุทธกาลนั้น พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นศูนย์รวม และมีการจาริกอยู่เสมอ โดยเฉพาะพระพุทธองค์เองทรงนำสงฆ์หมู่ใหญ่จาริกไปในถิ่นแดนทั้งหลายเป็นประจำ ภิกษุทั้งหลายที่ยังไม่จบกิจในพระศาสนา นอกจากเสาะสดับคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ย่อมระลึกอยู่เสมอถึงพระดำรัสเตือนให้เสพเสนาสนะอันสงัดเจริญภาวนา โดยทรงระบุป่าเป็นสถานที่แรกแห่งเสนาสนะอันสงัดนั้น
       (ที่ตรัสทั่วไปคือ “อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา…”
       – ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปอยู่ในป่าก็ดี โคนไม้ก็ดี เรือนว่างก็ดี…;
       ที่ตรัสรองลงไปคือ “… วิวิตฺตํ เสนาสนํ ภชติ อรญฺญํ รุกฺขมูลํ ปพฺพตํ กนฺทรํ คิริคุหํ สุสานํ วนปตฺถํ อพฺโภกาสํ ปลาลปุญฺชํ…”
       – [ภิกษุนั้น] …เข้าหาเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำในเขา ป่าช้า ดงเปลี่ยว ที่แจ้ง ลอมฟาง…)
       แนวทางปฏิบัติเช่นนี้ ท่านถือแน่นแฟ้นสืบกันมา แม้ว่าสาระจะอยู่ที่มีเสนาสนะอันสงัด แต่ป่าซึ่งในอดีตมีพร้อมและเป็นที่สงัดอันแน่นอน ก็เป็นที่พึงเลือกเด่นอันดับแรก จึงนับว่าเป็นตัวแทนที่เต็มความหมายของเสนาสนะอันสงัด ดังปรากฏเป็นคาถาที่กล่าวกันว่าพระธรรมสังคาหกาจารย์ได้รจนาไว้ อันเป็นที่อ้างอิงในคัมภีร์ทั้งหลาย ตั้งแต่มิลินทปัญหา จนถึงวิสุทธิมัคค์ และในอรรถกถาเป็นอันมาก มีความว่า
           ยถาปิ ทีปิโก นาม นิลียิตฺวา คณฺหตี มิเค
           ตเถวายํ พุทฺธปุตฺโต ยุตฺตโยโค วิปสฺสโก
           อรญฺญํ ปวิสิตฺวาน คณฺหาติ ผลมุตฺตมํ ฯ
       (พุทธบุตรนี้ ประกอบความเพียรเจริญวิปัสสนา เข้าไปสู่ป่า จะถือเอาผลอันอุดม [อรหัตตผล] ได้ เหมือนดังเสือซุ่มตัวจับเนื้อ)
       ตามคตินี้ การไปเจริญภาวนาในป่าเป็นข้อพึงปฏิบัติสำหรับภิกษุทุกรูปเสมอเหมือนกัน ไม่มีการแบ่งแยก ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ว่า ในคัมภีร์มิลินทปัญหา (ประมาณ พ.ศ. ๕๐๐) ก็ยังไม่มี คำว่า คามวาสี และอรัญวาสี (พบคำว่า “อรญฺญวาสา” แห่งเดียว แต่หมายถึงดาบสชาย-หญิง) แม้ว่าต่อมาในอรรถกถา (ก่อน จนถึงใกล้ พ.ศ. ๑๐๐๐) จะมีคำว่า คามวาสี และอรัญวาสี เกิดขึ้นแล้ว แต่ก็ใช้เป็นถ้อยคำสามัญ หมายถึงใครก็ได้ตั้งแต่พระสงฆ์ ไปจนถึงสิงสาราสัตว์ (มักใช้แก่ชาวบ้านทั่วไป) ที่อยู่บ้าน อยู่ใกล้บ้าน หรืออยู่ในป่า มิได้มีความหมายจำเพาะอย่างที่เข้าใจกันในบัดนี้
       พระภิกษุที่ไปเจริญภาวนาในป่านั้น อาจจะไปอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ยาวบ้าง สั้นบ้าง และอาจจะไปๆ มาๆ แต่บางรูปก็อาจจะอยู่นานๆ ภิกษุที่อยู่ป่านั้นท่านเรียกว่า “อารัญญกะ” (อารัญญิกะ ก็เรียก) และการถืออยู่ป่า เป็นธุดงค์อย่างหนึ่ง ซึ่งภิกษุจะเลือกถือได้ตามสมัครใจ กับทั้งจะถือในช่วงเวลายาวหรือสั้น หรือแม้แต่ตลอดชีวิต ก็ได้
       สันนิษฐานว่า เมื่อเวลาล่วงผ่านห่างพุทธกาลมานาน พระภิกษุอยู่ประจำที่มากขึ้น อีกทั้งมีภาระผูกมัดตัวมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะการเล่าเรียนและทรงจำพุทธพจน์ในยุคที่องค์พระศาสดาปรินิพพานแล้ว ซึ่งจะต้องรักษาไว้แก่คนรุ่นหลังให้ครบถ้วนและแม่นยำโดยมีความเข้าใจถูกต้อง อีกทั้งต้องเก็บรวบรวมคำอธิบายของอาจารย์รุ่นต่อๆ มา ที่มีเพิ่มขึ้นๆ จนเกิดเป็นงานหรือหน้าที่ที่เรียกว่า “คันถธุระ” (ธุระในการเล่าเรียนพระคัมภีร์) เป็นภาระซึ่งทำให้รวมกันอยู่ที่แหล่งการเล่าเรียนศึกษาในชุมชนหรือในเมือง พร้อมกันนั้น ภิกษุผู้ไปเจริญภาวนาในป่า เมื่อองค์พระศาสดาปรินิพพานแล้ว ก็อิงอาศัยอาจารย์ที่จำเพาะมากขึ้น มีความรู้สึกที่จะต้องผ่อนและเผื่อเวลามากขึ้น อยู่ประจำที่แน่นอนมากขึ้น เพื่ออุทิศตัวแก่กิจในการเจริญภาวนา ซึ่งกลายเป็นงานหรือหน้าที่ที่เรียกว่า “วิปัสสนาธุระ” (ธุระในการเจริญกรรมฐานอันมีวิปัสสนาเป็นยอด) โดยนัยนี้ แนวโน้มที่จะแบ่งเป็นพระบ้าน-พระป่าก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
       การแบ่งพระสงฆ์เป็น ๒ ฝ่าย คือ คามวาสี และอรัญวาสี เกิดขึ้นในลังกาทวีป และปรากฏชัดเจนในรัชกาลพระเจ้าปรักกมพาหุ ที่ ๑ มหาราช (พ.ศ. ๑๖๙๖-๑๗๒๙) ต่อมา เมื่อพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งอาณาจักรสุโขทัย ทรงรับพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์ลังกาวงศ์ อันสืบเนื่องจากสมัยพระเจ้าปรักกมพาหุนี้เข้ามาในช่วงใกล้ พ.ศ. ๑๘๒๐ ระบบพระสงฆ์ ๒ แบบ คือ คามวาสีและอรัญวาสี ก็มาจากศรีลังกาเข้าสู่ประเทศไทยด้วย;
       คู่กับ คามวาสี, ดู วิปัสสนาธุระ

อริ ข้าศึก, ศัตรู, คนที่ไม่ชอบกัน

อริฏฐภิกษุ ชื่อภิกษุรูปหนึ่ง ในครั้งพุทธกาล เป็นบุคคลแรกที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิบาป

อริยะ เจริญ, ประเสริฐ, ผู้ไกลจากข้าศึก คือกิเลส,
       บุคคลผู้บรรลุธรรมวิเศษ มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น;
       ดู อริยบุคคล

อริยกะ คนเจริญ, คนประเสริฐ, คนได้รับการศึกษาอบรมดี;
       เป็นชื่อเรียกชนชาติหนึ่งที่อพยพจากทางเหนือเข้าไปในอินเดียตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ถือตัวว่าเป็นพวกเจริญ และเหยียดพวกเจ้าถิ่นเดิมลงว่าเป็นมิลักขะ คือพวกคนป่าคนดอย,
       พวกอริยกะอพยพเข้าไปในยุโรปด้วย คือ พวกที่เรียกว่า อารยัน

อริยกชาติ หมู่คนที่ได้รับการศึกษาอบรมดี, พวกที่มีความเจริญ, พวกชนชาติอริยกะ

อริยชาติ “เกิดเป็นอริยะ” คือ บรรลุมรรคผล กลายเป็นอริยบุคคล
       เปรียบเหมือนเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง ด้วยการเปลี่ยนจากปุถุชนเป็นพระอริยะ,
       อีกอย่างหนึ่งว่า ชาติอริยะ หรือชาวอริยะ ซึ่งเป็นผู้เจริญในทางพระพุทธศาสนา หมายถึงผู้กำจัดกิเลสได้ ซึ่งชนวรรณะไหน เผ่าไหน ก็อาจเป็นได้
       ต่างจากอริยชาติ หรืออริยกชาติที่มีมาแต่เดิม ซึ่งจำกัดด้วยชาติคือกำเนิด

อริยทรัพย์ ทรัพย์อันประเสริฐเป็นของติดตัว อยู่ภายในจิตใจ ดีกว่าทรัพย์ภายนอก เช่น เงินทอง เป็นต้น เพราะโจรหรือใครๆ แย่งชิงไม่ได้ และทำให้เป็นคนประเสริฐอย่างแท้จริง
       มี ๗ คือ ๑. ศรัทธา ๒. ศีล ๓. หิริ ๔. โอตตัปปะ ๕. พาหุสัจจะ ๖. จาคะ ๗. ปัญญา

อริยบุคคล บุคคลผู้เป็นอริยะ,
       ท่านผู้บรรลุธรรมวิเศษมีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น มี ๔ คือ
           ๑. พระโสดาบัน
           ๒. พระสกทาคามี (หรือสกิทาคามี)
           ๓. พระอนาคามี
           ๔. พระอรหันต์;
       แบ่งพิสดารเป็น ๘ คือ
           พระผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค และพระผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล คู่ ๑,
           พระผู้ตั้งอยู่ในสกทาคามิมรรค และพระผู้ตั้งอยู่ในสกทาคามิผล คู่ ๑,
           พระผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรค และพระผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิผล คู่ ๑,
           พระผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค และพระผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล คู่ ๑

อริยบุคคล ๗ บุคคลผู้เป็นอริยะ, บุคคลผู้ประเสริฐ,
       ท่านผู้บรรลุธรรมวิเศษ มีโสดาปัตติมรรค เป็นต้น
       นัยหนึ่งจำแนกเป็น ๗ คือ
       สัทธานุสารี ธัมมานุสารี สัทธาวิมุต ทิฏฐิปปัตตะ กายสักขี ปัญญาวิมุต และ อุภโตภาควิมุต
       (ดูคำนั้นๆ)

อริยปริเยสนา การแสวงหาที่ประเสริฐ
       คือ แสวงหาสิ่งที่ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งชาติชรามรณะ หรือกองทุกข์
       โดยความ ได้แก่ แสวงหาโมกขธรรมเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์,
       ความหมายอย่างง่าย ได้แก่ การแสวงหาในทางสัมมาชีพ
       (ข้อ ๒ ในปริเยสนา ๒)

อริยผล ผลอันประเสริฐ มี ๔ ชั้น คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล

อริยมรรค ทางอันประเสริฐ, ทางดำเนินของพระอริยะ,
       ญาณอันให้สำเร็จความเป็นพระอริยะ มี ๔ คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค;
       บางทีเรียกมรรคมีองค์ ๘ ว่า อริยมรรค ก็มี แต่ควรเรียกเต็มว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค

อริยวงศ์ ปฏิปทาที่พระอริยบุคคลผู้เป็นสมณะ ปฏิบัติสืบกันมาไม่ขาดสาย,
       อริยประเพณี มี ๔ คือ
           ๑. สันโดษด้วยจีวร
           ๒. สันโดษด้วยบิณฑบาต
           ๓. สันโดษด้วยเสนาสนะ
           ๔. ยินดีในการบำเพ็ญกุศล ละอกุศล

อริยวัฑฒิ, อริยาวัฒิ, อารยวัฒิ ความเจริญอย่างประเสริฐ, หลักความเจริญของอารยชน,
       ความเจริญงอกงามที่ได้สาระสมเป็นอริยสาวกอริยสาวิกา มี ๕ คือ
       ๑. ศรัทธา ความเชื่อมีเหตุผล ความมั่นใจในพระรัตนตรัย ในหลักแห่งความจริงความดีงาม และในการที่จะทำกรรมดี
       ๒. ศีล ความประพฤติดี มีวินัย เลี้ยงชีพสุจริต
       ๓. สุตะ ความรู้หลักธรรมคำสอนและใฝ่ใจเล่าเรียนสดับฟังศึกษาหาความรู้
       ๔. จาคะ ความเผื่อแผ่เสียสละ มีน้ำใจและใจกว้าง พร้อมที่จะรับฟังและร่วมมือ ไม่คับแคบเอาแต่ตัว
       ๕. ปัญญา ความรอบรู้ รู้คิด รู้พิจารณา เข้าใจเหตุผล มองเห็นโลกและชีวิตตามเป็นจริง

อริยวิหาร ธรรมเครื่องอยู่ของพระอริยะ;
       ดู วิหาร

อริยสัจ ความจริงอย่างประเสริฐ, ความจริงของพระอริยะ,
       ความจริงที่ทำคนให้เป็นพระอริยะ มี ๔ อย่าง คือ
           ทุกข์ (หรือ ทุกขสัจจะ)
           สมุทัย (หรือ สมุทัยสัจจะ)
           นิโรธ (หรือ นิโรธสัจจะ)
           มรรค (หรือ มัคคสัจจะ)
       เรียกเต็มว่า ทุกข[อริยสัจจ์] ทุกขสมุทัย[อริยสัจจ์] ทุกขนิโรธ[อริยสัจจ์] และ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา[อริยสัจจ์]

อริยสัจจ์ ดู อริยสัจ

อริยสาวก
       1. สาวกผู้เป็นพระอริยะ, สาวกผู้บรรลุธรรมวิเศษ มีโสดาปัตติมรรค เป็นต้น
       2. สาวกของพระอริยะ (คือของพระพุทธเจ้าผู้เป็นอริยะ)

อริยสาวิกา สาวิกาที่เป็นพระอริยะ, อริยสาวกหญิง

อริยอัฏฐังคิกมรรค มรรคมีองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ;
       ดู มรรค

อรุณ เวลาใกล้อาทิตย์จะขึ้น มีสองระยะคือมีแสงขาวเรื่อๆ (แสงเงิน) และแสงแดง (แสงทอง), เวลาย่ำรุ่ง

อรูป ฌานมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์ ได้แก่ อรูปฌาน, ภพของสัตว์ผู้เข้าถึงอรูปฌาน,
       ภพของอรูปพรหม มี ๔ คือ
           ๑. อากาสานัญจายตนะ (กำหนดที่ว่างหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์)
           ๒. วิญญาณัญจายตนะ (กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์)
           ๓. อากิญจัญญายตนะ (กำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรๆ เป็นอารมณ์)
           ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ (ภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่)

อรูปฌาน ฌานมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์ มี ๔;
       ดู อรูป

อรูปพรหม พรหมผู้เข้าถึงอรูปฌาน, พรหมไม่มีรูป, พรหมในอรูปภพ มี ๔;
       ดู อรูป

อรูปภพ โลกเป็นที่อยู่ของพรหมไม่มีรูป;
       ดู อรูป

อรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม, ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน, ความปรารถนาในอรูปภพ
       (ข้อ ๗ ในสังโยชน์ ๑๐)

อรูปาวจร ซึ่งท่องเที่ยวไปในอรูปภพ, อยู่ในระดับจิตชั้นอรูปฌาน, ยังเกี่ยวข้องอยู่กับอรูปธรรม;
       ดู ภพ, ภูมิ

อลังการ เครื่องประดับประดา

อลชฺชิตา อาการที่ต้องอาบัติด้วยไม่ละอาย

อลัชชี ผู้ไม่มีความละอาย, ผู้หน้าด้าน,
       ภิกษุผู้มักประพฤติละเมิดพุทธบัญญัติโดยจงใจละเมิด หรือทำผิดแล้วไม่แก้ไข

อเลอ แปลง, ที่อเลออื่น คือที่แปลงอื่น

อโลภะ ความไม่โลภ, ไม่โลภอยากได้ของเขา,
       ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับความโลภ คือ ความคิดเผื่อแผ่เสียสละ, จาคะ
       (ข้อ ๑ ในกุศลมูล ๓)

อวตาร การลงมาเกิด, การแบ่งภาคมาเกิด,
       เป็นความหมายในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู เช่น พระนารายณ์อวตาร คือแบ่งภาคลงจากสวรรค์มาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นต้น

อวมานะ การดูถูกเหยียดหยาม, การลบหลู่;
       ตรงข้ามกับ สัมมานะ, ดู มานะ

อวสาน ที่สุด, ที่จบ

อวสานกาล เวลาสุดท้าย, ครั้งสุดท้าย

อวหาร การลัก, อาการที่ถือว่าเป็นลักทรัพย์ ในอรรถกถาแสดงไว้ ๒๕ อย่าง
       พึงทราบในที่นี้ ๑๓ อย่าง คือ
       ๑. ลัก
       ๒. ชิงหรือวิ่งราว
       ๓. ลักต้อน
       ๔. แย่ง
       ๕. ลักสับ
       ๖. ตู่
       ๗. ฉ้อ
       ๘. ยักยอก
       ๙. ตระบัด
       ๑๐. ปล้น
       ๑๑. หลอกลวง
       ๑๒. กดขี่หรือกรรโชก
       ๑๓. ลักซ่อน

อวัตถุรูป ดูที่ รูป ๒๘

อวันตี ชื่อแคว้นหนึ่งในบรรดา ๑๖ แคว้นใหญ่แห่งชมพูทวีป ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นวังสะ มีนครหลวงชื่ออุชเชนี ราชาผู้ครองอวันตีในพุทธกาล มีพระนามว่าพระเจ้าจัณฑปัชโชต;
       เดิมนั้น แคว้นอวันตีมีเมืองหลวงเก่าชื่อมาหิษมตี (น่าจะได้แก่เมือง Godarpura ในบัดนี้) ซึ่งตั้งอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำนัมมทา ต่อมาจึงย้ายขึ้นเหนือมาตั้งที่อุชเชนี,
       ในคัมภีร์บาลีบางที่ มีคำเรียกอวันตีว่า “อวันตีทักขิณาบถ” ถ้าถือแม่น้ำคงคาเป็นเส้นแบ่ง ทั้งแคว้นอวันตีก็อยู่ในทักขิณาบถ แต่ถ้าถือแม่น้ำนัมมทาเป็นเส้นแบ่ง อวันตีก็มีทั้งส่วนที่เป็นอุตราบถ และส่วนที่เป็นทักขิณาบถ คือ แถบที่ตั้งของมาหิษมตีเมืองหลวงเก่าลงไป เป็นทักขิณาบถ

อวันทนียกรรม สังฆกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์มีมติประกาศให้ถือภิกษุผู้แสดงอาการอันไม่น่าเลื่อมใส ว่าเป็นผู้ที่ภิกษุณีทั้งหลายไม่พึงไหว้;
       ดูที่ ปกาสนียกรรม, อสัมมุขากรณีย์

อวัสดา ฐานะ, ความเป็นอยู่, ความกำหนด, เวลา, สมัย

อวิชชา ความไม่รู้จริง,
       ความหลงอันเป็นเหตุไม่รู้จริง มี ๔ คือความไม่รู้อริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง
       (ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดแห่งทุกข์ ไม่รู้ความดับทุกข์ ไม่รู้ทางให้ถึงความดับทุกข์)
       อวิชชา ๘ คือ อวิชชา ๔ นั้น และเพิ่ม
       ๕. ไม่รู้อดีต ๖. ไม่รู้อนาคต ๗. ไม่รู้ทั้งอดีตทั้งอนาคต ๘. ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
       (ข้อ ๑๐ ในสังโยชน์ ๑๐ ตามนัยพระอภิธรรม, ข้อ ๗ ในอนุสัย ๗)

อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา, กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน ทำให้ไม่รู้ตามความเป็นจริง
       (ข้อ ๓ ในอาสวะ ๓, ข้อ ๔ ในอาสวะ ๔)

อวิญญาณกะ พัสดุที่ไม่มีวิญญาณ เช่น เงิน ทอง ผ้านุ่งห่ม และเครื่องใช้สอย เป็นต้น;
       เทียบ สวิญญาณกะ

อวิทยา ความไม่รู้, อวิชชา

อวิทูเรนิทาน “เรื่องไม่ไกลนัก”
       หมายถึง เรื่องราวความเป็นไปเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ตั้งแต่จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตจนถึงตรัสรู้;
       ดู พุทธประวัติ

อวินิพโภครูป “รูปที่แยกออกจากกันไม่ได้”,
       รูปที่มีอยู่ด้วยกันเป็นประจำเสมอไป อย่างขาดมิได้เลยในสิ่งที่เป็นรูปทุกอย่าง
       กล่าวคือ ในสิ่งที่เป็นรูปทุกอย่าง แม้แต่ปรมาณูที่เล็กที่สุดก็จะต้องมีรูปธรรมชุดนี้อยู่เป็นอย่างน้อย, คุณสมบัติพื้นฐานที่มีอยู่เป็นประจำในวัตถุ,
       มี ๘ อย่าง คือ
           ปฐวี (ภาวะแผ่ขยายหรือรองรับ)
           อาโป (ภาวะเอิบอาบเกาะกุม)
           เตโช (ภาวะร้อน)
           วาโย (ภาวะเคลื่อนไหวเคร่งตึง)
           วัณณะ (สี)
           คันธะ (กลิ่น)
           รสะ (รส)
           โอชา (อาหารรูป);
       ใน ๘ อย่างนี้ สี่อย่างแรกเป็นมหาภูตรูป หรือธาตุ ๔, สี่อย่างหลังเป็นอุปาทายรูป;
       รูปที่เหลือจากนี้ ๒๐ อย่าง เป็น วินิพโภครูป (รูปที่แยกจากกันได้);
       ดู รูป ๒๘

อวิหิงสาวิตก ความตริตรึกในทางไม่เบียดเบียน,
       ความตรึกด้วยอำนาจกรุณา ไม่คิดทำความลำบากเดือดร้อนแก่ผู้อื่น คิดแต่จะช่วยเหลือเขาให้พ้นจากทุกข์
       (ข้อ ๓ ในกุศลวิตก ๓)

อศุภ ดู อสุภ

อโศกมหาราช มหาราชแห่งชมพูทวีป ซึ่งเป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์โลก และเป็นพุทธศาสนูปถัมภกที่สำคัญยิ่ง เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ ๓ แห่งราชวงศ์โมริยะ ครองราชสมบัติ ณ พระนครปาฏลีบุตร ใน พ.ศ. ๒๑๘-๒๖๐
       เมื่อครองราชย์ได้ ๘ พรรษา ทรงยกทัพไปปราบแคว้นกลิงคะ (ปัจจุบันคือดินแดนแถบแคว้น Orissa) ที่เป็นชนชาติเข้มแข็งลงได้ ทำให้อาณาจักรของพระองค์กว้างใหญ่ที่สุดในประวัติชาติอินเดีย แต่ในการสงครามนั้น มีผู้คนล้มตายและประสบภัยพิบัติมากมาย ทำให้พระองค์สลดพระทัย
       พอดีได้ทรงสดับคำสอนในพระพุทธศาสนา ทรงเลื่อมใส ได้ทรงเลิกการสงคราม หันมาถือหลัก “ธรรมวิชัย” คือ ชนะใจด้วยธรรม มุ่งทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สร้างสรรค์ประโยชน์สุขของประชาชน และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศในทางสันติ
       โปรดให้เขียนสลักศิลาจารึก (เรียกว่า “ธรรมลิปิ” คือ ลายสือธรรม หรือธรรมโองการ) ไว้ในที่ต่างๆ ทั่วมหาอาณาจักร เพื่อสื่อพระราชกรณียกิจ พระบรมราโชบาย และสอนธรรมแก่ข้าราชการและประชาชน ทรงสร้างมหาวิหาร ๘๔,๐๐๐ แห่ง เป็นศูนย์กลางการศึกษา ทรงอุปถัมภ์การสังคายนาครั้งที่ ๓ และการส่งศาสนทูตออกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนานาประเทศ เช่น พระมหินทเถระไปยังลังกาทวีป และพระโสณะพระอุตตระมายังสุวรรณภูมิ เป็นต้น,
       ก่อนทรงหันมานับถือพระพุทธศาสนา ทรงปรากฏพระนามว่า จัณฑาโศก คือ อโศกผู้โหดร้าย ครั้นหันมาทรงนับถือพระพุทธศาสนาและดำเนินนโยบายธรรมวิชัยแล้ว ได้รับขนานพระนามใหม่ว่า ธรรมาโศก คือ อโศกผู้ทรงธรรม ชาวพุทธไทยแต่เดิมมามักเรียกพระองค์ว่า พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช;
       เมื่ออินเดียเป็นเอกราชพ้นจากการปกครองของอังกฤษใน พ.ศ. ๒๔๙๐ แล้ว ก็ได้นำเอารูปพระธรรมจักร ซึ่งทูนอยู่บนหัวสิงห์ยอดเสาศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราช ที่สารนาถ (ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่ทรงแสดงปฐมเทศนา) มาเป็นตราสัญลักษณ์ที่กลางผืนธงชาติ และใช้รูปสิงห์ทั้งสี่ที่ทูนพระธรรมจักรนั้น เป็นตราแผ่นดินสืบมา

อโศการาม ชื่อวัดสำคัญที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างในกรุงปาฏลีบุตร
       เป็นที่ทำ สังคายนาครั้งที่ ๓

อสงไขยกัป ดู กัป

อสทิสทาน “ทานอันไม่มีอื่นแม้นเหมือน”, เป็นคำในชั้นอรรถกถา หมายถึงการบำเพ็ญทานถวายแด่พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ครั้งใหญ่ที่สุด ซึ่งไม่มีใครสามารถทำเทียมเท่าได้อีก
       ได้แก่ ทานที่พระเจ้าปเสนทิโกศลจัดถวาย ตามเรื่องว่า ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศลถวายทานแด่พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ และให้ชาวเมืองสาวัตถีมาชมด้วย ชาวเมืองเห็นแล้ว ก็ไปจัดถวายทานให้ดีเหนือกว่า พระองค์จึงจัดถวายครั้งใหม่อีกให้เหนือกว่าชาวเมือง แต่ชาวเมืองก็แข่งกับพระองค์โดยจัดให้เหนือกว่าอีก เป็นเช่นนี้ถึง ๖ ครั้ง เป็นเหตุให้ทรงทุกข์พระทัยเกรงว่าจะทรงพ่ายแพ้แก่ราษฎร
       แต่ในที่สุด ทรงได้รับคำทูลแนะนำของพระมเหสี คือพระนางมัลลิกา จึงทรงสามารถถวายทานที่ชาวเมืองไม่สามารถจัดแข่งได้ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอสทิสทาน สิ้นพระราชทรัพย์ไปในวันเดียวถึง ๑๔ โกฏิ,
       ในพุทธกาลหนึ่งๆ คือในสมัยของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งๆ มีอสทิสทานครั้งเดียว (เรื่องมาใน ธ.อ.๖/๕๑)

อสมานาสนิก “ผู้มีอาสนะไม่เสมอกัน”, “ผู้ไม่ร่วมอาสนะ” ได้แก่ ภิกษุผู้มีพรรษาอ่อนแก่กว่ากันตั้งแต่ ๓ พรรษาขึ้นไป และบรรดาอนุปสัมบัน นั่งอาสนะ คือเตียงตั่งด้วยกัน ๒ บุคคล ไม่ได้
       (แต่นั่งอาสนะยาวด้วยกันได้ เว้นแต่บัณเฑาะก์ สตรี และอุภโตพยัญชนก);
       เทียบ สมานาสนิก; ดู อาสนะ

อสังขตะ ธรรมที่ปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง, ธรรมที่ไม่เกิดจากเหตุปัจจัย ได้แก่ พระนิพพาน;
       ตรงข้ามกับ สังขตะ

อสังขตธรรม ธรรมอันมิได้ถูกปรุงแต่ง ได้แก่ นิพพาน
       (ข้อ ๒ ในธรรม ๒); ตรงข้ามกับ สังขตธรรม

อสังขารปรินิพพายี พระอนาคามี ผู้จะปรินิพพานด้วยไม่ต้องใช้ความเพียรมากนัก
       (ข้อ ๓ ในอนาคามี ๕)

อสังขาริก “ไม่เป็นไปกับด้วยการชักนำ” ไม่มีการชักนำ ใช้แก่จิตที่คิดดีหรือชั่ว โดยเริ่มขึ้นเอง มิใช่ถูกกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก จึงมีกำลังมาก
       ตรงข้ามกับ สสังขาริก

อสังสัคคกถา ถ้อยคำที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีด้วยหมู่
       (ข้อ ๔ ในกถาวัตถุ ๑๐)

อสังหาริมะ ซึ่งนำเอาไปไม่ได้, เคลื่อนที่ไม่ได้, ของติดที่ ขนเอาไปไม่ได้
       เช่น ที่ดิน โบสถ์ วิหาร เจดีย์ ต้นไม้ เรือน เป็นต้น;
       เทียบ สังหาริมะ

อสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์เคลื่อนที่ไม่ได้ ได้แก่ ที่ดินและทรัพย์ซึ่งติดอยู่กับที่
       เช่น ตึก โรงรถ เป็นต้น;
       คู่กับ สังหาริมทรัพย์

อสัญญีสัตว์ สัตว์จำพวกไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา
       (ข้อ ๕ ในสัตตาวาส ๙)

อสัทธรรม
       1. ธรรมของอสัตบุรุษ มีหลายหมวด
           เช่น อสัทธรรม ๗ คือที่ตรงข้ามกับ สัทธรรม ๗ มีปราศจากศรัทธา ปราศจากหิริ เป็นต้น;
       2. ในคำว่า “ทอดกายเพื่อเสพอสัทธรรมก็ดี” หมายถึง เมถุนธรรม คือการร่วมประเวณี

อสัมปัตตโคจรัคคาหิกรูป ดูที่ รูป ๒๘

อสัมมุขากรณีย์ สังฆกรรมซึ่งไม่ต้องทำในที่ต่อหน้า (หรือพร้อมหน้า) บุคคลที่ถูกสงฆ์ทำกรรม
       มี ๘ อย่าง คือ
       ๑. ทูเตนุปสัมปทา (การอุปสมบทภิกษุณีโดยใช้ทูต)
       ๒. ปัตตนิกกุชชนา (การคว่ำบาตร)
       ๓. ปัตตอุกกุชชนา (การหงายบาตร)
       ๔. อุมมัตตกสมมติ (การสวดประกาศให้ถือภิกษุเป็นผู้วิกลจริต)
       ๕. เสกขสมมติ (การสวดประกาศตั้งสกุลเป็นเสขะ)
       ๖. พรหมทัณฑ์ (การลงโทษภิกษุหัวดื้อว่ายาก โดยวิธีพร้อมกันไม่ว่ากล่าว)
       ๗. ปกาสนียกรรม (การประกาศให้เป็นที่รู้ทั่วกัน ถึงสภาวะของภิกษุซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของสงฆ์ ให้ถือว่าการใดที่เธอทำก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวของเธอ ไม่ผูกพันต่อสงฆ์)
       ๘. อวันทนียกรรม (การที่ภิกษุณีสงฆ์ประกาศภิกษุผู้แสดงอาการอันไม่น่าเลื่อมใส ให้เป็นผู้ที่ภิกษุณีทั้งหลายไม่พึงไหว้);
       ดูที่ ปกาสนียกรรม

อสาธารณสิกขาบท สิกขาบทที่ไม่ทั่วไป
       หมายถึง สิกขาบทเฉพาะของภิกษุณี ที่แผกออกไปจากสิกขาบทของภิกษุ;
       เทียบ สาธารณสิกขาบท

อสิตดาบส ดาบสผู้คุ้นเคย และเป็นที่นับถือของศากยราชสกุล
       มีเรื่องปรากฏในนาลกสูตร (ขุ.สุ. ๒๕/๓๘๘/๔๖๗) ว่า
       ในวันที่พระโพธิสัตว์ประสูติ ท่านได้ทราบข่าวประสูติแห่งพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ จึงเข้าไปเยี่ยม พระราชาทรงนำพระราชโอรสออกมาเพื่อจะให้วันทาพระดาบส แต่พระบาททั้งสองของพระราชโอรสกลับเบี่ยงขึ้นไปประดิษฐานบนเศียรของพระดาบส เมื่อพระดาบสพิจารณาพระลักษณะของพระราชโอรสแล้ว มั่นใจว่าพระราชโอรสนั้นจักตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน นอกจากทำอัญชลีนบไหว้แล้ว ก็ได้แย้มยิ้มแสดงความแช่มชื่นใจออกมา แต่เมื่อมองเห็นว่าตนจะไม่มีชีวิตอยู่จนถึงเวลาแห่งการตรัสรู้ ก็เสียใจร้องไห้ กระนั้นก็ตาม พระดาบสได้ไปบอกหลานชายของท่าน ชื่อว่า นาลกะ ให้ออกบวชรอเวลาที่พระโพธิสัตว์จะได้ตรัสรู้
       (ข้อความที่ว่า พระบาททั้งสองของพระราชโอรสเบี่ยงขึ้นไปประดิษฐานบนเศียรหรือบนชฎาของพระดาบสนั้น เป็นคำเล่าขยายความของอรรถกถา, เช่น สุตฺต.อ.๒/๖๘๒/๓๑๘; ชา.อ.๑/๘๖);
       อสิตดาบสนี้ มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า กาฬเทวิล หรือ กาฬเทวัลดาบส (เรียกว่ากัณหเทวิลฤาษี ก็มี);
       ตามหนังสือแบบเรียน อสิตดาบสทำนายพระราชโอรสว่า มีคติเป็น ๒ ตามตำรับมหาบุรุษลักษณพยากรณศาสตร์;
       ดู มหาบุรุษลักษณะ, นาลกะ 1.; เทียบ พราหมณ์ทำนายพระมหาบุรุษ

อสีตยานุพยัญชนะ อนุพยัญชนะ ๘๐;
       ดู อนุพยัญชนะ

อสีติมหาสาวก พระสาวกผู้ใหญ่ ๘๐ องค์ บางทีเรียกอนุพุทธ ๘๐ องค์
       มีรายนามตามลำดับอักษร ดังนี้ (ที่พิมพ์ตัวเอนคือท่านที่เป็นเอตทัคคะด้วย):
       กังขาเรวตะ, กัปปะ, กาฬุทายี, กิมพิละ, กุมารกัสสปะ, กุณฑธาน,
       คยากัสสปะ, ควัมปติ,
       จุนทะ, จูฬปันถก,
       ชตุกัณณิ, ติสสเมตเตยยะ, โตเทยยะ,
       ทัพพมัลลบุตร,
       โธตกะ,
       นทีกัสสปะ, นันทะ, นันทกะ, นันทกะ, นาคิตะ, นาลกะ,
       ปิงคิยะ, ปิณโฑลภารทวาช, ปิลินทวัจฉะ, ปุณณกะ, ปุณณชิ, ปุณณมันตานีบุตร, ปุณณสุนาปรันตะ, โปสาละ,
       พากุละ (พักกุละ ก็เรียก), พาหิยทารุจีริยะ,
       ภคุ, ภัททิยะ (ศากยะ), ภัททิยะ, ภัทราวุธ,
       มหากัจจายนะ, มหากัปปินะ, มหากัสสปะ, มหาโกฏฐิตะ, มหานามะ, มหาปันถก, มหาโมคคัลลานะ, เมฆิยะ, เมตตคู, โมฆราช,
       ยสะ, ยโสชะ,
       รัฏฐปาละ, ราธะ, ราหุล, เรวตะ ขทิรวนิยะ,
       ลกุณฏกภัททิยะ,
       วักกลิ, วังคีสะ, วัปปะ, วิมละ,
       สภิยะ, สาคตะ, สารีบุตร, สีวลี, สุพาหุ, สุภูติ, เสละ, โสณกุฏิกัณณะ, โสณโกฬิวิสะ, โสภิตะ,
       เหมกะ,
       องคุลิมาล, อชิตะ, อนุรุทธะ, อัญญาโกณฑัญญะ, อัสสชิ, อานนท์, อุทยะ, อุทายี, อุบาลี, อุปวาณะ, อุปสีวะ, อุปเสนวังคันตบุตร, อุรุเวลกัสสปะ

อสุภ, อสุภะ สภาพที่ไม่งาม, พิจารณาร่างกายของตนและผู้อื่นให้เห็นสภาพที่ไม่งาม;
       ในความหมายเฉพาะ หมายถึงซากศพในสภาพต่างๆ ซึ่งใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน
       รวม ๑๐ อย่าง คือ
           ๑. อุทธุมาตกะ ซากศพที่เน่าพอง
           ๒. วินีลกะ ซากศพที่มีสีเขียวคล้ำ
           ๓. วิปุพพกะ ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลออกอยู่
           ๔. วิจฉิททกะ ซากศพที่ขาดกลางตัว
           ๕. วิกขายิตกะ ซากศพที่สัตว์กัดกินแล้ว
           ๖. วิกขิตตกะ ซากศพที่มีมือ เท้า ศีรษะขาด
           ๗. หตวิกขิตตกะ ซากศพที่คนมีเวรเป็นข้าศึกกัน สับฟันเป็นท่อนๆ
           ๘. โลหิตกะ ซากศพที่ถูกประหารด้วยศัสตรามีโลหิตไหลอาบอยู่
           ๙. ปุฬุวกะ ซากศพที่มีตัวหนอนคลานคล่ำไปอยู่
           ๑๐. อัฏฐิกะ ซากศพที่ยังเหลืออยู่แต่ร่างกระดูก

อสุภสัญญา กำหนดหมายถึงความไม่งามแห่งร่างกาย
       (ข้อ ๓ ในสัญญา ๑๐)

อสุรกาย “พวกอสูร” ภพแห่งสัตว์เกิดในอบายพวกหนึ่ง เป็นพวกมักหวาดสะดุ้ง ไร้ความรื่นเริง
       (ข้อ ๔ ในอบาย ๔); ดู คติ

อสูร สัตว์กึ่งเทพหรือเทพชั้นต่ำพวกหนึ่ง
       ตำนานกล่าวว่า เดิมเป็นเทวดาเก่า (บุพเทวา) เป็นเจ้าถิ่นครอบครองดาวดึงสเทวโลก ต่อมาถูกเทวดาพวกใหม่ มีท้าวสักกะเป็นหัวหน้าแย่งถิ่นไป โดยถูกเทพพวกใหม่นั้นจับเหวี่ยงลงมาในระหว่างพิธีเลี้ยง เมื่อพวกตนดื่มสุราจนเมามาย
       ได้ชื่อใหม่ว่าอสูร เพราะเมื่อฟื้นคืนสติขึ้นระหว่างทางที่ตกจากดาวดึงส์นั้น ได้กล่าวกันว่า “พวกเราไม่ดื่มสุราแล้ว” (อสูร จึงแปลว่า “ผู้ไม่ดื่มสุรา”) พวกอสูรได้ครองพิภพใหม่ที่เชิงเขาสิเนรุ หรือเขาพระสุเมรุ และมีสภาพความเป็นอยู่ มีอายุ วรรณะ ยศ และอิสริยสมบัติ คล้ายกันกับเทวดาชั้นดาวดึงส์ พวกอสูรเป็นศัตรูโดยตรงกับเทวดา และมีเรื่องราวขัดแย้งทำสงครามกันบ่อยๆ พวกอสูรออกจะเจ้าโทสะ จึงมักถูกกล่าวถึงในฐานะเป็นพวกมีนิสัยพาลหรือเป็นฝ่ายผิด

อเสขะ ผู้ไม่ต้องศึกษา เพราะศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว
       ได้แก่ บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล คือ พระอรหันต์;
       คู่กับ เสขะ

อเสขบุคคล บุคคลผู้ไม่ต้องศึกษา;
       ดู อเสขะ

อหังการ การทำ (ความยึดถือว่า) “ตัวข้า”, การยึดถือว่าตัวกู; มักมาคู่กับ มมังการ คือ การทำ (ความยึดถือว่า) “ของข้า”, การยึดถือว่าของกู, และมักพูดควบกันเป็น “อหังการ-มมังการ” แปลกันง่ายๆ ว่า การถือว่าตัวเรา ของเรา;
       มมังการ เป็นตัณหา ส่วน อหังการ บางแห่งว่าเป็นทิฏฐิ บางแห่งว่าเป็นมานะ บางแห่งว่าเป็นมานะและทิฏฐิ (ในคำว่า “อหังการมมังการมานานุสัย” อรรถกถาหนึ่งอธิบายว่า อหังการ เป็นทิฏฐิ มมังการ เป็นตัณหา มานานุสัย เป็นมานะ – ม.อ.๓/๑๔๖);
       ในภาษาไทย อหังการ มักใช้ในความหมายที่เพี้ยนไป กลายเป็นความเย่อหยิ่ง ความทะนงตัว จองหอง ก้าวร้าวอวดดี

อเหตุกทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มีเหตุ
       คือ ความเห็นผิดว่า คนเราจะได้ดีหรือชั่วตามคราวเคราะห์ ถึงคราวจะดี ก็ดีเอง ถึงคราวจะร้าย ก็ร้ายเอง ไม่มีเหตุอื่นจะทำให้คนดีคนชั่วได้
       (ข้อ ๒ ในทิฏฐิ ๓)

อโหสิกรรม กรรมเลิกให้ผล ไม่มีผลอีก
       ได้แก่ กรรมทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล ที่เลิกให้ผล เหมือนพืชที่หมดยาง เพาะปลูกไม่ขึ้นอีก
       (ข้อ ๔ ในกรรม ๑๒)

ออกพรรษา สิ้นสุดการจำพรรษา; ดู วันออกพรรษา

อักโกสวัตถุ เรื่องสำหรับด่า มี ๑๐ อย่าง คือ
       ๑. ชาติ ได้แก่ชั้นหรือกำเนิดของคน
       ๒. ชื่อ
       ๓. โคตร คือตระกูลหรือแซ่
       ๔. การงาน
       ๕. ศิลปะ
       ๖. โรค
       ๗. รูปพรรณสัณฐาน
       ๘. กิเลส
       ๙. อาบัติ
       ๑๐. คำสบประมาทอย่างอื่นๆ

อักขระ ตัวหนังสือ, วิชาหนังสือ, คำ, เสียง, สระ และพยัญชนะ

อักขรวิธี ตำราว่าด้วยวิธีเขียนและอ่านหนังสือให้ถูกต้อง

อักษร ตัวหนังสือ

อัคคสาวก ดู อัครสาวก

อัคคัญญสูตร ชื่อสูตรที่ ๔ แห่งทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระสุตตันตปิฎก
       ทรงแสดงแก่สามเณรวาเสฏฐะ และสามเณรภารัทวาชะ ผู้ออกบวชจากตระกูลพราหมณ์ ทรงคัดค้านคำกล่าวอ้างของพวกพราหมณ์ ที่ถือว่าพราหมณ์เป็นวรรณะประเสริฐที่สุด และถือว่าชาติกำเนิดเป็นเครื่องตัดสินความประเสริฐและความต่ำทรามของมนุษย์
       ทรงแสดงให้เห็นว่าความประเสริฐหรือต่ำทรามนั้นอยู่ที่ความประพฤติ โดยมีธรรมเป็นเครื่องตัดสิน คนวรรณะต่างๆ ออกบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้เกิดจากธรรมเสมอกันหมด
       แล้วทรงแสดงความเป็นมาของสังคมมนุษย์ เริ่มแต่เกิดมีสัตว์ขึ้นในโลกแล้วเปลี่ยนแปลงตามลำดับ จนเกิดมีมนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นหมู่เป็นพวก เกิดความจำเป็นต้องมีการปกครอง และมีการประกอบอาชีพการงานต่างๆ กัน วรรณะทั้งสี่ก็เกิดจากความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มิใช่เป็นเรื่องของพรหมสร้างสรรค์ แต่เกิดจากธรรม (ธรรมดา, กฎธรรมชาติ) ทุกวรรณะประพฤติชั่วก็ไปอบายได้ ปฏิบัติธรรมก็บรรลุนิพพานได้
       ธรรมเป็นเครื่องตัดสิน และธรรมเป็นของประเสริฐสุด ผู้ที่สิ้นอาสวกิเลสแล้ว เป็นผู้ประเสริฐสุดในวรรณะทั้งสี่ ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ประเสริฐสุดในบรรดาเทวะ และมนุษย์ทั้งปวง

อัคคิ ไฟ, ไฟกิเลส, กิเลสดุจไฟเผาลนจิตใจให้เร่าร้อน มี ๓ คือ
       ๑. ราคัคคิ ไฟคือราคะ
       ๒. โทสัคคิ ไฟคือโทสะ
       ๓. โมหัคคิ ไฟคือโมหะ

อัคคิเวสสนโคตร ตระกูลอัคคิเวสสนะ เป็นตระกูลของปริพาชกคนหนึ่งชื่อ ทีฆนขะ

อัคฆสโมธาน การประมวลโดยค่า,
       เป็นชื่อปริวาสที่ภิกษุผู้ปรารถนาจะออกจากอาบัติสังฆาทิเสสซึ่งต้องหลายคราว มีจำนวนวันปิดไม่เท่ากัน ประมวลอาบัติและวันเข้าด้วยกัน อยู่ปริวาสเท่าจำนวนวันที่มากที่สุด
       เช่น ต้องอาบัติ ๓ คราว, คราวหนึ่งปิดไว้ ๓ วัน คราวหนึ่งปิดไว้ ๕ วัน คราวหนึ่งปิดไว้ ๗ วัน อยู่ปริวาสเท่าจำนวนมากที่สุด คือ ๗ วัน;
       ดู สโมธานปริวาส

อัคร เลิศ, ยอด, ล้ำเลิศ, ประเสริฐ, สูงสุด

อัครพหูสูต พหูสูตผู้เลิศ, ยอดพหูสูต, ผู้คงแก่เรียนอย่างยอดเยี่ยม หมายถึง พระอานนท์

อัครสาวก สาวกผู้เลิศ, สาวกผู้ยอดเยี่ยม
       หมายถึง พระสารีบุตร (เป็นอัครสาวกเบื้องขวา)
       และ พระมหาโมคคัลลานะ (เป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย);
       ดู ตุลา

อัครสาวิกา สาวิกาผู้เลิศ, สาวิกาผู้ยอดเยี่ยม
       หมายถึง พระเขมา (เป็นอัครสาวิกาเบื้องขวา)
       และ พระอุบลวรรณา (เป็นอัครสาวิกาเบื้องซ้าย);
       ดู ตุลา

อัครอุบาสก อุบาสกผู้เลิศ, อุบาสกผู้ยอดเยี่ยม
       หมายถึง จิตตคฤหบดี และหัตถกะอาฬวกะ;
       ดู ตุลา

อัครอุบาสิกา อุบาสิกาผู้เลิศ, อุบาสิกาผู้ยอดเยี่ยม
       หมายถึง เวฬุกัณฏกีนันทมารดา และขุชชุตรา;
       ดู ตุลา

อัครอุปัฏฐาก ผู้เฝ้ารับใช้พระพุทธเจ้าอย่างเยี่ยมยอด
       ได้แก่ พระอานนท์;
       ดู ตุลา

อัครอุปัฏฐากอุบาสก อุบาสกผู้อุปถัมภ์บำรุงที่เลิศ,
       บางทีเรียกสั้นว่า อัครอุบาสก คืออุบาสกผู้ยอดเยี่ยม
       หมายถึง จิตตคฤหบดี และหัตถกะอาฬวกะ;
       ดู ตุลา

อัครอุปัฏฐายิกา อุบาสิกาผู้ดูแลอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธเจ้าอย่างเยี่ยมยอด ได้แก่ วิสาขามหาอุบาสิกา
       (แต่พบในอรรถกถาแห่งหนึ่ง จัดเจ้าหญิงสุปปวาสา โกลิยราชธิดา เป็นอัครอุปัฏฺฐายิกา);
       ดู ตุลา

อัครอุปัฏฐิกาอุบาสิกา อุบาสิกาผู้อุปถัมภ์บำรุงที่เลิศ,
       บางทีเรียกสั้นว่า อัครอุบาสิกา คืออุบาสิกาผู้ยอดเยี่ยม
       หมายถึง เวฬุกัณฏกีนันทมารดา และ ขุชชุตรา;
       ดู ตุลา

อังคะ ๑ องค์, ส่วนประกอบ, คุณสมบัติ, อวัยวะ เช่น ในคำว่า อังคบริจาค (การสละให้อวัยวะ);
       ดู องค์ 1.

อังคะ ๒ ชื่อแคว้นหนึ่งในบรรดา ๑๖ แคว้นใหญ่แห่งชมพูทวีป ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของแคว้นมคธ มีแม่น้ำจัมปากั้นแดน และมีนครหลวงชื่อจัมปา ในพุทธกาล แคว้นอังคะขึ้นกับแคว้นมคธ

อังคาร ถ่านเถ้าที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ

อังคารสตูป พระสถูปที่บรรจุพระอังคาร ซึ่งโมริยกษัตริย์สร้างไว้ที่เมืองปิปผลิวัน,
       อังคารสถูป ก็เขียน

อังคาส ถวายพระ, เลี้ยงพระ

อังคีรส “มีพระรัศมีเปล่งจากพระองค์”,
       พระนามอย่างหนึ่ง ในบรรดาพระนามมากมายที่เป็นกลางๆ ใช้แก่พระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ได้, ที่ใช้แก่พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน พบในพระไตรปิฎกหลายแห่ง
       เช่น ในอาฏานาฏิยสูตร (ที.ปา. ๑๑/๒๐๙/๒๑๐) ที่สวดกันอยู่เป็นประจำว่า “องฺคีรสสฺส นมตฺถุ สกฺยปุตฺตสฺส สิรีมโต” หรืออย่างที่พระวังคีสะประพันธ์คาถาถวายพระสดุดี (สํ.ส. ๑๕/๗๕๙/๒๘๘, ขุ.เถร. ๒๖/๔๐๑/๔๓๗) ใช้คำว่า “พระอังคีรส มหามุนี”,
       แต่มีบันทึกในอรรถกถาบางแห่ง (เถร.อ.๒/๕๐/๑๙๑; อป.อ.๒/๓๕๐/๗๐) ซึ่งอ้างอิงเรื่องที่พระเจ้าสุทโธทนะส่งกาฬุทายีอำมาตย์ไปอาราธนาพระพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ กาฬุทายีนั้นเมื่อไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรม บรรลุอรหัตตผล บวชแล้ว ต่อมา เมื่อพระพุทธเจ้ารับอาราธนาและออกเสด็จพุทธดำเนินมา เพื่อจะทรงเยี่ยมพระพุทธบิดา ครั้นมาในระหว่างทาง ท่านพระกาฬุทายีได้เดินทางล่วงหน้ามาแจ้งข่าว พระเจ้าสุทโธทนะทอดพระเนตรเห็นพระกาฬุทายีในเพศภิกษุ ทรงจำไม่ได้ ตรัสถามว่าท่านเป็นใคร พระกาฬุทายีจึงกล่าวตอบถวายพระพรว่า
       “อาตมภาพเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงฝ่าไปได้ในสิ่งที่ใครๆ ไม่อาจทนไหว องค์พระอังคีรส ผู้คงที่ ไม่มีผู้ใดเปรียบปาน ดูกรมหาบพิตร พระองค์เป็นโยมบิดาแห่งพระบิดาของอาตมภาพ ดูกรท้าวศากยะโคดม พระองค์เป็นพระอัยกาของอาตมภาพ โดยธรรม”
       ในคำกล่าวของพระกาฬุทายีนี้ มีคำว่า “อังคีรส” ซึ่งพระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า “คำว่า ‘อังคีรส’ แปลว่า ผู้สัมฤทธิ์พระคุณมีศีลเป็นต้น ที่ทำให้เป็นองค์เป็นอัน (หรือเป็นเนื้อเป็นตัว) แล้ว,
       อาจารย์อีกพวกหนึ่ง (อปเร) แปลว่า ‘ผู้มีพระรัศมีเปล่งฉายออกจากพระวรกายทุกส่วน’
       แต่อาจารย์บางพวก (เกจิ) กล่าวว่า ‘พระพุทธบิดานั่นแหละ ได้ทรงเลือกเอาพระนาม ๒ อย่างนี้ คือ อังคีรส และสิทธัตถะ’” คำอธิบายนี้ บอกให้รู้ถึงมติอันหนึ่ง ซึ่งเป็นของเกจิอาจารย์ที่บอกว่า ‘อังคีรส’ ก็เป็นพระนามส่วนพระองค์ของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน เช่นเดียวกับ ‘สิทธัตถะ’;
       ดู พระพุทธเจ้า

อังคุดร หมายถึง อังคุตตรนิกาย

อังคุตตรนิกาย ชื่อนิกายที่ ๔ ในบรรดานิกาย ๕ แห่งพระสุตตันตปิฎก
       เป็นที่ชุมนุมพระสูตรซึ่งจัดเข้าลำดับตามจำนวนหัวข้อธรรม เป็นหมวด ๑ (เอกนิบาต) หมวด ๒ (ทุกนิบาต) เป็นต้น จนถึงหมวด ๑๑ (เอกาทสกนิบาต);
       ดู ไตรปิฎก (เล่ม ๒๐-๒๔)

อังคุตตราปะ ชื่อแคว้นหนึ่งในชมพูทวีปครั้งพุทธกาล มีเขตติดต่อกับแคว้นอังคะ ที่อยู่ทางตะวันออกของมคธ เมืองหลวงเป็นเพียงนิคมชื่อ อาปณะ

อังคุลิมาละ ดู องคุลิมาล

อังคุลิมาลปริตร ดู ปริตร

อังสะ ผ้าที่ภิกษุใช้ห้อยเฉวียงบ่า

อัจเจกจีวร จีวรรีบร้อน หรือผ้าด่วน
       หมายถึง ผ้าจำนำพรรษาที่ทายกผู้มีเหตุรีบร้อน ขอถวายก่อนกำหนดเวลาปกติ
       (กำหนดเวลาปกติสำหรับถวายผ้าจำนำพรรษา คือ จีวรกาลนั่นเอง กล่าวคือ ต้องผ่านวันปวารณาไปแล้ว เริ่มแต่แรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ และถ้ากรานกฐินแล้ว นับต่อไปอีกถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๔;
       เหตุรีบร้อนนั้น เช่น เขาจะไปทัพ หรือเจ็บไข้ไม่ไว้ใจชีวิต หรือมีศรัทธาเลื่อมใสเกิดขึ้นใหม่)
       อัจเจกจีวรเช่นนี้ มีพุทธานุญาตให้ภิกษุรับเก็บไว้ได้ แต่ต้องรับก่อนวันปวารณา ไม่เกิน ๑๐ วัน (คือตั้งแต่ขึ้น ๖ ค่ำ ถึง ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑)
       (สิกขาบทที่ ๘ แห่งปัตตวรรค นิสสัคคิยปาจิตตีย์)

อัจฉริยะ “เหตุอันควรที่จะดีดนิ้วเปาะ”,
       อัศจรรย์, แปลกวิเศษ, น่าทึ่งควรยอมรับนับถือ, ดีเลิศล้ำน่าพิศวง, มีความรู้ความสามารถทรงคุณสมบัติเหนือสามัญ หรือเกินกว่าระดับปกติ

อัชฏากาศ “อากาศที่ไม่มีชัฏ” (ที่ว่างอันไร้สิ่งรกรุงรัง),
       อากาศที่เวิ้งว้าง คือ ท้องฟ้า กลางหาว,
       อชฏากาศ ก็เขียน (บาลี: อชฏากาส);
       ดู อากาศ ๓, ๔

อัชฌัตติกะ ภายใน, ข้างใน
       เช่นในคำว่า อัชฌัตติกทาน (ทานภายใน, ให้ของภายใน) อัชฌัตติกายตนะ (อายตนะภายใน);
       ตรงข้ามกับ พาหิระ

อัชฌัตติกรูป ดูที่ รูป ๒๘

อัชฌาจาร ความประพฤติชั่ว, การละเมิดศีล, การล่วงมรรยาท, การละเมิดประเพณี

อัชฌาสัย นิสัยใจคอ, ความนิยม, ความมีน้ำใจ

อัญชนะ กษัตริย์โกลิยวงศ์ผู้ครองเทวทหนคร มีมเหสีพระนามว่า ยโสธรา
       เป็นพระชนกของพระมหามายาเทวีผู้เป็นพระพุทธมารดา และพระนางมหาปชาบดีโคตมี
       (ตำนานว่า มีโอรสด้วย ๒ องค์ คือ ทัณฑปาณิ และสุปปพุทธะ)

อัญชลีกรรม การประนมมือแสดงความเคารพ

อญฺชลีกรณีโย (พระสงฆ์) เป็นผู้ควรได้รับอัญชลีกรรม คือการประนมมือไหว้ กราบไหว้ เพราะมีความดีที่ควรแก่การไหว้ ทำให้ผู้ไหว้ผู้กราบ ไม่ต้องกระดากใจ
       (ข้อ ๘ ในสังฆคุณ ๙); อญฺชลิกรณีโย ก็ใช้

อัญญเดียรถีย์ ผู้ถือลัทธินอกพระพุทธศาสนา

อัญญภาคิยสิกขาบท ชื่อสิกขาบทที่ ๙ แห่งสังฆาทิเสส (ภิกษุหาเลสโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิก),
       เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ทุติยทุฏฐโทสสิกขาบท

อัญญวาทกกรรม กรรมที่จะพึงกระทำแก่ภิกษุผู้กล่าวคำอื่น
       คือ ภิกษุประพฤติอนาจาร สงฆ์เรียกตัวมาถาม แกล้งยกเรื่องอื่นๆ มาพูดกลบเกลื่อนเสีย ไม่ให้การตามตรง,
       สงฆ์สวดประกาศความนั้นด้วยญัตติทุติยกรรม เรียกว่า ยกอัญญวาทกกรรมขึ้น,
       เมื่อสงฆ์ประกาศเช่นนี้แล้ว ภิกษุนั้นยังขืนทำอย่างเดิม อีก ต้องอาบัติปาจิตตีย์
       (สิกขาบทที่ ๒ แห่งภูตคามวรรค ปาจิตติยกัณฑ์);
       คู่กับ วิเหสกกรรม

อัญญสมานาเจตสิก เจตสิกที่มีเสมอกันแก่จิตต์พวกอื่น คือ ประกอบเข้าได้กับจิตต์ทุกฝ่ายทั้งกุศลและอกุศล มิใช่เข้าได้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียว มี ๑๓ แยกเป็น
       ก. สัพพจิตตสาธารณเจตสิก (เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตต์ทุกดวง) ๗ คือ
           ผัสสะ (ความกระทบอารมณ์)
           เวทนา
           สัญญา
           เจตนา
           เอกัคคตา
           ชีวิตินทรีย์
           มนสิการ (ความกระทำอารมณ์ไว้ในใจ, ใส่ใจ)
       ข. ปกิณณกเจตสิก (เจตสิกที่เรี่ยรายคือเกิดกับจิตต์ได้ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล แต่ไม่แน่นอนเสมอไปทุกดวง) ๖ คือ
           วิตก (ความตรึกอารมณ์)
           วิจาร (ความตรองอารมณ์)
           อธิโมกข์ (ความปักใจในอารมณ์)
           วิริยะ
           ปีติ
           ฉันทะ (ความพอใจในอารมณ์)

อัญญสัตถุทเทส, อัญญสัตถุเทศ การถือศาสดาอื่น จัดเป็นความผิดพลาดสถานหนัก
       (ข้อ ๖ ในอภิฐาน ๖)

อัญญสัตววิสัย วิสัยของสัตว์อื่น, วิสัยของสัตว์ทั่วๆ ไป

อัญญาโกณฑัญญะ พระมหาสาวก ผู้เป็นปฐมสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นรูปหนึ่งในคณะพระปัญจวัคคีย์
       เป็นบุตรพราหมณ์มหาศาล เกิดที่หมู่บ้านโทณวัตถุ ไม่ไกลจากกรุงกบิลพัสดุ์ เดิมชื่อโกณฑัญญะ
       เป็นพราหมณ์หนุ่มที่สุดในบรรดาพราหมณ์ ๘ คน ผู้ทำนายลักษณะของสิทธัตถกุมาร และเป็นผู้เดียวที่ทำนายว่า พระกุมารจะทรงออกบรรพชา ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่นอน มีคติเป็นอย่างเดียว
       ต่อมาท่านออกบวชตามเสด็จพระสิทธัตถะ ขณะบำเพ็ญทุกรกิริยา เป็นหัวหน้าพระเบญจวัคคีย์ และได้นำคณะหลีกหนีไป เมื่อพระมหาบุรุษเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา กลับเสวยพระกระยาหาร
       ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเสด็จไปโปรด ท่านสดับปฐมเทศนาได้ดวงตาเห็นธรรม ขอบรรพชาอุปสมบทเป็นปฐมสาวกของพระพุทธเจ้า
       โกณฑัญญะ ที่ได้ชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ เพราะเมื่อท่านฟังปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า และได้ธรรมจักษุ พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า “อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ ๆ” (โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอๆ) คำว่า อัญญา จึงมารวมเข้ากับชื่อของท่าน
       ต่อมาท่านได้สำเร็จอรหัตด้วยฟังอนัตตลักขณสูตร
       ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในทางรัตตัญญู (รู้ราตรีนาน คือ บวชนาน รู้เห็นเหตุการณ์มากมาแต่ต้น)
       ท่านทูลลาพระพุทธเจ้าไปอยู่ที่ฝั่งสระมันทากินี ในป่าฉัททันตวันแดนหิมพานต์ อยู่ ณ ที่นั้น ๑๒ ปี ก็ปรินิพพานก่อนพุทธปรินิพพาน;
       ดู โกณฑัญญะ

อัญญาตาวินทรีย์ ดู อินทรีย์ ๒๒

อัญญินทรีย์ ดู อินทรีย์ ๒๒

อัฏฐกะ หมวด ๘

อัฏฐบาน ปานะทั้ง ๘, น้ำปานะคือน้ำคั้นผลไม้ ๘ อย่าง;
       ดู ปานะ

อัฏฐมีบูชา การบูชาในวันที่ระลึกงานถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ เรียกว่า วันอัฏฐมีบูชา ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำเดือน ๖ แต่นิยมเรียกสั้นๆ ว่า วันอัฏฐมี
       วันอัฏฐมีบูชานี้ แม้ว่าคงจะได้มีมาแต่โบราณ แต่ไม่เด่นชัด ไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง และในปัจจุบันก็ไม่จัดเข้าเป็นวันสำคัญทางราชการ

อัฏฐารสเภทกรวัตถุ เรื่องทำความแตกกัน ๑๘ อย่าง,
       เรื่องที่จะก่อให้เกิดความแตกแยกแก่สงฆ์ ๑๘ ประการ ท่านจัดเป็น ๙ คู่ (แสดงแต่ฝ่ายคี่) คือ
       ภิกษุแสดงสิ่งมิใช่ธรรมว่าเป็นธรรม,
           แสดงสิ่งมิใช่วินัยว่าเป็นวินัย,
           แสดงสิ่งที่พระตถาคตมิได้ตรัสว่าได้ตรัส,
           แสดงสิ่งที่พระตถาคตมิได้ประพฤติว่าได้ประพฤติ,
           แสดงสิ่งที่พระตถาคตมิได้บัญญัติ ว่าได้บัญญัติ,
           แสดงอาบัติว่ามิใช่อาบัติ,
           แสดงอาบัติเบาว่าเป็นอาบัติหนัก,
           แสดงอาบัติมีส่วนเหลือว่าเป็นอาบัติไม่มีส่วนเหลือ,
           แสดงอาบัติหยาบคายว่ามิใช่อาบัติหยาบคาย
       (ฝ่ายคู่ก็ตรงข้ามจากนี้ตามลำดับ เช่น
           แสดงธรรมว่ามิใช่ธรรม,
           แสดงวินัยว่ามิใช่วินัย ฯลฯ
           แสดงอาบัติไม่หยาบคายว่าเป็นอาบัติหยาบคาย)

อัฏฐิ กระดูก, บัดนี้เขียน อัฐิ

อัฏฐิมิญชะ เยื่อในกระดูก (ปัจจุบันแปลว่า ไขกระดูก)

อัฐบริขาร บริขาร ๘;
       ดู บริขาร

อัฑฒกุสิ เส้นคั่นดุจคันนาขวางระหว่างขัณฑ์กับขัณฑ์ของจีวร;
       เทียบ กุสิ, ดู จีวร

อัณฑชะ สัตว์เกิดในไข่ คือออกไข่เป็นฟองแล้วจึงฟักออกเป็นตัว เช่น ไก่ นก จิ้งจก เป็นต้น
       (ข้อ ๒ ในโยนิ ๔)

อัฑฒมณฑล ชิ้นส่วนของจีวรพระที่เรียกว่า กระทงน้อย หรือกระทงเล็ก มีขนาดครึ่งหนึ่งของมณฑล (กระทงใหญ่);
       เทียบ มณฑล, ดู จีวร

อัตตกิลมถานุโยค การประกอบตนให้ลำบากเปล่า
       คือ ความพยายามเพื่อบรรลุผลที่หมายด้วยวิธีทรมานตนเอง
       เช่น การบำเพ็ญตบะต่างๆ ที่นิยมกันในหมู่นักบวชอินเดียจำนวนมาก
       (ข้อ ๒ ใน ที่สุด ๒ อย่าง)

อัตตนิยะ สิ่งที่เนื่องด้วยตน, สิ่งที่เป็นของตน;
       ในภาษาไทย มักพูดให้สะดวกปาก เป็นอัตตนิยา หรืออัตตนียา,
       เป็นคำประกอบที่ใช้ในการอธิบายหรือถกเถียงเรื่องอัตตา-อนัตตา
       เช่นว่า เมื่อมีอัตตา ก็มีอัตตนิยา จะมีอัตตนิยา ก็ต้องมีอัตตา

อัตตภาพ ความเป็นตัวตน, ชีวิต, เบญจขันธ์,
       บัดนี้เขียน อัตภาพ

อัตตวาทุปาทาน การถือมั่นวาทะว่าตน
       คือ ความยึดถือสำคัญมั่นหมายว่า นั่นนี่เป็นตัวตน
       เช่น มองเห็นเบญจขันธ์เป็นอัตตา,
       อย่างหยาบขึ้นมา เช่น ยึดถือมั่นหมายว่า นี่เรา นั่นของเรา จนเป็นเหตุแบ่งแยกเป็นพวกเรา พวกเขา และเกิดความถือพวก
       (ข้อ ๔ ในอุปาทาน ๔)

อัตตวินิบาต การทำลายตัวเอง, ฆ่าตัวเอง;
       บัดนี้เขียน อัตวินิบาต

อัตตสัมมาปณิธิ การตั้งตนไว้ชอบ
       คือ ดำรงตนอยู่ในศีลธรรม และดำเนินแน่วแน่ในวิถีทางที่จะนำไปสู่จุดหมายที่ดีงาม
       (ข้อ ๓ ในจักร ๔)

อัตตสุทธิ การทำตนให้บริสุทธิ์จากบาป

อัตตหิตสมบัติ ดู อัตตัตถสมบัติ

อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตน เช่น รู้ว่า เรามีความรู้ ความถนัด คุณธรรม ความสามารถ และฐานะ เป็นต้น แค่ไหนเพียงไร แล้วประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสมเพื่อให้เกิดผลดี
       (ข้อ ๓ ในสัปปุริสธรรม ๗)

อัตตัตถะ ประโยชน์ตน, สิ่งที่เป็นคุณแก่ชีวิต ช่วยให้เป็นอยู่ด้วยดี สามารถพึ่งตน หรือเป็นที่พึ่งแก่ตนได้ ไม่ว่าจะเป็นทิฏฐธัมมิกัตถะ สัมปรายิกัตถะ หรือปรมัตถะ,
       ความมีชีวิตและสิ่งอันเกื้อหนุนให้ชีวิตเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติทั้งหลาย ทั้งทางกาย ทางสังคม ทางจิตใจ และทางปัญญา, ชีวิตที่มีคุณภาพ มีคุณค่า และมีความหมาย;
       เทียบ ปรัตถะ

อัตตัตถสมบัติ “ความถึงพร้อมด้วยประโยชน์ตน” เป็นพุทธคุณอย่างหนึ่ง
       คือ การที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีธรรม กำจัดอาสวกิเลสทั้งปวง และทำศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์ สมบูรณ์ด้วยพระญาณทั้งหลาย เพียบพร้อมด้วยพระคุณสมบัติมากมาย เป็นที่พึ่งของพระองค์เองได้ และเป็นผู้พร้อมที่จะบำเพ็ญกิจเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกต่อไป
       มักใช้คำที่แทนกันได้ว่า อัตตหิตสมบัติ ซึ่งแปลเหมือนกัน;
       เป็นคู่กันกับ ปรัตถปฏิบัติ หรือ ปรหิตปฏิบัติ

อัตตา ตัวตน, อาตมัน;
       ปุถุชนย่อมยึดมั่น มองเห็นขันธ์ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมดเป็นอัตตา หรือยึดถือว่ามีอัตตาเนื่องด้วยขันธ์ ๕ โดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง;
       เทียบ อนัตตา

อัตตาธิปเตยยะ ดู อัตตาธิปไตย

อัตตาธิปไตย ความถือตนเป็นใหญ่ จะทำอะไรก็นึกถึงตน คำนึงถึงฐานะเกียรติศักดิ์ศรี หรือผลประโยชน์ของตนเป็นสำคัญ,
       พึงใช้แต่ในขอบเขตที่เป็นความดี คือ เว้นชั่วทำดีด้วยเคารพตน
       (ข้อ ๑ ในอธิปไตย ๓)

อัตตานุทิฏฐิ ความตามเห็นว่าเป็นตัวตน

อัตถะ
       1. ประโยชน์, ผลที่มุ่งหมาย, จุดหมาย,
           อัตถะ ๓ คือ
               ๑. ทิฏฐธัมมิกัตถะ ประโยชน์ปัจจุบัน, ประโยชน์ในภพนี้
               ๒. สัมปรายิกัตถะ ประโยชน์เบื้องหน้า, ประโยชน์ในภพหน้า
               ๓. ปรมัตถะ ประโยชน์อย่างยิ่ง, ประโยชน์สูงสุด คือพระนิพพาน;
           อัตถะ ๓ อีกหมวดหนึ่ง คือ
               ๑. อัตตัตถะ ประโยชน์ตน
               ๒. ปรัตถะ ประโยชน์ผู้อื่น
               ๓. อุภยัตถะ ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
       2. ความหมาย, ความหมายแห่งพุทธพจน์, พระสูตร พระธรรมเทศนา หรือพุทธพจน์
           ว่าโดยการแปลความหมาย แยกเป็น อัตถะ ๒ คือ
           ๑. เนยยัตถะ (พระสูตร) ซึ่งมีความหมายที่จะต้องไขความ, พุทธพจน์ที่ตรัสตามสมมติ อันจะต้องเข้าใจความจริงแท้ที่ซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง เช่นที่ตรัสเรื่องบุคคล ตัวตน เรา-เขา ว่า บุคคล ๔ ประเภท, ตนเป็นที่พึ่งของตน เป็นต้น
           ๒. นีตัตถะ (พระสูตร) ซึ่งมีความหมายที่แสดงชัดโดยตรงแล้ว, พุทธพจน์ที่ตรัสโดยปรมัตถ์ ซึ่งมีความหมายตรงไปตรงมาตามสภาวะ เช่นที่ตรัสว่า รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น;
       อรรถ ก็เขียน

อัตถจริยา ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น, การบำเพ็ญประโยชน์
       (ข้อ ๓ ในสังคหวัตถุ ๔)

อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ,
       ความแตกฉานสามารถอธิบายเนื้อความย่อของภาษิตโดยพิสดาร และความเข้าใจที่สามารถคาดหมายผลข้างหน้า อันจะเกิดสืบเนื่องไปจากเหตุ
       (ข้อ ๑ ในปฏิสัมภิทา ๔)

อัตถสาธกะ ยังอรรถให้สำเร็จ, ทำเนื้อความให้สำเร็จ

อัตถัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล
       เช่น รู้จักว่า สุขเป็นผลแห่งเหตุอันนี้ ทุกข์เป็นผลแห่งเหตุอันนี้, รู้ความมุ่งหมายและรู้จักผล;
       ตามบาลีว่า รู้ความหมาย เช่นว่า ธรรมข้อนี้ๆ มีความหมายอย่างนี้ๆ หลักข้อนี้ๆ มีเนื้อความอย่างนี้ๆ
       (ข้อ ๒ ในสัปปุริสธรรม ๗)

อัตถุปปัตติ เหตุที่ให้มีเรื่องขึ้น, เหตุให้เกิดเรื่อง

อัธยาจาร ดู อัชฌาจาร

อัธยาศัย นิสัยใจคอ, ความนิยมในใจ, ความมีน้ำใจ

อันตะ ไส้ใหญ่

อันตคาหิกทิฏฐิ ความเห็นที่ยึดเอาที่สุด
       คือ แล่นไปถึงที่สุดในเรื่องหนึ่งๆ มี ๑๐ อย่าง คือ
           ๑. โลกเที่ยง
           ๒. โลกไม่เที่ยง
           ๓. โลกมีที่สุด
           ๔. โลกไม่มีที่สุด
           ๕. ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น
           ๖. ชีพก็อย่าง สรีระก็อย่าง
           ๗. สัตว์ตายแล้วยังมีอยู่
           ๘. สัตว์ตายแล้ว ย่อมไม่มี
           ๙. สัตว์ตายแล้ว ทั้งมีอยู่ ทั้งไม่มี
           ๑๐. สัตว์ตายแล้วจะมีอยู่ ก็ไม่ใช่ ไม่มีอยู่ ก็ไม่ใช่

อันตคุณ ไส้น้อย, ไส้ทบ

อันตรกัป ดู กัป

อันตรธาน หายไป, เสื่อมสิ้นไป, สูญหายไป

อันตรวาสก ผ้านุ่ง, สบง, เป็นผืนหนึ่งใน ไตรจีวร

อันตราบัติ อาบัติสังฆาทิเสส ที่ต้องใหม่อีกในระหว่างประพฤติวุฏฐานวิธี คือตั้งแต่เริ่มอยู่ปริวาสไปจนถึงก่อนอัพภาน

อันตราปรินิพพายี พระอนาคามีผู้จะปรินิพพาน ในระหว่างอายุยังไม่ทันถึงกึ่ง
       (ข้อ ๑ ในอนาคามี ๕)

อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ เหตุที่จะทำให้ผู้บวชในธรรมวินัยนี้ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้ไม่ยั่งยืน มี ๔ อย่าง คือ
       ๑. อดทนต่อคำสั่งสอนไม่ได้
       ๒. เห็นแก่ปากแก่ท้อง
       ๓. ฝันใฝ่ทะยาน อยากได้กามคุณ
       ๔. รักผู้หญิง

อันตราย ๑๐ เหตุฉุกเฉิน หรือเหตุขัดข้องที่ทรงอนุญาตให้เลิกสวดปาติโมกข์ได้ โดยให้สวดปาติโมกข์ย่อแทน มี ๑๐ อย่าง คือ
       ๑. ราชันตราย พระราชาเสด็จมา (เลิกสวดเพื่อรับเสด็จ)
       ๒. โจรันตราย โจรมาปล้น (เพื่อหนีภัย)
       ๓. อัคยันตราย ไฟไหม้ (เพื่อดับหรือป้องกันไฟ)
       ๔. อุทกันตราย น้ำหลากมา (หรือฝนตกเมื่อสวดกลางแจ้ง; เพื่อหนีน้ำ)
       ๕. มนุสสันตราย คนมามาก (เพื่อรู้เหตุหรือปฏิสันถาร)
       ๖. อมนุสสันตราย ผีเข้าภิกษุ (เพื่อขับผี)
       ๗. วาฬันตราย สัตว์ร้ายเช่นเสือมาในวัด (เพื่อไล่สัตว์)
       ๘. สิริงสปันตราย งูเลื้อยเข้ามา (เพื่อไล่งู)
       ๙. ชีวิตันตราย มีเรื่องเป็นตาย เช่นภิกษุอาพาธโรคร้าย (เพื่อช่วยแก้ไข)
       ๑๐. พรหมจริยันตราย มีอันตรายแก่พรหมจรรย์ เช่น มีคนมาจับภิกษุ (เลิกเพราะอลหม่าน);
       ดู ปาติโมกข์ย่อ, อุเทศ
       อนึ่ง ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถ้ามีอันตรายเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ไม่ได้บอกอาบัติของตน พ้นคืนไปยังไม่ถือว่าปิดอาบัติ

อันตรายิกธรรม ธรรมอันกระทำอันตราย
       คือ เหตุขัดขวางต่างๆ เช่น เหตุขัดขวางการอุปสมบท ๑๓ อย่าง มีการเป็นโรคเรื้อน เป็นต้น

อันติมวัตถุ “วัตถุมีในที่สุด”
       หมายถึง อาบัติปาราชิก ซึ่งทำให้ภิกษุและภิกษุณีผู้ต้อง มีโทษถึงที่สุด คือขาดจากภาวะของตน
       (และจะบวชใหม่กลับคืนสู่ภาวะนั้นก็ไม่ได้ด้วย)

อันเตวาสิก ผู้อยู่ในสำนัก, ภิกษุผู้ขออยู่ร่วมสำนัก, ศิษย์ (ภิกษุผู้รับให้อยู่ร่วมสำนักเรียกอาจารย์);
       อันเตวาสิกมี ๔ ประเภทคือ
               ๑. ปัพพชันเตวาสิก อันเตวาสิกในบรรพชา
               ๒. อุปสัมปทันเตวาสิก อันเตวาสิกในอุปสมบท
               ๓. นิสสยันเตวาสิก อันเตวาสิกผู้ถือนิสัย
               ๔. ธัมมันเตวาสิก อันเตวาสิกผู้เรียนธรรม

อันธกวินทะ ชื่อหมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นมคธ อยู่ห่างจากกรุงราชคฤห์ประมาณ ๑ คาวุต
       คัมภีร์ฉบับสิงหลว่า ๓ คาวุต)

อันธกัฏฐกถา ดู โปราณัฏฐกถา, อรรถกถา

อัปปฏิฆรูป ดูที่ อนิทัสสนอัปปฏิฆรูป, รูป ๒๘

อัปปณิหิตวิโมกข์ ความหลุดพ้นด้วยไม่ทำความปรารถนา
       คือ พิจารณาเห็นนามรูปเป็นทุกข์ แล้วถอนความปรารถนาเสียได้
       (ข้อ ๓ ในวิโมกข์ ๓)

อัปปณิหิตสมาธิ การเจริญสมาธิที่ทำให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดทุกขลักษณะ
       (ข้อ ๓ ในสมาธิ ๓)

อัปปนาปริวาส ดู ปริวาส 2.

อัปปนาภาวนา ภาวนาขั้นแน่วแน่ คือ ฝึกสมาธิถึงขั้นเป็นอัปปนา เป็นขั้นบรรลุปฐมฌาน
       (ข้อ ๓ ในภาวนา ๓)

อัปปนาสมาธิ สมาธิแน่วแน่, จิตต์ตั้งมั่นสนิท เป็นสมาธิในฌาน
       (ข้อ ๒ ในสมาธิ ๒, ข้อ ๓ ในสมาธิ ๓)

อัปปมัญญา ธรรมที่แผ่ไปไม่มีประมาณ
       หมายถึง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่แผ่ไปในมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอย่างกว้างขวางสม่ำเสมอกัน ไม่จำกัดขอบเขต มี ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่กล่าวแล้วนั้น;
       ดู พรหมวิหาร

อัปปมัตตกวิสัชชกะ ภิกษุผู้ได้รับสมมติ คือ แต่งตั้งจากสงฆ์ให้มีหน้าที่เป็นผู้จ่ายของเล็กน้อย
       เช่น เข็มเย็บผ้า มีดตัดเล็บ ประคด เภสัชทั้งห้า เป็นต้นให้แก่ภิกษุทั้งหลาย,
       เป็นตำแหน่งหนึ่งในบรรดา เจ้าอธิการแห่งคลัง

อัปปมาณะ “ไม่มีประมาณ”, สภาวะที่ประมาณมิได้ หมายถึงธรรมที่เป็นโลกุตตระ;
       ดู ปริตต์ 2.

อัปปมาทะ ความไม่ประมาท, ความเป็นอยู่อย่างไม่ขาดสติ, ความไม่เผลอ, ความไม่เลินเล่อเผลอสติ, ความไม่ปล่อยปละละเลย, ความระมัดระวังที่จะไม่ทำเหตุแห่งความผิดพลาดเสียหาย และไม่ละเลยโอกาสที่จะทำเหตุแห่งความดีงามและความเจริญ, ความมีสติรอบคอบ
       ความไม่ประมาท พึงกระทำในที่ ๔ สถาน คือ
           ๑. ในการละกายทุจริต ประพฤติกายสุจริต
           ๒. ในการละวจีทุจริต ประพฤติวจีสุจริต
           ๓. ในการละมโนทุจริต ประพฤติมโนสุจริต
           ๔. ในการละความเห็นผิด ประกอบความเห็นที่ถูก;
       อีกหมวดหนึ่งว่า
           ๑. ระวังใจไม่ให้กำหนัด ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
           ๒. ระวังใจไม่ให้ขัดเคือง ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง
           ๓. ระวังใจไม่ให้หลง ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง
           ๔. ระวังใจไม่ให้มัวเมา ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา

อัปปมาทคารวตา ดู คารวะ

อัปปมาทธรรม ธรรมคือความไม่ประมาท

อัปยศ ปราศจากยศ, เสียชื่อเสียง, เสื่อมเสีย, น่าขายหน้า

อัปปิจฉกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความปรารถนาน้อย หรือมักน้อย
       (ข้อ ๑ ในกถาวัตถุ ๑๐)

อัปปิยารมณ์ อารมณ์ที่ไม่น่ารัก ไม่น่าชอบใจ ไม่น่าปรารถนา เช่น รูปที่ไม่สวยไม่งามเป็นต้น

อพฺพุฬฺหสลฺโล “มีลูกศรอันถอนแล้ว” หมายถึงหมดกิเลสที่ทิ่มแทง, เป็นคุณบทของพระอรหันต์

อัพโพหาริก “กล่าวไม่ได้ว่ามี”, มีแต่ไม่ปรากฏ จึงไม่ได้โวหารว่ามี, มีเหมือนไม่มี
       เช่น สุราที่เขาใส่ในอาหารบางอย่าง เพื่อฆ่าคาวหรือชูรส และเจตนาที่มีในเวลาหลับ เป็นต้น

อัพภันดร มาตราวัด เท่ากับ ๒๘ ศอก หรือ ๗ วา

อัพภาน “การเรียกเข้า” การรับกลับเข้าหมู่,
       เป็นขั้นตอนสุดท้ายแห่งวุฏฐานวิธี คือ ระเบียบปฏิบัติในการออกจากครุกาบัติขั้นสังฆาทิเสส
       ได้แก่ การที่สงฆ์สวดระงับอาบัติ รับภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส และได้ทำโทษตนเองตามวิธีที่กำหนดเสร็จแล้ว ให้กลับคืนเป็นผู้บริสุทธ์
       วิธีปฏิบัติ คือ ถ้าต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วไม่ได้ปิดไว้ พึงประพฤติมานัตสิ้น ๖ ราตรีแล้วขออัพภานกะสงฆ์วีสติวรรค สงฆ์สวดอัพภานแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จากอาบัติ,
       แต่ถ้าภิกษุต้องปกปิดอาบัติไว้ล่วงวันเท่าใด ต้องประพฤติวัตรเรียกว่า อยู่ปริวาส ชดใช้ครบจำนวนวันเท่านั้นก่อน จึงประพฤติมานัตเพิ่มอีก ๖ ราตรี แล้วจึงขออัพภานกะสงฆ์วีสติวรรค เมื่อสงฆ์อัพภานแล้ว อาบัติสังฆาทิเสสที่ต้อง ชื่อว่าเป็นอันระงับ

อัพภานารหะ ภิกษุผู้ควรแก่อัพภาน
       ได้แก่ ภิกษุผู้ประพฤติมานัตสิ้น ๖ ราตรี ครบกำหนดแล้ว เป็นผู้ควรแก่อัพภาน
       คือ ควรที่สงฆ์วีสติวรรคจะสวดอัพภาน (เรียกเข้าหมู่) ได้ต่อไป

อัพภานารหภิกษุ ดู อัพภานารหะ

อัพโภกาสิกังคะ องค์แห่งผู้ถืออยู่ในที่แจ้ง
       คือ อยู่เฉพาะกลางแจ้ง ไม่อยู่ในที่มุงบัง หรือแม้แต่โคนไม้ (ห้ามถือในฤดูฝน),
       คำสมาทานว่า “ฉนฺนญฺจ รุกฺขมูลญฺจ ปฏิกฺขิปามิ, อพฺโภกาสิกงฺคํ สมาทิยามิ”
       แปลว่า “ข้าพเจ้างดที่มุงบังและโคนไม้ สมาทานองค์แห่งผู้—”
       (ข้อ ๑๐ ในธุดงค์ ๑๓)

อัพยากตะ, อัพยากฤต “ซึ่งท่านไม่พยากรณ์”,
       มิได้บอกว่าเป็นกุศลหรืออกุศล (ไม่จัดเป็นกุศลหรืออกุศล)
       คือ เป็นกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่ใช่กุศลไม่ใช่อกุศล
       ได้แก่ วิบาก กิริยา รูป และนิพพาน

อัมพปาลีวัน สวนที่หญิงแพศยาชื่ออัมพปาลี ถวายเป็นสังฆาราม ไม่นานก่อนวันพุทธปรินิพพาน อยู่ในเขตเมืองเวสาลี

อัมพวัน สวนมะม่วง มีหลายแห่ง เพื่อกันสับสน ท่านมักใส่ชื่อเจ้าของสวนนำหน้าด้วย
       เช่น สวนมะม่วงของหมอชีวก ในเขตเมืองราชคฤห์ ซึ่งถวายเป็นสังฆาราม เรียกว่า ชีวกัมพวัน เป็นต้น

อัยกะ, อัยกา ปู่, ตา

อัยการ เจ้าพนักงานที่ศาลฝ่ายอาณาจักร จัดไว้เป็นเจ้าหน้าที่ฟ้องร้อง, ทนายแผ่นดิน, ทนายหลวง

อัยกี, อัยยิกา ย่า, ยาย

อัศวเมธ พิธีเอาม้าบูชายัญ คือปล่อยม้าอุปการให้ผ่านดินแดนต่างๆ เป็นการประกาศอำนาจจนม้านั้นกลับ แล้วเอาม้านั้นฆ่าบูชายัญ เป็นพิธีประกาศอานุภาพของราชาธิราชในอินเดียครั้งโบราณ

อัสดงค์ ตกไป คือ พระอาทิตย์ตก,
       พจนานุกรมเขียน อัสดง

อัสมิมานะ การถือว่านี่ฉัน นี่กู กูเป็นนั่นเป็นนี่, การถือเราถือเขา

อัสสกะ ชื่อแคว้นหนึ่งในบรรดา ๑๖ แคว้นใหญ่แห่งชมพูทวีป ตั้งอยู่ลุ่มน้ำโคธาวรี ทิศตะวันตกเฉียงเหนือแห่งแคว้นอวันตี นครหลวงชื่อ โปตลิ (บางทีเรียก โปตนะ)

อัสสชิ
       1. พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นพระเถระรูปหนึ่งในคณะปัญจวัคคีย์
           เป็นพระอรหันต์รุ่นแรก และเป็นอาจารย์ของพระสารีบุตร
       2. ชื่อภิกษุรูปหนึ่งในภิกษุ ๖ รูป ซึ่งประพฤติเหลวไหล
           ที่เรียกว่า พระฉัพพัคคีย์ คู่กับพระปุนัพพสุกะ

อัสสพาชี ม้า

อัสสยุชมาส, ปฐมกัตติกมาส เดือน ๑๑;
       ปุพพกัตติกา หรือ บุพกัตติกา ก็เรียก

อัสสัตถพฤกษ์ ต้นไม้อัสสัตถะ,
       ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม อันเป็นสถานที่ที่พระมหาบุรุษ ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ;
       ดู โพธิ์

อัสสาทะ ความยินดี, ความพึงพอใจ, รสอร่อย
       เช่น รสอร่อยของกาม, ส่วนดี, ส่วนที่น่าชื่นชม

อัสสาสะ ลมหายใจเข้า

อัสสุ น้ำตา

อากร หมู่, กอง, บ่อเกิด, ที่เกิด เช่น ทรัพยากร ที่เกิดทรัพย์ ศิลปากร บ่อเกิดศิลปะ,
       ค่าธรรมเนียมที่รัฐบาลเรียกเก็บ จากสิ่งที่เกิดจากธรรมชาติ หรือสิ่งที่ทำขึ้นเพื่อการค้า

อากัปกิริยา การแต่งตัวดี และมีท่าทางเรียบร้อยงดงาม;
       กิริยาท่าทาง

อาการ ภาวะที่ปรากฏหรือแสดงออก, ความเป็นไป, สภาพ, ท่าทาง, ท่วงที, ทำนอง, กิริยาที่ทำหรือที่แสดง, ลักษณะของการกระทำหรือความเป็นไป;
       ส่วนปลีกย่อย, ส่วนประกอบที่แยกย่อยกระจายออกไป
       (อวัยวะหลัก เรียกว่า “องค์” อวัยวะย่อย เรียกว่า “อาการ”) เช่น ในคำว่า ทวัตติงสาการ

อาการ ๓๒ ดู ทวัตติงสาการ

อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน มี ๓ อย่างคือ
       ๑. ทรงรู้ยิ่งเห็นจริงเองแล้ว จึงทรงสั่งสอนผู้อื่น เพื่อให้รู้ยิ่งเห็นจริงตามในธรรมที่ควรรู้ควรเห็น
       ๒. ทรงสั่งสอนมีเหตุผล ซึ่งผู้ฟังอาจตรองตามให้เห็นจริงได้ ไม่เลื่อนลอย
       ๓. ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย์ ทำให้ผู้ฟังยอมรับ และนำไปปฏิบัติตาม ได้รับผลจริง บังเกิดประโยชน์สมควรแก่การปฏิบัติ

อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติ ๖ ดู อาบัติ

อากาศ ที่ว่างเปล่า, ช่องว่าง, ท้องฟ้า; ในความหมายเดิม ไม่เรียกแก๊สที่ใช้หายใจว่าอากาศ แต่เรียกแก๊สนั้นว่าเป็นวาโย หรือวาโยธาตุ;
       ในอรรถกถา ท่านแยกประเภทตามความหมายนัยต่างๆ เป็น
       อากาศ ๓ คือ ปริจเฉทากาศ กสิณุคฆาฏิมากาศ และอัชฏากาศ (ปญฺจ.อ.๑๑๓๒/๒๒๐)
       แต่ในคัมภีร์ชั้นหลัง บางแห่ง (เช่น ปาจิตฺยาทิโยชนา และอนุทีปนีปาฐ, มีแต่ฉบับอักษรพม่า ยังไม่พบตีพิมพ์ในประเทศไทย) แยกละเอียดออกไปอีกเป็น
       อากาศ ๔ คือ
       ๑. ปริจเฉทากาศ ช่องว่างที่กำหนดแยกรูปทั้งหลาย หรือช่องว่างระหว่างกลาป คือรูปในความหมายที่เป็นปริจเฉทรูป (รูปปริจเฉทากาศ ก็เรียก)
       ๒. ปริจฉินนากาศ ช่องว่างที่ถูกกำหนดแยก คือช่องว่างระหว่างวัตถุทั้งหลาย เช่น ช่องประตู รูฝา ช่องหน้าต่าง ช่องหู รูจมูก (ที่ใช้เป็นอากาศกสิณ คือข้อนี้)
       ๓. กสิณุคฆาฏิมากาศ ช่องว่างที่เกิดจากการเพิกกสิณนิมิต คือช่องว่างหรืออากาศอันอนันต์ที่เป็นอารมณ์ของอากาสานัญจายตนฌาน
       ๔. อัชฏากาศ ช่องว่างเวิ้งว้าง คือท้องฟ้า (บางทีเรียกว่า ตุจฉากาศ คือช่องว่างที่ว่างเปล่า)
       แล้วบอกว่า ข้อที่ ๒ คือ ปริจฉินนากาศ จัดรวมเข้าได้กับข้อที่ ๑ คือรูปปริจเฉทากาศ นี่ก็หมายความว่า ท่านแยกข้อที่ ๑ ของอรรถกถา ออกเป็น๒ ข้อ,
       เหตุที่คัมภีร์ชั้นหลังแยกอย่างนี้ เพราะต้องการแยกอากาศที่เป็นสภาวธรรม คือที่เป็นปริจเฉทรูป ออกไว้ต่างหากให้ชัด ดังจะเห็นว่า อีกข้อหนึ่งคือ ปริจฉินนากาศ อย่างช่องหู รูกุญแจ เนื่องกันอยู่กับอัชฏากาศนั่นเอง (เป็นเพียงบัญญัติ มิใช่สภาวะ) แต่ในอรรถกถาและคัมภีร์ทั่วไปที่ไม่แยกละเอียดอย่างนั้น เรียกอากาศที่กำหนดเป็นกสิณ คืออากาศกสิณ ว่าเป็นปริจเฉทากาศกสิณ บ้าง ปริจฉินนากาศกสิณ บ้าง ไม่ถือตายตัว,
       จะเห็นว่า อากาศในข้อ ๒ เป็นกสิณสำหรับผู้เจริญรูปฌาน เมื่อเพิกกสิณนิมิตของข้อ ๒ นี้ ก็เป็นอากาศในข้อ ๓;
       “อัชฏากาศ” นี้ ถือตามหนังสือเก่า จะเขียน อชฏากาศ ก็ได้;
       ดู รูป ๒๘

อากาศธาตุ สภาวะที่ว่าง, ความเป็นที่ว่างเปล่า,
       ช่องว่างในร่างกาย ที่ใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน เช่น ช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ช่องอวัยวะต่างๆ;
       ในคัมภีร์อภิธรรม จัดเป็นอุปาทายรูปอย่างหนึ่ง เรียกว่า ปริจเฉทรูป;
       ดู ธาตุ, รูป ๒๘

อากาสานัญจายตนะ ฌานกำหนดอากาศ คือช่องว่างหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์,
       ภพของผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนฌาน
       (ข้อ ๑ ในอรูป ๔)

อากิญจัญญายตนะ ฌานกำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์,
       ภพของผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนฌาน
       (ข้อ ๓ ในอรูป ๔)

อากูล วุ่นวาย, ไม่เรียบร้อย, สับสน, คั่งค้าง

อาคม ปริยัติที่เรียน, การเล่าเรียนพุทธพจน์;
       ในภาษาไทยมีความหมายเพี้ยนไปเป็นเวทมนตร์

อาคันตุกะ ผู้มาหา, ผู้มาจากที่อื่น, ผู้จรมา, แขก;
       (ในคำว่า “ถ้าปรารถนาจะให้อาคันตุกะได้รับแจกด้วย”) ภิกษุผู้จำพรรษาที่วัดอื่นจรมา,
       ถ้าภิกษุผู้มีหน้าที่เป็นจีวรภาชกะ (ผู้แจกจีวร) ปรารถนาจะให้อาคันตุกะมีส่วนได้รับแจกจีวรด้วย ต้องอปโลกน์ คือ บอกเล่าขออนุมัติต่อภิกษุเจ้าถิ่นคือผู้จำพรรษาในวัดนั้น (ซึ่งเรียกว่า วัสสิกะ หรือ วัสสาวาสิกะ แปลว่า “ภิกษุผู้อยู่จำพรรษา”)

อาคันตุกภัต อาหารที่เขาถวายเฉพาะภิกษุอาคันตุกะ คือผู้จรมาจากต่างถิ่น

อาคันตุกวัตร ธรรมเนียมที่ภิกษุผู้ไปสู่อาวาสอื่น เป็นอาคันตุกะ คือผู้จรมา พึงปฏิบัติ
       เช่น แสดงอาการเคารพ โดยลดร่ม ถอดรองเท้า ลดจีวรเฉวียงบ่า เข้าไปหาเจ้าของถิ่น ไหว้เจ้าถิ่นผู้แก่กว่า แสดงความเกรงใจ เช่น รอเจ้าถิ่นทำธุระเสร็จ จึงเข้าไปหา ท่านมีงานพักไว้ ก็ไม่อยู่นาน แสดงอาการสุภาพ เช่น ล้างเท้า ถืออาสนะที่สมแก่ตน
       ถ้าจะพักอยู่ ก็ประพฤติให้ถูกธรรมเนียมของเจ้าถิ่น เช่น ถามถึงเสนาสนะอันถึงแก่ตน ถามถิ่นที่เวลาเข้าสู่โคจรคาม ที่อโคจร ตลอดจนวัจกุฎี สระน้ำ และกติกาสงฆ์
       ครั้นถือเสนาสนะแล้ว ก็ไม่ดูดาย ใส่ใจปัดกวาด จัดตั้งเครื่องใช้ให้เป็นระเบียบ
       คู่กับ อาวาสิกวัตร คือธรรมเนียมที่ภิกษุผู้เจ้าถิ่นควรปฏิบัติต่ออาคันตุกะ เช่น ขวนขวายต้อนรับ แสดงความนับถือ จัดหรือบอกให้น้ำให้อาสนะ ถ้าอาคันตุกะจะมาพักมาอยู่ พึงแสดงเสนาสนะ บอกที่ทางและกติกาสงฆ์ เป็นต้น

อาคาริยวินัย วินัยของผู้ครองเรือน;
       ดู วินัย ๒

อาฆาต ความเคียดแค้น, ความผูกใจเจ็บ;
       โดยวิเคราะห์ศัพท์ว่าเป็นสภาวะที่บีบคั้นทำร้ายจิต, โดยทั่วไปท่านว่าเป็นชื่อของความโกรธ
       (เช่น ที.อ.๑/๕๑, ม.อ.๒/๒๕) เป็นไวพจน์ของพยาบาท (ที๑.ฏี.๑/๒๔๖)
       นัยอื่นที่พึงทราบ เช่นว่า ความโกรธเกิดขึ้นครั้งหนึ่งแล้ว เกิดขึ้นซ้ำๆ อีก เรียกว่าผูกอาฆาต หรือว่าอาฆาตที่เกิดขึ้นโดยมีปัจจัยพิเศษ ไม่ยอมหายไป เหมือนถูกผูกติดไว้ในอารมณ์ของมัน จึงเกิดซ้ำอีกๆ เรียกว่าผูกอาฆาต (เช่น ที๓.ฏี.๓๓๓)

อาฆาตวัตถุ เรื่องเป็นที่ตั้งแห่งอาฆาต, เหตุให้เกิดความเคียดแค้น, เหตุแห่งความผูกใจเจ็บ
       อาฆาตวัตถุ ๑๐ คือ
           ๑. ผูกอาฆาตว่า ผู้นั้นได้ประพฤติการเสียหายแก่เราแล้ว
           ๒. ผูกอาฆาตว่า ผู้นั้นกำลังประพฤติการเสียหายแก่เรา
           ๓. ผูกอาฆาตว่า ผู้นั้นจักประพฤติการเสียหายแก่เรา
           ๔. ผูกอาฆาตว่า ผู้นั้นได้ประพฤติการเสียหายแก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว
           ๕. ผูกอาฆาตว่า ผู้นั้นกำลังประพฤติการเสียหายแก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
           ๖. ผูกอาฆาตว่า ผู้นั้นจักประพฤติการเสียหายแก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
           ๗. ผูกอาฆาตว่า ผู้นั้นได้ประพฤติการเป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเราแล้ว
           ๘. ผูกอาฆาตว่า ผู้นั้นกำลังประพฤติการเป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเรา
           ๙. ผูกอาฆาตว่า ผู้นั้นจักประพฤติการเป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเรา
           ๑๐. โกรธในกรณีอันมิใช่ฐานะ (ในเรื่องไม่เป็นเรื่อง) (องฺ.ทสก.๒๔/๗๙/๑๖๐)
       อาฆาตวัตถุ ๑๐ นี้ ในพระอภิธรรมก็แสดงไว้ แต่ใช้สำนวนความต่างออกไปเล็กน้อย เช่นว่า
       “๑. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นั้นได้ประพฤติการเสียหายแก่เราแล้ว…
       ๙. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นั้นจักประพฤติการเป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเรา
       ๑๐. ความอาฆาตเกิดขึ้นในกรณีอันมิใช่ฐานะ” (อภิ.วิ. ๓๕/๑๐๒๗/๕๒๘)
       ในพระสูตรหลายแห่ง และพระอภิธรรมบางแห่ง แสดง อาฆาตวัตถุ ๙ (ไม่มีข้อ ๑๐)
       (เช่น องฺ.นวก. ๒๓/๒๓๓/๔๒๒; อภิ.วิ. ๓๕/๑๐๒๐/๕๒๖)
       อาฆาตวัตถุ ๙ ข้อแรกนั้นมีความชัดอยู่แล้ว ส่วนข้อ ๑๐ ที่ว่าโกรธว่าอาฆาตในกรณีอันมิใช่ฐานะ เข้าใจได้ง่ายด้วยตัวอย่างเช่นว่า โกรธฝนว่าทำให้ตนมีเสื้อผ้าเปียก โกรธพระอาทิตย์ว่าทำให้แดดร้อน โกรธต้นโพธิ์ว่าใบมากกวาดไม่ไหว โกรธลมพัดว่าทำให้ห่มจีวรไม่ได้ โกรธตอไม้ว่าทำให้สะดุดถลาไปแทบจะล้ม ฯลฯ,
       ในอาฆาตวัตถุ ๙ ข้อแรก อาฆาตเกิดขึ้นต่อสัตว์บุคคล ทำให้เสียกรรมบถ (คือเป็นอกุศลกรรมบถ) ส่วนในข้อ ๑๐ อาฆาตเกิดต่อสังขาร เป็นแค่กรรม (=อกุศลกรรม) แต่ไม่เป็นกรรมบถ (ไม่เป็นอกุศลกรรมบถ)
       [หลักทั่วไปมีอยู่ว่า ความโกรธเกิดขึ้นต่อสังขาร เป็นกรรม ไม่เป็นกรรมบถ, ความโกรธเกิดขึ้นต่อสัตว์ ถ้าเพียงโกรธเคืองเขา ก็เป็นกรรม ยังไม่เป็นกรรมบถ ต่อเมื่อคิดจะให้เขาถูกฆ่า หรือพินาศวอดวาย จึงเป็นกรรมบถ]
       ในพระวินัย กล่าวถึงทั้งอาฆาตวัตถุ ๙ และอาฆาตวัตถุ ๑๐ (ไม่แจกข้อย่อยไว้) และกล่าวว่า อาฆาตวัตถุ ๙ เป็นเหตุให้สงฆ์แตกกันได้ (วินย. ๘/๑๒๗๒/๕๒๒)

อาจริยมัตต์ ภิกษุผู้มีพรรษาพอที่จะเป็นอาจารย์ให้นิสสัยแก่ภิกษุอื่นได้,
       พระปูนอาจารย์ คือ มีพรรษา ๑๐ ขึ้นไป หรือแก่กว่าราว ๖ พรรษา;
       อาจริยมัต ก็เขียน

อาจริยวัตร กิจที่อันเตวาสิกควรประพฤติปฏิบัติต่ออาจารย์
       (เช่นเดียวกับ อุปัชฌายวัตร ที่สัทธิวิหาริกพึงปฏิบัติต่ออุปัชฌาย์)

อาจริยวาท วาทะของพระอาจารย์, มติของพระอาจารย์;
       บางที ใช้เป็นคำเรียกพุทธศาสนานิกายฝ่ายเหนือ คือ มหายาน

อาจาระ ความประพฤติ, จรรยา, วัตรปฏิบัติ, มรรยาท;
       บางทีใช้ในความหมายว่าเป็นความประพฤติที่ดี

อาจารย์ ผู้สั่งสอนธรรมอำนวยวิชาความรู้, ผู้ฝึกอบรมจรรยามารยาท
       อาจารย์ ๔ คือ
       ๑. บัพพัชชาจารย์ หรือ บรรพชาจารย์ อาจารย์ในบรรพชา
           (คือผู้ให้สิกขาบท หรือให้ศึกษาข้อพึงศึกษาในคราวบรรพชา)
       ๒. อุปสัมปทาจารย์ อาจารย์ในอุปสมบท
           (คือผู้กล่าวหรือสวดกรรมวาจาในคราวอุปสมบท)
       ๓. นิสสยาจารย์ อาจารย์ผู้ให้นิสสัย
           (คือท่านที่นิสิตไปถือนิสสัยอยู่ด้วย)
       ๔. อุทเทศาจารย์ หรือ ธรรมาจารย์ อาจารย์ผู้สอนธรรม
           (คือท่านผู้ให้อุเทศหรือปริปุจฉา คือผู้ให้ศึกษาพุทธพจน์)
       ในอรรถกถาแห่งวินัยปิฎก ท่านว่า อาจารย์มี ๔ อย่างนี้ (วินย.อ.๓/๑๘๒)
       แต่บางทีก็ว่ามี ๕ (วินย.อ.๓/๕๘๒) อาจารย์ ๕ คือเพิ่ม
       ข้อ ๕. โอวาทาจารย์ อาจารย์ผู้กล่าวโอวาท (คือท่านที่บอกกล่าวแนะนำตักเตือนตั้งแต่การนุ่งห่มและกิริยามารยาทต่างๆ ในจำพวกเสขิยวัตร และอภิสมาจาร)
       แต่ที่ถือเป็นหลักคือ อาจารย์ ๔ โดยรวมโอวาทาจารย์อยู่ในอาจารย์ทั้ง ๔ นั้น
       โดยถือตามพุทธบัญญัติว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้อาศัยภิกษุมีพรรษา ๑๐ อยู่ อนุญาตให้ภิกษุมีพรรษา ๑๐ ให้นิสสัย” (วินย. ๔/๙๒/๑๑๒) ท่านจึงวางหลักว่า ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยกำลังความฉลาดสามารถ มีพรรษา ๑๐ หรือเกิน ๑๐ จึงเป็นอาจารย์ (ดู วินยาลงฺการฏีกา 2.6)
       และมีเกณฑ์ที่ผ่อนลงมาว่า ถ้ามีพรรษายังไม่ครบ ๑๐ หากมีพรรษาแก่กว่ากัน ๖ พรรษาแล้ว
           เช่น ภิกษุพรรษา ๖ สำหรับภิกษุที่ยังไม่ได้พรรษา
           ภิกษุพรรษา ๙ สำหรับภิกษุที่มีพรรษา ๓
       เรียกว่าเป็นคราวอาจารย์ หรือรุ่นอาจารย์ (อาจริยมัตต์)

อาจารวิบัติ เสียอาจาระ, เสียจรรยา, มรรยาทเสียหาย,
       ประพฤติย่อหย่อนรุ่มร่าม มักต้องอาบัติเล็กน้อย ตั้งแต่ถุลลัจจัยลงมาถึงทุพภาสิต
       (ข้อ ๒ ในวิบัติ ๔)

อาจิณ เคยประพฤติมา, เป็นนิสัย, ทำเสมอๆ, ทำจนชิน

อาจิณณจริยา ความประพฤติเนืองๆ, ความประพฤติประจำ, ความประพฤติที่เคยชิน

อาจิณณวัตร การปฏิบัติประจำ, การปฏิบัติเสมอๆ

อาชญา อำนาจ, โทษ

อาชีวะ อาชีพ, การเลี้ยงชีพ, ความเพียรพยายามในการแสวงหาปัจจัยยังชีพ, การทำมาหากิน

อาชีวก นักบวชชีเปลือยพวกหนึ่งในครั้งพุทธกาล เป็นสาวกของมักขลิโคสาล

อาชีวปาริสุทธิ ความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ
       คือ เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ ไม่ประกอบอเนสนา
       เช่น ไม่หลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต (ข้อ ๓ ในปาริสุทธิศีล ๔),
       ที่เป็นข้อ ๓ ในปาริสุทธิศีล ๔ เรียกเต็มว่า อาชีวปาริสุทธิศีล แปลว่า ศีลคือความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ

อาชีววิบัติ เสียอาชีวะ, ความเสียหายแห่งการเลี้ยงชีพ
       คือ ประกอบมิจฉาอาชีวะ มีหลอกลวงเขาเลี้ยงชีพ เป็นต้น
       (ข้อ ๔ ในวิบัติ ๔)

อาญา อำนาจ, โทษ

อาญาสิทธิ์ อำนาจเด็ดขาด คือ สิทธิที่แม่ทัพได้รับพระราชทานจากพระเจ้าแผ่นดินในเวลาไปสงครามเป็นต้น

อาฏานาฏิยปริตร ดู ปริตร, ภาณยักษ์

อาฏานาฏิยสูตร ดู ปริตร, ภาณยักษ์

อาณัติ ข้อบังคับ, คำสั่ง กฎ;
       เครื่องหมาย

อาณัติสัญญาณ ข้อบังคับที่ได้นัดหมายกันไว้, เครื่องหมายที่ตกลงกันไว้ให้รู้แทนคำสั่ง

อาณา อำนาจบังคับ, อำนาจปกครอง

อาณาเขต เขตแดนในอำนาจปกครอง, ดินแดนในบังคับ

อาณาจักร เขตแดนที่อยู่ในอำนาจปกครองของรัฐบาลหนึ่ง, อำนาจปกครองทางบ้านเมือง
       บางทีพูดเข้าคู่กับพุทธจักร ซึ่งหมายถึงขอบเขตการปกครองของคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนา หรือบางทีพูดกว้างออกไปคู่กับศาสนจักร

อาณาประชาราษฎร์ บรรดาราษฎรที่อยู่ในอำนาจปกครอง, ประชาชน, พลเมือง

อาณาประโยชน์ ผลประโยชน์ที่ตนมีอำนาจปกครองส่วนตัว

อาณาปวัติ ความเป็นไปแห่งอำนาจ, ขอบเขตที่อำนาจปกครองแผ่ไป;
       เป็นไปในอำนาจปกครอง, อยู่ในอำนาจปกครอง

อาณาปาติโมกข์ ดู ปาติโมกข์

อาณาสงฆ์ อำนาจของสงฆ์, อำนาจปกครองของสงฆ์ คือสงฆ์ประชุมกันใช้อำนาจโดยชอบธรรม ระงับอธิกรณ์ที่เกิดขึ้น

อาดูร เดือดร้อน, กระวนกระวาย, ทนทุกขเวทนาทั้งกายและใจ

อาตมภาพ ฉัน, ข้าพเจ้า
       (สำหรับพระภิกษุสามเณรใช้เรียกตัวเอง เมื่อพูดกับคฤหัสถ์ผู้ใหญ่ ตลอดถึงพระเจ้าแผ่นดิน)

อาตมัน ตัวตน, คำสันสกฤต ตรงกับบาลีคือ อัตตา

อาตมา ฉัน, ข้าพเจ้า
       (สำหรับพระภิกษุสามเณรใช้พูดกับผู้มีบรรดาศักดิ์ แต่บัดนี้ นิยมใช้พูดอย่างให้เกียรติแก่คนทั่วไป)

อาถรรพณ์ เวทมนตร์ที่ใช้เพื่อให้ดีหรือร้าย, วิชาเสกเป่าป้องกัน, การทำพิธีป้องกันอันตรายต่างๆ ตามพิธีพราหมณ์ เช่น พิธีฝังเสาหิน หรือ ฝังบัตรพลี เรียกว่า ฝังอาถรรพณ์
       (สืบเนื่องมาจากพระเวทคัมภีร์ที่ ๔ คือ อถรรพเวท หรือ อาถรรพณเวท)
       อาถรรพ์ ก็ใช้

อาทร ความเอื้อเฟื้อ, ความเอาใจใส่

อาทิ เป็นต้น;
       ทีแรก, ข้อต้น, ที่เริ่มแรก

อาทิกัมม์ ดู อาทิกัมมิกะ 2

อาทิกัมมิกะ
       1. “ผู้ทำกรรมทีแรก” หมายถึง ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติในสิกขาบทนั้นๆ
       2. ชื่อคัมภีร์ในพระวินัยปิฎก เป็นคัมภีร์แรก เมื่อแยกพระวินัยปิฎกเป็น ๕ คัมภีร์ ใช้คำย่อว่า อา;
           อาทิกัมม์ ก็เรียก; ดู ไตรปิฎก

อาทิตตปริยายสูตร ชื่อพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุประมาณ ๑,๐๐๐ รูป มีอุรุเวลกัสสป เป็นต้น ซึ่งเคยเป็นชฎิลบูชาไฟมาก่อน ว่าด้วยอายตนะทั้ง ๖ ที่ร้อนติดไฟลุกทั่ว ด้วยไฟราคะ ไฟโทสะ และไฟโมหะ ตลอดจนร้อนด้วยทุกข์ มีชาติ ชรามรณะ เป็นต้น ทำให้ภิกษุเหล่านั้นบรรลุอรหัตตผล
       (มาในคัมภีร์มหาวรรค แห่งพระวินัยปิฎก และสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค พระสุตตันตปิฎก)

อาทิตยโคตร ตระกูลพระอาทิตย์, เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์,
       ตระกูลที่สืบเชื้อสายนางอทิติผู้เป็นชายาของพระกัศยปประชาบดี,
       ท่านว่าสกุลของพระพุทธเจ้าก็เป็นอาทิตยโคตร
       (โคตมโคตร กับ อาทิตยโคตร มีความหมายอย่างเดียวกัน)

อาทิตยวงศ์ วงศ์พระอาทิตย์; ดู อาทิตยโคตร

อาทิพรหมจรรย์ หลักเบื้องต้นของพรหมจรรย์, หลักการพื้นฐานของชีวิตที่ประเสริฐ;
       เทียบ อภิสมาจาร

อาทิพรหมจริยกาสิกขา หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายบทบัญญัติ หรือข้อปฏิบัติเบื้องต้นของพรหมจรรย์ สำหรับป้องกันความประพฤติเสียหาย,
       ข้อศึกษาที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ หมายถึง สิกขาบท ๒๒๗ ที่มาในพระปาติโมกข์;
       เทียบ อภิสมาจาริกาสิกขา

อาทีนพ, อาทีนวะ โทษ, ส่วนเสีย, ข้อบกพร่อง, ผลร้าย;
       ตรงข้ามกับ อานิสงส์

อาทีนวญาณ ดู อาทีนวานุปัสสนาญาณ

อาทีนวสัญญา การกำหนดหมายโทษแห่งร่างกาย ซึ่งมีอาพาธ คือโรคต่างๆ เป็นอันมาก
       (ข้อ ๔ ในสัญญา ๑๐)

อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ,
       ปรีชาคำนึงเห็นโทษของสังขารว่า มีข้อบกพร่อง ระคนด้วยทุกข์ เช่น เห็นสังขารปรากฏเหมือนเรือนถูกไฟไหม้
       (ข้อ ๔ ในวิปัสสนาญาณ ๙)

อาเทสนาปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ คือการทายใจ, รอบรู้กระบวนของจิตต์ อ่านความคิดและอุปนิสัยของผู้อื่นได้เป็นอัศจรรย์
       (ข้อ ๒ ในปาฏิหาริย์ ๓)

อาธรรม์, อาธรรม ดู อธรรม

อานนท์ พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นเจ้าชายในศากยวงศ์ เป็นโอรสของเจ้าอมิโตทนะ
       (นี้ว่าตาม ม.อ.๑/๓๘๔; วินย.ฏี.๓/๓๔๙ เป็นต้น แต่ที่เรียนกันมามักว่าเป็นโอรสของเจ้าสุกโกทนะ)
       ซึ่งเป็นพระเจ้าอาของเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อพระโพธิสัตว์ออกผนวชและต่อมาได้ตรัสรู้แล้ว ถึงพรรษาที่ ๒ แห่งพุทธกิจ พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาโปรดพระประยูรญาติที่พระนครกบิลพัสดุ์
       (เช่น อง.อ.๑/๑๗๑) เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จออกจากเมืองกบิลพัสดุ์แล้ว ได้ทรงแวะประทับที่อนุปิยอัมพวัน ในอนุปิยนิคม แห่งแคว้นมัลละ ครั้งนั้น พระเจ้าสุทโธทนะได้ทรงประชุมเจ้าศากยะทั้งหลาย และทรงขอให้บรรดาเจ้าศากยะมอบเจ้าชายออกบวชตามเสด็จพระพุทธเจ้าครอบครัวละหนึ่งองค์ ได้มีเจ้าชายศากยะออกบวชจำนวนมาก รวมทั้งเจ้าชายอานนท์ด้วย
       เจ้าชายอานนท์ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและทรงบวชให้ที่อนุปิยอัมพวัน (วินย. ๗/๓๔๑/๑๕๙) พร้อมกับเจ้าชายอื่น ๕ องค์ (ภัททิยะ อนุรุทธะ ภคุ กิมพิละ เทวทัต) รวมเป็น ๗ กับทั้งกัลบกชื่อว่าอุบาลี
       พระอานนท์มีพระอุปัชฌาย์ชื่อว่าพระเพลัฏฐสีสะ (เช่น วินย. ๕/๓๔/๔๓; ในระยะต้นพุทธกาล พระภิกษุที่บวชแล้ว ยังไม่มีอุปัชฌาย์ จึงได้ตรัสให้ถืออุปัชฌาย์ คือพระผู้ทำหน้าที่ดูแลฝึกอบรมพระใหม่ในการศึกษาเบื้องต้น ตามพระพุทธานุญาตใน วินย. ๔/๘๐/๘๒ ต่อมาจึงทรงบัญญัติใน วินย. ๔/๑๓๓/๑๘๐ ให้อุปสมบทผู้ที่มีอุปัชฌาย์พร้อมไว้แล้ว)
       ท่านบรรลุโสดาปัตติผลเมื่อได้ฟังธรรมกถาของพระปุณณมันตานีบุตร (สํ.ข. ๑๗/๑๙๓/๑๒๘)
       เมื่อพระพุทธบิดา คือพระเจ้าสุทโธทนะ ประชวร ทรงฟังธรรมได้บรรลุอรหัตตผลและดับขันธปรินิพพาน ในพรรษาที่ ๕ แห่งพุทธกิจแล้ว พระนางมหาปชาบดี ได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และทูลขอให้สตรีได้บรรพชา แต่ยังไม่สำเร็จ (วินย. ๗/๕๑๓/๓๒๐) จนกระทั่งต่อมาได้อาศัยพระอานนท์ช่วยทูลขอ พระนางและสากิยานีทั้งหลายจึงได้บวช เป็นจุดเริ่มกำเนิดภิกษุณีสงฆ์
       พระอานนท์ได้เป็นอุปัฏฐากรับใช้พระพุทธเจ้าตามโอกาสเช่นเดียวกับพระเถระรูปอื่นมากท่าน จนกระทั่งในพรรษาที่ ๒๐ แห่งพุทธกิจ ท่านได้รับเลือกให้เป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ (นิพัทธุปัฏฐาก) ของพระพุทธเจ้า (เช่น ที.อ. ๒/๑๔) ซึ่งท่านตกลงรับหน้าที่ด้วยการทูลขอพร ๘ ประการ
       ท่านได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะหลายด้าน คือ เป็นพหูสูต เป็นผู้มีสติ มีคติ มีธิติ และเป็นอุปัฏฐากที่ยอดเยี่ยม ท่านบรรลุพระอรหัตหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๓ เดือน เป็นกำลังสำคัญในคราวทำปฐมสังคายนา คือ เป็นผู้วิสัชนาพระธรรม (ซึ่งต่อมาแบ่งเป็นพระสูตรและพระอภิธรรม)
       พระอานนท์ดำรงชีวิตสืบมาจนอายุได้ ๑๒๐ ปี จึงปรินิพพานในอากาศ เหนือแม่น้ำโรหิณี ซึ่งเป็นเส้นกั้นแดนระหว่างแคว้นของพระญาติทั้งสองฝ่าย คือ ศากยะ และโกลิยะ;
       ดู พร ๘

อานันตริกสมาธิ สมาธิอันไม่มีระหว่าง คือไม่มีอะไรคั่น หมายความว่า ให้เกิดผลตามมาทันที ได้แก่ มรรคสมาธิ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็จะเกิดมรรคญาณ คือ ปัญญาที่กำจัดอาสวะ ตามติดต่อมาในทันที,
       อานันตริกสมาธินี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นสมาธิเยี่ยมยอด ไม่มีสมาธิใดเทียมเท่า (ขุ.ขุ.๒๕/๗/๖) เพราะทำกิเลสให้สิ้นไปได้ ประเสริฐกว่ารูปาวจรสมาธิ และแม้แต่อรูปาวจรสมาธิของพระพรหม หรือที่จะทำให้ได้เกิดเป็นพรหม

อานันทเจดีย์ เจดียสถานแห่งหนึ่งอยู่ในเขตโภคนคร ระหว่างทางจากเมืองเวสาลีสู่เมืองปาวา
       เป็นที่พระพุทธเจ้าตรัสมหาปเทส ๔ ฝ่ายพระสูตร

อานาปานสติ การมีสติกำกับดูรู้ลมหายใจเข้าออก (ข้อ ๙ ในอนุสติ ๑๐, ข้อ ๑๐ ในสัญญา ๑๐),
       เป็นบรรพที่ ๑ ของกายานุปัสสนาสติปัฏฐานด้วย แต่มีชื่อเรียกให้สั้นว่า อานาปานบรรพ;
       ดู กายานุปัสสนา, สติปัฏฐาน

อานาปานสติกัมมัฏฐาน กรรมฐานที่ใช้สติกำหนดลมหายใจเข้าออก

อานาปานัสสติ การมีสติทันดูรู้ลมหายใจเข้าออก (หนังสือเก่ามักเขียนอย่างนี้);
       ดู อานาปานสติ

อานิสงส์ ผลดีหรือผลที่น่าปรารถนาน่าพอใจ อันสืบเนื่องหรือพลอยได้ จากกรรมดี, ผลงอกเงยแห่งบุญกุศล, คุณ, ข้อดี, ผลที่เป็นกำไร, ผลได้พิเศษ;
       “อานิสงส์” มีความหมายต่างจาก “ผล” ที่เรียกชื่ออย่างอื่น โดยขอบเขตที่กว้างหรือแคบกว่ากัน หรือโดยตรงโดยอ้อม
       เช่น ทำกรรมดีโดยคิดต่อคนอื่นด้วยเมตตาแล้วเกิดผลดี คือ มีจิตใจแช่มชื่น สบาย ผ่อนคลาย เลือดลมเดินดี มีสุขภาพ ตลอดถึงว่าถ้าตายด้วยจิตอย่างนั้น ก็ไปเกิดดี นี้เป็นวิบาก พร้อมกันนั้นก็มีผลพ่วงอื่นๆ เช่น หน้าตาผ่องใส เป็นที่รักใคร่ชอบใจของคนอื่น อย่างนี้เป็นอานิสงส์
       แต่ถ้าทำกรรมไม่ดีโดยคิดต่อคนอื่นด้วยโทสะแล้วเกิดผลร้ายต่อตนเองที่ตรงข้ามกับข้างต้น จนถึงไปเกิดในทุคติ ก็เป็นวิบาก และในฝ่ายร้ายนี้ไม่มีอานิสงส์ (วิบาก เป็นผลโดยตรงและเป็นได้ทั้งข้างดีและข้างร้าย ส่วน อานิสงส์ หมายถึงผลพ่วงพลอยหรืองอกเงยในด้านดีอย่างเดียว ถ้าเป็นผลพลอยด้านร้าย ก็อยู่ในคำว่านิสสันท์),
       อนึ่ง วิบาก ใช้เฉพาะกับผลของกรรมเท่านั้น แต่อานิสงส์ หมายถึงคุณ ข้อดี หรือผลได้พิเศษในเรื่องราวทั่วไปด้วย เช่น อานิสงส์ของการบริโภคอาหาร อานิสงส์ของธรรมข้อนั้นๆ จีวรที่เป็นอานิสงส์ของกฐิน,
       โดยทั่วไป อานิสงส์มีความหมายตรงข้ามกับ อาทีนพ ซึ่งแปลว่า โทษ ข้อเสีย ข้อด้อย จุดอ่อน หรือผลร้าย เช่นในคำว่า กามาทีนพ (โทษของกาม) และเนกขัมมานิสงส์ (คุณหรือผลดีในเนกขัมมะ);
       ดู ผล, เทียบ นิสสันท์, วิบาก, ตรงข้ามกับ อาทีนพ

อานุภาพ อำนาจ, ศักดา, ฤทธิ์เดช, ความยิ่งใหญ่

อาเนญชวิหาร ธรรมเครื่องอยู่อันเป็นภาวะมั่นคงไม่หวั่นไหว ได้แก่ อรูปสมาบัติ ๔;
       ดู วิหาร, สมาบัติ

อาเนญชสมาธิ สมาธิอันถึงภาวะมั่นคง ไม่หวั่นไหวในเพราะสรรพกิเลสสุดถึงอวิชชา
       ได้แก่ ผลสมาธิอย่างสูงสุด กล่าวคืออรหัตตผลสมาบัติ ที่เข้าโดยทำฌาน ๕ คือ รูปาวจรจตุตถฌาน และอรูปาวจรฌานสี่ ฌานใดฌานหนึ่ง ให้เป็นบาท

อาเนญชสมาบัติ การเข้าสู่ภาวะจิตที่มั่นคง,
       ภาวะอันพึงเข้าถึงซึ่งเป็นภาวะจิตที่มั่นคงไม่หวั่นไหว
       ได้แก่ ฌาน ๕ คือ รูปาวจรจตุตถฌาน และอรูปาวจรฌานสี่

อาเนญชาภิสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว
       ได้แก่ ภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ด้วยสมาธิแห่งจตุตถฌาน (ข้อ ๓ ในอภิสังขาร ๓);
       อเนญชาภิสังขาร ก็เรียก

อาบัติ การต้อง, การล่วงละเมิด, โทษที่เกิดแต่การละเมิดสิกขาบท;
       อาบัติ ๗ คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต;
       อาบัติ ๗ กองนี้จัดรวมเป็นประเภทได้หลายอย่าง
       โดยมากจัดเป็น ๒ เช่น
           ๑. ครุกาบัติ อาบัติหนัก (ปาราชิกและสังฆาทิเสส)
           ๒. ลหุกาบัติ อาบัติเบา (อาบัติ ๕ อย่างที่เหลือ);
       คู่ต่อไปนี้ก็เหมือนกัน คือ
           ๑. ทุฏฐุลลาบัติ อาบัติชั่วหยาบ
           ๒. อทุฏฐุลลาบัติ อาบัติไม่ชั่วหยาบ;
           ๑. อเทสนาคามินี อาบัติที่ไม่พ้นได้ด้วยการแสดง
           ๒. เทสนาคามินี อาบัติที่พ้นได้ด้วยการแสดงคือเปิดเผยความผิดของตน;
       คู่ต่อไปนี้จัดต่างออกไปอีกแบบหนึ่งตรงกันทั้งหมด คือ
           ๑. อเตกิจฉา เยียวยาแก้ไขไม่ได้ (ปาราชิก)
           ๒. สเตกิจฉา เยียวยาแก้ไขได้ (อาบัติ ๖ อย่างที่เหลือ);
           ๑. อนวเสส ไม่มีส่วนเหลือ
           ๒. สาวเสส ยังมีส่วนเหลือ;
           ๑. อัปปฏิกัมม์ หรือ อปฏิกรรม ทำคืนไม่ได้ คือแก้ไขไม่ได้
           ๒. สัปปฏิกัมม์ หรือ สปฏิกรรม ยังทำคืนได้ คือแก้ไขได้
       อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติ มี ๖ อย่าง คือ
           อลชฺชิตา ต้องด้วยไม่ละอาย ๑
           อญฺญาณตา ต้องด้วยไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะเป็นอาบัติ ๑
           กุกฺกุจฺจปกตตา ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำลง ๑
           อกปฺปิเย กปฺปิยสญฺญิตา ต้องด้วยสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร ๑
           กปฺปิเย อกปฺปิยสญฺญิตา ต้องด้วยสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร ๑
           สติสมฺโมสา ต้องด้วยลืมสติ ๑

อาบัติชั่วหยาบ ในประโยคว่า “บอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบัน”
       อาบัติปาราชิก และอาบัติสังฆาทิเสส;
       ดู ทุฏฐุลลาบัติ

อาบัติที่เป็นโทษล่ำ อาบัติปาราชิกและสังฆาทิเสส

อาปณะ ชื่อนิคม ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นอังคุตตราปะ

อาปัตตาธิกรณ์ อธิกรณ์คืออาบัติ หมายความว่า การต้องอาบัติและการถูกปรับอาบัติ เป็นอธิกรณ์โดยฐานเป็นเรื่องที่จะต้องจัดทำ คือระงับด้วยการแก้ไขปลดเปลื้องออกจากอาบัตินั้นเสีย มีการปลงอาบัติ หรือการอยู่กรรมเป็นต้น ตามวิธีที่ท่านบัญญัติไว้

อาปุจฉา บอกกล่าว, ถามเชิงขออนุญาต เป็นการแสดงความเอื้อเฟื้อ, แจ้งให้ทราบ
       เช่น ภิกษุผู้อ่อนพรรษาจะแสดงธรรม ต้องอาปุจฉาภิกษุผู้มีพรรษามากกว่าก่อน

อาโปธาตุ ธาตุน้ำ, สภาวะที่มีลักษณะเอิบอาบ ดูดซึม เกาะกุม;
       ในร่างกายที่ใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน ได้แก่ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร,
       ข้อความนี้เป็นการกล่าวถึงอาโปธาตุในลักษณะที่คนสามัญทั่วไปจะเข้าใจได้ และพอให้สำเร็จประโยชน์ในการเจริญกรรมฐาน
       แต่ในทางอภิธรรม อาโปธาตุเป็นสภาวะที่สัมผัสด้วยกายไม่ได้ มีในรูปธรรมทั่วไปแม้แต่ในกระดาษ ก้อนหิน เหล็ก และแผ่นพลาสติก;
       ดู ธาตุ, รูป ๒๘

อาพาธ ความเจ็บป่วย, โรค (ในภาษาไทย ใช้แก่ภิกษุสามเณร แต่ในภาษาบาลี ใช้ได้ทั่วไป);
       อาพาธต่างๆ มีมากมาย เรียกตามชื่ออวัยวะที่เป็นบ้าง เรียกตามอาการบ้าง
       บางทีแยกตามสมุฏฐานว่า ปิตฺตสมุฏฺฐานา อาพาธา, เสมฺหสมุฏฺฐานา อาพาธา, วาตสมุฏฺฐานา อาพาธา, สนฺนิปาติกา อาพาธา, อุตุปริณามชา อาพาธา, วิสมปริหารชา อาพาธา, โอปกฺกมิกา อาพาธา, กมฺมวิปากชา อาพาธา

อาภัพ ไม่สมควร, ไม่สามารถ, ไม่อาจเป็นไปได้, เป็นไปไม่ได้
       (จากคำบาลีว่า อภพฺพ เช่น ผู้กระทำมาตุฆาต ไม่สามารถบรรลุมรรคผล, พระโสดาบันไม่อาจเป็นไปได้ที่จะทำมาตุฆาต เป็นต้น);
       ไทยใช้เฉพาะในความว่า ไม่อาจจะได้จะถึงสิ่งนั้นๆ, ไม่มีทางจะได้สิ่งที่มุ่งหมาย คล้ายคำว่า อับวาสนา หรือไม่มีวาสนา;
       ดู อภัพบุคคล

อาภัสสระ ผู้มีรัศมีแผ่ซ่าน, เปล่งปลั่ง, ชื่อพรหมโลกชั้นที่ ๖;
       ดู พรหมโลก
       (พจนานุกรมเขียน อาภัสระ)

อาภา แสง, รัศมี, ความสว่าง

อามะ คำรับในภาษาบาลี ตรงกับ ถูกแล้ว, ใช่, ครับ, ค่ะ, จ้ะ, เออ
       ถ้าผู้ถูกกล่าวรับเป็นผู้น้อยกว่าหรือมีพรรษาน้อยกว่า หรือเป็นคฤหัสถ์พูดกับพระสงฆ์กล่าวต่อว่า ภันเต เป็น อามะ ภันเต
       ถ้าผู้กล่าวรับเป็นผู้ใหญ่กว่าหรือมีพรรษามากกว่า หรือเป็นพระสงฆ์พูดกับคฤหัสถ์ กล่าวต่อว่า อาวุโส เป็น อามะ อาวุโส
       (เขียนตามรูปบาลี เป็น อาม ภนฺเต, อาม อาวุโส)

อามัย ความป่วยไข้, โรค, ความไม่สบาย;
       ตรงข้ามกับ อนามัย คือความสบาย, ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ

อามิส เครื่องล่อใจ, เหยื่อ, สิ่งของ

อามิสทายาท ทายาทแห่งอามิส, ผู้รับมรดกอามิส, ผู้รับเอาสมบัติทางวัตถุ
       เช่น ปัจจัย ๔ จากพระพุทธเจ้ามาเสพเสวย ด้วยอาศัยผลแห่งพุทธกิจที่ได้ทรงบำเพ็ญไว้;
       โดยตรง หมายถึง รับเอาปัจจัย ๔ มาบริโภค
       โดยอ้อม หมายถึง ทำกุศลที่นำไปสู่วัฏฏะ เช่น ให้ทาน บำเพ็ญฌานสมาบัติ ด้วยมุ่งหมายมนุษยสมบัติและเทวสมบัติ;
       พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลายให้เป็นธรรมทายาท มิให้เป็นอามิสทายาท;
       เทียบ ธรรมทายาท

อามิสบูชา การบูชาด้วยอามิส คือ ด้วยสิ่งของมีดอกไม้ ของหอม อาหาร และวัตถุอื่นๆ
       (ข้อ ๑ ในบูชา ๒)

อามิสปฏิสันถาร การต้อนรับด้วยสิ่งของ เช่น อาหาร น้ำบริโภค เป็นต้น
       (ข้อ ๑ ในปฏิสันถาร ๒)

อามิสสมโภค คบหากันในทางอามิส ได้แก่ ให้หรือรับอามิส

อายโกศล ดู โกศล ๓

อายตนะ ที่ติดต่อ, เครื่องติดต่อ, แดนต่อความรู้, เครื่องรู้และสิ่งที่ถูกรู้
       เช่น ตาเป็นเครื่องรู้ รูปเป็นสิ่งที่ถูกรู้, หูเป็นเครื่องรู้ เสียงเป็นสิ่งที่ถูกรู้ เป็นต้น,
       จัดเป็น ๒ ประเภท คือ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖

อายตนะภายนอก เครื่องต่อภายนอก, สิ่งที่ถูกรู้มี ๖ คือ
       ๑. รูป รูป
       ๒. สัททะ เสียง
       ๓. คันธะ กลิ่น
       ๔. รส รส
       ๕. โผฏฐัพพะ สิ่งต้องกาย
       ๖. ธัมมะ ธรรมารมณ์ คือ อารมณ์ที่เกิดกับใจ หรือสิ่งที่ใจรู้;
       อารมณ์ ๖ ก็เรียก

อายตนะภายใน เครื่องต่อภายใน, เครื่องรับรู้ มี ๖ คือ
       ๑. จักขุ ตา
       ๒. โสต หู
       ๓. ฆานะ จมูก
       ๔. ชิวหา ลิ้น
       ๕. กาย กาย
       ๖. มโน ใจ;
       อินทรีย์ ๖ ก็เรียก

อายาจนะ การขอร้อง, การวิงวอน, การเชื้อเชิญ

อายุ สภาวธรรมที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่หรือเป็นไป, พลังที่หล่อเลี้ยงดำรงรักษาชีวิต, พลังชีวิต, ความสามารถของชีวิตที่จะดำรงอยู่และดำเนินต่อไป,
       ตามปกติท่านอธิบายว่า อายุ ก็คือ ชีวิตินทรีย์ นั่นเอง;
       ช่วงเวลาที่ชีวิตของมนุษย์สัตว์ประเภทนั้นๆ หรือของบุคคลนั้นๆ จะดำรงอยู่ได้, ช่วงเวลาที่ชีวิตจะเป็นอยู่ได้ หรือได้เป็นอยู่;
       ในภาษาไทย อายุ มีความหมายเพี้ยนไปในทางที่ไม่น่าพอใจ เช่นกลายเป็นความผ่านล่วงไปหรือความลดถอยของชีวิต

อายุกษัย, อายุขัย การสิ้นอายุ, ความตาย

อายุกัป, อายุกัปป์ กาลกำหนดแห่งอายุ, กำหนดอายุ, ประมาณแห่งอายุ,
       ช่วงเวลาแต่เกิดถึงตาย ตามปกติ หรือที่ควรจะเป็น ของสัตว์ประเภทนั้นๆ ในยุคสมัยนั้นๆ
       ดังเช่นในพุทธกาลนี้ มนุษย์มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี (ที.ม. ๑๐/๔/๔);
       ดู กัป

อายุวัฒนะ ความเจริญอายุ, ยืดอายุ, อายุยืน

อายุสังขาร เครื่องปรุงแต่งอายุ,
       ปัจจัยต่างๆ ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของสัตว์และพืชให้ดำรงอยู่และสืบต่อไปได้,
       มักพบในคำว่า “ปลงอายุสังขาร” และ “ปลงพระชนมายุสังขาร”;
       ดู อายุ, อายุสังขารโวสสัชชนะ

อายุสังขารโวสสัชชนะ “การสลัดลงซึ่งปัจจัยเครื่องปรุงแต่งอายุ”, การปลงอายุสังขาร, การสละวางการปรุงแต่งอายุ, การเลิกความคิดที่จะดำรงชีวิตอยู่ต่อไป, ความตกลงปลงใจกำหนดการสิ้นสุดอายุ;
       ในพุทธประวัติ ที่ว่าพระพุทธเจ้าทรง “ปลงอายุสังขาร” หรือ “ปลงพระชนมายุสังขาร” คือ ทรงพิจารณาเห็นว่า บริษัท ๔ มีคุณสมบัติพร้อม และพรหมจริยะคือพระศาสนานี้ เจริญแพร่หลายไพบูลย์ดีแล้ว จึงตกลงพระทัยว่า (อีก ๓ เดือนแต่นั้นไป) จะปรินิพพาน,
       อายุสังขารโอสสัชชนะ หรือ อายุสังขาโรสสัชชนะ ก็ว่า;
       ดู อายุ, อายุสังขาร

อายุสังขาราธิฏฐาน การตั้งพระทัยว่าจะดำรงไว้ซึ่งอายุสังขาร,
       การที่พระพุทธเจ้าตั้งพระทัยกำหนดแน่ว่าจะดำรงพระชนม์อยู่ก่อน จนกว่าพุทธบริษัททั้ง ๔
       คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา จะเป็นผู้ที่ได้เรียนรู้เชี่ยวชาญ แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติชอบ สามารถชี้แจงแสดงธรรม กำราบปรัปวาทที่เกิดขึ้นให้สงบได้โดยชอบธรรม
       ในระหว่างนี้แม้หากมีโรคาพาธเกิดขึ้น ก็จะทรงระงับขับไล่เสียด้วยอิทธิบาทภาวนา จะยังไม่ปรินิพพาน จนกว่าพรหมจริยะคือพระศาสนานี้ จะเจริญมั่นคง เป็นประโยชน์แก่พหูชน เป็นปึกแผ่นแน่นหนา แพร่หลายไพบูลย์;
       คำนี้ ท่านปรุงขึ้นใช้ในหนังสือปฐมสมโพธิ เพื่อสื่อความหมายที่กล่าวแล้ว;
       เทียบ อายุสังขารโวสสัชชนะ

อารมณ์ เครื่องยึดหน่วงของจิต, สิ่งที่จิตยึดหน่วง,
       สิ่งที่ถูกรู้หรือถูกรับรู้ ได้แก่ อายตนะภายนอก ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์;
       ในภาษาไทย ความหมายเลือนไปเป็นความรู้สึก หรือความเป็นไปแห่งจิตใจ ในขณะหรือช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่นว่า อย่าทำตามอารมณ์ วันนี้อารมณ์ดี อารมณ์เสีย เป็นต้น

อารยะ คนเจริญ, คนมีอารยธรรม;
       พวกชนชาติ อริยกะ
       (ตรงกับบาลีว่า อริยะ แต่ในภาษาไทยใช้ในความหมายต่างกัน)

อารยชน ชนที่เจริญด้วยขนบธรรมเนียมอันดีงาม, คนมีอารยธรรม

อารยชาติ ชาติที่เจริญด้วยขนบธรรมเนียมอันดีงาม, ชนชาติที่มีอารยธรรม

อารยธรรม ธรรมอันดีงาม, ธรรมของอารยชน,
       ความเจริญด้วยขนบธรรมเนียมแบบแผนอันดีงาม;
       ในทางธรรม หมายถึง กุศลกรรมบถ ๑๐

อารยอัษฎางคิกมรรค ทางมีองค์ ๘ ประการ อันประเสริฐ;
       ดู มรรค

อารักขกัมมัฏฐาน กรรมฐานเป็นเครื่องรักษาตน,
       กรรมฐานเป็นเครื่องรักษาผู้ปฏิบัติให้สงบระงับและให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
       ท่านจัดเป็นชุดขึ้นภายหลัง ดังมีกล่าวถึงในอรรถกถา (วินย.อ.๓/๓๗๔) และฎีกาพระวินัย (วินย.ฏี.๒/๖๗/๑๗๙) มี ๔ ข้อ เรียกว่า จตุรารักขา (เรียกให้สั้นว่า จตุรารักข์ หรือจตุรารักษ์) คือ พุทธานุสติ เมตตา อสุภะ และมรณสติ,
       ต่อมาในลังกาทวีป พระธรรมสิริเถระได้เขียนอธิบายไว้ในคัมภีร์ขุททสิกขา และในพม่า ที่เมืองร่างกุ้ง ได้มีพระเถระชื่ออัครธรรม ถึงกับแต่งคัมภีร์ขึ้นอธิบายเรื่องนี้โดยเฉพาะ เรียกว่า จตุรารักขทีปนี;
       ในหนังสือนวโกวาท มีคำอธิบายซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า “อารักขกัมมัฏฐาน ๔
           ๑. พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าที่มีในพระองค์ และทรงเกื้อกูลแก่ผู้อื่น
           ๒. เมตตา แผ่ไมตรีจิต คิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า
           ๓. อสุภะ พิจารณาร่างกายตนและผู้อื่นให้เห็นเป็นไม่งาม
           ๔. มรณัสสติ นึกถึงความตายอันจะมีแก่ตน.
       กัมมัฏฐาน ๔ อย่างนี้ ควรเจริญเป็นนิตย์”

อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือรักษาทรัพย์ที่แสวงหามาได้ด้วยความหมั่น ไม่ให้เป็นอันตรายและรักษาการงานไม่ให้เสื่อมเสียไป,
       รู้จักเก็บออมถนอมรักษาปิดช่องรั่วไหลและคุ้มครองป้องกันภยันตราย
       (ข้อ ๒ ในทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔)

อารักขา การขอความคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง เมื่อมีผู้ปองร้ายข่มเหง หรือถูกลักขโมยสิ่งของ เป็นต้น เรียกว่า ขออารักขา
       ถือเป็นการปฏิบัติชอบตามธรรมเนียมของภิกษุ แทนการฟ้องร้องกล่าวหาอย่างที่ชาวบ้านทำกัน เพราะสมณะไม่พอใจจะเป็นถ้อยความกับใครๆ

อารักษ์, อารักขา การป้องกัน, การคุ้มครอง, การดูแลรักษา

อารัญญกวัตร ข้อปฏิบัติสำหรับภิกษุผู้อยู่ป่า,
       ธรรมเนียมที่ภิกษุผู้อยู่ป่าพึงถือปฏิบัติ ตามพุทธบัญญัติที่มาในวัตตขันธกะ จัดเป็นหัวข้อได้ดังนี้
       ก.
           ๑. ภิกษุผู้อยู่ป่า พึงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ เอาถุงบาตรสวมบาตรแล้วคล้องบ่าไว้ พาดจีวรบนไหล่ สวมรองเท้า เก็บงำเครื่องไม้เครื่องดิน ปิดประตูหน้าต่าง แล้วลงจากเสนาสนะ (ที่พักอาศัย) ไป
           ๒. ทราบว่า “บัดนี้จักเข้าหมู่บ้าน” พึงถอดรองเท้า เคาะต่ำๆ แล้วใส่ถุงคล้องบ่าไว้ นุ่งให้เป็นปริมณฑล คาดประคดเอว ห่มสังฆาฏิซ้อนเป็นสองชั้นกลัดลูกดุม ชำระบาตรแล้วถือเข้าหมู่บ้านโดยเรียบร้อย ไม่รีบร้อน ไปในละแวกบ้านพึงปกปิดกายด้วยดี สำรวมด้วยดี ไม่เดินกระโหย่ง
               เมื่อจะเข้าสู่นิเวศน์ พึงกำหนดว่า เราจักเข้าทางนี้ จักออกทางนี้ ไม่พึงรีบร้อนเข้าไป ไม่พึงรีบร้อนออกมา พึงยืนไม่ไกลเกินไป ไม่ใกล้เกินไป ไม่นานเกินไป ไม่กลับออกเร็วเกินไป
               เมื่อยืนอยู่ พึงกำหนดว่า เขาประสงค์จะถวายภิกษาหรือไม่ ฯลฯ
               เมื่อเขาถวายภิกษา พึงแหวกสังฆาฏิด้วยมือซ้าย น้อมบาตรเข้าไปด้วยมือขวา ใช้มือทั้งสองข้างประคองบาตรรับภิกษา ไม่พึงมองดูหน้าสตรีผู้ถวาย
               พึงกำหนดว่าเขาประสงค์จะถวายแกงหรือไม่ ฯลฯ
               เมื่อเขาถวายภิกษาแล้ว พึงคลุมบาตรด้วยสังฆาฏิแล้วกลับโดยเรียบร้อยไม่รีบร้อน เดินไปในละแวกบ้าน พึงปกปิดกายด้วยดี สำรวมด้วยดี ไม่เดินกระโหย่ง
           ๓. ออกจากบ้านแล้ว (หลังจากฉันและล้างบาตรแล้ว) เอาบาตรใส่ถุง คล้องบ่า พับจีวร วางบนศีรษะ สวมรองเท้าเดินไป
       ข. ภิกษุผู้อยู่ป่าพึงจัดเตรียมน้ำดื่มไว้ พึงจัดเตรียมน้ำใช้ไว้ พึงติดไฟเตรียมไว้ พึงจัดเตรียมไม้สีไฟไว้ พึงจัดเตรียมไม้เท้าไว้
       ค. พึงเรียนทางนักษัตรไว้ (ดูดาวเป็น) ทั้งหมดหรือบางส่วน พึงเป็นผู้ฉลาดในทิศ

อารัญญิกังคะ องค์แห่งผู้ถืออยู่ป่า คือ ไม่อยู่ในเสนาสนะใกล้บ้าน แต่อยู่ป่าห่างจากบ้านอย่างน้อย ๒๕ เส้น,
       คำสมาทานว่า “คามนฺตเสนาสนํ ปฏิกฺขิปามิ, อารญฺญิกงฺคํ สมาทิยามิ”
       แปลว่า “ข้าพเจ้างดเสนาสนะชายบ้าน สมาทานองค์แห่งผู้—”
       (ข้อ ๘ ในธุดงค์ ๑๓)

อารัมภกถา คำปรารภ, คำเริ่มต้น, คำนำ

อารัมมณูปนิชฌาน ดู ฌาน ๒

อาราธนา การเชื้อเชิญ, นิมนต์, ขอร้อง, อ้อนวอน
       (มักใช้สำหรับพระสงฆ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์)

อาราธนาธรรม กล่าวคำเชิญหรือขอร้องพระให้แสดงธรรม (ให้เทศน์) ว่าดังนี้:
           “พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ
           กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ อยาจถ
           สนฺตีธ สตฺตาปฺปรชกฺขชาติกา
           เทเสตุ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํ”
       พึงสังเกตว่า กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ คำปกติเป็น กตญฺชลี (กตอญฺชลี) อนธิวรํ
       (ในพระไตรปิฎก ๓๓/๑๘๑/๔๐๓ ก็ใช้รูปปกติตามไวยากรณ์อย่างนั้น) แต่ที่มีรูปแปลกไปอย่างนี้ เนื่องจากท่านทำตามฉันทลักษณ์ ที่บังคับครุ-ลหุ เมื่อจะอ่านหรือนำไปสวดเป็นทำนอง จะได้ไม่ขัด

อาราธนาพระปริตร กล่าวคำเชิญหรือ ขอร้องให้พระสวดพระปริตร ว่าดังนี้:
           “วิปตฺติปฏิพาหาย
           สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา
           สพฺพทุกฺขวินาสาย
           ปริตฺตํ พฺรูถ มงฺคลํ”
       (ว่า ๓ ครั้ง แต่ครั้งที่ ๒ เปลี่ยน ทุกฺข เป็น ภย; ครั้งที่ ๓ เปลี่ยนเป็น โรค)

อาราธนาศีล กล่าวคำเชิญหรือขอร้องพระให้ให้ศีล,
       สำหรับศีล ๕ ว่าดังนี้:
       “มยํ ภนฺเต, (วิสุํ วิสุํ รกฺขณตฺถาย), ติสรเณน สห, ปญฺจ สีลานิ ยาจาม;
       ทุติยมฺปิ มยํ ภนฺเต, (วิสุํ วิสุํ รกฺขณตฺถาย), ติสรเณน สห, ปญฺจ สีลานิ ยาจาม;
       ตติยมฺปิ มยํ ภนฺเต, (วิสุํ วิสุํ รกฺขณตฺถาย), ติสรเณน สห, ปญฺจ สีลานิ ยาจาม;”
       (คำในวงเล็บจะไม่ใช้ก็ได้)
       คำอาราธนาศีล ๘ ก็อย่างนี้ เปลี่ยนแต่ ปญฺจ เป็น อฏฺฐ และเว้นคำในวงเล็บ

อาราธนาศีลอุโบสถ กล่าวคำขอให้พระให้อุโบสถศีล ว่าพร้อมกันทุกคน ดังนี้:
       “มยํ ภนฺเต, ติสรเณน สห, อฏฺฐงฺคสมนฺนาคตํ, อุโปสถํ ยาจาม” (ว่า ๓ จบ)

อาราม วัด, ที่เป็นที่มายินดี, สวนเป็นที่รื่นรมย์; ความยินดี, ความรื่นรมย์, ความเพลิดเพลิน;
       ในทางพระวินัย เกี่ยวกับของสงฆ์ หมายถึง ของปลูกสร้างในอารามตลอดจนต้นไม้;
       ดู คันธกุฎี

อารามวัตถุ ที่ดินวัด, ที่ดินพื้นวัด

อารามิก คนทำงานวัด, คนวัด

อารามิกเปสกะ ภิกษุผู้ได้รับสมมติ คือ แต่งตั้งจากสงฆ์ ให้มีหน้าที่เป็นผู้ใช้คนทำงานวัด,
       เป็นตำแหน่งหนึ่งในบรรดาเจ้าอธิการแห่งอาราม

อาลกมันทา ราชธานีซึ่งเป็นทิพยนครของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา

อาลปนะ คำร้องเรียก, คำเรียกให้รู้ตัว,
       คำเรียกคำทักบุคคลนั้นๆ ตามควรแก่ฐานะของเขา หรือตามที่ตนมีท่าทีหรือความรู้สึกต่อบุคคลนั้นๆ เช่นเคารพนับถือหรือไม่อย่างไร เช่น “อาวุโส” “ภนฺเต” “เห”

อาลยสมุคฺฆาโต ความถอนขึ้นด้วยดีซึ่งอาลัย, การถอนอาลัย คือตัณหาได้เด็ดขาด
       (เป็นไวพจน์แห่งวิราคะ)

อาลัย
       1. ที่อยู่, ที่อาศัย, แหล่ง
       2. ความมีใจผูกพัน, ความเยื่อใย, ความติดใจปรารถนา, ความพัวพัน มักหมายถึง ตัณหา;
           ในภาษาไทยใช้ในความหมายว่า ห่วงใย หวนคิดถึง

อาโลก แสงสว่าง

อาโลกกสิณ กสิณคือแสงสว่าง, การเจริญสมถกรรมฐานตั้งใจเพ่งแสงสว่างเป็นอารมณ์
       (ข้อ ๙ ในกสิณ ๑๐)

อาโลกเลณสถาน ชื่อถ้ำแห่งหนึ่งในมลยชนบท เกาะลังกา
       เป็นที่ทำ สังคายนาครั้งที่ ๕ จารึกพระไตรปิฎกลงในใบลาน

อาโลกสัญญา ความสำคัญในแสงสว่าง, กำหนดหมายแสงสว่าง
       คือ ตั้งความกำหนดหมายว่ากลางวันไว้ในใจ ให้เหมือนกันทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
       เป็นวิธีแก้ง่วงอย่างหนึ่ง

อาวรณ์ เครื่องกั้น, เครื่องกำบัง;
       ไทยมักใช้ในความหมายว่า ห่วงใย, อาลัย, คิดกังวลถึง

อาวัชนาการ ความรำพึง, การรำลึก, นึกถึง

อาวาส ที่อยู่, โดยปรกติหมายถึงที่อยู่ของพระสงฆ์ คือ วัด

อาวาสปลิโพธ ความกังวลในอาวาส คือ ภิกษุยังอยู่ในอาวาสนั้น หรือหลีกไปแต่ยังผูกใจอยู่ว่าจะกลับมา (เป็นเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้กฐินยังไม่เดาะ);
       ในการเจริญกรรมฐาน หมายถึงความห่วงใยกังวลเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น ห่วงงานก่อสร้างในวัด มีสิ่งของที่สะสมเอาไว้มาก เป็นต้น เมื่อจะเจริญกรรมฐาน พึงตัดปลิโพธนี้ให้ได้;
       ดู ปลิโพธ

อาวาสมัจฉริยะ ตระหนี่ที่อยู่ ได้แก่ หวงแหน ไม่พอใจให้ใครๆ เข้ามาอยู่แทรกแซง หรือกีดกันผู้อื่นที่มิใช่พวกของตนไม่ให้เข้าอยู่
       (ข้อ ๑ ในมัจฉริยะ ๕)

อาวาสิกวัตร ดูที่ อาคันตุกวัตร

อาวาหะ การแต่งงาน, การสมรส, การพาหญิงมาบ้านตัว

อาวาหวิวาหมังคลาภิเษก พิธีรดน้ำเพื่อเป็นมงคลในการแต่งงาน, งานมงคลสมรส (ใช้แก่เจ้า)

อาวุโส “ผู้มีอายุ”
       เป็นคำเรียก หรือทักทาย ที่ภิกษุผู้แก่พรรษาใช้ร้องเรียกภิกษุผู้อ่อนพรรษากว่า (ภิกษุผู้ใหญ่ร้องเรียกภิกษุผู้น้อย) หรือภิกษุร้องเรียกคฤหัสถ์
       คู่กับคำ ภนฺเต ซึ่งภิกษุผู้อ่อนกว่าใช้ร้องเรียกภิกษุผู้แก่กว่า หรือคฤหัสถ์ร้องเรียกภิกษุ;
       ในภาษาไทยมักใช้เพี้ยนไปในทางตรงข้าม หมายถึงเก่ากว่า หรือแก่กว่าในวงงาน กิจการหรือความเป็นสมาชิก

อาศรม ที่อยู่ของนักพรต;
       ตามลัทธิของพราหมณ์ ในยุคที่กลายเป็นฮินดูแล้วได้วางระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของชาวฮินดูวรรณะสูง โดยเฉพาะวรรณะพราหมณ์ โดยแบ่งเป็นขั้นหรือช่วงระยะ ๔ ขั้น หรือ ๔ ช่วง เรียกว่า อาศรม ๔
       กำหนดว่าชาวฮินดูวรรณะพราหมณ์ทุกคนจะต้องครองชีวิตให้ครบทั้ง ๔ อาศรมตามลำดับ (แต่ในทางปฏิบัติ น้อยคนนักได้ปฏิบัติเช่นนั้น โดยเฉพาะปัจจุบันไม่ได้ถือกันแล้ว) คือ
       ๑. พรหมจารี เป็นนักเรียนศึกษาพระเวท ถือพรหมจรรย์
       ๒. คฤหัสถ์ เป็นผู้ครองเรือน มีภรรยาและมีบุตร
       ๓. วานปรัสถ์ ออกอยู่ป่าเมื่อเห็นบุตรของบุตร
       ๔. สันยาสี (เขียนเต็มเป็นสันนยาสี) เป็นผู้สละโลก มีผ้านุ่งผืนเดียว ถือภาชนะขออาหารและหม้อน้ำเป็นสมบัติ จาริกภิกขาจารเรื่อยไปไม่ยุ่งเกี่ยวกับชาวโลก
       (ปราชญ์บางท่านว่า พราหมณ์ได้ความคิดจากพระพุทธศาสนาไปปรับปรุงจัดวางระบบของตนขึ้น เช่น สันยาสี ตรงกับภิกษุ แต่หาเหมือนกันจริงไม่)

อาสนะ ที่นั่ง;
       มีพุทธานุญาตให้ภิกษุนั่งอาสนะยาวร่วมกับอสมานาสนิก (บุคคลที่ไม่เสมออาสนะกัน เช่น ภิกษุห่างพรรษา สามเณร คฤหัสถ์) ยกเว้น (คือมิให้นั่งร่วมกับ) บัณเฑาะก์ (กะเทย) ผู้หญิง อุภโตพยัญชนก (คนสองเพศ) (วินย. ๗/๒๘๘/๑๓๑),
       อาสนะยาว คืออาสนะที่นั่งได้อย่างน้อยสามคน;
       “คนพันทาง” ที่ท่านระบุในหนังสือเรียน ในกรณีนี้ คือ คนมีเพศผิดพวก หรือมีเพศแปลกจากพวก ได้แก่ บัณเฑาะก์ (กะเทย) และอุภโตพยัญชนก
       สมานาสนิก (ผู้มีอาสนะเสมอกันหรือผู้ร่วมอาสนะ) ได้แก่ ภิกษุที่อยู่ในช่วง ๓ พรรษาต่อกัน คือแก่อ่อนกว่ากันไม่เกิน ๒ พรรษา ทรงอนุญาตให้นั่งอาสนะไม่ยาว จำพวกเตียง และตั่งร่วมกัน ๒ รูปได้ (วินย. ๗/๒๘๖-๒๘๗/๑๓๐);
       ดู สมานาสนิก, อสมานาสนิก

อาสภิวาจา วาจาอาจหาญ, วาจายิ่งยงองอาจ ที่เปล่งออกมาอย่างหนักแน่นแกล้วกล้าและจะแจ้งชัดเจน อันประกาศความจริง หรือความสำเร็จ ที่แน่แท้ ซึ่งไม่มีใครอาจคัดค้านได้,
       อาสภิวาจาที่อ้างอิงบ่อยที่สุดในคัมภีร์ทั้งหลาย ได้แก่ พระดำรัสของพระโพธิสัตว์ที่ประกาศพระองค์ว่าเป็นเอกในโลก ตามเรื่องว่า พระมหาบุรุษเมื่อประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา ย่างพระบาทไป ๗ ก้าว แล้วทรงหยุดประทับยืนตรัสอาสภิวาจาว่า “อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส” ดังนี้เป็นต้น
       แปลว่า “เราเป็นอัครบุคคลของโลก ฯลฯ”,
       พระสารีบุตรก็เคยเปล่งอาสภิวาจา ประกาศความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า สมณะหรือพราหมณ์อื่นใดที่จะยิ่งไปกว่าพระผู้มีพระภาคในสัมโพธิญาณนั้น มิได้มีแล้ว จักไม่มี และทั้งไม่มีอยู่ในบัดนี้,
       คำว่าอาสภิวาจา บางครั้งมาด้วยกันกับคำว่าสีหนาท (การบันลืออย่างราชสีห์) คือ ถ้อยคำที่แสดงความแกล้วกล้ามั่นใจ เป็นอาสภิวาจา กิริยาที่ประกาศความจริงความมั่นใจออกไปแก่ที่ประชุมหรือแก่ชนทั้งหลายเป็นสีหนาท;
       ดู สีหนาท

อาสวะ
       1. ความเสียหาย, ความเดือดร้อน, โทษ, ทุกข์
       2. น้ำดองอันเป็นเมรัย เช่น ปุปฺผาสโว น้ำดองดอกไม้, ผลาสโว น้ำดองผลไม้
       3. กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน ไหลซึมซ่านไปย้อมจิตต์เมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ,
       อาสวะ ๓ คือ
           ๑. กามาสวะ อาสวะคือกาม
           ๒. ภวาสวะ อาสวะคือภพ
           ๓. อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา;
       อีกหมวดหนึ่ง อาสวะ ๔ คือ
           ๑. กามาสวะ อาสวะคือกาม
           ๒. ภวาสวะ อาสวะคือภพ
           ๓. ทิฏฐาสวะ อาสวะคือทิฏฐิ
           ๔. อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา

อาสวักขยญาณ ความรู้เป็นเหตุสิ้นอาสวะ, ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย,
       ความตรัสรู้ (เป็นความรู้ที่พระพุทธเจ้าได้ในยามสุดท้ายแห่งราตรี วันตรัสรู้)
       (ข้อ ๓ ในญาณ ๓ หรือวิชชา ๓, ข้อ ๖ ในอภิญญา ๖, ข้อ ๘ ในวิชชา ๘, ข้อ ๑๐ ในทศพลญาณ)

อาสัญ ไม่มีสัญญา, หมดสัญญา;
       เป็นคำใช้ในภาษาไทย หมายความว่า ความตาย, ตาย

อาสัตย์ ไม่มีสัตย์, ไม่ซื่อตรง, กลับกลอก

อาสันทิ ม้านั่งสี่เหลี่ยมจัตุรัส นั่งได้คนเดียว
       (ศัพท์เดิมเรียก อาสันทิก, ส่วน อาสันทิ เป็นเตียงหรือเก้าอี้นอน)

อาสันนกรรม กรรมจวนเจียน, กรรมใกล้ตาย
       หมายถึง กรรมที่เป็นกุศลก็ดี อกุศลก็ดี ที่ทำเมื่อจวนตายยังจับใจอยู่ใหม่ๆ ถ้าไม่มีครุกกรรม และพหุลกรรม ย่อมให้ผลก่อนกรรมอื่นๆ เหมือนโคที่ยัดเยียดกันอยู่ในคอก เมื่อคนเลี้ยงเปิดคอกออก ตัวใดอยู่ใกล้ประตู ตัวนั้นย่อมออกก่อน แม้จะเป็นโคแก่
       (ข้อ ๑๑ ในกรรม ๑๒)

อาสา ความหวัง, ความต้องการ;
       ไทยว่า รับทำโดยเต็มใจ, สมัคร, แสดงตัวขอรับทำการนั้นๆ

อาสาฬหะ เดือน ๘ ทางจันทรคติ

อาสาฬหบูชา “การบูชาในเดือน ๘”
       (เป็นคำเรียกตัดสั้น คำเต็มว่า “อาสาฬหปุณณมีบูชา” หรือ “อาสาฬหบูรณมีบูชา”)
       หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๘ เพื่อรำลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเป็นการพิเศษ เนื่องในวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่พระเบญจวัคคีย์ ที่อิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ คือเดือน ๘ หลังจากตรัสรู้ได้ ๒ เดือน ทำให้เกิดมีปฐมสาวก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ และเกิดสังฆรัตนะคำรบพระรัตนตรัย
       นิยมสรุปความสำคัญของวันอาสาฬหบูชากันว่า เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา อันเป็นการทรงเริ่มประกาศพระศาสนา,
       เป็นวันที่เกิดอริยสงฆ์ คือการที่ท่านโกณฑัญญะรู้แจ้งธรรม (เกิดดวงตาเห็นธรรม คือธรรมจักษุ) เป็นพระโสดาบัน จัดเป็นอริยบุคคลท่านแรกในอริยสงฆ์ ทำให้มีสังฆรัตนะเกิดขึ้น และจึงถือด้วยว่าเป็นวันที่มีพระรัตนตรัยครบบริบูรณ์, เป็นวันที่เกิดพระภิกษุรูปแรก ในพระพุทธศาสนา คือ การที่ท่านโกณฑัญญะขอบรรพชา และได้บวชเป็นพระภิกษุ หลังจากฟังปฐมเทศนาและบรรลุธรรมแล้ว จึงถือด้วยว่าเป็นวันที่เริ่มตั้งภิกษุสงฆ์หรือต้นกำเนิดสมมติสงฆ์, เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงได้ปฐมสาวก คือ การที่ท่านโกณฑัญญะนั้นได้บรรลุธรรมและบวชเป็นพระภิกษุ จึงเป็นสาวกรูปแรกของพระพุทธเจ้า
       นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับวันสำคัญอื่นในพระพุทธศาสนา บางทีเรียกวันอาสาฬหบูชานี้ว่า วันพระสงฆ์ (คือวันที่เริ่มเกิดมีพระสงฆ์) โดยเรียกวันวิสาขบูชาว่า วันพระพุทธ (คือวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า) และเรียกวันมาฆบูชาว่า วันพระธรรม (วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ประกาศประมวลหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา),
       อย่างไรก็ตาม บางท่านเรียกวันอาสาฬหบูชานี้ว่า วันพระธรรม โดยถือว่าทรงแสดงปฐมเทศนา เริ่มประกาศพระธรรม และเรียกวันมาฆบูชาว่า วันพระสงฆ์ โดยถือว่า เป็นวันที่มีการประชุมใหญ่ของพระสาวกสงฆ์ ทั้งนี้เป็นมติที่ผู้ศึกษาสามารถถือเอานัยตามที่จะเป็นประโยชน์ แต่มิได้มีเป็นบัญญัติไว้
       ประเพณีจัดงานวันอาสาฬหบูชา มีอายุไม่นาน เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ กล่าวคือ หลังจากงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ใน พ.ศ. ๒๕๐๐ แล้ว คณะสงฆ์ได้พิจารณาเห็นว่า วันเพ็ญเดือน ๘ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั้น เป็นวันที่สำคัญมาก เพราะเป็นการประดิษฐานพระพุทธศาสนา สมควรยกขึ้นจัดเป็นวันสำคัญที่มีการเฉลิมฉลองเป็นพุทธบูชาอีกวันหนึ่ง จึงได้มีประกาศคณะสงฆ์ เรื่องกำหนดวันสำคัญทางศาสนา ณ วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๐๑ ให้วัดต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร จัดงานวันอาสาฬหบูชา
       และทางราชการก็ได้สนับสนุนมติของคณะสงฆ์ โดยประกาศสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่องระเบียบการชักธงชาติ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๐๑ ณ วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๐๑ อ้างถึงมติคณะรัฐมนตรีให้ถือวันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางราชการ เป็นวันหยุดราชการวันหนึ่ง และให้ชักธงชาติในวันดังกล่าว;
       ดู ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร, ปฐมเทศนา

อาสาฬหปุรณมี วันเพ็ญเดือน ๘, วันกลางเดือน ๘, วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘

อาสาฬหมาส ดู อาสาฬหะ

อาหัจจบาท เตียงที่เขาทำเอาเท้าเสียบเข้าไปในแม่แคร่ ไม่ได้ตรึงสลัก

อาหาร ปัจจัยอันนำมาซึ่งผล, เครื่องค้ำจุนชีวิต,
       เครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต มี ๔ คือ
           ๑. กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าว
           ๒. ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ
           ๓. มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือมโนสัญเจตนา
           ๔. วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ

อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์เกี่ยวกับการแสวงหาอาหาร, ทุกข์ในการหากิน
       ได้แก่ อาชีวทุกข์ คือ ทุกข์เนื่องด้วยการเลี้ยงชีวิต
       (คำเต็มว่า “อาหารปริเยฏฐิมูลกทุกข์” = ทุกข์มีการหาอาหารเป็นมูล)

อาหารรูป ดูที่ รูป ๒๘

อาหาเรปฏิกูลสัญญา กำหนดหมายความเป็นปฏิกูลในอาหาร,
       ความสำคัญหมายในอาหารว่าเป็นของปฏิกูล พิจารณาให้เห็นว่าเป็นของน่าเกลียด โดยอาการต่างๆ
       เช่น ปฏิกูล โดยบริโภค, โดยประเทศที่อยู่ของอาหาร, โดยสั่งสมอยู่นาน เป็นต้น
       (ข้อ ๓๕ ในกรรมฐาน ๔๐)

อาหุดี การเซ่นสรวง

อาหุเนยฺโย (พระสงฆ์) เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ คือ มีคุณความดีสมควรแก่การที่ประชาชนจะนำของถวายมาแสดงความนับถือเชิดชูบูชา ถึงจะต้องเดินทางมาแม้จากที่ไกล
       (ข้อ ๕ ในสังฆคุณ ๙)

อาฬกะ ชื่อแคว้นหนึ่ง ตั้งอยู่ที่ลุ่มน้ำโคธาวรี ตรงข้ามกับแคว้นอัสสกะ

อาฬารดาบส อาจารย์ผู้สอนสมาบัติ ที่พระมหาบุรุษเสด็จไปศึกษาอยู่ด้วยคราวหนึ่ง ก่อนที่จะทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา,
       ท่านผู้นี้ได้สมาบัติถึงชั้นอากิญจัญญายตนฌาน;
       เรียกเต็มว่า อาฬารดาบส กาลามโคตร

อำมาตย์ ดู อมาตย์

อิจฉา ความปรารถนา, ความอยากได้;
       ไทยมักใช้ในความหมายว่าริษยา ซึ่งเป็นคำแปลของ “อิสสา”;
       ดู อิสสา

อิฏฐารมณ์ “อารมณ์ที่น่าปรารถนา” สิ่งที่คนอยากได้อยากพบ
       แสดงในแง่กามคุณ ๕ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่ารักใคร่ น่าชอบใจ
       แสดงในแง่โลกธรรม ได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ และความสุข;
       ตรงข้ามกับ อนิฏฐารมณ์

อิตถีภาวะ ความเป็นหญิง,
       สภาวะที่ทำให้ปรากฏลักษณะอาการต่างๆ อันแสดงถึงความเป็นเพศหญิง เป็นภาวรูปอย่างหนึ่ง;
       คู่กับ ปุริสภาวะ; ดู อุปาทายรูป

อิติวุตตกะ พระสูตรที่ไม่ขึ้นต้นด้วยคำว่า เอวมฺเม สุตํ
       แต่ขึ้นต้นด้วย “วุตฺตํ เหตํ ภควตา, วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ”
       แล้วเชื่อมความเข้าสู่คาถาสรุปท้าย ด้วยคำว่า อิติ วุจฺจติ
       รวม ๑๑๒ สูตร จัดเป็นคัมภีร์ที่ ๔ แห่งขุททกนิกาย;
       ดู ไตรปิฎก (ในเล่ม ๒๕), ขุชชุตรา

อิทธาภิสังขาร การปรุงแต่งฤทธิ์ขึ้นทันใด, การบันดาลด้วยฤทธิ์

อิทธิ ความสำเร็จ, ความรุ่งเรืองงอกงาม;
       อำนาจที่จะทำอะไรได้อย่างวิเศษ

อิทธิ ๒ ดู ฤทธิ์ ๒

อิทธิบาท คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ, คุณเครื่องสำเร็จสมประสงค์,
       ทางแห่งความสำเร็จ มี ๔ คือ
           ๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่สิ่งนั้น
           ๒. วิริยะ ความพยายามทำสิ่งนั้น
           ๓. จิตตะ ความเอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
           ๔. วิมังสา ความพิจารณาใคร่ครวญหาเหตุผลในสิ่งนั้น, การทดลอง ตรวจสอบ;
       จำง่ายๆ ว่า มีใจรัก พากเพียรทำ เอาจิตฝักใฝ่ ใช้ปัญญาสอบสวน;
       ดู โพธิปักขิยธรรม

อิทธิบาทภาวนา การเจริญอิทธิบาท, การฝึกฝนปฏิบัติให้อิทธิบาทเกิดมีขึ้น

อิทธิปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์คือฤทธิ์, แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์
       เช่น ล่องหน ดำดิน เหาะได้ เป็นต้น
       (ข้อ ๑ ในปาฏิหาริย์ ๓)

อิทธิวิธา, อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ
       เช่น นิรมิตกายคนเดียวเป็นหลายคน หลายคนเป็นคนเดียว ล่องหน ดำดิน เดินน้ำ เป็นต้น
       (ข้อ ๑ ในอภิญญา ๖, ข้อ ๓ ในวิชชา ๘)

อิทัปปัจจยตา “ภาวะที่มีอันนี้ๆ เป็นปัจจัย”,
       ความเป็นไปตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย, กระบวนธรรมแห่งเหตุปัจจัย,
       กฎที่ว่า
           “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น;
           เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี, เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ”,
       เป็นอีกชื่อหนึ่งของหลัก ปฏิจจสมุปบาท หรือ ปัจจยาการ

อินเดีย ชื่อประเทศ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย ถัดจากประเทศพม่าออกไป มีเมืองหลวงชื่อ นิวเดลี (New Delhi) อยู่ห่างจากกรุงเทพประมาณ ๓,๑๐๐ กิโลเมตร
       อินเดียมีเนื้อที่ทั้งหมด ๓,๒๘๗,๕๙๐ ตารางกิโลเมตร
       มีพลเมืองใน พ.ศ. ๒๕๒๔ ประมาณ ๖๓๘ ล้านคน (พ.ศ. ๒๕๔๙ ประมาณ ๑,๐๙๕ ล้านคน)
       ครั้งโบราณเรียก ชมพูทวีป เป็นประเทศที่เกิดพระพุทธศาสนา,
       พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๒,๐๐๐ กิโลเมตร;
       ดู ชมพูทวีป

อินทปัตถ์ ชื่อนครหลวงของแคว้นกุรุ ตั้งอยู่ ณ บริเวณเมืองเดลี นครหลวงของอินเดียปัจจุบัน
       (แคว้นกุรุอยู่แถบลุ่มน้ำยมุนาตอนบน ราวมณฑลปัญจาบลงมา)

อินทร์ ผู้เป็นใหญ่, จอมเทพ, ชื่อเทวราชผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือเทพชั้นจาตุมหาราชิกา;
       เรียกตามนิยมในบาลีว่า ท้าวสักกะ;
       ดู ดาวดึงส์, วัตรบท ๗, จาตุมหาราชิกา

อินทริยปโรปริยัตตญาณ ปรีชาหยั่งรู้ความหย่อนและยิ่งแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย
       คือรู้ว่า สัตว์พวกไหนมีอินทรีย์ (คือศรัทธาเป็นต้น) อ่อน พวกไหนมีอินทรีย์แก่กล้า พวกไหนมีจริตมีอัธยาศัย เป็นต้น อย่างไรๆ พวกไหนสอนยาก พวกไหนสอนง่าย ดังนี้ เป็นต้น
       (ข้อ ๖ ในทศพลญาณ)

อินทรีย์ ความเป็นใหญ่, สภาพที่เป็นใหญ่ในกิจของตน,
       ธรรมที่เป็นเจ้าการในการทำหน้าที่อย่างหนึ่งๆ เช่น ตาเป็นใหญ่ หรือเป็นเจ้าการในการเห็น หูเป็นใหญ่ในการได้ยิน วิริยะเป็นเจ้าการในการครอบงำเสียซึ่งความเกียจคร้าน เป็นต้น
       อินทรีย์ ๕ ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน โดยเป็นเจ้าการในการทำหน้าที่ และเป็นหัวหน้านำสัมปยุตตธรรมในการครอบงำกำจัดธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ มี ๕ อย่าง
       ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา (ข้อธรรมตรงกับ พละ ๕),
       ธรรม ๕ อย่างชุดเดียวกันนี้ เรียกชื่อต่างกันไป ๒ อย่าง ตามหน้าที่ที่ทำ คือ เรียกชื่อว่า พละ โดยความหมายว่า เป็นกำลังให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงข้ามแต่ละอย่างจะเข้าครอบงำไม่ได้ เรียกชื่อว่า อินทรีย์ โดยความหมายว่าเป็นเจ้าการในการครอบงำเสียซึ่งธรรมที่ตรงข้ามแต่ละอย่าง คือความไร้ศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลงงมงาย ตามลำดับ;
           ดู โพธิปักขิยธรรม
       อินทรีย์ ๖ สภาวะที่เป็นใหญ่หรือเป็นเจ้าการในการรับรู้ด้านนั้นๆ
       ได้แก่ อายตนะภายใน ๖ คือ จักขุ-ตา โสตะ-หู ฆานะ-จมูก ชิวหา-ลิ้น กาย-กาย มโน-ใจ
       อินทรีย์ ๒๒ สภาวะที่เป็นใหญ่ในการทำกิจของตน คือ ทำให้ธรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นไปตามตน ในกิจนั้นๆ ในขณะที่เป็นไปอยู่นั้น มีดังนี้
       หมวด ๑:
           ๑. จักขุนทรีย์ (อินทรีย์ คือ จักขุปสาท)
           ๒. โสตินทรีย์ (อินทรีย์ คือ โสตปสาท)
           ๓. ฆานินทรีย์ (อินทรีย์ คือ ฆานปสาท)
           ๔. ชิวหินทรีย์ (อินทรีย์ คือ ชิวหาปสาท)
           ๕. กายินทรีย์ (อินทรีย์ คือ กายปสาท)
           ๖. มนินทรีย์ (อินทรีย์ คือ ใจ)
       หมวด ๒:
           ๗. อิตถินทรีย์ (อินทรีย์ คือ อิตถีภาวะ)
           ๘. ปุริสินทรีย์ (อินทรีย์ คือ ปุริสภาวะ)
           ๙. ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์ คือ ชีวิต)
       หมวด ๓:
           ๑๐. สุขินทรีย์ (อินทรีย์ คือ สุขเวทนา)
           ๑๑. ทุกขินทรีย์ (อินทรีย์ คือ ทุกขเวทนา)
           ๑๒. โสมนัสสินทรีย์ (อินทรีย์ คือ โสมนัสสเวทนา)
           ๑๓. โทมนัสสินทรีย์ (อินทรีย์ คือ โทมนัสสเวทนา)
           ๑๔. อุเปกขินทรีย์ (อินทรีย์ คือ อุเบกขาเวทนา)
       หมวด ๔:
           ๑๕. สัทธินทรีย์ (อินทรีย์ คือ ศรัทธา)
           ๑๖. วิริยินทรีย์ (อินทรีย์ คือ วิริยะ)
           ๑๗. สตินทรีย์ (อินทรีย์ คือ สติ)
           ๑๘. สมาธินทรีย์ (อินทรีย์ คือ สมาธิ)
           ๑๙. ปัญญินทรีย์ (อินทรีย์ คือ ปัญญา)
       หมวด ๕:
           ๒๐. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
               (อินทรีย์แห่งผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งว่าเราจักรู้สัจจธรรมที่ยังมิได้รู้ ได้แก่ โสตาปัตติมัคคญาณ)
           ๒๑. อัญญินทรีย์
               (อินทรีย์ คือ อัญญาหรือปัญญาอันรู้ทั่วถึง ได้แก่ ญาณ ๖ ในท่ามกลาง คือ โสตาปัตติผลญาณ ถึงอรหัตตมัคคญาณ)
           ๒๒. อัญญาตาวินทรีย์
               (อินทรีย์แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้ว กล่าวคือ ปัญญาของพระอรหันต์ ได้แก่ อรหัตตผลญาณ

อินทรียรูป ดูที่ รูป ๒๘

อินทรียสังวร สำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้าย ในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ, การรับรู้อารมณ์ทางอินทรีย์ทั้ง ๖ โดยมีสติมิให้กิเลสครอบงำใจ แต่ให้รู้ตามเป็นจริงและเกิดกุศลธรรม
       (ข้อ ๑ ในอปัณณกปฏิปทา ๓, ข้อ ๒ ในปาริสุทธิศีล ๔, ข้อ ๒ ในองค์แห่งภิกษุใหม่ ๕),
       ที่เป็นข้อ ๒ ในปาริสุทธิศีล ๔ นั้น เรียกเต็มว่า อินทรียสังวรศีล แปลว่า ศีลคือความสำรวมอินทรีย์

อิริยาบถ “ทางแห่งการเคลื่อนไหว”, ท่าทางที่ร่างกายจะเป็นไป,
       ท่าที่เคลื่อนไหวตั้งวางร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่ง,
       อิริยาบถหลักมี ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน,
       อิริยาบถย่อย เรียกว่า จุณณิยอิริยาบถ หรือ จุณณิกอิริยาบถ ได้แก่ ท่าที่แปรเปลี่ยน ยักย้ายไประหว่างอิริยาบถทั้ง ๔ นั้น
       การมีสติทันโดยรู้ชัดอิริยาบถที่เป็นไปอยู่ เป็นหมวดหนึ่งของกายานุปัสสนาสติปัฏฐานด้วย คืออิริยาบถบรรพ เป็นบรรพที่ ๒ ของกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน;
       ดู กายานุปัสสนา, สติปัฏฐาน

อิรุพเพท คำบาลีเรียกคัมภีร์หนึ่งในไตรเพท ตรงกับที่เรียกอย่างสันสกฤตว่า ฤคเวท;
       ดู ไตรเพท

อิศวร พระเป็นเจ้าของศาสนาพราหมณ์ ตามปกติหมายถึงพระศิวะ ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการทำลาย

อิสระ ผู้เป็นใหญ่, เป็นใหญ่, เป็นใหญ่ในตัวเอง, เป็นไทแก่ตัว ไม่ขึ้นแก่ใคร

อิสรภาพ ความเป็นอิสระ

อิสราธิบดี ผู้เป็นเจ้าใหญ่เหนือกว่าผู้เป็นใหญ่ทั่วไป, ราชา, พระเจ้าแผ่นดิน

อิสริยยศ ยศคือความเป็นใหญ่, ความเป็นใหญ่โดยตำแหน่ง ฐานันดร เป็นต้น;
       ดู ยศ

อิสสา ความริษยา, ความรู้สึกไม่พอใจ เมื่อเห็นเขาได้ดี, เห็นเขาได้ดีทนอยู่ไม่ได้, ไม่อยากให้ใครดีกว่าตน, ความคิดตัดรอนผู้ที่ดีกว่าตน;
       ความหึงหวง
       (ข้อ ๓ ในมละ ๙, ข้อ ๘ ในสังโยชน์ ๑๐ ตามนัยพระอภิธรรม, ข้อ ๗ ในอุปกิเลส ๑๖)

อิสิ, อิสี ผู้แสวงหาคุณความดี, ผู้ถือบวช, ฤษี

อิสิคิลิบรรพต ภูเขาชื่ออิสิคิลิ เป็นภูเขาลูกหนึ่งในห้าลูก ที่เรียกเบญจคีรี ล้อมรอบพระนครราชคฤห์

อิสิปตนมฤคทายวัน ป่าเป็นที่ให้อภัยแก่เนื้อ ชื่อ อิสิปตนะ อยู่ใกล้เมืองพาราณสี
       เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดพระปัญจวัคคีย์
       บัดนี้เรียก สารนาถ

อุกกลชนบท ชื่อชนบทที่พ่อค้า ๒ คน คือ ตปุสสะ กับ ภัลลิกะ เดินทางจากมาแล้ว
       ได้พบพระพุทธเจ้าขณะที่ประทับอยู่ภายใต้ต้นราชายตนะ ภายหลังตรัสรู้ใหม่ๆ

อุกโกฏนะ การรื้อฟื้น, การฟื้นเรื่อง, ฟื้นคดี

อุกฺขิตฺตโก “ผู้อันสงฆ์ยกแล้ว”
       หมายถึง ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ทำอุกเขปนียกรรมตัดสิทธิแห่งภิกษุชั่วคราว
       (จนกว่าสงฆ์จะยอมระงับกรรมนั้น)

อุกเขปนียกรรม กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุอันจะพึงยกเสีย
       หมายถึง วิธีการลงโทษที่สงฆ์กระทำแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติแล้ว ไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติหรือไม่ยอมทำคืนอาบัติ หรือมีความเห็นชั่วร้าย (ทิฏฐิบาป) ไม่ยอมสละ ซึ่งเป็นทางเสียสีลสามัญญตา หรือทิฏฐิสามัญญตา โดยยกเธอเสียจากการสมโภคกับสงฆ์
       คือ ไม่ให้ฉันร่วม ไม่ให้อยู่ร่วม ไม่ให้มีสิทธิเสมอกับภิกษุทั้งหลาย
       พูดง่ายๆ ว่า ถูกตัดสิทธิแห่งภิกษุชั่วคราว

อุคคหนิมิต นิมิตติดตา หมายถึง นิมิต (อารมณ์กรรมฐาน) ที่นึกกำหนดจนแม่นใจ หรือที่เพ่งดูจนติดตาติดใจ แม้หลับตาก็เห็น
       (ข้อ ๒ ในนิมิต ๓)

อุคฆฏิตัญญู ผู้อาจรู้ได้ฉับพลัน แต่พอท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง
       คือ มีปัญญาเฉียบแหลม พูดให้ฟังเพียงหัวข้อก็เข้าใจ
       (ข้อ ๑ ในบุคคล ๔)

อุจจารธาตุ ในคำว่า “โรคอุจจารธาตุ” หมายถึง โรคท้องเสีย ท้องเดิน หรือท้องร่วง

อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าขาดสูญ เช่น เห็นว่าคนและสัตว์จุติจากอัตภาพนี้แล้วขาดสูญ;
       ตรงข้ามกับ สัสสตทิฏฐิ
       (ข้อ ๒ ในทิฏฐิ ๒)

อุชเชนี ชื่อนครหลวงของแคว้นอวันตี บัดนี้เรียกว่า อุชเชน (Ujjain);
       ดู อวันตี

อุชุปฏิปนฺโน (พระสงฆ์) เป็นผู้ปฏิบัติตรง
       คือ ไม่ลวงโลก ไม่มีมายาสาไถย ไม่อำพราง
       หรือดำเนินทางตรง คือ มัชฌิมาปฏิปทา
       (ข้อ ๒ ในสังฆคุณ ๙)

อุฏฐานสัญญามนสิการ ทำในพระทัยถึงความสำคัญในอันที่จะลุกขึ้น, ตั้งใจว่าจะลุกขึ้นอีก

อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น
       คือ ขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพที่สุจริต ในการศึกษาเล่าเรียน และในการทำธุระหน้าที่การงาน รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง หาวิธีจัดการดำเนินการให้ได้ผลดี
       (ข้อ ๑ ในทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔)

อุณหะ ร้อน, อุ่น

อุณหิส กรอบหน้า, มงกุฎ

อุดรทวาร ประตูด้านเหนือ

อุดรทิศ ทิศเบื้องซ้าย, ทิศเหนือ;
       ดู อุตตรทิส

อุตกฤษฎ์ อย่างสูง, สูงสุด
       (พจนานุกรมเขียน อุกฤษฏ์)

อุตตระ ดู โสณะ

อุตตรทิส “ทิศเบื้องซ้าย” หมายถึง มิตร;
       ดู ทิศหก

อุตตรนิกาย ดู อุตรนิกาย

อุตตรนิคม ชื่อนิคมหนึ่งในโกลิยชนบท

อุตตรา อุบาสิกาสำคัญ มีชื่อซ้ำกัน ๒ ท่าน เรียกแยกกันด้วยคำเติมข้างหน้า หรือเติมข้างหลัง
       ได้แก่ ขุชชุตรา (เขียนเต็มว่า “ขุชชุตตรา”, อุตตรา ผู้ค่อม)
       กับ อุตตรานันทมารดา (อุตตรา มารดาของนันทะ);
       ดู ขุชชุตรา, นันทมารดา 2.

อุตตรานันทมารดา ดู นันทมารดา 2.

อุตตราวัฏฏ์ เวียนซ้าย, เวียนรอบ โดยหันข้างซ้าย คือ เวียนเลี้ยวทางซ้ายย้อนเข็มนาฬิกา
       (พจนานุกรมเขียน อุตราวัฏ);
       ตรงข้ามกับ ทักขิณาวัฏฏ์

อุตตราสงค์ ผ้าห่ม, เป็นผ้าผืนหนึ่งในจำนวน ๓ ผืนของไตรจีวร
       ได้แก่ ผืนที่เรียกกันสามัญว่า จีวร
       (พจนานุกรมเขียน อุตราสงค์)

อุตตริมนุสสธรรม ธรรมยวดยิ่งของมนุษย์, ธรรมของมนุษย์ผู้ยอดยิ่ง,
       ธรรมล้ำมนุษย์ ได้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรคผล,
       บางทีเรียกให้ง่ายว่า ธรรมวิเศษ บ้าง คุณวิเศษ หรือ คุณพิเศษ บ้าง
       (พจนานุกรมเขียน อุตริมนุสสธรรม)

อุตรนิกาย “นิกายฝ่ายเหนือ” หมายถึง พระพุทธศาสนาอย่างที่นับถือกันแพร่หลายในประเทศฝ่ายเหนือ มี จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เป็นต้น ที่เรียกตัวเองว่า มหายาน ใช้ภาษาสันสกฤต

อุตราบถ “หนเหนือ”, ดินแดนแถบเหนือของชมพูทวีป;
       คำอธิบาย ดู ทักขิณาบถ

อุตราวัฏ ดู อุตตราวัฏฏ์

อุตสาหะ ความบากบั่น, ความพยายาม, ความขยัน, ความอดทน

อุตุ
       1. ฤดู, ดินฟ้าอากาศ, สภาพแวดล้อม, เตโชธาตุ, อุณหภูมิ, ภาวะร้อนเย็น, ไออุ่น
       2. ระดู

อุตุกาล ชั่วฤดูกาล, ชั่วคราว

อุตุชรูป ดูที่ รูป ๒๘

อุตุปริณามชา อาพาธา ความเจ็บไข้เกิดแต่ฤดูแปรปรวน, เจ็บป่วยเพราะดินฟ้าอากาศผันแปร;
       ดู อาพาธ

อุทก น้ำ

อุทกสาฏิกา ผ้าอาบ, เป็นจีวรอย่างหนึ่งในจีวร ๕ อย่างของภิกษุณี;
       ดู สังกัจฉิกะ ด้วย

อุทกุกเขป เขตสามัคคีชั่ววักน้ำสาดแห่งคนมีอายุและกำลังปานกลาง
       หมายถึง เขตชุมนุมทำสังฆกรรมที่กำหนดลงในแม่น้ำ หรือทะเล ชาตสระ (ที่ขังน้ำเกิดเองตามธรรมชาติ เช่น บึง หนอง ทะเลสาบ)
       โดยพระภิกษุประชุมกันบนเรือ หรือบนแพ ซึ่งผูกกับหลักในน้ำ หรือทอดสมออยู่ห่างจากตลิ่งกว่าชั่ววิดน้ำสาด (ห้ามผูกโยงเรือหรือแพนั้น กับหลักหรือต้นไม้ริมตลิ่ง และห้ามทำในเรือหรือแพที่กำลังลอยหรือเดิน);
       อุทกุกเขปนี้ จัดเป็นอพัทธสีมาอย่างหนึ่ง

อุททกดาบส อาจารย์ผู้สอนสมาบัติ ที่พระมหาบุรุษเสด็จไปศึกษาอยู่ด้วยคราวหนึ่ง ก่อนที่จะทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา,
       ท่านผู้นี้ได้สมาบัติถึงขั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ;
       เรียกเต็มว่า อุททกดาบส รามบุตร

อุทเทศาจารย์ อาจารย์ผู้บอกธรรม, อาจารย์สอนธรรม
       (ข้อ ๔ ในอาจารย์ ๔);
       คู่กับ ธรรมันเตวาสิก

อุทเทส ดู อุเทศ

อุทเทสภัต อาหารอุทิศสงฆ์ หรือภัตที่ทายกถวายตามที่สงฆ์แสดงให้
       หมายถึง ของที่เขาถวายสงฆ์แต่ไม่พอแจกทั่วกัน ท่านให้แจกไปตามลำดับ เริ่มตั้งแต่พระสังฆเถระลงมา ของหมดแค่ลำดับไหน กำหนดไว้ เมื่อของมีมาอีกจึงแจกต่อไปตั้งแต่ลำดับที่ค้างอยู่ อย่างนี้เรื่อยไปจนทั่วกัน แล้วจึงเวียนขึ้นต้นใหม่อีก;
       เทียบ สังฆภัต

อุทเทสวิภังคสูตร ชื่อสูตรที่ ๓๘ แห่งมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระสุตตันตปิฎก
       พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องวิญญาณไว้โดยย่อ ภิกษุทั้งหลายอยากฟังโดยพิสดาร จึงขอให้พระมหากัจจายนะอธิบายความ พระมหากัจจายนะแสดงได้เนื้อความถูกต้องชัดเจนดีมาก จนได้รับคำยกย่องชมเชยจากพระพุทธเจ้า

อุทเทสิกเจดีย์ เจดีย์สร้างอุทิศพระพุทธเจ้า,
       เจดีย์ที่สร้างเป็นเครื่องเตือนจิตต์ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ได้แก่ พระพุทธรูป
       (ข้อ ๔ ในเจดีย์ ๔)

อุทธรณ์ การยกขึ้น, การรื้อฟื้น, การขอร้องให้รื้อฟื้นขึ้น, ขอให้พิจารณาใหม่

อุทธโลมิ เครื่องลาดที่มีขนตั้ง

อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี พระอนาคามีผู้จะปรินิพพาน ต่อเมื่อเลื่อนขึ้นไปเกิดในชั้นสูงขึ้นไปจนถึงชั้นอกนิฏฐะ
       (ข้อ ๕ ในอนาคามี ๕)

อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน, จิตต์ส่าย, ใจวอกแวก
       (พจนานุกรมเขียน อุทธัจ);
       (ข้อ ๙ ในสังโยชน์ ๑๐ ตามนัยพระอภิธรรม);
       ดู เยวาปนกธรรม

อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและรำคาญ, ความฟุ้งซ่านและความเดือดร้อนใจ
       (ข้อ ๔ ในนิวรณ์ ๕)

อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง
       ได้แก่ กิเลสผูกใจสัตว์อย่างละเอียด มี ๕
       คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
       พระอรหันต์จึงละได้;
       ดู สังโยชน์

อุทยมาณพ ศิษย์คนหนึ่งในจำนวน ๑๖ คนของพราหมณ์พาวรี ที่ไปทูลถามปัญหากะพระศาสดา ที่ปาสาณเจดีย์

อุทยัพพยญาณ ปรีชาหยั่งรู้ความเกิดและความดับแห่งสังขาร;
       ดู อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ

อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ปรีชาคำนึงเห็นความเกิดและความดับแห่งสังขาร,
       ญาณที่มองเห็นนามรูปเกิดดับ
       (ข้อ ๑ ในวิปัสสนาญาณ ๙)

อุทยาน “สถานที่ซึ่งชนทั้งหลายแหงนชม [ดอกไม้ และผลไม้ เป็นต้น] เดินไป”,
       สวนหลวงที่เป็นสาธารณะ, สวนสาธารณะที่ทางการบ้านเมืองจัดดูแล
       (บาลี: อุยฺยาน, สันสกฤต: อุทฺยาน)

อุทร ท้อง

อุทริยะ อาหารใหม่, อาหารที่รับประทานเข้าไปแล้วอยู่ในท้อง ในลำไส้ กำลังผ่านกระบวนการย่อย แต่ยังไม่กลายเป็นอุจจาระ

อุทัย การขึ้น, การโผล่ขึ้น, พระอาทิตย์แรกขึ้น

อุทาน
       1. วาจาที่เปล่งขึ้นโดยความเบิกบานใจ มักเป็นข้อความยาว ๑ หรือ ๒ คาถา ที่ยาวกว่านั้นมีน้อยครั้ง;
           ในภาษาไทย หมายถึงเสียงหรือคำที่เปล่งออกมาเวลาดีใจ แปลกใจ หรือตกใจ เป็นต้น
       2. พระอุทานคาถาของพระพุทธเจ้า อันสื่อธรรมที่ลึกซึ้งหรือเป็นคติธรรมสำคัญ พร้อมทั้งเรื่องราวที่เป็นข้อปรารภให้ทรงเปล่งพระอุทานนั้นๆ ๘๐ เรื่อง รวมจัดเป็นคัมภีร์ที่ ๓ แห่งขุททกนิกาย;
           ดู ไตรปิฎก (ในเล่ม ๒๕)

อุทาหรณ์ ตัวอย่าง, การอ้างอิง, การยกขึ้นให้เห็น

อุทิศ เฉพาะ, เจาะจง, เพ่งเล็งถึง, ทำเพื่อ, หมายใจต่อ, มุ่งให้แก่, มุ่งไปยัง, มุ่งไปที่
       (ดังตัวอย่างในประโยคต่างๆ ว่า “เขาออกบวชอุทิศพระพุทธเจ้า”, “เธอให้ทานอุทิศหมู่ญาติ”, “พระเถระเดินทางไกลจากเมืองสาวัตถีอุทิศหมู่บ้านนั้น”, “นายวาณิชลงเรือออกมหาสมุทรอุทิศสุวรรณภูมิ”);
       ในภาษาไทย มักใช้ในความหมายที่สัมพันธ์กับประเพณีการทำบุญเพื่อผู้ล่วงลับ หมายถึง ตั้งใจทำการกุศลนั้นโดยมุ่งให้เกิดผลแก่ผู้ตายที่ตนนึกถึง

อุทิสสมังสะ เนื้อสัตว์ที่เขาฆ่าเจาะจง เพื่อถวายภิกษุ ท่านมิให้ภิกษุฉัน,
       หากภิกษุฉันทั้งได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่า เขาฆ่าเพื่อถวายตน ต้องอาบัติทุกกฏ;
       ตรงข้ามกับ ปวัตตมังสะ

อุเทน ราชาแห่งแคว้นวังสะ ครั้งพุทธกาล ครองราชสมบัติที่กรุงโกสัมพี
       มีอัครมเหสี ๓ องค์ คือ พระนางสามาวดี (อุบาสิกา, ธิดาของภัททิยเศรษฐี ในภัททิยนคร)
       พระนางวาสุลทัตตา (ราชธิดาของพระเจ้าจัณฑปัชโชต)
       และพระนางมาคัณฑิยา (ธิดาของมาคัณฑิยพราหมณ์) (ปฏิสํ.อ.๒/๓๓๕),
       เป็นพระราชบิดาของโพธิราชกุมาร

อุเทนเจดีย์ เจดียสถานแห่งหนึ่ง อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเวสาลี นครหลวงของแคว้นวัชชี
       เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าเคยทรงทำนิมิตต์โอภาสแก่พระอานนท์

อุเทศ
       1. การยกขึ้นแสดง, ข้อที่ยกขึ้นแสดง, หัวข้อ, บทตั้ง, ความที่เป็นหลัก
           อุเทศ (อุทฺเทส) มักมาคู่กับ นิเทศ (นิทฺเทส) โดยที่อุเทศเป็นตัวบท แม่บท บทตั้ง หรือข้อความย่อ และนิเทศเป็นคำไขขยายความ เป็นคำชี้แจงอธิบาย ถ้ามีคำไขย้อนขยายความในนิเทศซ้อนเข้าไปอีก ก็เรียกว่าปฏินิเทศ
           ตัวอย่างเช่น บอกว่า “ในเวลานั้น มีขันธ์ ๔” นี่เป็นอุเทศ, ไขความว่า “ขันธ์ ๔ ที่มีในเวลานั้น ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์” นี่คือนิเทศ, ถ้าย้อนเข้าไปไขความซ้อนอีกชั้นหนึ่งว่า “เวทนาขันธ์ที่มีในเวลานั้นเป็นอย่างไร? คือ…” นี่คือปฏินิเทศ
           อุเทศเป็นการปฏิบัติที่ยืนตัวเป็นหลักของการศึกษาในธรรมวินัยนี้ โดยมาคู่กับ ปริปุจฉา
           เช่น อุปัชฌาย์มีวัตร คือข้อปฏิบัติซึ่งเป็นหน้าที่ประจำต่อศิษย์คือสัทธิวิหาริกมากมายหลายอย่าง (อาจารย์ต่อศิษย์คืออันเตวาสิกก็เช่นกัน) แต่วัตรหรือหน้าที่ข้อแรกที่เป็นหลัก คือต้องสงเคราะห์ ต้องอนุเคราะห์สัทธิวิหาริก ด้วยอุเทศ และปริปุจฉา (ตามด้วยโอวาท และอนุสาสนี)
           อุเทศ ได้แก่ พุทธพจน์หรือคำตรัสแสดงธรรม หลักธรรมที่ทรงสอนไว้ ซึ่งยกมาสอนมาบอกเป็นบทตั้ง เป็นหลัก เป็นตัวบท เป็นที่อ้างอิง จากนั้นก็มีปริปุจฉา คือการซักรอบสอบถาม ซักไซ้ให้มีการขยายความอธิบายความหมายเนื้อหาสาระของพุทธพจน์หรือหลักธรรมคำตรัสสอนที่ยกมาเป็นอุเทศนั้น จนได้ความชัดเจน (การปฏิบัติหรือกิจกรรมอีกหลายอย่างที่ท่านกล่าวไว้เป็นสำคัญอันจะช่วยให้การศึกษาสัมฤทธิ์ผล เช่น สาธยาย โอวาท อนุสาสนี สากัจฉา โยนิโสมนสิการ เสวนากัลยาณมิตร);
           ดู ปริปุจฉา
       2. การสวดปาติโมกข์, ปาติโมกข์ที่ยกขึ้นสวด, หมวดหนึ่งๆ แห่งปาติโมกข์ที่จัดไว้สำหรับสวด, ในคำว่า “สงฆ์มีอุเทศเดียวกัน” หมายความว่า ร่วมฟังสวดปาติโมกข์ด้วยกัน;
           อุเทศในปาติโมกข์จัดโดยย่อมี ๕ คือ
               ๑. นิทานุทเทส
               ๒. ปาราชิกุทเทส
               ๓. สังฆาทิเสสุทเทส
               ๔. อนิยตุทเทส
               ๕. วิตถารุทเทส,
           อุทเทสที่ ๕ นั้น รวมเอานิสสัคคิยุทเทส ปาจิตติยุทเทส ปาฏิเทสนียุทเทส เสขิยุทเทส และสมถุทเทส เข้าไว้ด้วยกัน ถ้าแยกออกนับโดยพิสดารก็จะเป็น ๙ อุทเทส
           การรู้จักอุเทศหรืออุทเทสเหล่านี้เป็นประโยชน์สำหรับการตัดตอนสวดปาติโมกข์ย่อได้ในคราวจำเป็น;
           ดู ปาติโมกข์ย่อ

อุบล บัว, ดอกบัว

อุบลวรรณา พระมหาสาวิกาองค์หนึ่ง เป็นธิดาเศรษฐีในพระนครสาวัตถี
       ได้ชื่อว่าอุบลวรรณา เพราะมีผิวพรรณดังดอกนิลุบล (อุบลเขียว) มีความงามมาก จึงเป็นที่ปรารถนาของพระราชาในชมพูทวีปหลายพระองค์ ต่างส่งคนมาติดต่อ
       ท่านเศรษฐีเกิดความลำบากใจ จึงคิดจะให้ธิดาบวชพอเป็นอุบาย แต่นางเองพอใจในบรรพชาอยู่แล้วจึงบวชเป็นภิกษุณีด้วยศรัทธาอย่างจริงจัง
       คราวหนึ่งอยู่เวรจุดประทีปในพระอุโบสถ นางเพ่งดูเปลวประทีป ถือเอาเป็นนิมิตเจริญฌาน มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ได้บรรลุพระอรหัต
       ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ และเป็นอัครสาวิกาฝ่ายซ้าย

อุบัติ เกิดขึ้น, กำเนิด, เหตุให้เกิด

อุบาทว์ ดู อุปัทวะ

อุบาย วิธีสำหรับประกอบ, หนทาง, วิธีการ, กลวิธี,
       ไทยใช้หมายถึง เล่ห์เหลี่ยมด้วย

อุบาลี พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เดิมเป็นกัลบกของเจ้าศากยะ
       ได้ออกบวชที่อนุปิยอัมพวัน พร้อมกับพระอานนท์และพระอนุรุทธะ เป็นต้น
       มีอุปัชฌาย์ชื่อพระกัปปิตก ครั้นบวชแล้ว เรียนกรรมฐาน จะไปอยู่ป่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต ท่านเล่าเรียนและเจริญวิปัสสนา ไม่ช้าก็สำเร็จพระอรหัต
       เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจเชี่ยวชาญในพระวินัยมาก จนพระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะในบรรดาภิกษุผู้ทรงพระวินัย (วินัยธร)
       พระอุบาลีเป็นกำลังสำคัญ ในคราวทำปฐมสังคายนา คือ เป็นผู้วิสัชนาพระวินัย

อุบาสก ชายผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย, คนใกล้ชิดพระศาสนา,
       คฤหัสถ์ผู้ชายที่แสดงตนเป็นคนนับถือพระพุทธศาสนา โดยประกาศถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
       ปฐมอุบาสกผู้ถึงสรณะ ๒ ได้แก่ ตปุสสะและภัลลิกะ
       ปฐมอุบาสกผู้ถึงไตรสรณะ คือ บิดาของพระยสะ
       อุบาสกผู้เป็นอริยสาวก ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะ รวม ๑๐ ตำแหน่ง
       เช่น ตปุสสะและภัลลิกะ สองวาณิช เป็นเอตทัคคะ ในบรรดาอุบาสกสาวกผู้ถึงสรณะเป็นปฐม สุทัตตะอนาถปิณฑิกคหบดี เป็นเอตทัคคะ ในบรรดาอุบาสกสาวกผู้เป็นทายก
       อุบาสกที่พระพุทธเจ้าตรัสยกย่องว่าเป็น “ตุลา” คือเป็นตราชู หรือเป็นแบบอย่างสำหรับอุบาสกทั้งหลาย เป็นอัครอุบาสก ๒ ท่าน ได้แก่ จิตตคฤหบดี และเจ้าชายหัตถกะอาฬวกะ;
       ดู ตุลา, เอตทัคคะ

อุบาสกธรรม ดู สมบัติของอุบาสก

อุบาสิกา หญิงผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย, คนใกล้ชิดพระศาสนาที่เป็นหญิง,
       คฤหัสถ์ผู้หญิงที่แสดงตนเป็นคนนับถือพระพุทธศาสนา โดยประกาศถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
       ปฐมอุบาสิกา ได้แก่ มารดา (นางสุชาดา) และภรรยาเก่าของพระยสะ
       อุบาสิกาผู้เป็นอริยสาวิกา ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะ รวม ๑๐ ท่าน
       เช่น นางสุชาดา เป็นเอตทัคคะในบรรดาอุบาสิกาสาวิกาผู้ถึงสรณะเป็นปฐม
       นางวิสาขา เป็นเอตทัคคะในบรรดาอุบาสิกาสาวิกาผู้เป็นทายิกา
       อุบาสิกาที่พระพุทธเจ้าตรัสยกย่องว่าเป็น “ตุลา” คือเป็นตราชู หรือเป็นแบบอย่างสำหรับอุบาสิกาทั้งหลาย เป็นอัครอุบาสิกา ๒ ท่าน ได้แก่ ขุชชุตรา และเวฬุกัณฏกีนันทมารดา;
       ดู ตุลา, เอตทัคคะ

อุเบกขา
       1. (ในสังขารขันธ์) ความมีใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงด้วยชอบหรือชัง ปลอดความรู้สึกขุ่นไหว สงบว่าง เอื้อให้มีสติพร้อมทัน และปัญญาตั้งแต่สัมปชัญญะมองเห็นทั่วชัดเต็มตรง,
           ความวางใจเฉยได้ ไม่ยินดียินร้าย เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาเห็นผลอันเกิดขึ้นโดยสมควรแก่เหตุ และรู้ว่าพึงปฏิบัติต่อไปตามธรรม หรือตามควรแก่เหตุนั้นๆ,
           ความรู้จักวางใจเฉยดูอยู่ เมื่อเห็นเขารับผิดชอบตนเองได้ หรือในเมื่อเขาควรต้องได้รับผลอันสมควรแก่ความรับผิดชอบของเขาเอง,
           ความวางทีเฉยคอยดูตามดูในเมื่อคนนั้นๆ สิ่งนั้นๆ ดำรงอยู่หรือดำเนินไปตามควรของเขา ของมัน ไม่เข้าข้าง ไม่ตกเป็นฝักฝ่าย ไม่สอดแส่ ไม่จู้จี้สาระแน ไม่ก้าวก่ายแทรกแซง โดยมีใจสงบนิ่งและพร้อมที่จะปฏิบัติตัดสินไปตามธรรมเมื่อถึงวาระถึงโอกาส
           (ข้อ ๔ ในพรหมวิหาร ๔, ข้อ ๗ ในโพชฌงค์ ๗, ข้อ ๑๐ ในบารมี ๑๐, ข้อ ๙ ในวิปัสสนูปกิเลส ๑๐)
       2. (ในเวทนาขันธ์) ความรู้สึกเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ เรียกเต็มว่า อุเบกขาเวทนา (=อทุกขมสุข);
           (ข้อ ๓ ในเวทนา ๓)

อุโบสถ
       1. การสวดปาติโมกข์ของพระสงฆ์ทุกกึ่งเดือน เป็นเครื่องซักซ้อมตรวจสอบความบริสุทธิ์ทางวินัยของภิกษุทั้งหลาย และทั้งเป็นเครื่องแสดงความพร้อมเพรียงของสงฆ์ด้วย,
           อุโบสถเป็นสังฆกรรมที่ต้องทำเป็นประจำสม่ำเสมอและมีกำหนดเวลาที่แน่นอน มีชื่อเรียกย่อยออกไปหลายอย่าง การทำอุโบสถจะมีการสวดปาติโมกข์ได้ต่อเมื่อมีภิกษุครบองค์สงฆ์จตุวรรค คือ ๔ รูปขึ้นไป ถ้าสงฆ์ครบองค์กำหนดเช่นนี้ทำอุโบสถ เรียกว่า สังฆอุโบสถ (มีรายละเอียดวิธีปฏิบัติตามพุทธบัญญัติในอุโปสถขันธกะ, วินย. ๔/๑๔๗/๒๐๑);
           ในกรณีที่มีภิกษุอยู่ในวัดเพียง ๒ หรือ ๓ รูป เป็นเพียงคณะ ท่านให้บอกความบริสุทธิ์แก่กันและกันแทนการสวดปาฏิโมกข์ เรียกอุโบสถนี้ว่า คณอุโบสถ หรือ ปาริสุทธิอุโบสถ
           กล่าวคือ ถ้ามี ๓ รูปพึงให้รูปที่สามารถตั้งญัตติว่า
           “สุณนฺตุ เม อายสฺมนฺตา, อชฺชุโปสโถ ปณฺณรโส, ยทายสฺมนฺตานํ ปตฺตกลฺลํ, มยํ อญฺญมญฺญํ ปาริสุทฺธิอุโปสถํ กเรยฺยาม.”
           (ปณฺณรโส คือ ๑๕ ค่ำ ถ้า ๑๔ ค่ำ เปลี่ยนเป็น จาตุทฺทโส)
           จากนั้น ทั้งสามรูปพึงบอกความบริสุทธิ์ของตนไปตามลำดับพรรษา
           (พระเถระว่า “ปริสุทฺโธ อหํ อาวุโส, ปริสุทฺโธติ มํ ธาเรถ” ว่า ๓ ครั้ง;
           รูปอื่นเปลี่ยน อาวุโส เป็น ภนฺเต),
           ถ้ามี ๒ รูป ไม่ต้องตั้งญัตติ เพียงบอกความบริสุทธิ์ของตนแก่กัน
           (พระเถระว่า “ปริสุทฺโธ อหํ อาวุโส, ปริสุทฺโธติ มํ ธาเรหิ” ว่า ๓ ครั้ง;
           รูปที่อ่อนพรรษาเปลี่ยน อาวุโส เป็น ภนฺเต และเปลี่ยน ธาเรหิ เป็น ธาเรถ);
           ถ้ามีภิกษุอยู่ในวัดรูปเดียว ท่านให้ทำเพียงอธิษฐาน คือตั้งใจกำหนดจิตว่า วันนี้เป็นอุโบสถของเรา (“อชฺช เม อุโปสโถ”) อุโบสถที่ทำอย่างนี้ เรียกว่า ปุคคลอุโบสถ หรือ อธิษฐานอุโบสถ;
           อุโบสถที่ทำในวันแรม ๑๔ ค่ำ เรียกว่า จาตุทสิก-
           ทำในวันขึ้นหรือแรม ๑๕ ค่ำ เรียกว่า ปัณณรสิก-
           ทำในวันสามัคคี เรียกว่าสามัคคีอุโบสถ
       2. อุโบสถ คือ การอยู่จำรักษาองค์ ๘ ที่โดยทั่วไปเรียกกันว่า ศีล ๘ ของอุบาสกอุบาสิกา นั้น จำแนกได้เป็น ๓ ประเภท คือ
           ๑. ปกติอุโบสถ อุโบสถที่รักษาตามปกติชั่ววันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ปัจจุบันนิยมรักษากันเฉพาะในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ วันจันทร์เพ็ญ คือขึ้น ๑๕ ค่ำ และวันจันทร์ดับ คือแรม ๑๕ ค่ำ หรือ ๑๔ ค่ำ (ปกติอุโบสถอย่างเต็ม มี ๘ วัน คือ วัน ๕ ค่ำ ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำของทุกปักษ์ ถ้าเดือนขาดรักษาในวันแรม ๑๓ ค่ำเพิ่มด้วย)
           ๒. ปฏิชาครอุโบสถ อุโบสถของผู้ตื่นอยู่ (คือผู้กระตือรือร้นขวนขวายในกุศล ไม่หลับใหลด้วยความประมาท) ได้แก่ อุโบสถที่รักษาครั้งหนึ่งๆ ถึง ๓ วัน คือ รักษาในวันอุโบสถตามปกติ พร้อมทั้งวันก่อนและวันหลังของวันนั้น ซึ่งเรียกว่า วันรับและวันส่งด้วย
           เช่น อุโบสถที่รักษาในวัน ๕ ค่ำ มีวัน ๔ ค่ำ เป็นวันรับ วัน ๖ ค่ำ เป็นวันส่ง
           อุโบสถที่รักษาในวัน ๘ ค่ำ มีวัน ๗ ค่ำ เป็นวันรับ วัน ๙ ค่ำ เป็นวันส่ง (เดือนหนึ่งๆ จะมีวันรับและวันส่งรวม ๑๑ วัน, วันที่มิใช่วันอุโบสถ ในเดือนขาดมี ๑๐ วัน เดือนเต็ม ๑๑ วัน)
           ๓. ปาฏิหาริยอุโบสถ อุโบสถที่พึงนำไปซ้ำอีกๆ หรือย้อนกลับไปนำเอามาทำ คือรักษาให้เป็นไปตรงตามกำหนดดังที่เคยทำมาเป็นประจำในแต่ละปี หมายความว่า ในแต่ละปีมีช่วงเวลาที่กำหนดไว้เฉพาะที่จะรักษาอุโบสถประเภทนี้อย่างสามัญ ได้แก่ อุโบสถที่รักษาเป็นประจำตลอด ๓ เดือน ในพรรษา (อย่างเต็มได้แก่รักษาตลอด ๔ เดือน แห่งฤดูฝน คือ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒, ถ้าไม่สามารถรักษาตลอด ๔ เดือน หรือ ๓ เดือน จะรักษาเพียง ๑ เดือน ระหว่างวันปวารณาทั้งสอง คือ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ก็ได้, อย่างต่ำสุดพึงรักษากึ่งเดือนต่อจากวันปวารณาแรกไป คือ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึง แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑);
           อย่างไรก็ตาม มติในส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับอุโบสถ ๒ ประเภทหลังนี้ คัมภีร์ต่างๆ ยังแสดงไว้แตกต่าง ไม่ลงกันบ้าง ท่านว่าพอใจอย่างใด ก็พึงถือเอาอย่างนั้น เพราะแท้จริงแล้ว จะรักษาอุโบสถในวันใดๆ ก็ใช้ได้ เป็นประโยชน์ทั้งนั้น แต่ถ้ารักษาได้ในวันตามนิยมก็ย่อมควร
       3. วันอุโบสถสำหรับพระสงฆ์ คือ วันจันทร์เพ็ญ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ) และวันจันทร์ดับ (แรม ๑๕ ค่ำ หรือ ๑๔ ค่ำเมื่อเดือนขาด), สำหรับคฤหัสถ์ คือ วันพระ ได้แก่ วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ วันจันทร์เพ็ญ และวันจันทร์ดับ
       4. สถานที่สงฆ์ทำสังฆกรรม เรียกตามศัพท์ว่า อุโปสถาคาร หรือ อุโปสถัคคะ (โรงอุโบสถ),
           ไทยมักตัดเรียกว่า โบสถ์

อุโบสถกรรม การทำอุโบสถ;
       ดู อุโบสถ

อุโบสถศีล ศีลที่รักษาเป็นอุโบสถ หรือ ศีลที่รักษาในวันอุโบสถ ได้แก่ ศีล ๘ ที่อุบาสกอุบาสิกาสมาทานรักษาเป็นการจำศีลในวันพระ คือขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ (แรม ๑๔ ค่ำในเดือนขาด)

อุปกะ ชื่ออาชีวกผู้หนึ่ง ซึ่งพบกับพระพุทธเจ้าในระหว่างทาง ขณะที่พระองค์เสด็จจากพระศรีมหาโพธิ์ไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เพื่อโปรดพระปัญจวัคคีย์

อุปการะ ความเกื้อหนุน, ความอุดหนุน, การช่วยเหลือ

อุปกิเลส โทษเครื่องเศร้าหมอง, สิ่งที่ทำจิตต์ใจให้เศร้าหมองขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก
       มี ๑๖ อย่าง คือ
           ๑. อภิชฌาวิสมโลภะ ละโมบ จ้องจะเอาไม่เลือกควรไม่ควร
           ๒. โทสะ คิดประทุษร้าย
           ๓. โกธะ โกรธ
           ๔. อุปนาหะ ผูกโกรธไว้
           ๕. มักขะ ลบหลู่คุณท่าน
           ๖. ปลาสะ ตีเสมอ
           ๗. อิสสา ริษยา
           ๘. มัจฉริยะ ตระหนี่
           ๙. มายา เจ้าเล่ห์
           ๑๐. สาเถยยะ โอ้อวด
           ๑๑. ถัมภะ หัวดื้อ
           ๑๒. สารัมภะ แข่งดี
           ๑๓. มานะ ถือตัว
           ๑๔. อติมานะ ดูหมิ่นท่าน
           ๑๕. มทะ มัวเมา
           ๑๖. ปมาทะ เลินเล่อหรือละเลย

อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา ดู วิปัสสนูปกิเลส

อุปฆาตกกรรม กรรมตัดรอน ได้แก่ กรรมที่เป็นกุศลก็ดี ที่เป็นอกุศลก็ดี ซึ่งมีกำลังแรง เข้าตัดรอนการให้ผลของชนกกรรม หรืออุปัตถัมภกกรรม ที่ตรงข้ามกับตนเสีย แล้วให้ผลแทนที่
       (ข้อ ๘ ในกรรม ๑๒)

อุปจาร เฉียด, จวนเจียน, ที่ใกล้ชิด, ระยะใกล้เคียง, ชาน, บริเวณรอบๆ;
       ดังตัวอย่างคำที่ว่า อุปจารเรือน อุปจารบ้าน แสดงตามที่ท่านอธิบายในอรรถกถาพระวินัยดังนี้
       อาคารที่ปลูกขึ้นร่วมในแค่ระยะน้ำตกที่ชายคาเป็นเรือน,
       บริเวณรอบๆ เรือนซึ่งกำหนดเอาที่แม่บ้านยืนอยู่ที่ประตูเรือนสาดน้ำล้างภาชนะออกไป หรือแม่บ้านยืนอยู่ภายในเรือน โยนกระด้งหรือไม้กวาดออกไปภายนอก ตกที่ใด ระยะรอบๆ กำหนดนั้นเป็นอุปจารเรือน
       บุรุษวัยกลางคนมีกำลังดี ยืนอยู่ที่เขตอุปจารเรือน ขว้างก้อนดินไป ก้อนดินที่ขว้างนั้นตกลงที่ใด ที่นั้นจากรอบๆ บริเวณอุปจารเรือน เป็นกำหนด เขตบ้าน,
       บุรุษวัยกลางคนมีกำลังดีนั้นแหละ ยืนอยู่ที่เขตบ้านนั้นโยนก้อนดินไปเต็มกำลัง ก้อนดินตกเป็น เขตอุปจารบ้าน;
       สีมาที่สมมติเป็นติจีวราวิปปวาสนั้น จะต้องเว้นบ้านและอุปจารบ้านดังกล่าวนี้เสียจึงจะสมมติขึ้น คือใช้เป็นติจีวราวิปปวาสสีมาได้;
       ดู ติจีวราวิปปวาสสีมา ด้วย

อุปจารภาวนา ภาวนาขั้นจวนเจียน คือ เจริญกรรมฐานถึงขั้นเกิดอุปจารสมาธิ
       (ข้อ ๒ ในภาวนา ๓)

อุปจารสมาธิ สมาธิจวนจะแน่วแน่, สมาธิที่ยังไม่ดิ่งถึงที่สุด เป็นขั้นทำให้กิเลสมีนิวรณ์เป็นต้นระงับ ก่อนจะเป็นอัปปนา คือถึงฌาน
       (ข้อ ๑ ในสมาธิ ๒, ข้อ ๒ ในสมาธิ ๓)

อุปจารแห่งสงฆ์ บริเวณรอบๆ เขตสงฆ์ชุมนุมกัน

อุปฐาก ดู อุปัฏฐาก

อุปติสสะ ดู สารีบุตร

อุปติสสปริพาชก คำเรียกพระสารีบุตร เมื่อบวชเป็นปริพาชกอยู่ในสำนักของสญชัย

อุปถัมภ์ การค้ำจุน, เครื่องค้ำจุน, อุดหนุน, ช่วยเหลือ, หล่อเลี้ยง

อุปธิ สิ่งนุงนัง, สภาวะกลั้วกิเลส,
       สิ่งที่ยังระคนด้วยกิเลส
           1. ร่างกาย
           2. สภาวะอันเป็นที่ตั้งที่ทรงไว้แห่งทุกข์ ได้แก่ กาม กิเลส เบญจขันธ์ และอภิสังขาร

อุปนาหะ ผูกโกรธไว้, ผูกใจเจ็บ
       (ข้อ ๔ ในอุปกิเลส ๑๖)

อุปนิสัย ความประพฤติที่เคยชินเป็นพื้นมาในสันดาน, ความดีที่เป็นทุนหรือเป็นพื้นอยู่ในจิตต์, ธรรมที่เป็นเครื่องอุดหนุน

อุปนิสินนกถา “ถ้อยคำของผู้เข้าไปนั่งใกล้”, การนั่งคุยสนทนาอย่างกันเอง หรือไม่เป็นแบบแผนพิธี เพื่อตอบคำซักถาม แนะนำชี้แจง ให้คำปรึกษา เป็นต้น

อุปบารมี บารมีขั้นรอง, บารมีขั้นจวนสูงสุด
       คือ บารมีที่บำเพ็ญยิ่งกว่าบารมีตามปกติ แต่ยังไม่ถึงที่สุดที่จะเป็นปรมัตถบารมี เช่น
           สละทรัพย์ภายนอก เป็นทานบารมี
           สละอวัยวะ เป็นทานอุปบารมี
           สละชีวิต เป็นทานปรมัตถบารมี;
       ดู บารมี

อุปปถกิริยา การทำนอกรีตนอกรอยของสมณะ,
       ความประพฤตินอกแบบแผนของภิกษุสามเณร ท่านจัดรวมไว้เป็น ๓ ประเภท คือ
           ๑. อนาจาร ประพฤติไม่ดีไม่งาม และเล่นไม่เหมาะสมต่างๆ
           ๒. ปาปสมาจาร ความประพฤติเลวทราม
               คือ คบหากับคฤหัสถ์ในทางที่ไม่สมควร ทำตนเป็นกุลทูสก
           ๓. อเนสนา หาเลี้ยงชีพในทางที่ไม่สมควร เช่น เป็นหมอเสกเป่าให้หวย เป็นต้น

อุปปลวัณณา ดู อุบลวรรณา

อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพที่จะไปเกิด คือ ในภพถัดไป
       (ข้อ ๒ ในกรรม ๑๒)

อุปปัตติเทพ “เทวดาโดยกำเนิด” ได้แก่ พวกเทวดาในกามาพจรสวรรค์และพรหมทั้งหลาย
       (ข้อ ๒ ในเทพ ๓)

อุปปีฬกกรรม “กรรมบีบคั้น” ได้แก่ กรรมที่เป็นกุศลก็ดี อกุศลก็ดี ซึ่งบีบคั้นการให้ผลแห่งชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรม ที่ตรงข้ามกับตน ให้แปรเปลี่ยนไป
       เช่น ถ้าเป็นกรรมดีก็บีบคั้นให้อ่อนลง ไม่ให้ได้รับผลเต็มที่ ถ้าเป็นกรรมชั่วก็เกียดกันให้ทุเลา
       (ข้อ ๗ ในกรรม ๑๒)

อุปมา ข้อความที่นำมาเปรียบเทียบ, การอ้างเอามาเปรียบเทียบ, ข้อเปรียบเทียบ

อุปมา ๓ ข้อ ข้อเปรียบเทียบ ๓ ประการที่ปรากฏแก่พระโพธิสัตว์ เมื่อจะทรงบำเพ็ญเพียรที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม คือ
       ๑. ไม้สดชุ่มด้วยยาง ทั้งตั้งอยู่ในน้ำ จะเอามาสีให้เกิดไฟ ก็มีแต่จะเหนื่อยเปล่า ฉันใด
           สมณพราหมณ์ ที่มีกายยังไม่หลีกออกจากกาม ยังมีความพอใจหลงใหลกระหายกาม ละไม่ได้ ถึงจะได้เสวยทุกขเวทนาที่เผ็ดร้อนแรงกล้า อันเกิดจากความเพียรก็ตาม ไม่ได้เสวยก็ตาม ก็ไม่ควรที่จะตรัสรู้ ฉันนั้น
       ๒. ไม้สดชุ่มด้วยยาง ตั้งอยู่บนบก ไกลจากน้ำ จะเอามาสีให้เกิดไฟ ก็มีแต่จะเหนื่อยเปล่า ฉันใด
           สมณพราหมณ์ที่มีกายหลีกออกแล้วจากกาม แต่ยังมีความพอใจหลงใหลกระหายกาม ละไม่ได้ ถึงจะได้เสวยทุกขเวทนาที่เผ็ดร้อนแรงกล้า อันเกิดจากความเพียรก็ตาม ไม่ได้เสวยก็ตาม ก็ไม่ควรที่จะตรัสรู้ ฉันนั้น
       ๓. ไม้แห้งเกราะ ทั้งตั้งอยู่บนบก ไกลจากน้ำ จะเอามาสีให้เกิดไฟย่อมทำไฟให้ปรากฏได้ ฉันใด
           สมณพราหมณ์ที่มีกายหลีกออกแล้วจากกาม ไม่มีความพอใจหลงใหลกระหายกาม ละกามได้แล้ว ถึงจะได้เสวยทุกขเวทนาที่เผ็ดร้อนแรงกล้า อันเกิดจากความเพียรก็ตาม ไม่ได้เสวยก็ตาม ก็ควรที่จะตรัสรู้ ฉันนั้น
       เมื่อได้ทรงพระดำริดังนี้แล้ว พระโพธิสัตว์จึงได้ทรงเริ่มบำเพ็ญทุกรกิริยา ดังเรื่องที่มาในพระสูตรเป็นอันมาก มีโพธิราชกุมารสูตร เป็นต้น แต่มักเข้าใจกันผิดไปว่า อุปมา ๓ ข้อนี้ ปรากฏแก่พระโพธิสัตว์หลังจากทรงเลิกละการบำเพ็ญทุกรกิริยา

อุปไมย ข้อความที่ควรจะนำสิ่งอื่นมาเปรียบเทียบ, สิ่งที่ควรจะหาสิ่งอื่นมาเปรียบเทียบ, สิ่งที่ถูกเปรียบเทียบ

อุปริมทิส “ทิศเบื้องบน” หมายถึงสมณพราหมณ์;
       ดู ทิศหก

อุปวาณะ พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เกิดในตระกูลพราหมณ์ผู้มั่งคั่ง ในนครสาวัตถี
       ได้เห็นพระพุทธองค์ในพิธีถวายวัดพระเชตวัน เกิดความเลื่อมใส จึงได้มาบวชในพระศาสนา และได้บรรลุอรหัตตผล
       ท่านเคยเป็นอุปัฏฐากของพระพุทธองค์
       แม้ในวันปรินิพพาน พระอุปวาณะก็ถวายงานพัดอยู่เฉพาะพระพักตร์
       เรื่องราวเกี่ยวกับท่านปรากฏในพระไตรปิฎก ๔–๕ แห่ง
       เช่น เรื่องที่ท่านสนทนากับพระสารีบุตรเกี่ยวกับโพชฌงค์ ๗ ประการ เป็นต้น

อุปสมะ ความสงบใจจากสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบ, การทำใจให้สงบ,
       สภาวะอันเป็นที่สงบ คือ นิพพาน
       (ข้อ ๔ ในอธิษฐานธรรม ๔)

อุปสมบท การให้กุลบุตรบวชเป็นภิกษุ หรือให้กุลธิดาบวชเป็นภิกษุณี,
       การบวชเป็นภิกษุ หรือภิกษุณี;
       ดู อุปสัมปทา

อุปสมาธิฏฐาน ที่มั่นคือความสงบ, ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจให้เป็นฐานที่มั่น คือสันติ, ผู้มีความระงับกิเลสได้ใจสงบ เป็นฐานที่มั่น
       (ข้อ ๔ ในอธิฏฐาน ๔); ดู อธิษฐานธรรม

อุปสมานุสติ ระลึกถึงคุณพระนิพพาน ซึ่งเป็นที่ระงับกิเลสและกองทุกข์
       (ข้อ ๑๐ ในอนุสติ ๑๐)

อุปสรรค ความขัดข้อง, สิ่งที่เข้าไปขัดข้อง, เครื่องกีดกั้น, สิ่งขัดขวาง

อุปสัมบัน ผู้ได้รับอุปสมบทเป็นภิกษุหรือภิกษุณีแล้ว, ผู้อุปสมบทแล้ว ได้แก่ ภิกษุและภิกษุณี;
       เทียบ อนุปสัมบัน

อุปสัมปทา การบวช, การบวชเป็นภิกษุหรือภิกษุณี;
       วิธีอุปสมบททั้งหมด ๘ อย่าง แต่เฉพาะที่ใช้เป็นหลักมี ๓ อย่าง คือ
       ๑. เอหิภิกขุอุปสัมปทา การอุปสมบทด้วยพระวาจาว่า “จงเป็นภิกษุมาเถิด” เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เอง
       ๒. ติสรณคมนูปสัมปทา หรือ สรณคมนูปสัมปทา การอุปสมบทด้วยถึงไตรสรณะ เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตให้พระสาวกทำในยุคต้นพุทธกาล เมื่อคณะสงฆ์ยังไม่ใหญ่นัก เมื่อทรงอนุญาตวิธีที่ ๓ แล้ว วิธีที่ ๒ นี้ก็เปลี่ยนใช้สำหรับบรรพชาสามเณร
       ๓. ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา การอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตให้สงฆ์ทำ ในเมื่อคณะสงฆ์เป็นหมู่ใหญ่ขึ้นแล้ว และเป็นวิธีที่ใช้สืบมาจนทุกวันนี้;
       วิธีอุปสมบทอีก ๕ อย่างที่เหลือเป็นวิธีที่ทรงประทานเป็นการพิเศษจำเพาะบุคคลบ้าง ขาดตอนหมดไปแล้วบ้าง ได้แก่ (จัดเรียงลำดับใหม่ เอา ข้อ ๓. เป็นข้อ ๘. ท้ายสุด)
       ๓. โอวาทปฏิคคหณูปสัมปทา การอุปสมบทด้วยการรับโอวาท เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตแก่พระมหากัสสปะ
       ๔. ปัญหาพยากรณูปสัมปทา การอุปสมบทด้วยการตอบปัญหาของพระพุทธองค์ เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตแก่โสปากสามเณร
       ๕. ครุธรรมปฏิคคหณูปสัมปทา (หรืออัฏฐครุธรรมปฏิคคหณูปสัมปทา) การอุปสมบทด้วยการรับครุธรรม ๘ ประการ เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี
       ๖. ทูเตนะอุปสัมปทา การอุปสมบทด้วยทูต เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตแก่นางคณิกา (หญิงโสเภณี) ชื่อ อัฑฒกาสี
       ๗. อัฏฐวาจิกาอุปสัมปทา การอุปสมบทมีวาจา ๘ คือ ทำด้วยญัตติจตุตถกรรม ๒ ครั้งจากสงฆ์ทั้งสองฝ่ายคือจากภิกษุณีสงฆ์ครั้งหนึ่ง จากภิกษุสงฆ์ครั้งหนึ่ง ได้แก่การอุปสมบทของภิกษุณี
       ๘. ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา (ข้อ ๓. เดิม)

อุปสัมปทาเปกขะ บุคคลผู้เพ่งอุปสมบท คือผู้มุ่งจะบวชเป็นภิกษุ, ผู้ขอบวชนาค

อุปสัมปทาเปกขา หญิงผู้เพ่งอุปสัมปทา คือผู้ขอบวชเป็นภิกษุณี

อุปสีวมาณพ ศิษย์คนหนึ่งในจำนวน ๑๖ คน ของพราหมณ์พาวรี ที่ไปทูลถามปัญหากะพระศาสดา ที่ปาสาณเจดีย์

อุปเสนวังคันตบุตร พระมหาสาวกองค์หนึ่ง
       เป็นบุตรพราหมณ์ชื่อ วังคันตะ มารดาชื่อนางสารี เป็นน้องชายของพระสารีบุตร
       เกิดที่หมู่บ้านนาลกะ เติบโตขึ้นเรียนไตรเพทจบแล้ว ต่อมาได้ฟังธรรมมีความเลื่อมใส จึงบวชในพระพุทธศาสนา หลังจากบวชได้ ๒ พรรษา จึงสำเร็จพระอรหัต
       ท่านออกบวชจากตระกูลใหญ่ มีคนรู้จักมากและทั้งเป็นนักเทศก์ที่สามารถ จึงมีกุลบุตรเลื่อมใสมาขอบวชด้วยจำนวนมาก ตัวท่านเองเป็นผู้ถือธุดงค์ และสอนให้สัทธิวิหาริกถือธุดงค์ด้วย
       ปรากฏว่าทั้งตัวท่านและบริษัทของท่านเป็นที่เลื่อมใสของคนทั่วไปหมด จึงได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางทำให้เกิดความเลื่อมใสทั่วทุกด้าน (คือไม่เฉพาะตนเองน่าเลื่อมใส แม้คณะศิษย์ก็น่าเลื่อมใสไปหมด);
       อุปเสนะวังคันตบุตร ก็เขียน

อุปหัจจปรินิพพายี พระอนาคามีผู้จะปรินิพพานต่อเมื่ออายุพ้นกึ่งแล้ว
       คือ จะปรินิพพาน เมื่อใกล้จะสิ้นอายุ
       (ข้อ ๒ ในอนาคามี ๕)

อุปัชฌาย์, อุปัชฌายะ “ผู้เพ่งโทษน้อยใหญ่”
       หมายถึง ผู้รับรองกุลบุตรเข้ารับการอุปสมบทในท่ามกลางภิกษุสงฆ์, เป็นทั้งผู้นำเข้าหมู่ และเป็นผู้ปกครองคอยดูแลผิดและชอบ ทำหน้าที่ฝึกสอนอบรมให้การศึกษาต่อไป;
       อุปัชฌาย์ในฝ่ายภิกษุณี เรียกว่า ปวัตตินี

อุปัชฌายมัตต์ ภิกษุผู้พอจะเป็นอุปัชฌาย์ได้ คือมีพรรษาครบ ๑๐, พระปูนอุปัชฌาย์

อุปัชฌายวัตร ธรรมเนียมหรือข้อปฏิบัติที่สัทธิวิหาริก พึงกระทำต่ออุปัชฌาย์ของตน,
       หน้าที่ต่ออุปัชฌาย์โดยย่อ คือ
           เอาใจใส่ปรนนิบัติรับใช้
           คอยศึกษาเล่าเรียนจากท่าน
           ขวนขวาย ป้องกัน หรือระงับความเสื่อมเสีย เช่น ความคิดจะสึก ความเห็นผิด เป็นต้น
           รักษาน้ำใจของท่าน มีความเคารพ จะไปไหนบอกลาไม่เที่ยวตามอำเภอใจ
           และเอาใจใส่พยาบาลเมื่อท่านอาพาธ;
       เทียบ สัทธิวิหาริกวัตร

อุปัชฌายาจารย์ อุปัชฌาย์และอาจารย์

อุปัฏฐาก ผู้บำรุง, ผู้รับใช้, ผู้ดูแลความเป็นอยู่, ผู้อุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสามเณร;
       ในพุทธกาล พระเถระมากหลายรูปได้เปลี่ยนกันทำหน้าที่เป็นพระอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้า จนกระทั่งพรรษาที่ ๒๐ พระอานนท์จึงได้รับหน้าที่เป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ (อรรถกถาใช้คำเรียกว่า “นิพัทธุปัฏฐาก”) สืบมา ๒๕ พรรษา จนสิ้นพุทธกาล;
       อุปฐาก ก็เขียน; ดู นิพัทธุปัฏฐาก, อานนท์

อุปัฏฐานศาลา หอฉัน, หอประชุม, อาคารสำคัญในวัด ที่กล่าวถึงบ่อยในพระไตรปิฎก โดยพื้นเดิมเป็นศาลาโรงฉันหรือหอฉัน (โภชนศาลา) และขยายมาใช้เป็นศาลาโรงประชุมหรือหอประชุม (สันนิบาตศาลา) ซึ่งภิกษุทั้งหลายมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ฟังพระองค์แสดงธรรมและถกเถียงสนทนาธรรมกัน ตลอดจนวินิจฉัยข้อวินัยต่างๆ เป็นส่วนประกอบสำคัญในวิถีชีวิตของพระสงฆ์ในยุคพุทธกาล และเป็นที่เกิดขึ้นของพุทธพจน์เป็นอันมากในพระธรรมวินัย,
       อุปัฏฐานศาลาเกิดมีขึ้นตั้งแต่ระยะแรกของพุทธกาล สืบเนื่องจากพุทธานุญาตให้พระสงฆ์มีเสนาสนะเป็นที่อยู่อาศัย คือ ในช่วงปีที่ ๒-๓ แห่งพุทธกิจ ขณะประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ คำร้องขอของเศรษฐีแห่งเมืองราชคฤห์ที่มีศรัทธาจะสร้างวิหารคือกุฎีที่พักอาศัยถวายแก่ภิกษุทั้งหลาย ได้เป็นเหตุให้ทรงอนุญาตเสนาสนะแก่ภิกษุทั้งหลาย (วินย. ๗/๒๐๐/๘๖)
       ต่อจากนั้น ก็มีพุทธบัญญัติเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในวัด รวมทั้งพุทธานุญาตหอฉันคืออุปัฏฐานศาลานี้ (วินย. ๗/๒๓๕/๙๘) แล้วในเวลาใกล้เคียงต่อจากนั้น อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้สร้างวัดพระเชตวันขึ้นที่เมืองสาวัตถี ในคำบรรยายการสร้างวัดพระเชตวันนั้น บอกด้วยว่าได้สร้างอุปัฏฐานศาลา โดยใช้คำพหูพจน์ (อุปฏฺฐานสาลาโย, วินย. ๗/๒๕๖/๑๑๑) ซึ่งแสดงว่าที่พระเชตวันนั้น มีอุปัฏฐานศาลาหลายหลัง,
       นอกจากอุปัฏฐานศาลาแล้ว ตามเรื่องในพระไตรปิฎก อาคารอีกชื่อหนึ่งรองลงไป ที่ภิกษุทั้งหลายมักไปนั่งประชุมสนทนาธรรมกัน ซึ่งบางครั้งพระพุทธเจ้าก็เสด็จไปทรงไถ่ถามและทรงชี้แจงอธิบาย ได้แก่ “มัณฑลมาฬ” (โรงกลม) ซึ่งเป็นศาลาที่นั่งพัก หรือเรียกอย่างชาวบ้านว่าศาลาที่นั่งเล่น (นิสีทนศาลา, อรรถกถาบางแห่งว่าเป็นอุปัฏฐานศาลาเช่นกัน) พระสูตรสำคัญบางสูตรก็เกิดขึ้นที่ศาลานั่งพักแบบนี้;
       ในชั้นอรรถกถา นิยมเรียกที่ประชุมฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าว่า “ธรรมสภา” ดังนั้น อุปัฏฐานศาลาของพระไตรปิฎก จึงมักปรากฏในอรรถกถา ในชื่อว่าธรรมสภา ดังที่อรรถกถาบางแห่งไขความว่า “คำว่า ‘ในอุปัฏฐานศาลา’ หมายความว่า ‘ในธรรมสภามณฑป’” (อุ.อ.๑๒/๑๐๖);
       ดู ธรรมสภา

อุปัฏฐายิกา อุปัฏฐากที่เป็นหญิง

อุปัตติเหตุ เหตุที่เกิดขึ้น, เหตุการณ์ที่เกิด
       เช่น ควรเทศนาให้เหมาะแก่อุปัตติเหตุ คือ แสดงธรรมให้เข้ากับเรื่องที่เกิดขึ้น;
       บัดนี้เขียน อุบัติเหตุ และใช้ในความหมายที่ต่างออกไป

อุปัตถัมภกกรรม กรรมสนับสนุน ได้แก่ กรรมทั้งที่เป็นกุศลและอกุศลที่เข้าช่วยสนับสนุนซ้ำเติมต่อจากชนกกรรม เหมือนแม่นมเลี้ยงทารกที่เกิดจากผู้อื่น
       ถ้ากรรมดีก็สนับสนุนให้ดีขึ้น ถ้ากรรมชั่วก็ซ้ำเติมให้เลวลงไปอีก
       (ข้อ ๖ ในกรรม ๑๒)

อุปัทวะ อุบาทว์, สิ่งเลวร้ายที่ก่อความเดือดร้อนหรือกีดกั้นขัดขวางไม่ให้เป็นอยู่เป็นไปด้วยดี,
       บางทีพูดควบกับอันตราย เป็น อุปัทวันตราย (อุปัทวะและอันตราย)

อุปัสสยะของภิกษุณี ส่วนที่อยู่ของภิกษุณี ตั้งอยู่ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วย
       แต่อยู่เอกเทศ ไม่ปะปนกับภิกษุ;
       เรียกตามศัพท์ว่า ภิกขุนูปัสสยะ (สำนักภิกษุณี)

อุปาทาน ความถือมั่น, ความยึดติดถือค้างถือคาไว้ (ปัจจุบันมักแปลกันว่า ความยึดมั่น) ไม่ปล่อยไม่วางตามควรแก่เหตุผล เนื่องจากติดใคร่ชอบใจหรือใฝ่ปรารถนาอย่างแรง;
       ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส มี ๔ คือ
           ๑. กามุปาทาน ความถือมั่นในกาม
           ๒. ทิฏฐุปาทาน ความถือมั่นในทิฏฐิ
           ๓. สีลัพพตุปาทาน ความถือมั่นในศีลและพรต
           ๔. อัตตวาทุปาทาน ความถือมั่นวาทะว่าตน;
       ตามสำนวนทางธรรม ไม่ใช้คำว่า “ถือมั่น” หรือ “ยึดมั่น” กับความมั่นแน่วในทางที่ดีงาม แต่ใช้คำว่า “ตั้งมั่น” เช่น ตั้งมั่นในศีล ตั้งมั่นในธรรม ตั้งมั่นในสัจจะ;
       ในภาษาไทย มักใช้ “อุปาทาน” ในความหมายที่แคบลงมาว่า ยึดติดอยู่กับความนึกคิดเอาเองว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือจะต้องเป็นไปเช่นนั้นเช่นนี้

อุปาทานขันธ์ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, ขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทาน
       ได้แก่ เบญจขันธ์ คือ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ ที่ประกอบด้วยอาสวะ

อุปาทายรูป รูปอาศัย, รูปที่เกิดสืบเนื่องจากมหาภูตรูป,
       อาการของมหาภูตรูป มี ๒๔ อย่าง;
       ดู รูป ๒๘

อุปาทิ
       1. สภาพที่ถูกกรรมกิเลสถือครอง, สภาพที่ถูกอุปาทานยึดไว้มั่น, เบญจขันธ์
       2. กิเลสเป็นเหตุถือมั่น, ความยึดติดถือมั่น, อุปาทาน

อุปาทินนกสังขาร สังขารที่กรรมครอบครอง
       พูดเข้าใจกันอย่างง่ายๆ ว่า สังขารที่มีใจครอง เช่น คน สัตว์ เทวดา
       (ข้อ ๑ ในสังขาร ๒)

อุปาทินนรูป, อุปาทินนกรูป ดูที่ รูป ๒๘

อุปายโกศล ดู โกศล ๓

อุปายาส ความคับแค้นใจ, ความสิ้นหวัง

อุปาลิปัญจกะ ชื่อตอนหนึ่งในคัมภีร์ปริวาร พระวินัยปิฎก

อุปาลิวงศ์ ชื่อนิกายพระสงฆ์ลังกาที่บวชจากพระสงฆ์สยาม
       (พระอุบาลีเป็นหัวหน้า นำคณะสงฆ์ไทยไปอุปสมบทกุลบุตรในประเทศลังกา เมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๖ ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ สมัยอยุธยาตอนปลาย)

อุปาสกัตตเทสนา การแสดงความเป็นอุบาสก
       คือ ประกาศตนเป็นอุบาสก โดยถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ

อุปาหนา ดู รองเท้า

อุโปสถขันธกะ ชื่อขันธกะที่ ๒ แห่งคัมภีร์มหาวรรค พระวินัยปิฎก
       ว่าด้วยการทำอุโบสถ คือ สวดปาติโมกข์และเรื่องสีมา

อุโปสถิกะ, อุโปสถิกภัต อาหารที่เขาถวายในวันอุโบสถ คือ วันพระ ในเดือนหนึ่งสี่วัน,
       เป็นของจำพวกสังฆภัตหรืออุทเทสภัตนั่นเอง แต่มีกำหนดวันเฉพาะ คือ ถวายเนื่องในวันอุโบสถ

อุพพาหิกา กิริยาที่ถอนนำไป, การเลือกแยกออกไป,
       หมายถึง วิธีระงับวิวาทาธิกรณ์ ในกรณีที่ที่ประชุมสงฆ์มีความไม่สะดวก ด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง สงฆ์จึงเลือกภิกษุบางรูปในที่ประชุมนั้น ตั้งเป็นคณะ แล้วมอบเรื่องให้นำเอาไปวินิจฉัย
       (เป็นทำนองตั้งคณะกรรมการพิเศษ)

อุพภตกสัณฐาคาร ท้องพระโรงชื่ออุพภตก เป็นท้องพระโรง หรือหอประชุมที่สร้างขึ้นใหม่ของมัลลกษัตริย์ แห่งเมืองปาวา มัลลกษัตริย์ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าไปประทับพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เพื่อเป็นสิริมงคลก่อนจะเปิดใช้งาน
       ณ ที่นี้ พระสารีบุตรได้แสดงสังคีติสูตร อันเป็นต้นแบบของการสังคายนา

อุภโตพยัญชนก คนมีทั้ง ๒ เพศ

อุภโตภาควิมุต “ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน”
       คือ พระอรหันต์ผู้บำเพ็ญสมถะมาเป็นอย่างมากจนได้สมาบัติ ๘ แล้ว จึงใช้สมถะนั้นเป็นฐานบำเพ็ญวิปัสสนาต่อไป จนบรรลุอรหัตผล;
       หลุดพ้นทั้งสองส่วน (และสองวาระ) คือหลุดพ้นจากรูปกายด้วยอรูปสมาบัติ (เป็นวิกขัมภนะ) หนหนึ่งแล้ว จึงหลุดพ้นจากนามกายด้วยอริยมรรค (เป็นสมุจเฉท) อีกหนหนึ่ง;
       เทียบ ปัญญาวิมุต

อุภโตสุชาต เกิดดีแล้วทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายมารดาทั้งฝ่ายบิดา
       หมายความว่า มีสกุลสูง เป็นเชื้อสายวรรณะนั้นต่อเนื่องกันมาโดยตลอด ทั้งฝ่ายบิดาและฝ่ายมารดา,
       เป็นคุณสมบัติที่พวกพราหมณ์และกษัตริย์บางวงศ์ถือเป็นสำคัญมาก

อุภยัตถะ ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย, ประโยชน์ร่วมกัน,
       สิ่งที่เกื้อกูลแก่ส่วนรวม เป็นคุณแก่ชีวิตทั้งของตนและของผู้อื่น ช่วยให้เป็นอยู่กันด้วยดี พากันประสบทิฏฐธัมมิกัตถะ และสัมปรายิกัตถะ ยิ่งขึ้นไป จนถึงปรมัตถะ;
       ดู อัตถะ

อุมมัตตกสมมติ การที่สงฆ์สวดประกาศความตกลงให้ถือภิกษุเป็นผู้วิกลจริต;
       ดูที่ ปกาสนียกรรม, อสัมมุขากรณีย์

อุยยานบาล, อุทยานบาล คนเฝ้าอุทยาน, เจ้าหน้าที่ดูแลรักษาอุทยาน;
       ดู อุทยาน

อุรุเวลกัสสป พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เคยเป็นนักบวชประเภทชฎิล นับถือลัทธิบูชาไฟ
       ถือตัวว่าเป็นพระอรหันต์ สร้างอาศรมสั่งสอนลัทธิของตนอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา เพราะเหตุที่เป็นชาวกัสสปโคตรและอยู่ ณ ตำบลอุรุเวลา จึงได้ชื่อว่า อุรุเวลกัสสป
       ท่านผู้นี้เป็นคณาจารย์ใหญ่ที่ชาวราชคฤห์นับถือมาก มีน้องสองคน คนหนึ่งชื่อ นทีกัสสป อีกคนหนึ่งชื่อ คยากัสสป ล้วนเป็นหัวหน้าชฎิลตั้งอาศรมอยู่ถัดกันไปบนฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ไม่ห่างไกลจากอาศรมของพี่ชายใหญ่
       ต่อมาพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาทรงทรมานอุรุเวลกัสสปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ จนท่านชฎิลใหญ่คลายพยศ ยอมมอบตัวเป็นพุทธสาวก ขอบรรพชา ทำให้ชฎิลผู้น้องทั้งสองพร้อมด้วยบริวารออกบวชตามด้วยทั้งหมด
       ครั้นบวชแล้วได้ฟังเทศนาอาทิตตปริยายสูตร จากพระพุทธเจ้า ก็ได้สำเร็จพระอรหัตทั้งสามพี่น้องพร้อมด้วยบริวารทั้งหมดหนึ่งพันองค์
       พระอุรุเวลกัสสปได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในทางมีบริษัทใหญ่ คือ มีบริวารมาก

อุรุเวลา ชื่อตำบลใหญ่แห่งหนึ่ง ในแคว้นมคธ ตั้งอยู่ ณ ลุ่มแม่น้ำเนรัญชรา เป็นภูมิสถานที่สงบน่ารื่นรมย์ พระมหาบุรุษทรงเลือกเป็นที่บำเพ็ญเพียร ได้ประทับอยู่ ณ ที่นี้นานถึง ๖ ปี
       ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา และเปลี่ยนมาทรงดำเนินในมัชฌิมาปฏิปทา จนได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ภายใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลนี้

อุสสาวนันติกา กัปปิยภูมิที่ทำด้วยการประกาศ
       ได้แก่ กุฎีที่ภิกษุทั้งหลายตกลงกันแต่ต้นว่า จะทำเป็นกัปปิยกุฎี ในเวลาที่ทำ พอช่วยกันยกเสาหรือตั้งฝาทีแรก ก็ร้องประกาศให้รู้กันว่า
       “กปฺปิยกุฏึ กโรม” ๓ หน (แปลว่า “เราทั้งหลายทำกัปปิยกุฎี”);
       ดู กัปปิยภูมิ

อุสีรธชะ ภูเขาที่กั้นอาณาเขตของมัชฌิมชนบทด้านเหนือ

อูเน คเณ จรณํ การประพฤติ (วัตร) ในคณะอันพร่อง
       คือ ประพฤติในถิ่น เช่น อาวาส ที่มีปกตัตตภิกษุไม่ครบองค์สงฆ์ คือไม่ถึง ๔ รูป แต่ที่นิยมปฏิบัติกันมาไม่ต่ำกว่า ๕ รูป;
       เป็นเหตุอย่างหนึ่งของรัตติเฉทแห่งมานัต;
       ดู รัตติเฉท

อูรุ ขาอ่อน, โคนขา

เอกฉันท์ มีความพอใจอย่างเดียวกัน, เห็นเป็นอย่างเดียวกันหมด

เอกเทศ ภาคหนึ่ง, ส่วนหนึ่ง, เป็นส่วนหนึ่งต่างหาก

เอกพีชี ผู้มีพืชคืออัตภาพอันเดียว หมายถึง พระโสดาบันซึ่งจะเกิดอีกครั้งเดียวก็จะบรรลุพระอรหัตตผลในภพที่เกิดขึ้น
       (ข้อ ๑ ในโสดาบัน ๓, บางแห่งท่านจัดกลับเป็นข้อ ๓)

เอกภัณฑะ ทรัพย์สิ่งเดียวซึ่งมีราคาเพียงพอที่จะเป็นวัตถุแห่งปาราชิก

เอกภัตติกะ ผู้ฉันภัตเดียว คือ ฉันวันละมื้อเดียว เฉพาะมื้อเช้า ก่อนเที่ยงวัน;
       เทียบ เอกาสนิกะ; ดู ฉันมื้อเดียว

เอกวจนะ คำกล่าวถึงสิ่งของสิ่งเดียว

เอกโวการ, เอกโวการภพ ดู โวการ

เอกสิทธิ สิทธิพิเศษ, สิทธิโดยเฉพาะ

เอกเสสนัย อาการกำหนดด้วยเหลือศัพท์เดียว,
       เป็นวิธีการอย่างหนึ่งในไวยากรณ์บาลี กล่าวคือ บุคคล วัตถุ หรือภาวะบางอย่าง เป็นของควบคู่กันมาด้วยกันเสมอ เมื่อเห็นอย่างหนึ่งก็เป็นอันรู้ถึงอีกอย่างหนึ่งด้วย หรือเป็นของชุดเดียวกัน จำพวกเดียวกัน เมื่อเรียกชื่ออย่างหนึ่ง จะหมายถึงอย่างหนึ่งอย่างใดในชุดหรือในจำพวกนั้นก็ได้
       ในกรณีเช่นนี้ บางทีท่านกล่าวถึงหรือออกชื่อไว้อย่างใดอย่างหนึ่งแต่เพียงอันเดียว ให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังหมายรู้อีกอย่างหนึ่งด้วย หรือให้เข้าใจเอาเอง จากข้อความแวดล้อมว่า ในที่นั้น หมายถึงอย่างไหนข้อใดในชุดหรือในจำพวกนั้น จึงเรียกว่า เหลือไว้อย่างเดียว หรือเหลือไว้ศัพท์เดียว เช่น
       ก) เป็นที่รู้กันดีว่าคู่พระอัครสาวกคือใคร ดังนั้น ในคำสมาสบาลี เมื่อระบุนามพระอัครสาวกองค์เดียวแต่เป็นพหูพจน์ว่า สาริปุตฺตา “พระสารีบุตรทั้งหลาย” ก็เป็นอันรวมอีกองค์หนึ่งที่ไม่ได้ระบุด้วย จึงหมายถึงพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ
       ข) ตามสำนวนวิธีอธิบายธรรม เช่น ในหลักปฏิจจสมุปบาท คำว่า นามรูป เป็นเอกเสส หมายถึง นามหรือรูป หรือทั้งนามและรูป คำว่า สฬายตนะ ก็เป็นเอกเสส หมายถึงอายตนะที่ ๖ ก็ได้ อายตนะทั้ง ๖ ก็ได้ ดังนั้น เมื่อพูดว่า นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดสฬายตนะ ถ้าพูดถึงอรูปภพ กรณีก็บังคับให้ต้องแปลความว่า นามเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะที่ ๖ (คือมโน)
       ค) ในสำนวนนิยมทางภาษาอย่างในภาษาบาลี คำพูดบางคำมีความหมายกว้าง หมายถึงสิ่งของหรือสภาวะสองสามอย่างที่ถือได้ว่าเป็นชุดเดียวกัน เช่น สุคติ หมายถึงโลกสวรรค์ก็ได้ โลกมนุษย์ก็ได้ (สวรรค์กับมนุษย์อยู่ในชุดที่เป็นสุคติด้วยกัน) เมื่ออย่างหนึ่งในชุดนั้น มีคำเฉพาะระบุชัดแล้ว คำที่มีความหมายกว้าง ก็ย่อมหมายถึงอีกอย่างหนึ่งในชุดนั้น ที่ยังไม่ถูกระบุ เช่น ในคำว่า “สุคติ (และ) โลกสวรรค์” สวรรค์ก็เป็นสุคติ แต่มีคำเฉพาะระบุไว้แล้ว ดังนั้น คำว่า สุคติ ในกรณีนี้ จึงหมายถึง โลกมนุษย์ ซึ่งเป็นสุคติอย่างเดียวที่เหลือนอกจากสวรรค์

เอกอุ เลิศ, สูงสุด (ตัดมาจากคำว่า เอกอุดม)

เอกัคคตา ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว คือ ความมีจิตต์แน่วแน่อยู่ในอารมณ์อันเดียว ได้แก่สมาธิ
       (พจนานุกรมเขียน เอกัคตา);
       ดู ฌาน

เอกันตโลมิ เครื่องลาดที่มีขนตกไปข้างเดียวกัน

เอกายนมรรค ทางอันเอก คือ ข้อปฏิบัติอันประเสริฐที่จะนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความบริสุทธิ์หมดจด หมดความทุกข์ และบรรลุนิพพาน ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔;
       อย่างกว้างขวาง เช่น ในมหานิทเทส หมายถึง โพธิปักขิยธรรม ด้วย

เอกาสนิกะ ผู้ฉันที่นั่งเดียว คือ ฉันวันละมื้อเดียวครั้งเดียว ลุกจากที่แล้วไม่ฉันอีกในวันนั้น;
       เทียบ เอกภัตติกะ; ดู ฉันมื้อเดียว

เอกาสนิกังคะ องค์แห่งผู้ถือนั่งฉันที่อาสนะเดียว
       คือ ฉันวันละครั้งเดียว ลุกจากที่แล้วไม่ฉันอีกในวันนั้น,
       คำสมาทานว่า “นานาสนโภชนํ ปฏิกฺขิปามิ, เอกาสนิกงฺคํ สมาทิยามิ”
       แปลว่า “ข้าพเจ้างดการฉัน ณ ต่างอาสนะ สมาทานองค์แห่งผู้—”
       (ข้อ ๕ ในธุดงค์ ๑๓)

เอตทัคคะ “นั่นเป็นยอด”, “นี่เป็นเลิศ”, บุคคลหรือสิ่งที่ยอดเยี่ยม ดีเด่น หรือเป็นเลิศ ในทางใดทางหนึ่ง
       เช่น ในพุทธพจน์ (องฺ.เอก. ๒๐/๑๔๖/๓๑) ว่า
       “เอตทคฺคํ ภิกฺขเว มม สาวกานํ ภิกฺขูนํ รตฺตญฺญูนํ ยทิทํ อญฺญาโกณฺฑญฺโญ”
           (ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุสาวกของเราผู้รัตตัญญู อัญญาโกณฑัญญะนี่ เป็นผู้ยอดเยี่ยม),
       (องฺ.เอก. ๒๐/๗๘/๑๗) ว่า “เอตทคฺคํ ภิกฺขเว วุฑฺฒีนํ ยทิทํ ปญฺญาวุฑฺฒิ”
           (ภิกษุทั้งหลาย บรรดาความเจริญทั้งหลาย ความเจริญเพิ่มพูนปัญญานี่ เป็นเยี่ยม)
       (องฺ.นวก. ๒๓/๒๐๙/๓๗๗) ว่า “เอตทคฺคํ ภิกฺขเว ทานานํ ยทิทํ ธมฺมทานํ”
           (ภิกษุทั้งหลาย ในบรรดาทานทั้งหลาย ธรรมทานนี้เป็นเลิศ);
       ตามปกติ มักหมายถึงพระสาวกที่ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้ยอดเยี่ยมในทางใดทางหนึ่ง เช่น เป็นเอตทัคคะในทางธรรมกถึก หมายความว่าเป็นผู้ยอดเยี่ยมในทางแสดงธรรม เป็นต้น
       พระสาวกที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นเอตทัคคะ ในบริษัท ๔ ปรากฏในพระไตรปิฎก (องฺ.เอก. ๒๐/๑๔๖-๑๕๒/๓๑-๓๓) ดังนี้
       ๑. ภิกษุบริษัท
       พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นเอตทัคคะ ในบรรดาภิกษุสาวกผู้รัตตัญญู,
       พระสารีบุตร ... ใน ~ ผู้มีปัญญามาก, พระมหาโมคคัลลานะ ... ใน ~ ผู้มีฤทธิ์, พระมหากัสสป ... ใน ~ ผู้ถือธุดงค์, พระอนุรุทธะ ... ใน ~ ผู้มีทิพยจักษุ, พระภัททิยะกาฬิโคธาบุตร ... ใน ~ ผู้มีตระกูลสูง, พระลกุณฏกภัททิยะ ... ใน ~ ผู้มีเสียงไพเราะ, พระปิณโฑลภารัทวาชะ ... ใน ~ ผู้บันลือสีหนาท, พระปุณณมันตานีบุตร ... ใน ~ ผู้เป็นธรรมกถึก, พระมหากัจจานะ ... ใน ~ ผู้จำแนกความย่อให้พิสดาร,
       พระจุลลปันถกะ ... ใน ~ ผู้นฤมิตมโนมยกาย (กายอันสำเร็จด้วยใจ), พระจุลลปันถกะ ... ใน ~ ผู้ฉลาดทางเจโตวิวัฏฏ์ (การคลี่ขยายทางจิต คือในด้านสมาบัติ หรือเรื่องสมาธิ),
       พระมหาปันถกะ ... ใน ~ ผู้ฉลาดทางปัญญาวิวัฏฏ์ (การคลี่ขยายทางปัญญา คือในด้านวิปัสสนา; บาลีเป็น สัญญาวิวัฏฏ์ ก็มี คือ ชำนาญในเรื่องอรูปฌาน),
       พระสุภูติ ... ใน ~ ผู้มีปกติอยู่ไม่ข้องเกี่ยวกับกิเลส (อรณวิหารี), พระสุภูติ ... ใน ~ ผู้เป็นทักขิไณย,
       พระเรวตขทิรวนิยะ ... ใน ~ ผู้ถืออยู่ป่า (อารัญญกะ), พระกังขาเรวตะ ... ใน ~ ผู้บำเพ็ญฌาน, พระโสณโกฬิวิสะ ... ใน ~ ผู้ปรารภความเพียร, พระโสณกุฏิกัณณะ ... ใน ~ ผู้กล่าวกัลยาณพจน์, พระสีวลี ... ใน ~ ผู้มีลาภ, พระวักกลิ ... ใน ~ ผู้มีศรัทธาสนิทแน่ว (ศรัทธาธิมุต), พระราหุล ... ใน ~ ผู้ใคร่ต่อการศึกษา, พระรัฐปาละ ... ใน ~ ผู้ออกบวชด้วยศรัทธา, พระกุณฑธานะ ... ใน ~ ผู้จับสลากเป็นปฐม, พระวังคีสะ ... ใน ~ ผู้มีปฏิภาณ, พระอุปเสนวังคันตบุตร ... ใน ~ ผู้ที่น่าเลื่อมใสรอบด้าน, พระทัพพมัลลบุตร ... ใน ~ ผู้จัดแจกเสนาสนะ, พระปิลินทวัจฉะ ... ใน ~ ผู้เป็นที่รักใคร่ชอบใจของเหล่าเทพยดา, พระพาหิยทารุจีริยะ ... ใน ~ ผู้ตรัสรู้เร็วพลัน, พระกุมารกัสสปะ ... ใน ~ ผู้แสดงธรรมวิจิตร, พระมหาโกฏฐิตะ ... ใน ~ ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา,
       พระอานนท์ ... ใน ~ ผู้เป็นพหูสูต, พระอานนท์ ... ใน ~ ผู้มีสติ, พระอานนท์ ... ใน ~ ผู้มีคติ, พระอานนท์ ... ใน ~ ผู้มีความเพียร, พระอานนท์ ... ใน ~ ผู้เป็นอุปัฏฐาก,
       พระอุรุเวลกัสสปะ ... ใน ~ ผู้มีบริษัทใหญ่, พระกาฬุทายี ... ใน ~ ผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส, พระพักกุละ ... ใน ~ ผู้มีอาพาธน้อย, พระโสภิตะ ... ใน ~ ผู้ระลึกบุพเพนิวาส, พระอุบาลี ... ใน ~ ผู้ทรงวินัย, พระนันทกะ ... ใน ~ ผู้โอวาทภิกษุณี, พระนันทะ ... ใน ~ ผู้สำรวมระวังอินทรีย์, พระมหากัปปินะ ... ใน ~ ผู้โอวาทภิกษุ, พระสาคตะ ... ใน ~ ผู้ชำนาญเตโชธาตุสมาบัติ, พระราธะ ... ใน ~ ผู้สื่อปฏิภาณ, พระโมฆราช ... ใน ~ ผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง
       ๒. ภิกษุณีบริษัท
       พระมหาปชาบดีโคตมี เป็นเอตทัคคะ ในบรรดาภิกษุณีสาวิกาผู้รัตตัญญู,
       พระเขมา ... ใน ~ ผู้มีปัญญามาก, พระอุบลวรรณา ... ใน ~ ผู้มีฤทธิ์, พระปฏาจารา ... ใน ~ ผู้ทรงวินัย, พระธัมมทินนา … ใน~ผู้เป็นธรรมกถึก, พระนันทา ... ใน ~ ผู้บำเพ็ญฌาน, พระโสณา ... ใน ~ ผู้ปรารภความเพียร, พระสกุลา ... ใน ~ ผู้มีทิพยจักษุ, พระภัททากุณฑลเกสา … ใน~ผู้ตรัสรู้เร็วพลัน, พระภัททากปิลานี (ภัททกาปิลานี ก็ว่า) ... ใน ~ ผู้ระลึกบุพเพนิวาส, พระภัททากัจจานา ... ใน ~ ผู้บรรลุมหาอภิญญา, พระกีสาโคตมี ... ใน ~ ผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง, พระสิคาลมารดา ... ใน ~ ผู้มีศรัทธาสนิทแน่ว (ศรัทธาธิมุต)
       ๓. อุบาสกบริษัท
       ตปุสสะและภัลลิกะ สองวาณิช เป็นเอตทัคคะ ในบรรดาอุบาสกสาวกผู้ถึงสรณะเป็นปฐม,
       สุทัตตะอนาถปิณฑิกคหบดี ... ใน ~ ผู้เป็นทายก, จิตตคหบดี ชาวเมืองมัจฉิกาสณฑ์ ... ใน ~ ผู้เป็นธรรมกถึก, หัตถกะอาฬวกะ ... ใน ~ ผู้สงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุ ๔, มหานามะเจ้าศากยะ ... ใน ~ ผู้ถวายของประณีต, อุคคะคหบดี ชาวเมืองเวสาลี ... ใน ~ ผู้ถวายของที่[ตัวผู้ถวายเอง]ชอบใจ, อุคคตะคหบดี ... ใน ~ ผู้เป็นสังฆอุปัฏฐาก, สูระอัมพัฏฐะ ... ใน ~ ผู้มีปสาทะไม่หวั่นไหว, ชีวกโกมารภัจจ์ ... ใน ~ ผู้เลื่อมใส[เลือกตัว]บุคคล, นกุลบิดาคหบดี ... ใน ~ ผู้สนิทคุ้นเคย
       ๔. อุบาสิกาบริษัท
       สุชาดาเสนานีธิดา เป็นเอตทัคคะ ในบรรดาอุบาสิกาสาวิกาผู้ถึงสรณะเป็นปฐม,
       วิสาขามิคารมารดา ... ใน ~ ผู้เป็นทายิกา, ขุชชุตรา ... ใน ~ ผู้เป็นพหูสูต, สามาวดี ... ใน ~ ผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา, อุตตรานันทมารดา ... ใน ~ ผู้บำเพ็ญฌาน, สุปปวาสาโกลิยธิดา ... ใน ~ ผู้ถวายของประณีต, สุปปิยาอุบาสิกา ... ใน ~ ผู้เป็นคิลานุปัฏฐาก, กาติยานี ... ใน ~ ผู้มีปสาทะไม่หวั่นไหว, นกุลมารดาคหปตานี ... ใน ~ ผู้สนิทคุ้นเคย, กาฬีอุบาสิกา ชาวกุรรฆรนคร ... ใน ~ ผู้มีปสาทะด้วยสดับคำกล่าวขาน;
       เทียบ อสีติมหาสาวก

เอตทัคคฐาน ตำแหน่งเอตทัคคะ, ตำแหน่งที่ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นเลิศในคุณนั้นๆ

เอราวัณ ชื่อช้างทรงของพระอินทร์ในดาวดึงสเทวโลก สูง ๑๕๐ โยชน์ มี ๓๓ กระพองซึ่งเป็นที่ประทับของ ๓๓ เทพบุตร ล้อมรอบ วัดโดยรอบกระพองละประมาณ ๓ คาวุต (คือ ๓/๔ โยชน์) ตรงกลางมีกระพองสำหรับพระอินทร์ใหญ่ ๓๐ โยชน์ ชื่อว่าสุทัศน์ ซึ่งมีรัตนมณฑพ และกลางมณฑพนั้นมีบัลลังก์แก้วมณีใหญ่โยชน์หนึ่ง เป็นที่ประทับของพระอินทร์
       (นี้ว่าตาม วินย.ฏี.๑/๔๑๔ ซึ่งไม่ตรงกันนักกับ ธ.อ.๒/๑๐๔);
       ดู ดาวดึงส์

เอหิปสฺสิโก (พระธรรม) ควรเรียกให้มาดู คือ เชิญชวนให้มาชม เหมือนของดีวิเศษที่ควรป่าวร้องให้มาดู หรือท้าทายต่อการพิสูจน์ เพราะเป็นของจริงและดีจริง
       (ข้อ ๔ ในธรรมคุณ ๖)

เอหิภิกขุ เป็นคำเรียกภิกษุที่ได้รับอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรงด้วยวิธีบวชที่เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา;
       พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นเอหิภิกขุองค์แรก

เอหิภิกขุอุปสัมปทา วิธีอุปสมบทที่พระพุทธเจ้าประทานด้วยพระองค์เอง
       ด้วยการเปล่งพระวาจาว่า “ท่านจงเป็นภิกษุ มาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด”
       วิธีนี้ ทรงประทานแก่พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นบุคคลแรก ดังคำบาลีที่ตรัสว่า “เอหิ ภิกฺขุ”
       และตรัสต่อไปว่า “สฺวากฺขาโต ธมฺโม จร พฺรหฺม จริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยาย” (วินย. ๔/๑๘/๒๓);
       ดู อุปสัมปทา

เอหิภิกษุ ดู เอหิภิกขุ

โอกกันติกาปีติ ปีติเป็นระลอก, ความอิ่มใจเป็นพักๆ เมื่อเกิดขึ้นทำให้รู้สึกซู่ซ่า เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง
       (ข้อ ๓ ในปีติ ๕)

โอกกากราช กษัตริย์ผู้เป็นต้นสกุลของศากยวงศ์

โอกาส ช่อง, ที่ว่าง, ทาง, เวลาที่เหมาะ, จังหวะ;
       ในวิธีระงับอนุวาทาธิกรณ์มีระเบียบว่า ก่อนจะกล่าวคำโจทนาคือคำฟ้องขึ้นต่อหน้าสงฆ์ โจทก์พึงขอโอกาสต่อจำเลย
       คำขอโอกาสว่า “กโรตุ เม อายสฺมา โอกาสํ, อหนฺตํ วตฺตุกาโม”
       แปลว่า “ขอท่านจงทำโอกาสแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าใคร่จะกล่าวกะท่าน”
       ถ้าโจทโดยไม่ขอโอกาส ต้องอาบัติทุกกฏ
       คำให้โอกาส ท่านไม่ได้แสดงไว้ อาจใช้ว่า “กโรมิ อายสฺมโต โอกาสํ”
       แปลว่า “ข้าพเจ้าทำโอกาสแก่ท่าน”;
       ภิกษุพร้อมด้วยองค์ ๕ แม้จะขอให้ทำโอกาสก็ไม่ควรทำ (คือไม่ควรให้โอกาส) กล่าวคือ
           เป็นผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์
           มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์
           มีอาชีวะไม่บริสุทธิ์
           เป็นผู้เขลา
           ถูกซักเข้า ไม่อาจให้คำตอบข้อที่ซัก,
       องค์ ๕ อีกหมวดหนึ่งว่า
           เป็นอลัชชี
           เป็นพาล
           มิใช่ปกตัตตะ
           กล่าวด้วยปรารถนาจะกำจัด
           มิใช่เป็นผู้มีความปรารถนาในอันให้ออกจากอาบัติ

โอกาสโลก โลกอันกำหนดด้วยโอกาส, โลกอันมีในอวกาศ, โลกซึ่งเป็นโอกาสแก่สัตว์ทั้งหลายที่จะอยู่อาศัย, โลกคือแผ่นดินอันเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทั้งหลาย, จักรวาล
       (ข้อ ๓ ในโลก ๓)

โอฆะ ห้วงน้ำคือสงสาร, ห้วงน้ำคือการเวียนว่ายตายเกิด;
       กิเลสอันเป็นดุจกระแสน้ำหลากท่วมใจสัตว์ มี ๔ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา

โอฏฐชะ อักษรเกิดที่ริมฝีปาก คือ อุ อู และ ป ผ พ ภ ม

โอตตัปปะ ความกลัวบาป, ความเกรงกลัวต่อทุจริต,
       ความเกรงกลัวความชั่ว เหมือนกลัวอสรพิษ ไม่อยากเข้าใกล้ พยายามหลีกให้ห่างไกล
       (ข้อ ๒ ในธรรมคุ้มครองโลก ๒, ข้อ ๔ ในอริยทรัพย์ ๗, ข้อ ๓ ในสัทธรรม ๗)

โอธานสโมธาน ชื่อปริวาสประเภทสโมธานปริวาสอย่างหนึ่ง
       ใช้สำหรับอาบัติสังฆาทิเสสที่ต้องหลายคราว แต่มีจำนวนวันที่ปิดไว้เท่ากัน
       เช่น ต้องอาบัติ ๒ คราว ปิดไว้คราวละ ๕ วัน ให้ขอปริวาสรวมอาบัติและราตรีเข้าด้วยกันเพื่ออยู่เพียง ๕ วันเท่านั้น,
       (แต่ตามนัยอรรถกถา ท่านแก้ว่า สำหรับอันตราบัติมีวันปิดที่ประมวลเข้ากับอาบัติเดิม);
       ดู สโมธานปริวาส

โอธิโสผรณา “แผ่โดยมีขอบเขต”, เมตตาที่ตั้งใจแผ่ไปต่อสัตว์ทั้งหลายอย่างจำกัดขอบเขต
       เช่นว่า ขอให้ชนชาวเขา จงมีความสุข, ขอให้เหล่าพ่อค้า จงมีความสุข, ขอให้เต่าปลา จงมีความสุข,
       บางทีเรียก “โอทิสสกผรณา” (แผ่ไปเจาะจง);
       เทียบ อโนธิโสผรณา, ทิสาผรณา; ดู แผ่เมตตา, วิกุพพนา, สีมาสัมเภท

โอปนยิโก (พระธรรม) ควรน้อมเข้ามาไว้ในใจ หรือน้อมใจเข้าไปให้ถึงด้วยการปฏิบัติ ให้เกิดขึ้นในใจ หรือให้ใจบรรลุถึงอย่างนั้น
       (ข้อ ๕ ในธรรมคุณ ๖)

โอปปาติกะ สัตว์เกิดผุดขึ้น คือ เกิดผุดขึ้นมาและโตเต็มตัวในทันใด ตายก็ไม่ต้องมีเชื้อหรือซากปรากฏ เช่นเทวดาและสัตว์นรก เป็นต้น
       (ข้อ ๔ ในโยนิ ๔); บาลีว่า รวมทั้งมนุษย์บางพวก

โอปกฺกมิกา อาพาธา ความเจ็บไข้เกิดจากความพยายามหรือจากคนทำให้, เจ็บป่วยเพราะการกระทำของคน คือ ตนเองเพียรเกินกำลัง หรือถูกเขากระทำ เช่น ถูกจองจำ ใส่ขื่อคา เป็นต้น;
       ดู อาพาธ

โอภาส
       1. แสงสว่าง, แสงสุกใส ผุดผ่อง (ข้อ ๑ ในวิปัสสนูปกิเลส ๑๐)
       2. การพูดหรือแสดงออกที่เป็นเชิงเปิดช่องทางหรือให้โอกาส เช่นที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำโอภาส ณ ที่ต่างๆ หลายแห่ง ซึ่งถ้าพระอานนท์เข้าใจ ก็จะทูลขอให้ทรงดำรงพระชนม์อยู่ตลอด[อายุ]กัป

โอมสวาท [โอ-มะ-สะ-วาด] พูดเสียดแทงให้เจ็บใจหรือให้ได้ความอัปยศ
       ได้แก่ การพูดแดก หรือประชดก็ตาม ด่าก็ตาม กระทบถึงอักโกสวัตถุ ๑๐ ประการ มีชาติกำเนิด ชื่อ ตระกูล เป็นต้น
       ภิกษุกล่าวโอมสวาทแก่ภิกษุ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ แก่อนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ ตามสิกขาบทที่ ๒ แห่งมุสาวาทวรรค ปาจิตติยกัณฑ์

โอรส “ผู้เกิดแต่อก”, ลูกชาย

โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ,
       กิเลสผูกใจสัตว์อย่างหยาบ มี ๕ อย่าง
       คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ;
       ดู สังโยชน์

โอวาท คำกล่าวสอน, คำว่ากล่าวตักเตือน;
       “โอวาท” บ่อยครั้งมาคู่เคียงกับคำว่า “อนุสาสนี” หรือไม่ก็ “อนุศาสน์” บางทีรวมเข้าเป็นคำเดียวกัน เป็น “โอวาทานุสาสนี” และ “โอวาทานุศาสน์”
       โดยเฉพาะ โอวาท กับ อนุสาสนี เป็นคำคู่ซึ่งแสดงหน้าที่ของอุปัชฌาย์และอาจารย์ต่อศิษย์ (อุปัชฌาย์ต่อสัทธิวิหาริก และอาจารย์ต่ออันเตวาสิก) ต่อจากอุเทศและปริปุจฉา รวมเป็นวัตรข้อหลักข้อแรก และท่านอธิบายแยกความหมายระหว่าง ๒ คำนี้ไว้บ่อยๆ
       บางทีว่าทั้งสองคำมีความหมายเหมือนกัน ใช้แทนกันได้ แต่บางทีก็แยกว่า
       การสั่งสอนว่ากล่าวเป็นประเดิมเริ่มเรื่องขึ้นเป็นโอวาท
           การสั่งสอนชี้แจงต่อเนื่องไปบ่อยๆ เรื่อยๆ เป็นอนุสาสนี
       การสั่งสอนว่ากล่าวเมื่อเกิดมีเรื่องราวขึ้น เป็นโอวาท
           ส่วนการสั่งสอนเป็นประจำอย่างเป็นแบบแผน เป็นอนุสาสนี;
       ดู อนุสาสนี

โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ คือ
       ๑. เว้นจากทุจริต คือไม่ประพฤติชั่วด้วยกายวาจาใจ
           (=ไม่ทำความชั่วทั้งปวง)
       ๒. ประกอบสุจริต คือประพฤติชอบด้วยกายวาจาใจ
           (=ทำแต่ความดี)
       ๓. ทำใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น
           (=ทำจิตต์ของตนให้สะอาดผ่องใส)
       โอวาท ๓ นี้รวมอยู่ใน โอวาทปาติโมกข์

โอวาทปาฏิโมกข์ ดู โอวาทปาติโมกข์

โอวาทปาติโมกข์ [โอ-วา-ทะ-ปา-ติ-โมก]
       หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา หรือคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
       ได้แก่ พระพุทธพจน์ ๓ คาถากึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูปผู้ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ พระเวฬุวนาราม ในวันเพ็ญเดือน ๓ ที่เราเรียกกันว่าวันมาฆบูชา
       (อรรถกถากล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์นี้ แก่ที่ประชุมสงฆ์ เป็นเวลา ๒๐ พรรษาก่อนที่จะโปรดให้สวดปาติโมกข์อย่างปัจจุบันนี้แทนต่อมา),
       คาถาโอวาทปาติโมกข์ มีดังนี้
           สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
           สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ
                          ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
                          นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
                          น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี
                          สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต ฯ
           อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร
           มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
           อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ
       แปล: การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ๑ การบำเพ็ญแต่ความดี ๑ การทำจิตต์ของตนให้ผ่องใส ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
       ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง, พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่านิพพาน เป็นบรมธรรม, ผู้ทำร้ายคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต, ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
       การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวมในปาติโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ๑ ที่นั่งนอนอันสงัด ๑ ความเพียรในอธิจิตต์ ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
       ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป และจำกันได้มาก ก็คือ ความในคาถาแรกที่ว่า
           ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส

โอวาทวรรค ตอนที่ว่าด้วยเรื่องให้โอวาทแก่นางภิกษุณี เป็นต้น,
       เป็นชื่อวรรคที่ ๓ แห่งปาจิตติยกัณฑ์ ในมหาวิภังค์ พระวินัยปิฎก

โอวาทานุสาสนี คำกล่าวสอนและพร่ำสอน, คำว่ากล่าวตักเตือนและแนะนำพร่ำสอน;
       ดู โอวาท

โอษฐ์ ปาก, ริมฝีปาก

โอสารณา การเรียกเข้าหมู่,
       เป็นชื่อสังฆกรรมจำพวกหนึ่ง
       มีทั้งที่เป็นอปโลกนกรรม
           (เช่น การรับสามเณรผู้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งถูกนาสนะไปแล้ว และเธอกลับตัวได้)
       เป็นญัตติกรรม
           (เช่น เรียกอุปสัมปทาเปกขะที่สอนซ้อมอันตรายิกธรรมแล้วเข้าไปในสงฆ์)
       เป็นญัตติทุติยกรรม
           (เช่น หงายบาตรแก่คฤหัสถ์ที่กลับตัวประพฤติดี)
       เป็นญัตติจตุตถกรรม
           (เช่น ระงับนิคหกรรมที่ได้ทำแก่ภิกษุ);
       คู่กับ นิสสารณา

โอฬาริกรูป ดูที่ รูป ๒๘


พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ บรรทัดที่ ๔๕๙๗ - ๗๒๙๑.
https://84000.org/tipitaka/dic/v_line.php?A=4597&Z=7291

อ่านหน้า[ต่าง] แรกอ่านหน้า[ต่าง] ที่แล้วอ่านหน้า[ต่าง] ถัดไปอ่านหน้า[ต่าง] สุดท้าย

บันทึก  ๒, ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจาก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พิมพ์ครั้งที่ ๑๐. พ.ศ. ๒๕๔๖ หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ [email protected]