ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
            การค้นหาคำว่า “ ”             ผลการค้นหาพบมากกว่า  80  ตำแหน่ง ดังนี้ :-

แสดงผลการค้น ลำดับที่  1 / 80
ธัญชาติ ข้าวชนิดต่างๆ, พืชจำพวกข้าว;
       ธัญชาติ ๗ คือ สาลิ (ข้าวสาลี), วีหิ (ข้าวเจ้า), ยวะ (ข้าวเหนียว), โคธุมะ (โคธูมะ ก็ว่า; ข้าวละมาน), กังคุ (ข้าวฟ่าง), วรกะ (ลูกเดือย), กุทรูสะ (หญ้ากับแก้);
       คำว่า “ธัญชาติดิบสด” (อามกธัญญะ) หมายถึง ธัญชาติ ๗ นี้เอง ที่ยังไม่ได้ขัดสีหรือกะเทาะเปลือกออก (ยังไม่เป็น ตัณฑุละ) และยังไม่ได้ทำให้สุก (ยังไม่เป็น โอทนะ) เช่น วีหิ คือข้าวเปลือกของข้าวเจ้า
       อนึ่ง พืชที่เป็นของกิน คือเป็นอาหารที่รับประทาน (อันนะ) นั้น แบ่งเป็น ๒ พวก ได้แก่
       บุพพัณณะ (แปลสืบกันมาว่า “ของที่จะพึงกินก่อน” แต่ตามคำอธิบายในคัมภีร์หลายแห่ง น่าจะแปลว่า “ของกินที่มีเป็นหลักขึ้นก่อน”) ได้แก่ ธัญชาติ ๗ นี้ (รวมทั้งพืชที่อนุโลมหรือเข้าพวกนี้) และ
       อปรัณณะ (แปลสืบกันมาว่า “ของที่จะพึงกินในภายหลัง” แต่ตามคำอธิบายในคัมภีร์หลายแห่ง น่าจะแปลว่า “ของกินที่มีเพิ่มมาอีกทีหลัง” ทำนองของกินประกอบ) ได้แก่พืชจำพวกถั่วงาและผักที่ทำเป็นกับแกง เช่นที่ท่านยกตัวอย่างบ่อย คือ มุคคะ (ถั่วเขียว) มาส (ถั่วราชมาส) ติละ (งา) กุลัตถ์ (ถั่วพู) อลาพุ (น้ำเต้า) กุมภัณฑ์ (ฟักเขียว);
       ทั้งนี้ มีคติโบราณเชื่อว่า ครั้งต้นกัป เมื่อสิ่งทั้งหลายแรกเกิดมีขึ้นนั้น บุพพัณณะเกิดมีก่อน อปรัณณะเกิดทีหลัง

แสดงผลการค้น ลำดับที่  2 / 80
ธัมมทินนา พระเถรีมหาสาวิกาองค์หนึ่ง เป็นกุลธิดาชาวพระนครราชคฤห์
       เป็นภรรยาของวิสาขเศรษฐี มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา บวชในสำนักนางภิกษุณี บำเพ็ญเพียรไม่นานก็ได้สำเร็จพระอรหัต
       ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางเป็นธรรมกถึก
       (เขียน ธรรมทินนา ก็มี)

แสดงผลการค้น ลำดับที่  3 / 80
ธัมมสัมมุขตา ความเป็นต่อหน้าธรรม, พร้อมหน้าธรรม ในวิวาทาธิกรณ์
       หมายความว่า ปฏิบัติถูกต้องตามธรรมวินัยและสัตถุศาสน์อันเป็นเครื่องระงับอธิกรณ์นั้น จึงเท่ากับว่าธรรมมาอยู่ที่นั้นด้วย;
       ดู สัมมุขาวินัย

แสดงผลการค้น ลำดับที่  4 / 80
ธัมมัสสวนานิสงส์ อานิสงส์แห่งการฟังธรรม, ผลดีของการฟังธรรม,
       ประโยชน์ที่จะได้จากการฟังธรรม มี ๕ อย่างคือ
           ๑. ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
           ๒. สิ่งที่เคยฟังก็เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจนยิ่งขึ้น
           ๓. บรรเทาความสงสัยเสียได้
           ๔. ทำความเห็นให้ถูกต้องได้
           ๕. จิตของเขาย่อมผ่องใส

แสดงผลการค้น ลำดับที่  5 / 80
ธัมมาธิปเตยยะ, ธัมมาธิปไตย ถือธรรมเป็นใหญ่ คือ ยึดธรรมเป็นเกณฑ์ตัดสินใจ,
       นึกถึงความจริง ความถูกต้องสมควรก่อน แล้วจึงทำ;
       ดู ธรรมาธิปไตย, อธิปไตย

แสดงผลการค้น ลำดับที่  6 / 80
ธัมมานุสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรม (ข้อ ๒ ในอนุสติ ๑๐)
       เขียนอย่างรูปเดิมในภาษาบาลีเป็น ธัมมานุสสติ

แสดงผลการค้น ลำดับที่  7 / 80
ธัมมุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านด้วยสำคัญผิดในธรรม คือ ความฟุ้งซ่านเนื่องจากเกิดวิปัสสนูปกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น แล้วสำคัญผิดว่าตนบรรลุธรรมคือมรรคผลนิพพาน จิตก็เลยคลาดเขวออกไป เพราะความฟุ้งซ่านนั้น ไม่เกิดปัญญาที่จะเห็นไตรลักษณ์ได้จริง, ธรรมุธัจจ์ ก็เขียน;
       ดู วิปัสสนูปกิเลส

แสดงผลการค้น ลำดับที่  8 / 80
ธาตุ ๑- สิ่งที่ทรงสภาวะของมันอยู่เองตามธรรมดาของเหตุปัจจัย,
       ธาตุ ๔ คือ
           ๑. ปฐวีธาตุ สภาวะที่แผ่ไปหรือกินเนื้อที่ เรียกสามัญว่า ธาตุแข้นแข็งหรือธาตุดิน
           ๒. อาโปธาตุ สภาวะที่เอิบอาบดูดซึม เรียกสามัญว่า ธาตุเหลวหรือธาตุน้ำ
           ๓. เตโชธาตุ สภาวะที่ทำให้ร้อน เรียกสามัญว่า ธาตุไฟ
           ๔. วาโยธาตุ สภาวะที่ทำให้เคลื่อนไหว เรียกสามัญว่า ธาตุลม;
       ธาตุ ๖ คือ เพิ่ม
           ๕. อากาสธาตุ สภาวะที่ว่าง
           ๖. วิญญาณธาตุ สภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์ หรือ ธาตุรู้

แสดงผลการค้น ลำดับที่  9 / 80
ธาตุ ๒- ส่วนสำคัญแห่งสรีระของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งคงอยู่หรือรักษาไว้เป็นที่เคารพบูชา เฉพาะอย่างยิ่งอัฐิ รวมทั้งส่วนสำคัญอื่นๆ เช่น เกสา (เกศธาตุ), เรียกรวมๆ ว่าพระธาตุ
       (ถ้ากล่าวถึงธาตุของพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ เรียกว่าพระบรมธาตุ พระบรมสารีริกธาตุ พระสารีริกธาตุ หรือระบุชื่อพระธาตุส่วนนั้นๆ เช่น พระทาฐธาตุ พระอุณหิสธาตุ);
       ดู สารีริกธาตุ

แสดงผลการค้น ลำดับที่  10 / 80
ธุดงค์ องค์คุณเครื่องกำจัดกิเลส,
       ข้อปฏิบัติเข้มงวด ที่สมัครใจสมาทานประพฤติประจำตัว ชั่วระยะกาลสั้น หรือยาว หรือแม้ตลอดชีวิต ก็ได้ เป็นอุบายขัดเกลากิเลส ส่งเสริมความมักน้อยสันโดษ เป็นต้น มี ๑๓ ข้อ คือ
       หมวดที่ ๑ จีวรปฏิสังยุตต์ เกี่ยวกับจีวร มี
           ๑. ปังสุกูลิกังคะ ถือใช้แต่ผ้าบังสุกุล
           ๒. เตจีวริกังคะ ใช้ผ้าเพียงสามผืน;
       หมวดที่ ๒ ปิณฑปาตปฏิสังยุตต์ เกี่ยวกับบิณฑบาต มี
           ๓. ปิณฑปาติกังคะ เที่ยวบิณฑบาตเป็นประจำ
           ๔. สปทานจาริกังคะ บิณฑบาตตามลำดับบ้าน
           ๕. เอกาสนิกังคะ ฉันวันละครั้งเดียว
           ๖. ปัตตปิณฑิกังคะ ฉันเฉพาะในบาตร
           ๗. ขลุปัจฉาภัตติกังคะ ลงมือฉันแล้วไม่ยอมรับเพิ่ม;
       หมวดที่ ๓ เสนาสนปฏิสังยุตต์ เกี่ยวกับเสนาสนะ มี
           ๘. อารัญญิกังคะ ถืออยู่ป่า
           ๙. รุกขมูลิกังคะ อยู่โคนไม้
           ๑๐. อัพโภกาสิกังคะ อยู่กลางแจ้ง
           ๑๑. โสสานิกังคะ อยู่ป่าช้า
           ๑๒. ยถาสันถติกังคะ อยู่ในที่แล้วแต่เขาจัดให้;
       หมวดที่ ๔ วิริยปฏิสังยุตต์ เกี่ยวกับความเพียร มี
           ๑๓. เนสัชชิกังคะ ถือนั่งอย่างเดียวไม่นอน
       (นี้แปลเอาความสั้นๆ ความหมายละเอียด และคำสมาทานพึงดูตามลำดับอักษรของคำนั้นๆ)

แสดงผลการค้น ลำดับที่  11 / 80
นครโศภินี หญิงงามเมือง, หญิงขายตัว
       (พจนานุกรมเขียน นครโสภิณี, นครโสเภณี)

แสดงผลการค้น ลำดับที่  12 / 80
นวกะ
       1. หมวด ๙
       2. ภิกษุใหม่, ภิกษุมีพรรษายังไม่ครบ ๕;
           เทียบ เถระ, มัชฌิมะ

แสดงผลการค้น ลำดับที่  13 / 80
นวรหคุณ คุณของพระอรหันต์ ๙ หมายถึง คุณของพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ ๙ ประการ ได้แก่ พุทธคุณ ๙ นั่นเอง
       เขียน นวารหคุณ ก็ได้ แต่เพี้ยนไปเป็น นวหรคุณ ก็มี

แสดงผลการค้น ลำดับที่  14 / 80
นวังคสัตถุศาสน์ คำสั่งสอนของพระศาสดา มีองค์ ๙, พุทธพจน์มีองค์ประกอบ ๙ อย่าง,
       ส่วนประกอบ ๙ อย่างที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ
           ๑. สุตตะ (พระสูตรทั้งหลาย รวมทั้งพระวินัยปิฎกและนิทเทส)
           ๒. เคยยะ (ความที่มีร้อยแก้วและร้อยกรองผสมกัน ได้แก่พระสูตรที่มีคาถาทั้งหมด)
           ๓. เวยยากรณะ (ไวยากรณ์ คือความร้อยแก้วล้วน ได้แก่ พระอภิธรรมปิฎกทั้งหมด และพระสูตรที่ไม่มีคาถา เป็นต้น)
           ๔. คาถา (ความร้อยกรองล้วนเช่น ธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา เป็นต้น)
           ๕. อุทาน (ได้แก่ พระคาถาพุทธอุทาน ๘๒ สูตร)
           ๖. อิติวุตตกะ (พระสูตรที่เรียกว่า อิติวุตตกะ ๑๑๐ สูตร)
           ๗. ชาตกะ (ชาดก ๕๕๐ เรื่อง)
           ๘. อัพภูตธรรม (เรื่องอัศจรรย์ คือพระสูตรที่กล่าวถึงข้ออัศจรรย์ต่างๆ)
           ๙. เวทัลละ (พระสูตรแบบถามตอบที่ให้เกิดความรู้และความพอใจแล้วซักถามยิ่งๆ ขึ้นไป เช่น จูฬเวทัลลสูตร มหาเวทัลลสูตร เป็นต้น);
       เขียนอย่างบาลีเป็น นวังคสัตถุสาสน์; ดู ไตรปิฎก

แสดงผลการค้น ลำดับที่  15 / 80
นันทะ พระอนุชาของพระพุทธเจ้า แต่ต่างพระมารดา คือประสูติแต่พระนางมหาปชาบดีโคตมี ได้ออกบวชในวันมงคลสมรสกับนางชนปทกัลยาณี เบื้องแรกประพฤติพรหมจรรย์อยู่ด้วยความจำใจ แต่ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงสอนด้วยอุบาย จนพระนันทะเปลี่ยนมาตั้งใจปฏิบัติธรรม และในที่สุดก็ได้บรรลุอรหัตตผล
       ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในบรรดาภิกษุผู้สำรวมอินทรีย์
       พระนันทะมีรูปพรรณสัณฐานคล้ายพระพุทธเจ้า แต่ต่ำกว่าพระพุทธองค์ ๔ นิ้ว

แสดงผลการค้น ลำดับที่  16 / 80
นันทกุมาร พระราชบุตรของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางปชาบดีโคตมี
       ต่อมาออกบวชมีชื่อว่า พระนันทะ คือองค์ที่มีรูปพรรณสัณฐานคล้ายพระพุทธองค์นั่นเอง

แสดงผลการค้น ลำดับที่  17 / 80
นันทนวัน ชื่อสวนสวรรค์ของพระอินทร์ในดาวดึงสเทวโลก ๑ ใน ๔ แห่ง คือ
       นันทนวัน จิตรลดาวัน มิสสกวัน และปารุสกวัน
       (นันทนวัน บางคัมภีร์เรียกนันทวัน, ปารุสกวัน คัมภีร์อักษรอื่นเรียก ผารุสกวัน),
       นันทนวันนั้น อรรถกถาบางแห่งว่ามีในทุกเทวโลก

แสดงผลการค้น ลำดับที่  18 / 80
นันทมารดา อุบาสิกาสำคัญ มีชื่อซ้ำกัน ๒ ท่าน แยกโดยเรียกชื่อนำที่ต่างกัน คือ
       1. เวฬุกัณฏกีนันทมารดา (นันทมารดาชาวเมืองเวฬุกัณฏกะ [เมืองหนามไผ่] ในแคว้นอวันตี) ได้ฌาน ๔ เป็นอนาคามี และเป็นอัครอุบาสิกา คู่กับนางขุชชุตรา
       พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็น “ตุลา” คือเป็นตราชู หรือเป็นแบบอย่างสำหรับสาวิกาทั้งหลายที่เป็นอุบาสิกา คู่กับนางขุชชุตรานั้น (เช่น อง.จตุกฺก. ๒๑/๑๗๖/๒๒๒)
       ครั้งหนึ่ง ที่วัดพระเชตวัน เวฬุกัณฏกีนันทมารดา ถวายทานแด่พระสงฆ์มีพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเป็นประมุข พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า อุบาสิกาท่านนั้นประดิษฐานทักขิณาที่พร้อมด้วยองค์ ๖ คือ ทายกมีองค์ ๓ ได้แก่ ก่อนให้ ก็ดีใจ กำลังให้อยู่ ก็ทำจิตให้ผุดผ่องเลื่อมใส ครั้นให้แล้ว ก็ชื่นชมปลื้มใจ และปฏิคาหกมีองค์ ๓ ได้แก่ เป็นผู้ปราศจากราคะหรือปฏิบัติเพื่อบำราศราคะ เป็นผู้ปราศจากโทสะ หรือปฏิบัติเพื่อบำราศโทสะ เป็นผู้ปราศจากโมหะหรือปฏิบัติเพื่อบำราศโมหะ ทักขิณานั้นเป็นบุญยิ่งใหญ่ มีผลมากยากจะประมาณได้ (อง.ฉกฺก. ๒๒/๓๐๘/๓๗๕)
       2. อุตตรานันทมารดา เป็นธิดาของนายปุณณะ หรือปุณณสีหะ แห่งเมืองราชคฤห์ ซึ่งต่อมาพระราชาได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นธนเศรษฐี เมื่อท่านเศรษฐีใหม่จัดงานมงคลฉลองและถวายทาน อุตตราได้สดับพระดำรัสอนุโมทนาของพระพุทธเจ้า ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผลในคราวเดียวกับบิดาและมารดา
       อุตตรานั้นรักษาอุโบสถเป็นประจำ เดือนละ ๘ วัน ต่อมา เมื่อแต่งงานไปอยู่กับสามี ก็ขอโอกาสรักษาอุโบสถบ้าง แต่สามีไม่ยอมรับ นางจึงไม่มีโอกาสทำการบุญอย่างที่เคยปฏิบัติ
       จนกระทั่งคราวหนึ่ง อุตตราตกลงว่าจะถืออุโบสถครึ่งเดือน และใช้เวลาในการให้ทานและฟังธรรมให้เต็มที่ โดยใช้วิธีจ้างโสเภณีชื่อสิริมาให้มาอยู่กับสามีแทนตัวตลอดเวลา ๑๕ วันนั้น เมื่อครบครึ่งเดือน ในวันที่เตรียมจะออกจากอุโบสถ ได้ยุ่งอยู่ในโรงครัวจัดเตรียมอาหาร ตอนนั้น สามีมองลงมาทางหน้าต่าง เห็นอุตตราในสภาพมอมแมมขมีขมัน ก็นึกในใจว่านางนั้นอยู่ครอบครองสมบัติอยู่แสนสบาย กลับทิ้งความสุขมาทำงานกับพวกคนรับใช้จนตัวเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ไม่มีเหตุไม่มีผล แล้วก็ยิ้มอย่างสมเพช ฝ่ายอุตตราพอดีมองขึ้นไปเห็นอย่างนั้น ก็รู้ทัน และนึกในใจว่า สามีเป็นพาลชน มัวจมอยู่ในความประมาท หลงไปว่าสมบัติจะยั่งยืนอยู่ตลอดไป นึกแล้วก็ยิ้มบ้าง
       ฝ่ายนางสิริมา อยู่มาหลายวันชักจะลืมตัว พอเห็นสามีกับภรรยายิ้มกัน ก็เกิดความหึงขึ้นมา แล้ววิ่งลงจากชั้นบน ผ่านเข้าครัว ฉวยกระบวย ตักน้ำมันที่เขากำลังปรุงอาหาร แล้วปรี่เข้ามาเทน้ำมันราดลงบนศีรษะของอุตตรา ฝ่ายอุตตรามีสติดี รู้ตัวว่า อะไรจะเกิดขึ้น ก็เข้าเมตตาฌานยืนรับน้ำมันที่ร้อนก็ไม่เป็นอันตรายแก่เธอ
       ขณะนั้น พวกคนรับใช้ของอุตตราซึ่งได้เห็นเหตุการณ์ ก็เข้ามาพากันรุมบริภาษ ทุบตีนางสิริมา กว่านางอุตตราจะห้ามสำเร็จ นางสิริมาก็บอบช้ำมาก ทำให้นางสิริมาสำนึกได้ถึงฐานะที่แท้จริงของตนที่เป็นคนข้างนอกรับจ้างเจ้าของบ้านมา จึงเข้าไปขอขมาต่ออุตตรา แต่อุตตราบอกว่าตนจะให้อภัยได้ต่อเมื่อบิดาทางธรรมคือพระพุทธเจ้าให้อภัยแล้ว
       ต่อมา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาที่บ้านของอุตตรา นางสิริมาเข้าไปกราบทูลขอขมาแล้ว อุตตราก็ให้อภัยแก่นาง และในวันนั้น นางสิริมาฟังพระธรรมกถาแล้ว ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล
       (เรื่องนี้ อรรถกถาต่างคัมภีร์ เช่น อง.อ.๑/๕๖๒/๓๙๐; ธ.อ.๖/๑๗๑; วิมาน.อ.๑๒๓/๗๒ เล่ารายละเอียดแตกต่างกันไปบ้าง โดยเฉพาะอรรถกถาแห่งวิมานวัตถุ นอกจากว่านางสิริมาได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ยังบอกว่าอุตตราได้เป็นสกทาคามินี และสามีพร้อมทั้งบิดาและมารดาของสามีได้เป็นโสดาบัน)
       ต่อมา ในที่ประชุม ณ วัดพระเชตวัน พระพุทธเจ้าได้ตรัสยกย่องนางอุตตรานันทมารดา เป็นเอตทัคคะในบรรดาอุบาสิกาผู้มีฌาน หรือนักบำเพ็ญฌาน (ฌายี) แม้ว่าโดยหลักฐานต่างๆ เช่น เมืองที่อยู่ เวฬุกัณฏกีนันทมารดา กับ อุตตรานันทมารดา น่าจะเป็นต่างบุคคลกัน แต่ก็ยังมีช่องให้สงสัยว่าอาจจะเป็นบุคคลเดียวกันได้ อย่างน้อยพระสาวกและพระสาวิกา ที่ได้รับยกย่องเป็นคู่ตุลา หรือคู่อัครสาวก คู่อัครสาวิกา และคู่อัครอุบาสก ก็ล้วนเป็นเอตทัคคะมาตลอด ๓ คู่แรก แต่พอถึงคู่ตุลาฝ่ายอุบาสิกา หรือคู่อัครอุบาสิกา กลายเป็นนางขุชชุตราที่เป็นเอตทัคคะด้วย กับเวฬุกัณฏกีนันทมารดา ที่มิได้เป็นเอตทัคคะ
       (ส่วนอุตตรานันทมารดา เป็นเอตทัคคะ แต่ไม่ได้เป็นตุลา หรืออัครอุบาสิกา) ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่า เรื่องราวของนันทมารดาทั้งสองนาม ซึ่งกระจายอยู่ในที่ต่างๆ ขาดข้อมูลที่จะเป็นจุดประสานให้เกิดความชัดเจน, นอกจากนั้น เมื่ออ่านข้อความในคัมภีร์พุทธวงส์ ที่กล่าวถึงคู่อัครอุบาสิกาว่า “นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา”
       (ฉบับอักษรพม่า มีแห่งหนึ่งว่า “อุตฺตรา นนฺทมาตา จ อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา” เลยทีเดียว)
       บางท่านก็อาจจะยิ่งงง อาจจะเข้าใจไปว่า พระบาลีในที่นี้ หมายถึงนางอุตตรานันทมารดา แต่ที่จริงไม่ใช่ เพราะในที่นี้ท่านกล่าวถึงสองบุคคล คือ อุตตราเป็นบุคคลหนึ่ง ได้แก่ขุชชุตรา และนันทมารดาเป็นอีกคนหนึ่ง ได้แก่เวฬุกัณฏกีนันทมารดา
       (ในคัมภีร์อปทานแห่งหนึ่ง, ขุ.อป. ๓๓/๗๙/๑๑๗ กล่าวถึงข้อความอย่างเดียวกัน แต่ระบุไว้ชัดกว่านี้ว่า “ขุชฺชุตฺตรา นนฺทมาตา อคฺคา เหสฺสนฺตุปาสิกา”);
       ดู อุตตรา, เอตทัคคะ

แสดงผลการค้น ลำดับที่  19 / 80
นัย อุบาย, อาการ, วิธี, ข้อสำคัญ, เค้าความ, เค้าเงื่อน, แง่ความหมาย

แสดงผลการค้น ลำดับที่  20 / 80
นางเร็ด ชื่อขนมชนิดหนึ่ง ทำเป็นแผ่นกลมโรยน้ำตาล
       พจนานุกรมเขียน นางเล็ด

แสดงผลการค้น ลำดับที่  21 / 80
นาถกรณธรรม ธรรมทำที่พึ่ง, ธรรมสร้างที่พึ่ง,
       คุณธรรมที่ทำให้พึ่งตนได้ มี ๑๐ อย่างคือ
           ๑. ศีล มีความประพฤติดี
           ๒. พาหุสัจจะ ได้เล่าเรียนสดับฟังมาก
           ๓. กัลยาณมิตตตา มีมิตรดีงาม
           ๔. โสวจัสสตา เป็นคนว่าง่าย ฟังเหตุผล
           ๕. กิงกรณีเยสุ ทักขตา เอาใจใส่กิจธุระของเพื่อนร่วมหมู่คณะ
           ๖. ธัมมกามตา เป็นผู้ใคร่ธรรม
           ๗. วิริยะ ขยันหมั่นเพียร
           ๘. สันตุฏฐี มีความสันโดษ
           ๙. สติ มีสติ
           ๑๐. ปัญญา มีปัญญาเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง

แสดงผลการค้น ลำดับที่  22 / 80
นาบี, นบี ศาสดาผู้ประกาศศาสนาอิสลาม ทำหน้าที่แทนพระผู้เป็นเจ้า, ผู้เทศนา, ผู้ประกาศข่าว
       ชาวมุสลิมถือว่าพระมะหะหมัดเป็นนาบีองค์สุดท้าย

แสดงผลการค้น ลำดับที่  23 / 80
นาม ธรรมที่รู้จักกันด้วยชื่อ กำหนดรู้ด้วยใจ เป็นเรื่องของจิตใจ, สิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ไม่ใช่รูป แต่น้อมมาเป็นอารมณ์ของจิตได้
       1. ในที่ทั่วไปหมายถึงอรูปขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
       2. บางแห่งหมายถึงอรูปขันธ์ ๔ นั้นและนิพพาน (รวมทั้งโลกุตตรธรรมอื่นๆ)
       3. บางแห่งเช่นในปฏิจจสมุปบาท บางกรณีหมายเฉพาะเจตสิกธรรมทั้งหลาย;
           เทียบ รูป

แสดงผลการค้น ลำดับที่  24 / 80
นามขันธ์ ขันธ์ที่เป็นฝ่ายนามธรรม มี ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

แสดงผลการค้น ลำดับที่  25 / 80
นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป,
       ญาณหยั่งรู้ที่กำหนดจับได้ซึ่งปัจจัยแห่งนามและรูป โดยอาการที่เป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น
       (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) เรียกกันสั้นๆ ว่า ปริคคหญาณ

แสดงผลการค้น ลำดับที่  26 / 80
นาลกะ
       1. หลานชายของอสิตดาบส ออกบวชตามคำแนะนำของลุง และไปบำเพ็ญสมณธรรมรอการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าอยู่ในป่าหิมพานต์ ครั้นพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ได้มาทูลถามเรื่องโมไนยปฏิปทา และกลับไปบำเพ็ญสมณธรรมในป่าหิมพานต์ ได้บรรลุอรหัตแล้ว ดำรงอายุอยู่อีก ๗ เดือน ก็ปรินิพพานในป่าหิมพานต์นั้นเอง;
           ท่านจัดเป็นมหาสาวกองค์หนึ่งในอสีติมหาสาวกด้วย
       2. ชื่อหมู่บ้านอันเป็นที่เกิดของพระสารีบุตร ไม่ไกลจากเมืองราชคฤห์ บางทีเรียก นาลันทคาม

แสดงผลการค้น ลำดับที่  27 / 80
นาสนา ให้ฉิบหายเสีย คือ การลงโทษบุคคลผู้ไม่สมควรถือเพศ
       มี ๓ อย่าง คือ
           ๑. ลิงคนาสนา ให้ฉิบหายจากเพศ คือให้สึกเสีย
           ๒. ทัณฑกรรมนาสนา ให้ฉิบหายด้วยการลงโทษ
           ๓. สังวาสนาสนา ให้ฉิบหายจากสังวาส

แสดงผลการค้น ลำดับที่  28 / 80
นาสิกัฏฐานชะ อักษรเกิดในจมูก คือ นิคคหิต (-ํ) ,
       พยัญชนะที่สุดวรรคทั้ง ๕ คือ ง ญ ณ น ม นอกจากเกิดในฐานของตนๆ แล้ว ก็เกิดในจมูกด้วย (คือเกิดใน ๒ ฐาน)

แสดงผลการค้น ลำดับที่  29 / 80
นิคคหกรรม ดู นิคหกรรม

แสดงผลการค้น ลำดับที่  30 / 80
นิคคหิต อักขระที่ว่ากดเสียง,
       อักขระที่ว่าหุบปากกดกรณ์ไว้ไม่ปล่อย มีรูปเป็นจุดกลวง เช่น สงฺฆํ อุปสมฺปทํ;
       บัดนี้ นิยมเขียน นิคหิต

แสดงผลการค้น ลำดับที่  31 / 80
นิคมกถา
       1. การสนทนาถกเถียงกันเรื่องนิคม ว่านิคมนั้นนิคมนี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แบบเพ้อเจ้อ, เป็นติรัจฉานกถาอย่างหนึ่ง; ดู ติรัจฉานกถา
       2. ถ้อยแถลงท้ายเรื่อง, ข้อความลงท้าย, คำกล่าวปิดเรื่อง,
           ในภาษาบาลี นิยมเขียน “นิคมนกถา”,
           คู่กับ นิทานกถา คือคำกล่าวนำหรือคำแถลงเริ่มเรื่อง

แสดงผลการค้น ลำดับที่  32 / 80
นิคมพจน์, นิคมวจนะ คำลงท้าย, คำกล่าวปิดเรื่อง,
       ในภาษาบาลี นิยมเขียน “นิคมนวจน”,
       คู่กับ นิทานพจน์ หรือ นิทานวจนะ คือคำนำ หรือคำเริ่มเรื่อง

แสดงผลการค้น ลำดับที่  33 / 80
นิคหกรรม การลงโทษตามพระธรรมวินัย, สังฆกรรมประเภทลงโทษผู้ทำความผิด
       ท่านแสดงไว้ ๖ อย่างคือ
           ตัชชนียกรรม
           นิยสกรรม
           ปัพพาชนียกรรม
           ปฏิสารณียกรรม
           อุกเขปนียกรรม และ
           ตัสสปาปิยสิกากรรม

แสดงผลการค้น ลำดับที่  34 / 80
นิทเทส
       1. คำแสดง, คำชี้แจงอธิบาย, คำไขความ (พจนานุกรม เขียน นิเทศ); ดู นิเทศ
       2. ชื่อคัมภีร์อันเป็นภาษิตของพระสารีบุตร ซึ่งอธิบายขยายความพระสูตรต่างๆ ในเสุตตนิบาต
           แยกย่อยเป็นมหานิทเทส อธิบายขยายความพระสูตร ๑๖ สูตรในอัฏฐกวรรคแห่งสุตตนิบาต
           และ จูฬนิทเทส อธิบายขยายความพระสูตร ๑๖ สูตรในปารายนวรรค
           และขัคควิสาณสูตรในอุรควรรคแห่งสุตตนิบาต จัดเป็นคัมภีร์ที่ ๑๑ แห่งขุททกนิกาย ในพระสุตตันตปิฎก; ดู ไตรปิฎก (เล่ม ๒๙ มหานิทเทส และ ๓๐ จูฬนิทเทส)

แสดงผลการค้น ลำดับที่  35 / 80
นิทัศนะ, นิทัสน์ ตัวอย่างที่นำมาแสดงให้เห็น, อุทาหรณ์
       (พจนานุกรม เขียน นิทัศน์)

แสดงผลการค้น ลำดับที่  36 / 80
นิทานพจน์, นิทานวจนะ คำชี้แจงความเป็นมา, ถ้อยคำต้นเรื่อง, คำเริ่มเรื่อง, คำนำ

แสดงผลการค้น ลำดับที่  37 / 80
นิปปริยาย ไม่อ้อมค้อม, ตรง, สิ้นเชิง
       (พจนานุกรมเขียน นิปริยาย)

แสดงผลการค้น ลำดับที่  38 / 80
นิพพาน การดับกิเลสและกองทุกข์ เป็นโลกุตตรธรรม และเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา;
       ดู นิพพานธาตุ

นิพพานธาตุ ภาวะแห่งนิพพาน;
       นิพพานหรือนิพพานธาตุ ๒ คือ
           ๑. สอุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสมีเบญจขันธ์เหลือ
           ๒. อนุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ

แสดงผลการค้น ลำดับที่  39 / 80
นิพพิทาญาณ ความรู้ที่ทำให้เบื่อหน่ายในกองทุกข์, ปรีชาหยั่งเห็นสังขารด้วยความหน่าย;
       ดู วิปัสสนาญาณ

นิพพิทานุปัสสนาญาณ ปรีชาคำนึงถึงสังขารด้วยความหน่าย เพราะมีแต่โทษมากมาย แต่ไม่ใช่ทำลายตนเองเพราะเบื่อสังขาร
       เรียกสั้นว่า นิพพิทาญาณ

แสดงผลการค้น ลำดับที่  40 / 80
นิมิต
       1. เครื่องหมาย ได้แก่วัตถุอันเป็นเครื่องหมายแห่งสีมา,
           วัตถุที่ควรใช้เป็นนิมิตมี ๘ อย่าง ภูเขา ศิลา ป่าไม้ ต้นไม้ จอมปลวก หนทาง แม่น้ำ น้ำ
       2. (ในคำว่าทำนิมิต) ทำอาการเป็นเชิงชวนให้เขาถวาย, ขอเขาโดยวิธีให้รู้โดยนัย ไม่ขอตรงๆ
       3. เครื่องหมายสำหรับให้จิตกำหนดในการเจริญกรรมฐาน,
           ภาพที่เป็นอารมณ์กรรมฐานมี ๓ คือ
           ๑. บริกรรมนิมิต นิมิตแห่งบริกรรม หรือนิมิตตระเตรียม ได้แก่ สิ่งที่เพ่ง หรือกำหนดนึกเป็นอารมณ์กรรมฐาน
           ๒. อุคคหนิมิต นิมิตที่ใจเรียน หรือนิมิตติดตาติดใจ ได้แก่ สิ่งที่เพ่งหรือนึกนั้นเองที่แม่นในใจ จนหลับตามองเห็น
           ๓. ปฏิภาคนิมิต นิมิตเสมือน หรือนิมิตเทียบเคียง ได้แก่ อุคคหนิมิตนั้น เจนใจจนกลายเป็นภาพที่เกิดจากสัญญาเป็นของบริสุทธิ์ จะนึกขยายหรือย่อส่วนก็ได้ตามปรารถนา
       4. สิ่งที่พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นก่อนเสด็จออกบรรพชา ๔ อย่าง;
           ดู เทวทูต

แสดงผลการค้น ลำดับที่  41 / 80
นิมิตต์โอภาส ตรัสข้อความเป็นเชิงเปิดโอกาสให้อาราธนาเพื่อดำรงพระชนม์อยู่ต่อไป

แสดงผลการค้น ลำดับที่  42 / 80
นิรฺวาณมฺ ความดับ เป็นคำสันสกฤต
       เทียบกับภาษาบาลี ก็ได้แก่ศัพท์ว่า นิพพาน นั่นเอง
       ปัจจุบันนิยมใช้เพียงว่า นิรวาณ กับ นิรวาณะ

แสดงผลการค้น ลำดับที่  43 / 80
นิรามิษ, นิรามิส หาเหยื่อมิได้, ไม่มีอามิสคือเหยื่อที่เป็นเครื่องล่อใจ, ไม่ต้องอาศัยวัตถุ

แสดงผลการค้น ลำดับที่  44 / 80
นิโรธ ความดับทุกข์ คือดับตัณหาได้สิ้นเชิง,
       ภาวะปลอดทุกข์เพราะไม่มีทุกข์ที่จะเกิดขึ้นได้ หมายถึงพระนิพพาน

แสดงผลการค้น ลำดับที่  45 / 80
นิ้วพระสุคต, นิ้วสุคต ดู มาตรา

แสดงผลการค้น ลำดับที่  46 / 80
นิวรณ์, นิวรณธรรม ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี,
       สิ่งที่ขัดขวางจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม,
       อกุศลธรรมที่กดทับจิต ปิดกั้นปัญญา มี ๕ อย่าง คือ
           ๑. กามฉันท์ พอใจใฝ่กามคุณ
           ๒. พยาบาท แค้นเคืองคิดร้ายเขา
           ๓. ถีนมิทธะ หดหู่ซึมเซา
           ๔. อุทธัจจกุกกุจจะ ฟุ้งซ่านรำคาญใจ
           ๕. วิจิกิจฉา ลังเลสงสัย

แสดงผลการค้น ลำดับที่  47 / 80
นิสสัคคิยะ, นิสสัคคีย์ “อันให้ต้องสละสิ่งของ” เป็นคุณบทแห่งอาบัติปาจิตตีย์ หมวดที่มีการต้องสละสิ่งของ ซึ่งเรียกว่านิสสัคคิยปาจิตตีย์;
       “อันจะต้องสละ” เป็นคุณบทแห่งสิ่งของที่จะต้องสละเมื่อต้องอาบัติปาจิตตีย์หมวดนั้น กล่าวคือนิสสัคคิยวัตถุ

แสดงผลการค้น ลำดับที่  48 / 80
นิสสันท์, นิสสันทะ “สภาวะที่หลั่งไหลออก”,
       สิ่งที่เกิดตามมา, สิ่งที่ออกมาเป็นผล, ผลสืบเนื่อง หรือผลต่อตาม เช่น แสงสว่างและควัน เป็นนิสสันท์ของไฟ, มูตรและคูถ เป็นต้น เป็นนิสสันท์ของสิ่งที่ได้ดื่มกิน,
       อุปาทายรูปเป็นนิสสันท์ของมหาภูตรูป, โทสะเป็นนิสสันท์ของโลภะ (เพราะโลภะถูกขัด โทสะจึงเกิด), อรูปฌานเป็นนิสสันท์ของกสิณ, นิโรธสมาบัติเป็นนิสสันท์ของสมถะและวิปัสสนา
       นิสสันท์ ใช้กับผลดีหรือผลร้ายก็ได้ เช่นเดียวกับวิบาก แต่วิบากหมายถึงผลของกรรมที่เกิดขึ้นแก่กระแสสืบต่อแห่งชีวิตของผู้ทำกรรมนั้น (คือ แก่ชีวิตสันตติหรือแก่เบญจขันธ์) ส่วนนิสสันท์นี้ ใช้กับผลของกรรมก็ได้ ใช้กับผลของธรรมและเรื่องราวทั้งหลายได้ทั่วไป ถ้าใช้กับผลของกรรม นิสสันท์หมายถึงผลพ่วงพลอย ผลข้างเคียง หรือผลโดยอ้อม ซึ่งสืบเนื่องต่อออกไปจากวิบาก (คืออิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์ที่เกิดพ่วงมาข้างนอก อันจะก่อให้เกิดความสุขหรือความทุกข์)
       เช่น ทำกรรมดีแล้ว เกิดผลดีต่อชีวิต เป็นวิบาก จากนั้นพลอยมีลาภมีความสะดวกสบายเกิดตามมาเป็นนิสสันท์ หรือทำกรรมชั่วแล้ว ชีวิตสืบต่อแปรเปลี่ยนไปในทางที่ไม่น่าปรารถนา เป็นวิบาก และเกิดความโศกเศร้าเสียใจ เป็นนิสสันท์
       และนิสสันท์นั้นหมายถึงผลที่พลอยเกิดแก่คนอื่นด้วย เช่น บุคคลเสวยวิบากของกรรมชั่ว มีชีวิตที่ไม่ดีแล้ว ครอบครัวญาติพี่น้องของเขาเกิดความเดือดร้อนเป็นอยู่ยากลำบาก เป็นนิสสันท์;
       นิสสันท์ หมายถึง ผลสืบเนื่องหรือผลพ่วงพลอยที่ดีหรือร้ายก็ได้ ต่างจากอานิสงส์ซึ่งหมายถึงผลได้พิเศษในฝ่ายดีอย่างเดียว;
       ดู ผล, เทียบ วิบาก, อานิสงส์

แสดงผลการค้น ลำดับที่  49 / 80
นิสสัย ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต ๔ อย่าง คือ
       ๑. ปิณฑิยาโลปโภชนะ โภชนะที่ได้มาด้วยกำลังปลีแข้ง คือเที่ยวบิณฑบาต รวมทั้งภัตตาหารที่เป็นอติเรกลาภ ๑๐ อย่าง
       ๒. บังสุกุลจีวร ผ้านุ่งห่มที่ทำจากของเขาทิ้ง รวมทั้งผ้าที่เป็นอติเรกลาภ ๖ อย่าง
       ๓. รุกขมูลเสนาสนะ ที่อยู่อาศัยคือโคนไม้ รวมทั้งที่อยู่อาศัยที่เป็นอติเรกลาภ ๕ อย่าง
       ๔. ปูติมุตตเภสัช ยาน้ำมูตรเน่า รวมทั้งเภสัชที่เป็นอติเรกลาภ ๕ อย่าง
       (เรียกสั้นๆ ว่า จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช);
       คำบาลีว่า “นิสฺสย” ในภาษาไทย เขียน นิสสัย หรือ นิสัย ก็ได้;
       ดู ปัจจัย 2., อนุศาสน์ (๘)

แสดงผลการค้น ลำดับที่  50 / 80
นิสัยมุตตกะ ภิกษุผู้พ้นการถือนิสัย หมายถึงภิกษุมีพรรษาพ้น ๕ แล้ว มีความรู้ธรรมวินัยพอรักษาตัวได้แล้ว ไม่ต้องถือนิสัยในอุปัชฌาย์ หรืออาจารย์ต่อไป;
       เรียกง่ายว่า นิสัยมุตก์

แสดงผลการค้น ลำดับที่  51 / 80
เนตติ แบบแผน, เยี่ยงอย่าง, ขนบธรรมเนียม
       (พจนานุกรม เขียน เนติ)

แสดงผลการค้น ลำดับที่  52 / 80
เนปาล ชื่อประเทศอันเคยเป็นที่ตั้งของแคว้นศากยะบางส่วน รวมทั้งลุมพินีอันเป็นที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศอินเดียและทางใต้ของประเทศจีน มีเนื้อที่ ๑๔๐,๗๙๗ ตารางกิโลเมตร มีพลเมืองประมาณ ๒๙,๕๑๙,๑๑๔ คน (พ.ศ. ๒๕๕๑);
       หนังสือเก่าเขียน เนปอล

แสดงผลการค้น ลำดับที่  53 / 80
บรมอัฏฐิ, บรมอัฐิ กระดูกกษัตริย์

แสดงผลการค้น ลำดับที่  54 / 80
บริกรรม
       1. (ในคำว่า “ถ้าผ้ากฐินนั้นมีบริกรรมสำเร็จดีอยู่”) การตระเตรียม, การทำความเรียบร้อยเบื้องต้น เช่น ซัก ย้อม กะ ตัด เย็บ เสร็จแล้ว
       2. สถานที่เขาลาดปูน ปูไม้ ขัดเงา หรือชักเงา โบกปูน ทาสี เขียนสี แต่งอย่างอื่น เรียกว่าที่ทำบริกรรม ห้ามภิกษุถ่มน้ำลาย หรือนั่งพิง
       3. การนวดฟั้น ประคบ หรือถูตัว
       4. การกระทำขั้นต้นในการเจริญสมถกรรมฐานคือ กำหนดใจโดยเพ่งวัตถุ หรือนึกถึงอารมณ์ที่กำหนดนั้น ว่าซ้ำๆ อยู่ในใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อทำใจให้สงบ
       5. เลือนมาเป็นความหมายในภาษาไทย หมายถึงท่องบ่น, เสกเป่า

แสดงผลการค้น ลำดับที่  55 / 80
บริขาร ของใช้ส่วนตัวของพระ, เครื่องใช้สอยประจำตัวของภิกษุ;
       บริขารที่จำเป็นแท้จริง คือ บาตร และ[ไตร]จีวร ซึ่งต้องมีพร้อมก่อนจึงจะอุปสมบทได้ แต่ได้ยึดถือกันสืบมาให้มี บริขาร ๘ (อัฐบริขาร)
       คือ ไตรจีวร (สังฆาฏิ อุตราสงค์ อันตรวาสก) บาตร มีดเล็ก (วาสี, อรรถกถามักอธิบายว่าเป็นมีดตัดเหลาไม้สีฟัน แต่เรานิยมพูดกันมาว่ามีดโกนหรือมีดตัดเล็บ) เข็ม ประคดเอว ผ้ากรองน้ำ (ปริสสาวนะ, หรือกระบอกกรองน้ำคือ ธมกรก, ธมกรณ์, ธัมมกรก หรือธัมมกรณ์) ดังกล่าวในอรรถกถา
       (เช่น วินย.อ. ๑/๒๘๔) ว่า
           ติจีวรญฺจ ปตฺโต จ วาสี สูจิ จ พนฺธนํ
           ปริสฺสาวเนนฏฺเฐเต ยุตฺตโยคสฺส ภิกฺขุโน.
       ตามปกติ อรรถกถากล่าวถึงบริขาร ๘ เมื่อเล่าเรื่องของท่านผู้บรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งมีบริขาร ๘ เกิดขึ้นเอง พร้อมกับการหายไปของเพศคฤหัสถ์ และเรื่องของพระสาวกในยุคต้นพุทธกาล ซึ่งมีบริขาร ๘ เกิดขึ้นเอง เมื่อได้รับอุปสมบทเป็นเอหิภิกขุ
       นอกจากนี้ ท่านอธิบายลักษณะของภิกษุผู้สันโดษว่า ภิกษุผู้สันโดษที่พระพุทธเจ้าทรงมุ่งหมายในพระสูตร (เช่น สามัญญผลสูตร, ที.สี. ๙/๙๑/๖๑) ซึ่งเบาตัวจะไปไหนเมื่อใดก็ได้ตามปรารถนาดังนกที่มีแต่ปีกจะบินไปไหนเมื่อใดได้ดังใจนั้น คือท่านที่มีบริขาร ๘ ส่วนผู้ที่มีบริขาร ๙ (เพิ่มผ้าปูลาด หรือลูกกุญแจ) มีบริขาร ๑๐ (เพิ่มผ้านิสีทนะ หรือแผ่นหนัง) มีบริขาร ๑๑ (เพิ่มไม้เท้า หรือทะนานน้ำมัน) หรือมีบริขาร ๑๒ (เพิ่มร่ม หรือรองเท้า) ก็เรียกว่ามักน้อย สันโดษ แต่มิใช่ผู้ที่ทรงมุ่งหมายในพระสูตรดังกล่าวนั้น
       รายการบริขารในพระไตรปิฎก ที่มีชื่อและจำนวนใกล้เคียงกับบริขาร ๘ นี้ พบในสิกขาบทที่ ๑๐ แห่งสุราปานวรรค ปาจิตตีย์ (ภิกษุซ่อนบริขารของภิกษุอื่น) ได้แก่ บาตร [ไตร]จีวร ผ้านิสีทนะ กล่องเข็ม ประคดเอว (นับได้ ๗ ขาดมีด และเครื่องกรองน้ำ แต่มีนิสีทนะเพิ่มเข้ามา),
       ในคราวจะมีสังคายนาครั้งที่ ๒ พวกภิกษุวัชชีบุตรได้เที่ยวหาพวกด้วยการจัดเตรียมบริขารเป็นอันมากไปถวายพระเถระบางรูป (วินย. ๗/๖๔๓/๔๑๐) ได้แก่ บาตร จีวร นิสีทนะ กล่องเข็ม ประคดเอว ผ้ากรองน้ำ และธมกรก (ครบ ๘ แต่มีนิสีทนะมาแทนมีด)
       คัมภีร์อปทาน (ขุ.อป. ๓๓/๒๐๘/๕๔๙) นอกจากบรรยายเรื่องพระบรมสารีริกธาตุที่ได้รับการอัญเชิญไปบรรจุไว้ ณ สถูปเจดียสถานต่างๆ แล้ว ยังได้กล่าวถึงบริขารของพระพุทธเจ้า ซึ่งประดิษฐานอยู่ในที่ต่างๆ (หลายแห่งไม่อาจกำหนดได้ว่าในบัดนี้คือที่ใด)
       คือ บาตร ไม้เท้า และจีวรของพระผู้มีพระภาค อยู่ในวชิรานคร สบงอยู่ในกุลฆรนคร (เมืองหนึ่งในแคว้นอวันตี) บรรจถรณ์อยู่เมืองกบิล ธมกรกและประคดเอวอยู่นครปาฏลีบุตร ผ้าสรงอยู่ที่เมืองจัมปา ผ้ากาสาวะอยู่ในพรหมโลก ผ้าโพกอยู่ที่ดาวดึงส์ ผ้านิสีทนะอยู่ในแคว้นอวันตี ผ้าลาดอยู่ในเทวรัฐ ไม้สีไฟอยู่ในมิถิลานคร ผ้ากรองน้ำอยู่ในวิเทหรัฐ มีดและกล่องเข็มอยู่ที่เมืองอินทปัตถ์ บริขารเหลือจากนั้นอยู่ในอปรันตกชนบท (สันนิษฐานว่าเป็นดินแดนแถบรัฐ Gujarat ในอินเดีย ถึง Sind ในปากีสถานปัจจุบัน)

แสดงผลการค้น ลำดับที่  56 / 80
บริวาร
       1. ผู้แวดล้อม, ผู้ห้อมล้อมติดตาม, ผู้รับใช้
       2. สิ่งแวดล้อม, ของสมทบ, สิ่งประกอบร่วม เช่น ผ้าบริวาร บริวารกฐิน เป็นต้น
       3. ชื่อคัมภีร์พระวินัยปิฎก หมวดสุดท้ายใน ๕ หมวด
           คือ อาทิกัมม์ ปาจิตตีย์ มหาวรรค จุลวรรค บริวาร;
       เรียกตามรูปเดิมในบาลีว่า ปริวาร; ดู ไตรปิฎก, ปริวาร

แสดงผลการค้น ลำดับที่  57 / 80
บริษัท ๔
       1. ชุมชนชาวพุทธ ๔ พวก คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา,
           (เช่น องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๑๓๐/๑๘๐) นิยมเรียกว่า พุทธบริษัท.
       2. เหล่าชน, กลุ่มชน, ที่ประชุม, สมาคม ๔ เหล่า
           คือ ขัตติยบริษัท (เหล่าชนผู้ปกครอง) พราหมณบริษัท (เหล่าพราหมณ์, เหล่าชนเจ้าตำราเจ้าพิธี) คหบดีบริษัท (เหล่าเจ้าบ้านเจ้าทุน) สมณบริษัท (เหล่าสมณะ),
           (เช่น องฺ.สตฺตก. ๒๓/๖๕/๑๑๕)

แสดงผลการค้น ลำดับที่  58 / 80
บริษัท ๘ เหล่าชน, กลุ่มชน, ที่ประชุม, ชุมนุม, สมาคม ๘ เหล่า
       คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท จาตุมหาราชิกบริษัท (เหล่าเทพชั้นจาตุมหาราชิกา) ดาวดึงสบริษัท (เหล่าเทพชั้นดาวดึงส์) มารบริษัท (เหล่าไพร่พลของมาร) พรหมบริษัท (เหล่าพรหม),
       (องฺ.อฏฺฐก. ๒๓/๑๖๖/๓๑๖)

แสดงผลการค้น ลำดับที่  59 / 80
บริสุทธ์, บริสุทธิ์ สะอาด, หมดจด, ปราศจากมลทิน, ผุดผ่อง;
       ครบถ้วน, ถูกต้องตามระเบียบอย่างบริบูรณ์

แสดงผลการค้น ลำดับที่  60 / 80
บัว ๔ เหล่า ดู บุคคล ๔ จำพวก

แสดงผลการค้น ลำดับที่  61 / 80
บารมี คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด เพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง,
       บารมีที่พระโพธิสัตว์ต้องบำเพ็ญให้ครบบริบูรณ์ จึงจะบรรลุโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า มี ๑๐ คือ
       ๑. ทาน (การให้ การเสียสละเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์สรรพสัตว์)
       ๒. ศีล (ความประพฤติถูกต้องสุจริต)
       ๓. เนกขัมมะ (ความปลีกออกจากกามได้ ไม่เห็นแก่การเสพบำเรอ, การออกบวช)
       ๔. ปัญญา (ความรอบรู้เข้าถึงความจริง รู้จักคิดพิจารณาแก้ไขปัญหาและดำเนินการจัดการต่างๆ ให้สำเร็จ)
       ๕. วิริยะ (ความเพียรแกล้วกล้า บากบั่นทำการ ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่)
       ๖. ขันติ (ความอดทน ควบคุมตนอยู่ได้ในธรรม ในเหตุผล และในแนวทางเพื่อจุดหมายอันชอบ ไม่ยอมลุอำนาจกิเลส)
       ๗. สัจจะ (ความจริง ซื่อสัตย์ จริงใจ จริงจัง)
       ๘. อธิษฐาน (ความตั้งใจมั่น ตั้งจุดหมายไว้ดีงามชัดเจนและมุ่งไปเด็ดเดี่ยวแน่วแน่)
       ๙. เมตตา (ความรักความปรารถนาดี คิดเกื้อกูลหวังให้สรรพสัตว์อยู่ดีมีความสุข)
       ๑๐. อุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง อยู่ในธรรม เรียบสงบ สม่ำเสมอ ไม่เอนเอียง ไม่หวั่นไหวไป ด้วยความยินดียินร้ายชอบชังหรือแรงเย้ายวนยั่วยุใดๆ)
       บารมี ๑๐ นั้น จะบริบูรณ์ต่อเมื่อพระโพธิสัตว์บำเพ็ญแต่ละบารมีครบสามขั้นหรือสามระดับ จึงแบ่งบารมีเป็น ๓ ระดับ คือ
       ๑. บารมี คือคุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด ขั้นต้น
       ๒. อุปบารมี คือคุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด ขั้นจวนสูงสุด
       ๓. ปรมัตถบารมี คือคุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด ขั้นสูงสุด
       เกณฑ์ในการแบ่งระดับของบารมีนั้น มีหลายแง่หลายด้าน ขอยกเกณฑ์อย่างง่ายมาให้ทราบพอเข้าใจ เช่น ในข้อทาน สละทรัพย์ภายนอกทุกอย่างได้ เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นทานบารมี สละอวัยวะเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นทานอุปบารมี สละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นทานปรมัตถบารมี
       บารมีในแต่ละขั้นมี ๑๐ จึงแยกเป็นบารมี ๑๐ (ทศบารมี) อุปบารมี ๑๐ (ทศอุปบารมี) และปรมัตถบารมี ๑๐ (ทศปรมัตถบารมี) รวมทั้งสิ้นเป็นบารมี ๓๐
       เรียกเป็นคำศัพท์ว่า สมดึงสบารมี (หรือสมติงสบารมี) แปลว่า บารมีสามสิบถ้วน หรือบารมีครบเต็มสามสิบ แต่ในภาษาไทย บางทีเรียกสืบๆ กันมาว่า “บารมี ๓๐ ทัศ”;
       ดู ทัศ, สมดึงส-

แสดงผลการค้น ลำดับที่  62 / 80
บารมี ๓๐ ทัศ ดู บารมี, สมดึงส-

แสดงผลการค้น ลำดับที่  63 / 80
บาลี
       1. “ภาษาอันรักษาไว้ซึ่งพุทธพจน์”, ภาษาที่ใช้ทรงจำและจารึกรักษาพุทธพจน์แต่เดิมมา อันเป็นหลักในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ถือกันว่าได้แก่ภาษามคธ
       2. พระพุทธวจนะ ซึ่งพระสังคีติกาจารย์รวบรวมไว้ คือ พระธรรมวินัยที่พระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ประชุมกันรวบรวมจัดสรรให้เป็นหมวดหมู่ในคราวปฐมสังคายนา และรักษาไว้ด้วยภาษาบาลี สืบต่อกันมาในรูปที่เรียกว่าพระไตรปิฎกอันเป็นคัมภีร์พระพุทธศาสนาต้นเดิม ที่เป็นหลักของพระพุทธศาสนาเถรวาท, พุทธพจน์, ข้อความที่มาในพระไตรปิฎก;
       ในการศึกษาพระพุทธศาสนา มีประเพณีที่ปฏิบัติกันมาในเมืองไทย ให้แยกคำว่า “บาลี” ในความหมาย ๒ อย่างนี้ ด้วยการเรียกให้ต่างกัน คือ ถ้าหมายถึงบาลีในความหมายที่ 1. ให้ใช้คำว่า ภาษาบาลี (หรือ ศัพท์บาลี คำบาลี หรือบาลี) แต่ถ้าหมายถึงบาลีในความหมายที่ 2. ให้ใช้คำว่า พระบาลี

แสดงผลการค้น ลำดับที่  64 / 80
บุคคล ๔ 1-
       บุคคล ๔ จำพวก คือ
           ๑. อุคฆฏิตัญญู ผู้รู้เข้าใจได้ฉับพลัน แต่พอท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง
           ๒. วิปจิตัญญู ผู้รู้เข้าใจต่อเมื่อท่านขยายความ
           ๓. เนยยะ ผู้ที่พอจะแนะนำต่อไปได้
           ๔. ปทปรมะ ผู้ได้แค่ตัวบทคือถ้อยคำเป็นอย่างยิ่ง ไม่อาจเข้าใจความหมาย
       พระอรรถกถาจารย์เปรียบบุคคล ๔ จำพวกนี้กับบัว ๔ เหล่าตามลำดับคือ
           ๑. ดอกบัวที่ตั้งขึ้นพ้นน้ำ รอสัมผัสแสงอาทิตย์ก็จะบานในวันนี้
           ๒. ดอกบัวที่ตั้งอยู่เสมอน้ำ จักบานในวันพรุ่งนี้
           ๓. ดอกบัวที่ยังอยู่ในน้ำ ยังไม่โผล่พ้นน้ำ จักบานในวันต่อๆ ไป
           ๔. ดอกบัวจมอยู่ในน้ำที่กลายเป็นภักษาแห่งปลาและเต่า
       (ในพระบาลี ตรัสถึงแต่บัว ๓ เหล่าต้นเท่านั้น)

แสดงผลการค้น ลำดับที่  65 / 80
บุคคล ๔ 2-
       บุคคล ๔ จำพวกที่แบ่งตามประมาณ ได้แก่
           ๑. รูปัปปมาณิกา
           ๒. โฆสัปปมาณิกา
           ๓. ลูขัปปมาณิกา และ
           ๔. ธัมมัปปมาณิกา;
       ดู ประมาณ

แสดงผลการค้น ลำดับที่  66 / 80
บุคคลหาได้ยาก ๒ คือ
       ๑. บุพการี
       ๒. กตัญญูกตเวที

แสดงผลการค้น ลำดับที่  67 / 80
บุคลิก เนื่องด้วยบุคคล, จำเพาะคน (= ปุคคลิก)

แสดงผลการค้น ลำดับที่  68 / 80
บุญ เครื่องชำระสันดาน, ความดี, กรรมดี, ความประพฤติชอบทางกายวาจาและใจ, กุศลกรรม, ความสุข, กุศลธรรม
       ที่กล่าวนั้น เป็นความหมายทั่วไปโดยสรุป ต่อนี้พึงทราบคำอธิบายละเอียดขึ้น เริ่มแต่ความหมายตามรูปศัพท์ว่า “กรรมที่ชำระสันดานของผู้กระทำให้สะอาด”, “สภาวะอันทำให้เกิดความน่าบูชา”, “การกระทำอันทำให้เต็มอิ่มสมน้ำใจ”, ความดี, กรรมที่ดีงามเป็นประโยชน์, ความประพฤติชอบทางกายวาจาใจ, กุศล (มักหมายถึงโลกิยกุศลหรือความดีที่ยังกอปรด้วยอุปธิ คือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ปรารถนากันในหมู่ชาวโลก เช่น โภคสมบัติ);
       บางทีหมายถึงผลของการประกอบกุศล หรือผลบุญนั่นเอง เช่นในพุทธพจน์ (ที.ปา. ๑๑/๓๓/๖๒) ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะการสมาทานกุศลธรรมทั้งหลายเป็นเหตุ บุญนี้ย่อมเจริญเพิ่มพูนอย่างนี้”,
       และมีพุทธพจน์ (ขุ.อิติ. ๒๕/๒๐๐/๒๔๐) ตรัสไว้ด้วยว่า
       “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้กลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้ เป็นชื่อของความสุข”
           (บุญ ในพุทธพจน์นี้ ทรงเน้นที่การเจริญเมตตาจิต),
       พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ศึกษาบุญ (“ปุญฺญเมว โส สิกฺเขยฺย” - ขุ.อิติ. ๒๕/๒๐๐/๒๔๑; ๒๓๘/๒๗๐) คือฝึกปฏิบัติหัดทำให้ชีวิตเจริญงอกงามขึ้นในความดีและสมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติที่ดี
       ในการทำบุญ ไม่พึงละเลยพื้นฐานที่ตรงตามสภาพความเป็นจริงของชีวิต ให้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมเจริญงอกงามหนุนกันขึ้นไปสู่ความดีงามที่สมบูรณ์
       เช่น พึงระลึกถึงพุทธพจน์ (สํ.ส. ๑๕/๑๔๖/๔๖) ที่ว่า
       “ชนเหล่าใด ปลูกสวน ปลูกป่า สร้างสะพาน (รวมทั้งจัดเรือข้ามฟาก) จัดบริการน้ำดื่ม และบึงบ่อสระน้ำ ให้ที่พักอาศัย บุญของชนเหล่านั้น ย่อมเจริญงอกงาม ทั้งคืนทั้งวัน ตลอดทุกเวลา, ชนเหล่านั้น ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้เดินทางสวรรค์”,
       คัมภีร์ทั้งหลายกล่าวถึงบุญกรรมที่ชาวบ้านควรร่วมกันทำไว้เป็นอันมาก
       เช่น (ชา.อ. ๑/๒๙๙) การปรับปรุงซ่อมแซมถนนหนทาง สร้างสะพาน ขุดสระน้ำ สร้างศาลาที่พักและที่ประชุม ปลูกสวนปลูกป่า ให้ทาน รักษาศีล ดังตัวอย่างในเรื่องของมฆมาณพ; ดู ดาวดึงส์, มฆะ
       พระพุทธเจ้าตรัสประมวลหลักการทำบุญที่พึงศึกษาไว้ เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ๓ (ขุ.อิติ. ๒๕/๒๓๘/๒๗๐) ซึ่งพระอรรถกถาจารย์ได้แจกแจงให้เห็นตัวอย่างในการขยายความออกไปเป็น บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ (เช่น สงฺคณี. อ.๒๐๘);
       ตรงข้ามกับ บาป, เทียบ กุศล, ดู บุญกิริยาวัตถุ, อุปธิ

แสดงผลการค้น ลำดับที่  69 / 80
บุญกิริยาวัตถุ หลักเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ, เรื่องที่จัดเป็นการทำบุญ, ทางทำความดี,
       หมวด ๓ คือ
           ๑. ทานมัย ทำบุญด้วยการให้
           ๒. สีลมัย ทำบุญด้วยการรักษาศีลและประพฤติดี
           ๓. ภาวนามัย ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา
               (เช่น ที.ปา. ๑๑/๒๒๘/๒๓๐);
       หมวด ๑๐ คือ
           ๑. ทานมัย ๒. สีลมัย ๓. ภาวนามัย
           ๔. อปจายนมัย ด้วยการประพฤติอ่อนน้อม
           ๕. เวยยาวัจจมัย ด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้
           ๖. ปัตติทานมัย ด้วยการให้ส่วนทำความดีแก่ผู้อื่น
           ๗. ปัตตานุโมทนามัย ด้วยความยินดีความดีของผู้อื่น
           ๘. ธัมมัสสวนมัย ด้วยการฟังธรรม
           ๙. ธัมมเทสนามัย ด้วยการสั่งสอนธรรม
           ๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ ด้วยการทำความเห็นให้ถูกตรง (เช่น ที.อ.๓/๒๔๖ = ใหม่ 3/195)
       บุญกิริยาวัตถุที่อรรถกถาจำแนกขยายเป็น ๑๐ นั้น ก็รวมอยู่ในข้อหลัก ๓ อย่างนั่นเอง ดังที่อรรถกถานั้นเองอธิบายไว้ คือ
       ข้อ ๔.-๕. (อปจายนมัย, เวยยาวัจจมัย) จัดเข้าใน ๒. สีลมัย;
       ข้อ ๖.-๗. (ปัตติทานมัย, ปัตตานุโมทนามัย) จัดเข้าใน ๑. ทานมัย;
       ข้อ ๘.-๙. (ธัมมัสสวนมัย, ธัมมเทสนามัย) จัดเข้าใน ๓. ภาวนามัย;
       ข้อ ๑๐. (ทิฏฐุชุกัมม์) เข้าได้ทั้ง ทาน ศีล และ ภาวนา

แสดงผลการค้น ลำดับที่  70 / 80
บุณมี, บูรณมี ดิถีที่พระจันทร์เต็มดวง, วันเพ็ญ, วันขึ้น ๑๕ ค่ำ, วันกลางเดือน;
       ปุณมี หรือ ปูรณมี ก็เขียน (บาลี: ปุณฺณมี; สันสกฤต: ปูรฺณมี)

แสดงผลการค้น ลำดับที่  71 / 80
บุพการ
       1. “อุปการะก่อน”, การช่วยเหลือเกื้อกูลที่ริเริ่มทำขึ้นก่อนเอง โดยมิได้คำนึงถึงเหตุเก่า เช่นว่า เขาเคยทำอะไรให้เราไว้ และมิได้หวังข้างหน้าว่าเขาจะให้อะไรตอบแทนเรา (ในคำว่า บุพการี)
       2. ความเกื้อหนุนช่วยเหลือโดยถือเป็นสำคัญอันดับแรก, การอุปถัมภ์บำรุงเกื้อกูลนับถือรับใช้ที่ทำโดยตั้งใจให้ความสำคัญนำหน้าหรือก่อนอื่น (เช่นในข้อ ๕ แห่งสมบัติของอุบาสก ๕)

แสดงผลการค้น ลำดับที่  72 / 80
บุพนิมิต เครื่องหมายให้รู้ล่วงหน้า, สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก่อนเป็นเครื่องหมายว่า จะมีเรื่องดีหรือร้ายบางอย่างเกิดขึ้น, ลาง; บุรพนิมิตต์ ก็เขียน

แสดงผลการค้น ลำดับที่  73 / 80
บุพนิมิตแห่งมรรค ๗ เครื่องหมายที่บอกล่วงหน้าว่ามรรคจะเกิดขึ้น, ธรรม ๗ ประการ ซึ่งแต่ละอย่างเป็นเครื่องหมายบ่งบอกล่วงหน้าว่า อริยอัฏฐังคิกมรรคจะเกิดขึ้นแก่ผู้นั้น ดุจแสงอรุณเป็นบุพนิมิตของดวงอาทิตย์ที่จะอุทัย, แสงเงินแสงทองของชีวิตที่ดีงาม, รุ่งอรุณของการศึกษา ๗ อย่าง คือ
           ๑. กัลยาณมิตตตา ความมีกัลยาณมิตร
           ๒. สีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล
           ๓. ฉันทสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยฉันทะ
           ๔. อัตตสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยตนที่ฝึกไว้ดี
           ๕. ทิฏฐิสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ (มีหลักความคิดความเชื่อที่ถูกต้อง)
           ๖. อัปปมาทสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท
           ๗. โยนิโสมนสิการสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ

แสดงผลการค้น ลำดับที่  74 / 80
บุพเปตพลี การบำเพ็ญบุญอุทิศแก่ญาติที่ล่วงลับไปก่อน, การทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตาย;
       เขียนเต็มเป็น บุพพเปตพลี หรือ ปุพพเปตพลี;
       ดู ปุพพเปตพลี

แสดงผลการค้น ลำดับที่  75 / 80
บุพเพนิวาส “ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในก่อน”, ภพก่อน, ชาติก่อน, ปุพเพนิวาส ก็เขียน;
       ดู ปุพเพนิวาสานุสติญาณ

แสดงผลการค้น ลำดับที่  76 / 80
บุรพนิมิตต์ ดู บุพนิมิต

แสดงผลการค้น ลำดับที่  77 / 80
บูชา นำดอกไม้ ของหอม อาหาร ทรัพย์สินเงินทอง หรือของมีค่า มามอบให้เพื่อแสดงความซาบซึ้งพระคุณ มองเห็นความดีงาม เคารพนับถือ ชื่นชมเชิดชู หรือนำมาประกอบกิริยาอาการในการแสดงความยอมรับนับถือ ตลอดจนจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อแสดงความเคารพนับถือเช่นนั้น, แสดงความเคารพเทิดทูน, เชิดชูคุณความดี, ยกย่องให้ปรากฏความสำคัญ;
       บูชา มี ๒ (องฺ.ทุก. ๒๐/๔๐๑/๑๑๗) คือ อามิสบูชา (บูชาด้วยอามิส คือด้วยวัตถุสิ่งของ) และ ธรรมบูชา (บูชาด้วยธรรม คือด้วยการปฏิบัติให้บรรลุจุดหมายที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมไว้),
       ในอรรถกถาแห่งมงคลสูตร (ขุทฺทก.อ.๑๑๓; สุตฺต.อ.๒/๘๓) ท่านกล่าวถึงบูชา ๒ อย่าง เป็น อามิสบูชา และปฏิบัติบูชา (บูชาด้วยการปฏิบัติ คือบูชาพระพุทธเจ้าด้วยสรณคมน์ การรับสิกขาบทมารักษาเพื่อให้เป็นผู้มีศีล การถืออุโบสถ และคุณความดีต่างๆ ของตน มีปาริสุทธิศีล ๔ เป็นต้น ตลอดจนการเคารพดูแลมารดาบิดา และบูชาปูชนียบุคคลทั้งหลาย)
       โดยเฉพาะปฏิบัติบูชานั้น ท่านอ้างพุทธพจน์ในมหาปรินิพพานสูตร (ที.ม. ๑๐/๑๒๙/๑๖๐) ที่ตรัสว่า “ดูกรอานนท์ ผู้ใดแล จะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกา ก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามธรรมอยู่ ผู้นั้นชื่อว่าสักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคตด้วยการบูชาอย่างยิ่ง” กล่าวย่อ ปฏิบัติบูชา ได้แก่ ธรรมานุธรรมปฏิบัติ

แสดงผลการค้น ลำดับที่  78 / 80
บูรณะ, บุรณะ ทำให้เต็ม, ซ่อมแซม

แสดงผลการค้น ลำดับที่  79 / 80
เบญจธรรม ธรรม ๕ ประการ,
       ความดี ๕ อย่างที่ควรประพฤติคู่กันไปกับการรักษาเบญจศีลตามลำดับข้อดังนี้
           ๑. เมตตากรุณา
           ๒. สัมมาอาชีวะ
           ๓. กามสังวร (สำรวมในกาม)
           ๔. สัจจะ
           ๕. สติสัมปชัญญะ;
       บางตำราว่าแปลกไปบางข้อคือ
           ๒. ทาน
           ๓. สทารสันโดษ = พอใจเฉพาะภรรยาของตน
           ๕. อัปปมาทะ = ไม่ประมาท;
       เบญจกัลยาณธรรม ก็เรียก

แสดงผลการค้น ลำดับที่  80 / 80
ปกตัตตะ, ปกตัตต์ “ผู้มีตนเป็นปกติ”,
       ภิกษุผู้มีภาวะของตนกล่าวคือศีลเป็นปกติ คือ
           ไม่ต้องอาบัติปาราชิก หรือ
           ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม
       รวมทั้งมิใช่
           ภิกษุผู้กำลังประพฤติวุฏฐานวิธีเพื่อออกจากอาบัติสังฆาทิเสส และ
           ภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงนิคหกรรมอื่นๆ;
       ดู กัมมปัตตะ, กัมมารหะ, ฉันทารหะ


พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
https://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=_&nextseek=1197
https://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=_&nextseek=1197


บันทึก ๒, ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจาก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พิมพ์ครั้งที่ ๑๐ พ.ศ. ๒๕๔๖ บันทึก ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ พิมพ์ครั้งที่ ๓๕ พ.ศ. ๒๕๖๔ หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ [email protected]