ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค
มหาสมัยสูตร

               อรรถกถามหาสมัยสูตร               
               มหาสมัยสูตรขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.
               ต่อไปนี้เป็นการพรรณนาตามลำดับบทในมหาสมัยสูตรนั้น.
               บทว่า ในแคว้นของพวกชาวสักกะ ความว่า ชนบทแม้แห่งเดียวเป็นที่อยู่แห่งพระราชกุมารที่ได้พระนามว่าสักกะ เพราะอาศัยพระอุทานว่า ท่าน! พวกเด็กช่างเก่งแท้ตามนัยแห่งการเกิดขึ้นที่กล่าวไว้ในอัมพัฏฐสูตร ก็เรียกว่า สักกะทั้งหลาย ในชนบทของพวกชาวสักกะนั้น.
               บทว่า ที่ป่าใหญ่ คือ ในป่าใหญ่ที่เกิดเองมิได้ปลูกไว้ ติดต่อเป็นอันเดียวกันกับหิมพานต์.
               บทว่า ล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด คือ ผู้สำเร็จพระอรหัตในวันที่ตรัสพระสูตรนี้เอง.
               ต่อไปนี้เป็นลำดับถ้อยคำ.
               เล่ากันมาว่า ชาวศากยะและโกลิยะช่วยกันกั้นแม่น้ำชื่อโรหิณี ในระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองโกลิยะ ด้วยเขื่อนเดียวเท่านั้นแล้วหว่านกล้า. ต่อมาในต้นเดือนเจ็ด เมื่อกล้ากำลังเหี่ยว พวกคนงานของชาวเมืองทั้งสองก็ประชุมกัน.
               ในที่ประชุมนั้น พวกชาวเมืองโกลิยะพูดว่า น้ำนี้เมื่อถูกทั้งสองฝ่ายนำเอาไป (ใช้) พวกคุณก็จะไม่พอ พวกฉันก็จะไม่พอ แต่กล้าของพวกฉันจะสำเร็จด้วยน้ำ แต่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ขอให้พวกคุณจงให้น้ำแก่พวกฉันเถิดนะ.
               ชาวเมืองกบิลพัสดุ์ก็พูดว่า เมื่อพวกคุณใส่ข้าวจนเต็มยุ้งแล้ว พวกฉันจะเอาทองแดงมณีเขียวและกหาปณะดำ มีมือถือกระบุงและไถ้เป็นต้น เดินไปใกล้ประตูบ้านของพวกคุณก็ไม่ได้ ถึงข้าวกล้าของพวกฉันก็จะสำเร็จด้วยน้ำครั้งเดียวเหมือนกัน ขอให้พวกท่านจงให้น้ำนี้แก่พวกฉันเถิดนะ
               พวกฉันให้ไม่ได้. ถึงพวกฉันก็ให้ไม่ได้.
               เมื่อทะเลาะกันลามปามอย่างนี้แล้ว คนหนึ่งก็ลุกไปตีคนหนึ่ง. แม้คนนั้นก็ตีคนอื่น ต่างทุบตีกันและกันอย่างนี้แล้วก็ทะเลาะกันลามปาม จนเกี่ยวโยงไปถึงชาติของพวกราชตระกูลด้วยประการฉะนี้.
               พวกคนงานฝ่ายโกลิยะพูดว่า พวกแกจงพาเอาพวกชาวกบิลที่ร่วมสังวาสกับพี่น้องสาวของตน เหมือนกับพวกสุนัขและหมาจิ้งจอกเป็นต้นไป ต่อให้ช้าง ม้าและโล่และอาวุธของพวกนั้นก็ทำอะไรพวกข้าไม่ได้.
               พวกคนงานฝ่ายศากยะก็พูดบ้างว่า พวกแกก็จงพาเอาเด็กขี้เรื้อน ซึ่งเป็นพวกอนาถาหาคติมิได้ อยู่ใต้ไม้กระเบาเหมือนพวกดิรัจฉานไปเดี๋ยวนี้ ต่อให้ช้างม้าและโล่และอาวุธของพวกนั้นก็ทำอะไรพวกข้าไม่ได้หรอก.
               ครั้นพวกเหล่านั้นกลับไปแล้วก็แจ้งแก่พวกอำมาตย์ที่เกี่ยวกับงานนั้น. พวกอำมาตย์ก็กราบทูลพวกราชตระกูล จากนั้น พวกเจ้าศากยะก็ว่าพวกเราจะแสดงความเข้มแข็งและกำลังของเหล่าผู้ร่วมสังวาสกับพี่สาวน้องสาว แล้วก็เตรียมยกทัพไป. ฝ่ายพวกเจ้าโกลิยะก็ว่าพวกเราจะแสดงความเข้มแข็งและกำลังของเหล่าผู้อยู่ใต้ต้นกระเบา แล้วก็เตรียมยกทัพไป.
               ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเวลาใกล้รุ่งนั้นเอง เสด็จออกจากมหากรุณาสมาบัติ เมื่อทรงตรวจดูโลกได้ทรงเห็นพวกเหล่านี้กำลังเตรียมยกทัพไปอย่างนี้ ครั้นทรงเห็นแล้วก็ทรงใคร่ครวญอยู่ว่า เมื่อเราไป การทะเลาะนี้จะสงบหรือไม่หนอ ได้ทรงทำการสันนิษฐานว่า เมื่อเราไปที่นั้นแล้วจะแสดงชาดกสามเรื่อง เพื่อระงับการทะเลาะกัน แต่นั้นการทะเลาะกันก็จะสงบ ต่อจากนั้น เพื่อประโยชน์การส่องถึงความพร้อมเพรียงกัน เราจะแสดงอีกสองชาดก แล้วแสดงถึงเรื่องอัตตทัณฑสูตร เมื่อชาวเมืองทั้งสองได้ฟังเทศน์แล้วจะให้เด็กฝ่ายละสองร้อยห้าสิบคน เราจะให้เด็กเหล่านั้นบวช.
               ทีนั้น การประชุมใหญ่ก็จะมี เพราะเหตุนั้น ขณะที่พวกเหล่านี้กำลังเตรียมยกทัพออกไป ไม่ทรงแจ้งใครๆ พระองค์เองนั่นแหละเสด็จถือบาตรจีวร ไปขัดบัลลังก์ประทับนั่ง เปล่งพระรัศมีหกสีที่อากาศระหว่างกองทัพทั้งสอง.
               พอชาวเมืองกบิลพัสดุ์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเข้าเท่านั้น ก็คิดว่า พระศาสดาพระญาติประเสริฐของพวกเราเสด็จมาแล้ว พระองค์ทรงเห็นความที่พวกเรากระทำการทะเลาะกันหรือหนอ แล้วคิดว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้ว พวกเราจะให้ศัสตราถึงสรีระผู้อื่นไม่ได้อย่างเด็ดขาด แล้วก็ทิ้งอาวุธ นั่งไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. แม้พวกชาวเมืองโกลิยะก็คิดเหมือนกันอย่างนั้นแหละ พากันทิ้งอาวุธ นั่งไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
               ทั้งที่ทรงทราบอยู่เทียว พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสถามว่า มหาบพิตร! พวกพระองค์เสด็จมาทำไม. พวกเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า! พวกข้าพระองค์เป็นผู้มาที่นี้ไม่ใช่เพื่อเล่นที่ท่าน้ำ ไม่ใช่เพื่อเล่นที่ภูเขา ไม่ใช่เพื่อเล่นแม่น้ำ ไม่ใช่เพื่อชมเขา แต่มารบกัน.
               มหาบพิตร! เพราะอาศัยอะไร พระองค์จึงทะเลาะกัน. น้ำ พระพุทธเจ้าข้า.
               น้ำมีค่าเท่าไร มหาบพิตร. มีค่าน้อย พระเจ้าข้า.
               ชื่อว่าแผ่นดิน มีค่าเท่าไร มหาบพิตร. หาค่ามิได้ พระเจ้าข้า. ชื่อว่าพวกกษัตริย์มีค่าเท่าไร มหาบพิตร. ชื่อว่าพวกกษัตริย์หาค่ามิได้ พระเจ้าข้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มหาบพิตร! พวกพระองค์อาศัยน้ำที่มีค่าน้อย แล้วมาทำให้พวกกษัตริย์ซึ่งหาค่ามิได้ ฉิบหายเพื่ออะไร
               แล้วตรัสว่า ในการทะเลาะกัน ไม่มีความชื่นใจ มหาบพิตรทั้งหลาย! ด้วยอำนาจการทะเลาะกัน ความเจ็บใจที่รุกขเทวดาตนหนึ่งผู้ทำเวรในที่ที่ไม่น่าเป็นไปได้แล้วผูกไว้กับหมีได้ติดตามไปตลอดกัปทั้งสิ้น แล้วตรัสชาดกเรื่องต้นสะคร้อ.
               ต่อจากนั้น ตรัสอีกว่า มหาบพิตรทั้งหลาย! ไม่พึงเป็นผู้แตกตื่น เพราะฝูงสัตว์สี่เท้าในป่าหิมพานต์ซึ่งกว้างตั้งสามพันโยชน์ แตกตื่นเพราะคำพูดของกระต่ายตัวหนึ่ง ได้แล่นไปจนถึงทะเลหลวง เพราะฉะนั้น ไม่พึงเป็นผู้แตกตื่น แล้วตรัสชาดกเรื่องแผ่นดินถล่ม
               ต่อจากนั้น ตรัสว่า มหาบพิตรทั้งหลาย! บางทีแม้แต่ผู้ที่อ่อนกำลัง ก็ยังเห็นช่องผิดของผู้มีกำลังมากได้ บางทีผู้มีกำลังมาก ก็เห็นช่องพิรุธของผู้อ่อนกำลังได้ จริงอย่างนั้น แม้แต่นางนกมูลไถ ก็ยังฆ่าช้างได้ แล้วตรัสชาดกเรื่องนกมูลไถ.
               เมื่อตรัสชาดกทั้งสามเรื่องเพื่อระงับการทะเลาะกันอย่างนี้แล้ว เพื่อประโยชน์การส่องถึงความพร้อมเพรียงกัน จึงตรัสชาดก (อีก) สองเรื่อง.
               ตรัสอย่างไร ตรัสว่า มหาบพิตรทั้งหลาย! ก็ใครๆ ไม่สามารถเพื่อจะเห็นช่องผิดของพวกผู้พร้อมเพรียงกันได้ แล้วตรัสรุกขธัมมชาดก. จากนั้น ตรัสว่า มหาบพิตรทั้งหลาย ใครๆ ไม่อาจเห็นช่องผิดของเหล่าผู้พร้อมเพรียงกันได้ แต่เมื่อพวกเขาได้ทำการวิวาทกันและกัน เมื่อนั้นลูกพรานก็ฆ่าพวกนั้นถือเอาไป ขึ้นชื่อว่าความชื่นใจ ย่อมไม่มีในการวิวาทกัน แล้วตรัสชาดกเรื่องนกคุ่ม ครั้นตรัสชาดกทั้ง ๕ เรื่องเหล่านี้เสร็จแล้ว สุดท้ายตรัสเรื่องอัตตทัณฑสูตร.
               พระราชาทั้งหลายทรงเลื่อมใส ตรัสว่า หากพระศาสดาจักมิได้เสด็จมา พวกเราก็จะฆ่ากันเองด้วยมือของตนแล้วทำให้แม่น้ำเลือดไหลไป พวกเราจะไม่พึงเห็นลูกและพี่น้องของเราที่ประตูเรือน พวกเราจะไม่ได้มีแม้แต่ผู้สื่อสารโต้ตอบกัน พวกเราได้ชีวิตเพราะอาศัยพระศาสดา
               ก็ถ้าพระศาสดาจะทรงครองเรือน ราชสมบัติในทวีปใหญ่สี่อันมีทวีปน้อยสองพันเป็นบริวาร ก็คงจะได้อยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระองค์ ก็ลูกๆ ของพวกเราตั้งพันกว่าคน ก็จะได้มี และแต่นั้นพระองค์ก็จะมีกษัตริย์เป็นบริวารท่องเที่ยวไป แต่พระองค์มาทรงละสมบัตินั้นแล้ว ทรงออกไปบรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว ถึงบัดนี้ ก็ขอให้จงทรงมีกษัตริย์เป็นบริวารเที่ยวไปนั่นเทียว.
               กษัตริย์ชาวสองพระนครก็ได้ถวายพระกุมารฝ่ายละสองร้อยห้าสิบองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พระกุมารเหล่านั้นทรงผนวชแล้ว ก็เสด็จไปป่าใหญ่ เพราะความที่ท่านเหล่านั้นเคารพอย่างหนัก ความไม่ยินดีจึงได้เกิดแก่พวกท่านผู้ซึ่งมิได้บวชตามความพอใจของตน.
               แม้พวกภรรยาเก่าของท่านเหล่านั้นก็พูดคำเป็นต้นว่า ขอให้พระลูกเจ้าทั้งหลายจงสึกเถิด การครองเรือนจะทรงอยู่ไม่ได้ แล้วก็ส่งข่าวไป. พวกท่านก็ยิ่งกระสันหนักขึ้นอีก.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใคร่ครวญอยู่ก็ทรงทราบความไม่ยินดีของพวกท่านเหล่านั้น ทรงคิดว่า พวกภิกษุเหล่านี้อยู่ร่วมกันกับพระพุทธเจ้าเช่นเรา ยังกระสัน ถ้าไฉน เราจะกล่าวยกย่องสระดุเหว่าแก่พวกเธอ แล้วก็ทรงพาไปที่นั้น ทรงคิดว่า เราจะบรรเทาความไม่ยินดี จึงทรงกล่าวคุณของสระดุเหว่า.
               พวกภิกษุได้เป็นผู้อยากเห็นสระนั้นแล้ว.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอเป็นผู้อยากจะเห็นสระดุเหว่าหรือ. พวกภิกษุกราบทูลว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า. ถ้าอย่างนั้น มา พวกเราไปกัน. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า! พวกข้าพระองค์จะไปสู่ที่สำหรับไปของพวกท่านผู้มีฤทธิ์ได้อย่างไร. พวกเธอเป็นผู้อยากไปสระนั้น เราจะพาไปด้วยอานุภาพของเราเอง. ดีแล้ว พระพุทธเจ้าข้า.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงพาภิกษุ ๕๐๐ รูปเหาะไปในอากาศ ลงที่ใกล้สระดุเหว่า และตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า ภิกษุทั้งหลาย! ที่สระดุเหว่านี้ ใครไม่รู้จักชื่อพวกปลา ก็จงถามเรา. ท่านเหล่านั้นทูลถามแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสบอกสิ่งที่ภิกษุถามแล้วถามอีก. และไม่ใช่แต่ชื่อพวกปลาเท่านั้น ยังให้ถามถึงชื่อของต้นไม้ทั้งหลายในราวป่านั้นด้วย ของสัตว์สองเท้าสี่เท้าและนกในเชิงเขาด้วย แล้วก็ทรงบอก.
               ครั้งนั้น พญานกดุเหว่าจับที่ท่อนไม้ซึ่งนกสองตัวใช้ปากกัดคาบไว้ มีพวกนกล้อมหน้าหลังทั้งสองข้างกำลังมา. เมื่อภิกษุได้เห็นนกนั้น ก็ทูลถามว่า พระเจ้าข้า! นั่นคงจะเป็นพญานกของนกเหล่านี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเข้าใจว่า พวกเหล่านั่นคงจะเป็นบริวารของพญานกนั่น. ภิกษุทั้งหลาย! ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น แม้นี้ก็เป็นวงศ์ของเรา เป็นประเพณีของเรา. พระเจ้าข้า! พวกข้าพระองค์จะดูนกเหล่านี้สักประเดี๋ยวก่อน และก็พวกข้าพระองค์อยากจะฟังข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า แม้นี้ก็เป็นวงศ์ของเรา เป็นประเพณีของเรา. อยากฟังหรือ ภิกษุทั้งหลาย. อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น จงฟัง แล้วก็ตรัสชาดกเรื่องนกดุเหว่า ประดับด้วยคาถาสามร้อย ทรงบรรเทาความไม่ยินดีแล้ว
               เมื่อจบเทศน์แม้ภิกษุเหล่านั้น ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลทุกรูป และแม้แต่ฤทธิ์ของท่านเหล่านั้น ก็มาพร้อมกับมรรคนั่นเอง.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคิดว่า สำหรับภิกษุเหล่านี้เพียงเท่านี้ก่อนเถิด แล้วก็ทรงเหาะไปในอากาศเสด็จไปสู่ป่าใหญ่นั่นแล. แม้ภิกษุเหล่านั้นเวลาไป ไปด้วยอำนาจของพระทศพล แต่เวลามาแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าลงในป่าใหญ่ด้วยอำนาจของตนเอง.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับบนที่นั่งที่ปูไว้แล้ว ตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายจงมานั่งลง เราจะบอกกัมมัฏฐานเพื่อให้พวกเธอละกิเลส ที่ต้องละด้วยสามมรรคเบื้องบน แล้วก็ทรงบอกกัมมัฏฐานให้.
               พวกภิกษุพากันคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พวกเราไม่มีความยินดี จึงทรงพาไปสระดุเหว่า ทรงบรรเทาความไม่ยินดี บัดนี้ได้ทรงประทานกัมมัฏฐานสำหรับมรรคทั้งสามในที่นี้แก่พวกเราซึ่งบรรลุโสดาปัตติผลในที่นั้นแล้ว ก็แล พวกเราไม่ควรให้เสียเวลาด้วยคิดว่า พวกเราเป็นพระโสดาบันแล้ว พวกเราควรเป็นอุดมบุรุษ ท่านเหล่านั้นจึงไหว้พระบาทของพระทศพล แล้วลุกขึ้นสลัดที่นั่ง แยกกันไปนั่งที่เงื้อมและโคนไม้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า ภิกษุเหล่านี้แม้โดยปกติก็ไม่ทิ้งการงาน และก็สำหรับภิกษุที่ได้อุบายจะไม่มีเหตุแห่งการเหน็ดเหนื่อย และเมื่อไปตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุอรหัตต์ ก็จะพากันมาสู่สำนักเรา ด้วยคิดว่า พวกเราจะกราบทูลคุณวิเศษที่แต่ละคนได้เฉพาะแล้ว เมื่อพวกเธอเหล่านั่นมาแล้วพวกเทวดาในหมื่นจักรวาลก็จะประชุมกันในจักรวาลหนึ่ง การประชุมใหญ่ก็จะมี เราควรนั่งในโอกาสที่สงัด.
               ลำดับนั้น ก็รับสั่งให้ปูพุทธอาสน์ในโอกาสที่สงัดแล้วประทับนั่งลง.
               พระเถระที่ไปรับกัมมัฏฐานก่อนเขาหมด สำเร็จพระอรหัตพร้อมทั้งปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้ว. ต่อไปก็อีกรูป ถัดไปก็อีกรูป ดังนี้ ก็เป็นอันว่าภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูป เบิกบานเหมือนปทุมที่บานในสระปทุมฉะนั้น. ภิกษุที่สำเร็จพระอรหัตก่อนเขาหมด คิดว่า เราจะกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงคลายบัลลังก์ สลัดที่นั่งลุกขึ้นบ่ายหน้าไปหาพระทศพล. อีกรูปหนึ่งก็อย่างนั้น อีกรูปหนึ่งก็อย่างนั้น ดังนี้ก็เป็นอันว่า ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปทยอยกันมาเหมือนเข้าสู่โรงอาหาร ฉะนั้น.
               ผู้ที่มาก่อนเขาหมด ไหว้และปูที่นั่งแล้วนั่งในที่ควรส่วนหนึ่ง เป็นผู้อยากจะกราบทูลถึงคุณพิเศษที่ได้โดยเฉพาะ คิดว่า ใครอื่นมีหรือไม่มีหนอ กลับไปมองดูทางมาได้เห็นแม้อีกรูปหนึ่ง ได้เห็นแม้อีกรูปหนึ่ง. ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันว่า ท่านทั้งหมดแม้นั้นก็มานั่งในที่ควรส่วนหนึ่งแล้ว ก็ต่างคิดว่า รูปนี้กำลังละอายจึงไม่บอกแก่รูปนี้ รูปนี้ก็กำลังละอายจึงไม่บอกแก่รูปนี้
               ได้ยินว่า สำหรับพวกผู้สิ้นอาสวะแล้วย่อมมีอาการสองอย่างคือ
               ๑. เกิดความคิดว่า ชาวโลกพร้อมกับเทวดาจะพึงรู้แจ้งแทงตลอดคุณวิเศษที่เราได้เฉพาะแล้ว พลันทีเดียว
               ๒. ไม่ประสงค์จะบอกคุณที่ตนได้แล้วแก่ผู้อื่น เหมือนคนที่ได้ขุมทรัพย์ฉะนั้น.
               ก็เมื่อสักว่าวงของพระอริยเจ้านั้นหยั่งลงแล้ว พระจันทร์เต็มดวง ซึ่งหลุดพ้นจากตัวการที่ทำให้เศร้าหมอง คือหมอก น้ำค้าง ควัน ฝุ่น ราหู จากขอบเขตรอบเขายุคนธรทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยสิริแห่งล้อเงิน ซึ่งกำลังจับขอบกงหมุนไป คล้ายกับวงแว่นส่องแผ่นใหญ่ที่สำเร็จด้วยเงินที่ยกขึ้นในด้านทิศตะวันออก เพื่อทัศนะอันเป็นที่น่ารื่นรมย์ของโลกที่ประดับด้วยพุทธุปบาท ลอยเด่นดำเนินไปสู่ทางลม.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าใหญ่ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ในแคว้นแห่งพวกชาวสักกะกับหมู่ภิกษุจำนวนมาก คือภิกษุมีจำนวน ๕๐๐ รูป ทุกรูปล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ในขณะ คือในลยะ ได้แก่ในครู่หนึ่ง เห็นปานนี้ด้วยประการฉะนี้.
               ในที่ประชุมนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเกิดในวงศ์พระเจ้ามหาสมมต เหล่าภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปนั้นเล่า ก็เกิดในตระกูลพระเจ้ามหาสมมต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเกิดในพระครรภ์กษัตริย์ ท่านเหล่านั้นเล่าก็เกิดในครรภ์กษัตริย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นนักบวชชั้นเจ้า ท่านเหล่านั้นเล่าก็เป็นนักบวชชั้นเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละเศวตฉัตร ทรงสละราชสมบัติจักรพรรดิที่อยู่ในกำพระหัตถ์ ทรงผนวช ท่านเหล่านั้นเล่าก็สละเศวตฉัตร ทิ้งราชสมบัติที่อยู่ในกำมือบวช.
               ดังว่ามานี้ จึงเป็นอันว่า องค์พระผู้มีพระภาคเจ้าเองทรงหมดจด ทรงมีบริวารที่หมดจด ในโอกาสที่หมดจด ในส่วนราตรีที่หมดจด ทรงปราศจากราคะ ทรงมีบริวารที่ปราศจากราคะ ทรงปราศจากโทสะ ทรงมีบริวารที่ปราศจากโทสะ ทรงปราศจากโมหะ ทรงมีบริวารที่ปราศจากโมหะ ทรงไม่มีตัณหา ทรงมีบริวารที่ไม่มีตัณหา ทรงไม่มีกิเลส ทรงมีบริวารที่ไม่มีกิเลส ทรงสงบ ทรงมีบริวารที่สงบ ทรงฝึกแล้ว ทรงมีบริวารที่ฝึกแล้ว ทรงพ้นแล้ว ทรงมีบริวารที่พ้นแล้ว ทรงรุ่งเรืองเกินเปรียบด้วยประการฉะนี้.
               นี่ชื่อว่าเป็นชั้นวรรณะสามารถพูดได้เท่าใด ก็พึงพูดเท่านั้น.
               ดังที่ว่ามานี้ ท่านพระอานนท์หมายเอาภิกษุเหล่านี้จึงกล่าวว่า คือภิกษุมีจำนวน ๕๐๐ รูป ทุกรูปล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ทั้งนั้น.
               บทว่า โดยมาก คือ มากกว่า ประชุมกันแล้ว ที่น้อยยกเว้นเทพไม่มีสัญญา เทพชั้นอรูปาวจร และเทพที่เข้าสมาบัติ ไม่ได้เข้าประชุม.
               ต่อไปนี้ เป็นลำดับการเข้าประชุมในมหาสมัยสูตรนั้น.
               เล่ากันมาว่า เหล่าเทวดาโดยรอบป่าใหญ่เคลื่อนไหวแล้ว ทำเสียงดังว่า มาเถิดผู้เจริญทั้งหลาย ชื่อว่าการเห็นพระพุทธเจ้ามีอุปการะมาก การฟังพระธรรมมีอุปการะมาก การเห็นหมู่ภิกษุมีอุปการะมาก มา มาเถิด พวกเรา แล้วก็พากันมานมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า และเหล่าพระขีณาสพผู้บรรลุพระอรหัต เมื่อครู่นั้น แล้วยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
               โดยอุบายนี้นั่นแหละ พึงทราบว่า ทวยเทพทั้งหลายในแสนจักรวาลมาประชุมกัน เพราะฟังเสียงเทวดาเหล่านั้นๆ โดยลำดับ คือเทวดาผู้อยู่ในจักรวาลทั้งสิ้น ซึ่งอยู่ในสกลชมพูทวีป ปุพพวิเทหทวีป อมรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป ในทวีปน้อยสองพันทวีป คือพวกเทวดาที่อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ซึ่งกว้างประมาณสามพันโยชน์ โดยฟังเสียงเทวดาผู้อาศัยอยู่ในที่กึ่งคาวุต หนึ่งคาวุต กึ่งโยชน์ หนึ่งโยชน์ โดยลำดับต่อกันไป เทวดาในนคร ๑๘๙,๐๐๐ นคร เทวดาอยู่ที่โทณมุข ๙,๙๐๐,๐๐๐ แห่ง เทวดาอยู่ที่ปฏนะ ๙๖ แสนโกฏิ และอาศัยอยู่ที่ทะเล ๕๖ แห่ง มาประชุมกันแล้ว
               แต่นั้น ก็เทวดาในจักรวาลที่สองที่สามเป็นต้น มาประชุมกันด้วยประการฉะนี้.
               ก็หมื่นจักรวาล ท่านหมายเอาว่า ๑๐ โลกธาตุในที่นี้. เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เทวดาจาก ๑๐ โลกธาตุโดยมากเป็นผู้เข้าประชุมแล้ว.
               ห้องจักรวาลทั้งสิ้น จนถึงพรหมโลกเต็มแน่นไปด้วยพวกเทวดาที่เข้าประชุมอย่างนั้น เหมือนกล่องเข็มที่เต็มแน่นไปด้วยเข็มที่ใส่ไปจนหาที่ว่างไม่ได้.
               ในห้องจักรวาลทั้งสิ้นนั้น พึงทราบว่า ที่สูงกว่าเขาได้แก่ห้องจักรวาลของพรหมโลก.
               เล่ากันมาว่า ผู้ยืนในพรหมโลกเอาก้อนหินเท่าเรือนยอดเจ็ดชั้นในโลหปราสาท โยนลงล่างสี่เดือนจึงถึงแผ่นดิน. ในโอกาสใหญ่ขนาดนั้น ได้มีเทวดาจนหาที่ว่างไม่ได้ เหมือนดอกไม้ที่คนยืนข้างล่างโยนไป หรือเหมือนควันไม่ได้ช่องเพื่อขึ้นไปเบื้องบน หรือเหมือนเมล็ดผักกาดที่คนยืนข้างบนโรยไปไม่ได้ช่องเพื่อลงล่างฉะนั้น.
               ก็ที่ประทับนั่งของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่คับแคบ พวกเทวดาและพวกพรหมที่มีศักดิ์ใหญ่ซึ่งมาแล้วๆ ย่อมได้ช่องทุกองค์ เหมือนที่ประทับนั่งของพระเจ้าจักรพรรดิย่อมเป็นที่ไม่คับแคบ พวกกษัตริย์ชั้นผู้ใหญ่ที่เสด็จมาแล้วๆ ก็ยังทรงได้ช่องว่างอยู่นั่นเองฉะนั้น.
               เออก็ยังเล่ากันมาว่า ประเทศขนาดเท่ากับปลายขนทราย ตามนัยที่กล่าวไว้ในมหาปรินิพพานสูตร ในที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้านั่นเอง ก็ยังมีเทวดา ๑๐ องค์บ้าง ๒๐ องค์บ้าง เนรมิตร่างละเอียดยืนอยู่. ข้างหน้าทั้งหมดมีเทวดา ๖๐ๆ องค์ยืนอยู่.
               บทว่า พวกชั้นสุทธาวาส คือชาวสุทธาวาส. พรหมโลก ๕ ชั้นอันเป็นที่อยู่ของพระอนาคามีและพระขีณาสพผู้หมดจดชื่อว่าสุทธาวาส.
               คำว่า ได้มีคำดำริอย่างนี้ คือ ทำไมจึงได้มี.
               ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พวกพรหมเหล่านั้นเข้าสมาบัติแล้วออกตามกำหนด เมื่อมองดูที่อยู่ของพรหมก็ได้เห็นว่าง เหมือนโรงอาหารในเวลาหลังอาหาร แต่นั้นเมื่อใคร่ครวญดูว่า พวกพรหมไปไหน ก็ทราบว่าไปที่ประชุมใหญ่ คิดว่า สมาคมนี้ใหญ่ ฝ่ายพวกเรามามัวชักช้า ก็สำหรับพวกผู้ชักช้าจะหาโอกาสได้ยาก เพราะฉะนั้น เมื่อจะไปพวกเราอย่ามีมือเปล่า แต่งคาถาองค์ละบทแล้วค่อยไป พวกเราจะให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าตนมาในสมาคมเหมือนกันด้วยคาถานั้น และจะกล่าวพระเกียรติคุณของพระทศพลด้วย. ความดำริอย่างนี้จึงได้มี เพราะความที่พรหมเหล่านั้นออกจากสมาบัติแล้วใคร่ครวญด้วยประการฉะนี้.
               บทว่า ปรากฏข้างหน้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ความว่า ท่านทำพรหมเหล่านั้นให้เหมือนหยั่งลงในที่เฉพาะพระพักตร์ ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้านั่นเองกล่าวไว้แล้ว. ในบาลีแต่ในที่นี้ไม่พึงเข้าใจความอย่างนี้เลย.
               ก็พรหมเหล่านั้นแต่งคาถาแต่ยังอยู่ในพรหมโลกเสร็จแล้วองค์หนึ่ง ลงที่ขอบปากจักรวาลด้านตะวันออก องค์หนึ่งลงที่ขอบปากจักรวาลด้านใต้ องค์หนึ่งลงที่ขอบปากจักรวาลด้านตะวันตก องค์หนึ่งลงที่ขอบปากจักรวาลด้านเหนือ.
               ต่อจากนั้น พรหมที่ลงที่ขอบปากจักรวาลด้านตะวันออก ก็เข้ากสิณเขียว แล้วปล่อยรัศมีเขียว เหมือนกำลังสวมหนังแก้วมณีให้เทวดาในหมื่นจักรวาลทราบว่าตนมาแล้ว
               ธรรมดาวิถีของพระพุทธเจ้าไม่มีใครสามารถจะผ่านไปได้ เพราะฉะนั้น จึงมาด้วยวิถีของพระพุทธเจ้าที่กระทบแล้วไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนในที่ควรส่วนหนึ่งแล้วก็ได้กล่าวคาถาที่ตนได้แต่งไว้.
               พรหมที่ลงที่ขอบปากจักรวาลด้านใต้ ก็เข้ากสิณเหลืองปล่อยรัศมีแสงทอง เหมือนกำลังห่มผ้าทอง ประกาศให้เทวดาในหมื่นจักรวาลทราบว่าตนมาแล้ว ได้ยืนอยู่ในนั้นนั่นเอง.
               พรหมที่ลงทางขอบปากจักรวาลด้านตะวันตก เข้ากสิณแดง เปล่งรัศมีแดง เหมือนห่มผ้าขนสัตว์ชั้นดีสีแดง ประกาศให้ทรงทราบว่าตนมาแล้ว แก่เทวดาในหมื่นจักรวาลแล้วได้ยืนอย่างนั้นเหมือนกัน.
               พรหมที่ลงทางขอบปากจักรวาลด้านเหนือ เข้ากสิณขาว เปล่งรัศมีขาวเหมือนนุ่งผ้าดอกมะลิ ประกาศให้ทราบว่าตนมาแล้ว แก่เทวดาในหมื่นจักรวาลได้ยืนอย่างนั้นเหมือนกัน.
               แต่ในบาลี ท่านกล่าวว่า พรหมทั้งหลายเหล่านั้นปรากฏข้างหน้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า ครั้งนั้น เทวดาเหล่านั้นอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ยืนในที่ควรส่วนหนึ่งดังนี้แล้ว ได้กล่าวความปรากฏข้างหน้า และการอภิวาทแล้วยืนในที่ควรส่วนหนึ่ง เหมือนกับในขณะเดียวกันอย่างนั้น. การปรากฏและการยืนได้มีตามลำดับนี้ แต่ท่านกระทำเป็นพร้อมกันแสดงไว้แล้ว.
               ส่วนการกล่าวคาถาในบาลี ท่านแยกกล่าวไว้เป็นแผนกๆ ทีเดียว.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า มหาสมัย แปลว่า การประชุมใหญ่ ป่าชัฏเรียกว่าป่าใหญ่.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า การประชุมใหญ่ คือการเข้าประชุมพร้อมกันครั้งใหญ่มีในวันนี้ที่ชัฏป่านี้ แม้ด้วยบททั้งสอง. แต่นั้น เพื่อแสดงพวกที่เข้าประชุมนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า หมู่เทพมาประชุมกันแล้ว.
               ในบทว่า หมู่เทพนั้น คือ พวกเทวดา.
               บทว่า พวกเราเป็นผู้มาสู่การประชุมธรรมนี้ คือ เมื่อได้เห็นหมู่เทพมาประชุมกันอย่างนี้ แม้พวกเราก็มาสู่การประชุมธรรมนี้.
               เพราะเหตุไร เพราะเหตุ เพื่อเห็นหมู่ที่ไม่มีใครปราบได้นั่นเอง. อธิบายว่า พวกเราได้เป็นผู้มาเพื่อชมหมู่ที่ไม่มีใครปราบได้นี้ ผู้ชื่อว่าพิชิตสงคราม เพราะเป็นผู้ที่ไม่มีใครทำให้พ่ายแพ้ได้แล้ว ย่ำยีมารทั้งสามชนิดได้ในวันนี้นั่นเอง. ก็พรหมนั้น ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว ก็อภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ยืนทางขอบปากจักรวาลด้านตะวันออก. ถัดมาองค์ที่สองก็มากล่าวตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
               ในบทว่า ภิกษุทั้งหลายใน...นั้น นั้นได้แก่ พวกภิกษุในที่ประชุมนั้น.
               บทว่า ตั้งมั่นแล้ว คือประกอบด้วยสมาธิ. บาทคาถาว่า ได้ทำจิตของตนให้ตรงแล้ว ได้แก่ ได้นำความคดโกง และความโค้งออกจนหมด แล้วทำจิตของตนให้ตรง.
               บาทคาถาว่า เหมือนสารถีถือเชือก ความว่า เมื่อพวกม้าสินธพไปอย่างเรียบร้อย สารถีวางปฏักลงแล้วคอยจับเชือกทั้งหมดไว้ ไม่เตือนไม่รั้งตั้งอยู่ฉันใด ภิกษุหมดทั้งห้าร้อยนี้ถึงพร้อมด้วยความวางเฉยมีองค์หก คุ้มทวารได้แล้ว บัณฑิตรักษาอินทรีย์ทั้งหลายไว้ฉันนั้น
               พรหมกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้มาที่นี้เพื่อชมภิกษุเหล่านี้. แล้วพรหมแม้นั้นก็ไปยืนตามตำแหน่งทีเดียว. ถัดมาองค์ที่สามก็มากล่าวตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ตัดตาปูได้แล้ว คือ ตัดตาปูอันได้แก่ราคะโทสะและโมหะ. บทว่า ลิ่มสลัก ก็ได้แก่ลิ่มสลัก คือราคะโทสะและโมหะนั่นเอง. บทว่า เสาเขื่อน ก็ได้แก่เสาเขื่อน คือราคะโทสะและโมหะนั่นเอง. บทว่า ถอนแล้วไม่มี เอชา คือ ภิกษุเหล่าชื่อว่าไม่มีความหวั่นไหว เพราะไม่มีความหวั่นไหว คือตัณหา ถอนแล้ว คือกระชากเสาเขื่อนจนหลุดแล้ว.
               บทว่า ท่านเหล่านั้นเที่ยวไป คือ เที่ยวจาริกไปชนิดที่ไม่กระทบกระทั่งใคร ในสี่ทิศ. บทว่า หมดจด คือไม่มีตัวการที่เข้ามาทำให้จิตใจเศร้าหมอง. บทว่า ปราศจากมลทิน คือไม่มีมลทิน. คำว่า ปราศจากมลทินนี้ ก็เป็นคำสำหรับใช้แทนคำว่า หมดจด นั่นเอง.
               บทว่า มีตา คือ มีดวงตาด้วยดวงตา ๕ ชนิด. บทว่า ฝึกแล้วเป็นอย่างดี คือ ทางตาก็ฝึกแล้ว ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็ฝึกแล้ว.
               บทว่า นาคหนุ่ม คือ นาครุ่นๆ.
               พรหมอธิบายว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์เป็นผู้มาแล้วเพื่อชมนาครุ่น ที่ฝึกแล้วด้วยความเพียรเป็นเครื่องประกอบอันยอดเยี่ยมเห็นปานนี้เหล่านี้. แม้พรหมองค์นั้นก็ได้ไปยืนตามตำแหน่งนั่นแล. ถัดมาองค์ที่สี่ ก็ได้มากล่าวตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นเอง.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถึงแล้ว คือ ถึงแล้วด้วยการถึงสรณะที่ไม่มีความสงสัย.
               แม้พรหมองค์นั้นก็ได้ไปยืนตามตำแหน่งนั่นแล.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อได้ทรงสำรวจดูตั้งแต่พื้นแผ่นดินจนจรดกำหนดขอบปากจักรวาล จากกำหนดขอบปากจักรวาลจนจรดพรหมโลก ทอดพระเนตรเห็นการประชุมของเทวดาแล้ว จึงทรงพระดำริว่า สมาคมเทวดานี้ใหญ่. ฝ่ายพวกภิกษุไม่ทราบว่า สมาคมเทวดานี้ใหญ่อย่างนี้ เอาเถิด เราจะบอกพวกเธอ เมื่อทรงพระดำริอย่างนั้นเสร็จแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสเรียกภิกษุ ด้วยประการฉะนี้.
               พึงขยายให้กว้างทั้งหมด.
               บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า มีเท่านี้เป็นอย่างยิ่ง คือ ชื่อว่ามีเท่านี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเท่านี้เป็นประมาณอย่างยิ่งของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น. แต่เพราะบัดนี้ ไม่มีพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงไม่ตรัสครั้งที่สามว่า ภิกษุทั้งหลาย! แม้พระพุทธเจ้าเหล่านั้นใดในบัดนี้.
               บทว่า ภิกษุทั้งหลาย เราจะบอก ความว่า
               ถามว่า ทำไมจึงตรัส.
               ตอบว่า เพื่อให้ทราบพรั่งพร้อมแห่งจิตของทวยเทพ.
               ได้ยินว่า พวกเทวดาพากันคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงกล่าวชื่อและโคตรแต่ของทวยเทพชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น ของพวกชั้นผู้น้อยจะทรงบอกไปทำไมในสมาคมใหญ่นี้.
               ทีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาว่า เทพเหล่านี้คิดอย่างไร ทรงทราบวาระจิตนั้นของเทวดาเหล่านั้น เหมือนสอดมือเข้าปากแล้วคลำดวงใจ และเหมือนจับโจรได้ทั้งของกลาง จึงทรงดำริว่า เราจะกล่าวถึงชื่อและโคตรของเหล่าเทพแม้ทั้งหมดทั้งชั้นผู้น้อยและชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งต่างมาจากหมื่นจักรวาล.
               ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเป็นผู้ใหญ่ พระพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงเป็นสัตว์พิเศษ ทรงทราบสิ่งที่ชาวโลกรวมทั้งเทวดาได้เห็น ได้ยิน ได้ทราบ ได้รู้แจ้ง ได้ถึง ได้แสวงหา ได้ใช้ใจท่องเที่ยวไปตาม ไม่ว่าสิ่งไรๆ ในที่ใดๆ จะเป็นรูปารมณ์ในรูปารมณ์ที่จำแนกด้วยสามารถรูปมีรูปสีเขียวเป็นต้น หรืออารมณ์มีเสียงเป็นต้น ที่แยกไว้เป็นแผนกๆ ในสัททารมณ์เป็นต้น ที่จำแนกด้วยสามารถเสียงกลองเป็นต้น มีอยู่ซึ่งมาสู่คลองที่หน้าพระญาณของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น.
               สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
               ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่ชาวโลกรวมทั้งเทวดา ฯลฯ รวมทั้งเทวดาและมนุษย์ ได้เห็น ได้ยิน ได้ทราบ ได้รู้แจ้ง ได้ถึง ได้แสวงหา ได้ใช้ใจท่องเที่ยวไปตาม เรารู้สิ่งนั้น เราเห็นสิ่งนั้น เราเข้าใจสิ่งนั้นอย่างแจ่มแจ้ง.๑-
____________________________
๑- องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๔

               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระญาณไม่มีอะไรมาขัดขวางได้ในทุกหนทุกแห่งอย่างนี้ ทรงได้ทำพวกเทวดาแม้ทั้งหมดนั้นเป็นสองพวกด้วยอำนาจภัพและอภัพ คือพวกที่เป็นอภัพสัตว์ที่กล่าวโดยนัยเป็นต้นว่า หรือสัตว์เหล่าใด ถึงพร้อมด้วยทำนบคือกรรม สัตว์พวกนั้นถึงจะอยู่ร่วมวิหารกัน พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไม่ทรงมอง และพวกภัพสัตว์ที่ตรงกันข้ามกับพวกอภัพสัตว์นั้น พวกนั้นต่อให้อยู่ไกลก็เสด็จไปทรงสงเคราะห์.
               เพราะฉะนั้น แม้ในการประชุมของเทพนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละพวกที่อภัพ (ไม่เหมาะไม่สมควรโชคร้าย) แล้วรวบรวมเอาแต่พวกภัพสัตว์ เมื่อรวบรวมเอาเสร็จแล้วก็มาทรงจัดเป็น ๖ พวก ตามอำนาจจริตนั่นเองว่า พวกราคจริตเท่านี้ พวกโทสจริตเป็นต้นเท่านี้.
               ต่อมาก็ทรงใคร่ครวญธรรมเทศนาอันเป็นที่สบายแก่พวกจริตเหล่านั้น ทรงกำหนดเทศนาว่า พวกเทวดาราคจริต เราจักแสดงสัมมาปริพพาชนียสูตร (สูตรว่าด้วยเรื่องที่พึงเว้นโดยชอบ)
               จักแสดงกลหวิวาทสูตร (สูตรเกี่ยวกับเรื่องทะเลาะวิวาท) แก่พวกโทสจริต
               จักแสดงมหาพยูหสูตร (สูตรว่าด้วยพวกใหญ่) แก่พวกโมหจริต
               จักแสดงจูฬพยูหสูตร (สูตรว่าด้วยพวกน้อย) แก่พวกวิตกจริต
               จักแสดงตุวัฏฏกปฏิปทา (ข้อปฏิบัติของนกคุ่ม) แก่พวกสัทธาจริต
               จักแสดงปุราเภทสูตร (สูตรว่าด้วยเรื่องแตกในอนาคต) แก่พวกพุทธิจริต
               แล้วก็ทรงใส่พระทัยถึงบริษัทนั้นอีกว่า บริษัทพึงรู้ด้วยอัธยาศัยของตน ด้วยอัธยาศัยของคนอื่น ด้วยการเกิดเรื่องขึ้น หรือด้วยอำนาจการถามหนอแล
               แต่นั้นก็ทรงทราบว่า บริษัทพึงรู้ด้วยอำนาจการถามแล้ว
               ทรงพระดำริว่า จะมีใครหรือไม่หนอที่เป็นผู้ถือเอาอัธยาศัยของทวยเทพแล้ว สามารถถามปัญหาด้วยอำนาจจริตได้ ได้ทรงเห็นว่า ในพวกภิกษุตั้ง ๕๐๐ รูปนั้นแม้รูปเดียวก็จะไม่สามารถ.
               จากนั้น ทรงรวมเอาพระสาวกผู้ใหญ่ ๘๐ รูปและพระสาวกชั้นเลิศ ๒ รูป ก็ทรงเห็นว่า ถึงท่านเหล่านั้นก็จะไม่อาจ แล้วทรงพระรำพึงว่า ถ้าพึงมีพระปัจเจกพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าจะสามารถหรือไม่หนอ ทรงทราบว่า ถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าก็จะไม่สามารถ ทรงรวมว่า ในบรรดาท้าวสักกะและท้าวสุยามเป็นต้น ใครๆ จะพึงอาจ แม้ถ้าในท่านแม้เหล่านั้น ผู้ไรๆ จะพึงอาจจะให้ถามพระองค์แล้วจะพึงตอบเสียเอง. แต่แม้ในท่านเหล่านั้น ใครๆ ก็ไม่อาจ.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นได้ทรงมีพระดำริอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าอย่างเราเท่านั้นจึงจะพึงอาจ และก็มีพระพุทธเจ้าองค์อื่นในที่ใดบ้างไหม แล้วก็ทรงแผ่พระญาณอันไม่มีที่สิ้นสุดไปในโลกธาตุอันไม่มีที่สิ้นสุด ทรงตรวจดูก็ไม่ได้ทรงเห็นพระพุทธเจ้าองค์อื่น.
               ข้อที่ไม่ทรงเห็นผู้ใดเสมอพระองค์ในบัดนี้นั้นไม่น่าอัศจรรย์เลย แม้ในวันประสูติ เมื่อไม่ทรงเห็นใครเสมอพระองค์ตามนัยที่กล่าวไว้ในอรรถกถาพรหมชาลสูตร พระองค์ก็ได้เปล่งสีหนาทที่ไม่มีใครจะพึงปฏิวัติได้ว่า เราเป็นยอดของโลก ดังนี้.
               เมื่อไม่ทรงเห็นคนอื่นเท่าพระองค์อย่างนี้แล้ว ก็ทรงคิดว่า ถ้าเราพึงถามแล้วตอบเองเสียเลย แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ เทวดาเหล่านี้ก็จะไม่อาจแทงตลอดได้ แต่เมื่อพระพุทธเจ้าองค์อื่นนั่นแลทรงถามและเราตอบ จึงจะเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ และพวกเทวดาก็จะสามารถแทงตลอดได้ด้วยฉะนั้น เราจะสร้างพระพุทธนิรมิต. แล้วทรงเข้าฌานที่มีอภิญญาเป็นบาท ครั้นทรงออกแล้ว ก็ทรงบริกรรมด้วยกามาวจรจิตทั้งหลายว่า ขอให้การถือบาตรและจีวร การเหลียวหน้าและเหลียวหลัง และการคู้เข้าและเหยียดออกจงเหมือนเราทีเดียว แล้วก็ทรงอธิษฐานด้วยรูปาวจรจิต เหมือนทำลายดวงจันทร์ที่กำลังลอยเด่นจากวงในโดยรอบเขายุคนธรทางทิศตะวันออก ให้ออกไปอยู่ฉะนั้น.
               ครั้นหมู่เทพได้เห็นพุทธนิรมิตนั้น ก็พูดว่า ท่าน พระจันทร์ดวงอื่นขึ้นไปแล้วหรือหนอแล. เมื่อพระพุทธที่ทรงนิรมิตละดวงจันทร์แล้วเข้ามาใกล้ ก็พูดว่า ไม่ใช่พระจันทร์ แต่เป็นพระอาทิตย์ขึ้นต่างหาก เมื่อยิ่งใกล้เข้ามาอีก ก็พูดว่า ไม่ใช่พระอาทิตย์ แต่นั่นเป็นวิมานเทวดา. เมื่อยิ่งใกล้เข้ามาอีก ก็พูดว่า ไม่ใช่วิมานเทวดา แต่นั่นเป็นเทพบุตร. เมื่อยิ่งใกล้เข้ามาอีก ก็พูดว่า ไม่ใช่เทพบุตร แต่นั่นเป็นมหาพรหม เมื่อยิ่งใกล้เข้ามาอีก ก็พูดว่า ไม่ใช่เป็นมหาพรหม แต่เป็นพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งเสด็จมา ดังนี้.
               ในที่นั้น พวกเทวดาปุถุชนก็พากันคิดว่าพระพุทธเจ้าองค์เดียว ที่ประชุมเทวดาก็ใหญ่ขนาดนี้แล้ว สองพระองค์จะใหญ่ขนาดไหน (ส่วน) เทวดาอริยะก็พากันคิดว่า ในโลกธาตุเดียว ไม่มีพระพุทธเจ้าสองพระองค์ พระผู้มีพระเจ้าทรงเนรมิตพระพุทธเจ้าองค์อื่นขึ้นมาอีกพระองค์หนึ่งที่เหมือนกับพระองค์ เป็นแน่.
               ขณะที่หมู่เทพกำลังเห็นพระพุทธนิรมิตนั่นเอง พระพุทธนิรมิตก็เสด็จมาถึง ไม่ทรงไหว้พระทศพลเลย ทำให้เท่าๆ กันในที่เฉพาะพระพักตร์แล้ว ก็ประทับนั่งบนพระที่นั่งที่เนรมิตไว้.
               มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ แม้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของพระพุทธนิรมิตก็มี ๓๒ ประการเหมือนกัน. พระรัศมี ๖ สี ออกไปจากพระสรีระแม้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ของพระพุทธนิรมิตก็เหมือนกัน. พระรัศมีจากพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้ากระทบพระกายของพระพุทธนิรมิต พระรัศมีจากพระสรีระของพระพุทธเนรมิตก็กระทบพระกายพระผู้มีพระภาคเจ้า. รัศมีเหล่านั้นพุ่งจากพระสรีระของพระพุทธเจ้าทั้งสองพระองค์ไปจรดชั้นอกนิฏฐพรหม กลับจากนั้นก็ลงในที่สุดของทุกเศียรของเหล่าเทพ แล้วตั้งอยู่ที่ขอบปากจักรวาล.
               ห้องจักรวาลทั้งสิ้นรุ่งเรืองดังเรือนพระเจดีย์ที่มีไม้จันทันโค้งที่แล้วไปด้วยเงินรึงรัดไว้แล้วฉะนั้น. เทวดาในหมื่นจักรวาลรวมเป็นกลุ่มในจักรวาลเดียว เข้าไปตั้งอยู่ในระหว่างห้องรัศมีของพระพุทธเจ้าทั้งสองพระองค์.
               เมื่อพระพุทธเนรมิตกำลังประทับนั่งอยู่นั่นแล ชมเชยการละกิเลสที่โพธิบัลลังก์ของพระทศพล จึงตรัสคาถาว่า
                                   เราขอถามท่านมุนี ผู้มีปัญญามาก ผู้ข้ามแล้ว
                         ถึงฝั่งแล้ว เย็นสนิท มีพระองค์ตั้งมั่น ออกจากเรือน
                         แล้วบรรเทากามทั้งหลาย
                         ภิกษุนั้นพึงท่องเที่ยวไปในโลกโดยชอบอย่างไร.

               พระศาสดา ครั้นทรงคิดว่า เราจะกล่าวถึงชื่อและโคตรของผู้ที่มาแล้วๆ เพื่อให้พวกเทวดาเกิดความเป็นผู้มีจิตพร้อมก่อน จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ภิกษุทั้งหลาย เราจะบอก ดังนี้
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เราจะทำโศลก คือ ถ้อยคำที่ประพันธ์เป็นฉันท์ คือจะให้หมู่คำที่นิยมแล้วด้วยบทอักษรเป็นไป.
               บทว่า ภุมมเทวดาในที่ใดก็อาศัยที่นั้น ความว่า พวกเทวาที่อยู่ตามพื้นดินในที่ใดๆ อาศัยที่นั้นๆ แล้ว.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกชั้นวรรณะแก่ภิกษุเหล่านั้น ด้วยบทเป็นต้นว่า พวกที่อาศัยซอกเขา. อธิบายว่า ภิกษุเหล่าใดอาศัยท้องภูเขา.
               บทว่า ส่งตนไปแล้ว คือ มีตนที่ส่งไปแล้ว. บทว่า ตั้งมั่น คือ ไม่ฟุ้งซ่าน.
               บทว่า มาก คือ ชนมาก.
               บทว่า เหมือนสีหะซ่อนเร้น คือ เข้าถึงความเป็นผู้มีจิตเป็นหนึ่ง เหมือนสีหะหลบซ่อน.
               บทว่า ครอบงำความพองขน คือ ครอบงำขนพอง แล้วตั้งอยู่. มีคำอธิบายว่า ไม่มีความกลัว.
               บทว่า มีใจผุดผ่อง หมดจด คือ เป็นผู้มีจิตขาวผ่อง หมดจด.
               บทว่า ผ่องใส ไม่ขุ่น คือ ผ่องแผ้ว ไม่ขุ่นมัว.
               บทว่า ทรงทราบภิกษุเกิน ๕๐๐ รูป คือ ทรงรู้จักภิกษุเกิน ๕๐๐ รูป รวมทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย.
               บทว่า ที่ป่าใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ คือ ที่ชัฏป่าซึ่งเกิดใกล้กรุงกบิลพัสดุ์.
               บทว่า แต่นั้น พระศาสดาจึงตรัสเรียก คือ ตรัสเรียกในครั้งนั้น.
               บทว่า หมู่สาวกผู้ยินดีในศาสนา คือ ชื่อว่าสาวกเพราะเกิดในที่สุดการฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ ชื่อว่าผู้ยินดีในศาสนาเพราะยินดีในศาสนา คือสิกขาสาม.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำคำทั้งหมดนี้ให้เหมือนคนอื่นกล่าว ตรัสด้วยพระดำรัสว่า เราจะทำโศลก.
               บทว่า หมู่เทพมุ่งหน้ามากันแล้ว ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรู้จักหมู่เทพเหล่านั้นไว้ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อประโยชน์แก่อภินิหารแห่งทิพยจักษุญาณของภิกษุเหล่านั้นว่า พวกเธอจงรู้จักพวกเทพเหล่านั้นด้วยทิพยจักษุ ดังนี้.
               บทว่า ก็ภิกษุเหล่านั้น ฟังพระพุทธศาสน์แล้วได้กระทำความเพียร ความว่า ก็แลภิกษุเหล่านั้นฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นแล้ว ทันใดนั้นเอง ก็ได้กระทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่ทิพยจักษุนั้น. ญาณก็ได้ปรากฏแก่ท่านเหล่านั้นผู้พอได้ลงมือกระทำความเพียรนั่นเองอย่างนั้น.
               เป็นอย่างไร
               คือ ทิพยจักษุญาณอันเป็นเครื่องเห็นพวกอมนุษย์เกิดขึ้นแล้ว. ทิพยจักษุญาณนั้น มิใช่ว่าพวกท่านเหล่านั้นกระทำบริกรรม แล้วให้เกิดขึ้นในขณะนั้น แต่ทิพยจักษุญาณนั้นสำเร็จด้วยมรรคทีเดียว. ก็แลเหตุเพียงอภินิหารแห่งทิพยจักษุญาณเพื่อเห็นอมนุษย์นั้นเท่านั้น ได้กระทำแล้ว. ถึงพระศาสดาก็ทรงหมายเอาข้อนี้เองว่า พวกเธอมีญาณ ถ้าเช่นนั้นพวกเธอจงน้อมญาณไปรู้ แล้วจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรู้จักหมู่เทพเหล่านั้น.
               บทว่า เหล่าภิกษุบางพวกได้เห็น ๑๐๐ ความว่า ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุบางพวกได้เห็นพวกอมนุษย์หนึ่งร้อย. บทว่า หนึ่งพัน และ เจ็ด ความว่า บางพวกเห็นอมนุษย์หนึ่งพัน บางพวกเห็นอมนุษย์เจ็ดหมื่น. บทว่า บางพวกหนึ่งร้อยพัน คือ บางพวกเห็นอมนุษย์หนึ่งแสน. บทว่า บางพวกได้เห็นไม่มีที่สุด ความว่า ได้เห็นอย่างใหญ่. อธิบายว่า ได้เห็นอมนุษย์แม้จะกำหนดด้วยสามารถร้อยและด้วยสามารถพันก็ไม่ได้ เพราะเหตุไร เพราะอมนุษย์ได้แผ่ไปทั่วทิศ คือได้เต็มที่ทีเดียว.
               บทว่า และรู้ยิ่งสิ่งทั้งหมดนั้น คือ ในภิกษุเหล่านั้น สิ่งใดที่แต่ละรูปได้เห็น ก็รู้สิ่งทั้งหมดนั้นด้วย.
               บทว่า ผู้ทรงมีจักษุทรงใคร่ครวญแล้ว คือ พระศาสดาผู้ทรงมีจักษุด้วยจักษุทั้ง ๕ อย่าง ทรงใคร่ครวญโดยประจักษ์ เหมือนผู้ใคร่ครวญดูลายมือฉะนั้น จึงตรัสพระคาถาที่กล่าวมาเมื่อก่อนว่า แต่นั้นจึงตรัสเรียก เพื่อทรงต้องการระบุถึงชื่อและโคตร.
               ในบทนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างนี้ว่า พวกเธอจงรู้จัก คือจงดู ได้แก่จงมองดูพวกอมนุษย์ที่เราจะระบุแก่พวกเธอ.
               บทว่า ด้วยถ้อยคำทั้งหลาย คือ ด้วยคำพูดทั้งหลาย. บทว่า โดยลำดับ คือ ตามลำดับ.
               บทว่า ยักษ์ทั้งหลายเจ็ดพันเป็นพวกเทพอยู่ตามแผ่นดิน อาศัยกรุงกบิลพัสดุ์ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า หมู่ยักษ์ คือพวกเทพอยู่ตามแผ่นดินอาศัยกรุงกบิลพัสดุ์ เกิดในกรุงกบิลพัสดุ์นั้นก่อน.
               บทว่า มีฤทธิ์ คือ ประกอบด้วยฤทธิ์ทิพย์. บทว่า มีความรุ่งเรือง คือ ถึงพร้อมด้วยอานุภาพ. บทว่า มีวรรณะ คือ สมบูรณ์ด้วยผิวพรรณของร่างกาย. บทว่า มียศ คือ สมบูรณ์ด้วยบริวาร.
               บทว่า ยินดีมุ่งหน้ามา คือ มีจิตยินดีมา. บทว่า สู่ป่าเป็นที่ประชุมของภิกษุทั้งหลาย คือ มาเพื่อต้องการดูป่าใหญ่นี้ คือสำนักของพวกภิกษุนี้ ได้แก่เพื่อต้องการดูภิกษุทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง พวกเรียกว่าประชุม. อธิบายว่า มาเพื่อชมพวกภิกษุดังนี้ก็ได้.
               บทว่า พวกยักษ์ชาวเขาเหมวัตหกพัน มีผิวพรรณต่างๆ กัน คือ พวกยักษ์ที่เกิดที่ภูเขาเหมวัตหกพัน พวกยักษ์แม้ทั้งหมดนั้น มีสีต่างๆ กัน ด้วยอำนาจสีเขียวเป็นต้น. บทว่า พวกยักษ์ชาวเขาสาตาคิรีสามพัน คือ พวกยักษ์ที่เกิดที่ภูเขาสาตาคิรี ๓,๐๐๐. บทว่า ยักษ์เหล่านี้หมื่นหกพันด้วยประการฉะนี้ คือ ยักษ์แม้ทั้งหมดนี้ รวมกันเป็นหมื่นหกพัน. บทว่า ชาวเขาวิศวามิตรห้าร้อย คือ พวกยักษ์ที่เกิดที่ภูเขาวิศวามิตร ๕๐๐. บทว่า กุมภีร์ชาวเมืองราชคฤห์ คือ ยักษ์ชื่อกุมภีร์เกิดในกรุงราชคฤห์. บทว่า เขาไพบูลย์เป็นที่อยู่ของยักษ์นั้น อธิบายว่า ภูเขาไพบูลย์ (เวปุลละ) เป็นนิเวศน์ คือที่อยู่ของยักษ์นั้น. บทว่า ยักษ์มากกว่าแสนเข้าเฝ้ายักษ์ชื่อกุมภีร์นั้น คือ ยักษ์เกินแสนเข้าเฝ้ายักษ์ชื่อกุมภีร์นั้น. บทว่า ยักษ์ชื่อกุมภีร์ชาวเมืองราชคฤห์แม้นั้น ก็มาสู่ป่าเป็นที่ประชุมภิกษุทั้งหลาย คือ แม้ยักษ์ชื่อกุมภีร์นั้นพร้อมกับบริวารก็มาสู่ป่านี้ เพื่อชมการประชุมของภิกษุทั้งหลาย.
               บทว่า ก็ท้าวธตรัฏฐ์ทรงปกครองทิศตะวันออก คือทรงปกครองทางทิศปราจีน. บทว่า ทรงเป็นอธิบดีของพวกคนธรรพ์ คือทรงเป็นหัวหน้าของพวกคนธรรพ์ (คนธรรพ์ - นักดนตรี) คนธรรพ์ทั้งหมดนั้นเป็นไปในอำนาจของท้าวธตรัฏฐ์นั้น.
               บทว่า ท้าวเธอทรงเป็นมหาราช ทรงมียศ คือ มหาราชพระองค์นั้นทรงมีบริวารมาก. บทว่า แม้พวกบุตรของท้าวเธอก็มาก มีนามว่าอินทร์ มีกำลังมาก คือพวกลูกๆ ของท้าวธตรัฏฐ์นั้น มีมาก มีกำลังมาก. เธอทั้งหลายทรงชื่อของท้าวสักกะ ผู้เป็นราชาของเทวดา.
               บทว่า ท้าววิรุฬห์ทรงปกครองทิศนั้น คือทิศนั้น ท้าววิรุฬหกทรงอนุศาสน์. บทว่า แม้พวกลูกๆ ของท้าวเธอ คือ ลูกๆ แม้ของท้าวเธอก็เช่นนั้นเหมือนกัน.
               ก็ในบาลีท่านเขียนว่า มหพฺพลา - มีกำลังมาก. ในวาระทั้งหมดในอรรถกถา ปาฐะเป็น มหาพลา - มีกำลังมาก.
               ส่วนคาถาพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยอำนาจรวมเอาหมด อย่างนี้ว่า
                                   ท้าวธตรัฏฐ์ทรงปกครองทิศตะวันออก ทางทิศใต้
                         ท้าววิรุฬหก ทางทิศตะวันตกท้าววิรูปักษ์ ท้าวกุเวรทรง
                         ปกครองทิศเหนือ มหาราชทั้ง ๔ พระองค์นั้น ทรงยังทิศ
                         ทั้ง ๔ โดยรอบให้รุ่งเรืองประทับอยู่ที่ป่าใกล้กรุงกบิลพัสดุ์.

               ในคาถานั้น มีใจความดังต่อไปนี้
               ในหมื่นจักรวาฬ ต่างมีพวกมหาราชทรงพระนามว่า ธตรัฏฐ์. แม้ทั้งหมดนั้นต่างก็ทรงมีคนธรรพ์แสนโกฏิแสนโกฏิเป็นบริวาร ยืนเต็มห้องจักรวาล ตั้งแต่ป่าใหญ่ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ทางทิศตะวันออก. ท้าววิรุฬหกเป็นต้นในทิศใต้เป็นต้นก็อย่างนี้. เพราะเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ทรงยังทิศทั้ง ๔ โดยรอบให้รุ่งเรืองประทับอยู่.
               ก็คำอธิบายมีอย่างนี้ว่า มาจากจักรวาลโดยรอบ ยังทิศทั้ง ๔ ให้รุ่งเรืองอย่างดี ประทับอยู่เหมือนกองไฟบนยอดเขา. ก็ท่านเหล่านั้น ทรงหมายเอาป่าใกล้กรุงกบิลพัสดุ์เท่านั้นแล้วจึงมาเพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถึงพวกท่านว่าเป็นผู้ยังจักรวาลให้เต็มเท่าๆ กันด้วยจักรวาล แล้วประทับที่ป่าใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ ดังนี้.
               บทว่า พวกบ่าวของมหาราชทั้ง ๔ พระองค์นั้น มีมารยา ล่อลวง โอ้อวดก็มา ความว่า มหาราชเหล่านั้นทรงมีทาสที่ประพฤติคดโกง ประกอบด้วยเจ้าเล่ห์ ซึ่งมีการปกปิดความชั่วที่กระทำไว้เป็นลักษณะ เป็นพวก ที่เรียกว่าผู้ล่อลวง เพราะหลอกลวงโลกด้วยการหลอกลวงทั้งต่อหน้าและลับหลัง และพวกที่เรียกว่าผู้โอ้อวด เพราะประกอบด้วยความฉ้อฉลและโอ้อวด แม้พวกเหล่านั้นก็มา.
               บทว่า เป็นเจ้าเล่ห์ คือ กุเฏณฑุ เวเฏณฑุ วิฏุ วิฏุฏะ คือ บ่าวแม้ทั้งหมดนั้น ล้วนแต่เป็นผู้กระทำมารยาทั้งนั้น ก็ในพวกทำมารยานี้โดยชื่อ ก็มี กุเฏณฑุ ๑ วิเฏณฑุ ๑. ส่วนในบาลีท่านเขียนว่า เวเฏณฺฑุ (ต่อไปก็เป็น) วิฏุ ๑ วิฏุฏะ ๑.
               บทว่า กับ คือ แม้วิฏุฏะนั้นก็มากับพวกเหล่านั้นเหมือนกัน. (ถัดไปก็มี) จันทน์ ๑ กามเศรษฐ์ ๑ กินนุฆัณฑุ ๑ นิฆัณฑุ ๑ กินนุฆัณฑะอีกผู้หนึ่ง ๑. แต่ในบาลีเขียนเป็น กินฺนุฆณฺทุ. ชื่อนิฆัณฑุอื่น ก็ชื่อนิฆัณฺฑุด้วย. (=นิฆัณฑุมีสองตน) พวกบ่าวมี (๑๐ ตน) เท่านี้.
               ส่วนพวกอื่นจากนี้ก็ได้แก่เทวราชเหล่านี้ คือ :-
                                   ปนาทะ ๑ โอปมัญญะ ๑ เทวสูตะ ๑ มาตลี ๑
                         จิตตเสนะ ๑ คนธรรพ์ ๑ นโฬราชะ ๑ ชโนสภะ ๑
                         ปัญจสิขะ ๑ ติมพรู ๑ สุริยวัจฉสา ๑ ก็มาแล้ว.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เทวสูตะ คือ เทวสารถี. บทว่า จิตตเสนะ คือ แยกออกเป็นเทวราชได้ ๓ องค์ จิตตะ ๑ เสนะ ๑ จิตตเสนะ ๑. บทว่า คนธรรพ์ ก็ได้แก่ จิตตเสนะ อันเป็นพวกคนธรรพ์นี้. ไม่ใช่แต่จิตตเสนะนี้เท่านั้น ถึงปนาทะเป็นต้นทั้งหมดนี้ ก็เป็นคนธรรพ์ทั้งนั้น. บทว่า นโฬราชะ ได้แก่ เทพองค์หนึ่งชื่อนฬการเทวบุตร.
               บทว่า ชโนสภะ คือ เทวบุตรชื่อชนวสภะ.
               บทว่า และปัญจสิขะก็มาเหมือนกัน คือ ปัญจสิขะเทวบุตรนั่นเทียวก็มา.
               บทว่า ติมพรู คือ คนธรรพเทวราช. บทว่า สุริยวัจฉสา ได้แก่ ลูกสาวของท้าวติมพรูนั่นเอง.
               บทว่า เทพเหล่านี้ และคนธรรพ์ผู้เป็นราชาเหล่าอื่นพร้อมกับเหล่าราชา คือ เทพเหล่านี้ เหล่าพญาคนธรรพ์ที่กล่าวด้วยอำนาจพระนาม และคนธรรพ์จำนวนมากเหล่าอื่นพร้อมกับพระราชาเหล่านั้น.
               บทว่า ยินดีมุ่งหน้ามาสู่ป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุทั้งหลาย มีความว่า มีจิตร่าเริงยินดี มาแล้วสู่ป่านี้ อันเป็นที่ประชุมของภิกษุทั้งหลาย.
               บทว่า อนึ่ง พวกนาคชาวสระนาภสะ และพวกนาคชาวไพศาลีก็มาพร้อมกับตัจฉกะ คือ พวกนาคชาวสระนภสะ และพวกนาคชาวเมืองไพศาลี ก็มาพร้อมกับบริษัทของตัจฉกนาคราช.
               บทว่า กัมพลและอัสดร คือ กัมพล ๑ อัสดร ๑.
               เล่ากันมาว่า นาคเหล่านี้ อยู่ที่เชิงเขาสิเนรุ เป็นนาคชั้นผู้ใหญ่ที่แม้พวกสุบรรณ (ครุฑ) ก็พึงฉุดไป (= นำไป จับไป) ไม่ได้.
               บทว่า และพวกนาคชาวประยาคะ พร้อมกับหมู่ญาติ คือ และพวกนาคที่อยู่ท่าประยาคะ ก็มากับหมู่ญาติ. บทว่า และพวกชาวยมุนาและพวกธตรัฏฐ์ คือ พวกนาคที่อยู่ในแม่น้ำยมุนา และพวกนาคที่เกิดในตระกูลธตรัฏฐ์.
               บทว่า ช้างใหญ่ชื่อเอราวัณ คือ และเอราวัณเป็นเทวบุตร ไม่ใช่เป็นช้างโดยกำเนิด แต่เทวบุตรนั้นถูกเรียกว่าช้าง. บทว่า แม้เขาก็มา คือ แม้เอราวัณเทวบุตรนั้นก็มา.
               บทว่า พวกใดนำนาคราชไปได้รวดเร็ว คือ พวกครุฑเหล่าใด มีความโลภครอบงำแล้วนำ คือจับเอาพวกนาคมีประการที่กล่าวแล้วนี้ไปได้อย่างรวดเร็ว.
               บทว่า เป็นทิพย์ เกิดสองครั้ง มีปีก มีตาหมดจด คือ ชื่อว่าเป็นทิพย์ เพราะมีอานุภาพทิพย์ ชื่อว่าเกิดสองครั้ง เพราะเกิดแล้วสองครั้ง คือจากท้องแม่และจากกะเปาะไข่ ชื่อว่ามีปีก เพราะประกอบด้วยปีก ชื่อว่ามีตาหมดจด เพราะประกอบด้วยตาที่สามารถเห็นหมู่นาคในระหว่างร้อยโยชน์บ้าง พันโยชน์บ้าง.
               บทว่า พวกเหล่านั้น ไปถึงกลางป่าทางเวหา คือ พวกครุฑเหล่านั้นถึงป่าใหญ่นี้โดยทางอากาศนั่นเอง. บทว่า ชื่อของพวกเหล่านั้นว่าจิตระและสุบรรณ คือ ครุฑเหล่านั้นชื่อจิตระและสุบรรณ.
               บทว่า ในครั้งนั้นได้มีการอภัยแก่พวกนาคราช พระพุทธเจ้าทรงทำความปลอดภัยจากสุบรรณ คือ (เพราะเหตุใด) เพราะเหตุนั้น พวกนาคและครุฑทั้งหมดนั้น ทักกันด้วยวาจาที่สุภาพคุยกันเพลิดเพลิน เหมือนเพื่อนและเหมือนญาติ สวมกอดกันจับมือกันวางมือบนจะงอยบ่า มีจิตร่าเริงยินดี.
               บทว่า พวกนาค พวกสุบรรณ ทำพระพุทธเจ้าให้เป็นสรณะ คือ พวกเขาเหล่านั้นถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก.
               พวกที่อยู่ในทะเลหลวงคือพวกอสูร ผู้อาศัยทะเล ซึ่งถูกพระอินทร์ผู้เป็นราชาแห่งเทพ ซึ่งมีพระนามว่าท้าววชิรหัตถ์ (มีวชิราวุธในพระหัตถ์) ปราบเมื่อคราวก่อน เพราะเหตุนางสุชาดาลูกสาวของอสูร แม้เหล่าใด แม้เหล่านั้นทั้งหมด เป็นพี่น้องของท้าววาสวะ (พระอินทร์) พวกเหล่านั้นมีฤทธิ์มียศ.
               บทว่า พวกกาลกัญชามีกายใหญ่พิลึก คือ และพวกอสูรกาลกัญชานิรมิตร่างใหญ่ น่าสะพึงกลัวแล้วก็มา.
               บทว่า พวกอสูรตระกูลทานเวฆัส ได้แก่ พวกอสูรถือธนูเหล่าอื่นชื่อทานเวฆัส.
               บทว่า เวปจิตติ สุจิตติ และปหาราทะกับนมุจี ได้แก่ และพวกอสูรเหล่านี้ คือ อสูรชื่อเวปจิตติ ๑ อสูรชื่อสุจิตติ ๑.#-
               บทว่า กับนมุจี ได้แก่ และมาร ชื่อนมุจิ ผู้เป็นเทวบุตร ก็มาพร้อมกับอสูรเหล่านั้นนั่นแล. อสูรเหล่านี้อยู่ในทะเล แต่นมุจีนี้อยู่ในเทวโลกชั้นปรนิมมิต เหตุไรจึงมาพร้อมกับอสูรเหล่านั้น? เพราะเป็นพวกไม่ถูกใจ เป็นพวกอภัพ. ส่วนนมุจีนี้ก็เช่นกันนั่นแหละ ธาตุถูกกัน เพราะฉะนั้นจึงมา.
____________________________
#- ปหาราทะ หายไป.

               บทว่า และพวกลูกของพลิอสูรหนึ่งร้อย คือ ลูกร้อยหนึ่งของพลีผู้อสูรใหญ่. บทว่า ทุกตนชื่อไพโรจน์ คือทรงชื่อราหูผู้เป็นลุงของตนนั่นเอง. บทว่า ผูกสอดเครื่องเสนาอันมีกำลัง คือ ผูกสอดเครื่องเสนาอันมีกำลังของตนทุกตนกลายเป็นผู้จัดเครื่องสนามเสร็จแล้ว. บทว่า เข้าใกล้ราหุภัทรแล้ว คือ เข้าหาจอมอสูรชื่อราหู.
               บทว่า ท่านผู้เจริญ บัดนี้ เป็นสมัยของท่าน คือ ความเจริญจงมีแก่ท่าน บัดนี้เป็นเวลาประชุม. อธิบายว่า ท่านจงเข้าไปสู่ป่าเป็นที่ประชุมแห่งภิกษุทั้งหลาย เพื่อดูหมู่ภิกษุ.
               บทว่า เหล่าอาโปเทพ เหล่าปฐวีเทพ เหล่าเตโชเทพ และเหล่าวาโยเทพ ก็มาในครั้งนั้น คือ เหล่าเทพที่มีชื่อขึ้นต้นว่า น้ำ เพราะทำบริกรรมในกสิณน้ำเป็นต้นจึงเกิดขึ้นมา ก็มาในครั้งนั้น.
               บทว่า เหล่าวรุณเทพ เหล่าวารุณเทพ และโสมเทพ กับยศเทพ ความว่า พวกเทพที่มีชื่ออย่างนี้ คือ วรุณเทพ วารุณเทพ โสมเทพ ก็มาด้วยกันกับยศเทพ.
               บทว่า พวกเมตตากรุณา คือพวกเทพผู้ทำบริกรรมในฌานที่ประกอบด้วยความรัก และในฌานที่ประกอบด้วยความเอ็นดูแล้วจึงเกิดขึ้น.
               บทว่า เหล่าเทพผู้มียศมาแล้ว คือ แม้พวกเทพเหล่านี้เป็นผู้มียศใหญ่ ได้มาแล้ว.
               บทว่า หมู่เทพสิบหมู่เหล่านี้ ตั้งอยู่โดยส่วนสิบ ทั้งหมดมีผิวพรรณต่างๆ กัน ความว่า พวกเทพสิบหมู่เหล่านั้นตั้งอยู่โดยส่วนสิบ ทั้งหมดมีผิวพรรณต่างๆ กัน ด้วยสามารถแห่งสีเขียวเป็นต้น ก็มาแล้ว.
               บทว่า และเทพชื่อเวณฑู คือ เวณฑุเทพ ๑. บทว่า สหลีด้วย คือ เทพชื่อสหลี ๑. บทว่า เทพชื่ออสมา และยมะทั้งสอง คือ อสมเทพและยมกเทพอีก ๒.
               บทว่า พวกเทพที่อาศัยพระจันทร์ เอาพระจันทร์ไว้ข้างหน้าแล้วก็มา คือ พวกเทพที่อาศัยพระจันทร์ ทำพระจันทร์ไว้ข้างหน้าแล้วก็มา ถึงพวกเทพที่อาศัยพระอาทิตย์ ก็ทำพระอาทิตย์ไว้ข้างหน้าแล้วก็มาเหมือนกัน. บทว่า ทำนักษัตรไว้ข้างหน้า คือ เทวดาทั้งหลายที่อาศัยนักษัตร (ดาวเคราะห์) ทำหมู่นักษัตรไว้ข้างหน้าแล้วก็มา.
               บทว่า มันทวลาหกทั้งหลายก็มา ความว่า เหล่าวาตวลาหก เหล่าอัพภวลาหก เหล่าอุณหวลาหก พวกวลาหกเทพแม้ทั้งหมดนี้ เรียกชื่อว่ามันทวลาหก แม้เหล่ามันทวลาหกนั้นก็มา.
               บทว่า ถึงแม้ท้าวสักกะ วาสวะปุรินททะ ผู้ประเสริฐกว่าพวกวสุ ก็มา คือ วาสวะ คือ พระองค์ใดที่เรียกว่า สักกะและปุรินททะ ผู้ประเสริฐกว่าวสุเทพทั้งหลาย แม้ท้าววาสวะนั้น ก็เสด็จมา.
               บทว่า พวกเทพ ๑๐ เหล่านี้ คือพวกเทพ ๑๐ เหล่านี้ มาแล้วโดยส่วน ๑๐. บทว่า ล้วนแต่มีผิวพรรณแตกต่างกัน คือ มีผิวพรรณต่างๆ กันด้วยสามารถสีเขียวเป็นต้น.
               บทว่า ต่อมา พวกสหภูเทพก็มา คือ ลำดับต่อมา พวกเทวดาชื่อสหภูก็มา.
               บทว่า ชลมคฺคิสิขาริว คือ รุ่งเรืองอยู่ดุจเปลวไฟ. ท่านกล่าวว่า บทว่า รุ่งเรืองดุจเปลวเพลิงนี้ เป็นชื่อของเทพเหล่านั้น ดังนี้ก็มี.
               บทว่า พวกอริฏฐกะ และพวกโรชะ คือ พวกอริฏฐกเทพ และพวกโรชเทพ.
               บทว่า มีรัศมีเหมือนดอกผักตบ คือ พวกเทวดาเหล่านั้น ชื่อว่าพวกเทพดอกผักตบ. เพราะว่า แสงตัวเทวดาเหล่านั้นเหมือนกับดอกผักตบ ฉะนั้น จึงเรียกว่า อุมฺมาปุปฺผนิภาสี - มีรัศมีเหมือนดอกฝักตบ.
               คำว่า วรุณและสหธรรม คือ เทพทั้งสององค์เหล่านี้ด้วย. คำว่า อัจจุตะและอเนชกะ คือ เหล่าอัจจุตเทพและเหล่าอเนชกเทพ. คำว่า สุไลยและรุจิระก็มา คือ พวกเทวดาชื่อสุไลย และพวกเทวดาชื่อรุจิระก็มา. คำว่า วาสวเนสีก็มา คือ พวกเทวดาวาสวเนสี ก็มา. คำว่า หมู่เทพทั้ง ๑๐ เหล่านี้ คือ หมู่เทพทั้ง ๑๐ แม้เหล่านี้มาแล้วโดยส่วนสิบทีเดียว.
               คำว่า สมานะ มหาสมานะ คือ พวกเทพชื่อสมานะและพวกเทพชื่อมหาสมานะ. คำว่า มานุสะ มานุสุตตมะ คือ พวกเทพชื่อมานุสะและพวกเทพชื่อมานุสุตตมะ. คำว่า พวกขิฑฑาปทูสิกะก็มา พวกมโนปทูสิกะก็มา คือ พวกเทพที่มีการเล่น ประทุษร้าย และพวกเทพที่มีใจประทุษร้ายก็มา. คำว่า ถัดไปพวกหริเทพก็มา คือ พวกที่ชื่อหริเทพก็มา. คำว่า และพวกใด ชื่อโลหิตวาสี คือ และเทพพวกโลหิตวาสีก็มา. และเทพสองพวกเหล่านี้ คือพวกที่ชื่อปารคะ และพวกที่ชื่อมหาปารคะก็มา. คำว่า หมู่เทพทั้งสิบเหล่านี้ คือ หมู่เทพทั้งสิบแม้เหล่านี้มาแล้วโดยส่วนสิบเทียว.
               คำว่า พวกเทพชื่อสุกกะ ชื่อกรุมหะ ชื่ออรุณะ ชื่อเวฆนัส ก็มาด้วยกัน คือ พวกเทพทั้งสามมีพวกสุกกะเป็นต้น และเทพพวกเวฆนัส ก็มาพร้อมกับเทพเหล่านั้น. คำว่า พวกเทพผู้หัวหน้าชื่อโอทาตคัยหะ คือ พวกเทพผู้เป็นหัวหน้าชื่อโอทาตคัยหะ ก็มา. คำว่า พวกวิจักขณเทพก็มา คือ พวกเทพชื่อวิจักขณะก็มา. คำว่า พวกสทามัตตะ พวกหารคชะ คือ พวกเทพชื่อสทามัตตะและพวกเทพชื่อหารคชะ. คำว่า และพวกมิสสกะผู้มียศ คือ พวกชื่อมิสสกเทพถึงพร้อมด้วยยศ. คำว่า ปัชชุนคำรามอยู่ก็มา คือ และเทวราชชื่อปัชชุน คำรามอยู่ก็มา. คำว่า ผู้ให้ฝนตกทั่วทิศ คือ ผู้ที่ไปทิศใดๆ ฝนตกในทิศนั้นๆ.
               คำว่า หมู่เทพทั้งสิบเหล่านี้ คือ หมู่เทพทั้งสิบแม้เหล่านี้มาแล้วโดยส่วนสิบเทียว.
               คำว่า พวกเทพชั้นดุสิตผู้มีความเกษมและพวกชั้นยามา ได้แก่ พวกเทพผู้มีความเกษมอยู่ดุสิตบุรี และพวกเทพที่อยู่ในยามาเทวโลก.
               คำว่า และพวกกถกา ผู้มียศ ได้แก่ พวกเทพชื่อกถกะ ผู้สมบูรณ์ด้วยยศด้วย. ส่วนในบาลีเขียนว่า กัฏฐกะ.
               คำว่า ลัมพิตกะ (และ) ลามเสฏฐะ ได้แก่ พวกเทพชื่อลัมพิตกะและพวกเทพชื่อลามเสฏฐะ.
               คำว่า โชตนามและอาสวะ ความว่า มีพวกเทวดาชื่อโชติเทพ โชติช่วงเหมือนกองไฟอ้อที่ก่อบนยอดภูเขา และพวกอาสาเทพก็มา. แต่ในบาลีเขียน โชตินาม ท่านเรียกอาสาเทพว่าอาสวะ ด้วยอำนาจฉันท์. เทวดาชั้นนิมมานรดีก็มา ถัดมาเทวดาชั้นปรนิมมิตาก็มา.
               คำว่า หมู่เทพทั้งสิบเหล่านี้ ได้แก่ หมู่เทพทั้งสิบแม้เหล่านี้มาแล้วโดยส่วนสิบทีเดียว.
               คำว่า หมู่เทพ ๖๐ เหล่านี้ ได้แก่ เทพ ๑๐ หมู่ ๖ ครั้ง เริ่มแต่อาโปเป็นต้นไป ก็เป็นหมู่เทพ ๖๐ หมู่. เทพทั้งหมดมีผิวพรรณแตกต่างกัน ด้วยอำนาจสีเขียวเป็นต้น. คำว่า มาแล้วโดยกำเนิดชื่อ ได้แก่ มาแล้วโดยภาคแห่งชื่อ คือโดยส่วนแห่งชื่อนั่นเทียว. คำว่า และเทพเหล่าอื่นใดที่เช่นกันกับ ได้แก่ และแม้เทพในจักรวาลที่เหลือเหล่าอื่นใดที่เช่นกันกับเทพเหล่านี้ คือเป็นเช่นนั้นเหมือนกันทั้งโดยผิวพรรณ ทั้งโดยชื่อ เทพเหล่านั้นมาแล้วเทียว ดังนี้
               เป็นอันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเทวดาทั้งหมด เหมือนรวบยอดมัดเป็นกลุ่มๆ ด้วยบทเดียวเท่านั้น. ครั้นทรงแสดงหมู่เทวดาในหมื่นโลกธาตุอย่างนี้เสร็จแล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงความต้องการที่เทวดาเหล่านั้นมา จึงตรัสคาถาเป็นต้นว่า มีชาติ (ความเกิด) ที่อยู่แล้ว ดังนี้.
               พึงทราบใจความของคาถานั้น พระอริยสงฆ์ชื่อว่า มีชาติที่อยู่แล้ว เพราะชาติของท่าน ท่านอยู่แล้วปราศไปแล้ว. ท่านผู้มีชาติที่อยู่แล้วนั้น. พวกเราจะดู คือจะเห็นพระอริยสงฆ์ที่ชื่อว่าไม่มีตาปู เพราะตาปูคือ ราคะ โทสะและโมหะ ไม่มี. ชื่อว่า ข้ามโอฆ (ห้วงน้ำ) แล้ว เพราะข้ามโอฆะทั้งสี่ได้แล้ว ตั้งอยู่. ชื่อว่า หาอาสวะมิได้ เพราะไม่มีอาสวะทั้ง ๔ ชื่อว่าผู้ข้ามโอฆะ เพราะข้ามโอฆะเหล่านั้นนั่นเองได้แล้ว. ชื่อว่านาคะ เพราะไม่ทำความชั่ว.
               คำว่า ผู้ล่วงกรรมดำ คือ และพวกเราจะดู คือจะเห็นพระทศพลที่ทรงรุ่งเรืองอยู่ด้วยพระสิริ เหมือนพระจันทร์ที่ล่วงความดำ (คือเมฆเวลาหก) ฉะนั้น.
               เทพเหล่านั้นและเทพเหล่าอื่นใดที่เช่นเดียวกันกับเทพเหล่านั้น แม้ทั้งหมดมาแล้วด้วยการระบุชื่อเพื่อประโยชน์นั้น ด้วยประการฉะนี้.
               บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงถึงพวกพรหม จึงตรัสคำเป็นต้นว่า สุพรหมและปรมัตต (ปรมาตมัน) พรหม ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุพรหม ได้แก่ พรหมประเสริฐองค์หนึ่งและพรหมชื่อปรมัตตะ. บทว่า เป็นบุตรของท่านผู้มีฤทธิ์กับ ได้แก่ อริยพรหมเหล่านี้เป็นบุตรของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าผู้มีฤทธิ์มาด้วยกันทีเดียว.
               บทว่า สนังกุมารและติสสะ ได้แก่ สนังกุมารองค์หนึ่ง ๑ ติสสมหาพรหมองค์ ๑. บทว่า แม้เขาก็มา ได้แก่ แม้ติสสมหาพรหมนั้นก็มา.
               มีพระดำรัสในเรื่องพรหมนี้ว่า
                                   มหาพรหมเข้าถึงพรหมโลกมีความรุ่งเรือง
                         มีร่างใหญ่โต มียศ ปกครองพรหมโลกพันหนึ่ง.

               บทว่า พรหมโลกพันหนึ่ง ได้แก่ พรหมชั้นผู้ใหญ่พันองค์มาแล้ว สามารถทำแสงสว่างในพันจักรวาลด้วยนิ้วพระหัตถ์นิ้วเดียว ในหมื่นจักรวาลด้วยนิ้วพระหัตถ์สิบนิ้ว.
               บทว่า มหาพรหมปกครอง ได้แก่ พรหมชั้นผู้ใหญ่แต่ละองค์ครอบงำพรหมเหล่าอื่นแล้วตั้งอยู่ในที่ใด. บทว่า เข้าถึง ได้แก่ เกิดในพรหมโลก. บทว่า มีความรุ่งเรือง ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยอานุภาพ. บทว่า มีร่างใหญ่โต ได้แก่ มีร่างกายใหญ่มีขนาดร่างกายเท่ากับสองสามเขตหมู่บ้านชาวมคธ. บทว่า มียศ ได้แก่ ประกอบพร้อมด้วยยศกล่าวคือ สิริแห่งอัตภาพ. บทว่า พรหมสิบองค์เป็นอิสระในพรหมพันหนึ่งนั้น มีอำนาจเป็นไปเฉพาะก็มา ได้แก่ มหาพรหมเป็นอิสระสิบองค์เห็นปานนั้น ยังอำนาจให้เป็นไปโดยเฉพาะๆ ก็มา.
               บทว่า และพรหมชื่อหาริตะ อันบริวารแวดล้อมแล้วก็มาในท่ามกลางพรหมเหล่านั้น ความว่า ก็มหาพรหมชื่อหาริตะ มีพรหมแสนองค์เป็นบริวาร ก็มาในท่ามกลางพรหมเหล่านั้น.
               บทว่า และเห็นพวกเทวดาที่มานั้นหมด ทั้งพระอินทร์พร้อมทั้งพระพรหม ความว่า พวกเทวดา แม้ทั้งหมดนั้นทำท้าวสักกเทวราชให้เป็นหัวหน้าแล้วมา และพวกพรหมก็ทำหาริตมหาพรหมให้เป็นหัวหน้าแล้วมา.
               บทว่า กองทัพมารก็มา ความว่า กองทัพมาร ก็เข้ามา.
               บทว่า พวกท่านจงดูความเขลาของกฤษณะ (มารผู้ดำ) ความว่า พวกท่านจงดูความโง่ของมารผู้ดำ พญามารสั่งบริษัทของตนอย่างนี้ว่า พวกท่านจงมาจับผูกไว้.
               บทว่า การผูกด้วยราคะ จงมีแก่พวกท่าน ความว่า เทวมณฑลของท่านทั้งหมดนี้ จงเป็นอันผูกไว้แล้วด้วยราคะ.
               บทว่า พวกท่านจงแวดล้อมไว้โดยรอบ บรรดาพวกท่าน ใครๆ อย่าปล่อยเขาไป ความว่า บรรดาพวกท่าน แม้ผู้หนึ่งอย่าปล่อยไปแม้แต่ผู้เดียวในพวกนี้ ปาฐะว่า มา โว มุญฺจิตฺถ พวกท่านอย่าปล่อยไป ใจความก็อย่างนี้เหมือนกัน.
               บทว่า แม่ทัพใหญ่บังคับกองทัพกฤษณะในที่ประชุมนั้นดังนี้ ความว่า มารผู้เป็นแม่ทัพใหญ่บังคับกองทัพมารในที่ประชุมนั้นอย่างนี้. บทว่า เอามือตบพื้น ความว่า ตบพื้นแผ่นดินด้วยมือ. บทว่า ทำเสียงน่ากลัว ความว่า และทำเสียงที่น่ากลัว เพื่อแสดงเสียงที่น่ากลัวของมาร. บทว่า เหมือนเมฆที่หลั่งฝน คำรามอยู่เป็นไปกับด้วยฟ้าแลบ ความว่า เหมือนเมฆหลั่งน้ำฝน เป็นไปกับด้วยฟ้าแลบขู่คำรามอย่างใหญ่.
               บทว่า ครั้งนั้น มารนั้นกลับไปแล้ว ความว่า สมัยนั้น ครั้นแสดงสิ่งที่น่ากลัวนั้นเสร็จแล้ว มารนั้นก็กลับไป. บทว่า เดือดดาลกับผู้ที่ไม่เป็นไปในอำนาจตน ความว่า เมื่อไม่อาจเพื่อจะให้ใครๆ เป็นไปในอำนาจของตนได้ ก็แสนเดือดดาลพลุ่งพล่านเอากับผู้ที่ไม่อยู่ในอำนาจตัว หมดอยากด้วยอำนาจของตนแล้วก็กลับไป.
               เล่ากันมาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทราบว่า มารนี้เห็นสมาคมนี้ใหญ่ คิดว่าจะทำอันตรายแก่การบรรลุมรรคผลประชุมที่สำคัญ จึงส่งกองทัพมารไปแสดงสิ่งอันน่ากลัวเป็นพักๆ ก็แล ปกติของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็คือ ในที่ใดจะไม่มีการบรรลุมรรคผล ในที่นั้น พระองค์จะไม่ทรงห้ามมารที่แสดงสิ่งอันน่ากลัวของมาร แต่ในที่ใดจะมีการบรรลุมรรคผล ในที่นั้น พระองค์จะทรงอธิษฐานไม่ให้บริษัทเห็นรูป ไม่ให้ยินเสียงมาร ก็เพราะในสมัยนี้จะมีการตรัสรู้มรรคผลใหญ่ ฉะนั้น จึงทรงอธิษฐานโดยประการที่พวกเทวดาจะไม่เห็น จะไม่ยินเสียงของมารนั้น. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ครั้งนั้น มารนั้นแสนเดือดดาลกับผู้ที่ไม่เป็นไปในอำนาจตน ได้กลับไปแล้ว.
               บทว่า พระศาสดาผู้มีดวงตา ทรงพิจารณาและทรงทราบเหตุนั้นทั้งหมดแล้ว ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบและทรงพิจารณาเหตุนั้นทั้งหมดแล้ว.
               บทว่า กองทัพมารเข้ามาแล้ว ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรู้จักพวกเขา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย กองทัพมารเข้ามาแล้ว พวกเธอจงรู้จักพวกเขาตามสมควรแก่ตน พวกเธอจงเข้าผลสมาบัติ.
               บทว่า ได้กระทำความเพียรแล้ว ความว่า ภิกษุเหล่านั้นปรารภความเพียรเพื่อประโยชน์เข้าผลสมาบัติ.
               บทว่า หลีกไปจากท่านปราศจากราคะแล้ว ความว่า มารและผู้เที่ยวไปตามมาร ได้หลีกไปอย่างไกลจากเหล่าพระอริยะผู้ปราศจากราคะแล้วเทียว.
               บทว่า แม้แต่ขนของพวกท่านก็ไม่ไหว ความว่า แม้แต่ขนของท่านผู้ปราศจากราคะเหล่านั้นก็ไม่หวั่นไหว.
               ครั้งนั้น มารปรารภหมู่ภิกษุแล้วได้กล่าวคาถานี้ว่า
                                   เหล่าสาวกของพระองค์ทั้งหมด พิชิตสงครามได้แล้ว
                         ล่วงความกลัวเสียได้แล้ว มียศปรากฏในประชุมชน บันเทิง
                         อยู่กับหมู่พระอริยะผู้เกิดแล้ว.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า บันเทิงอยู่กับภูตทั้งหลาย ความว่า บันเทิง คือบันเทิงทั่วกับหมู่พระอริยะอันเกิดแล้ว (ภูต) คือเกิดพร้อมแล้วในศาสนาของพระทศพล.
               บทว่า ปรากฏในประชุมชน ความว่า ปรากฏโดยวิเศษ คือแจ่มแจ้ง ได้แก่อันเขารู้จักเป็นอย่างยิ่ง.
               ก็เพราะมหาสมัยสูตรนี้เป็นที่รักที่ชอบใจของพวกเทวดา ฉะนั้น ในสถานที่ใหม่เอี่ยม เมื่อจะกล่าวมงคล ก็พึงกล่าวแต่พระสูตรนี้นั่นเทียว.
               ได้ยินว่า พวกเทวดาพากันคิดว่า พวกเราจะฟังพระสูตรนี้แล้ว ก็เงี่ยหูลงฟัง. ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงจบ เทวดาจำนวนหนึ่งแสนโกฏิได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ผู้ที่เป็นพระโสดาบันเป็นต้น ไม่มีการนับ. และเรื่องนี้พึงมี เพราะความที่เป็นที่รักที่ชอบใจของพวกเทวดา.
               มีเรื่องเล่าว่า ที่วัดโกฏิบรรพต มีเทพธิดาองค์หนึ่งอยู่ที่ต้นกากทิง ใกล้ประตูถ้ำกากทิง. ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งท่องพระสูตรนี้ภายในถ้ำ. เทพธิดาได้ฟังในเวลาจบพระสูตร ก็ได้ให้สาธุการด้วยเสียงอันดัง.
               นั่นใคร? ภิกษุหนุ่มถาม.
               ดิฉันเป็นเทพธิดาเจ้าค่ะ เทพธิดาตอบ.
               ทำไมจึงได้ให้สาธุการ ภิกษุหนุ่มถามอีก.
               ท่านเจ้าค่ะ ดิฉันได้ฟังพระสูตรนี้ในวันที่พระทศพลประทับนั่งแสดงที่ป่าใหญ่ วันนี้ได้ฟัง (อีก) ธรรมบทนี้ท่านถือเอาดีแล้ว เพราะไม่ทำให้อักษรแม้ตัวเดียวจากคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงไว้เสียไป เทพธิดาชี้แจง.
               เมื่อพระทศพลกำลังแสดงอยู่ คุณได้ฟังหรือ? ภิกษุถามอีก.
               อย่างนั้น เจ้าค่ะ นางรับรอง.
               เขาว่า เทวดาเข้าประชุมกันมาก แล้วคุณยืนฟังที่ไหน?
               ท่านเจ้าค่ะ ดิฉันเป็นเทวดาชาวป่าใหญ่ ก็เมื่อพวกเทวดาชั้นผู้ใหญ่กำลังพากันมา ไม่ได้ที่ว่างในชมพูทวีปเลยมาสู่ตามพปัณณิทวีปนี้ ยืนริมฝั่งที่ท่าชัมพูโกล ถึงที่ท่านั้นก็ตาม เมื่อพวกเทวดาชั้นผู้ใหญ่กำลังพากันมา ก็ถอยร่นมาโดยลำดับ แช่น้ำทะเลลึกแค่คอ ทางส่วนหลังหมู่บ้านใหญ่ในจังหวัดโรหณะแล้วก็ยืนฟังในที่นั้น นางบรรยายรายละเอียด.
               จากที่ซึ่งคุณยืนมันไกลแล้ว คุณจะเห็นพระศาสดาหรือ เทวดา
               ท่าน! พูดอะไร ดิฉันเข้าใจว่า พระศาสดาทรงแสดงธรรมอยู่ที่ป่าใหญ่ ทรงแลดูดิฉันเสมอๆ รู้สึกกลัว รู้สึกละอาย.
               เขาเล่ามาว่า วันนั้นมีเทวดาแสนโกฏิสำเร็จพระอรหัต แล้วคุณล่ะ ตอนนั้นสำเร็จพระอรหัตหรือ
               ไม่หรอกค่ะ ท่านผู้เจริญ.
               สำเร็จอนาคามิผล กระมัง?
               ไม่หรอกค่ะ ท่านผู้เจริญ.
               เห็นจะสำเร็จสกทาคามิผล กระมัง.
               ไม่หรอกค่ะ ท่านผู้เจริญ.
               เขาว่า พวกเทวดาที่สำเร็จมรรคสามนับไม่ได้ แล้วคุณล่ะ เห็นจะเป็นพระโสดาบันกระมัง?
               ในวันนั้น เทพธิดาสำเร็จโสดาปัตติผล รู้สึกอาย จึงพูดว่า พระคุณเจ้าถามสิ่งไม่น่าถาม (ถามซอกถามแซก).
               ลำดับนั้น ภิกษุนั้นจึงกล่าวกะนางว่า เทวดา! คุณจะแสดงกายให้อาตมาเห็นได้ไหม?
               จะแสดงหมดทั้งตัวไม่ได้หรอกค่ะ ท่านผู้เจริญ! ดิฉันจะแสดงแก่พระคุณเจ้าแค่ข้อนิ้วมือ. ว่าแล้วก็เอานิ้วมือสอดหันหน้าเข้าภายในถ้ำตามรูกุญแจ. นิ้วมือก็เป็นเหมือนเวลาพระจันทร์พระอาทิตย์ขึ้นเป็นพันๆ ดวง
               เทพธิดากล่าวว่า จงอย่าประมาทนะ ท่านเจ้าค่ะ! แล้วไหว้ภิกษุหนุ่มกลับไป.
               สูตรนี้เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลายอย่างนี้ เทวดาทั้งหลายย่อมถือว่าพระสูตรนั้นเป็นของเรา ด้วยประการฉะนี้.
               จบ อรรถกถามหาสมัยสูตรที่ ๗               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาสมัยสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 10 / 1อ่านอรรถกถา 10 / 209อรรถกถา เล่มที่ 10 ข้อ 235อ่านอรรถกถา 10 / 247อ่านอรรถกถา 10 / 301
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=10&A=5540&Z=5726
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com