ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหายมกวรรค
มหาสัจจกสูตร สัจจกนิครนถ์ทูลถามปัญหา

               อรรถกถามหาสัจจกสูตร               
               มหาสัจจกสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ.
               บรรดาบทเหล่านั้น ด้วย ๓ บทว่า เอกํ สมยํ ๑ เตน โข ปน สมเยน ๑ ปุพฺพณฺสมยํ ๑ ท่านกล่าวเป็นสมัยหนึ่ง. ก็เวลาพวกภิกษุทำการปฏิบัติตน ล้างหน้า ถือบาตรและจีวรไหว้พระเจดีย์แล้ว ยืนอยู่ในโรง วิตกว่า เราจักเข้าไปบ้านไหน.
               สมัยเห็นปานนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงผ้าแดง ๒ ชั้น รัดประคต ทรงจีวรบังสุกุลเฉวียงบ่า เสด็จจากพระคันธกุฏี อันหมู่ภิกษุห้อมล้อม ประทับยืนที่มุขพระคันธกุฏี. ท่านหมายเอาข้อนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า เอกํ สมยํ เตน โข ปน สมเยน ปุพฺพณฺหสมยํ ดังนี้.
               บทว่า ปวิสิตุกาโม ได้แก่ ตกลงพระทัยอย่างนี้ว่า เราจักเข้าไปบิณฑบาต.
               บทว่า เตนุปสงฺกมิ ถามว่า สัจจกนิคันถบุตรเข้าไปหาเพราะเหตุไร.
               ตอบว่า โดยอัธยาศัยเพื่อโต้วาทะ.
               ได้ยินว่า นิครนถ์นั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า คราวก่อน เราเพราะไม่ได้เป็นบัณฑิตจึงพาเอาเวสาลีบริษัททั้งสิ้นไปยังสำนักของพระสมณโคดม จึงเป็นผู้เก้อในท่ามกลางบริษัท แต่คราวนี้ เราไม่ทำอย่างนั้นไปผู้เดียว จักโต้วาทะ ถ้าเราจักสามารถให้พระสมณโคดมแพ้ได้ จักแสดงลัทธิของตนแล้วกระทำการชนะ ถ้าพระสมณโคดมจักชนะใครๆ จักไม่รู้ เหมือนฟ้อนรำในที่มืด จึงถือเอาปัญหาคนเปลือยเข้าไปหาโดยอัธยาศัยแห่งวาทะนี้.
               บทว่า อนุกมฺปํ อุปาทาย ความว่า อาศัยความกรุณาแก่สัจจกนิคันถบุตร.
               ได้ยินว่า พระเถระได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งพักสักครู่ เขาจักได้เฝ้าพระพุทธเจ้าและจักได้การฟังธรรม การเฝ้าพระพุทธเจ้าและการฟังธรรมจักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่เขาตลอดกาลนาน เพราะฉะนั้น พระเถระทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พับจีวรบังสุกุลเป็น ๔ ชั้นปูลาด จึงได้กราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงประทับนั่งเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดว่า อานนท์กล่าวเหตุ จึงประทับนั่งบนอาสนะที่จัดถวาย.
               บทว่า ภควนฺตํ เอตทโวจ ความว่า นิครนถ์ห่อปัญหาอันเป็นสาระ ถือเอามาวางเลี่ยงไปข้างๆ. กราบทูลคำเป็นต้นนั้นว่า โภ โคตม.
               บทว่า ผุสนฺติ หิ โภ โคตม ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมถูกต้อง คือย่อมได้ คือประสบทุกขเวทนาอันเกิดในสรีระกาย.
               บทว่า อุรุกฺขมฺโภ ความว่า ความขัดขา. อธิบายว่า ขาแข็งทื่อ แต่ในที่นี้ ด้วยอรรถว่าทำให้งงงวย จึงทำเป็นคำอนาคตว่า ภวิสฺสติ.
               บทว่า กายนฺวยํ โหติ คือ จิตไปตามกาย คือเป็นไปตามอำนาจกาย. ส่วนวิปัสสนาเรียกว่ากายภาวนา คนถึงความฟุ้งซ่านทั้งกายและจิตย่อมไม่มี นิครนถ์กล่าวถึงที่ไม่มี ไม่เป็นเท่านั้นด้วยประการฉะนี้. สมถะเรียกว่าจิตตภาวนา ดังนี้ก็มี ความว่า ความขัดขาเป็นต้นของบุคคลที่ประกอบด้วยสมาธิย่อมไม่มี นิครนถ์กล่าวเฉพาะสิ่งที่ไม่เป็นนี้ ด้วยประการฉะนี้.
               ส่วนในอรรถกถา ท่านกล่าวว่า เมื่อบุคคลกล่าวว่า เรื่องเคยมีมาแล้ว ยังกล่าวคำเป็นต้นว่าชื่อความขัดขาก็จักมีซึ่งเป็นคำอนาคต ไม่ถูกฉันใด ความหมายก็ไม่ถูกฉันนั้น นิครนถ์กล่าวถึงสิ่งที่ไม่มี ไม่เป็น.
               บทว่า โน กายภาวนํ เขากล่าวหมายเอาการปฏิบัติตนให้ลำบากมีการทำความเพียร ๕ ประการเป็นต้น. นี้ชื่อกายภาวนาของสมณพราหมณ์เหล่านั้น.
               ถามว่า ก็นิครนถ์นั้นเห็นอะไร จึงได้กล่าวอย่างนี้.
               ตอบว่า ได้ยินว่า นิครนถ์นั้นมายังที่พักตอนกลางวัน ก็แลสมัยนั้น พวกภิกษุเก็บบาตรและจีวรแล้ว เข้าไปเพื่อหลีกเร้นในที่พักกลางคืนและกลางวันของตนๆ เขาเห็นพวกภิกษุเหล่านั้นหลีกเร้น สำคัญว่า พวกภิกษุเหล่านั้นหมั่นประกอบเพียงจิตตภาวนา แต่กายภาวนาไม่มีแก่ภิกษุเหล่านั้น จึงกล่าวอย่างนี้.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงย้อนถามนิครนถ์นั้น จึงตรัสถามว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ กายภาวนา ท่านฟังมาแล้วอย่างไร. นิครนถ์นั้นเมื่อจะกล่าวกายภาวนานั้นให้พิสดาร จึงทูลคำเป็นต้นว่า คือท่านนันทะผู้วัจฉโคตร.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นนฺโท เป็นชื่อของเขา. บทว่า วจฺโฉ เป็นโคตร. บทว่า กีโส เป็นชื่อ. บทว่า สงฺกิจฺโจ เป็นโคตร. ท่านมักขลิโคสาลมาในหนหลังแล้วแล.
               บทว่า เอเต ได้แก่ ชน ๓ คนเหล่านั้น. ได้ยินว่า ชนเหล่านั้นได้บรรลุที่สุดแห่งตบะอันเศร้าหมอง.
               บทว่า อุฬารานิ คือ โภชนะอันประณีตๆ. บทว่า คาเหนฺติ นาม ชื่อว่า ย่อมให้ร่างกายได้กำลัง. บทว่า พฺรูเหนฺติ คือ ให้เจริญ. บทว่า เมเทนฺติ คือ ทำให้เกิดมันข้น. บทว่า ปุริมํ ปหาย ได้แก่ เลิกการทำความลำบากอย่างก่อน. บทว่า ปุจฺฉา อุปจินนฺติ ความว่า ให้อิ่มหนำคือให้เจริญด้วยของควรเคี้ยวอันประณีตเป็นต้น.
               บทว่า อาจยาปจโย โหติ คือ ความเจริญและความเสื่อมย่อมปรากฏเพียงแต่ความเจริญและความเสื่อม กายนี้ก็มีความเจริญตามกาล ความเสื่อมตามกาล พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงว่า กายภาวนาไม่ปรากฏ ตรัสถามจิตตภาวนา ตรัสถามว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ จิตตภาวนา ท่านฟังมาแล้วอย่างไร.
               บทว่า น สมฺปายาสิ ความว่า ไม่อาจทูลให้สมบูรณ์ได้ เหมือนพาลปุถุชน.
               บทว่า กุโต ปน ตฺวํ ความว่า ท่านผู้ใดไม่รู้ความเจริญของร่างกายที่อ่อนกำลัง เป็นส่วนหยาบอย่างนี้ ท่านผู้นั้นจักรู้จิตตภาวนาอันละเอียดสุขุมได้แต่ที่ไหนเล่า.
               ส่วนในที่นี้ พระโจทนาลยเถระคิดว่า บทนั้นชื่อพระพุทธพจน์ก็หามิได้ วางพัดวีชนีหลีกไป. ต่อมาพระมหาสิวเถระอ้างพระพุทธพจน์นั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเจริญบ้าง ความเสื่อมบ้าง ปฏิสนธิบ้าง จุติบ้างของกายอันเป็นมหาภูต ๔ นี้จักปรากฏ พระเถระฟังคำนั้นแล้วกำหนดว่า ควรกล่าวว่า เมื่อกำหนดกายเป็นส่วนหยาบ วิปัสสนาที่เกิดก็เป็นส่วนหยาบดังนี้.
               บทว่า สุขสาราคี คือ ผู้ประกอบด้วยความยินดีด้วยความสุข.
               บทว่า สุขาย เวทนาย นิโรธา อุปฺปชฺชติ ทุกฺขา เวทนา คือ ย่อมเกิดในลำดับ สำเร็จแล้วในคัมภีร์ปัฏฐาน เพราะทุกขเวทนานั้น เป็นอนันตรปัจจัยแก่สุขและทุกข์ แต่เพราะเมื่อสุขเวทนายังไม่ดับ ทุกขเวทนาก็ไม่เกิด ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในที่นี้.
               บทว่า ปริยาทาย ติฏฺฐติ ความว่า ให้เวทนาสิ้นไป ยึดถือไว้. บทว่า อุภโต ปกฺขํ ความว่า เป็น ๒ ฝ่ายอย่างนี้ คือสุขฝ่ายหนึ่ง ทุกข์ฝ่ายหนึ่ง.
               วินิจฉัยในบทนี้ว่า อุปฺปนฺนาปิ ฯเปฯ จิตฺตสฺส ดังต่อไปนี้.
               กายภาวนาเป็นวิปัสสนา จิตตภาวนาเป็นสมาธิ ส่วนวิปัสสนาเป็นข้าศึกต่อสุข ใกล้ต่อทุกข์. สมาธิเป็นข้าศึกต่อทุกข์ ใกล้ต่อสุข.
               อย่างไร
               จริงอยู่ เมื่อพระโยคาวจรนั่งเริ่มวิปัสสนา เมื่อระยะกาลผ่านไปนาน จิตของท่านย่อมเดือดร้อน ดิ้นรน ย่อมปรากฏเหมือนไฟที่ลุกโพลงในที่นั้น เหงื่อไหลออกจากรักแร้ เหมือนเกลียวความร้อนตั้งขึ้นแต่ศีรษะ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ วิปัสสนาเป็นข้าศึกต่อสุข ใกล้ต่อทุกข์. ก็เมื่อทุกข์ทางกายหรือทางจิตเกิดแล้ว ทุกข์ในขณะสมาบัติของท่านผู้ข่มทุกข์นั้นเข้าสมาบัติ ย่อมปราศจากทุกข์ หยั่งลงสู่สุขไม่น้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ สมาธิจึงเป็นข้าศึกต่อทุกข์ ใกล้ต่อสุข. วิปัสสนาเป็นข้าศึกต่อสุข ใกล้ต่อทุกข์ฉันใด สมาธิหาเป็นฉันนั้นไม่. สมาธิเป็นข้าศึกต่อทุกข์ ใกล้ต่อสุขฉันใด ส่วนวิปัสสนาหาเป็นฉันนั้นไม่.
               เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า อุปฺปนฺนาปิ ฯเปฯ จิตฺตสฺส.
               บทว่า อาสชฺช อุปนีย ได้แก่ เกี่ยวข้องและนำเข้าไปสู่คุณ. บทว่า ตํ วต เม ได้แก่ จิตของเรานั้นหนอ. บทว่า กิญฺหิ โน สิยา อคฺคิเวสฺสน ความว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ อะไรจักไม่มี อะไรจักมี ท่านอย่าสำคัญอย่างนี้ สุขเวทนาก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี ย่อมเกิดแก่เรา แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราจะไม่ให้ครอบงำจิต.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีประสงค์จะทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นที่มาแห่งความเลื่อมใสอย่างสูง เพื่อประกาศเนื้อความนั้นแก่นิครนถ์นั้น จึงทรงปรารภมหาภิเนษกรมณ์ ตั้งแต่ต้นในบทว่า อิธ ฯเปฯ ปธานาย นั้น นี้ทั้งหมดพึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในปาสราสิสูตรหนหลัง.
               ส่วนความต่างกันดังนี้คือ การนั่งบนโพธิบัลลังก์นั้นเป็นการกระทำที่ทำได้ยากในข้อนี้.
               บทว่า อลฺลกฏฐํ คือ ไม้มะเดื่อสด. บทว่า สเสฺนหํ คือ มียางเหมือนน้ำนม. บทว่า กาเมหิ คือ จากวัตถุกาม. บทว่า อวูปกฏฺฐา คือ ไม่หลีกออก.
               กิเลสกาม ในบทเป็นต้นว่า กามฉนฺโท พึงทราบว่า ฉันทะด้วยอำนาจทำความพอใจ. สิเนหะด้วยอำนาจทำความเยื่อใย. มุจฺฉา ด้วยอำนาจทำความสยบ. ปิปาสา ด้วยอำนาจทำความกระหาย. ปริฬาห ด้วยอำนาจการตามเผา.
               บทว่า โอปกฺกมิกา คือ เกิดเพราะความเพียร. บทว่า ญาณาย ทสฺสนาย อนุตฺตราย สมฺโพธาย ทั้งหมดเป็นไวพจน์โลกุตตรมรรค.
               ก็มีอุปมาเปรียบเทียบในข้อนี้ดังนี้
               คือ บุคคลยังมีกิเลสกาม ยังไม่ออกจากวัตถุกาม เหมือนไม้มะเดื่อสดมียาง เปียกชุ่มด้วยกิเลสกาม เหมือนไม้ที่แช่ไว้ในน้ำ การไม่บรรลุโลกุตตรมรรค ด้วยเวทนาอันเกิดเพราะความเพียรของบุคคลที่มีกิเลสกาม ยังไม่ออกจากวัตถุกาม เหมือนสีไม้สีไฟ ไฟก็ไม่เกิด. การไม่บรรลุโลกุตตรมรรคของบุคคลเหล่านั้น เว้นจากเวทนาอันเกิดเพราะความเพียรเหมือนไม่สีไม้สีไฟ ไฟก็ไม่เกิด แม้อุปมาข้อที่ ๒ พึงทราบโดยนัยนี้แล. ส่วนความต่างกันดังนี้คือ ข้อแรกเป็นอุปมาของการบวชพร้อมกับบุตรและภรรยา ข้อหลังเป็นอุปมาของการบวชของพราหมณ์ผู้ทรงธรรม.
               บทว่า โกลาปํ ในอุปมาข้อที่สาม ได้แก่ผักที่ไม่มียาง.
               บทว่า ถเล นิกฺขิตฺตํ คือ ที่เขาวางไว้บนภูเขาหรือบนพื้นดิน ก็มีอุปมาเปรียบเทียบในข้อนี้ดังนี้ คือ ก็บุคคลมีกิเลสกามออกจากวัตถุกาม เหมือนไม้แห้งสนิท ไม่เปียกชุ่มด้วยกิเลสกาม เหมือนไม้ที่เขาวางไว้บนบกห่างจากน้ำ การบรรลุโลกุตตรมรรคด้วยเวทนา แม้เกิดเพราะความเพียรมีการนั่งในกลางแจ้งเป็นต้นของบุคคลมีกิเลสกาม ออกจากวัตถุกาม เหมือนสีไม้สีไฟ ไฟก็เกิด การบรรลุโลกุตตรมรรค ด้วยสุขาปฏิปทา เว้นจากเวทนาอันเกิดเพราะความเพียร เหมือนเกิดไฟด้วยเพียงการสีกับกิ่งต้นไม้อื่น. อุปมานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำมาเพื่อประโยชน์แก่พระองค์. บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงทุกกรกิริยาของพระองค์ จึงตรัสว่า ตสฺส มยฺหํ เป็นต้น.
               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทำทุกกรกิริยาแล้ว ไม่สามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้หรือ ทรงทำก็ตาม ไม่ทำก็ตาม สามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้.
               ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ทรงทำเพราะเหตุไร.
               ตอบว่า เราจักแสดงความพยายามของตนแก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก และคุณคือความย่ำยีด้วยความเพียรนั้น จักให้เรายินดีได้.
               จริงอยู่ กษัตริย์ประทับนั่งบนปราสาท แม้ทรงได้รับราชสมบัติสืบต่อตามพระราชประเพณี ไม่ทรงยินดีอย่างนั้น ราชสมบัติที่พาเอาหมู่พลไปประหารข้าศึก ๒-๓ คน ทำลายข้าศึกได้มา โสมนัสอันมีกำลังย่อมเกิดแก่พระองค์ผู้ได้เสวยสิริราชสมบัติอย่างนั้น ทรงแลดูบริษัท ทรงรำลึกถึงความพยายามของตนแล้ว ทรงดำริอยู่ว่า เราทำกรรมนั้นในที่โน้น แทงอย่างนี้ ประหารอย่างนี้ซึ่งข้าศึกโน้นและโน้น จึงได้เสวยสิริราชสมบัตินี้ฉันใด
               แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงดำริว่า เราจักแสดงความพยายามแก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก ก็ความพยายามนั้นจักให้เรายินดี ให้เกิดโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ทำทุกกรกิริยา. อีกอย่างหนึ่ง แม้เมื่อจะทรงอนุเคราะห์หมู่ชนผู้เกิดในภายหลัง ก็ได้ทรงกระทำเหมือนกัน หมู่ชนผู้เกิดในภายหลังจักสำคัญความเพียรที่ควรทำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงบำเพ็ญพระบารมีตลอด ๔ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป ทรงตั้งความเพียร บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ จะป่วยกล่าวไปใย ถึงพวกเราเล่า เมื่อเป็นอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า หมู่ชนจักกระทำที่สุดแห่งชาติ ชราและมรณะได้ เร็วพลัน เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงอนุเคราะห์หมู่ชนผู้เกิดภายหลัง จึงได้ทรงกระทำเหมือนกัน.
               บทว่า ทนฺเตหิ ทนฺตมาธาย ได้แก่ กดพระทนต์บนด้วยพระทนต์ล่าง.
               บทว่า เจตสา จิตฺตํ ได้แก่ ข่มอกุศลจิต ด้วยกุศลจิต.
               บทว่า อภินิคฺคณฺเหยฺยํ คือ พึงข่ม.
               บทว่า อภินิปฺปีเฬยฺยํ คือ พึงบีบคั้น.
               บทว่า อภินิสนฺตาเปยฺยํ ความว่า พึงทำให้เดือดร้อนแล้วทำลาย ย่ำยีด้วยความเพียร.
               บทว่า สารทฺโธ คือ มีกายกระวนกระวาย.
               บทว่า ปธานาภิตุนฺนสฺส ความว่า มีสติอันความเพียรเสียดแทงคือแทงแล้ว.
               บทว่า อปฺปาณกํ คือ ไม่มีลมหายใจ.
               บทว่า กมฺมารคคฺคริยา ได้แก่ กระบอกสูบช่างทอง.
               บทว่า สีสเวทนา โหนฺติ ความว่า เวทนาเกิดแต่ศีรษะมีกำลังถูกลมอู้ออกไปจากไหนไม่ได้.
               บทว่า สีสเปฬํ ทเทยฺย ได้แก่ พึงรัดที่ศีรษะ.
               บทว่า เทวตา ความว่า เทวดาสถิตอยู่ในที่สุดจงกรมของพระโพธิสัตว์ และใกล้บริเวณบรรณศาลา.
               ได้ยินว่า ในกาลนั้น เมื่อความเร่าร้อนในพระวรกายอันมีประมาณยิ่งของพระโพธิสัตว์เกิดขึ้น หมดสติ พระองค์ประทับนั่งล้มบนที่จงกรม. เทวดาเห็นพระโพธิสัตว์นั้น จึงกล่าวว่า พระโพธิสัตว์สิ้นพระชนม์เสียแล้ว พวกเทวดาเหล่านั้นจึงไปกราบทูลต่อพระเจ้าสุทโธทนมหาราชว่า พระราชโอรสของพระองค์สิ้นพระชนม์เสียแล้ว.
               พระเจ้าสุทโธทนมหาราชตรัสว่า บุตรของเราเป็นพระพุทธเจ้า จึงทำกาละ ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าจะไม่ทำกาล.
               เทวดา. จะเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ ล้มไปอยู่บนพื้นที่ทำความเพียรสิ้นพระชนม์ชีพเสียแล้ว.
               พระเจ้าสุทโธทนมหาราช. เราไม่เชื่อ การสิ้นพระชนม์จะไม่มีแก่โอรสของเรา เพราะยังไม่บรรลุโพธิญาณ.
               ในเวลาต่อมา เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยังธรรมจักรให้เป็นไปเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์โดยลำดับ เสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์ พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงรับบาตรนำเสด็จขึ้นสู่ปราสาท ถวายข้าวต้มและของขบเคี้ยวทูลเรื่องนั้น ในเวลาระหว่างภัตรว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในเวลาพระองค์ทรงทำความเพียร เทวดามาบอกว่า ดูก่อนมหาราช โอรสของพระองค์สิ้นพระชนม์เสียแล้ว.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์ทรงเชื่อหรือ.
               พระเจ้าสุทโธทนมหาราช. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ไม่เชื่อ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร บัดนี้พระองค์ทรงเห็นอัศจรรย์ตั้งแต่ถือพระสุบิน ยังจักเชื่อหรือ แม้อาตมาเป็นพระพุทธเจ้า แม้มหาบพิตรก็ทรงเป็นพระพุทธบิดา
               ส่วนในกาลก่อน เมื่อญาณของอาตมายังไม่แก่กล้า บำเพ็ญโพธิจริยาอยู่ ไปแล้วเพื่อศึกษาศิลปะ แม้ในเวลาเป็นธรรมปาลกุมาร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมหาธรรมปาลชาดก เพราะความอุบัติขึ้นแห่งเรื่องนี้ว่า ชนทั้งหลายนำกระดูกแพะมาแสดงว่า ธรรมปาลกุมารบุตรของท่านทำกาละแล้ว นี้กระดูกของเขาดังนี้. ดูก่อนมหาบพิตร แม้ในกาลนั้น พระองค์ได้ตรัสว่า ชื่อว่าความตายในระหว่างของบุตรเราย่อมไม่มี เราไม่เชื่อดังนี้.
               บทว่า มา โข ตฺวํ มาริส ได้แก่ พวกเทวดาผู้รักใคร่มากราบทูล. ได้ยินว่า โวหารน่ารัก น่าชอบใจของพวกเทวดา คือมาริส.
               บทว่า อชชฺชิตํ คือ ไม่ใช่โภชนะ.
               บทว่า หลนฺติ วทามิ คือ เรากล่าวว่า พอละ. อธิบายว่า เราห้ามอย่างนี้ว่า ท่านอย่าทำอย่างนี้ด้วยบทนี้ เราจักยังอัตตภาพให้เป็นไปได้.
               บทว่า องฺคุรจฺฉวี คือ มีพระฉวีพร้อย.
               บทว่า เอตาวปรมํ ความว่า ประมาณนั้นเป็นอย่างยิ่ง คือสูงสุดแห่งเวทนาเหล่านั้น.
               บทว่า ปิตุสกฺกสฺส กมฺมนฺเต ฯเปฯ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรตา ความว่า
               ได้ยินว่า ในวันนั้น ชื่อว่าเป็นวันวัปปมงคลของพระราชา พระราชาทั้งหลายจัดของควรเคี้ยวของกินเป็นอเนกประการ ล้างถนนพระนครให้สะอาดตั้งหม้อเต็มด้วยน้ำ ให้ยกธงแผ่นผ้าเป็นต้นขึ้น ประดับไปทั่วพระนคร เหมือนเทพวิมาน ทาสและกรรมกรเป็นต้นทั้งปวงนุ่งห่มผ้าใหม่ ประดับด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ประชุมกันในราชตระกูล ในราชพิธีเขาประกอบคันไถพันหนึ่ง แต่ในวันนั้นราชบุรุษประกอบคันไถ ๘๐๐ หย่อนหนึ่ง คันไถทั้งหมดพร้อมทั้งเชือกผูกโคหนุ่มหุ้มด้วยเงิน เหมือนรถของชานุโสณิพราหมณ์คันไถของพระราชามีพู่ห้อยย้อยหุ้มด้วยทองสุกปลั่ง เขาของโคหนุ่มก็ดี เชือกและปฏักก็ดีหุ้มด้วยทองคำ.
               พระราชาเสด็จออกไปด้วยบริวารใหญ่ รับเอาโอรสไปด้วย ในที่ประกอบพระราชพิธีแรกนาขวัญ ได้มีต้นหว้าต้นหนึ่งมีใบหนาทึบ มีร่มเงาร่มรื่นภายใต้ต้นหว้านั้น พระราชารับสั่งให้ปูที่บรรทมของกุมาร ข้างบนคาดเพดานขจิตด้วยดาวทอง ล้อมด้วยกำแพงม่านตั้งอารักขา ทรงเครื่องสรรพาลังการ แวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ เสด็จไปสู่พระราชพิธีแรกนาขวัญ.
               ณ ที่นั้น พระราชาทรงถือคันไถทอง พวกอำมาตย์ถือคันไถเงิน ๘๐๐ หย่อนหนึ่ง ชาวนาถือคันไถที่เหลือ. เขาเหล่านั้นถือคันไถเหล่านั้นไถไปทางโน้นทางนี้. ส่วนพระราชาเสด็จจากข้างนี้ไปข้างโน้น หรือจากข้างโน้นมาสู่ข้างนี้. ในที่นี้เป็นมหาสมบัติ พระพี่เลี้ยงนั่งล้อมพระโพธิสัตว์คิดว่า เราจักเห็นสมบัติของพระราชา จึงพากันออกไปนอกม่าน.
               พระโพธิสัตว์ทรงแลดูข้างโน้นข้างนี้ ไม่เห็นใครๆ จึงรีบลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ กำหนดลมหายใจเข้าออก ยังปฐมฌานให้เกิด. พระพี่เลี้ยงมัวเที่ยวไปในระหว่างโรงอาหารช้าไปหน่อยหนึ่ง เงาของต้นไม้อื่นก็คล้อยไป แต่เงาของต้นไม้นั้นยังตั้งเป็นปริมณฑลอยู่. พระพี่เลี้ยงคิดว่า พระราชบุตรอยู่ลำพังพระองค์เดียว รีบยกม่านขึ้นเข้าไปภายในเห็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่งขัดสมาธิบนที่บรรทม และเห็นปาฏิหาริย์นั้นแล้ว จึงไปกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ พระกุมารประทับอย่างนี้ เงาของต้นไม้อื่นคล้อยไป เงาต้นหว้าเป็นปริมณฑลอยู่.
               พระราชาเสด็จไปโดยเร็ว ทรงเห็นปาฏิหาริย์ ทรงไหว้พระโอรสด้วยพระดำรัสว่า นี้เป็นการไหว้ลูกเป็นครั้งที่สอง.
               บทว่า ปิตุ สกฺกสฺส กมฺมนฺเต ฯเปฯ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรตา นี้ ท่านกล่าวหมายเอาคำนี้.
               บทว่า สิยา นุ โข เอโส มคฺโค โพธาย ความว่า อานาปานสติปฐมฌานนี้ จะพึงเป็นทางเพื่อประโยชน์การตรัสรู้หนอ.
               บทว่า สตานุสาริวิญญาณํ ความว่า วิญญาณที่เกิดขึ้นในลำดับแห่งสติที่เกิด ๑-๒ ครั้งอย่างนี้ว่า การทำสิ่งที่ทำได้ยากนี้ จักไม่เป็นทางเพื่อการตรัสรู้ แต่อานาปานสติปฐมฌานจักเป็นแน่ ชื่อว่าสตานุสาริวิญญาณ.
               บทว่า ยํ ตํ สุขํ ได้แก่ ความสุขในอานาปานสติปฐมฌาน. บทว่า ปจฺจุปฏฺฐิตา โหนฺติ ความว่า บำรุงด้วยการทำวัตรมีการกวาดบริเวณบรรณศาลาเป็นต้น. บทว่า พาหุลฺลิโก คือ มักมากในปัจจัย. บทว่า อาวฏฺโฏ พาหุลฺลา ความว่า เป็นผู้ติดในรส เวียนมาเพื่อต้องการอาหารที่ประณีตเป็นต้น.
               บทว่า นิพฺพิชฺช ปกฺกมึสุ พวกปัญจวัคคีย์เบื่อหน่าย หลีกไปโดยธรรมนิยาม.
               อธิบายว่า ไปตามธรรมดาเพื่อให้โอกาสแก่พระโพธิสัตว์ได้กายวิเวกในกาลบรรลุพระสัมโพธิญาณ และเมื่อไปก็ไม่ไปที่อื่น ได้ไปเมืองพาราณสีนั้นเอง. เมื่อปัญวัคคีย์ไปแล้ว พระโพธิสัตว์ได้กายวิเวก ตลอดกึ่งเดือน ประทับนั่งอปราชิตบัลลังก์ ณ โพธิมณฑล ทรงแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณแล้ว.
               บทมีคำเป็นต้นว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในภยเภรวสูตร.
               บทว่า อภิชานามิ โข ปนาหํ คือ นี้เป็นอนุสนธิแผนกหนึ่ง.
               ได้ยินว่า นิครนถ์คิดว่า เราทูลถามปัญหาข้อหนึ่งกะสมณโคดม พระสมณโคดมตรัสว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เทวดาแม้อื่นอีกถามเรา ดูก่อนอัคคิเวสนะ เทวดาแม้อื่นอีกถามเรา เมื่อไม่ทรงเห็นที่สุด ตรัสอย่างนั้น พระองค์มีความกริ้วหรือ.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อัคคิเวสสนะ เมื่อตถาคตแสดงธรรมอยู่ใบริษัทหลายร้อย แม้คนหนึ่งที่จะกล่าวว่า พระสมณโคดมกริ้วแล้ว มิได้มี.
               อนึ่ง ตถาคตแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น เพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้ เพื่อประโยชน์แก่การแทงตลอด เมื่อจะทรงแสดงธรรมจึงเริ่มพระธรรมเทศนานี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อารพฺภ คือ หมายเอา.
               บทว่า ยาวเทว คือ เป็นคำกำหนดวิธีใช้. มีอธิบายว่า การยังบุคคลเหล่าอื่นให้รู้นั่นแหละ เป็นการประกอบพระธรรมเทศนาของพระตถาคต เพราะฉะนั้น พระตถาคตจึงมิได้แสดงธรรมแก่บุคคลผู้เดียว ทรงแสดงธรรมแก่บุคคลผู้รู้ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงด้วยบทว่า ตสฺมึ เยว ปุริมสฺมึ นี้ ไว้อย่างไร
               ได้ยินว่า สัจจกนิครนถ์คิดว่า พระสมณโคดมมีพระรูปงาม น่ารัก พระทนต์เรียบสนิท พระชิวหาอ่อน การสนทนาก็ไพเราะ เห็นจะเที่ยวยังบริษัทให้ยินดี. ส่วนเอกัคตาจิตของพระสมณโคดมนั้น ไม่มีแก่พระองค์.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนี้ เพื่อทรงแสดงว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ พระตถาคตเที่ยวยังบริษัทให้ยินดี พระตถาคตทรงแสดงธรรมแก่บริษัททั่วจักรวาฬ พระตถาคตมีพระทัยไม่หดหู่ ไม่แปดเปื้อน ประกอบเนืองๆ ซึ่งผลสมาบัติเป็นสุญญตะ ซึ่งเป็นธรรมเครื่องอยู่อย่างหนึ่ง ประมาณเท่านี้ดังนี้.
               บทว่า อชฺฌตฺตํ ได้แก่ อารมณ์อันเป็นภายในเท่านั้น.
               บทว่า สนฺนิสีทามิ คือ ยังจิตให้สงบ.
               จริงอยู่ ในขณะใดบริษัทย่อมให้สาธุการ ในขณะนั้นพระตถาคตทรงกำหนดส่วนเบื้องต้น ทรงเข้าผลสมาบัติ เมื่อเสียงกึกก้องแห่งสาธุการยังไม่ขาด ออกจากสมาบัติแสดงธรรมอยู่ ตั้งแต่ที่พระองค์ทรงตั้งไว้แล้ว. ด้วยว่าการอยู่ในภวังค์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมเป็นไปเร็วพลัน ย่อมเข้าผลสมาบัติได้ในคราวหายใจเข้า ในคราวหายใจออก.
               บทว่า เยน สุทํ นิจฺจกปฺปํ ความว่า เราอยู่ด้วยผลสมาธิ อันเป็นสุญญตะได้ตลอดกาลเป็นนิตย์ คือแสดงว่า เราประคองจิตตั้งมั่นในสมาธินิมิตนั้น.

               โอกปฺปนิยเมตนฺติ สทฺทหนิยเมตํ เอวํ ภควโต เอกคฺคจิตฺตตํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อิทานิ อตฺตนา (๓) โอวฏฺฏิกสารํ กตฺวา อานีตํ ปญฺหํ ปุจฺฉนฺโต อภิชานาติ โข ปน ภวํ โคตโม ทิวา สุปิตาติ อาห ยถา หิ สุนโข นาม อสมฺภินฺนขีรปกฺกปายาสํ สปฺปินา โยเชตฺวา อุทรปูรํ โภชิโตปิ คูถํ ทิสฺวา อขาทิตฺวา คนฺตุ ํ น สกฺกา (๔) อขาทมาโน ฆายิตฺวาปิ คจฺฉติ อฆายิตฺวาว คตสฺส กิรสฺส สีสํ รุชฺชติ เอวเมว อิมสฺสปิ สตฺถา อสมฺภินฺนขีรปกฺกปายาสสทิสํ อภินิกฺขมนโต ปฏฺฐาย ยาว อาสวกฺขยา ปสาทนียธมฺมเทสนํ เทเสติ ฯ
               เอตสฺส ปน เอวรูปํ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา สตฺถริ ปสาทมตฺตํปิ น อุปฺปนฺนํ ตสฺมา โอวฏฺฏิกสารํ กตฺวา อานีตํ ปญฺหํ อปุจฺฉิตฺวา คนฺตุ ํ อสกฺโกนฺโต เอวมาห อถ (๕) ยสฺมา ถีนมิทฺธํ สพฺพขีณาสวานํ อรหตฺตมคฺเคเนว ปหียติ กายทรโถ ปน อุปาทินฺนเกปิ โหติ อนุปาทินฺนเกปิ
____________________________
(๓) ม. อตฺตโน ฯ  (๔) ม.สกฺกา ฯ  (๕) ม. ตตฺถ ฯ


               บทว่า โอกปฺปนิยเมตํ นั้น เป็นที่ตั้งแห่งความเชื่อ.
               สัจจกะนั้นรับว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้มีเอกัคคตาจิต บัดนี้เมื่อจะนำปัญหาที่ตนซ่อนไว้ในพก มาทูลถาม จึงกล่าวว่า อภิชานาติ ปน ภวํ โคตโม ทิวา สุปิตา.
               เหมือนอย่างว่า ธรรมดาสุนัขแม้ถึงจะได้ข้าวปายาสที่ปรุงด้วยนมจนเต็มท้องแล้วก็ตาม เวลาเห็นคูถแล้วก็อดไปกินไม่ได้ ถึงจะไม่ไปกินก็ไปดม ถึงจะไม่ไปดมก็ไปสีด้วยศีรษะฉันใด
               สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงพระธรรมอันน่าเลื่อมใส เริ่มแต่ทรงเล่าเรื่องพระองค์ทรงบรรพชาจนกระทั่งพระองค์ได้สำเร็จอาสวักขยญาณ อันเปรียบเหมือนกับข้าวปายาสที่ปรุงด้วยน้ำนมแก่สัจจกนิคันถบุตรแล้วก็ตาม แต่เขาก็ไม่เกิดความเลื่อมใสแม้แต่สักเล็กน้อย เขาก็ได้ทูลถามปัญหาเกี่ยวกับถีนมิทธะอีกต่อไป โดยเข้าใจว่า พระพุทธเจ้ายังจะมีถีนมิทธะอยู่.
               แต่ความจริงถีนมิทธะ คือความง่วงเหงาหาวนอนนั้น พระองค์ทรงละด้วยอรหัตตมรรคแล้ว แต่ที่พระองค์ตรัสว่า พระองค์ก้าวลงสู่ความหลับในเวลากลางวันนั้น พระองค์ทรงหมายถึงกระแสภวังคจิตเท่านั้น ฯ
               เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะถีนมิทธะที่พระขีณาสพทั้งปวงละได้ด้วยอรหัตตมรรค. ก็ความกระวนกระวายทางกายย่อมมีในอุปาทินนกรูปบ้าง ในอนุปาทินนกรูปบ้าง.
               จริงอย่างนั้น ดอกบัวขาวเป็นต้นแย้มในเวลาหนึ่ง ตูมในเวลาหนึ่ง ในเวลาเย็นใบไม้บางอย่างหุบ ในเวลาเช้าก็บาน. อุปาทินนกรูปเท่านั้นมีความกระวนกระวาย ก็ภวังคโสตที่เป็นไปด้วยความกระวนกระวาย ท่านประสงค์ว่าหลับในที่นี้. ภวังคโสตนั้นมีแก่พระขีณาสพ หมายเอาความหลับนั้น จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อภิชานามหํ.
               บทว่า สมโมหวิหารสฺมึ วทนฺติ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สมฺโมหวิหาโร แปลว่า อยู่ด้วยความหลง. บทว่า อาสชฺช อาสชฺช คือ เสียดสีๆ. บทว่า อุปนีเตหิ คือ ที่ตนนำมากล่าว. บทว่า วจนปเถหิ แปลว่า ถ้อยคำ. บทว่า อภินนฺทิตฺวา ความว่า ยินดีรับด้วยใจ อนุโมทนาสรรเสริญด้วยถ้อยคำ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ๒ พระสูตรนี้แก่นิครนถ์นี้. พระสูตรต้นมีภาณวารเดียว พระสูตรนี้มีภาณวารครึ่ง ถามว่า นิครนถ์นี้แม้ฟัง ๒ ภาณวารครึ่งแล้ว ยังไม่บรรลุธรรมาภิสมัย ยังไม่บวช ยังไม่ตั้งอยู่ในสรณะ ดังนี้แล้ว เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงธรรมแก่เขาอีก.
               ตอบว่า เพื่อเป็นวาสนาในอนาคต.
               จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นว่า บัดนี้ อุปนิสัยของนิครนถ์นี้ยังไม่มี แต่เมื่อเราปรินิพพานล่วงไปได้ ๒๐๐ ปีเศษ ศาสนาจักประดิษฐานอยู่ตัมพปัณณิทวีป นิครนถ์นี้จักเกิดในเรือนมีสกุลในตัมพปัณณิทวีปนั้น บวชในเวลาถึงพร้อมแล้ว เรียนพระไตรปิฏก เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา เป็นพระมหาขีณาสพ ชื่อว่ากาลพุทธรักขิต. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นเหตุนี้ จึงทรงแสดงธรรมเพื่อเป็นวาสนาในอนาคต.
               เมื่อพระศาสนาประดิษฐานในตัมพปัณณิทวีปนั้น สัจจกะแม้นั้นเคลื่อนจากเทวโลกเกิดในสกุลแห่งอำมาตย์สกุลหนึ่ง. ในบ้านสำหรับภิกขาจารแห่งทักษิณาคิริวิหาร บรรพชาในเวลาเป็นหนุ่ม สามารถบรรพชา ได้เรียนพระไตรปิฏก คือพระพุทธพจน์ บริหารคณะหมู่ภิกษุเป็นอันมาก แวดล้อมไปเพื่อจะเยี่ยมพระอุปัชฌาย์.
               ลำดับนั้น อุปัชฌาย์ของเธอคิดว่า เราจักท้วงสัทธิวิหารริก จึงบุ้ยปากกับภิกษุนั้น ผู้เรียนพระไตรปิฏกคือพระพุทธพจน์มาแล้ว ไม่ได้กระทำสักว่าการพูด ภิกษุนั้นลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งไปสำนักพระเถระ ถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อกระผมทำคันถกรรมมาสำนักของท่าน เพราะเหตุไร ท่านจึงบุ้ยปาก ไม่พูดด้วย กระผมมีโทษอะไรหรือ.
               พระเถระกล่าวว่า ท่านพุทธรักขิต ท่านทำความสำคัญว่า ชื่อว่าบรรพชากิจของเราถึงที่สุดแล้ว ด้วยคันถกรรมประมาณเท่านี้หรือ ท่านพุทธรักขิต. กระผมจะทำอะไรเล่าขอรับ. พระเถระกล่าวว่า เธอจงละคณะตัดปปัญจธรรมไปสู่เจติยบรรพตวิหาร กระทำสมณธรรมเถิด. ท่านตั้งอยู่ในโอวาทของพระอุปัชฌาย์กระทำอย่างนั้น จึงบรรลุพระอรหัตต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา เป็นผู้มีบุญ พระราชาทรงบูชา มีหมู่ภิกษุเป็นอันมากเป็นบริวาร อยู่ในเจติยบรรพตวิหาร.
               ก็ในกาลนั้น พระเจ้าติสสมหาราชทรงรักษาอุโบสถกรรม ย่อมอยู่ในที่เร้นของพระราชา ณ เจติยบรรพต ท่านได้ให้สัญญาแก่ภิกษุผู้อุปัฏฐากของพระเถระว่า เมื่อใดพระผู้เป็นเจ้าของเราจะแก้ปัญหา หรือกล่าวธรรม เมื่อนั้นท่านพึงให้สัญญาแก่เราด้วย. ในวันธัมมัสสวนะวันหนึ่ง แม้พระเถระอันหมู่ภิกษุแวดล้อม ขึ้นสู่ลานกัณฑกเจติยะ ไหว้พระเจดีย์แล้ว จึงยืนอยู่ที่โคนต้นมะพลับดำ. ครั้นนั้น พระเถระถือบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งถามปัญหากะท่านพุทธรักขิตนั้นในกาลามสูตร. พระเถระกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ วันนี้เป็นวันธัมมัสสวนะ มิใช่หรือ. ภิกษุนั้นเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ วันนี้เป็นวันธัมมัสสวนะ ขอรับ. พระเถระกล่าว ถ้าอย่างนั้น เธอจงนำเอาตั่งมา เราจักนั่งในที่นี้ แล้วจักกระทำการฟังธรรม.
               ลำดับนั้น พวกภิกษุจึงปูลาดอาสนะที่โคนไม้ ถวายพระเถระนั้น. พระเถระกล่าวคาถาเบื้องต้นแล้ว จึงเริ่มกาลามสูตร. ภิกษุหนุ่มผู้อุปัฏฐากพระเถระนั้น จึงให้สัญญาแก่พระราชา.
               พระราชาเสด็จไปถึง เมื่อคาถาเบื้องต้นยังไม่ทันจบ ก็ครั้นเสด็จถึงประทับยืนท้ายบริษัทด้วยเพศที่ไม่มีใครรู้จักเลย ประทับยืนทรงธรรมอยู่ตลอด ๓ ยามแล้ว ได้ประทานสาธุการในเวลาพระเถระกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ดังนี้. พระเถระทราบแล้วจึงถามว่า มหาบพิตรพระองค์เสด็จมาแต่เมื่อไร.
               พระราชา. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในเวลาใกล้จะจบคาถาเบื้องต้นนั่นแหละ.
               พระเถระ. มหาบพิตร พระองค์ทรงทำกรรมที่ทำได้ยาก.
               พระราชา. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นี้ไม่ชื่อว่ากระทำสิ่งที่ทำได้ยาก ความที่ข้าพเจ้าไม่ส่งใจไปในที่อื่น แม้ในบทหนึ่งตั้งแต่เวลาที่พระผู้เป็นเจ้าเริ่มธรรมกถา ได้ทำปฏิญาณว่า ชื่อว่าความเป็นเจ้าของของเราจงอย่ามีแก่ตัมพปัณณิทวีป ในที่แม้เพียงจะทิ่มด้วยไม้ประฏัก ดังนี้.
               ก็ในพระสูตรนี้ พระกาลพุทธรักขิตได้แสดงพระพุทธคุณทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พระราชาตรัสถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระพุทธคุณมีประมาณเท่านี้หรือ หรือว่าอย่างอื่นยังมีอยู่อีก.
               พระเถระ. มหาบพิตร พระพุทธคุณที่ยังไม่ได้กล่าวมีมากกว่าที่อาตมากล่าวประมาณมิได้.
               พระราชา. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอจงอุปมา. พระเถระ. มหาบพิตร ข้าวสาลีที่ยังเหลือมีมากกว่ารวงข้าวสาลีรวงเดียว ในนาข้าวสาลี ประมาณพันกรีสฉันใด พระคุณที่อาตมากล่าวแล้ว น้อยนัก ที่เหลือมีมากฉันนั้น.
               พระราชา. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอจงทำอุปมาอีก.
               พระเถระ. มหาบพิตร มหาคงคาเต็มด้วยห้วงน้ำ บุคคลพึงเทใส่ในรูเข็ม น้ำที่เข้าไปในรูเข็มมีน้อย น้ำที่เหลือมีมาก ฉันใด พระคุณที่อาตมากล่าวแล้วน้อย ที่เหลือมากฉันนั้น.
               พระราชา. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ จงทำอุปมาอีก.
               พระเถระ. มหาบพิตร ธรรมดาว่านกเล่นลมเที่ยวบินเล่นในอากาศในโลกนี้ สกุณชาติตัวเล็กๆ สถานที่ปรบปีกของนกนั้น ในอากาศมีมาก หรืออากาศที่เหลือมีมาก.
               พระราชา. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านกล่าวอะไร โอกาสเป็นที่ปรบปีกของนกนั้นน้อย ที่เหลือมีมาก.
               พระเถระ. มหาบพิตร อย่างนั้นแหละ พระพุทธคุณที่อาตมากล่าวแล้วน้อย ที่เหลือมากไม่มีที่สุด ประมาณไม่ได้.
               พระราชา. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านกล่าวดีแล้ว พระพุทธคุณไม่มีที่สุด ท่านอุปมาด้วยอากาศไม่มีที่สุดนั่นแหละ พวกข้าพเจ้าเลื่อมใส แต่ไม่อาจจะทำสักการะอันสมควรแก่พระผู้เป็นเจ้าได้. ข้าพเจ้าขอถวายราชสมบัติประกอบด้วยร้อยโยชน์ในตัมพปัณณิทวีปนี้แก่พระผู้เป็นเจ้า นี้เป็นทุคตบรรณาการของข้าพเจ้า.
               พระเถระ. มหาบพิตร บรรณาการอันมหาบพิตรทรงเลื่อมใสกระทำแล้ว อาตมาขอถวายราชสมบัติที่ทรงถวายแก่อาตมาคืนแก่มหาบพิตรทั้งหมด ขอมหาบพิตรจงทรงปกครองแว่นแคว้นโดยธรรม โดยสม่ำเสมอเถิด ดังนี้แล.

               จบอรรถกถามหาสัจจกสูตรที่ ๖               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหายมกวรรค มหาสัจจกสูตร สัจจกนิครนถ์ทูลถามปัญหา จบ.
อ่านอรรถกถา 12 / 1อ่านอรรถกถา 12 / 392อรรถกถา เล่มที่ 12 ข้อ 405อ่านอรรถกถา 12 / 433อ่านอรรถกถา 12 / 557
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=12&A=7552&Z=7914
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๒  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :