ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ จูฬยมกวรรค
มารตัชชนียสูตร ว่าด้วยการคุกคามมาร

               อรรถกถามารตัชชนียสูตร               
               มารตัชชนียสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ :-
               ในบทเหล่านั้นบทว่า "เข้าไปตามลำไส้" ความว่า เข้าท้องไปแล้วเข้าไปตามลำดับภายในลำไส้ใหญ่ แล้วนั่งที่กระเพาะอาหาร.
               บทว่า "เหมือนหนักกว่า" ความว่า กระด้างเหมือนหนักนัก เช่นกับก้อนแผ่นหิน. อธิบายว่า อาหารที่ทำด้วยถั่ว เห็นจะเหมือนถั่วที่ชุ่ม (ด้วยน้ำมัน) ดุจท้องของคนที่กินข้าวแล้ว ดุจกระสอบที่เต็มด้วยถั่ว และดุจถั่วที่ชุ่มแล้ว.
               บทว่า "เข้าไปวิหาร" ความว่า ถ้านี้เป็นความหนักเพราะโทษของอาหาร การจงกรมในที่แจ้งก็จะไม่เป็นความสบาย. ฉะนั้น พระเถระจึงลงจากที่จงกรมเข้าไปบรรณศาลา นั่งบนอาสนะที่ปูไว้ตามปกติ.
               บทว่า "ใส่ใจโดยแยบคายเฉพาะตน" ความว่า เมื่อรำพึงว่า นี่อะไรหนอแล พระเถระจึงได้ใส่ใจด้วยอุบายของตนทีเดียว. ก็ถ้าพระเถระระลึกถึงศีล เอามือลูบท้องรำพึงอยู่ว่า อาหารที่เราบริโภควันวาน วันซืน หรือก่อนวันซืนนั้นไม่สุก หรือว่าโทษที่เกิดจากอาหารที่ไม่ถูกส่วนกันอย่างอื่นไรๆ มีอยู่ อาหารนั้นทั้งหมดจงย่อยไป จงผาสุกเถิด. มารผู้มีบาปก็จะได้ละอายหายไป. พระเถระหาได้ทำอย่างนั้นไม่ จึงได้แต่ใส่ใจโดยแยบคาย.
               บทว่า "ท่านอย่าเบียดเบียนพระตถาคตเจ้าเลย" ความว่า เหมือนอย่างว่า เมื่อลูกๆ ถูกเบียดเบียน มารดาและบิดาก็เป็นอันถูกเบียดเบียนด้วย เมื่อสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกถูกเบียดเบียน อุปัชฌาย์และอาจารย์ก็เป็นอันถูกเบียดเบียนด้วย เมื่อชาวชนบทถูกเบียดเบียน พระราชาก็เป็นอันถูกเบียดเบียนด้วย ฉันใด
               เมื่อสาวกของพระตถาคตเจ้าถูกเบียดเบียน พระตถาคตเจ้าก็เป็นอันถูกเบียดเบียนด้วยทีเดียวฉันนั้น. เพราะเหตุนั้น พระมหาโมคคัลลานะเถระจึงกล่าวว่า ท่านอย่าเบียดเบียนพระตถาคตเจ้าเลย.
               บทว่า "ได้ยืนที่บานหน้าต่าง" ได้แก่ ยืนที่บานประตู. บานประตู ท่านเรียกว่า "อัคคฬะ" มารได้ลอยออกไปทางปากไปจากบรรณศาลาแล้ว ยืนอิงประตูบรรณศาลาอยู่.
               เพราะเหตุไร พระเถระจึงปรารภเทศนานี้ว่า "มารผู้มีบาป เรื่องเคยมีมาแล้ว"
               นัยว่า พระเถระคิดว่า "กลิ่นของพวกมนุษย์ย่อมเบียดเบียนพวกอากาศเทวดาตั้งร้อยโยชน์ก่อน."
               ก็คำนั้น พระเถระกล่าวว่า "เจ้านคร กลิ่นพวกมนุษย์ย่อมเบียดเบียนพวกเทวดาตั้งร้อยโยชน์" ก็เพราะเหตุนั้น มารผู้นี้ผู้เป็นชาวเมือง มีบริวารรักษา ถึงพร้อมด้วยอานุภาพเป็นราชาของพวกเทพ เข้าไปในท้องของเรา นั่งอยู่ในกระเพาะอาหารภายในลำไส้ ดุร้ายเหลือเกิน.
               ก็เมื่อพระเถระกล่าวว่า หน้าที่อื่นไรจักมีแก่ผู้ที่อาจเข้าโอกาสที่น่ารังเกียจน่าขยะแขยงเห็นปานนี้ ไม่ละอายสิ่งอื่นไร ท่านมิใช่ญาติของเรา.
               มารจึงคิดว่า ขึ้นชื่อว่าผู้ที่ไม่ถึงความอ่อนโยน ย่อมไม่มี เอาเถิด จักแทงข้างหลังญาติของพระเถระนั้น แล้วปล่อยเธอด้วยอุบายที่สุภาพทีเดียว จึงปรารภการแสดงนี้.
               บทว่า "ท่านนั้นเป็นหลานของเรา" ความว่า ท่านนั้นเป็นหลานของเราในเวลานั้น.
               พระเถระกล่าวคำนี้ด้วยอำนาจธรรมเนียม. ก็ชื่อว่าเหล่ากอของบิดามารซึ่งเป็นเชื้อสายของปู่ครองราชย์ไม่มีในเทวโลก. บิดาของมารนั้นเกิดเป็นราชาแห่งเทวดาในเทวโลกด้วยอำนาจของบุญ ดำรงอยู่ชั่วอายุแล้วจุติ เทวดาอื่นอีกตนหนึ่งซึ่งเกิดเป็นใหญ่ในที่นั้นด้วยกรรมที่ตนทำแล้ว. ถึงมารนั้นก็พึงทราบว่า "เวลานั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้น ทำกุศลอีก เกิดในตำแหน่งอธิบดีเวลานี้ ดังนี้แล".
               บทว่า "มีธุระไปปราศแล้ว" คือ ปราศจากธุระ. อธิบายว่า ไม่เหมือนคนพวกอื่นๆ.
               คำว่า "มีทุกข์น้อย" คือ ลำบากน้อย.
               คำว่า "คนเลี้ยงสัตว์" คือ คนเลี้ยงแพะ เลี้ยงแกะ.
               คำว่า "ผู้เดินทาง" คือ ผู้ดำเนินไปตามทาง.
               บทว่า "ค้นหาที่กาย" ความว่า ผูกเชิงตะกอนรอบๆ.
               บทว่า "จุดไฟแล้วก็หลีกไป" ความว่า ชาวนาทั้งหลายกำหนดขนาดของเชิงตะกอนว่า เชิงตะกอนเท่านี้ ร่างกายก็จักถือเอารอบ (ไหม้ทั่วถึง) แล้วจุดไฟขึ้นทั้ง ๔ ทิศ หลีกไปแล้ว.
               เชิงตะกอนก็ได้ลุกโพลงเหมือนเปลวประทีป (และ) ได้เป็นเหมือนเวลาที่พระเถระเข้าถ้ำมีน้ำแล้วนั่งลง.
               บทว่า "สลัดจีวร" ความว่า พระเถระเมื่อออกจากสมาบัติ แล้วย่ำถ่านเพลิงที่ไม่มีควันมีสีเหมือนดอกทองกวาวได้สลัดจีวรแล้ว ก็แม้เพียงไออุ่นก็มิได้มีในร่างกายของท่าน. แม้เพียงไออุ่นก็ยังไม่ไหม้จีวร. นี้ชื่อว่าเป็นผลของสมาบัติ.
               บทว่า "จงด่า" ความว่า พวกท่านจงด่าด้วยวัตถุสำหรับด่า ๑๐ ข้อ.
               บทว่า "บริภาษ" ได้แก่ กล่าวด้วยวาจา.
               บทว่า "จงด่าประชด" ได้แก่ จงกระทบกระเทียบ.
               บทว่า "จงเบียดเบียน" ได้แก่ ให้ถึงทุกข์.
               คำทั้งหมดนี้เป็นชื่อของการกระทบกระเทียบทางวาจา.
               บทว่า "เหมือนมารชื่อว่า ทูสี.....ช่องนั้น" ความว่า เหมือนมารชื่อว่าทูสี (ได้ช่อง) ของพวกพราหมณ์และคฤหบดีเหล่านั้น.
               บทว่า "จงได้ช่อง" ความว่า พวกท่านจงได้รู้ คือพึงได้อารมณ์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิดขึ้นของกิเลส.
               ในบทเป็นต้นว่า "โล้น" ดังนี้ พวกพราหมณ์และคฤหบดีกล่าวว่า "มารพึงสมควรกล่าวกะผู้มีศีรษะโล้นว่า "โล้น" และกับพวกสมณะว่า "สมณะ" ก็พวกสมณะโล้นเหล่านี้ดูหมิ่นอยู่.
               คำว่า "มั่งคั่ง" ได้แก่ เจ้าเรือน
               คำว่า "ดำ" ได้แก่ มืด.
               พรหม ท่านประสงค์เอาว่าญาติ ในบทนี้ว่า "เหล่ากอของท้าวมหาพรหม."
               พวกพราหมณ์ย่อมร้องเรียกพรหมแม้นั้นว่าปู่. อธิบายว่า เหล่ากอของพวกที่เกิดจากเท้าทั้งหลาย ชื่อว่าเหล่ากอของพวกที่เกิดจากเท้า. คือพวกที่เกิดจากหลังเท้าของพระพรหม.
               ได้ยินว่า พวกพราหมณ์นั้นได้มีลัทธิอย่างนี้ว่า พวกพราหมณ์เกิดจากปากพระพรหม กษัตริย์เกิดจากอก. พวกพ่อค้าเกิดจากสะดือ. พวกศูทรเกิดจากแข้ง. พวกสมณะเกิดจากหลังพระบาท.
               บทว่า "เราเป็นผู้เพ่ง เป็นผู้จ้อง" ความว่า พวกเราเป็นผู้เพ่ง พวกเราเป็นผู้เล็ง.
               บทว่า "เกิดความอร่อย" ได้แก่ เกิดความเกียจคร้าน.
               บทว่า "เพ่ง" ได้แก่ คิด.
               บทว่า "เพ่งทั่ว" เป็นต้น ท่านขยายด้วยอำนาจอุปสัค.
               บทว่า "หาหนูอยู่" ความว่า เสาะหาหนูบนกิ่งไม้ตัวที่ออกจากต้นไม้ที่มีโพรง เพื่อหาอาหารเวลาเย็น.
               นัยว่า นกฮูกนั้นยืนนิ่งเหมือนสงบเสงี่ยมแล้ว จะจับหนูอย่างรวดเร็วในเวลาที่พบกัน.
               บทว่า "หมาป่า" ได้แก่ สุนัขจิ้งจอก. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่าเหยี่ยวบ้าง.
               บทว่า "ที่ต่อเรือน บ่อน้ำครำ และกองหยากเยื่อ" ความว่า ที่ฝาเรือนด้วยบ่อน้ำครำด้วย กองหยากเยื่อด้วย. ในที่เหล่านั้น ที่ต่อเรือน ชื่อว่าที่ต่อแห่งเรือน บ่อน้ำครำเป็นที่ฝังคูถ ชื่อว่าบ่อน้ำครำ ที่เป็นที่ทิ้งหยากเยื่อ ชื่อกองหยากเยื่อ.
               บทว่า "มีโคคอขาดแล้ว" ความว่า เมื่อออกจากที่กันดาร มีโคคอขาดแล้ว.
               บทว่า "ที่ต่อเรือน บ่อน้ำครำ และกองหยากเยื่อ" ได้แก่ ที่ต่อเรือน บ่อน้ำครำ หรือกองหยากเยื่อ. ก็ลาแม้นั้น ถ้าเผาก็ไม่ไหวติง ดุจแข็งกระด้าง.
               บทว่า "เข้าถึงนรก" ความว่า ถ้ามารเข้าสิงในร่างของพวกมนุษย์ พวกมนุษย์ไม่พึงมีอกุศลกรรม จะพึงมีแก่มารเท่านั้น แต่มารไม่ได้สิงในร่างกายแล้วแสดงวัตถุที่ไม่ถูกส่วนกัน และอารมณ์ที่ให้เกิดความเดือดร้อน.
               ทราบว่า ครั้งนั้น มารนั้นแสดงภิกษุทั้งหลายทำให้เป็นเหมือนผู้จะจับปลาก็จับโดยเร็ว ๑ ให้เป็นเหมือนผู้ถือข่ายแล้วดักปลา ๑ ให้เป็นเหมือนผู้ดักแร้วแล้วผูกนกไว้ ๑ ผู้เที่ยวต้อนเนื้อในป่ากับสุนัข ๑ ผู้พาหญิงมานั่งในที่ดื่ม ๑ ผู้ฟ้อนอยู่ ๑ ผู้ขับอยู่ ๑ ให้เป็นเหมือนพวกมนุษย์ที่ไม่ถูกกันนั่งและยืน ในที่พักกลางคืนและกลางวันของภิกษุทั้งหลาย ๑.
               คนทั้งหลายไปป่าบ้าง ไปดงบ้าง ไปวัดบ้าง เห็นอารมณ์ที่ทำให้เร่าร้อน แล้วมากล่าวแก่คนพวกอื่นว่า พวกสมณะทำกิจที่ไม่เหมาะแก่สมณะ ไม่สมควรเห็นปานนี้ เมื่อพวกเราได้ถวายทานแก่สมณะพวกนั้น ที่ไหนจะได้บุญกุศล พวกท่านอย่าได้ถวายอะไรๆ แก่สมณะพวกนั้น.
               คนเหล่านั้นด่าภิกษุผู้มีศีลทั้งหลายในที่ที่ตนเห็นแล้วๆ ได้ประสบบาป เป็นผู้ที่ยังอบายให้เต็ม เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า พวกมนุษย์ได้เข้าถึงนรก.
               บทว่า "อันมารให้หมุนไปตาม" ได้แก่ ถูกมารให้หมุนไปทั่ว.
               บทว่า "แผ่ไปแล้วอยู่" ได้แก่ แผ่ไปแล้วอยู่อย่างเดียวหามิได้.
               ก็คนผู้ดำรงอยู่ในโอวาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ ให้พรหมวิหารธรรม ๔ เหล่านี้เกิดแล้วเจริญวิปัสสนาซึ่งมีฌานเป็นที่รองรับ ได้ดำรงอยู่ในพระอรหัต.
               คำว่า "ที่มา หรือที่ไป" ความว่า เราไม่รู้ที่เป็นที่มาด้วยอำนาจปฏิสนธิ หรือที่เป็นที่ไปด้วยอำนาจคติ.
               บทว่า "จิตจะพึงมีความเป็นไปโดยประการอื่น" ความว่า พึงมีความเป็นไปโดยประการอื่นด้วยอำนาจความพอใจ.
               แม้ในบทนี้ว่า "เข้าถึงโลกสวรรค์" ก็พึงทราบเนื้อความตามนัยก่อนนั่นเทียว.
               เหมือนอย่างว่า มารย่อมแสดงอารมณ์ที่ทำให้เดือดร้อนในกาลก่อนฉันใด ในบัดนี้ก็ฉันนั้น แสดงอารมณ์ทำให้ผ่องใสได้.
               ทราบว่า ครั้งนั้น มารนั้นได้แสดงภิกษุทั้งหลายไว้ในที่ที่ปรากฏแก่คนทั้งหลาย ทำให้เป็นดุจไปในอากาศ ยืนในอากาศ. นั่งคู้บัลลังก์ ดุจเย็บผ้าในอากาศ ดุจบอกคัมภีร์ในอากาศ ดุจคลี่จีวรให้กายรับฤดูในอากาศ ดุจบรรพชิตแก่เที่ยวไปในอากาศ ดุจสามเณรหนุ่มยืนเก็บดอกไม้ในอากาศ.
               พวกมนุษย์ไปป่าบ้าง ไปดงบ้าง ไปวัดบ้าง เห็นการปฏิบัตินั้นของพวกบรรพชิต ย่อมมาบอกแก่พวกคนเหล่าอื่นว่า ในพวกภิกษุโดยที่สุดแม้สามเณรก็มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากอย่างนี้ ท่านที่ถวายท่านเหล่านี้ ชื่อว่ามีผลมาก พวกท่านจงถวายจงทำสักการะ พวกท่านเหล่านี้เถิด.
               ลำดับนั้น พวกมนุษย์ได้สักการะภิกษุสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔ ทำบุญไว้มากเป็นผู้ที่ยังหนทางสวรรค์ให้เต็ม เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า "ย่อมเข้าถึงโลกสวรรค์."
               คำว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงมาพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่งามอยู่ในกายนี้" ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเที่ยวไปตลอดชมพูทวีปทั้งสิ้น โดยที่สุดก็ยังได้เสด็จไปที่อยู่ของภิกษุ ๒ รูปบ้าง ๓ รูปบ้าง ทรงแสดงอานิสงส์อย่างนี้ว่า
               ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจที่อบรมด้วยความสำคัญในของที่ไม่งามมากอยู่ จิตย่อมหดหู่ ครอบงำ ถอยกลับ ไม่เหยียดออก ความวางเฉย หรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่พร้อม จากความถึงพร้อมด้วยเมถุนธรรม.
               ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจที่อบรมด้วยความสำคัญในอาหารว่าเป็นของปฏิกูลมากอยู่ จิตย่อมหดหู่ ครอบงำ ถอยกลับ ไม่เหยียดออก ความวางเฉย หรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่พร้อมจากความอยากในรส.
               ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุผู้มีใจที่อบรมแล้วด้วยความสำคัญว่าไม่น่ายินดียิ่งในโลกทั้งปวงมากอยู่ จิตย่อมสลดหดหู่ ถอยกลับ ไม่เหยียดออก ความวางเฉย หรือความเป็นของปฏิกูล ย่อมตั้งอยู่พร้อมในจิตที่ประกอบด้วยความโลภ.
               ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจที่อบรมแล้วด้วยความสำคัญว่าไม่เที่ยงมากอยู่ จิตย่อมสลดหดหู่ ถอยกลับ ไม่เหยียดออก ความวางเฉย หรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่พร้อมในความโลภในลาภและสักการะ.
               แล้วตรัสกัมมัฏฐาน ๔ เหล่านี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงมาพิจารณาเห็นเป็นของไม่งาม เป็นผู้มีความสำคัญในความปฏิกูลในอาหาร เป็นผู้มีความสำคัญในความไม่ยินดียิ่งในโลกทั้งปวง เป็นผู้ตามพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวงในกายอยู่.
               ภิกษุแม้เหล่านั้นทำกรรมในกัมมัฏฐานทั้ง ๔ เหล่านี้ ให้อาสวะทั้งหมดสิ้นไป ดำรงอยู่ในความเป็นพระอรหันต์. กัมมัฏฐาน ๔ เหล่านี้ให้ราคะโทสะและโมหะสงบ กำจัดราคะโทสะและโมหะได้แน่นอนแล.
               บทว่า "ถือก้อนกรวด" ความว่า ถือเอาก้อนหินประมาณเท่ากำมือ.
               ก็มารนี้ได้ให้พวกพราหมณ์และคฤหบดีด่าภิกษุบ้าง บันดาลให้ภิกษุสงฆ์เกิดลาภและสักการะด้วยอำนาจพราหมณ์และคฤหบดีบ้าง เมื่อไม่ได้ช่อง บัดนี้ได้มีความประสงค์เพื่อจะพยายามด้วยมือของตน จึงสิงในร่างของเด็กคนใดคนหนึ่ง แล้วได้ถือเอาก้อนหินขนาดนั้น.
               พระเถระหมายเอาเด็กนั้น จึงกล่าวว่า "จับก้อนหินแล้ว."
               บทว่า "ต่อยศีรษะของท่าน" ความว่า ทำลายศีรษะของท่าน. ความว่า ทำลายศีรษะ. เนื้อฉีกไปถึงหนังใหญ่เป็น ๒ ส่วน. ก็ก้อนกรวดไม่ทำลายกะโหลกศีรษะจดกระดูกแล้วหยุดนั่นเอง.
               บทว่า "ได้ทรงแลดูแล้วโดยดูอย่างช้าง" ได้แก่ ได้ยินเสียงดัง.
               ช้างตัวประเสริฐ เมื่อประสงค์จะหลีกไปข้างนี้หรือข้างโน้น จะไม่เอี้ยวคอ แต่จะถอยร่างทั้งสิ้นกลับแลดูอยู่นั่นเทียวฉันใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะก็ฉันนั้น ได้ทรงกลับสรีระทั้งสิ้นแลดูแล้ว. กระดูกทั้งหลายของมหาชนปลายจดกันตั้งอยู่ ของพระปัจเจกพุทธเจ้าตรงปลายเป็นขอ. แต่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นฉันนั้นหามิได้ เป็นพืดเดียวกันตั้งอยู่ ดุจปลอกเหล็ก เพราะฉะนั้น เวลาทรงแลดูข้างหลัง พระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงไม่อาจเอี้ยวพระศอไปได้ ก็ช้างตัวประเสริฐ เมื่อประสงค์จะแลดูส่วนข้างหลังจึงหมุนร่างกายทั้งสิ้นนั่นเทียว พระพุทธเจ้าก็พึงหมุนไปเช่นนั้น. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถอยกลับพระสรีระทั้งสิ้นเทียวชำเลืองดู ดุจพระพุทธรูปทองคำที่หมุนไปด้วยเครื่องยนต์ ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทับยืนชำเลืองดูตรัสว่า "หรือว่า มารชื่อทูสีนี้ไม่ได้รู้ประมาณ."
               คำนั้นมีเนื้อความว่า มารทูสีนี้กระทำบาป ไม่ได้รู้ประมาณนั่นเอง ได้ทำการก้าวล่วงประมาณแล้ว.
               บทว่า "ทรงชำเลืองพร้อมกัน" ความว่า ขณะนั้นนั่นเอง พร้อมกับการแลดูของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ.
               บทว่า "เคลื่อนจากที่นั้นด้วย" ความว่า เคลื่อนจากที่ในเทวโลกนั้น เข้าถึงมหานรกแล้วด้วย.
               ก็มารเมื่อจะเคลื่อนจึงยืนที่ใดที่หนึ่งเคลื่อน เพราะฉะนั้น มารนั้นจึงไม่มาเทวโลกชั้นวสวัตดีเคลื่อนแล้ว. มารนั้นไม่พึงทราบว่า เคลื่อนแล้ว เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า. มารนั้นมิได้อำลาแล้ว เพราะคำว่า ด้วยการแลดูร่วมกัน.
               ก็คำนี้ เป็นเพียงการแสดงเวลาจุติเท่านั้น. ก็อายุของมารนั้นพึงทราบว่าขาดไปแล้วในเทวโลกชั้นวสวัตดีนั้นเอง เหมือนการประหารด้วยขวาน เพราะผิดในพระมหาสาวกผู้ใหญ่.
               บทว่า "มีชื่อ ๓ ชื่อ" ได้แก่ มี ๓ นาม.
               บทว่า "ชื่อว่ามีผัสสายตนะ ๖ (นรกชื่อว่า ผัสสายตนิกะ)" ความว่า ในผัสสายตนะ ๖ เวทนาเฉพาะอย่างย่อมมีปัจจัย.
               บทว่า "ชื่อว่านำไปพร้อมด้วยขอ (นรกชื่อว่า สังกุสมาหตะ)" ความว่า อันเขานำไปพร้อมด้วยขอเหล็ก.
               บทว่า "เสวยอารมณ์เฉพาะตน (นรกชื่อว่า ปัจจัตตเวทนิยะ)" ได้แก่ ตนเองนั่นแหละให้เกิดเวทนา.
               บทว่า "ขอกับขอพึงมารวมกันที่หทัย" ความว่า ขอเหล็กกับขอเหล็กมารวมกันที่ท่ามกลางหัวใจ.
               ได้ยินว่า เมื่อคนเหล่านั้นเกิดในนรกนั้นมีอัตตภาพ ๓ คาวุต แม้ของมารก็เป็นเช่นนั้นนั่นแหละ. ครั้งนั้น พวกนายนิรยบาลถือหลาวเหล็กประมาณเท่าต้นตาลที่ไฟติดลุกโพลงโชติช่วงเอง กล่าวว่า "ก็เจ้านี่ คิดแล้วจึงทำความชั่วไว้โดยที่นี้" แล้วทุบกลางหัวใจ เหมือนคนทุบขนมในรางทำขนม. ทำคน ๕๐ คนให้มีหน้าที่เท้า ๕๐ คนให้มีหน้าที่บนศีรษะไป เมื่อหลาวเหล็กไปอยู่อย่างนี้ ๕๐๐ ปี ถึงข้างทั้งสองกลับมาอีก ๕๐๐ ปี ถึงกลางหัวใจ. พระเถระหมายเอาหลาวเหล็กนั้น จึงกล่าวคำนี้ไว้.
               บทว่า "เวทนาที่ตั้งขึ้น" ความว่า เวทนาที่ตั้งขึ้นจากวิบาก.
               ได้ยินว่า การเสวยอารมณ์นั้นมีทุกข์มากกว่าการเสวยผลในมหานรก. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า เหมือนอย่างว่า การรักษาตลอด ๗ วัน ลำบากกว่าการดื่มความเยื่อใยตลอด ๗ วันฉันใด การเสวยอารมณ์ที่ตั้งขึ้นแห่งวิบาก ในตัณหาซึ่งฟูขึ้นมีทุกข์มากกว่าทุกข์ในมหานรก.
               บทว่า ".....ของปลาแม้ฉันใด" ความว่า ศีรษะของคนกลม เมื่อบุคคลประหารด้วยหลาว การประหารย่อมไม่ตรงที่ ย่อมคลาดเคลื่อนไป ศีรษะของปลายาวหนา การประหารย่อมตรงที่ การประหารย่อมเป็นอันกระทำไว้ดี เพราะทำกรรมไม่ผิด. ฉะนั้น ศีรษะจึงมีรูปนี้.
               บทว่า "จรดพระสาวกชื่อว่า วิธุระ" ความว่า กระทบพระสาวกชื่อว่า วิธุระ.
               บทว่า "การเสวยอารมณ์เฉพาะตน" ความว่า ให้เกิดการเสวยอารมณ์อย่างหนึ่งเฉพาะตนเอง.
               บทว่า "นรกเป็นเช่นนี้" ความว่า พึงแสดงนรกด้วยเทวทูตสูตรในที่นี้.
               บทว่า "ท่านถึงทุกข์ที่เกิดจากบาป" คือ ประสบทุกข์ที่เกิดจากมารตายแล้ว.
               บทว่า "กลางสระ" ได้แก่ ได้ยินว่า วิมานที่ทำให้น้ำเป็นที่รองรับแล้วเกิดในท่ามกลางมหาสมุทร ตั้งอยู่ตลอดกัป. วิมานเหล่านั้นมีสีเหมือนแก้วไพฑูรย์ มีเปลวไฟลุกโพลงอยู่ เหมือนกองไฟที่ไหม้ไม้อ้อลุกโพลงบนยอดเขา มีรัศมีซ่านไป สมบูรณ์ด้วยรัศมี ในวิมานเหล่านั้นมีนางฟ้าสีสรรต่างๆ กันฟ้อนรำอยู่.
               บทว่า "ผู้ใดรู้เฉพาะเรื่องนี้" ความว่า ผู้ใดรู้เรื่องวิมานวัตถุนี้.
               ในเรื่องนี้ ก็ควรแสดงเนื้อความด้วยเรื่องวิมานวัตถุและเปตวัตถุเหมือนกัน.
               คำนี้ว่า "ให้ไหวด้วยปลายนิ้วเท้า" ควรแสดงด้วยปาสาทกัมปนสูตรนี้.
               คำนี้ว่า "ผู้ใด (ให้) ไพชยนต์ไหวแล้ว" ควรแสดงด้วยจุลลตัณหาสังขยสูตรและวิมุตติสูตร.
               คำนี้ว่า "พระเถระนั้นสอบถามท้าวสักกะอยู่" ก็ควรแสดงด้วยจุลลตัณหาสังขยสูตรและวิมุตติสูตรนั้นเหมือนกัน.
               บทว่า "ที่ประชุมใกล้สุธรรมสภา" ความว่า ใกล้ที่ประชุมชื่อว่า สุธรรมา.
               ก็สุธรรมสภานี้อยู่ในพรหมโลก ไม่ใช่ในชั้นดาวดึงส์ ขึ้นชื่อว่าเทวโลกที่เว้นจากสุธรรมสภาไม่มี.
               บทว่า "รัศมีที่ซ่านไปในพรหมโลก" ความว่า แสงสว่างของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เสด็จไปกับเหล่าสาวกมีพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะและพระมหากัสสปะเป็นต้นในพรหมโลก แล้วนั่งเข้าเตโชธาตุอยู่แล้ว. ด้วยว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบจิตของหมู่พรหม ผู้นั่งประชุมในสุธรรมเทวสภาในพรหมโลก คิดอยู่ว่า "มีอยู่หรือหนอแลที่สมณะหรือพราหมณ์ไรๆ ผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้อาจมาในที่นี้" จึงเสด็จไปที่นั้นประทับนั่งที่สุดคณะของพรหม ทรงเข้าเตโชธาตุ ได้ทรงดำริถึงการมาของพระมหาโมคคัลลานะเป็นต้น.
               พระสาวกแม้เหล่านั้นได้ไปถวายบังคมพระศาสดาแล้วจึงนั่งเข้าเตโชธาตุในทิศละ ๑ องค์. พรหมโลกทั้งสิ้นจึงได้มีแสงอย่างเดียวกัน.
               พระศาสดาได้ทรงแสดงธรรมที่ประกาศสัจจะ ๔. เวลาจบเทศนา พรหมหลายพันดำรงอยู่ในมรรคและผล. พระเถระหมายเอาธรรมนี้จึงกล่าวคาถานี้. ก็เนื้อความนั้นควรแสดงด้วยพกพรหมสูตร.
               บทว่า "ได้ถูกต้องด้วยความหลุดพ้น" ได้แก่ ถูกต้องด้วยความหลุดพ้นคือฌานนั่นเอง.
               บทว่า "ดง" ได้แก่ ชมพูทวีป.
               บทว่า "ปุพพวิเทหทวีป" ได้แก่ ทวีปที่ชื่อว่า ปุพพวิเทหะด้วย.
               คำว่า "เหล่านระผู้นอนบนพื้นดินใด" ความว่า ชาวอมรโคยานทวีปและชาวอุตตรกุรุทวีป ชื่อว่าเหล่านระผู้นอนบนแผ่นดิน. มีคำอธิบายว่า ถูกต้องนระเหล่านั้นทั้งหมด.
               ก็ความนี้ ควรแสดงด้วยการทรมานนันโทนันทนาคราช เรื่องนี้ท่านให้พิสดารแล้วด้วยกถาว่าฤทธิ์ ในปกรณ์วิเศษชื่อว่าวิสุทธิมรรค.
               บทว่า "ประสบสิ่งที่มิใช่บุญ" ได้แก่ ได้เฉพาะสิ่งที่มิใช่บุญ.
               บทว่า "อย่าได้ทำความหวังในภิกษุทั้งหลาย" ความว่า อย่าได้ทำความหวังนี้ว่า เราจะให้ภิกษุนี้พินาศ เราจะเบียดเบียนภิกษุ.
               คำที่เหลือในบททั้งปวงตื้นนั่นเทียวแล.

               จบอรรถกถามารตัชชนียสูตรที่ ๑๐               
               จบจุลลยมกวรรคที่ ๕               

               การขยายความพระสูตรมูลปัณณาสก์แห่งอรรถกถามัชฌิมนิกายชื่อปปัญจสูทนี จบแล้วด้วยประการฉะนี้
               และอรรถกถาที่รวมพระสูตรในคัมภีร์ปัณณาสก์ที่ประดับด้วย ๕ วรรคจบแล้ว.
               -----------------------------------------------------               

               รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
                         ๑. สาเลยยกสูตร
                         ๒. เวรัญชกสูตร
                         ๓. มหาเวทัลลสูตร
                         ๔. จูฬเวทัลลสูตร
                         ๕. จูฬธรรมสมาทานสูตร
                         ๖. มหาธรรมสมาทานสูตร
                         ๗. วีมังสกสูตร
                         ๘. โกสัมพิยสูตร
                         ๙. พรหมนิมันตนิกสูตร
                         ๑๐. มารตัชชนียสูตร
               จบมูลปัณณาสก์               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ จูฬยมกวรรค มารตัชชนียสูตร ว่าด้วยการคุกคามมาร จบ.
อ่านอรรถกถา 12 / 1อ่านอรรถกถา 12 / 551อรรถกถา เล่มที่ 12 ข้อ 557
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=12&A=10287&Z=10458
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๒  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com