ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ คหบดีวรรค
พหุเวทนิยสูตร เรื่องช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ

               ๙. อรรถกถาพหุเวทนิยสูตร               
               พหุเวทนิยสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.
               ในบรรดาบทเหล่านั้น คำว่า ปัญจกังคะ ในคำว่า ปญฺจกงฺโค ถปติ เป็นชื่อของนายช่างไม้นั้น. เขารู้กันทั่วไปว่า ปัญจกังคะ ก็เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยเครื่องมือ ๕ อย่าง กล่าวคือ มีด ขวาน สิ่ว ค้อน และสายบรรทัด.
               คำว่า นายช่างไม้ คือ เป็นหัวหน้าช่างไม้. คำว่า อุทายี คือท่านพระอุทายีเถระผู้เป็นบัณฑิต. คำว่า ปริยายํ แปลว่า เหตุ. คำว่า เทฺวปานนฺท แยกสนธิว่า เทฺวปิ อานนฺท. คำว่า ปริยาเยน คือ ด้วยเหตุ.
               ก็บรรดาเวทนาเหล่านั้น พึงทราบว่า เวทนามี ๒ คือ เวทนาที่เป็นไปทางกาย และเป็นไปทางใจ. มี ๓ มีสุขเวทนาเป็นต้น. ว่าโดยอินทรีย์มี ๕ มีสุขินทรีย์เป็นต้น. ว่าโดยทวารมี ๖ มีจักขุสัมผัสสชาเวทนาเป็นต้น. ว่าโดยอุปวิจารมี ๑๘ เป็นต้นว่า เห็นรูปด้วยจักษุแล้วก็ตามพิจารณารูป ที่เป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส ดังนี้. มี ๓๖ อย่างนี้คือ โสมนัสที่อาศัยเรือน ๖ โสมนัสที่อาศัยเนกขัมมะ ๖ โทมนัสที่อาศัยเนกขัมมะ ๖ โทมนัสที่อาศัยเรือน ๖ อุเบกขาที่อาศัยเรือน ๖ อุเบกขาที่อาศัยเนกขัมมะ ๖.
               พึงทราบว่าเวทนาเหล่านั้น คือ อดีต ๓๖ อนาคต ๓๖ ปัจจุบัน ๓๖ รวมเป็น ๑๐๘.
               พระวาจาว่า ปญฺจ โข อิเม อานนฺท กามคุณา นี้เป็นอนุสนธิ แยกคนละส่วน แท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้ามิใช่ทรงบัญญัติเวทนาตั้งต้นเพียง ๒ เท่านั้น ยังตรัสเวทนาแม้เพียง ๑ ไว้โดยปริยายก็มี เมื่อจะทรงแสดงเวทนานั้น จึงทรงเริ่มเทศนานี้ เพื่อสนับสนุนวาทะของนายช่างไม้ที่ชื่อปัญจกังคะ.
               คำว่า อภิกฺกนฺตตรํ แปลว่า ดีกว่า.
               คำว่า ปณีตตรํ แปลว่า สมควรกว่า. ในเวทนาเหล่านั้นนั่นแลตรัสเรียกว่า อทุกขมสุขเวทนา ตั้งแต่จตุตถฌาน. อทุกขมสุขเวทนาแม้นั้น ตรัสเรียกว่าสุข เพราะอรรถว่าสงบ และเพราะอรรถว่าประณีต. โสมนัสที่อาศัยเรือน ๖ ตรัสเรียกว่า สุข. นิโรธ ชื่อว่าสุข โดยเป็นสุขที่ไม่มีผู้เสวย. แท้จริง สุขที่เกิดด้วยอำนาจกามคุณ ๕ และด้วยอำนาจสมาบัติ ๘ ชื่อว่าสุขที่มีผู้เสวย. นิโรธ จึงชื่อว่า สุขที่ไม่มีผู้เสวย. ดังนั้น ไม่ว่าสุขที่มีผู้เสวยก็ตาม สุขที่ไม่มีผู้เสวยก็ตาม ก็จัดว่าสุขอย่างหนึ่งนั่นเอง เพราะอรรถว่าเป็นสุข กล่าวคือภาวะที่ไม่มีทุกข์.
               คำว่า ยตฺถ ยตฺถ แปลว่า ในที่ใดๆ. คำว่า สุขํ อุปลพฺภติ ความว่า ย่อมเกิดสุขที่มีผู้เสวยบ้าง สุขที่ไม่มีผู้เสวยบ้าง.
               คำว่า ตถาคตย่อมบัญญัติสุขนั้นๆ ไว้ในสุข คือ ตถาคตย่อมบัญญัติภาวะที่ไม่มีทุกข์ทั้งหมดนั้นไว้ในสุขอย่างเดียว.
               ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำนิโรธสมาบัติให้เป็นประธาน แล้วจบเทศนาลงด้วยยอดธรรม คือพระอรหัต ด้วยอำนาจเวไนยบุคคล ดังนี้.

               จบอรรถกถาพหุเวทนียสูตรที่ ๙               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ คหบดีวรรค พหุเวทนิยสูตร เรื่องช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ จบ.
อ่านอรรถกถา 13 / 1อ่านอรรถกถา 13 / 91อรรถกถา เล่มที่ 13 ข้อ 97อ่านอรรถกถา 13 / 103อ่านอรรถกถา 13 / 734
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=13&A=1726&Z=1832
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๗  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com