ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔
อุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕

               อรรถกถาอุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕               
               พึงทราบวินิจฉัยในอุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕ ต่อไป :-
               บทว่า อุชฺฌานสญฺญิกา แปลว่า ผู้มีความมุ่งหมายเพ่งโทษ.
               อธิบายว่า เทวโลก ชื่อว่าอุชฌานสัญญี ซึ่งแยกออกไปจากเทวโลกอื่นนั้นมิได้มี ก็แต่ว่า เทวดาเหล่านี้อาศัย (การ) บริโภคปัจจัย ๔ ของพระตถาคตเจ้า แล้วมาเพ่งโทษอยู่.
               ได้ยินว่า เทวดานั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมพึงกล่าวลวงให้มีความสันโดษด้วยบังสุกุลจีวร ด้วยคำข้าวที่หามาได้ด้วยการบิณฑบาต ด้วยการอยู่เสนาสนะโคนไม้ ด้วยยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า และย่อมกล่าวยกย่องบุคคลผู้ยังกิจนั้นให้สำเร็จสุดยอด แต่พระองค์เองทรงจีวรอันประณีตมีผ้าโขมพัสตร์เนื้อละเอียดชนิดดีเป็นต้น ย่อมเสวยโภชนะอันเลิศอันสมควรแก่พระราชา ย่อมบรรทมบนที่นอนอันประเสริฐในพระคันธกุฏีอันควรเป็นวิมานของเทพ ย่อมเสวยเภสัชทั้งหลายมีเนยใสเนยข้นเป็นต้น ย่อมแสดงธรรมแก่มหาชนในกลางวัน ถ้อยคำของพระองค์กับการกระทำของพระองค์เป็นไปคนละอย่างดังนี้ จึงมาโพนทะนามุ่งหมายเพ่งโทษพระตถาคตเจ้า ด้วยเหตุนั้น พระธรรมสังคาหเถระทั้งหลายจึงเรียกชื่อเทวดาเหล่านั้นว่า อุชฌานสัญญิกา แปลว่า ผู้มีความมุ่งหมายเพ่งโทษดังนี้.
               บทว่า อญฺญถา สนฺตํ แปลว่า มีอยู่โดยอาการอย่างอื่น คือได้แก่เป็นไปโดยอาการอย่างอื่น.
               บทว่า นิกจฺจ แปลว่า ลวงแล้ว ได้แก่ลวงด้วยการหลอกลวงเขากิน.
               บทว่า กิตวสฺเสว นี้ เทวดากล่าวว่า เหมือนนายพรานนกลวงจับนก.
               จริงอยู่ นายพรานนกนั้น เมื่ออยู่ในที่มิใช่พุ่มไม้ ก็เข้าไปแสดงเหมือนลักษณะแห่งพุ่มไม้โดยปกปิดตนด้วยกิ่งและใบไม้เป็นต้น ยังนกทั้งหลายมีนกยูงและนกกระทาเป็นต้นให้ตาย กระทำการเลี้ยงภรรยา.
               บุคคลผู้โกหกปกปิดอัตภาพด้วยผ้าบังสุกุล ลวงมหาชนเพราะความที่ตนเป็นคนฉลาดในการพูด เคี้ยวกินอยู่เที่ยวไป การกินนั้นของบุคคลนั้นดังขโมยทั้งการบริโภคปัจจัย ๔ แม้ทั้งหมดก็ดุจขโมย เหมือนการกินเนื้อนกของนายพรานนกผู้ลวงนกอย่างนี้.
               เทวดากล่าวด้วยการลวงนี้ด้วยประการฉะนี้ โดยหมายเอาพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               บทว่า ปริชานนฺติ ปณฺฑิตา แปลว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมรู้จักบุคคลนั้น.
               อธิบายว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมรู้ว่า บุคคลนี้เป็นผู้กระทำการลวงหรือไม่ลวงดังนี้. ด้วยเหตุนี้แหละ เทวดาเหล่านั้นสำคัญอยู่ว่า แม้พระตถาคตของพวกเรานั่นแหละเป็นผู้รู้ จึงกล่าวแล้วอย่างนั้น.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า
                         นยิทํ ภาสิตมตฺเตน    เอกนฺตสวเนน วา
                         อนุกฺกมิตเว สกฺกา    ยายํ ปฏิปทา ทฬฺหา
                         ยาย ธีรา ปมุจฺจนฺติ    ฌายิโน มารพนฺธนา
                         น เว ธีรา ปกุพฺพนฺติ    วิทิตฺวา โลกปริยายํ
                         อญฺญาย นิพฺพุตา ธีรา    ติณฺณา โลกา วิสตฺติกํ.
                         ใครๆ ไม่อาจดำเนินปฏิปทานี้ ด้วยเหตุสักว่าพูด
                         หรือฟังส่วนเดียว บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย ผู้มี
                         ฌาน ย่อมพ้นจากเครื่องผูกของมาร ด้วยปฏิปทา
                         อันมั่นคง บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลายทราบความ
                         เป็นไปของโลกแล้ว รู้แล้ว เป็นผู้ดับกิเลส ข้าม
                         ตัณหาเป็นเครื่องข้องในโลกแล้ว ย่อมไม่พูดโดย
                         แท้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยายํ ปฏิปทา ทฬฺหา อธิบายว่า ปฏิปทานี้ คือการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม. จริงอยู่ บุคคลทั้งหลายมีปัญญา คือบัณฑิตทั้งหลายผู้มั่นคง เพ่งอยู่ด้วยฌานทั้ง ๒ คือ อารัมมณูปนิชฌานและลักขณูปนิชฌาน ย่อมพ้นจากเครื่องผูกของมารได้ด้วยปฏิปทาใด บุคคลไม่อาจเพื่อหยั่งลง คือเพื่อปฏิบัติปฏิปทานั้นโดยสักแต่พูดหรือสักแต่ฟัง.
               บทว่า น เว ธีรา ปกุพฺพนฺติ ความว่า บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย คือบัณฑิตทั้งหลายรู้แจ้งแล้วซึ่งปริยายแห่งโลก (วิธีการพูดของสัตว์โลก) และรู้แล้วซึ่งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของสังขารโลก เพราะรู้สัจธรรม ๔ จึงนิพพานแล้วด้วยกิเลสนิพพาน เป็นผู้ข้ามตัณหาเป็นเครื่องข้องในโลก ย่อมไม่กระทำอย่างนี้.
               อธิบายว่า เราย่อมไม่พูดคำเห็นปานนี้.
               ในลำดับนั้นแหละ เทวดาเหล่านั้นลงมายืนบนแผ่นดิน หมอบลงใกล้พระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ทูลว่า อจฺจโย โน ภนฺเต อจฺจคมา เป็นต้น
               แปลความว่า
                    ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ โทษของพวกข้าพระองค์
                    ได้ล่วงเกินไปแล้ว พวกข้าพระองค์เหล่าใด เป็นพาลอย่างไร
                    เป็นผู้หลงแล้วอย่างไร เป็นผู้ไม่ฉลาดอย่างไร ได้สำคัญแล้ว
                    ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า อันพวกเราพึงรุกราน ข้าแต่พระผู้มี
                    พระภาคเจ้าผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดอดโทษของ
                    พวกข้าพระองค์นั้น เพื่อจะสำรวมในกาลต่อไป.
               บทว่า ปฐวิยํ ปติฏฺฐหิตฺวา แปลว่า ยืนบนแผ่นดิน.
               อธิบายความว่า กรรมอันไม่สมควรอันพวกข้าพระองค์ทำแล้ว พวกข้าพระองค์ใช้คำพูดเรียกพระองค์ผู้ไม่ทำกรรมอย่างนั้นด้วยวาทะว่ากระทำ เหตุนี้แหละ พวกข้าพระองค์ละอายอยู่ ทั้งไม่ทำความเคารพในพระผู้มีพระภาคเจ้า ดุจผู้เป็นราวกะมหาพรหม กระทำพระผู้มีพระภาคเจ้าดุจกองอัคคีให้ไม่สบายพระทัย ทำการนมัสการอยู่ ก้าวลงจากอากาศแล้ว ยืนอยู่บนแผ่นดิน.
               บทว่า อจฺจโย แปลว่า โทษ ได้แก่ความผิดพลาด.
               บทว่า โน อจฺจคฺคมา แปลว่า ของพวกข้าพเจ้าผู้ล่วงเกินแล้ว.
               อธิบายว่า พวกข้าพเจ้าล่วงเกินแล้วโทษนั้นครอบงำข้าพระองค์ให้เป็นไป.
               บทว่า อปสาเทตพฺพํ แปลว่า อันพวกเราพึงรุกราน.
               อธิบายว่า อันพวกข้าพระองค์พึงทำให้พระองค์ขัดพระทัยได้.
               ได้ยินว่า เทวดานั้นกระทบกระทั่งพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยกายและด้วยวาจา. การไม่ถวายบังคมพระตถาคตเจ้า แล้วยังยืนอยู่ในอากาศนี้ ชื่อว่ากระทบกระทั่งด้วยกาย. เมื่อเทวดาเหล่านั้นกล่าววาจาอันเป็นวาทะของอสัตบุรุษมีประการต่างๆ เหมือนคนชั่วนำโล่มาป้องกันตัว ชื่อว่ากระทบกระทั่งด้วยวาจา. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่าพวกเทวดาเหล่านั้นกล่าวว่า พวกข้าพระองค์ทั้งหลายได้สำคัญพระองค์ว่าเป็นผู้อันบุคคลพึงรุกรานได้.
               บทว่า ปฏิคฺคณฺหาตุ แก้เป็น ขมตุ แปลว่า โปรดอดโทษ.
               บทว่า อายตึ สํวราย แปลว่า เพื่อจะสำรวมในกาลต่อไป.
               อธิบายว่า เพื่อความสำรวมในอนาคต และเพื่อไม่กระทำความผิด ความประทุษร้าย ความติเตียนเห็นปานนี้อีก.
               ลำดับนั้นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำการแย้มพระโอษฐ์ให้ปรากฏ ในข้อนี้อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงพระองค์ผู้มีการฝึกอันยอดเยี่ยมแล้ว จึงแสดงลักษณะแห่งความยินดี.
               ถามว่า เพราะเหตุไร.
               ตอบว่า ได้ยินว่า พวกเทวดาเหล่านั้นบอกให้พระองค์ยกโทษให้แก่พวกเทวดาโดยภาวะของตน ย่อมกระทำพระตถาคตเจ้าซึ่งเป็นบุคคลผู้เลิศในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ให้เป็นโลกิยมหาชนเช่นกับคนธรรมดาคนหนึ่ง.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงทำการแย้มให้ปรากฏ โดยประสงค์ว่า เราจักแสดงกำลังแห่งพระพุทธเจ้าก่อน แล้วจักอดโทษในภายหลัง โดยถ้อยคำที่จะกล่าวข้างหน้า.
               บทว่า ภิยฺโยโส มตฺตาย แก้เป็น อติเรกปฺปมาเณน แปลว่า โดยประมาณยิ่ง.
               บทว่า อิมํ คาถํ อภาสิ แปลว่า เทวดาองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้.
               อธิบายว่า เทวดาองค์หนึ่งมีความสำคัญว่า พระศาสดานี้ทรงกริ้วพวกเรา จึงได้กล่าวแล้ว.
               บทว่า น ปฏิคฺคณฺหาติ แก้เป็น น ขมติ แปลว่า ย่อมไม่อดโทษ คือย่อมไม่อดกลั้น.
               บทว่า โกปนฺตโร แปลว่า บุคคลมีความโกรธอันเกิดขึ้นแล้วในภายใน.
               บทว่า โทสครุ แปลว่า มีความเคืองจัด คือถือเอาโทษหนักอยู่.
               บทว่า ส เวรํ ปฏิมุจฺจติ แปลว่า ย่อมประสบเวร.
               อธิบายว่า บุคคลนั้นคือผู้เห็นปานนี้ ย่อมประสบเวร ย่อมตั้งไว้ ย่อมไม่สละซึ่งเวรนั้นในตน เหมือนบุคคลคั้นฝีที่อักเสบ.
               บทว่า อจฺจโย เจ น วิชฺเชถ แปลว่า หากว่า โทษไม่พึงมี.
               อธิบายว่า ถ้าว่ากรรมคือการล่วงเกินไม่พึงมีไซร้.
               บทว่า โน จีธ อปหตํ สิยา แปลว่า ความผิดก็ไม่พึงมี.
               อธิบายว่า ผิว่า ชื่อว่าความพลั้งพลาดไม่พึงมี.
               บทว่า เกนีธ กุสโล สิยา แปลว่า ในโลกนี้ ใครพึงเป็นคนฉลาด เพราะเหตุไร.
               อธิบายว่า ผิว่าเวรทั้งหลายไม่พึงสงบไซร้ ใครพึงเป็นคนฉลาด เพราะเหตุไร.
               บทว่า กสฺสจฺจยา แปลว่า โทษทั้งหลายของใครไม่พึงมี คือได้แก่โทษที่ก้าวล่วงทางวาจาของใครไม่มี ความผิดพลาดของใครไม่มี ใครเล่าย่อมไม่ประสบความหลงใหล ใครเล่าชื่อว่าเป็นบัณฑิตตลอดกาลเป็นนิตย์ทีเดียว.
               ได้ยินว่า การกระทำความแย้มให้ปรากฏของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เพื่อจะตรัสคาถานี้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงดำริว่า บัดนี้ เราจักแสดงกำลังของพระพุทธเจ้า แล้วจักอดโทษแก่พวกเทวดา จึงตรัสคำว่า ตถาคตสฺส พุทฺธสฺส สพฺพภูตานุกมฺปิโน เป็นต้น
               แปลความว่า
                         โทษทั้งหลายไม่มี ความผิดก็ไม่มีแก่พระตถาคตนั้น
                         ผู้ตรัสรู้แล้ว ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง พระตถาคต
                         นั้นย่อมไม่ถึงความหลงใหล พระตถาคตนั้นย่อมเป็น
                         ผู้มีปัญญา เป็นผู้มีสติในกาลทั้งปวง เมื่อท่านแสดง
                         โทษอยู่ หากบุคคลใดมีความโกรธอยู่ในภายใน มี
                         ความเคืองจัด ย่อมไม่อดโทษให้บุคคลนั้น ย่อม
                         ประสบเวร เราไม่ชอบเวรนั้น เราย่อมอดโทษแก่
                         ท่านทั้งหลาย.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตถาคตสฺส อธิบายว่า พระนามว่าตถาคต ด้วยการณะทั้งหลายมีคำเป็นต้นอย่างนี้ว่า ตถา อาคโตติ ตถาคโต แปลว่า ชื่อว่าตถาคต เพราะเสด็จมาแล้วอย่างนั้น คือเสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ตามประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน.
               บทว่า พุทฺธสฺส อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระนามอันได้แล้วอย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งการแต่งตั้งด้วยวิโมกขันติญาณ โดยการณะทั้งหลายมีการตรัสรู้สัจจะ ๔ เป็นต้น.
               บทว่า อจฺจยํ เทสยนฺตีนํ แปลว่า เมื่อท่านแสดงโทษอยู่.
               อธิบายว่า คำใดที่ท่านทั้งหลายกล่าวแก่บุคคลผู้แสดงโทษอยู่ บุคคลนั้นย่อมประสบเวร เพราะฉะนั้น คำนั้นเป็นอันท่านกล่าวดีแล้ว ก็แต่ว่า เราย่อมไม่ยินดี ไม่ปรารถนาเวร.
               บทว่า ปฏิคฺคณฺหามิ โวจฺจยํ แก้เป็น ตุมฺหากํ อปราธํ ขมามิ แปลว่า เราย่อมอดโทษแก่พวกเธอ ดังนี้แล.

               จบอรรถกถาอุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ อุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕ จบ.
อ่านอรรถกถา 15 / 1อ่านอรรถกถา 15 / 102อรรถกถา เล่มที่ 15 ข้อ 106อ่านอรรถกถา 15 / 112อ่านอรรถกถา 15 / 956
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=687&Z=730
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๘  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com