ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔
นสันติสูตรที่ ๔

               อรรถกถานสันติสูตรที่ ๔               
               พึงทราบวินิจฉัยในนสันติสูตรที่ ๔ ต่อไป :-
               บทว่า กมนียานิ แปลว่า อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ได้แก่อารมณ์ที่น่าปรารถนามีรูปเป็นต้น.
               บทว่า อปุนาคมนํ อนาคนฺตฺวา ปุริโส มจฺจุเธยฺยํ ได้แก่ ไม่มาถึงพระนิพพาน กล่าวคือที่เป็นที่ไม่กลับมาอีก แต่บ่วงแห่งมัจจุ กล่าวคือวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓.
               จริงอยู่ บุคคลผู้บรรลุพระนิพพานแล้ว ย่อมไม่กลับมาอีก ฉะนั้น ท่านจึงเรียกนิพพานนั้นว่า อปุนาคมนะ แปลว่า ที่เป็นที่ไม่กลับมาอีก.
               อธิบายว่า บุคคลผู้เกี่ยวข้องแล้ว ผู้ประมาทแล้วในกามทั้งหลาย ชื่อว่าย่อมไม่มาแล้ว คือไม่อาจเพื่อบรรลุพระนิพพานนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนี้.
               บทว่า ฉนฺทชํ แปลว่า เกิดแต่ฉันทะ. อธิบายว่า เกิดเพราะตัณหาฉันทะ.
               บทว่า อฆํ แปลว่า ทุกข์ คือเบญจขันธ์ บทที่ ๒ (ทุกข์) เป็นไวพจน์ของเบญจขันธ์นั้นนั่นแหละ.
               บทว่า ฉนฺทวินยา อฆวินโย แปลว่า เพราะกำจัดฉันทะเสียจึงกำจัดเบญจขันธ์ได้.
               อธิบายว่า เพราะกำจัดตัณหาได้ จึงกำจัดเบญจขันธ์ได้.
               บทว่า อฆวินยา ทุกฺขวินโย แปลว่า เพราะกำจัดเบญจขันธ์ได้ จึงกำจัดทุกข์ได้.
               อธิบายว่า เพราะกำจัดเบญจขันธ์ได้ วัฏทุกข์ ย่อมเป็นอันตนกำจัดได้แล้วเหมือนกัน.
               บทว่า จิตฺรานิ แปลว่า อารมณ์อันงามทั้งหลาย.
               บทว่า สงฺกปฺปราโค แปลว่า ความกำหนัดที่พร้อมด้วยความดำริ ในที่นี้ ท่านปฏิเสธวัตถุทั้งหลาย (วัตถุกาม) แล้วกล่าวว่า ความกำหนัดพร้อมด้วยความดำริอย่างนี้ว่า เป็นกิเลสกาม.
               ความข้อนี้ บัณฑิตพึงให้แจ่มแจ้งด้วยปสุรสูตร.
               จริงอยู่ เมื่อพระเถระ (พระสารีบุตร) กล่าวว่าความดำริและความกำหนัดเป็นกามของบุรุษ. ปสุรปริพาชกก็กล่าวว่า ธรรมเหล่าใดมีอารมณ์งาม ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่กาม ท่านกล่าวว่า ความดำริและความกำหนัดในโลกว่าเป็นกาม เป็นความดำริ ถ้าเช่นนั้น แม้ภิกษุของท่านก็พึงบริโภคกามในอกุศลวิตก ดังนี้.
               ลำดับนั้น พระเถระได้กล่าวกะปสุรปริพาชกนั้นว่า หากว่า อารมณ์เหล่าใดงาม อารมณ์เหล่านั้นไม่ใช่กามไซร้ ท่านก็ไม่ต้องกล่าวถึงความดำริและความกำหนัดว่า เป็นกามในโลก เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งรูปทั้งหลายอันเป็นอารมณ์ทางใจ แม้พระศาสดาก็ตรัสว่า กามโภคีพึงมีแก่เขา ดังนี้ เมื่อบุคคลฟังเสียงทั้งหลาย สูดอยู่ซึ่งกลิ่นหอมทั้งหลาย ลิ้มอยู่ซึ่งรสทั้งหลาย ถูกต้องอยู่ซึ่งผัสสะทั้งหลายอันเป็นอารมณ์ทางใจ แม้พระศาสดาก็ตรัสว่า กามโภคี พึงมีแก่เขา ดังนี้.
               บทว่า อเถตฺถ ธีรา แปลว่า บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลายย่อมกำจัดฉันทะในอารมณ์ทั้งหลายนั้นโดยแท้. อธิบายว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมกำจัดฉันทราคะในอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นโดยแท้.
               บทว่า สํโยชนํ สพฺพํ ได้แก่ สังโยชน์แม้ทั้ง ๑๐ อย่าง.
               บทว่า อกิญฺจนํ ได้แก่ เว้นจากกิเลสเครื่องกังวลทั้งหลายมีราคะเป็นต้น.
               บทว่า นานุปตนฺติ ทุกฺขา แปลว่า ทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกถึงบุคคลนั้น คือว่าวัฏทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกไปเบื้องบนบุคคลผู้นั้น.
               พระเถระชื่อว่าโมฆราชผู้ฉลาดในอนุสนธิ ฟังคาถาว่า ขีณาสวภิกษุละบัญญัติเสียแล้ว ดังนี้ มีสติกำหนดคาถาแม้เหล่านั้นแล้วจึงคิดว่า เนื้อความแห่งคาถานี้ไม่ไปตามอนุสนธิ ดังนี้ เมื่อจะสืบต่อแห่งอนุสนธิตามที่เป็นไปอย่างไร จึงกล่าวคำอย่างนี้ว่า
                         ก็หากว่า พวกเทวดา พวกมนุษย์ในโลกนี้
                         หรือในโลกอื่นก็ดี ไม่ได้เห็นพระขีณาสพ
                         นั้นผู้อุดมกว่านรชน ผู้ประพฤติประโยชน์
                         เพื่อพวกนรชน ผู้พ้นแล้วอย่างนั้น เทวดา
                         และมนุษย์เหล่าใด ย่อมไหว้พระขีณาสพ
                         นั้น เทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้
                         อันบัณฑิตพึงสรรเสริญ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ วา หุรํ วา แปลว่า ในโลกนี้หรือในโลกอื่น.
               บทว่า นรุตฺตมํ อตฺถจรํ นรานํ แปลว่า ผู้อุดมกว่านรชนผู้ประพฤติประโยชน์ เพื่อนรชนทั้งหลายนั้น แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระเถระก็มิได้หมายเอาพระขีณาสพอื่น หมายเอาพระทศพลเท่านั้น.
               บทว่า เย ตํ นมสฺสนฺติ ปสํสิยา เต แปลว่า พวกเทวดาและมนุษย์เหล่าใดย่อมไหว้พระขีณาสพนั้นผู้พ้นแล้วอย่างนั้น. อธิบายว่า ย่อมไหว้พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ด้วยกายหรือด้วยวาจา หรือว่าด้วยการปฏิบัติตามโดยแท้ พวกเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นพึงเป็นผู้อันบัณฑิตควรสรรเสริญหรือไม่.
               บทว่า ภิกษุ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพระโมฆราชเถระ.
               บทว่า อญฺญาย ธมฺมํ แปลว่า รู้ธรรมแล้ว คือได้แก่รู้สัจธรรมทั้ง ๔.
               บทว่า สงฺคาตีตา เตปิ ภวนฺติ แปลว่า แม้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้น... ย่อมเป็นผู้ล่วงธรรมเครื่องข้อง.
               อธิบายว่า เทวดาและมนุษย์เหล่าใดย่อมไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นด้วยกายหรือด้วยวาจา หรือว่าด้วยการปฏิบัติตาม เทวดาและมนุษย์เหล่านั้นรู้สัจจธรรม ๔ และละวิจิกิจฉาแล้ว ย่อมเป็นผู้ล่วงพ้นธรรมเป็นเครื่องข้องบ้าง ย่อมเป็นผู้อันบัณฑิตพึงสรรเสริญบ้าง ดังนี้แล.

               จบอรรถกถานสันติสูตรที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ นสันติสูตรที่ ๔ จบ.
อ่านอรรถกถา 15 / 1อ่านอรรถกถา 15 / 94อรรถกถา เล่มที่ 15 ข้อ 102อ่านอรรถกถา 15 / 106อ่านอรรถกถา 15 / 956
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=648&Z=686
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๘  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :