ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔
สาธุสูตรที่ ๓

               อรรถกถาสาธุสูตรที่ ๓               
               พึงทราบวินิจฉัยในสาธุสูตรที่ ๓ ต่อไป :-
               บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ แก้เป็น อุทาหารํ อุทาหริ ได้แก่ เปล่งวาจายกตัวอย่างมาอ้าง. เหมือนอย่างว่า บุคคลย่อมไม่อาจเพื่อจะถือเอาประมาณน้ำมันอันน้อยได้ เพราะซึมซาบไป ท่านเรียกน้ำมันนั้นว่า เป็นส่วนที่เหลือเศษ บุคคลใดย่อมไม่อาจเพื่อถือเอาทะเลสาบที่มีน้ำมากอันใด เพราะไหลท่วมทับ ท่านเรียกน้ำนั้นว่าโอฆะฉันใด หทัยใดย่อมไม่อาจเพื่อจะยึดซึ่งถ้อยคำอันเกิดจากปีติไว้ได้ เพราะเป็นถ้อยคำอันมีกำลังยิ่ง อดกลั้นอยู่ภายในไม่ได้ ย่อมออกมาภายนอก ท่านจึงเรียกถ้อยคำนั้นว่า อุทาน ฉันนั้นเหมือนกัน เทวดานั้นเปล่งอุทานถือถ้อยคำอันเกิดแต่ปีติเห็นปานนี้.
               ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้เปล่งอุทานในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
                                   ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยังประโยชน์
                                   ให้สำเร็จได้แล แม้เมื่อของมีอยู่น้อย ทานก็
                                   ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้
                         อนึ่ง ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธา ก็ยังประโยชน์
                         ให้สำเร็จได้ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า
                         ทานและการรบเสมอกัน
                                   พวกวีรบุรุษแม้มีน้อย ย่อมชนะคนขลาดที่มี
                                   มากได้ ถ้าบุคคลเชื่ออยู่ ย่อมให้สิ่งของแม้
                                   น้อยได้ เพราะฉะนั้นแล ทายกนั้นย่อมเป็น
                                   ผู้มีความสุขในโลกหน้า.
               บทว่า สทฺธายปิ สาหุ ทานํ แปลว่า ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ ได้แก่ทานที่บุคคลแม้เชื่อซึ่งกรรมและผลของกรรมแล้วให้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ คือเป็นกรรมอันเจริญที่ตนได้.
               บทว่า อาหุ แก้เป็น กเถนฺติ แปลว่า ย่อมกล่าว.
               ถามว่า อย่างไร ทานและการรบทั้งสองนั้น จึงชื่อว่าเสมอกัน.
               ตอบว่า เพราะว่าบุคคลผู้ขลาดในชีวิต ย่อมไม่อาจเพื่อจะรบ บุคคลผู้กลัวความสิ้นเปลือง ก็ย่อมไม่อาจเพื่อจะให้ทาน.
               จริงอยู่ เมื่อบุคคลกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักรักษาชีวิตด้วย จักรบด้วยดังนี้ ย่อมไม่รบ แต่บุคคลสละความอาลัยในชีวิตแล้วให้อุตสาหะเกิดขึ้นว่า เราถูกตัดอวัยวะหรือการตายก็ตาม เราจักต้องถึงความเป็นอิสระนั่น ดังนี้ทีเดียว ย่อมรบ.
               บุคคลเมื่อกล่าวว่า เราจักรักษาโภคะทั้งหลาย และจักให้ทานดังนี้ ชื่อว่าย่อมไม่ให้ทาน แต่บุคคลสละความอาลัยในโภคะทั้งหลายและมีอุตสาหะว่าเราจักให้มหาทานดังนี้ ชื่อว่าย่อมให้ทาน.
               ทานและการรบย่อมเสมอกัน แม้ด้วยอาการอย่างนี้.
               คำอะไรๆ ที่จะพึงกล่าวให้ยิ่งกว่านี้ย่อมไม่มี.
               บทว่า อปฺปาปิ สนฺตา พหุเก ชินํ แปลว่า พวกวีรบุรุษแม้มีน้อย ย่อมชนะคนขลาดที่มีมากได้.
               อธิบายว่า พวกวีรบุรุษถึงจะมีน้อยก็สามารถรบชนะผู้ขลาดที่มีมากได้ฉันใด บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาก็ฉันนั้น. เมื่อให้ทานน้อยย่อมย่ำยีความตระหนี่มาก ทั้งยังได้ผลของทานเป็นอันมาก. ทานและการรบจึงเสมอกันแม้ด้วยอาการอย่างนี้.
               ด้วยเหตุนี้แหละ เทวดาจึงกล่าวว่า ถ้าบุคคลเชื่ออยู่ ย่อมให้สิ่งของแม้น้อยได้ ดังนี้. ก็เพื่อประกาศเนื้อความนี้ว่า เพราะฉะนั้นแล ทายกนั้นย่อมเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้าดังนี้ พึงยังเรื่องพราหมณ์เอกสาฎกให้พิสดาร.
               บทว่า ธมฺมลทฺธสฺส แปลว่า ผู้มีธรรมอันได้แล้ว ได้แก่บุคคลผู้มีโภคะอันได้แล้วด้วยธรรมอันสงบ และบุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว. ในข้อนี้ บุคคลผู้มีธรรมอันบรรลุแล้ว ผู้เป็นพระอริยบุคคล ชื่อว่าผู้มีธรรมอันได้แล้ว. เพราะฉะนั้น ทานอันบุคคลผู้มีโภคะอันได้แล้วโดยธรรม ย่อมให้แก่พระอริยบุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว ท่านกล่าวว่า แม้ข้อนั้นก็เป็นการดี.
               เนื้อความในบทคาถาว่า บุคคลใดย่อมให้ทานแก่ผู้มีธรรมอันได้แล้ว แม้นี้ก็นัยนี้แหละ.
               บทว่า อุฏฺฐานวิริยาธิคตสฺส ได้แก่ ผู้มีโภคะอันบรรลุแล้ว ด้วยความบากบั่นและความเพียร.
               บทว่า เวตรณี (ชื่อนรกขุมหนึ่งที่มีแม่น้ำ) นี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนาเท่านั้น.
               อธิบายว่า ก็บุคคลนั้นก้าวพ้นไปได้โดยประการทั้งปวง คือซึ่งนรกของพญายม ชื่อว่าเวตรณีบ้าง ซึ่งมหานรก ๓๑ มีสัญชีวนรกและกาฬสุตตนรกเป็นต้นบ้าง.
               ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้เปล่งอุทานในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
                         ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ฯลฯ ทานที่ให้แก่
                         บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว เป็นการดี
                         อนึ่ง ทานที่บุคคลเลือกให้ยิ่งเป็นการดี
                         ทานที่เลือกให้พระสุคตทรงสรรเสริญแล้ว.
               บทว่า วิเจยฺย ทานํ แปลว่า ทานที่บุคคลเลือกให้. ในข้อนี้ ได้แก่ทานที่บุคคลเลือกให้นั้นมี ๒ อย่าง คือเลือกทักขิณา (ของสำหรับทำบุญ) อย่างหนึ่ง เลือกพระทักขิไณยบุคคล (บุคคลผู้ควรรับของทำบุญ) อย่างหนึ่ง.
               ในสองอย่างนั้น การนำปัจจัยทั้งหลายที่เลวออกไปแล้วคัดเลือกเอาของที่ประณีตๆ ถวายแก่พระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น ชื่อว่าการเลือกทักขิณา.
               การละเว้นบุคคลทั้งหลายนอกจากศาสนานี้ ผู้มีศีลวิบัติแล้วและบุคคลผู้นอกรีตนอกรอย ๙๖ ประเภท แล้วถวายทานแก่บรรพชิตในพระศาสนา ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลาทิคุณ ชื่อว่าการเลือกพระทักขิไณยบุคคล. ด้วยอาการทั้งสองอย่างอย่างนี้ ชื่อว่าทานที่บุคคลเลือกให้.
               บทว่า สุคตปฺปสฏฺฐํ แปลว่า พระสุคตทรงสรรเสริญแล้ว.
               ก็เทวดากล่าวถึงการเลือกทักษิณา (ของทำบุญ) ด้วยคำว่า พีชานิ วุตฺตานิ ยถา นี้ แปลว่า เหมือนพืชที่หว่านแล้ว.
               อธิบายว่า ไทยธรรม คือของทำบุญอันประณีตๆ เช่นกับการเลือกพืชที่หว่านแล้ว.
               บทว่า ปาเณสุปิ สาธุ สํยโม แปลว่า ความสำรวมแม้ในสัตว์ทั้งหลายเป็นการดี คือว่ามีความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย ก็ย่อมเป็นกรรมอันเจริญ.
               เทวดานี้ เมื่อจะก้าวล่วงอานิสงส์ของทานที่พวกเทวดาเหล่าอื่นกล่าวแล้ว เพื่อกล่าวถึงอานิสงส์แห่งศีล จึงเริ่มคำว่า
                                   โย ปาณภูตานิ อเหฐยํ จรํ
                                   ปรูปวาทา น กโรติ ปาปํ
                                   ภีรุ ํ ปสํสนฺติ น หิ ตตฺถ สูรํ
                                   ภยา หิสนฺโต น กโรนฺติ ปาปํ.

                         บุคคลใดประพฤติตนเป็นผู้ไม่เบียดเบียน
                         สัตว์ทั้งหลาย เที่ยวไปอยู่ ไม่ทำบาป เพราะ
                         กลัวความติเตียนแห่งผู้อื่น บัณฑิตทั้งหลาย
                         ย่อมสรรเสริญซึ่งบุคคลผู้กลัวบาป แต่ไม่
                         สรรเสริญบุคคลผู้กล้าในการทำบาปนั้น
                         สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่ทำบาป เพราะ
                         ความกลัวบาปแท้.

               คำว่า อเหฐยํ จรํ แก้เป็น อวิหึสนฺโต จรมาโน แปลว่า เป็นผู้ไม่เบียดเบียน เที่ยวไปอยู่.
               บทว่า ปรูปวาทา แปลว่า เพราะกลัวความติเตียนแห่งบุคคลอื่น.
               บทว่า ภยา ได้แก่ อุปวาทภัย (ภัยคือความติเตียน).
               บทว่า ทานา จ โข ธมฺมปทํว เสยฺโย แปลว่า บทแห่งธรรมเท่านั้นประเสริฐกว่าทาน คือว่าบทแห่งธรรม กล่าวคือพระนิพพานนั่นแหละ ประเสริฐกว่าทาน.
               บทว่า ปุพฺเพว หิ ปุพฺพตเรว สนฺโต แปลว่า เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลายในกาลก่อนก็ดี กาลก่อนกว่าก็ดี.
               อธิบายว่า ในกาลก่อน คือกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะเป็นต้น และในกาลก่อนกว่า คือในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมน์เป็นต้นก็ดี บัณฑิตเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษในกาลก่อนหรือในกาลก่อนกว่านั้นแหละ ดังนี้แล.

               จบอรรถกถาสาธุสูตรที่ ๓               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ สาธุสูตรที่ ๓ จบ.
อ่านอรรถกถา 15 / 1อ่านอรรถกถา 15 / 86อรรถกถา เล่มที่ 15 ข้อ 94อ่านอรรถกถา 15 / 102อ่านอรรถกถา 15 / 956
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=583&Z=647
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๘  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com