ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒
๓. ภิกขุสูตร

               อรรถกถาภิกขุสูตรที่ ๓               
               พึงทราบวินิจฉัยในภิกขุสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า สนฺโต แปลว่า มีอยู่ คือหาได้อยู่.
               บทว่า สํวิชฺชมานา เป็นไวพจน์ของบทว่า สนฺโต นั้นนั่นแล.
               บทว่า โลกสฺมึ ได้แก่ ในสัตว์โลก.
               บทว่า นิราโส ได้แก่ บุคคลผู้ไม่มีความหวัง คือไม่มีความปรารถนา.

               อธิบายบทว่า อาสํโส-วิคตาโส               
               บทว่า อาสํโส ได้แก่ บุคคลยังหวังอยู่ คือยังปรารถนาอยู่.
               บทว่า วิคตาโส ได้แก่ บุคคลผู้เลิกหวังแล้ว.
               บทว่า จณฺฑาลกุเล ได้แก่ ในตระกูลของคนจัณฑาลทั้งหลาย.
               บทว่า เวณกุเล๑- ได้แก่ ในตระกูลของช่างสาน.
____________________________
๑- ปาฐะว่า วิวินฺนการกุเล ฉบับพม่าเป็น วิลีวการกุเล แปลตามฉบับพม่า.

               บทว่า เนสาทกุเล ได้แก่ ในตระกูลของนายพรานมีนายพรานเนื้อเป็นต้น.
               บทว่า รถการกุเล ได้แก่ ในตระกูลช่างหนัง.
               บทว่า ปุกฺกุสกุเล ได้แก่ ในตระกูลของคนเทขยะ.
               ครั้นทรงแสดงความวิบัติของตระกูลด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล้ว บัดนี้ เพราะเหตุที่บุคคลลางคน แม้เกิดในตระกูลต่ำก็ยังมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก แต่บุคคลผู้ไม่มีหวังนี้ หาเป็นเช่นนั้นไม่ ฉะนั้น เพื่อจะทรงแสดงถึงความวิบัติแห่งโภคะของเขา จึงตรัสคำว่า ทลิทฺเท เป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทลิทฺเท ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้ยากจน.
               บทว่า อปฺปนฺนปานโภชเน ได้แก่ ตระกูลที่มีข้าวน้ำและของบริโภคอยู่น้อย.
               บทว่า กสิรวุตฺติเก ได้แก่ ตระกูลที่มีการเลี้ยงชีพลำบาก. อธิบายว่า ในตระกูลที่คนทั้งหลายใช้ความพยายาม พากเพียรอย่างยิ่ง สำเร็จการเลี้ยงชีวิต.
               บทว่า ยตฺถ กสิเรน ฆาสจุฉาโท ลพฺภติ ความว่า คนในตระกูลใดทำมาหากิน ได้ของกิน คือข้าวยาคูและภัตร และเครื่องนุ่งห่มที่พอปกปิดอวัยวะที่น่าละอายโดยยาก.
               บัดนี้ เพราะเหตุที่บุคคลลางคนแม้เกิดในตระกูลต่ำมีอุปธิสมบัติ คือดำรงอยู่ในการที่มีร่างกายสมประกอบ แต่ว่าบุคคลนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ฉะนั้น เพื่อจะทรงแสดงความวิบัติแห่งร่างกายของเขา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า โส จ โหติ ทุพฺพณฺโณ เป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุพฺพณฺโณ ความว่า มีผิวพรรณดังตอถูกไฟไหม้ คล้ายปีศาจคลุกฝุ่น.
               บทว่า ทุทฺทสิโก ได้แก่ ไม่เป็นที่เจริญตา แม้ของมารดาบังเกิดเกล้า.
               บทว่า โอโกฏิมโก ได้แก่ คนเตี้ย.
               บทว่า กาโณ ได้แก่ คนตาบอดข้างเดียวบ้าง คนตาบอดสองข้างบ้าง.
               บทว่า กุณิ ได้แก่ คนมือเป็นง่อยข้างเดียวบ้าง ง่อยทั้งสองข้างบ้าง.
               บทว่า ขณฺโช ได้แก่ คนขาเขยกข้างเดียวบ้าง คนขาเขยกทั้งสองข้างบ้าง.
               บทว่า ปกฺขหโต ได้แก่ คนเปลี้ย คือคนง่อย.
               บทว่า ปทีเปยฺยสฺส ได้แก่ อุปกรณ์แสงสว่าง มีน้ำมันและกระเบื้องเป็นต้น.
               บทว่า ตสฺส น เอวํ โหติ ความว่า คนนั้นย่อมไม่มีความคิดอย่างนี้.
               ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่มี.
               ตอบว่า เพราะเขาเกิดในตระกูลต่ำ.
               บทว่า เชฏฺโฐ ความว่า เมื่อพระราชโอรสอีกพระองค์หนึ่งที่เป็น องค์โตยังมีอยู่ พระราชโอรสองค์เล็ก ก็ไม่ทรงทำความหวัง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เชฏฺโฐ ดังนี้.
               บทว่า อภิเสโก ความว่า แม้พระราชโอรสองค์โตก็ยังไม่ควรอภิเษก จึงไม่ทรงทำความหวัง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อภิเสโก ดังนี้.
               บทว่า อนภิสิตฺโต ความว่า แม้พระราชโอรสที่ควรแก่การอภิเษกซึ่งเว้นจากโทษ มีพระเนตรบอดและพระหัตถ์หงิกง่อยเป็นต้น ได้รับอภิเษกครั้งเดียวแล้ว ก็ไม่ทรงทำความหวังในการอภิเษกอีก เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อนภิสิตฺโต ดังนี้.
               บทว่า มจลปฺปตฺโต๑- ความว่า ฝ่ายพระโอรสองค์โตก็ยังเป็นอ่อนนอนแบเบาะ มิได้รับการอภิเษก พระราชโอรสแม้นั้นมิได้ทำความหวังในการอภิเษก แต่ต่อมาทรงมีพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษาเริ่มมีพระมัสสุปรากฏ ชื่อว่าทรงบรรลุนิติภาวะ สามารถจะว่าราชการใหญ่ได้ เพราเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มจลปฺปตฺโต ดังนี้.
____________________________
๑- ในพระบาลีเป็น อจลปฺปตฺโต

               บทว่า ตสฺส เอวํ โหติ ได้แก่ ถามว่า เพราะเหตุไร พระราชโอรสนั้นจึงมีพระดำริอย่างนี้.
               ตอบว่า เพราะพระองค์มีพระชาติสูง.
               บทว่า ทุสฺสีโล ได้แก่ ผู้ไม่มีศีล.
               บทว่า ปาปธมฺโม ได้แก่ ผู้มีธรรมอันลามก.
               บทว่า อสุจิ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยกรรมทั้งหลายมีกายกรรมเป็นต้นอันไม่สะอาด.
               บทว่า สงฺกสฺสรสมาจาโร ความว่า ผู้มีสมาจารอันบุคคลอื่น พึงระลึกถึงด้วยความรังเกียจ คือมีสมาจารเป็นที่ตั้งแห่งความรังเกียจของคนอื่นอย่างนี้ว่า ผู้นี้ชะรอยจักทำบาปกรรมนี้ เพราะเขาได้เห็นบาปกรรมบางอย่างที่ไม่เหมาะสม.
               อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า มีสมาจารที่ตนนั่นแลพึงระลึกถึงด้วยความระแวง ชื่อว่า สงฺกสฺสรสมาจาโร.
               จริงอยู่ ภิกษุนั้นเห็นภิกษุทั้งหลายประชุมกันปรึกษากันเรื่องบางเรื่องในที่ทั้งหลายมีที่พักกลางวันเป็นต้น แล้วก็มีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุเหล่านี้จับกลุ่มกันปรึกษา พวกเธอรู้กรรมที่เราทำแล้วจึงปรึกษากันหรือหนอแล อย่างนี้ เธอชื่อว่ามีสมาจารที่ตนเองพึงระลึกถึงด้วยความระแวง.
               บทว่า ปฏิจฺฉนฺนกมฺมนฺโต ความว่า ผู้ประกอบด้วยบาปกรรมที่ต้องปิดบัง.
               บทว่า อสฺสมโณ สมณปฏิญฺโญ ความว่า บุคคลไม่เป็นสมณะเลย แต่กลับปฏิญญาอย่างนี้ว่า เราเป็นสมณะ เพราะเขาเป็นสมณะเทียม.
               บทว่า อพฺรหฺมจารี พฺรหฺมจารีปฏิญฺโญ ความว่า บุคคลไม่เป็นพรหมจารีเลย แต่เห็นผู้อื่นที่เป็นพรหมจารีนุ่งห่มเรียบร้อย ครองผ้าสีดอกโกสุม เที่ยวบิณฑบาต เลี้ยงชีวิตอยู่ในคามนิคมราชธานี ก็ทำเป็นเหมือนให้ปฏิญญาว่า เราเป็นพรหมจารี เพราะแม้ตนเองก็ปฏิบัติด้วยอาการเช่นนั้น คืออย่างนั้น. แต่เมื่อกล่าวว่า เราเป็นภิกษุ แล้วเข้าไปยังโรงอุโบสถเป็นต้น ชื่อว่าปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี แท้ทีเดียว. เมื่อจะรับลาภของสงฆ์ก็ทำนองเดียวกัน คือปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี.
               บทว่า อนฺโตปูติ ได้แก่ มีภายในหมักหมมด้วยกรรมเสีย.
               บทว่า อวสฺสุโต ได้แก่ ผู้เปียกชุ่มด้วยกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นที่เกิดอยู่เสมอ.
               บทว่า ตสฺส น เอวํ โหติ ความว่า บุคคลนั้นไม่มีความคิดอย่างนี้ เพราะเหตุไร เพราะเขาไม่มีอุปนิสัยแห่งโลกุตรธรรม.
               บทว่า ตสฺส เอวํ โหติ ความว่า เพราะเหตุไร เธอจึงมีความคิดอย่างนี้ เพราะเธอเป็นผู้มีปกติทำให้บริบูรณ์ในมหาศีล.

               จบอรรถกถาภิกขุสูตรที่ ๓               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๓. ภิกขุสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 451อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 452อ่านอรรถกถา 20 / 453อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=2820&Z=2875
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :