ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี
อัจฉราสังฆาตวรรคที่ ๖

               อรรถกถาอัจฉราสังฆาตวรรคที่ ๖               
               อรรถกถาสูตรที่ ๑               
               วรรคที่ ๖ สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า ตํ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ความว่า ปุถุชน เว้นแล้วจากการศึกษาภวังคจิตนั้น.
               ในบทว่า ตํ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน นั้น ชื่อว่าไม่ได้ศึกษาไญยธรรม เพราะไม่มีอาคมนิกายที่จะเรียน และอธิคมมรรคผลที่จะบรรลุ.
               จริงอยู่ บุคคลใดสอบสวนพระสูตรนี้ โดยเนื้อความตั้งแต่ต้น ยังไม่รู้ด้วยอำนาจนิกายคือคัมภีร์ที่มาของสูตรนี้ โดยเนื้อความตั้งแต่ต้น ยังไม่รู้ด้วยอำนาจนิกาย คือคัมภีร์ที่มาของสูตรนี้ และด้วยอำนาจมรรคผล อันผู้ปฏิบัติพึงบรรลุว่า ชื่อว่าภวังคจิตนี้ แม้บริสุทธิ์ตามปกติ ก็เศร้าหมอง เพราะอุปกิเลสมีโลภะเป็นต้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ในขณะแห่งชวนจิต.
               อนึ่ง ผู้ใดไม่มีนิกายเป็นที่มาอันจะขบธรรมให้เข้าใจตามความเป็นจริง เพราะเว้นการเรียนและการสอบถามในขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปัจจยาการและสติปัฏฐานเป็นต้น และไม่มีอธิคม เพราะไม่ได้บรรลุมรรคผลที่จะพึงบรรลุด้วยการปฏิบัติ ผู้นั้นชื่อว่าไม่ศึกษาไญยธรรม เพราะไม่มีอาคมและอธิคม.
                                   ปุถูนํ ชนนาทีหิ           การเณหิ ปุถุชฺชโน
                                   ปุถุชฺชนนฺโตคธตฺตา    ปุถุ วายํ ชโน อิติ.
                         ชนนี้ ชื่อว่าปุถุชน เพราะเหตุทั้งหลาย มีทำกิเลส
                         เป็นอันมากให้เกิดเป็นต้น หรือว่า ชื่อว่าปุถุชน
                         เพราะหยั่งลงภายในแห่งชนผู้มีกิเลสหนา.

               จริงอยู่ ชนนั้น ชื่อว่าปุถุชน เพราะเหตุทั้งหลายมีการทำให้เกิดกิเลสมีประการต่างๆ เป็นอันมาก เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่าปุถุชน เพราะทำให้เกิดกิเลสเป็นอันมาก. ชื่อว่าปุถุชน เพราะมีสักกายทิฏฐิอันยังไม่ละเว้นเป็นอันมาก. ชื่อว่าปุถุชน เพราะปรุงแต่งด้วยอภิสังขารต่างๆ มาก. ชื่อว่า ปุถุชนเพราะถูกโอฆะกิเลสดุจห้วงน้ำต่างๆ เป็นอันมากพัดพาไป. ชื่อว่าปุถุชน เพราะเดือดร้อนด้วยเครื่องเดือดร้อนเป็นอันมาก ชื่อว่าปุถุชน เพราะยินดี กำหนัด ละโมบ สยบ หมกมุ่น ติดข้องพัวพัน ในกามคุณทั้ง ๕ มาก. ชื่อว่าปุถุชน เพราะถูกนิวรณ์ ๕ ครอบคลุม คล้องปิดกั้น กำบังไว้มาก.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปุถุชน เพราะหยั่งลงภายในแห่งชนผู้มีกิเลสหนา เป็นไปล่วงการนับผู้หันหลังให้อริยธรรม ผู้ประพฤติธรรมที่ต่ำดังนี้ก็มี. ก็ปุถุชนนี้นับว่าเป็นคนละพวกกันทีเดียว. ชื่อว่าปุถุชน เพราะเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องกับพระอริยเจ้าผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลและสุตะเป็นต้น.
               ด้วยสองบทว่า อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ดังพรรณนามาอย่างนี้ ท่านกล่าวปุถุชนเหล่าใดไว้ ๒ จำพวกว่า
                                   ทุเว ปุถุชฺชน วุตฺตา       พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา
                                   อนฺโธ ปุถุชฺชโน เอโก    กลฺยาณโก ปุถุชฺชโน.
                         พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธ์แห่งพระอาทิตย์ ตรัสปุถุชนไว้
                         ๒ พวก คือ อันธปุถุชน ๑ กัลยาณปุถุชน ๑.
               บรรดาปุถุชนที่กล่าวไว้แล้วทั้ง ๒ จำพวกนั้น อันธปุถุชน พึงทราบว่าเป็นอันกล่าวไว้แล้ว.
               บทว่า ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ความว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า ภวังคจิตนี้ ชื่อว่าเศร้าหมอง เพราะอุปกิเลสทั้งหลายอันจรมาอย่างนี้ ชื่อว่าหลุดพ้น แล้วอย่างนี้.
               บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่ไม่รู้.
               บทว่า จิตฺตภาวนา นตฺถิ ได้แก่ ความตั้งมั่นแห่งจิต การกำหนดจิตไม่มี. ด้วยภาวะที่ไม่มีนั่นแล ทรงแสดงว่า เรากล่าวว่าไม่มีดังนี้.
               จบอรรถกถาสูตรที่ ๑               

               อรรถกถาสูตรที่ ๒               
               ในสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า สุตวา ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยการศึกษา. ก็ในบทว่า สุตวา นี้ เมื่อว่าโดยพิสดาร พึงทราบความโดยตรงกันข้ามกับบทว่า อสฺสุตวา.
               บทว่า อริยสาวโก ได้แก่ พระอริยะที่ไม่เป็นพระสาวกก็มี เช่นพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้า. พระสาวกที่ไม่เป็นพระอริยะก็มี เช่นคฤหัสถ์ผู้ยังไม่บรรลุผล. ไม่เป็นทั้งพระอริยะ ไม่เป็นทั้งพระสาวกก็มี เช่นพวกเดียรถีย์เป็นอันมาก. เป็นทั้งพระอริยะ เป็นทั้งพระสาวกก็มี เช่นพระสมณะศากบุตรผู้บรรลุผลรู้แจ้งคำสั่งสอนแล้ว.
               แต่ในที่นี้จะเป็นคฤหัสถ์ หรือบรรพชิตก็ตามคนใดคนหนึ่งผู้สมบูรณ์ด้วยการศึกษา ด้วยอำนาจแห่งเนื้อความที่กล่าวไว้แล้ว พึงทราบว่า ผู้นี้เป็นพระอริยสาวกในบทว่า สุตวา นี้.
               บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ พระอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ภวังคจิตนี้ หลุดพ้นแล้วจากอุปกิเลสทั้งหลาย อันจรมาด้วยอาการอย่างนี้ เศร้าหมองแล้วด้วยอาการอย่างนี้.
               บทว่า จิตฺตภาวนา อตฺถิ ความว่า ความตั้งมั่นแห่งจิต ความกำหนดจิตมีอยู่ ด้วยภาวะที่จิตมีอยู่นั่นเอง ทรงแสดงว่ามีอยู่.
               ในสูตรนี้ ท่านกล่าวถึงวิปัสสนาที่แก่กล้า. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เป็นวิปัสสนาที่ยังอ่อนกำลัง.
               จบอรรถกถาสูตรที่ ๒               

               อรรถกถาสูตรที่ ๓               
               สูตรที่ ๓ กล่าวไว้แล้วในเหตุเกิดเรื่อง.
               กล่าวไว้ในเหตุเกิดเรื่องไหน? ในเหตุเกิดเรื่องอัคคิขันโธปมสูตร.
               ได้ยินว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าอาศัยประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี.
               จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอาศัยอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ก็มิได้ทรงละกิจ ๕ อย่างเลย. ชื่อว่า พุทธกิจ ๕ อย่าง คือ ปุเรภัตตกิจ ๑ ปัจฉาภัตตกิจ ๑ ปุริมยามกิจ ๑ มัชฌิมยามกิจ ๑ ปัจฉิมยามกิจ ๑.
               ในพุทธกิจ ๕ นั้น ปุเรภัตตกิจ กิจก่อนเสวยอาหาร มีดังต่อไปนี้ :-
               จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นแต่เช้า ทรงกระทำปริกรรมพระสรีระมีล้างพระพักตร์เป็นต้น เพื่ออนุเคราะห์อุปัฏฐากและเพื่อความผาสุกแห่งพระสรีระ ทรงยับยั้งอยู่เหนืออาสนะอันสงัดจนถึงเวลาภิกขาจาร พอได้เวลาภิกขาจาร ก็ทรงนุ่งอันตรวาสก ทรงคาดประคดเอว ห่มจีวร ถือบาตร บางครั้งก็พระองค์เดียว บางครั้งก็แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม.
               บางคราวเสด็จเข้าไปตามปกติ บางคราวเสด็จไปด้วยปาฏิหาริย์เป็นอันมาก. คือเมื่อพระโลกนาถเสด็จเที่ยวบิณฑบาต ลมอ่อนๆ ก็พัดไปข้างหน้าเป่าแผ่นดินให้สะอาด เมฆหลั่งเมล็ดฝนดับฝุ่นละอองบนหนทาง กางกั้นเป็นเพดานอยู่เบื้องบน. ลมอีกพวกหนึ่งก็นำดอกไม้เข้าไปโปรยลงบนหนทาง ภูมิประเทศที่ดอนก็ยุบลง ภูมิประเทศที่ลุ่มก็หนุนตัวขึ้น เวลาที่ทรงย่างพระบาท ภูมิภาคย่อมมีพื้นราบเรียบ หรือดอกปทุมมีสัมผัสอันอ่อนละมุน คอยรับพระบาท. เมื่อพอทรงวางพระบาทเบื้องขวา ไว้ในภายในเสาเขื่อน ฉัพพัณณรังสี พระรัศมีมีพรรณ ๖ ประการเปล่งออกจากพระสรีระพวยพุ่งไปรอบด้าน กระทำปราสาทและเรือนยอดเป็นต้นให้เป็นดุจสีเหลืองเหมือนทองคำและให้เป็นดุจแวดวงด้วยผ้าอันวิจิตร.
               สัตว์ทั้งหลายมีช้างม้าและนกเป็นต้นที่อยู่ในที่ของตนๆ ก็เปล่งเสียงไพเราะ. ดนตรีมีกลองและบัณเฑาะว์เป็นต้น กับเครื่องอาภรณ์ที่สวมใส่อยู่ในกายของพวกมนุษย์ก็เหมือนกัน คือเปล่งเสียงไพเราะ ด้วยสัญญาณนั้น พวกมนุษย์ย่อมรู้ว่าวันนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตในที่นี้.
               มนุษย์เหล่านั้นนุ่งห่มเรียบร้อย ถือเครื่องสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น ออกจากเรือนดำเนินไปตามท้องถนน บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้นโดยเคารพถวายบังคมแล้ว ทูลขอว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดประทานภิกษุแก่พวกข้าพระองค์ ๑๐ รูป แก่พวกข้าพระองค์ ๒๐ รูป แก่พวกข้าพระองค์ ๑๐๐ รูปแล้วรับบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปูอาสนะน้อมถวายบิณฑบาตโดยเคารพ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว ทรงตรวจดูสันดานของมนุษย์เหล่านั้นแล้วทรงแสดงธรรม. บางพวกจะตั้งอยู่ในสรณคมน์ บางพวกจะตั้งอยู่ในศีล ๕ บางพวกจะตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล สกทาคามิผลและอนาคามิผลอย่างใดอย่างหนึ่ง บางพวกจะบวชแล้ว ดำรงอยู่ในพระอรหัตอันเป็นผลเลิศ ด้วยประการใด ก็ทรงอนุเคราะห์มหาชนด้วยประการนั้น เสด็จลุกจากอาสนะ เสด็จกลับไปพระวิหาร. เสด็จไปที่พระวิหารนั้นแล้วประทับนั่ง บนบวรพุทธอาสน์ที่เขาตกแต่งไว้ ณ ศาลากลมประกอบด้วยของหอม.
               ในเวลาเสร็จภัตตกิจของภิกษุทั้งหลาย อุปัฏฐากก็จะกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ทรงทราบ. ต่อนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงจะเสด็จเข้าพระคันธกุฏี.
               ปุเรภัตตกิจ กิจก่อนเสวยอาหารมีเท่านี้ก่อน.
               ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำกิจก่อนเสวยอาหารอย่างนี้แล้ว ก็ประทับนั่งที่หน้ามุขพระคันธกุฏี ทรงล้างพระบาท ทรงโอวาทภิกษุสงฆ์ว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงยังกิจให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าหาได้ยาก กาลได้อัตภาพเป็นมนุษย์หาได้ยาก การถึงพร้อมด้วยศรัทธาหาได้ยาก การบรรพชาหาได้ยาก การฟังธรรมหาได้ยากในโลก
               บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุบางรูปทูลถามกรรมฐานกะพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระองค์ก็ประทานกรรมฐานอันเหมาะแก่ความประพฤติของภิกษุเหล่านั้น แต่นั้นภิกษุแม้ทั้งหมดถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วไปยังที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันของตนๆ . บางพวกไปป่า บางพวกอยู่โคนไม้ บางพวกไปภูเขาเป็นต้นแห่งใดแห่งหนึ่ง บางพวกไปภพของท้าวจาตุมหาราช บางพวกไปภพของท้าววสวัสดี.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฏี ถ้าทรงจำนงก็ทรงมีสติ สัมปชัญญะ บรรทมตะแคงขวา ครู่หนึ่ง ครั้นมีพระวรกายกระปรี้กระเปร่า เสด็จลุกขึ้นตรวจดูสัตว์โลก ในภาคที่ ๒. ในภาคที่ ๓. มหาชนในคามหรือนิคมที่พระองค์เสด็จเข้าไปอาศัยประทับอยู่ ถวายทานก่อนอาหาร ครั้นเวลาหลังอาหาร นุ่งห่มเรียบร้อยแล้วถือเอาสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น ประชุมกันในพระวิหาร.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปโดยปาฏิหารย์อันเหมาะสมแก่บริษัทที่ประชุมกัน ประทับนั่งแสดงธรรมบนบวรพุทธอาสน์ที่ตกแต่งไว้ในโรงธรรม ให้เหมาะแก่กาล เหมาะแก่สมัย. ครั้นถึงเวลาอันควรแล้วจึงส่งบริษัทกลับไป. พวกมนุษย์ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็หลีกไป.
               ปัจฉาภัตตกิจ กิจภายหลังอาหาร มีดังกล่าวนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงทำปัจฉาภัตตกิจให้เสร็จอย่างนั้นแล้ว ถ้าทรงพระประสงค์จะทรงสนานพระกาย ก็เสด็จลุกขึ้นจากพุทธอาสน์ เสด็จเข้าสู่ซุ้มสำหรับสรงสนาน ทรงรดพระกายด้วยน้ำอันอุปัฏฐากจัดถวาย. แม้พระอุปัฏฐากก็นำเอาพุทธอาสน์มาลาดถวายในบริเวณพระคันธกุฏี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งอันตรวาสก ๒ ชั้นที่ย้อมดีแล้ว ทรงคาดประคตเอว ทรงครองอุตตราสงฆ์แล้วเสด็จมาประทับ ณ พุทธอาสน์นั้น ทรงเร้นอยู่ครู่หนึ่งลำพังพระองค์.
               ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายมาจากที่นั้นไปยังที่เฝ้าพระศาสดา บรรดาภิกษุเหล่านั้น บางพวกถามปัญหา บางพวกขอกรรมฐาน บางพวกขอฟังธรรม. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจัดให้สมประสงค์ของภิกษุเหล่านั้น ทรงยับยั้งแม้ตลอดยามต้น.
               ปุริมยามกิจ กิจในยามต้น มีดังกล่าวนี้.
               เวลาเสร็จกิจในยามต้น เมื่อภิกษุทั้งหลายถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วหลีกไป เทวดาทั่วหมื่นโลกธาตุ เมื่อได้โอกาสจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถามปัญหา ชั้นที่สุดแม้อักษร ๔ ตัวตามที่แต่งมา พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงวิสัชนาปัญหาแก่เทวดาเหล่านั้น ทรงยับยั้งอยู่ตลอดมัชฌิมยาม.
               มัชฌิมยามกิจ กิจในมัชฌิมยาม มีดังกล่าวนี้.
               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแบ่งปัจฉิมยามเป็น ๓ ส่วน แล้วทรงยับยั้งส่วนหนึ่งด้วยการเดินจงกรม เพื่อทรงปลดเปลื้องความเมื่อยพระวรกายที่ประทับนั่งมาก ตั้งแต่เวลาก่อนเสวยอาหาร ในส่วนที่ ๒ เสด็จเข้าไปพระคันธกุฏี ทรงมีพระสติและสัมปชัญญะ บรรทมตะแคงข้างขวา ในส่วนที่ ๓ เสด็จลุกขึ้นประทับนั่ง ตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ เพื่อทอดพระเนตรบุคคลผู้ได้กระทำบุญญาธิการไว้ด้วยทานและศีลเป็นต้นในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน.
               ปัจฉิมยามกิจ กิจในปัจฉิมยาม มีดังกล่าวนี้
               วันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำรงอยู่ในกิจนี้นี่แหละ ทรงตรวจดูสัตว์โลก ก็ได้ทรงเห็นเหตุนี้ว่า เมื่อเราจาริกไปในมหาโกสลรัฐ แสดงสูตรหนึ่งเปรียบเทียบด้วยกองเพลิง ภิกษุ ๖๐ รูปจักบรรลุพระอรหัต ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปจักรากเลือด ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปจักสึกเป็นคฤหัสถ์. บรรดาภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุผู้จักบรรลุพระอรหัตได้ฟังพระธรรมเทศนาอย่างใดอย่างหนึ่ง จักบรรลุได้ทีเดียว. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะเสด็จจาริกไปเพื่อสงเคราะห์ภิกษุนอกจากนี้ จึงตรัสว่า อานนท์ เธอจงบอกแก่ภิกษุทั้งหลาย.
               พระเถระไปตามบริเวณแล้วกล่าวว่า ผู้มีอายุ พระศาสดามีพระประสงค์จะเสด็จจาริกเพื่อสงเคราะห์มหาชน ผู้ประสงค์จะไปตามเสด็จก็จงพากันมาเถิด. ภิกษุทั้งหลายมีใจยินดีเหมือนได้ลาภใหญ่ คิดว่า เราจักได้ชมพระสรีระมีวรรณเพียงดังทองคำ ได้ฟังธรรมกถาอันไพเราะของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสดงธรรมแก่มหาชน ผู้ที่มีผมขึ้นยาวก็ปลงผม มีบาตรถูกสนิมจับก็จับระบมบาตร มีจีวรหมองก็ซักจีวร ต่างเตรียมจะตามเสด็จ.
               พระศาสดาแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ที่กำหนดจำนวนไม่ได้ ออกจาริกไปยังโกศลรัฐ วันหนึ่งๆ เสด็จจาริกไป ๑ คาวุต ๒ คาวุต ๓ คาวุตและโยชน์หนึ่งเป็นอย่างยิ่ง ตามลำดับแห่งคามและนิคม ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้มีโพรงต้นใหญ่แห่งหนึ่งถูกไฟไหม้ลุกโพลง ทรงดำริว่า เราจะทำต้นไม้นี้แลให้เป็นวัตถุเหตุตั้งเรื่อง แสดงธรรมกถาประคับด้วยองค์ ๗ จึงงดการเสด็จ เสด็จเข้าไปยังโคนไม้ต้นหนึ่ง ทรงแสดงอาการจะประทับนั่ง.
               พระอานนทเถระทราบพระประสงค์ของพระศาสดา คิดว่า ชะรอยว่าจักมีเหตุแน่นอน พระตถาคตไม่เสด็จต่อไปแล้วจะหยุดประทับนั่งเสียโดยเหตุอันไม่สมควรหามิได้ จึงปูลาดสังฆาฏิ ๔ ชั้น.
               พระศาสดาประทับนั่งแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูกองไฟใหญ่โน้น แล้วทรงแสดงอัคคิขันโธปมสูตร. ก็เมื่อตรัสไวยากรณ์นี้อยู่ ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปรากเลือด. ภิกษุประมาณ ๖๐ ลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์. ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปมีจิตไม่ยึดมั่นก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย.
               ก็เพราะได้ฟังไวยากรณ์นั้น นามกายของภิกษุประมาณ ๖๐ รูปก็กลัดกลุ้ม เมื่อนามกายกลัดกลุ้ม กรัชกายก็รุ่มร้อน เมื่อกรัชกายรุ่มร้อน โลหิตอุ่นที่คั่งก็พุ่งออกจากปาก. ภิกษุ (อีก) ประมาณ ๖๐ รูปคิดว่าการประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ตลอดชีวิตในพระพุทธศาสนา ทำได้ยากหนอ แล้วพากันลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์. ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปส่งญาณมุ่งตรงต่อเทศนาของพระศาสดา ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา.
               บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่าใดรากเลือด ภิกษุเหล่านั้นต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุเหล่าใดสึกเป็นคฤหัสถ์ ภิกษุเหล่านั้นพากันย่ำยีสิกขาบทเล็กน้อย. ภิกษุเหล่าใดบรรลุพระอรหัต ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์แล.
               พระธรรมเทศนาของพระศาสดา เกิดมีผลแม้แก่ภิกษุ ๓ จำพวกดังกล่าวนี้.
               ถามว่า พระธรรมเทศนาเกิดมีผลแก่ภิกษุผู้บรรลุพระอรหัตยกไว้ก่อน อย่างไรจึงเกิดมีผลแก่ภิกษุนอกนี้?
               แก้ว่า ก็ภิกษุแม้เหล่านั้น ถ้าไม่ได้ฟังธรรมเทศนากัณฑ์นี้ไซร้ เป็นผู้ประมาท ไม่พึงอาจละฐานะได้ แต่นั้นบาปของภิกษุเหล่านั้นกำเริบขึ้น จะพึงทำเธอให้จมลงในอบายถ่ายเดียว แต่ฟังเทศนากัณฑ์นี้แล้ว เกิดความสังเวช ละฐานะ ตั้งอยู่ในภูมิแห่งสามเณร บำเพ็ญศีล ๑๐ ประกอบขวนขวายในโยนิโสมนสิการ บางพวกเป็นพระโสดาบัน บางพวกเป็นพระสกทาคามี บางพวกเป็นอนาคามี บางพวกบังเกิดในเทวโลก. พระธรรมเทศนาได้มีผลแม้แก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิกด้วยอาการอย่างนี้. ฝ่ายภิกษุนอกนี้ ถ้าไม่พึงได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ไซร้ เมื่อกาลล่วงไปๆ ก็จะพึงต้องอาบัติสังฆาฑิเสสบ้าง ปาราชิกบ้าง ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้แล้ว คิดว่า พระพุทธศาสนาช่างขัดเกลาจริงหนอ พวกเราไม่สามารถจะบำเพ็ญข้อปฏิบัตินี้ตลอดชีวิตได้ จำเราจักลาสิกขา บำเพ็ญอุบาสกธรรม จักพ้นจากทุกข์ได้ ดังนี้แล้ว จึงพากันสึกไปเป็นคฤหัสถ์. ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในสรณะ ๓ รักษาศีล ๕ บำเพ็ญอุบาสกธรรม บางพวกเป็นพระโสดาบัน บางพวกเป็นสกทาคามี บางพวกเป็นอนาคามี บางพวกบังเกิดในเทวโลกแล. พระธรรมเทศนาได้มีผลแม้แก่ภิกษุเหล่านั้น ด้วยอาการอย่างนี้.
               อนึ่ง หมู่เทพได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้แล้ว ได้เที่ยวไปบอกแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ไม่ได้ฟังทุกรูปทีเดียว. ภิกษุทั้งหลายฟังแล้วคิดว่า ท่านผู้เจริญ การประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ตลอดชีวิตในพระพุทธศาสนาทำได้ยาก. ภิกษุ ๑๐ รูปบ้าง ๒๐ รูปบ้าง ๖๐ รูปบ้าง ๑๐๐ รูปบ้างบอกลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์ไปทันที.
               พระศาสดาเสด็จจาริกไปตามพอพระหฤทัย ไม่เสด็จกลับไปพระเชตวันอีก จึงทรงเรียกภิกษุมาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเมื่อเที่ยวจาริกไปอยู่คลุกคลีมานาน ภิกษุทั้งหลาย เราปรารถนาจะเร้นอยู่สักกึ่งเดือน ใครๆ ไม่ต้องเข้าไปหาเรา เว้นแต่ภิกษุผู้นำบิณฑบาตรูปเดียวดังนี้ ทรงยับยั้งลำพังพระองค์เดียวกึ่งเดือน เสด็จออกจากที่เร้น พร้อมด้วยพระอานนทเถระ เสด็จจาริกกลับไปพระวิหาร ทรงเห็นภิกษุเบาบาง ในที่ๆ ทรงตรวจดูแล้วตรวจดูอีก ถึงทรงทราบอยู่ก็ตรัสถามพระอานนทเถระว่า
               อานนท์ ในเวลาอื่นๆ เมื่อตถาคตเที่ยวจาริกกลับมายังเชตวัน ทั่ววิหารรุ่งเรืองไปด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ คลาคล่ำไปด้วยผู้แสวงคุณ แต่มาบัดนี้ ปรากฏว่า ภิกษุสงฆ์เบาบางลง และโดยมากภิกษุเกิดโรคผอมเหลืองขึ้น นี่เหตุอะไรกันหนอ.
               พระเถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุทั้งหลายเกิดความสังเวช จำเดิมแต่เวลาที่พระองค์แสดงพระธรรมเทศนาอัคคิขันโธปมสูตร คิดว่า พวกเราไม่สามารถจะปรนนิบัติธรรมนั้นโดยอาการทั้งปวงได้ และการที่ภิกษุผู้ประพฤติไม่ชอบบริโภคไทยธรรมที่เขาให้ด้วยศรัทธาของชน ไม่ควรเลย จึงครุ่นคิดจะสึกเป็นคฤหัสถ์.
               ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเกิดธรรมสังเวช.
               ลำดับนั้น จึงตรัสกะพระเถระว่า เมื่อเรายับยั้งอยู่ในที่หลีกเร้น ใครๆ ไม่บอกฐานะอันเป็นที่เบาใจอย่างหนึ่งแก่เหล่าบุตรของเราเลย เหตุอันเป็นที่เบาใจในศาสนานี้มีมาก เหมือนท่าเป็นที่ลงสู่สาครทะเลฉะนั้น ไปเถิด อานนท์ จงจัดพุทธอาสน์ในบริเวณคันธกุฏี จงให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกัน.
               พระเถระได้กระทำอย่างนั้น.
               พระศาสดาเสด็จสู่บวรพุทธอาสน์ ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย นั่นเป็นส่วนเบื้องต้นทั้งหมดแห่งเมตตา ไม่ใช่อัปปนา ไม่ใช่อุเบกขา เป็นเพียงแผ่ประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลายเท่านั้น.
               จึงทรงแสดงอัจฉราสังฆาตสูตรนี้ เพื่อเป็นอัตถุปปัตติเหตุนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺฉราสงฺฆาตมตฺตํ ความว่า เพียงการดีดนิ้วมือ. อธิบายว่า เพียงเอา ๒ นิ้วดีดให้มีเสียง.
               บทว่า เมตฺตจิตฺตํ ได้แก่ จิตที่คิดแผ่ประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์.
               บทว่า อาเสวติ ถามว่า ย่อมเสพอย่างไร?
               แก้ว่า นึกถึงอยู่เสพ เห็นอยู่เสพ พิจารณาอยู่เสพ ประคองความเพียรอยู่เสพ น้อมใจเชื่อเสพ เข้าไปตั้งสติเสพ ตั้งจิตเสพ รู้ชัดด้วยปัญญาเสพ รู้ยิ่งสิ่งที่ควรรู้ยิ่งเสพ กำหนดรู้สิ่งที่ควรกำหนดรู้เสพ ละสิ่งที่ควรละเสพ เจริญสิ่งที่ควรเจริญเสพ กระทำให้แจ้งสิ่งที่ควรทำให้แจ้งเสพ. แต่ในที่นี้พึงทราบว่า เสพด้วยเหตุสักว่าเป็นไปโดยการแผ่ประโยชน์เกื้อกูลในส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา.
               บทว่า อริตฺตชฺฌาโน ได้แก่ ผู้มีฌานไม่ว่าง หรือไม่ละทิ้งฌาน.
               บทว่า วิหรติ ความว่า ผลัดเปลี่ยนเป็นไปรักษาเป็นไปเอง ให้เป็นไป เที่ยวไปอยู่ ด้วยเหตุนั้นท่านจึงเรียกว่า วิหรติ ด้วยบทนี้ ท่านจึงกล่าวการอยู่ด้วยอิริยาบถของภิกษุผู้เสพเมตตา.
               บทว่า สตฺถุ สาสนกโร ได้แก่ ผู้กระทำตามอนุสาสนีของพระศาสดา.
               บทว่า โอวาทปฏิกโร ได้แก่ ผู้กระทำตามโอวาท.
               ก็ในเรื่องนี้ การกล่าวคราวเดียว ชื่อว่าโอวาท. การกล่าวบ่อยๆ ชื่อว่าอนุสาสนี. แม้การกล่าวต่อหน้า ก็ชื่อว่าโอวาท. การส่ง (ข่าว) ไปกล่าวลับหลัง ชื่อว่าอนุสาสนี. การกล่าวในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าโอวาท. ส่วนการกล่าวในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นหรือยังไม่เกิดขึ้น ชื่อว่าอนุสาสนี. พึงทราบความแปลกกันอย่างนี้.
               แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ คำว่า โอวาทหรืออนุสาสนีนั้น เป็นอันเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เข้ากันได้ เกิดร่วมกันนั้นนั่นแล.
               ก็ในที่นี้ คำว่า ภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุเสพเมตตาจิต แม้เพียงลัดนิ้วมือเดียว นี้แล เป็นคำสอนและเป็นโอวาทของพระศาสดา พึงทราบว่า ภิกษุนั้น ชื่อว่าผู้ทำตามคำสอน และผู้สนองโอวาท เพราะปฏิบัติคำสอนและโอวาทนั้น.
               บทว่า อโมฆํ แปลว่า ไม่เปล่า.
               บทว่า รฏฺฐปิณฺฑํ ความว่า บิณฑบาต (อาหาร) นั่นแล ท่านเรียกว่ารัฏฐบิณฑะ (ก้อนข้าวของชาวแคว้น) เพราะอาหารนั้น ภิกษุผู้สละเครือญาติ อาศัยชาวแว่นแคว้น บวชแล้วได้จากเรือนของคนอื่น.
               บทว่า ปริภุญฺชติ ความว่า บริโภค มี ๔ อย่างคือ เถยยบริโภค อิณบริโภค ทายัชชบริโภค สามิบริโภค.
               ในบริโภค ๔ อย่างนั้น
                         การบริโภคของผู้ทุศีล ชื่อว่าเถยยบริโภค.
                         การบริโภคปัจจัยที่ไม่ได้พิจารณาของผู้มีศีล ชื่อว่าอิณบริโภค.
                         การบริโภคของพระเสขบุคคล ๗ จำพวก ชื่อว่าทายัชชบริโภค.
                         การบริโภคของพระขีณาสพ ชื่อว่าสามิบริโภค.
               ใน ๔ อย่างนั้น การบริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้นนี้ของภิกษุนี้ ย่อมไม่เสียเปล่าด้วยเหตุ ๒ ประการ. ภิกษุผู้เสพเมตตาจิตแม้เพียงลัดนิ้วมือเดียว ชื่อว่าเป็นเจ้าของก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้นบริโภค แม้เพราะเหตุนั้น การบริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้นของภิกษุนั้น ชื่อว่าไม่เสียเปล่า. ทานที่เขาให้แก่ภิกษุผู้เสพเมตตาแม้เพียงลัดนิ้วมือเดียว ย่อมมีความสำเร็จมาก มีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีความรุ่งเรืองมาก มีความกว้างขวางมาก เพราะเหตุนั้น การบริโภคข้าวของชาวแคว้นของภิกษุนั้น ไม่เป็นโมฆะ ไม่เสียเปล่า.
               บทว่า โก ปน วาโท เย นํ พหุลีกโรนฺติ ความว่า ควรกล่าวได้แท้ในข้อนี้ว่า ภิกษุเหล่าใดส้องเสพ เจริญให้มาก ทำบ่อยๆ ซึ่งเมตตาจิตนี้ ภิกษุเหล่านั้นย่อมบริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น ไม่เสียเปล่า เพราะภิกษุเห็นปานนี้ ย่อมเป็นเจ้าของก้อนข้าวชาวแว่นแคว้น ไม่เป็นหนี้ เป็นทายาทบริโภค.
               จบอรรถกถาสูตรที่ ๓               

               อรรถกถาสูตรที่ ๔               
               ในสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า ภาเวติ ได้แก่ ให้เกิดขึ้น คือให้เจริญ.
               จบอรรถกถาสูตรที่ ๔               

               อรรถกถาสูตรที่ ๕               
               ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า มนสิกโรติ แปลว่า กระทำไว้ในใจ.
               คำที่เหลือแม้ในสูตรทั้งสองนี้ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวในสูตรที่ ๓.
               ก็ภิกษุใดย่อมเสพ ภิกษุนี้แหละชื่อว่าย่อมเจริญ ภิกษุนี้ชื่อว่ากระทำในใจ. ภิกษุย่อมเสพด้วยจิตใด ชื่อว่าย่อมเจริญด้วยจิตนั้นนั่นแล ชื่อว่าย่อมทำไว้ในใจด้วยจิตนั้น.
               ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยลีลาแห่งเทศนา เพราะทรงแทงตลอดธรรมธาตุใด ทรงอาศัยลีลาแห่งเทศนา ๑ ความเป็นใหญ่ในธรรม ๑ ความฉลาดในประเภทแห่งปฏิสัมภิทา ๑ พระสัพพัญญุตญาณอันไม่ติดขัด ๑ ของพระองค์ เพราะทรงเป็นผู้แทงตลอดธรรมธาตุนั้น จึงทรงจำแนกแสดงจิตดวงเดียวซึ่งเกิดขึ้นในขณะเดียวเท่านั้น โดยส่วนทั้ง ๓.
               จบอรรถกถาสูตรที่ ๕               

               อรรถกถาสูตรที่ ๖               
               ในสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า เยเกจิ เป็นคำกำหนดไม่แน่นอน.
               บทว่า อกุสลา เป็นคำกำหนดแน่นอนแห่งอกุศลเหล่านั้น. ด้วยคำเพียงเท่านี้ อกุศลธรรมทั้งหมดเป็นอันกำหนดเอาโดยไม่เหลือ คำว่า อกุสลภาคิยา อกุสลปกฺขิกา นี้เป็นชื่อแห่งอกุศลธรรมทั้งนั้น.
               จริงอยู่ อกุศลนั่นแล บางพวกเป็นอกุศลจิต ด้วยอำนาจเป็นสหชาตธรรม (เกิดร่วมกัน) บางพวกเข้ากันได้ด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัย และเป็นฝักฝ่ายของอกุศลธรรมเหล่านั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นส่วนแห่งอกุศล เป็นฝักฝ่ายแห่งอกุศล.
               บทว่า สพฺเพเต มโนปุพฺพงฺคมา ความว่า ใจเป็นหัวหน้า คือถึงก่อนแห่งธรรมเหล่านั้น เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่ามีใจเป็นหัวหน้า.
               จริงอยู่ ธรรมเหล่านั้นเกิดพร้อมกัน มีวัตถุอันเดียวกัน ดับพร้อมกัน และมีอารมณ์เป็นอันเดียวกันกับใจก็จริง ถึงกระนั้น เพราะเหตุที่ใจยังธรรมเหล่านั้นให้เกิดขึ้น ให้กระทำให้เกิด ให้ตั้งขึ้น ให้บังเกิด ฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่ามีใจเป็นหัวหน้า.
               บทว่า ปฐมํ อุปฺปชฺชติ ความว่า เมื่อเขากล่าวว่า พระราชาเสด็จออกไปแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จะพึงกล่าวว่า ทัพพระราชาที่เหลือออกไปแล้วหรือยังไม่ออกไป เขาย่อมรู้กันทั่วว่า ทัพพระราชาออกไปหมดแล้วฉันใด ใจก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมไม่มีเหตุที่จะพึงกล่าวว่า จำเดิมแต่เวลาที่เขากล่าวว่าเกิดขึ้นแล้ว ธรรมที่เหลือเกิดร่วมกัน ระคนกัน ประกอบกันเกิดขึ้นแล้ว หรือยังไม่เกิดขึ้น ธรรมทั้งหมดนั้นย่อมปรากฏว่าเกิดขึ้นแล้วทั้งนั้น อาศัยอำนาจแห่งประโยชน์นี้ ใจที่ระคน ที่ประกอบกัน ธรรมเหล่านั้น แม้จะเกิดพร้อมกันและดับพร้อมกัน ท่านก็เรียกว่าเกิดก่อนธรรมเหล่านั้น.
               บทว่า อนฺวเทว แปลว่า ตามกัน ร่วมกัน. อธิบายว่า พร้อมกันทีเดียว. แต่ครั้นถือเอาเค้าแห่งพยัญชนะ ไม่ควรถือว่า จิตเกิดก่อน เจตสิกเกิดทีหลัง.
               จริงอยู่ อรรถคือความเป็นที่อาศัยของพยัญชนะทั้งหลาย แม้ในคาถาว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา ก็นัยนี้เหมือนกัน.
               จบอรรถกถาสูตรที่ ๖               

               อรรถกถาสูตรที่ ๗               
               ในสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               กุศลธรรมแม้เป็นไปในภูมิ ๔ ท่านกล่าวว่า กุศล.
               คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในสูตรที่ ๖ นั้นแล.
               จบอรรถกถาสูตรที่ ๗               

               อรรถกถาสูตรที่ ๘               
               ในสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า ภิกฺขเว ในคำว่า ยถยิทํ ภิกฺขเว ปมาโท นี้ เป็นอาลปนะ ความว่า ยถา อยํ ปมาโท เหมือนความประมาทนี้.
               บทว่า ปมาโท ได้แก่ อาการคือความประมาท.
               สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
               ในธรรมเหล่านั้น ความประมาทเป็นไฉน
               ความปล่อยจิต การสนับสนุนความปล่อยจิตในกามคุณ ๕ ด้วยกายทุจริต ด้วยวจีทุริต หรือด้วยมโนทุริต หรือการกระทำโดยไม่เคารพ ความกระทำไม่ติดต่อ ความทำอันหาประโยชน์มิได้ ความประพฤติย่อหย่อน ความทอดทิ้งฉันทะ ความทอดทิ้งธุระ ความไม่เสพ ความไม่อบรม ความไม่ทำให้มาก ซึ่งการอบรมกุศลธรรมทั้งหลาย.
               ความประมาท กิริยาที่ประมาท ภาวะที่ประมาทเห็นปานนี้ใด นี้เรียกว่าความประมาท.
               บทว่า อุปฺปนฺนา จ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ (กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไปด้วย) นี้ ท่านกล่าวเนื่องด้วยฌานและวิปัสสนา. แต่มรรคผลที่เกิดขึ้นแล้วครั้งเดียว ไม่เสื่อมอีกต่อไป.
               จบอรรถกถาสูตรที่ ๘               

               อรรถกถาสูตรที่ ๙               
               ในสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               ความไม่ประมาท พึงทราบโดยพิสดาร โดยตรงกันข้ามกับความประมาท.
               จบอรรถกถาสูตรที่ ๙               

               อรรถกถาสูตรที่ ๑๐               
               ในสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               ความเป็นผู้เกียจคร้าน ชื่อว่าโกสัชชะ.
               คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วแล.

               จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๐               
               จบอัจฉราสังฆาตวรรคที่ ๖               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อัจฉราสังฆาตวรรคที่ ๖ จบ.
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 42อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 52อ่านอรรถกถา 20 / 62อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=210&Z=246
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๒  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :