ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑
๑๐. สังขิตตสูตร

               อรรถกถาสังขิตตสูตรที่ ๓               
               สังขิตตสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               บทว่า เอวเมว ได้แก่ โดยไม่มีเหตุเลย.
               อีกอย่างหนึ่ง โดยประการที่ภิกษุนี้อ้อนวอนนั่นแหละ.
               บทว่า โมฆปุริสา ได้แก่ บุรุษผู้หลง บุรุษเปล่า.
               บทว่า อชฺเฌสนฺติ แปลว่า ย่อมอ้อนวอน.
               บทว่า อนุพนฺธิตพฺพํ ได้แก่ พึงติดตามด้วยการติดตาม อิริยาบถ.
               บทว่า มญฺญนฺติ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขู่ เพื่อให้เกิดความเอื้อเฟื้อ จึงตรัสอย่างนั้น.
               ได้ยินว่า ภิกษุนั้น แม้เมื่อประทานโอวาทให้แล้ว ก็ประกอบเนื่องๆ ด้วยความประมาทเท่านั้น ฟังธรรมแล้วก็อยู่ในที่นั้นนั่นแหละ ไม่ปรารถนาจะบำเพ็ญสมณธรรม เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงขู่เธออย่างนี้แล้ว แต่เพราะเหตุที่เธอสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัต ฉะนั้น เมื่อจะทรงโอวาทเธออีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า เพราะเหตุนั้นแหละ ภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ ดังนี้.
               ในคำนั้น ตรัสมูลสมาธิอันพอที่จิตเป็นเอกัคคตา ด้วยอำนาจจิตที่เป็นไปในภายในแก่เธอด้วยพระโอวาทนี้ก่อนว่า จิตของเราตั้งมั่นแล้วในภายใน จักเป็นจิตตั้งมั่นด้วยดี และอกุศลบาปธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่.
               แต่นั้น เพื่อจะทรงแสดงว่า เธอยังไม่ควรพอใจด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พึงเจริญสมาธินั้นอย่างนี้ จึงให้ภิกษุนั้นเจริญภาวนาด้วยอำนาจเมตตาอย่างนี้ว่า เมื่อใดแลภิกษุ จิตของเธอตั้งมั่นแล้วในภายใน เป็นจิตดำรงมั่นด้วยดีแล้ว และอกุศลบาปธรรมที่เกิดขึ้น ย่อมไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เมื่อนั้น ภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมตตาเจโตวิมุติจักเป็นอันเราอบรมแล้ว ฯลฯ ปรารภดีแล้ว ดังนี้แล้วจึงตรัสอีกเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อใดสมาธินี้เป็นอันเธออบรมแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุ เมื่อนั้น เธอพึงเจริญสมาธินี้ ทั้งที่มีวิตก ทั้งที่มีวิจาร.
               พึงทราบความแห่งคำนั้นดังต่อไปนี้ :-
               ดูก่อนภิกษุ เมื่อใดมูลสมาธินี้เป็นอันเธออบรมแล้วด้วยอำนาจเมตตาอย่างนี้ เมื่อนั้น เธอเมื่อไม่ยินดีแม้ด้วยเหตุมีประมาณเท่านั้น เมื่อจะทำมูลสมาธินั้นให้ถึงฌานหมวด ๔ ฌานหมวด ๕ ในอารมณ์แม้เหล่าอื่น พึงเจริญโดยนัยมีอาทิว่า สวิตกฺกํ สวิจารํ ดังนี้.
               ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงแม้พรหมวิหารที่เหลือเป็นเบื้องหน้าแก่เธอว่า เธอพึงกระทำการอบรมฌานหมวด ๔ หมวด ๕ ในอารมณ์เหล่าอื่น จึงตรัสคำมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อใดแล สมาธินี้เป็นอันเธออบรมแล้ว อบรมดีแล้วอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุ เมื่อนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า กรุณาเจโตวิมุตติจักเป็นอันเราเจริญแล้ว.
               ครั้นทรงแสดงการเจริญฌานหมวด ๔ หมวด ๕ ซึ่งมีเมตตาเป็นต้น เป็นหัวหน้าอย่างนี้แล้ว เพื่อจะทรงแสดงกายานุปัสสนาเป็นต้นเป็นตัวนำอีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อใดแล สมาธินี้เป็นอันเธออบรมแล้ว อบรมดีแล้วอย่างนี้ ดูก่อนเมื่อนั้น ภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราพิจารณาเนืองๆ เห็นกายในกายอยู่ดังนี้แล้ว จึงตรัสคำมีอาทิว่า เมื่อใดแลภิกษุ สมาธินี้เป็นอันเธออบรมแล้ว อบรมดีแล้วอย่างนี้ ภิกษุเมื่อนั้น เธอจักเดินไปโดยอิริยาบถใดๆ เธอก็จักเดินไปอย่างผาสุกโดยอิริยาบถนั้นๆ นั่นแล.
               บรรดาบท เหล่านั้น บทว่า ตคฺฆสิ แปลว่า จักไป.
               ด้วยบทว่า ผาสุเยว นี้ ทรงแสดงพระอรหัต.
               จริงอยู่ ท่านผู้บรรลุพระอรหัต ชื่อว่าย่อมอยู่ผาสุกในทุกอิริยาบถ.

               จบอรรถกถาสังขิตตสูตรที่ ๓#-               
               -----------------------------------------------------               
#- นับอิจฉาสูตรเป็น ๑ นับอลังสูตรทั้งหมดเป็น ๒ จึงนับสังขิตตสูตรเป็นที่ ๓ นี้โดยอรรถกถานัย
ส่วนปาลีนัย นับเรียงลำดับ สังขิตตสูตรจึงเป็นที่ ๑๐.

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๑๐. สังขิตตสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 23 / 1อ่านอรรถกถา 23 / 159อรรถกถา เล่มที่ 23 ข้อ 160อ่านอรรถกถา 23 / 161อ่านอรรถกถา 23 / 281
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=6314&Z=6367
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๘  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com