ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค
อุปสีวปัญหาที่ ๖

               อรรถกถาอุปสีวสูตร#- ที่ ๖               
____________________________
#- บาลีเป็น อุปสีวปัญหา.

               อุปสีวสูตร มีคำเริ่มต้นว่า เอโก อหํ ข้าพระองค์เป็นผู้เดียว ดังนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า มหนฺตโมฆํ คือ ห้วงน้ำใหญ่. บทว่า อนิสฺสิโต ไม่อาศัย คือไม่อาศัยธรรมหรือบุคคล. บทว่า โน วิสหามิ คือ ข้าพระองค์ไม่สามารถ. บทว่า อารมฺณํ เครื่องหน่วงเหนี่ยวคือธรรมเป็นที่อาศัย. บทว่า ยํ นิสฺสิโต ได้แก่ อาศัยธรรมหรือบุคคล.
               บัดนี้ เพราะพราหมณ์นั้นได้อากิญจัญญายตนะ จึงไม่รู้ธรรมเป็นที่อาศัยแม้มีอยู่นั้น ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงธรรมเป็นที่อาศัยและทางอันเป็นเครื่องนำออกไปให้ยิ่งขึ้นแก่เขา จึงตรัสคาถาว่า อากิญฺจญฺญํ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ดังนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า เปกฺขมาโน แปลว่า เพ่ง คือมีสติเข้าอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น และออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้วเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น.
               บทว่า นตฺถีติ นิสฺสาย อาศัยว่าไม่มี คือทำสมาบัติที่เป็นไปแล้วนั้นให้เป็นอารมณ์ว่า ไม่มีอะไร. บทว่า ตรสฺสุ โอฆํ ข้ามห้วงน้ำคือกิเลสเสียได้ คือข้ามโอฆะ ๔ อย่างตามสมควร ด้วยวิปัสสนาอันเป็นไปแล้วตั้งแต่นั้นมา. บทว่า กถาหิ คือ จากความสงสัย.
               บทว่า ตณฺหกฺขยํ รตฺตมหาภิปสฺส เห็นธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหาให้แจ่มแจ้งทั้งกลางคืนกลางวัน คือจงเห็นนิพพานทำให้แจ่มแจ้งทั้งกลางคืนและกลางวัน.
               ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสถึงธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างเป็นสุขในปัจจุบันแก่อุปสีวมาณพนั้น.
               บัดนี้ อุปสีวมาณพครั้นได้ฟังว่า ละกามทั้งหลาย พิจารณาเห็นกามที่ตนละได้แล้วด้วยการข่มไว้ จึงกล่าวคาถาว่า สพฺเพสุ ในกามทั้งปวง ดังนี้.
               บทว่า หิตฺวา มญฺญํ๑- ละสมาบัติอื่นเสียได้ คือละสมาบัติอื่น ๖ อย่างที่ต่ำกว่าอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น.
               บทว่า สญฺญาวิโมกฺเข ปรเม น้อมใจลงในสัญญาวิโมกข์เป็นอย่างยิ่ง คือน้อมใจลงในอากิญจัญญายตนสมาบัติอันเป็นสัญญาวิโมกข์สูงสุดในบรรดาสัญญาวิโมกข์ ๗ อย่าง.
               บทว่า ติฏฺเฐ นุ โส ตตฺถ อนานุวายี๒- อุปสีวมาณพทูลถามว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่หวั่นไหว พึงตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนพรหมโลกหรือหนอ.
____________________________
๑- บาลีเป็น หิตฺวามญฺญํ
๒- ม. ยุ. อนานุยายี.

               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงรับรองการตั้งอยู่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ กัปของบุคคลนั้น จึงตรัสคาถาที่สาม.
               อุปสีวมาณพได้ฟังการตั้งอยู่ในคาถาที่สามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล้ว บัดนี้ เมื่อจะทูลถามความเป็นสัสสตทิฎฐิ และอุจเฉททิฏฐิ จึงกล่าวคาถาว่า ติฏฺเฐ เจ หากพึงตั้งอยู่ ดังนี้เป็นต้น.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ปูคมฺปิ วสฺสานํ สิ้นปีแม้มาก คือสิ้นปีแม้นับได้ไม่น้อย. ปาฐะว่า ปูคมฺนิ วสฺสานิ บ้าง. ในบทนั้นพึงทำฉัฏฐีวิภัตติให้เป็นปฐมาวิภัตติ โดยเปลี่ยนแปลงวิภัตติ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปูคํ นี้ควรแปลว่า มาก. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปูคานิ บ้าง. ปาฐะก่อนดีกว่าปาฐะทั้งหมด.
               บทว่า ตตฺเถว โส สีติ สิยา วิมุตฺโต ผู้นั้นพึงพ้นจากทุกข์ต่างๆ ในอากิญจัญญาตนพรหมโลกนั้นแล พึงเป็นผู้เย็น. ความว่า บุคคลนั้นพึงพ้นจากทุกข์ต่างๆ ในอากิญจัญญาตนพรหมโลกนั้นแล พึงเป็นผู้ถึงความเย็น เป็นผู้เที่ยงที่จะบรรลุนิพพานตั้งอยู่.
               บทว่า ภเวถ วิญฺญาณํ ตถาวิธสฺส วิญญาณของผู้เช่นนั้นพึงเกิด คืออุปสีวมาณพถามถึงความขาดสูญ ด้วยคำว่า หรือว่าวิญญาณของบุคคลเช่นนั้นพึงดับ เพราะไม่ยึดมั่น, ถามถึงแม้ปฏิสนธิของบุคคลนั้น ด้วยคำว่า หรือว่าวิญญาณพึงมีเพื่อถือปฏิสนธิอีก.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงการปรินิพพาน เพราะไม่ยึดมั่นของพระอริยสาวกผู้เกิดแล้วในอากิญจัญญายตนภพนั้นว่าไม่เข้าไปอาศัยอุจเฉททิฏฐิ และสัสสตทิฏฐิ แก่อุปสีวมาณพนั้น จึงตรัสคาถาว่า อจฺจิ ยถา เหมือนเปลวไฟ ดังนี้เป็นต้น.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถํ ปเลติ คือ ถึงการตั้งอยู่ไม่ได้. บทว่า น อุเปติ สงฺขํ ไม่ถึงการนับ คือพูดไม่ได้ว่า ไปสู่ทิศโน้น.
               บทว่า เอวํ มุนิ นามกายา วิมุตฺโต มุนีพ้นแล้วจากนามกายฉันนั้น คือพระเสกขมุนีก็ฉันนั้น เกิดขึ้นแล้วในอากิญจัญญายตนภพนั้น พ้นจากรูปกายในกาลก่อนตามปรกติแล้วยังมรรคที่ ๔ ให้เกิดขึ้นในภพนั้น จึงพ้นแล้วแม้จากนามกายอีก เพราะกำหนดรู้นามกายเป็นพระขีณาสพผู้อุภโตภาควิมุต ย่อมเข้าถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ คือปรินิพพานด้วยอนุปาทาปรินิพพาน ย่อมไม่เข้าถึงการนับว่าเป็นกษัตริย์ ดังนี้เป็นต้นฉันนั้น.
               บัดนี้ อุปสีวมาณพได้ฟังว่า มุนีย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้แล้วเมื่อไม่เข้าใจความโดยแยบยลของบทนั้น จึงกล่าวคาถาว่า อตฺถํ คโต โส ท่านผู้นั้นถึงความตั้งอยู่ไม่ได้.
               บทนั้นมีความดังนี้
               ท่านผู้นั้นถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ท่านผู้นั้นไม่มี หรือว่าท่านผู้นั้นเป็นผู้ไม่มีโรค เป็นผู้มีความไม่แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ด้วยความเป็นผู้เที่ยงเพราะเป็นสัสสตทิฏฐิ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมุนี ขอพระองค์ได้โปรดตรัสพยากรณ์ความข้อนั้นให้สำเร็จประโยชน์แก่ข้าพระองค์เถิด.
               เพราะอะไร.
               เพราะว่าธรรมนั้นอันพระองค์ทรงรู้แจ้งแล้วแท้จริง.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงเรื่องที่อุปสีวมาณพไม่ควรกล่าวอย่างนั้น จึงตรัสคาถาว่า อตฺถํ คตสฺส ท่านผู้ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ดังนี้เป็นต้น.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถํ คตสฺส ได้แก่ปรินิพพานเพราะไม่ถือมั่น.
               บทว่า น ปมาณมตฺถิ ไม่มีประมาณ คือไม่มีประมาณแห่งรูปเป็นต้น.
               บทว่า เยน นํ วชฺชุ คือ ชนทั้งหลายพึงกล่าวท่านผู้นั้นด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้นใด.
               บทว่า สพฺเพสุ ธมฺเมสุ ได้แก่ ธรรมมีขันธ์เป็นต้นทั้งปวง.
               บทที่เหลือในทุกบทชัดดีแล้ว.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตด้วยประการฉะนี้.
               เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้ตรัสรู้ธรรมเช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วนั่นแหละดังนี้แล.

               จบอรรถกถาอุปสีวสูตรที่ ๖               
               แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย               
               ชื่อปรมัตถโชติกา               
               --------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค อุปสีวปัญหาที่ ๖ จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 429อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 430อ่านอรรถกถา 25 / 431อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=11154&Z=11193
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๑  พฤษภาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :