ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ สักการสูตร

               อรรถกถาสักการสูตร               
               สักการสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า เตน โข ปน สมเยน ภควา สกฺกโต โหติ ความว่า
               พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์สักการะด้วยเครื่องสักการะเป็นต้นอันเจริญยิ่งๆ ขึ้น อันเป็นผลแห่งบุญสมภารและคุณวิเศษที่พระองค์บำเพ็ญมา ๔ อสังไขยกำไรแสนกัป ประหนึ่งเกิดความอุตสาหะขึ้นว่า เบื้องหน้าแต่นี้ เราไม่มีโอกาส.
               จริงอยู่ บารมีทั้งปวงเป็นเหมือนประมวลกันว่าจักให้วิบากในอัตภาพเดียว จึงบันดาลห้วงน้ำใหญ่คือลาภสักการะ ให้บังเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนเมฆใหญ่เป็นคู่ๆ ตั้งขึ้นทุกทิศ ทำให้เกิดห้วงน้ำใหญ่ ฉะนั้น.
               แต่นั้น กษัตริย์และพราหมณ์เป็นต้นต่างถือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้เป็นต้น มาแสวงหาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้เป็นเทพแห่งเทพ พระผู้องอาจในหมู่ชน พระผู้ประหนึ่งราชสีห์ในหมู่ชน ประทับอยู่ที่ไหน จึงเอาเกวียนร้อยเล่มบรรทุกปัจจัยมา เมื่อยังไม่ได้โอกาสจึงเอาทูบเกวียนกับทูบเกวียนจดกันแม้ในที่ประมาณคาวุตหนึ่ง โดยรอบพักอยู่ และติดตามไป เหมือนอันธกพราหมณ์และวินทพราหมณ์เป็นต้น.
               คำทั้งหมดนั้นพึงทราบโดยนัยที่มาในขันธกะและในสูตรนั้นๆ เกิดแก่ภิกษุสงฆ์เหมือนเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล.
               สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า
               ดูก่อนจุนทะ บัดนี้ สงฆ์หรือคณะมีประมาณเท่าใดเกิดในโลกแล้ว ดูก่อนจุนทะ เราไม่มองเห็นสงฆ์หมู่อื่นแม้หมู่เดียวผู้ถึงความเลิศด้วยลาภและยศอย่างนี้ เหมือนภิกษุสงฆ์นั้น จุนทะ ลาภสักการะนี้นั้นเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ หาประมาณมิได้เหมือนห้วงน้ำของแม่น้ำใหญ่ ๒ สายรวมเป็นสายเดียวกัน.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายสักการะแล้ว ฯลฯ ทรงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แม้ภิกษุสงฆ์ก็เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายสักการะแล้ว ฯลฯ ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร.
               ฝ่ายเดียรถีย์ทั้งหลายอันใครๆ ไม่สักการะไม่เคารพ เพราะเป็นผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ในปางก่อนและเป็นผู้ปฏิบัติผิด ว่าโดยพิเศษทางพุทธุปบาทกาล เป็นผู้มีความงามวิบัติ หมดรัศมีหมดเดชเสื่อมลาภสักการะเหมือนหิ่งห้อยในยามพระอาทิตย์ขึ้น. พวกเขาอดกลั้นลาภสักการะเช่นนั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ไม่ได้ ถูกความริษยาครอบงำ จึงริษยาว่า เราจักด่ากระทบพวกเหล่านี้ด้วยผรุสวาจาอย่างนี้แล้วไล่ให้หนีไป ทำการริษยาเป็นข้าศึก เที่ยวด่าบริภาษภิกษุทั้งหลายในที่นั้นๆ.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ส่วนพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกใครๆ ไม่สักการะ ฯลฯ ไม่ได้จีวรบิณฑบาตเสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ครั้งนั้นแล พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกไม่อดทนสักการะของพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ เห็นภิกษุทั้งหลายในบ้านหรือในป่า ใช้ผรุสวาจาอันมิใช่ของสัตบุรุษด่าบริภาษเกรี้ยวกราดเบียดเบียน ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสพฺภาหิ ความว่า ด้วยผรุสวาจาอันไม่สมควรในสภา คือไม่ควรกล่าวในที่ชุมนุมสาธุชนในที่ประชุม อธิบายว่า ด้วยวาจาชั่วหยาบ.
               บทว่า ผรุสาหิ ได้แก่ ด้วยวาจาหยาบ คือตัดเสียซึ่งความรัก.
               บทว่า อกฺโกสนฺติ ได้แก่ ด่าด้วยอักโกสวัตถุมีชาติเป็นต้น.
               บทว่า ปริภาสนฺติ ได้แก่ คุกคามให้เกิดความกลัว ด้วยความทะเลาะ.
               บทว่า โรเสนฺติ ความว่า ให้เกิดความเกรี้ยวกราดโดยตามกำจัด เหมือนเกรี้ยวกราดแก่คนอื่น.
               บทว่า วิเหเสนฺติ ความว่า ย่อมเบียดเบียน คือทำความไม่สบายใจโดยอาการต่างๆ.
               ถามว่า ก็อย่างไร พวกเหล่านี้จึงพากันทำการด่าเป็นต้น ให้เกิดในพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ผู้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสรอบด้าน.
               ตอบว่า พวกเหล่านั้น เป็นผู้มีจิตถูกกระทบกระทั่ง เพราะตนเสื่อมลาภสักการะ เหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าอุบัติขึ้น จึงนัดแนะกะนางสุนทริกาปริพาชิกา ให้นางประกาศโทษของพระศาสดาและภิกษุทั้งหลายแล้ว จึงทำการด่าเป็นต้น เหมือนคนขุดดินพลาดล้มไป และเหมือนคนทำตำหนิให้เกิดในแก้วไพฑูรย์ที่ไม่มีตำหนิ ฉะนั้น.
               ก็เรื่องแห่งนางสุนทริกาปริพาชิกานี้นั้น จักมีแจ้งในบาลีในสุนทริกาสูตรข้างหน้านั่นแล. เพราะเหตุนั้น คำที่ควรกล่าวในที่นี้ ข้าพเจ้าจักพรรณนาในสุนทริกาสูตรนั้นนั่นแหละ.
               ภิกษุทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลเรื่องนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ฯลฯ เบียดเบียนอยู่. คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วนั่นแล.
               บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบโดยประการทั้งปวง ถึงการปฏิบัติผิดนี้ของพวกเดียร์ถีย์ผู้ถูกความริษยาครอบงำ.
               บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงความเป็นผู้คงที่ ในประการอันผิดที่พวกเดียรถีย์เหล่านั้นกระทำ และในอุปการะที่ชนเหล่าอื่นผู้มีจิตเลื่อมใสกระทำ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คาเม อรญฺเญ สุขทุกฺขผุฏฺโฐ ความว่า ผู้ถูกสุขและทุกข์สัมผัสแล้ว คือเสวยสุขและทุกข์ในที่ใดที่หนึ่งไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือป่า หรือพรั่งพร้อมด้วยเหตุแห่งสุขและทุกข์เหล่านั้น.
               บทว่า เนวตฺตโต โน ปรโต ทเหถ ความว่า พวกท่านอย่าตั้งสุขและทุกข์นั้นทั้งจากตนทั้งจากผู้อื่นเลยว่า เราได้รับสุข ได้รับทุกข์, สุขของเรา ทุกข์ของเรา และว่าสุขทุกข์นี้คนอื่นให้เกิดแก่เรา.
               ถามว่า เพราะเหตุไร?
               ตอบว่า เพราะในขันธบัญจกนี้ ไม่มีสิ่งอะไรๆ ที่ควรจะเห็นว่าเป็นเรา ว่าเป็นของเรา ว่าเป็นคนอื่น หรือว่าเป็นของคนอื่น แต่เฉพาะสังขารอย่างเดียวเท่านั้นเกิดขึ้นตามปัจจัยแล้วแตกไปทุกๆ ขณะ. ก็ในที่นี้ ศัพท์ว่า สุขและทุกข์เป็นยอดเทศนา. พึงทราบอรรถแห่งโลกธรรมแม้ทั้งหมด.
               ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงประกาศสุญญตะอันมีเงื่อน ๔ คือ ข้อว่า นาหํ กฺวจนิ พระโยคาวจรนี้ไม่เห็นตัวตนมีอยู่ในที่ไหนๆ ๑ ข้อว่า กสฺสจิ กิญฺจนตสฺมึ ไม่เห็นตัวตนของตนที่จะพึงนำเข้าไปในความเป็นอะไรๆ ของใครๆ ๑ ข้อว่า น จ มม กฺวจนิ ไม่เห็นตัวตนของตนในที่ไหนๆ ๑ ข้อว่า กตฺถจิ กิญฺจนตตฺถิ ไม่เห็นตัวตนของผู้อื่นที่มีอยู่ในที่ไหนๆ ๑
               บัดนี้ พระองค์ทรงแสดงเหตุแห่งความไม่ตั้งมั่นจากตนและจากคนอื่นนั้น.
               บทว่า ผุสนฺติ ผสฺสา อุปธึ ปฏิจฺจ ความว่า ขึ้นชื่อว่า ผัสสะอันเป็นเครื่องอำนวยสุขและอำนวยทุกข์นี้อาศัยอุปธิ กล่าวคือขันธบัญจก ย่อมถูกต้องอารมณ์ตามที่เป็นของตนในเมื่ออุปธินั้นมีอยู่ คือเป็นไปในอุปธินั้นเอง.
               จริงอยู่ อทุกขมสุขเวทนาสงเคราะห์เข้าในสุขเหมือนกัน เพราะมีสภาวะสงบ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงพรรณนาอรรถนี้ โดยผัสสะ ๒ อย่างนั้นเอง.
               ก็เพื่อแสดงประการที่ผัสสะเหล่านั้นไม่ถูกต้อง ท่านจึงกล่าวว่า
                         นิรูปธึ เกน ผุเสยฺยุ ํ ผสฺสา
                         ผัสสะพึงถูกต้องธรรมที่ไม่มีอุปธิ เพราะเหตุไร.
               จริงอยู่ เมื่ออุปธิคือขันธ์ไม่มีโดยประการทั้งปวง. เพราะเหตุไรเล่า ผัสสะเหล่านั้นจึงพึงถูกต้อง เพราะว่า เหตุนั้นไม่มี.
               ก็ถ้าว่า ท่านทั้งหลายไม่ปรารถนาสุขและทุกข์อันเกิดเพราะการด่าเป็นต้นไซร้ พวกท่านพึงกระทำความพากเพียรในความไม่มีอุปธิโดยประการทั้งปวงนั้นแหละ.
               คาถาได้จบลงด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. ตรัสวัฏฏะและวิวัฏฏะด้วยอุทานนี้ ด้วยประการฉะนี้.

               จบอรรถกถาสักการสูตรที่ ๔               
               ---------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ สักการสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 53อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 54อ่านอรรถกถา 25 / 55อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=1769&Z=1799
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๕  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :