ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑
๕. อชินเถรคาถา

               อรรถกถาอชินเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระอชินเถระ เริ่มต้นว่า อปิ เจ โหติ เตวิชฺโช.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในโลกที่ว่างจากพระพุทธเจ้า (สุญญกัป) บรรลุความเป็นผู้รู้แล้ว ไปป่าด้วยกรณียกิจบางอย่าง เห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านามว่าสุจินติตะ ในป่านั้น ถูกอาพาธเบียดเบียน บีบคั้นนั่งอยู่แล้ว จึงเข้าไปหาไหว้แล้ว เป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ได้นำเอาขี้ตะกอนเปรียงเข้าไปถวาย เพื่อประกอบยา.
               ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยวเวียนไปมาอยู่ในสุคติภพเท่านั้น ถือปฏิสนธิในเรือนของพราหมณ์ผู้ยากจนคนหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้.
               ในเวลาคลอด คนทั้งหลายรับเขาไว้ด้วยหนังเสือ ด้วยเหตุนั้นจึงขนานนามเขาว่า อชินะ นั่นแล.
               เขาเกิดในตระกูลที่ยากจน เพราะไม่ได้กระทำกรรมอันเป็นเหตุยังโภคะให้เป็นไป แม้เจริญวัยแล้ว ก็ยังเป็นผู้มีน้ำและข้าวไม่บริบูรณ์ เที่ยวไปเห็นพุทธานุภาพ ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับพระเชตวันมหาวิหาร เป็นผู้มีศรัทธาจิต บวชแล้ว กระทำกรรมในวิปัสสนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               พระผู้มีภาคะ ผู้มีเหตุอันดำริดีแล้ว เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน เข้าไปสู่ป่าใหญ่ ถูกอาพาธอันเกิดแต่ลมเบียดเบียน เราเห็นแล้วจึงทำจิตให้เลื่อมใส นำเอาขี้ตะกอนเปรียงเข้าไปถวาย เพราะเราได้กระทำกุศลและได้บูชาพระพุทธเจ้าเนืองๆ แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรถีนี้ มหาสมุทรทั้ง ๔ และพื้นปฐพีที่น่ากลัวซึ่งจะประมาณมิได้ นับไม่ถ้วนนี้ ย่อมสำเร็จเป็นเปรียงขึ้นได้สำหรับเรา น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด ดังจะรู้ความดำริของเรา เกิดขึ้น ตอไม้ที่งอกขึ้นแต่แผ่นดินในทิศทั้ง ๔ ดังจะรู้ความดำริของเรา ย่อมเกิดเป็นต้นกัลปพฤกษ์ขึ้น
               เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติ ในเทวโลก ๕๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๑ ครั้งได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับไม่ถ้วน
               ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ให้ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งขี้ตะกอนเปรียง. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๑๖

               ก็พระเถระ แม้บรรลุพระอรหัตแล้วก็เป็นผู้มีลาภน้อย ไม่ปรากฏชื่อเสียง เพราะผลแห่งกรรมที่มีในก่อน. แม้อุทเทสภัตรและสลากภัตรที่ถึงท่านก็ต่ำช้าทั้งนั้น ก็ภิกษุและสามเณรทั้งหลายที่เป็นปุถุชน ย่อมดูหมิ่นท่านว่าเป็นผู้ไม่มีชื่อเสียง เพราะผลแห่งกรรมนั่นแล.
               พระเถระเมื่อจะยังภิกษุเหล่านั้นให้สลดใจ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
                                   ถึงแม้บุคคลจะมีวิชชา ๓ ละมัจจุราชแล้ว เป็นผู้
                         หาอาสวะมิได้ คนพาลทั้งหลายผู้ไม่มีความรู้ ก็ย่อมดู
                         หมิ่นบุคคลนั้นว่า เป็นผู้ไม่มีชื่อเสียง ส่วนบุคคลใดใน
                         โลกนี้ เป็นผู้ได้ข้าวและน้ำ ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะเป็น
                         คนชั่วช้าเลวทราม ก็เป็นที่สักการะนับถือของคนพาล
                         ทั้งหลาย ดังนี้.

               ศัพท์ว่า อปิ ในคาถานั้น เป็นนิบาต ลงในอรรถว่า ยกย่องสรรเสริญ.
               ศัพท์ว่า เจ ใช้ในการคาดคะเน.
               บทว่า โหติ แปลว่า ย่อมเป็น.
               บุคคลชื่อว่า เตวิชฺโช เพราะเป็นผู้มีวิชชา ๓.
               ชื่อว่า มจฺจุหายี เพราะละมัจจุได้. ชื่อว่าไม่มีอาสวะ เพราะไม่มีอาสวะทั้งหลายมีกามาสวะเป็นต้น.
               ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า
               ถึงแม้ว่า บุคคลจะเป็นผู้ชื่อว่ามีวิชชา ๓ เพราะบรรลุวิชชา ๓ เหล่านี้ คือ ทิพยจักขุญาณ บุพเพนิวาสญาณ (และ) อาสวักขยญาณ ต่อแต่นั้น ก็ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะทั้งหลายมีกามาสวะเป็นต้นสิ้นไปรอบแล้วโดยประการทั้งปวง.
               ชื่อว่าละมัจจุแล้ว เพราะไม่มีความตาย โดยที่ไม่ต้องถือเอาภพใหม่อีกต่อไป
               แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น คนพาลทั้งหลาย คือบุคคลผู้มีปัญญาทราม ย่อมดูหมิ่นบุรุษผู้สูงสุดนั้น แม้ถึงได้บรรลุประโยชน์ของตนที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต มุ่งหมายโดยชอบทีเดียว ว่าเป็นผู้ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีนามปรากฏ เพราะไม่มีลาภที่เกิดขึ้นว่าเป็นผู้กล่าวสอนเรื่องธุดงค์ เป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก.
               เพราะเหตุไร?
               เพราะไม่รู้ คือ เพราะเหตุแห่งการไม่รู้ ท่านแสดงการไม่รู้คุณทั้งหลายนั่นแลว่าเป็นเหตุในข้อนั้น.
               พระเถระเมื่อจะแสดงว่า ก็คนพาลทั้งหลายย่อมดูหมิ่นแม้ผู้ที่ควรสรรเสริญ โดยที่เป็นคนหนักในลาภ (เห็นแก่ได้) เพราะไม่รู้คุณทั้งหลายฉันใด ก็ย่อมสรรเสริญแม้ผู้ที่ควรดูหมิ่นอย่างนี้ โดยที่เป็นคนหนักในลาภ เพราะไม่รู้คุณทั้งหลายฉันนั้น ดังนี้
               จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ไว้.
               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๒ ดังต่อไปนี้
               บทว่า โย เป็นการกล่าวแสดงถึงความไม่แน่นอน.
                ศัพท์เป็นนิบาตใช้ในพยดิเรก.
               ด้วย ศัพท์นั้นส่องให้รู้ถึงความต่างกันที่กำลังกล่าวถึงบุคคลนี้อยู่นั่นแหละ ว่าแผกจากบุคคลตามที่กล่าวแล้ว.
               ศัพท์ว่า โข เป็นนิบาตลงในอวธารณะ (จำกัดความให้แน่ชัด).
               บทว่า อนฺนปานสฺส เป็นเพียงตัวอย่าง.
               บทว่า ลาภี แปลว่า มีลาภ.
               บทว่า อิธ ความว่า ในโลกนี้.
               ชื่อว่าบุคคล เพราะเต็มและกลืนกินสัตตาวาส (ภพเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์) นั้นๆ ด้วยชราและมรณะ.
               บทว่า ปาปธมฺโม ได้แก่ ธรรมอันลามก.
               ก็ในคาถาที่ ๒ นี้มีอรรถาธิบายว่า
               ส่วนบุคคลใดย่อมเป็นผู้มีปกติได้เพียงปัจจัยมีจีวรเป็นต้นเท่านั้น ไม่ได้มรรคผลมีฌานเป็นต้น บุคคลนั้นแม้ถึงจะเป็นผู้มีธรรมอันเลวโดยความเป็นผู้ทุศีล เพราะมีความปรารถนาลามก แต่ก็ยังเป็นผู้อันคนพาลทั้งหลายในโลกนี้ สักการะ เคารพ เพราะความเป็นผู้หนักในลาภ.

               จบอรรถกถาอชินเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๕. อชินเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 261อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 262อ่านอรรถกถา 26 / 263อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5701&Z=5706
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com