ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔
๕. สัมพหุลกัจจานเถรคาถา

               อรรถกถาสัมพุลกัจจายนเถรคาถา               
               คาถาของพระสัมพุลกัจจายนเถระ เริ่มต้นว่า เทโว จ.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ กระทำบุญไว้ในภพนั้นๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในที่สุดแห่งกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าสตรังสี ออกจากนิโรธแล้วเที่ยวไปบิณฑบาต มีใจเลื่อมใสแล้ว ได้ถวายผลตาล.
               ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิดในตระกูลคฤหบดี แคว้นมคธ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่า สัมพุละ เพราะความที่ท่านเป็นกัจจายนโคตร จึงมีนามปรากฏว่า สัมพุลกัจจายนะ.
               เขาเจริญวัยแล้ว ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้มีศรัทธาจิต บวชแล้วเจริญวิปัสสนาอยู่ในถ้ำแห่งภูเขาชื่อว่าเภรวะ ครั้นวันหนึ่ง เมฆที่เกิดขึ้นในสมัยใช่กาลกลุ่มใหญ่ หนาตั้งร้อยชั้นพันชั้น ร้องคำรามยังสายฟ้าให้แลบแปลบปลาบ ร้องครืนๆ ตั้งขึ้น ตั้งท่าจะตก. สัตว์ทั้งหลายมีหมี หมาไน ควายป่าและช้างเป็นต้น ฟังเสียงนั้นแล้ว สะดุ้งตกใจกลัว ร้องลั่นอย่างหวาดกลัว.
               ส่วนพระเถระไม่มีความอาลัยในร่างกายและชีวิต ปราศจากความขนพองสยองเกล้า ไม่สนใจเสียงนั้น มุ่งกระทำกรรมในวิปัสสนาอย่างเดียวเท่านั้น เพราะความเป็นผู้มีวิปัสสนาอันปรารภแล้ว เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว เพราะความร้อนในฤดูร้อนผ่านไป และเพราะได้ฤดูเป็นที่สบาย ขวนขวายวิปัสสนาแล้ว บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยอภิญญา ๖ ในขณะนั้นเอง.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               พระผู้มีพระภาคะผู้สยัมภูนามว่าสตรังสี ไม่พ่ายแพ้อะไรๆ ใคร่ต่อความวิเวก ตรัสรู้ด้วยตนเอง ออกบิณฑบาต เราถือผลไม้อยู่ได้เห็นแล้ว จึงได้เข้าไปเฝ้าพระนราสภ เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัสได้ถวายผลตาล.
               ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลตาลนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลตาล. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๕๖

               ก็พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาดูข้อปฏิบัติของตนเกิดความโสมนัส เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลด้วยสามารถแห่งอุทาน ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
                         ฝนก็ตก ฟ้าก็ร้องครืนๆ เราอยู่ในถ้ำอันน่ากลัวแต่คนเดียว
                         ความกลัว ความสะดุ้ง หวาดเสียวหรือขนลุกขนพอง มิได้มี
                         เลย การที่เราอยู่ในถ้ำอันน่ากลัวแต่ผู้เดียว ไม่มีความหวาด
                         กลัว หรือสะดุ้ง หวาดเสียว นี้เป็นธรรมดาของเรา ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เทโว จ วสฺสติ เทโว จ คฬคฬายติ ความว่า ฝนคือเมฆ ก็ตก ฟ้าก็ร้องเสียงดังครืนๆ.
               ก็บทว่า คฬคฬา นี้กระทำเสียงตามเสียงฟ้าร้องคำราม.
               บทว่า เอกโก จาหํ เภรเว พิเล วิหรามิ ความว่า ก็เราตัวคนเดียวไม่มีเพื่อน อยู่ในถ้ำแห่งภูเขา อันมีภัยตั้งอยู่เฉพาะหน้า เมื่อเรานั้นเป็นอย่างนี้ ความกลัว ความหวาดเสียว ความขนลุกขนพอง ย่อมไม่มีแก่เราผู้มีสติ ได้แก่ความกลัวที่หมายรู้กันว่า ความสะดุ้งแห่งจิตก็ดี ความหวาดเสียวแห่งร่างกายอันมีความกลัวนั้นเป็นนิมิตก็ดี ความเป็นผู้มีขนพองสยองเกล้าก็ดี ย่อมไม่มี (แก่เรา).
               เพราะเหตุไร? เพราะพระเถระกล่าวเหตุในข้อนั้นไว้ว่า ธมฺมตา มเมสา (นี้เป็นธรรมดาของเรา).
               แท้จริง พระเถระพยากรณ์พระอรหัตผลว่า อันภัยเป็นต้นพึงมีแก่บุคคลผู้ไม่ได้กำหนดรู้วัตถุ เพราะยังละฉันทราคะในวัตถุนั้นไม่ได้ แต่ภัยในวัตถุนั้น เรากำหนดรู้แล้วโดยประการทั้งปวง ทั้งฉันทราคะในวัตถุนั้น เราก็ตัดขาดแล้ว เพราะฉะนั้น ภัยเป็นต้นจึงไม่มี นี้เป็นธรรมดาของเรา คือข้อนี้เป็นสภาพแห่งธรรมของเรา.

               จบอรรถกถาสัมพุลกัจจายนเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๕. สัมพหุลกัจจานเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 291อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 292อ่านอรรถกถา 26 / 293อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5925&Z=5930
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :