ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต
๑๔. โคตมเถรคาถา

               อรรถกถาโคตมเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระโคตมเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สํสรํ.
               มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร?
               ได้ทราบว่า ท่านพระโคตมเถระนี้มีบุญญาธิการได้ทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ทำบุญในภพนั้นๆ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี ปรินิพพานแล้ว ครั้นเทวดาและคนทั้งหลายพากันบูชาเชิงตะกอน ก็ได้บูชาเชิงตะกอนด้วยดอกจำปา ๘ ดอก.
               ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก มาในพุทธุปบาทกาลนี้ ถือกำเนิดในตระกูลศากยราชมีพระนามที่ได้กำหนดไว้โดยเฉพาะแล้ว ด้วยสามารถแห่งพระโคตรว่าโคตมะ นั่นเอง ทรงเจริญวัยแล้ว ในคราวชุมนุมพระญาติของพระศาสดา ได้ศรัทธาผนวชแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ได้เป็นพระอริยบุคคลผู้มีอภิญญา ๖.
               ด้วยเหตุนั้น ในอปทานท่านจึงได้กล่าวไว้ว่า๑-
               เมื่อประชาชนพากันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้ทรงเป็นเผ่าพันธุ์ของชาวโลก ข้าพเจ้าได้โปรยดอกจำปา ๘ ดอกบูชาเชิงตะกอน ในกัปที่ ๓๑ นับถอยหลังแต่กัปนี้ไป เพราะเหตุที่ข้าพเจ้าได้โปรยดอกไม้บูชา จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาเชิงตะกอน. กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าเผาแล้ว ฯลฯ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญแล้ว.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๕๒

               อนึ่ง ท่านครั้นเป็นพระอริยบุคคลผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว เมื่อพักผ่อนอยู่ด้วยวิมุตติสุข วันหนึ่งถูกพระญาติทั้งหลายตรัสถามว่า เหตุไฉน ท่านจึงละทิ้งพวกเราไปบรรพชา.
               เมื่อจะประกาศทุกข์ที่ตนได้เสวยแล้วในสงสารนั่นแหละและนิพพานสุขที่ตนได้บรรลุในปัจจุบัน จึงได้แสดงธรรมถวายพระญาติเหล่านั้นด้วยคาถา ๓ คาถาว่า
                         อาตมาภาพ เมื่อท่องเที่ยวไปมา ได้ไปสู่นรกบ้าง ไปสู่
                         เปรตโลกบ้าง ชาติแล้วชาติเล่า แม้ในกำเนิดเดียรฉาน
                         ที่สุดแสนจะทนได้ อาตมาภาพก็อยู่มานาน มากมาย
                         หลายประการ และภพของมนุษย์ อาตมาภาพก็ได้ผ่าน
                         มามากแล้ว และได้ไปสวรรค์เป็นครั้งเป็นคราว อาตมา
                         ภาพดำรงอยู่ในรูปภพบ้าง อรูปภพบ้าง อสัญญีภพบ้าง
                         เนวสัญญานาสัญญีภพบ้าง ภพทั้งหลาย อาตมาภาพรู้
                         ชัดแล้วว่าไม่มีแก่นสาร อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นของ
                         แปรปรวน กลับกลอก ถึงความแตกหักทำลายไปทุกเมื่อ
                         ครั้นรู้แจ้งภพนั้นอันเป็นของเกิดในตนแล้ว อาตมาภาพ
                         จึงเป็นผู้มีสติ บรรลุสันติธรรมแล้ว.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํสรํ ความว่า ท่องเที่ยวไปมาในสงสารที่ไม่มีเบื้องต้น. อธิบายว่า ท่องเที่ยวไปๆ มาๆ ด้วยสามารถแห่งการจุติและอุบัติขึ้นในคติทั้ง ๕ ด้วยกรรมและกิเลสทั้งหลาย.
               หิ ศัพท์เป็นเพียงนิบาต.
               บทว่า นิริยํ อคจฺฉิสฺสํ ความว่า เข้าถึงนรกใหญ่ทั้ง ๘ ขุมมีสัญชีวนรกเป็นต้น และอุสสทนรก ๑๖ ขุมมีกุกกุฬนรกเป็นต้นด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิ.
               คำว่า ปุนปฺปุนํ นี้ ก็ควรนำมา (ประกอบ) ในคำว่า นิริยํ อคจฺฉิสฺสํ นี้ด้วย.
               บทว่า เปตโลกํ ได้แก่ เปรตวิสัย. อธิบายว่า ได้แก่ อัตภาพเปรตมีขุปปิปาสาเปรตเป็นต้น.
               บทว่า อาคมํ ได้แก่ เข้าถึงคือเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิ.
               บทว่า ปุนปฺปุนํ ได้แก่ ไปๆ มาๆ.
               บทว่า ทุกฺขมมฺหิปิ ความว่า แม้ที่สุดแสนจะทนได้ เพราะทุกข์ทั้งหลายมีการโบยด้วยหวายที่แข็งและปฏักที่คมเป็นต้น.
               ก็คำว่า ทุกฺขมมฺหิปิ นี้ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งลิงควิปลาส (คือเป็นทุกฺขมายปิ เพราะเป็นวิเสสนะของติรจฺฉานโยนิยํ).
               บทว่า ติรจฺฉานโยนิยํ ได้แก่ ในกำเนิดเดียรฉาน แยกประเภทเป็นเนื้อและนกเป็นต้น.
               บทว่า เนกธา หิ ความว่า อาตมาภาพอยู่มาเนิ่นนานแล้ว คือตลอดกาลยืดยาวนานแล้วมากมายหลายประการ ทั้งด้วยสามารถแห่งสัตว์ ๔ เท้า มีอูฐ โคและแพะเป็นต้น ทั้งด้วยสามารถแห่งสัตว์มีปีกทั้งหลายมีกา นกตระกุมและเหยี่ยวเป็นต้น และหลายวาระด้วยกันคือเสวยทุกข์ด้วยอำนาจแห่งภัยมีความมีใจหวาดสะดุ้งเป็นต้นเนืองนิจ
               เพื่อแสดงให้เห็นว่า สัตว์ที่เกิดในกำเนิดเดียรฉานวกกลับไปกลับมา ในกำเนิดเดียรฉานนั้นนั่นเองนานเท่านาน เพราะงมงายมาก ท่านจึงได้กล่าวคำว่า จิรํ ไว้ในที่นี้.
               บทว่า มานุโสปิ จ ภโวภิราธิโต ความว่า ถึงอัตภาพมนุษย์ อาตมาภาพก็ชอบใจมาแล้ว คือสำเร็จมาแล้ว ได้แก่เผชิญมาแล้วด้วยกุศลกรรมเช่นนั้นประชุมกันเป็นเหตุ. ในเรื่องนี้ควรยกญาณกัจฉโปปมสูตรมาเป็นอุทาหรณ์.
               บทว่า สคฺคกายมคมํ สกึ สกึ ความว่า อาตมาภาพได้เข้าถึงฝูงทวยเทพชั้นกามาพจร กล่าวคือการไปสู่สวรรค์ ด้วยสามารถแห่งการเกิดขึ้นเป็นครั้งเป็นคราว คือบางกาลบางสมัย.
               บทว่า รูปธาตุสุ ได้แก่ ในรูปภพมีภวัคคพรหมที่เป็นปุถุชนเป็นที่สุด.
               บทว่า อรูปธาตุสุ ได้แก่ ในอรูปภพทั้งหลาย.
               บทว่า นาสญฺญิสุ อสญฺญิสุฏฺฐิตํ ความว่า ไม่ใช่เพียงแต่เกิดขึ้นในรูปภพและอรูปภพล้วนๆ เท่านั้น โดยที่แท้แล้วในเนวสัญญีนาสัญญีภพและในอสัญญีภพ ก็เกิดขึ้นสถิตอยู่แล้ว.
               ควรนำบทว่า มยา (อันเรา) มาประกอบเข้าด้วย.
               ก็ด้วยศัพท์ว่า เนวสัญญี ในคาถานี้ท่านถือเอาอสัญญีภพด้วย พึงทราบว่า ถึงแม้ว่า ภพทั้ง ๒ เหล่านี้ ท่านถือเอาด้วยศัพท์ว่า รูปธาตุและอธูปธาตุ แต่ว่า สัตว์เหล่าใดที่เป็นภายนอกจากนี้มีความสำคัญในภพนั้นว่าเที่ยงแท้ และมีความสำคัญว่าเป็นความหลุดพ้นในภพ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความที่ความสำคัญนั้นของสัตว์เหล่านั้นว่าผิด ท่านจึงได้ถือเอาแยกออกไปต่างหาก.
               พระเถระเจ้า ครั้นแสดงการเสวยวัฏทุกข์ของตนในสงสารที่ไม่มีเบื้องต้น เพราะความที่ท่านตัดขาดมูลรากของภพ ด้วยคาถา ๒ คาถาอย่างนี้แล้ว
               บัดนี้ เมื่อจะแสดงการเสวยวิวัฏสุข (ความสุขในวิวัฏฏะ) จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ไว้โดยนัยมีอาทิว่า สมฺภวา.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺภวา ได้แก่ ภพทั้งหลาย เพราะว่าภพทั้งหลายมีกามภพเป็นต้นเท่านั้น มีอยู่โดยการชุมนุมแห่งเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้น ในคาถานี้ ภพท่านจึงกล่าวว่า สัมภวะ.
               บทว่า สุวิทิตา ความว่า รู้ดีแล้วด้วยมรรคปัญญาที่ประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา.
               คำว่า อสารกา เป็นต้น เป็นคำแสดงถึงอาการที่ท่านเหล่านั้นรู้ดีแล้ว.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสารกา ความว่า เว้นจากสาระมีสาระคือเที่ยงเป็นต้น.
               บทว่า สงฺขตา ความว่า อันปัจจัยทั้งหลาย ประมวลปรุงแต่งขึ้น.
               บทว่า ปจลิตา ความว่า หวั่นไหวไปโดยประการ (ต่างๆ) คือไม่ตั้งอยู่มั่นคงแล้ว เพราะความเกิดและความแก่เป็นต้น เหตุที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งนั่นเอง.
               บทว่า สเทริตา ความว่า หวั่นไหวแล้ว คือเป็นของต่ำช้าเพราะแตกทำลายไป ได้แก่ถึงความแตกหักไป. อธิบายว่า พังทะลายไปทุกเมื่อ คือตลอดกาลทุกเมื่อ.
               บทว่า ตํ วิทิตฺวา มหมตฺตสมฺภวํ ความว่า ข้าพเจ้าครั้นรู้ข้อนั้น คือสภาพที่ถูกปรุงแต่งตามที่กล่าวมาแล้วอันเกิดในตน คือสมภพแล้วในตน ได้แก่ที่เนื่องด้วยตน ไม่เนื่องด้วยผู้อื่น โดยเป็นอิสระเป็นต้นด้วยอำนาจการบรรลุด้วยการกำหนดรู้แล้ว จึงเป็นผู้มีสติ ด้วยสติที่สัมปยุตด้วยมรรคปัญญา ได้บรรลุคือถึงทับ ได้แก่ถึงแล้วโดยลำดับซึ่งสันติธรรมนั่นแหละ คือพระนิพพานนั่นเองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสังขตธรรมนั้น.
               พระเถรเจ้าได้พยากรณ์พระอรหัตผลแก่พระญาติเหล่านั้นด้วยธรรมเทศนาที่สำคัญโดยประการดังที่พรรณนามานี้.

               จบอรรถกถาโคตมเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑๔. โคตมเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 319อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 320อ่านอรรถกถา 26 / 321อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=6159&Z=6168
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com