ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต
๘. มิคชาลเถรคาถา

               อรรถกถามิคชาลเถรคาถาที่ ๘               
               คาถาของท่านพระมิคชาลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุเทสิโต ดังนี้.
               เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทั้งหลาย สั่งสมบุญอยู่ในภพนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นบุตรของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ในนครสาวัตถี ได้มีนามว่ามิคชาละ.
               มิคชาละนั้นไปวิหาร เพราะได้ฟังธรรมเนืองๆ จึงเกิดศรัทธาบวชแล้วเจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัต.
               เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ความว่า
                         ธรรมอันล่วงพ้นจากสังโยชน์ทั้งปวง เป็นธรรมยังวัฏฏะ
               ให้พินาศหมดสิ้น เป็นเครื่องนำออกจากสงสาร เป็นเครื่องข้าม
               พ้นสงสาร ทำรากตัณหาให้เหี่ยวแห้ง อันพระพุทธเจ้าผู้เป็น
               เผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ผู้มีพระจักษุทรงแสดงดีแล้ว ทำลาย
               กรรมและกิเลสเครื่องก่อภพก่อชาติอันมีรากเป็นพิษ ทำให้เรา
               ถึงความดับสนิท
                         ธรรมอันเป็นเครื่องกำจัดกรรมให้สิ้นสุดอันพระพุทธเจ้า
               ทรงแสดงแล้ว เพื่อทำลายรากเหง้าแห่งอวิชชา ญาณเพียง
               ดังแก้ววิเชียรตกไป ในเมื่อกำหนดถือเอาวิญญาณทั้งหลาย
               ปรากฏขึ้น ธรรมเครื่องประกาศเวทนา ปลดเปลื้องอุปาทาน
               เป็นเครื่องพิจารณาเห็นภพ เป็นดุจหลุมถ่านเพลิงด้วยญาณมี
               รสมาก ลึกซึ้ง เป็นธรรมห้ามความแก่ความตาย อริยมรรคอัน
               ประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นทางสงบทุกข์ ปลอดโปร่ง พระผู้มี
               พระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว.
                         ธรรมอันเป็นเครื่องเห็นแสงสว่างตามความเป็นจริง ถึง
               ความปลอดโปร่งมาก สงบระงับ เจริญในที่สุด อันพระพุทธ
               เจ้าผู้มีพระจักษุทรงแสดงไว้ดีแล้ว เพราะทรงทราบกรรมว่า
               เป็นกรรม และทรงทราบวิบากโดยความเป็นวิบากแห่งธรรม
               ที่อาศัยกันเกิดขึ้น.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุเทสิโต แปลว่า ทรงแสดงดีแล้ว.
               อธิบายว่า ทรงแสดงโดยการประกาศตามเป็นจริงถึงประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ในสัมปรายภพและประโยชน์อย่างยิ่ง อันสมควรแก่อัธยาศัยแห่งเวไนยสัตว์.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สุเทสิโต ได้แก่ ทรงแสดงไว้โดยชอบ.
               อธิบายว่า ทรงภาษิตคือตรัสไว้ดีแล้ว โดยการประกาศทุกขสัจและนิโรธสัจ และเหตุของสัจจะทั้งสองนั้น โดยไม่ผิดแผกกัน.
               บทว่า จกฺขุมตา ได้แก่ ทรงมีพระจักษุด้วยจักษุ ๕ ประการนี้ คือมังสจักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุ พุทธจักษุและสมันตจักษุ.
               บทว่า พุทฺเธน ได้แก่ พระสัพพัญญูพุทธเจ้า.
               บทว่า อาทิจฺจพนฺธุนา ได้แก่ ผู้เป็นอาทิตยโคตร.
               จริงอยู่ วงศ์กษัตริย์ในโลกมี ๒ วงศ์ คือ อาทิตย์วงศ์ ๑ โสมวงศ์ ๑.
               ใน ๒ วงศ์นั้น พึงทราบว่า วงศ์ของพระเจ้าโอกกากราชเป็นอาทิตยวงศ์ เจ้าศากยะทั้งหลายชื่อว่าอาทิตยโคตร เพราะมีสัญชาติมาจากวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราชนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าอันชาวโลกเรียกกันว่าอาทิจจพันธุ เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์.
               อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าอาทิจจพันธุ เพราะเป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ดังนี้ก็มี.
               เนื้อความนี้นั้นได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.
               ธรรมชื่อว่าเป็นไปล่วงสังโยชน์ทั้งปวง เพราะก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งมวลมีกามราคะสังโยชน์เป็นต้น ชื่อว่าทำวัฏฏะทั้งปวงให้พินาศ เพราะทำให้พินาศ คือกำจัดกิเลสวัฏ กรรมวัฏและวิปากวัฏนั้นนั่นแหละ
               ชื่อว่านำออกจากทุกข์ เพราะนำออกไปจากการระหกระเหินไปในสังสาร ชื่อว่าเป็นเครื่องข้ามพ้น เพราะอรรถว่าข้ามพ้นจากโอฆะใหญ่คือสงสาร ชื่อว่าทำรากเหง้าของตัณหาให้เหี่ยวแห้ง เพราะทำรากเหง้าแห่งตัณหาทั้งปวงมีกามตัณหาเป็นต้น อันได้แก่อวิชชาและอโยนิโสมนสิการ ให้เหี่ยวแห้ง คือให้เหือดแห้ง.
               ตัด คือตัดอย่างเด็ดขาดซึ่งกรรมหรือกิเลส อันชื่อว่าเป็นเครื่องต่อภพต่อชาติ เพราะเป็นสถานที่อุบัติขึ้นแห่งความพินาศของเหล่าสัตว์ ชื่อว่ามีรากเหง้าเป็นพิษ เพราะเป็นเหตุแห่งทุกข์อันเป็นพิษโดยกำจัดการรู้แจ้งเวทนาแม้ทั้ง ๓ ให้ถึงความดับ คือพระนิพพาน.
               รากเหง้าของอวิชชา ได้แก่ อโยนิโสมนสิการและอาสวะทั้งหลาย.
               จริงอยู่ ท่านกล่าวว่า เพราะอาสวะเกิด อวิชชาจึงเกิด ดังนี้ เพื่อทำลายคือเพื่อต้องการทำลายรากเหง้าของอวิชชานั้น ด้วยญาณอันเปรียบเพชร.
               อีกอย่างหนึ่ง เชื่อมความว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่อทำลายภวจักรอันชื่อว่ามีอวิชชาเป็นรากเหง้า เพราะมีอวิชชาเป็นมูลราก โดยพระดำรัสว่า สังขารทั้งหลายเกิดมี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยเป็นต้นนั้น ด้วยเพชรคือมรรคญาณ.
               บทว่า กมฺมยนฺตวิฆาฏโน ได้แก่ เป็นเครื่องกำจัดยนต์คืออัตภาพซึ่งสืบต่อด้วยกรรม.
               ในบทว่า วิญฺญาณานํ ปริคฺคเห นี้ พึงเชื่อมคำที่เหลือว่า เมื่อการยึดถือวิญญาณปรากฏขึ้นตามกรรมของตนในกามภพเป็นต้น.
               จริงอยู่ เมื่อถือปฏิสนธิในภพนั้นๆ แม้วิญญาณที่อาศัยภพนั้นๆ ก็ย่อมเป็นอันถือเอาเหมือนกัน.
               บทว่า ญาณวชิรนิปาตโน ได้แก่ ทำเพชรคือญาณให้ตกลง (ให้สำเร็จ) คือทำเพชรคือญาณให้สำเร็จแล้วทำลายวิญญาณเหล่านั้น.
               จริงอยู่ โลกุตรธรรมเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นทำลายวิญญาณอันควรแก่การเกิดในภพที่ ๗ เป็นต้นเท่านั้น.
               บทว่า เวทนานํ วิญฺญาปโน ความว่า ประกาศเวทนา ๓ มีสุขเวทนาเป็นต้นตามความเป็นจริง ด้วยอำนาจเป็นทุกข์ เป็นดังลูกศรและความไม่เที่ยงตามลำดับ.
               บทว่า อุปาทานปฺปโมจโน ความว่า ปลดเปลื้องจิตสันดานจากอุปาทานทั้ง ๔ มีกามุปาทานเป็นต้น.
               บทว่า ภวํ องฺคารกาสุํว ญาเณน อนุปสฺสโน ความว่า แสดงภพทั้ง ๙ อย่าง มีกามภพเป็นต้น โดยประจักษ์เนืองๆ ด้วยมรรคญาณ ให้เป็นดุจหลุมถ่านเพลิงลึกชั่วบุรุษ โดยถูกไฟ ๑๑ กองติดโชนแล้ว.
               ชื่อว่ามีรสมาก เพราะอรรถว่ากระทำความไม่เบื่อโดยความเป็นธรรมละเอียดและประณีต.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ามีรสคือกิจมาก เพราะเป็นธรรมมีกิจมากด้วยปริญญากิจเป็นต้น และเพราะเป็นธรรมมีสมบัติมากด้วยสามัญผลเป็นต้น
               ชื่อว่าเป็นธรรมลึกซึ้งมาก เพราะเป็นธรรมที่หยั่งได้ยากด้วยสัมภาระที่ไม่ได้ก่อสร้างไว้ และเพราะเป็นที่พึ่งอันไม่ควรจะได้ เป็นธรรมห้ามความแก่และความตาย คือเป็นธรรมปฏิเสธชราและมัจจุ โดยห้ามเกิดเฉพาะในภพต่อไป.
               บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงธรรมอันประกอบด้วยคุณวิเศษตามที่กล่าวแล้วโดยสรุป จึงกล่าวว่า ประกอบด้วยองค์ ๘ อันประเสริฐ เพื่อจะประกาศซ้ำถึงคุณอันนิดหน่อยของธรรมนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เป็นทางสงบทุกข์ ปลอดโปร่ง.
               คำนั้นมีเนื้อความว่า
               ชื่อว่าประเสริฐ เพราะอรรถว่าบริสุทธิ์. ชื่อว่าประกอบด้วยองค์ ๘ เพราะเป็นที่ประชุมธรรม ๘ ประการมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น. ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่าแสวงหาพระนิพพาน. ชื่อว่าเป็นทางสงบทุกข์ เพราะอรรถว่าสงบระงับวัฏทุกข์ทั้งสิ้น. ชื่อว่าปลอดโปร่ง เพราะปลอดภัย.
               เพราะรู้กรรมว่าเป็นกรรม และรู้วิบากโดยความเป็นวิบากแห่งธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น โดยไม่คลาดเคลื่อนเหมือนในลัทธิภายนอกจากพระศาสนานี้ ปรากฏว่ากรรมและวิบากของกรรมปรากฏว่าคลาดเคลื่อน เพราะผู้ที่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศ คือเพราะเหตุที่รู้ด้วยญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้น จึงเป็นเครื่องเห็นแสงสว่างตามที่เป็นจริง คือเป็นเครื่องเห็นแสงสว่าง คือโลกุตรญาณอันทำความรู้เห็นนั้น เพราะกำจัดการยึดถือด้วยสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิเสียได้.
               ชื่อว่าถึงความปลอดโปร่งเป็นอันมาก เพราะถึงและยังสัตว์ทั้งหลายให้ถึงพระนิพพานอันชื่อว่าปลอดโปร่งมาก เพราะใครๆ ไม่ประทุษร้ายใครๆ ทั้งในกาลไหนๆ.
               มีวาจาประกอบความว่า
               ธรรมชื่อว่าสงบระงับ เพราะสงบระงับความกระวนกระวาย และความเร่าร้อนอันเกิดจากกิเลสทั้งปวง ชื่อว่าเจริญในที่สุด เพราะให้ถึงเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ และอนุปาทิเสสนิพพานธาตุอันพระพุทธเจ้าผู้มีจักษุทรงแสดงไว้แล้ว.
               พระเถระเมื่อได้สรรเสริญอริยธรรมโดยนัยต่างๆ ด้วยประการอย่างนี้ จึงได้ประกาศความที่ตนได้บรรลุธรรมนั้น โดยอ้างถึงพระอรหัตผล.

               จบอรรถกถามิคชาลเถรคาถาที่ ๘               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๘. มิคชาลเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 353อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 354อ่านอรรถกถา 26 / 355อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=6600&Z=6616
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :