ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต
๑. ปัญจสตาปฏาจาราเถรีคาถา

               อรรถกถาเถรีคาถา ฉักกนิบาต               
               ๑. อรรถกถาปัญจสตมัตตาเถรีคาถา#-               
#- บาลีว่า ปัญจสตาปฏาจาราเถรีคาถา

               ในฉักกนิบาต คาถาว่า ยสฺส มคฺคํ น ชานาสิ เป็นต้นเป็นคาถาของพระปัญจสตมัตตาเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               หญิงแม้เหล่านี้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สั่งสมกุศลซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพๆ นั้น มีธรรมเครื่องปรุงแต่งวิโมกข์อันสร้างสมมาโดยลำดับ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็เกิดในเรือนครอบครัวนั้นๆ เติบโตเป็นสาวแล้ว มารดาบิดาก็จัดให้มีสามี ได้บุตรหลายคนในตระกูลนั้นๆ เมื่ออยู่ครองเรือน มีบุตรก็ตายหมด เพราะพวกเขามีชาติเสมอกัน ทำกรรมมาเหมือนกัน ถูกความเศร้าโศกถึงบุตรครอบงำแล้ว เข้าไปหาพระปฏาจาราเถรี ไหว้แล้วก็นั่งบอกถึงเหตุแห่งความเศร้าโศกของตน.
               พระเถรี เมื่อบรรเทาความโศกของหญิงเหล่านั้น จึงแสดงธรรมด้วยคาถา ๔ คาถาเหล่านี้ว่า
                         ท่านไม่รู้ทางของสัตว์ใด ซึ่งมาแล้วหรือไปแล้ว
               เหตุไฉนท่านจึงร้องไห้ถึงสัตว์ที่มาแล้วนั้น ว่าบุตรของ
               เรา ส่วนท่านรู้ทางของสัตว์นั้นผู้มาแล้วหรือไปแล้ว จึง
               ไม่เศร้าโศกถึงสัตว์นั้นเลย เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายมีอย่าง
               นี้เป็นธรรมดา.
                         สัตว์อันเขามิได้เชื้อเชิญก็มาจากที่นั้น เขามิได้
               อนุญาต ก็ไปจากที่นี้ เขามาจากที่ไหนกันแน่หนอ อยู่
               ได้ ๒-๓ วัน ก็ไปแล้วสู่ทางอื่นจากที่นี้ก็มี กำลังไปสู่ทาง
               อื่นจากที่นั้นก็มี เขาละ [ตาย] ไปแล้ว ท่องเที่ยวอยู่โดย
               รูปของมนุษย์ จักไปก็มี เขามาอย่างใดก็ไปอย่างนั้น จะ
               คร่ำครวญเพราะเหตุนั้นไปทำไม.

               หญิงเหล่านั้นได้ฟังธรรมของพระปฏาจาราเถรีนั้นแล้ว เกิดความสังเวชใจจึงพากันบวชในสำนักของพระเถรี ครั้นบวชแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไม่นานนักก็ตั้งอยู่ในพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะธรรมเครื่องอบรมบ่มวิมุตติแก่เต็มที่แล้ว.
               ลำดับนั้น พระเถรี ๕๐๐ รูปเหล่านั้นพิจารณาการปฏิบัติของตนเพราะบรรลุพระอรหัตแล้ว พร้อมด้วยคาถาโอวาทที่ว่า ท่านไม่รู้ทางของสัตว์ใด เป็นต้น จึงต่างคนต่างกล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า
                         แม่เจ้า ช่วยถอนความโศกศัลย์ของข้าพเจ้าซึ่ง
               แอบอยู่ในหัวใจ เห็นได้ยากออกได้แล้ว แม่เจ้าช่วย
               บรรเทาความโศกถึงบุตรของข้าพเจ้าซึ่งถูกความโศก
               ครอบงำไว้ วันนี้ข้าพเจ้าถอนความโศกศัลย์ได้แล้ว
               หายหิว ดับสนิทแล้ว ข้าพเจ้าขอถึงพระมุนีพุทธเจ้า
               ทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ.

               พระเถรีจำนวน ๕๐๐ รูปต่างคนต่างกล่าวคาถาเหล่านี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส มคฺคํ น ชานาสิ อาคตสฺส คตสฺส วา ความว่า ท่านไม่รู้ทางมาของสัตว์ใดซึ่งมาแล้วในที่นี้ หรือทางไปของสัตว์ใดซึ่งไปแล้วจากที่นี้ ท่านกล่าวหมายเอาการเข้าถึงภพที่เป็นอดีตและอนาคตติดต่อกัน.
               บทว่า ตํ กุโต จาคตํ สตฺตํ ความว่า ไฉนคือเพราะเหตุไร ท่านจึงทำความยึดถือให้เกิดขึ้นอย่างเดียวว่าบุตรของเรา แล้วร้องไห้ถึงสัตว์ผู้นั้นซึ่งเป็นเสมือนบุรุษผู้มาพบกันในระหว่างทางกับผู้ที่มายังทางมาทางไปอันไม่รู้จักแล้ว คือทางที่มาจากคติไรๆ อย่างนี้ ไม่ทันทำความคุ้นเคยกันโดยประการทั้งปวง.
               อธิบายว่า ไม่มีเหตุที่จะร้องไห้ในข้อนี้ เพราะบุตรยังไม่ทันทำกิจหน้าที่ปฏิการะตอบแทนเลย.
               บทว่า มคฺคญฺจ โขสฺส ชานาสิ ความว่า ส่วนท่านรู้ทางมาของสัตว์นั้น ซึ่งท่านยอมรับรู้ว่าบุตรผู้มาแล้ว และทางไปของเขาผู้ไปแล้ว.
               บทว่า น นํ สมนุโสเจสิ ความว่า ท่านก็ไม่ควรเศร้าโศกถึงเขาอย่างนี้เลย. เพราะอะไร เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา เพราะปัจจุบันสัตว์ทั้งหลายยังละเว้นเป็นต่างๆ คือพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งหลายทั้งปวง เพราะตนไม่มีอำนาจในของรักนั้น จะป่วยกล่าวไปไยในภพภายภาคหน้าเล่า.
               บทว่า อยาจิโต ตโตคจฺฉิ๑- ความว่า เขาอันใครๆ มิได้วอนเชิญจากปรโลกนั้น ก็มาในที่นี้. บาลีว่า อาคโต มาแล้ว ดังนี้ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
____________________________
๑- ๑. ม. ตตาคจฺฉิ

               บทว่า อนนุญฺญาโต อิโต คโต ความว่า เขาอันใครๆ มิได้อนุญาตจากอิธโลก [โลกนี้] ก็ไปปรโลก [โลกอื่น].
               บทว่า กุโตจิ ได้แก่ จากคติใดคติหนึ่งมีนิรยะเป็นต้น.
               บทว่า นูน คือ สงสัย.
               บทว่า วสิตฺวา กติปาหกํ ความว่า พักอยู่ในที่นี้เพียงน้อยวัน.
               บทว่า อิโตปิ อญฺเญน คโต ความว่า เขาไปทางภพอื่นจากภพแม้นี้ คือเข้าถึงภพแม้อื่นจากภพนี้ ด้วยอำนาจปฏิสนธิ.
               บทว่า ตโตปญฺเญน คจฺฉติ ความว่า เขาจักไปทางอื่นจากภพแม้นั้น คือจักเข้าถึงภพอื่น.
               บทว่า เปโต ความว่า เขาจากไปคือเข้าถึงภพนั้นๆ แล้ว ก็ไปจากภพนั้น.
               บทว่า มนุสฺสรูเปน นั่นเป็นเพียงตัวอย่าง.
               ความว่า โดยความเป็นมนุษย์และโดยความเป็นดิรัจฉานเป็นต้น.
               บทว่า สํสรนฺโต ได้แก่ เวียนว่ายอยู่ด้วยอำนาจความเกิดไปๆ มาๆ.
               บทว่า ยถาคโต ตถา คโต ความว่า เขามิได้รับเชิญก็มาจากคติที่ยังไม่รู้อย่างใด เขาอันใครๆ มิได้อนุญาตก็ไปจากคติที่ยังไม่รู้อย่างนั้น.
               บทว่า กา ตตฺถ ปริเทวนา ความว่า จะคร่ำครวญไปไยในข้อนั้น คือในกามาวจรที่ไม่อยู่ในอำนาจเช่นนั้น.
               อธิบายว่า ประโยชน์อะไรเล่าด้วยการคร่ำครวญ คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
               ก็ในคาถาเหล่านี้ ๕ คาถาแรก พระปฏาจาราเถรีอบรมหญิง ๕๐๐ เหล่านั้นแยกเป็นคนๆ ไป โดยการบรรเทาความเศร้าโศก.
               ส่วน ๖ คาถาพึงเห็นว่าภิกษุณีประมาณ ๕๐๐ รูปเหล่านั้นผู้ตั้งอยู่ในโอวาทของพระปฏาจาราเถรีนั้น พากันบวชได้บรรลุคุณวิเศษแล้วได้กล่าวเฉพาะเป็นคนๆ ไป.
               บทว่า ปญฺจสตา ปฏาจารา ความว่า ภิกษุณี ๕๐๐ รูปเหล่านี้ได้ชื่อว่าปฏาจารา เพราะได้รู้คำที่พระปฏาจาราเถรีกล่าว เพราะได้โอวาทในสำนักของพระปฏาจาราเถรี.

               จบอรรถกถาปัญจสตมัตตาเถรีคาถาที่ ๑               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๑. ปัญจสตาปฏาจาราเถรีคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 450อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 451อ่านอรรถกถา 26 / 452อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=9278&Z=9296
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com