ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สิคาลชาดก
ว่าด้วย สุนัขเข้าอยู่ในท้องช้าง

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการข่มกิเลส ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นาหํ ปุนํ น จ ปุนํ ดังนี้.
               ได้ยินว่า เศรษฐีบุตรในเมืองสาวัตถีประมาณ ๕๐๐ คน เป็นเพื่อนกัน ต่างมีสมบัติคนละมากมาย ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว พากันบวชถวายชีวิตในพระศาสนา อยู่ในกุฏิแถวสุดในพระวิหารเชตวัน อยู่มาวันหนึ่ง เป็นเวลาท่ามกลางรัตติกาล ความดำริอาศัยกิเลสเป็นเจ้าเรือน บังเกิดขึ้นแก่พวกภิกษุเหล่านั้น พวกเธอต่างกระสัน เกิดจิตตุปบาทเพื่อที่จะยึดครองกิเลสที่ตนละแล้วอีก.
               ครั้งนั้น พระศาสดาทรงชูประทีปอันมีพระสัพพัญญุตญาณเป็นด้าม ในระหว่างท่ามกลางรัตติกาล ทรงตรวจดูอัธยาศัยของภิกษุทั้งหลายว่า พวกภิกษุพากันพำนักอยู่ในพระเชตวันวิหาร ด้วยความยินดีอย่างไหนเล่าหนอ? ได้ทรงทราบความที่พวกภิกษุเหล่านั้น ต่างมีความดำริในกามราคะ เกิดขึ้นในภายใน ก็ธรรมดาพระศาสดาย่อมรักษาหมู่สาวกของพระองค์ ประดุจหญิงมีบุตรคนเดียวถนอมบุตรของตน ประดุจคนมีตาข้างเดียวระวังนัยน์ตาของตน ก็ปานกัน ในสมัยใดๆ มีเวลาเช้าเป็นต้น กองกิเลสเกิดแก่หมู่สาวกนั้น ก็ไม่ทรงยอมให้กองกิเลสเหล่านั้นของสาวกเหล่านั้น พอกพูนไปกว่านั้น ทรงข่มเสียในสมัยนั้นๆ ทีเดียว ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงได้มีพระปริวิตกว่า กาลนี้เป็นประดุจดัง กาลที่เกิดพวกโจรขึ้นภายในพระนครของพระเจ้าจักรพรรดิ์ ฉะนั้น เราต้องแสดงพระธรรมเทศนาข่มกองกิเลส แล้วให้พระอรหัตผลแก่พวกเธอ ในบัดนี้ทีเดียว.
               พระองค์จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฏีมีกลิ่นหอม มีพระดำรัสด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ เรียกท่านพระอานนท์ผู้เป็นขุนคลังแห่งธรรมว่า ดูก่อนอานนท์. พระเถระเจ้ารับพระพุทธดำรัสว่า อะไร พระเจ้าข้า? มาถวายบังคมยืนอยู่ ตรัสว่า อานนท์ ภิกษุมีเท่าไรที่อยู่ในกุฏิแถวหลังสุด เธอจงให้ประชุมกันในบริเวณคันธกุฏีทั้งหมดทีเดียว ได้ยินว่า พระองค์ได้ทรงมีพระดำริดังนี้ว่า แม้นเราให้เรียกภิกษุ ๕๐๐ พวกนั้นเท่านั้นมาประชุม พวกเธอจักพากันสลดใจว่า พระศาสดาทรงทราบความที่กองกิเลสเกิดขึ้นในภายในของพวกเราแล้ว จักมิอาจที่จะรับพระธรรมเทศนาได้ เหตุนั้นจึงตรัสว่า ให้ประชุมทั้งหมด พระเถระรับพระพุทธดำรัสว่า ดีละ พระเจ้าข้า แล้วถือลูกดาลเที่ยวไปทั่วบริเวณ บอกให้ภิกษุทั้งหมดประชุมกัน ณ บริเวณพระคันธกุฏี แล้วจัดปูลาดพระพุทธอาสน์ไว้.
               พระศาสดาทรงคู้บัลลังก์ตั้งพระกายตรง ประทับเหนือพระพุทธอาสน์ที่จัดไว้ ปานประหนึ่งขุนเขาสิเนรุอันดำรงอยู่เหนือปฐพีศิลา ทรงเปล่งพระพุทธรัศมี เป็นทิวแดงมีพรรณ ๖ ประการ ฉวัดเฉวียนประสานสีทีละคู่ๆ พระรัศมีแม้เหล่านั้นมีประมาณเท่าถาด เท่าฉัตร และเท่าโคมแห่งเรือนยอด ขาดเป็นระยะวนเวียนรอบพระกาย ประหนึ่งสายฟ้าในนภากาศ กาลนั้นได้เป็นเสมือนเวลาที่ดวงอาทิตย์กำลังเริ่มฉายแสงอ่อนๆ ทำให้ท้องมหรรณพ มีประกายสาดแสงระยิบระยับฉะนั้น ภิกษุสงฆ์เล่าก็น้อมเกล้าถวายบังคมพระศาสดา ดำรงจิตอันเคารพไว้มั่นคง นั่งล้อมพระองค์โดยรอบ ประหนึ่งแวดวงไว้ด้วยม่านกัมพลแดง.
               พระบรมศาสดาทรงเปล่งพระสุรเสียงดังเสียงพรหม ทรงเตือนภิกษุทั้งหลาย ตรัสว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาภิกษุไม่ควรตรึกอกุศลวิตกทั้ง ๓ นี้ คือ กามวิตก ความตรึกในกาม พยาบาทวิตก ความตรึกในพยาบาท วิหิงสาวิตก ความตรึกในวิหิงสา ขึ้นชื่อว่า กิเลสเป็นเช่นกับปัจจามิตร และปัจจามิตรเล่าจะชื่อว่าเล็กน้อยไม่มีเลย ได้โอกาสแล้วย่อมทำให้ถึงความพินาศโดยส่วนเดียว
               กิเลส แม้ถึงจะมีประมาณน้อย เกิดขึ้นแล้วได้โอกาสเพื่อจะเพิ่มพูน ย่อมยังความพินาศอย่างใหญ่หลวงให้เกิดขึ้นได้อย่างนั้นทีเดียว ขึ้นชื่อว่ากิเลสนี้ เปรียบด้วยยาพิษที่ร้ายแรง เป็นเช่นกับด้วยหัวฝีที่มีผิวหนังปอกไปแล้ว เทียบกันได้กับอสรพิษ คล้ายกับไฟที่เกิดจากอสนีบาต ไม่ควรเลยที่จะนิยมยินดี ควรจะกีดกันเสีย ด้วยพลังแห่งการพิจารณา ด้วยพลังแห่งภาวนา ในขณะที่เกิดทีเดียว ควรจะละเสีย ด้วยการที่กองกิเลสทั้งนั้น จะเลือนไปไม่ทันตั้งอยู่ในหทัย แม้เพียงครู่เดียว เหมือนหยาดน้ำกลิ้งตกไปจากใบบัว ฉันใดก็ฉันนั้น
               แม้ถึงบัณฑิตในครั้งก่อนทั้งหลาย ก็ติเตียนกิเลสแม้มีประมาณน้อย ข่มมันเสียไม่ยอมให้เกิดขึ้นในภายในได้อีก ฉะนั้น ดังนี้แล้ว
               ทรงนำเรื่องอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดหมาจิ้งจอก พำนักอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำใกล้ป่า ครั้งนั้น ช้างแก่ตัวหนึ่งล้มอยู่ที่ฝั่งคงคา สุนัขจิ้งจอกออกหาเหยื่อ พบซากช้างนั้น คิดว่า เหยื่อชิ้นใหญ่เกิดแก่เราแล้ว จึงไปที่ซากนั้น กัดที่งวง ก็เป็นเหมือนเวลาที่กัดงอนไถ มันคิดว่า ตรงนี้ไม่ควรกิน จึงกัดที่งาทั้งคู่ ก็เป็นเหมือนเวลาที่กัดเสา กัดหูเล่า ก็ได้เป็นเหมือนเวลาที่กัดขอบกระด้ง กัดที่ท้อง ได้เป็นเหมือนเวลาที่กัดยุ้งข้าว กัดที่เท้า ก็ได้เป็นเหมือนเวลาที่กัดครก กัดที่หาง ได้เป็นเหมือนเวลาที่กัดสาก ดำริว่า แม้ในที่นี้ก็ไม่ควรกิน เมื่อไม่ได้รับความพอใจในอวัยวะทั้งปวง ก็กัดตรงวัจมรรค ได้เป็นเหมือนเวลาที่กัดขนมนุ่ม
               มันดำริว่า คราวนี้ เราได้ที่ที่ควรกินอันอ่อนนุ่มในสรีระนี้แล้ว จึงกัดแต่วัจมรรคนั้น เข้าไปถึงภายในท้อง กินตับและหัวใจเป็นต้น เวลากระหายน้ำก็ดื่มโลหิต เวลาอยากจะนอนก็เอาพื้นท้องรองนอน ครั้งนั้น สุนัขจิ้งจอกได้มีปริวิตกว่า ซากช้างนี้เป็นเหมือนเรือนของเรา เพราะเป็นที่อยู่สบาย ครั้นอยากกิน มีเนื้ออย่างเพียงพอ ทีนี้เราจะไปที่อื่นทำไม จึงไม่ยอมไปในที่อื่นอีกเลย คงอยู่กินเนื้อในท้องช้างแห่งเดียว.
               ครั้งเวลาล่วงไป ผ่านไปจนถึงฤดูแล้ว ซากช้างนั้นก็หดตัวเหี่ยวแห้ง ด้วยถูกลมสัมผัส และถูกแสงอาทิตย์แผดเผา ช่องที่สุนัขจิ้งจอกเข้าไปก็ปิด ภายในท้องก็มืดปรากฏแก่มันเหมือนอยู่ในโลกันตนรก ฉะนั้น เมื่อซากเหี่ยวแห้ง แม้เนื้อก็พลอยแห้ง แล้วโลหิตก็เหือดหาย มันไม่มีทางออกก็เกิดความกลัว ซมซานไปกัดทางโน้นทางนี้ วุ่นวายหาทางออกอยู่ เมื่อสุนัขจิ้งจอกนั้นตกอยู่ในท้องช้างอย่างนี้ ก็เป็นเหมือนก้อนแป้งในหม้อข้าว
               ล่วงมาสอง-สามวัน ฝนตกใหญ่ ครั้นซากนั้นชุ่มน้ำฝนก็พองขึ้น จนมีสัณฐานเป็นปกติ วัจมรรคก็เปิด ปรากฏเหมือนดวงดาว มันเห็นช่องนั้นคิดว่า คราวนี้เรารอดได้แน่แล้วถอยหลังไปจนจดหัวช้าง วิ่งไปโดยเร็ว เอาหัวชนวัจมรรคออกไปได้ เพราะว่า ร่างกายของมันซูบซีดเหี่ยวแห้ง ขนทั้งหมดก็เลยติดอยู่ที่วัจมรรคนั่นเอง มันมีจิตสะดุ้ง ด้วยสรีระอันไร้ขนเหมือนลำตาล วิ่งไปครู่หนึ่ง กลับนั่งมองดูสรีระ แล้วสลดใจว่าทุกข์นี้ของเรา สิ่งอื่นมิได้ทำให้เลย แต่เพราะความโลภเป็นเหตุ เพราะความโลภเป็นตัวการณ์ เราอาศัยความโลภ ก่อทุกข์นี้ไว้เอง บัดนี้นับแต่นี้ เราจะไม่ยอมอยู่ในอำนาจของความโลภ ขึ้นชื่อว่าซากช้างละก็ เราจะไม่ขอเข้าไปอีกต่อดังนี้แล้ว กล่าวคาถานี้ความว่า :-

               "ไม่เอาอีกแล้ว ไม่เอาอีกละ เราจะไม่ขอเข้าสู่ซากช้างซ้ำอีกละ เพราะเวลาอยู่ในท้องช้าง ถูกภัยคุกคามเจียนตาย"
ดังนี้.

               ในคาถานั้น อ อักษร ในบาทคาถาว่า น จาปิ อปุนปฺปุนํ เป็นเพียงนิบาต ก็ในคาถาทั้งหมดนี้ มีอรรถาธิบายดังนี้ว่า :-
               ก็ต่อแต่นี้ไป เราจะไม่เข้าไปอีกละ ได้แก่ เราจะไม่ขอเข้าไปสู่ซากช้าง คือสรีระของช้าง หลังจากที่พูดไว้ว่า ไม่เอาอีกแล้ว ดังนี้
               เพราะเหตุไร ?
               เพราะว่า เวลาอยู่ในท้องช้าง ถูกภัยคุกคามแทบตาย อธิบายว่า เพราะเราถูกภัยในการเข้าไปทั้งนี้ทีเดียว คุกคามแทบตาย คือต้องถึงความสะดุ้ง ความสลดใจ เพราะกลัวตาย.

               ก็แลสุนัขจิ้งจอกนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็หนีไปจากที่นั้นทันที ขึ้นชื่อว่า สรีระช้างตัวนั้นหรือตัวอื่น มันจะไม่ยอมเหลียวหลังไปมองดูอีกเลย ต่อจากนั้น สุนัขจิ้งจอกนั้นก็ไม่ตกอยู่ในอำนาจของความโลภ.
               พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่า กิเลสที่เกิดขึ้นภายใน ต้องไม่ให้พอกพูนได้ ควรข่มเสียทันทีทันใดทีเดียว
               แล้วตรัสประกาศสัจจะทั้งหลาย ทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุที่เหลือแม้ทั้ง ๕๐๐ รูปก็ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล ในบรรดาภิกษุที่เหลือเล่า บางเหล่าก็ได้เป็นพระโสดาบัน บางเหล่าเป็นพระสกทาคามี บางเหล่าได้เป็นพระอนาคามี.
               ก็ในกาลครั้งนั้น สิคาล (จิ้งจอก) ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.


               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สิคาลชาดก ว่าด้วย สุนัขเข้าอยู่ในท้องช้าง จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 147อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 148อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 149อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=976&Z=980
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  พฤษภาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :