ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา จุลลสุตโสมชาดก
ว่าด้วย พระเจ้าจุลลสุตโสมออกบวช

               พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเนกขัมมบารมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อามนฺตยามิ นิคมํ ดังนี้.
               เรื่องปัจจุบันนิทาน เช่นเดียวกับ ในมหานารทกัสสปชาดก.
               (ส่วนอดีตนิทานมีดังต่อไปนี้)
               ก็ในอดีตกาล พระนครพาราณสีได้มีชื่อว่า "สุทัสนนคร" พระราชาทรงพระนามว่าพรหมทัต เสด็จประทับอยู่ในพระนครนั้น พระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของท้าวเธอ ล่วงไปได้ ๑๐ เดือนก็ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา ก็พระพักตร์ของพระกุมารนั้น มีสิริประหนึ่งดวงจันทร์ในวันเพ็ญ ด้วยเหตุนั้น พระชนกชนนีจึงทรงขนานพระนามว่า "โสมกุมาร".
               ราชกุมารนั้นพอรู้เดียงสาแล้ว เป็นผู้สนใจในสุตะ มีการฟังเป็นปกติ ด้วยเหตุนั้น ชาวประชาจึงถวายพระนามว่า "สุตโสม" ครั้นเจริญวัยแล้ว พระราชกุมารเสด็จไปเรียนศิลปศาสตร์ในเมืองตักกสิลา เสด็จกลับมาก็ได้เศวตฉัตรของพระชนก เสวยราชสมบัติโดยธรรม ได้มีพระอิสริยยศยิ่งใหญ่ พระองค์มีสนมกำนัลในหมื่นหกพันนาง มีพระนางจันทาเทวีเป็นประธาน.
               ในเวลาต่อมา ท้าวเธอก็เจริญด้วยพระโอรสธิดา จนไม่ทรงยินดีด้วยฆราวาสวิสัย มีพระประสงค์ที่จะเสด็จไปสู่ป่า ทรงผนวช. วันหนึ่งจึงตรัสเรียกนายภูษามาลามาตรัสสั่งว่า แน่ะเจ้า เมื่อใดเจ้าเห็นผมที่เศียรของเราหงอกแล้ว เจ้าพึงบอกเราเมื่อนั้น. นายภูษามาลาก็รับพระราชดำรัสของท้าวเธอ เวลาต่อมา ก็เห็นพระเกศาหงอกจึงกราบทูลให้ทรงทราบ เมื่อพระราชาตรัสสั่งว่า เจ้าภูษามาลา ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงถอนผมนั้น มาวางไว้ในมือเรา จึงเอาแหนบทองถอนพระเกศา มาวางไว้ในพระหัตถ์.
               พระมหาสัตว์ทอดพระเนตรดูพระเกศาหงอกนั้น ก็ตกพระทัยว่า สรีระของเราถูกชราครอบงำแล้ว จึงทรงถือเส้นพระเกศาหงอกนั้นเสด็จลงจากปราสาท ประทับนั่งบนราชบัลลังก์ที่แต่งตั้งไว้ ณ ที่เฝ้าของมหาชน แล้วตรัสสั่งให้เรียกอำมาตย์ประมาณแปดหมื่นมีเสนาบดีเป็นประมุข พราหมณ์หกหมื่นมีปุโรหิตเป็นประธาน และชาวแว่นแคว้นชาวนิคมเป็นต้นอื่นๆ มาเฝ้าเป็นจำนวนมาก แล้วตรัสว่า เกศาหงอกเกิดที่เศียรของเราแล้ว เราเป็นคนแก่เฒ่า ท่านทั้งหลายจงรับรู้ความที่เราจะออกบรรพชา ดังนี้แล้ว
               ตรัสคาถาที่ ๑ ความว่า
               เราขอบอกชาวเมือง มิตร อำมาตย์ และข้าราชบริพาร ผมที่เศียรของเรา เกิดหงอกแล้ว บัดนี้เราพอใจบรรพชาเพศ.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อามนฺตยามิ ความว่า เราขอประกาศให้ท่านทั้งหลายรับรู้. บทว่า โรจหํ ความว่า เราพอใจ ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงรับรู้ว่า เรานั้นจะบรรพชา.

               บรรดาชนทั้งหลายที่ได้ฟังพระราชาดำรัสเหล่านั้น อำมาตย์คนหนึ่งเป็นคนองอาจแกล้วกล้า กราบทูลคาถาความว่า
               อย่างไรหนอ พระองค์จึงรับสั่งความไม่เจริญแก่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ทรงปักพระแสงศรที่อกของข้าพระพุทธเจ้า พระชายาของพระองค์มีถึง ๗๐๐ นาง พระนางเหล่านั้นของพระองค์จักเป็นอยู่อย่างไรหนอ.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภุ ํ ได้แก่ สิ่งอันไม่เป็นความเจริญ.
               บทว่า อุรสิ กปฺเปสิ ความว่า พระองค์ทรงยังพระศัสตราอันล้างแล้วด้วยดี ให้ไหวใกล้ทรวงอกของข้าพระพุทธเจ้า.
               บทว่า สสฺตสตา นี้ อำมาตย์นั้นกล่าวหมายถึง ขัตติยกัญญาผู้มีชาติเสมอกัน.
               บทว่า กถํ นุ เต ตา ภวิสฺสนฺติ ความว่า พระราชชายาของพระองค์เหล่านั้น เมื่อพระองค์ทรงผนวชเสียแล้วจักเป็นอนาถา หาที่พึ่งมิได้ จักอยู่ได้อย่างไร การที่พระองค์ทรงทำนางเหล่านั้นให้ไม่มีที่พึ่ง แล้วทรงผนวชนี้ ไม่สมควรเลย พระเจ้าข้า.

               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสคาถาที่ ๓ ความว่า
               นางเหล่านั้นยังสาวจักปรากฏเอง นางเหล่านั้นจักไปพึ่งพิงพระราชาองค์อื่นก็ได้ ส่วนเราปรารถนาสวรรค์ ด้วยเหตุดังนั้น เราจึงจักบรรพชา.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺญายนฺติ ความว่า นารีเหล่านี้จักปรากฏด้วยกิจของตนๆ เราเป็นอะไรของนางเหล่านี้ ทุกนางล้วนยังสาว พระราชาอื่นๆ ก็ยังมี นารีเหล่านี้จักไปพึ่งพระราชาอื่นๆ นั้นได้.

               อำมาตย์เป็นต้น เมื่อไม่สามารถจะทูลทัดทานพระโพธิสัตว์ได้ จึงพากันไปยังสำนักของพระมารดาแห่งพระโพธิสัตว์ กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ. พระราชชนนีรีบเสด็จมาโดยด่วน ตรัสว่า ลูกรัก ข่าวว่าเจ้าประสงค์จะบวชจริงหรือ ดังนี้แล้ว
               ได้ตรัสคาถา ๒ คาถาความว่า
               ดูก่อนพ่อสุตโสม แม่ผู้เป็นมารดาของเจ้า ชื่อว่าได้รับความยาก เพราะเมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่ เจ้าไม่ห่วงใยจะบวชให้ได้.
               ดูก่อนพ่อสุตโสม แม่คลอดเจ้าซึ่งเป็นผู้ที่แม่ได้ด้วยความลำบาก เหตุไรเมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่ เจ้าไม่ห่วงใยจะบวชให้จงได้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุลฺลทฺธํ ความว่า เจ้าชื่อว่าเป็นผู้ที่ได้มาโดยยาก เพราะเมื่อจะได้ก็ต้องฝ่าความลำบาก จึงได้เจ้าผู้เป็นบุตรมา. บทว่า ยํ เม ความว่า เมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่โดยประการต่างๆ เจ้ายังปรารถนาจะบวชให้ได้ด้วยเหตุใด เหตุนั้นการได้บุตรเช่นกับเจ้า จึงชื่อว่าแม่ได้มาด้วยความยากลำบาก.

               พระโพธิสัตว์มิได้ตรัสอะไรกับพระราชมารดา ซึ่งทรงปริเทวนาการอยู่อย่างนี้. พระราชชนนีทรงกันแสงร่ำไห้ ประทับยืนอยู่ส่วนข้างหนึ่งเสียเองทีเดียว ลำดับนั้น ประชาชนจึงพากันไปกราบทูลแด่พระราชบิดาของพระโพธิสัตว์.
               พระราชบิดาเสด็จมาแล้ว ตรัสคาถาอย่างเดียวกันความว่า
               ดูก่อนพ่อสุตโสม ธรรมนั้นชื่ออะไร และการบวชชื่ออะไร เพราะว่า เจ้าจะละทิ้งเราสองคนผู้แก่เฒ่าแล้ว ไม่ห่วงใยจะบวชอย่างเดียว.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ โน อมฺเห ความว่า เจ้าเป็นบุตรของมารดาบิดา ไยจึงไม่ปฏิบัติมารดาบิดาซึ่งแก่ชราในเวลาที่ควรปฏิบัติ ทอดทิ้งมิได้อาลัยบวชเสีย เหมือนยังกะกลิ้งศิลาลงเหวฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น บิดาขอถามเจ้า ธรรมของเจ้านี้ชื่ออะไร?

               พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้นแล้วก็นิ่งเสีย.
               ลำดับนั้น พระราชบิดาจึงตรัสว่า สุตโสมลูกรัก ถ้าหากเจ้าไม่มีความสิเนหาอาลัยในมารดาบิดาแล้ว บุตรธิดาของเจ้ายังเล็กๆ มีมาก ไม่อาจที่จะพลัดพรากจากเจ้าได้ ในเวลาเด็กเหล่านั้นเจริญวัยแล้ว เจ้าจึงค่อยบวชเถิด แล้วตรัสคาถาที่ ๗ ความว่า
               แม้บุตรและธิดาทั้งหลายของเจ้าก็มีมาก ยังเล็กนัก ยังไม่เป็นหนุ่มสาว กำลังฉอเลาะน่ารักใคร่ เมื่อไม่เห็นเจ้า น่าจะลำบากไปตามๆ กัน.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มญฺชู ความว่า พูดจาน่ารัก. บทว่า นิคจฺฉนฺติ ความว่า พ่อสำคัญว่า จักพากันถึงความลำบาก คือกลับได้ทุกข์ทั้งทางกายและทางใจ.

               พระมหาสัตว์ทรงสดับพระดำรัสนั้นแล้ว ตรัสพระคาถาความว่า
               ความตั้งอยู่นาน แล้วพลัดพรากจากกัน จากโอรสธิดาเหล่านี้ของหม่อมฉัน ซึ่งกำลังเป็นเด็ก ยังไม่เจริญวัยช่างฉอเลาะก็ดี จากทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์และสิ่งทั้งปวงไปก็ดี เป็นของเที่ยงแท้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเพหิปิ ตุมฺเหหิ ความว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ใช่ว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจากโอรสธิดาเท่านั้นก็หามิได้ ที่แท้แม้ทูลกระหม่อมทั้งสอง แม้สรรพสังขารอื่นๆ ถึงดำรงอยู่ได้นานคือตั้งอยู่สิ้นกาลนาน ก็เพียงที่จะพลัดพรากจากกัน คือความเป็นต่างๆ กัน เพราะในโลกสันนิวาสแม้ทั้งสิ้น สังขารแม้อย่างหนึ่ง จะชื่อว่าเป็นของเที่ยงไม่มีเลย.

               พระมหาสัตว์แสดงธรรมกถาแด่พระราชบิดาอย่างนี้ สมเด็จพระราชบิดาทรงสดับธรรมกถาของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ได้ทรงดุษณีภาพ ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายจึงไปแจ้งแก่พระชายาที่รักทั้งเจ็ดร้อยของพระมหาสัตว์ พระชายาเหล่านั้นจึงลงจากปราสาท ไปยังสำนักของพระมหาสัตว์เจ้า ต่างยึดข้อพระบาท ปริเทวนาการ กล่าวคาถาความว่า
               พระทัยของทูลกระหม่อมจะตัดขาดเชียวหรือ หรือจะไม่ทรงพระกรุณาหม่อมฉันทั้งหลาย ไยเล่าพระองค์จึงไม่ห่วงใยกระหม่อมฉันทั้งหลายผู้คร่ำครวญอยู่ จะเสด็จออกผนวชเสียให้ได้เทียวหรือเพคะ.


               คาถานั้นมีอรรถาธิบายดังนี้
               ข้าแต่พระสุตโสมผู้พระสวามี พระหทัยในพวกกระหม่อมฉันของทูลกระหม่อมซึ่งกระทำพวกหม่อมฉันให้เป็นหม้าย เสด็จไปบวช จะตัดขาดเชียวหรือหนอ เพราะไม่มีความสิเนหาแม้เพียงเล็กน้อย หรือชื่อว่าความการุญของทูลกระหม่อมไม่มี เพราะไม่มีพระกรุณา จึงละทิ้งพวกหม่อมฉันซึ่งคร่ำครวญอยู่อย่างนี้ไปบรรพชา.

               พระมหาสัตว์ทรงสดับเสียงปริเทวนาการของเหล่าบาทบริจาริกาเหล่านั้นผู้กลิ้งเกลือกร่ำไรรำพันอยู่แทบบาทมูล แล้วตรัสคาถาลำดับต่อไปว่า
               ใจของเรามิได้ตัดขาด และเราก็มีความกรุณาในเธอทั้งหลาย แต่เราปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น เราจึงจักออกบวช.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สคฺคญฺจ ความว่า พระมหาสัตว์ทรงปลอบใจพระชายาเหล่านั้นว่า เราปรารถนาสวรรค์ อนึ่ง ขึ้นชื่อว่าบรรพชานี้ พุทธาทิบัณฑิตสรรเสริญแล้ว เพราะเหตุนั้น เราจึงจักบวช เธอทั้งหลายอย่าคิดเสียใจ.

               ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลพระมเหสีของพระโพธิสัตว์ให้ทรงทราบ
               พระอัครมเหสีนั้นมีภาระหนัก ทรงครรภ์บริบูรณ์ เสด็จมาถวายบังคมพระมหาสัตว์ ประทับยืน ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง ได้ตรัสคาถา ๓ คาถาความว่า
               ข้าแต่พระสุตโสมผู้ประเสริฐ หม่อมฉันผู้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ ได้พระองค์มาด้วยความลำบาก เหตุไรเมื่อหม่อมฉันพร่ำเพ้ออยู่ พระองค์จึงมิได้ทรงเยื่อใย จะทรงผนวชเสีย.
               ข้าแต่พระสุตโสมผู้ประเสริฐ หม่อมฉันผู้เป็นพระอัครมเหสีของพระองค์ ได้พระองค์มาด้วยความลำบาก เหตุไรพระองค์จึงมิได้ทรงเยื่อใยสัตว์ผู้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของหม่อมฉัน จะทรงผนวชเสีย.
               ครรภ์ของหม่อมฉันแก่แล้ว ขอพระองค์ทรงรออยู่ จนกระทั่งหม่อมฉันประสูติ อย่าให้หม่อมฉันเป็นหม้ายอยู่แต่ผู้เดียว ต้องได้รับทุกข์ในภายหลังเลย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ เม ความว่า เพราะเหตุไร เมื่อหม่อมฉันพร่ำเพ้ออยู่ พระองค์มิได้ห่วงใยจะบวชเสีย ตำแหน่งอัครมเหสีที่หม่อมฉันได้จากสำนักของพระองค์นั้น หม่อมฉันได้มาด้วยยาก.
               ในคาถาที่สองมีอธิบายว่า เพราะเหตุไรพระองค์จะทรงละหม่อมฉันผู้กำลังท้อง มิได้ห่วงใย บวชเสีย ความเป็นอัครมเหสีของพระองค์ที่หม่อมฉันได้มานั้น หม่อมฉันได้มาด้วยยาก.
               บทว่า ยาว นํ ความว่า ขอพระองค์จงทรงยับยั้งอยู่จนกว่าหม่อมฉันจะประสูติก่อนเถิด.

               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสพระคาถา ความว่า
               ครรภ์ของเธอแก่แล้ว ขอเชิญประสูติพระโอรสซึ่งมีผิวพรรณไม่ทรามเถิด ฉันจักละโอรส พร้อมทั้งเธอบวชให้จงได้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺตํ ความว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เรารู้ว่าเธอครรภ์แก่ แต่เมื่อเธอประสูติจักประสูติพระโอรส หาใช่ธิดาไม่ ขอเธอจงประสูติโอรสด้วยความสวัสดีเถิด ส่วนเราจะละบุตรกับตัวเธอ บวชให้ได้ทีเดียว.

               พระนางเทวีสดับพระราชดำรัสของพระราชสวามีแล้ว ไม่สามารถจะอดกลั้นความโศกไว้ได้ทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม คราวนี้นับแต่วันนี้ไป ชื่อว่าสิริของหม่อมฉันคงไม่มีเลย แล้วเอาหัตถ์ทั้งสองกุมพระหทัย หลั่งพระอัสสุชลพลางปริเทวนาการด้วยพระสุรเสียงอันดัง
               ลำดับนั้น เมื่อพระมหาสัตว์จะทรงปลอบโยนพระนาง จึงตรัสพระคาถาความว่า
               ดูก่อนพระน้องนางจันทา เธออย่าร้องไห้ไปเลย ดูก่อนพระนางผู้มีดวงตาเสมอด้วยดอกอัญชัน เธออย่าเศร้าโศกไปเลย จงขึ้นสู่ปราสาทอันประเสริฐเสียเถิด เราไม่เยื่อใยจักไปบวช.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา ตฺวํ จนฺเท รุทิ ความว่า ดูก่อนพระน้องนางจันทาเทวีผู้เจริญ เธออย่าร้องไห้เศร้าโศกไปเลย. บทว่า วนติมิรมตฺตกฺขิ แปลว่า ผู้มีพระเนตรเสมอด้วยดอกอัญชัน แต่ในพระบาลีท่านเขียนไว้ว่า "โกวิลารตมฺพกฺขิ" ความก็ว่า เนตรของพระนางจันทาเทวีนั้นแดงเหมือนดอกหงอนไก่.

               พระนางจันทาเทวีสดับพระราชดำรัสแล้ว ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ได้ เสด็จขึ้นสู่ปราสาท ประทับนั่งกันแสงอยู่. ลำดับนั้น พระโอรสองค์ใหญ่ของพระโพธิสัตว์ เห็นพระมารดาทรงกันแสง จึงดำริว่า เหตุไรหนอพระมารดาของเราจึงประทับนั่งทรงกันแสงอยู่
               เมื่อจะทูลถามพระมารดา จึงตรัสพระคาถา ความว่า
               ข้าแต่เสด็จแม่ ใครทำให้เสด็จแม่ทรงพิโรธ เหตุไฉนเสด็จแม่จึงทรงกันแสง และจ้องมองดูหม่อมฉันยิ่งนัก บรรดาพระประยูรญาติที่เห็นอยู่ หม่อมฉันจะฆ่าใครที่ควรรับสั่งให้ฆ่า?


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกเปสิ ความว่า ข้าแต่เสด็จแม่ ใครคนไหนทำให้เสด็จแม่ต้องขุ่นเคือง คือใครได้ทำสิ่งไม่เป็นที่รักแก่เสด็จแม่.
               บทว่า อเปกฺขสิ จ มีอธิบายว่า เมื่อเสด็จแม่จ้องหม่อมฉัน ทำไมจึงต้องทรงพระกันแสง.
               บทว่า กํ อวชฺฌํ ฆาเฏมิ ความว่า พระราชโอรสทูลถามว่า หม่อมฉันจะฆ่าใครที่ควรจะให้ฆ่า สำหรับพระญาติของเสด็จแม่ที่เห็นกันอยู่นั่นแหละ โปรดตรัสบอกแก่หม่อมฉัน.

               ลำดับนั้น พระนางเทวีตรัสพระคาถา ความว่า
               ลูกรัก ท่านผู้ใดทรงชนะในแผ่นดิน ท่านผู้นั้นเจ้าไม่อาจจะฆ่าได้เลย พระบิดาของเจ้าได้ตรัสกะแม่ว่า ฉันไม่มีความห่วงใย จักไปบวช.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชิตาวี ความว่า ลูกรัก ท่านผู้ใดเป็นผู้ชนะในแผ่นดินนี้ ทำให้แม่ขุ่นเคือง คือยังความโกรธ และความเศร้าโศกให้เข้าไปในหทัยของแม่ ด้วยการกล่าวคำไม่เป็นที่รัก ท่านผู้นั้น ลูกไม่อาจจะฆ่าได้ เพราะเป็นพระบิดาของลูกเอง พระองค์ทรงตรัสกะแม่ว่า เราจักสละสิริราชสมบัติและตัวเธอ เข้าสู่ป่าแล้วบรรพชา นี้คือเหตุแห่งการกันแสงของแม่.

               เชษฐโอรสทรงฟังพระเสาวนีย์ของพระมารดาแล้ว ทูลว่า ข้าแต่เสด็จแม่ เสด็จแม่ตรัสคำนี้อย่างไรกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ตกเป็นคนอนาถา หาที่พึ่งมิได้มิใช่หรือ ดังนี้แล้วทรงปริเทวนาการ ตรัสคาถาความว่า
               เมื่อก่อน เราเคยไปเที่ยวสวนด้วยรถและรบกันด้วยช้างตกมัน เมื่อพระราชบิดาสุตโสมทรงผนวชแล้ว คราวนี้เราจักทำอย่างไร?


               คาถานั้นมีอรรถาธิบายดังนี้ เมื่อก่อนเราเคยขึ้นรถอันประดับแล้วด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เทียมด้วยอาชาไนย ๔ ตัว ไปพระราชอุทยานสู้รบกุญชรชาติตัวเมามัน ทั้งเล่นกีฬาอื่นๆ เช่นอัศวกีฬาเป็นต้น บัดนี้ เมื่อพระราชบิดาสุตโสมทรงผนวชแล้ว เราจักทำอย่างไร?

               ลำดับนั้น โอรสองค์น้อยผู้กนิษฐภาดาของเชษฐโอรส มีพระชนมายุได้ ๗ พรรษา เห็นกษัตริย์ทั้งสองทรงกันแสงอยู่ จึงเข้าไปเฝ้าพระมารดา ทูลถามว่า ข้าแต่เสด็จแม่ เพราะเหตุไร เสด็จแม่กับเสด็จพี่จึงทรงกันแสง ทรงสดับเรื่องราวนั้นแล้ว ก็ทูลปลอบโยนท่านทั้งสองว่า ถ้ากระนั้น ขอเสด็จแม่และเสด็จพี่อย่าทรงกันแสงเลย หม่อมฉันจักไม่ยอมให้พระบิดาทรงผนวชก่อน แล้วเสด็จลงจากปราสาท พร้อมด้วยพวกพี่เลี้ยง เสด็จไปยังสำนักพระราชบิดา ทูลว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ข่าวว่า เสด็จพ่อตรัสสั่งว่า จะละทิ้งหม่อมฉันผู้ไม่ประสงค์ให้บวช ไปบวชเสีย หม่อมฉันไม่ยอมให้เสด็จพ่อบวช ทูลแล้วก็เข้าสวมกอดพระศอพระราชบิดาไว้แน่น
               ตรัสคาถาความว่า
               เมื่อพระมารดาของหม่อมฉันทรงกันแสงอยู่ และเมื่อพระเชษฐภาดาไม่ทรงยินยอม หม่อมฉันก็จักยึดพระหัตถ์ทั้งสองของพระบิดาไว้ เมื่อหม่อมฉันทั้งหลายไม่ยินยอม พระบิดาจะยังเสด็จไปไม่ได้.


               พระมหาสัตว์เจ้าทรงดำริว่า โอรสของเรานี้จะทำอันตรายแก่เราด้วยอุบายอย่างไรหนอ เราจึงจะให้เธอหลีกไปเสียได้. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงทรงแลดูพระพี่เลี้ยงตรัสว่า แน่ะพี่เลี้ยง แม่คุณเชิญเถิด นี้เป็นเครื่องประดับคอคือแก้วมณี ส่วนนี้จงเป็นของเจ้า เจ้าจงช่วยพาพระโอรสไปเสีย อย่าทำอันตรายแก่เราเลย
               เมื่อพระองค์เองไม่ทรงสามารถที่จะจับพระหัตถ์พระโอรส จึงทรงคิดติดสินบนพระพี่เลี้ยง แล้วตรัสคาถาความว่า
               แม่นมเอ๋ย เชิญแม่ลุกขึ้นเถิด แม่จงพาพระกุมารนี้ไปเล่นให้รื่นรมย์เสียในที่อื่น เมื่อเรากำลังปรารถนาสวรรค์ กุมารนี้อย่าทำอันตรายแก่เราเลย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมํ กุมารํ ความว่า แม่นมเอ๋ย เจ้าจงลุกขึ้น ช่วยพาพระกุมารนี้ไป แล้วมารับเอาแก้วมณีนี้ นำพระกุมารให้ไปรื่นรมย์เสียในที่อื่น.

               พระพี่เลี้ยงนั้นได้บำเหน็จแล้ว จึงเตือนพระกุมารให้รู้สึกองค์ แล้วพาไปในที่อื่น พลางปริเทวนการกล่าวคาถา ความว่า
               ไฉนหนอ พระราชาจึงทรงประทานแก้วมณีอันมีแสงสว่างนี้ ประโยชน์อะไรของเราด้วยแก้วมณีนี้ เมื่อพระเจ้าสุตโสมทรงผนวชแล้ว เราจักทำอะไรได้กับแก้วมณีนี้.


               คาถานั้นมีอรรถาธิบายดังนี้
               พระพี่เลี้ยงคร่ำครวญว่า ไฉนหนอเราจึงรับเอาแก้วมณีนี้เพื่อเป็นค่าจ้าง พระราชาก็ทรงพระราชทานแก้วมณีนั้นอันกระทำซึ่งรัศมี คือส่องแสงสว่างเป็นประกาย เมื่อพระเจ้าสุตโสมบรมนรินทร์ทรงผนวชแล้ว แก้วมณีนี้จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา.
               บทว่า กึ นุ เมนํ กริสฺสามิ ความว่า เมื่อพระองค์ทรงผนวชแล้ว เราจักไม่ได้แก้วมณีนี้ ถึงแม้จะได้ก็จักทำอะไรกับแก้วมณีนี้ ท่านทั้งหลายจงดูการกระทำของเราเถิด.

               ลำดับนั้น อำมาตย์มหาเสนาคุตต์คิดว่า ชะรอยพระราชานี้จะทรงทำความสำคัญว่า ราชทรัพย์ในคลังของเรามีน้อย เราจักทูลความที่พระราชทรัพย์มีมากแด่พระองค์.
               เขาลุกขึ้นถวายบังคม แล้วกล่าวคาถาความว่า
               พระคลังน้อยของพระองค์ไพบูลย์ และพระคลังใหญ่ของพระองค์ก็บริบูรณ์ ปฐพีมณฑล พระองค์ก็ทรงชนะแล้ว ขอพระองค์จงทรงยินดีเถิด อย่าทรงผนวชเลย พระเจ้าข้า.


               พระมหาสัตว์ทรงสดับเช่นนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า
               คลังน้อยของเราก็ไพบูลย์ คลังใหญ่ของเราก็บริบูรณ์ และปฐพีมณฑลเราก็ชนะแล้ว แต่เราจักละสิ่งนั้นๆ ออกบวช.


               เมื่อมหาเสนาคุตตอำมาตย์ได้ฟังพระดำรัสเช่นนั้น จึงถอยออกไป.
               กุลพันธนเศรษฐีจึงลุกขึ้นถวายบังคม กล่าวคาถาความว่า
               ขอเดชะ ทรัพย์ของข้าพระพุทธเจ้ามีมากมาย ข้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถจะนับได้ ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายทรัพย์ทั้งหมดนั้นแด่พระองค์ ขอพระองค์จงทรงยินดี อย่าทรงผนวชเลย พระพุทธเจ้าข้า.


               พระมหาสัตว์ทรงสดับเช่นนั้น จึงตรัสพระคาถาความว่า
               ดูก่อนกุลวัฑฒนเศรษฐี เรารู้ว่าทรัพย์ของท่านมีมาก และท่านก็บูชาเรา แต่เราปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น เราจึงจักต้องบวช.


               ครั้นกุลพันธนเศรษฐีได้ฟังพระราชดำรัส ก็ถอยออกไป.
               พระมหาสัตว์จึงตรัสเรียกพระอนุชาพระนามว่า โสมทัต มารับสั่งว่า พ่อโสมทัต พี่กระสันเหมือนไก่ป่าถูกขังอยู่ในกรง ความไม่ยินดีในฆราวาสครอบงำพี่ พี่จักบวชในวันนี้ให้ได้ เธอจงครอบครองราชสมบัตินี้เถิด.

               เมื่อจะทรงมอบราชสมบัติให้ จึงตรัสพระคาถาความว่า
               ดูก่อนพ่อโสมทัต เราเป็นผู้กระสันนัก ความไม่ยินดีย่อมมาครอบงำเรา อันตรายมีมาก เราจักบวชให้ได้ในวันนี้ทีเดียว.


               แม้โสมทัตทรงฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว ก็มีพระประสงค์จะทรงผนวช
               เมื่อจะแสดงพระประสงค์นั้น จึงตรัสคาถาต่อไปความว่า
               ข้าแต่พระเจ้าพี่สุตโสม แม้กิจนี้พระองค์ทรงพอพระทัย ขอพระองค์ทรงผนวช ณ บัดนี้ แม้หม่อมฉันก็จักบวชในวันนี้ทีเดียว หม่อมฉันไม่อาจอยู่ห่างพระองค์ได้.


               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงห้ามพระอนุชา แล้วตรัสคาถากึ่งคาถาความว่า
               เธอจักบวชยังไม่ได้ เพราะว่าใครๆ ในพระนคร และคามนิคมในชนบทจะไม่พากันหุงต้ม.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หิ ปจฺจติ ความว่า เพราะได้ทราบความประสงค์ ในการบรรพชาของพี่ในบัดนี้ ก่อนเก่านั้น ใครๆ ในสุทัสนนคร อันมีอาณาเขต ๑๒ โยชน์นี้ และในชนบททั้งสิ้น ยังไม่พากันหุงหาอาหาร คือยังไม่พากันยังไฟในเตาให้โพลง ถ้าเมื่อเราบวชเสียทั้งสองคน ชาวแว่นแคว้นจักว้าเหว่ไร้ที่พึ่ง เพราะเหตุนั้น เธอยังบวชไม่ได้ พี่จักบวชผู้เดียวเท่านั้น.

               มหาชนได้ฟังพระราชดำรัสแล้ว พากันกลิ้งเกลือกแทบพระยุคลบาทของพระมหาสัตว์ ปริเทวนาการทูลว่า
               เมื่อพระเจ้าสุตโสมทรงผนวชเสียแล้ว บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจักกระทำอย่างไรเล่าพระเจ้าข้า.


               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า อย่าเลย ท่านทั้งหลายอย่าเศร้าโศกกันไปเลย ถึงเราจักดำรงอยู่ได้นาน ก็จักต้องพลัดพรากจากท่านทั้งหลาย เพราะสังขารที่เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าเที่ยงไม่มี
               เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่มหาชน จึงตรัสว่า
               เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป เป็นของนิดหน่อย ดุจน้ำในโคลนฉะนั้น เมื่อชีวิตเป็นของน้อยเหลือเกินอย่างนี้ เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะประมาทเลย.
               เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป เป็นของนิดหน่อย ดุจน้ำในโคลนฉะนั้น เมื่อชีวิตเป็นของน้อยเหลือเกินอย่างนี้ แต่พวกคนพาลย่อมพากันประมาท.
               คนพาลเหล่านั้นอันเครื่องผูกคือตัณหาผูกไว้แล้ว ย่อมยังนรก กำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เปรตวิสัยและอสุรกายให้เจริญ.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนิยฺยติทํ มญฺเญ ความว่า ดูก่อนอาณาประชาราชฎร์ เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไปในสัตว์ทั้งหลายอื่นๆ ชีวิตนี้มีอันรุกร้นเข้าไปเป็นอรรถ มีอันนำเข้าไปเป็นอรรถ แต่ในที่นี้ มีอันรวบรัดเอาเป็นอรรถ เพราะฉะนั้น ในที่นี้มีเนื้อความอย่างนี้ว่า น้ำเล็กน้อยใส่ลงในโคลน น้ำด่างของพวกช่างย้อม ย่อมจับด่างแห้งเร็วฉันใด แม้ชีวิตก็ฉันนั้น เมื่อชีวิตเป็นของน้อยเช่นนี้ ใช่กาลที่จะประมาทในบุญกิริยาของสัตว์ทั้งหลายผู้ยึดอายุสังขารเล็กน้อยนั้นไปมาอยู่ไม่ ชอบที่จะทำความไม่ประมาทอย่างเดียว.
               บทว่า อถ พาลา ปมชฺชนฺติ ความว่า คนพาลทั้งหลายเป็นเหมือนจะไม่แก่ไม่ตาย จมอยู่ในเปลือกตม คือกามคุณ มัวเมาประมาทอยู่ดุจสุกรจมอยู่ในโคลนคือคูถฉะนั้น. บทว่า อสุรกายํ ความว่า และย่อมยังกำเนิดกาลกัญชิกอสุรกายให้เจริญ.

               พระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรมแก่มหาชนอย่างนี้แล้ว เสด็จขึ้นสู่ปุปผกปราสาท ประทับยืนบนชั้นที่เจ็ด ทรงเอาพระขรรค์ตัดพระเมาลีแล้ว ตรัสว่า เราไม่เป็นอะไรกันกับท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงหาพระราชาของตน แล้วโยนพระเมาลีทั้งเครื่องโพกไปในระหว่างมหาชน. มหาชนรับเอาพระเมาลีแล้วต่างกลิ้งเกลือกปริเทวนาการบนภาคพื้น ละอองธุลีเป็นอันมากฟุ้งขึ้นในที่นั้น
               มหาชนที่กลับมายืนดู ได้เห็นละอองธุลีนั้น ต่างรำพันว่า พระเมาลีทั้งเครื่องโพกอันพระราชาทรงตัดโยนมาในระหว่างมหาชน ฉะนั้น สายละอองธุลีนี้จึงฟุ้งขึ้นในที่ใกล้ปราสาท แล้วกล่าวคาถาความว่า
               กลุ่มธุลีตั้งขึ้นไม่ไกลปุปผกปราสาท ชะรอยพระธรรมราชาผู้เรืองยศของพวกเรา จะทรงตัดพระเกศาแล้ว.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อูหญฺญเต แปลว่า ตั้งขึ้น. บทว่า รชคฺคํ แปลว่า กองธุลี. บทว่า อวิทูเร ความว่า (กองธุลีเกิดขึ้น) ไม่ห่างจากที่พวกเรายืนอยู่นี้เลย. บทว่า ปุปฺผกมฺหิ ความว่า ใกล้ๆ ปุปผกปราสาท. บทว่า มญฺเญ โน ความว่า พวกเราเข้าใจว่า พระธรรมราชาของพวกเราจักตัดพระเกศาเสียแล้ว.

               ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้าทรงใช้มหาดเล็กให้ไปนำบริขารของบรรพชิตมา โปรดให้นายภูษามาลาปลงพระเกศาและพระมัสสุ แล้วเปลื้องเครื่องราชอลังการไว้บนพระบรรจถรณ์ ตัดชายพระภูษาแดง ทรงกาสาวพัสตร์ ทรงคล้องบาตรดินที่จะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย จับธารพระกร เสด็จจงกรมไปมา ณ ท้องพระโรง แล้วเสด็จลงจากปราสาท ทรงดำเนินไปในละแวกถนน แต่ไม่มีใครจำพระองค์ผู้เสด็จไปได้เลย
               ลำดับนั้น ขัตติยกัญญาเจ็ดร้อยนางของพระมหาสัตว์นั้นพากันขึ้นไปยังปราสาท ไม่พบพระมหาสัตว์ พบเฉพาะห่อเครื่องอาภรณ์ก็กลับลงมา ตรงไปยังสำนักของนางสนมหมื่นหกพันที่เหลือ ฟังข่าวว่า พระสุตโสมมหิศรองค์ปิยราชสวามีของพวกท่านทรงผนวชเสียแล้ว ต่างก็ปริเทวนาการด้วยเสียงอันดัง ออกไปภายนอก.
               ขณะนั้น มหาชนได้ทราบว่า พระราชาทรงผนวชแล้ว ชาวพระนครทั้งสิ้นก็แตกตื่นประชุมกันที่ประตูพระราชวังว่า ข่าวว่าพระราชาของพวกเราทรงผนวชแล้ว.
               มหาชนต่างพากันไปยังสถานที่ๆ เคยประทับเช่นปราสาทเป็นต้น ด้วยคิดว่า พระราชาจักเสด็จอยู่ที่นี่จักเสด็จอยู่ตรงนี้ แต่ก็มิได้พบพระราชา จึงพากันเที่ยวปริเทวนาการ ด้วยคาถาเหล่านี้ความว่า

               พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จไปเที่ยวยังปราสาทใด นี่คือปราสาทของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย.
               พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังปราสาทใด นี้คือปราสาทของพระองค์ แพรวพราวไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย.
               พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังกูฏาคารใด นี้คือกูฏาคารของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย.
               พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังกูฏาคารใด นี้คือกูฏาคารของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย.
               พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนอโศกวันใด นี้คือสวนอโศกวันของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.
               พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนอโศกวันใด นี้คือสวนอโศกวันของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.
               พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังพระราชอุทยานใด นี้คือพระราชอุทยานของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.
               พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังพระราชอุทยานใด นี้คือพระราชอุทยานของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.
               พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมกำนัลใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนกรรณิการ์ใด นี้คือสวนกรรณิการ์ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.
               พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติเสด็จเที่ยวไปยังสวนกรรณิการ์ใด นี้คือสวนกรรณิการ์ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.
               พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนปาฏลิวันใด นี้คือสวนปาฏลิวันนั้นของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.
               พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนปาฏลิวันใด นี้คือสวนปาฏลิวันของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.
               พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนอัมพวันใด นี้คือสวนอัมพวันของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.
               พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนอัมพวันใด นี้คือสวนอัมพวันของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.
               พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสระโบกขรณีใด นี้คือสระโบกขรณีของพระองค์ ดาดาษไปด้วยบุปผชาตินานาชนิดเกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงวิหค.
               พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสระโบกขรณีใด นี้คือสระโบกขรณีของพระองค์ ดาดาษไปด้วยบุปผชาตินานาชนิด เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงวิหค.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วีติกิณฺโณ ความว่า เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผา และนานามาลัย. บทว่า ปริกิณฺโณ แปลว่า แวดล้อมเป็นแวดวง. บทว่า อิตฺถาคาเรหิ ความว่า หญิงทั้งหลายนับแต่ทาสีไปชื่อว่าอิตถาคารคือสนมนางใน แม้อำมาตย์ทั้งหลาย ก็ชื่อว่าญาติทั้งนั้น ในบทว่า ญาติสงฺเฆน นี้. บทว่า กูฏาคารํ ได้แก่ พระที่บรรทมและห้องกูฏาคารอันวิจิตรไปด้วยรัตนะทั้งเจ็ด. บทว่า อโสกวนิกา ได้แก่ ภูมิภาคในอโศกวัน. บทว่า สพฺพกาลิกา ความว่า ทนต่อการใช้สอยทุกเมื่อ ทั้งบานเป็นนิตย์.
               บทว่า อุยฺยานํ ได้แก่ พระราชอุทยานเช่นเดียวกับสวนจิตรลดาในนันทนวัน.
               บทว่า สพฺพกาลิกํ ความว่า ดาดาษไปด้วยไม้ดอกไม้ผลอันบังเกิดขึ้นในฤดูกาลแม้ทั้งหก คือในกรรณิการ์วันเป็นต้นก็มีดอกไม้ผลิตดอกบานดีตลอดกาลทั้งปวงเหมือนกัน. บทว่า สญฺฉนฺนา ความว่า ดาดาษด้วยดีด้วยดอกโกสุม อันเกิดทั้งทางน้ำทางบกมีอย่างต่างๆ. บทว่า อณฺฑเชหิ วีติกิณฺณา ความว่า เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่นก.

               มหาชนปริเทวนาการในที่นั้นๆ อย่างนี้แล้ว กลับมายังพระลานหลวงอีก
               กล่าวคาถาความว่า
               พระเจ้าสุตโสมทรงสละราชสมบัตินี้แล้ว เสด็จออกทรงผนวช ทรงผ้ากาสาวพัสตร์ เที่ยวไปพระองค์เดียวเหมือนช้างตัวประเสริฐ ฉะนั้น


               ดังนี้แล้วต่างพากันสละสมบัติในเรือนของตนๆ จูงมือบุตรธิดาออกไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์นั่นเอง. พระราชมารดาราชบิดา พระชายา พระโอรสธิดากับหญิงฟ้อนหมื่นหกพัน ก็ทรงปฏิบัติเช่นนั้นเหมือนกัน. พระนครทั้งสิ้นดูเหมือนว่างเปล่า ฝ่ายชาวชนบทก็ได้ตามไปเบื้องหลังแห่งชนเหล่านั้น.
               พระโพธิสัตว์ทรงพาบริษัทประมาณ ๑๒ โยชน์ เสด็จมุ่งตรงไปยังป่าหิมพานต์.
               ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงทราบว่า พระโพธิสัตว์เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ จึงตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมารับสั่งว่า พ่อวิสสุกรรมเทพบุตร พระเจ้าสุตโสมมหาราชเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ ควรจะได้ที่ประทับ ทั้งสมาคมก็จักใหญ่หลวง เธอจงไปเนรมิตอาศรมบทยาว ๓ โยชน์กว้าง ๕ โยชน์ ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาในหิมวันตประเทศ.
               วิสสุกรรมเทพบุตรก็บันดาลตามเทวบัญชาทุกประการ จัดบรรพชิตบริขารไว้ในอาศรมบทนั้น แล้วบันดาลหนทางเดินได้คนเดียวไว้ เสร็จแล้วก็กลับไปยังเทวโลกทันที. พระมหาสัตว์เสด็จไปตามทางนั้น เสด็จเข้าสู่อาศรมบทนั้น พระองค์ทรงผนวชเองก่อนแล้วให้ประชาชนที่เหลือบวชภายหลัง. ในเวลาต่อมา ชนทั้งหลายบวชมากขึ้น สถานที่กว้างถึง ๓๐ โยชน์ก็เต็มบริบูรณ์
               ก็กำหนดที่ท้าวสักกะทรงใช้วิสสุกรรมเทพบุตรให้เนรมิตอาศรมบทก็ดี กำหนดที่ประชาชนบวชเป็นอันมากก็ดี กำหนดที่พระโพธิสัตว์จัดอาศรมบทก็ดี พึงทราบโดยนัยที่มาแล้วใน หัตถิปาลชาดก นั่นเอง.
               มิจฉาวิตกมีกามวิตกเป็นต้น เกิดขึ้นแก่คนใดๆ พระมหาสัตว์เจ้าก็เสด็จเข้าไปหาคนๆ นั้น ณ ที่นั้นโดยทางอากาศ ประทับนั่งคู้บัลลังก์ในอากาศ.
               เมื่อจะทรงโอวาท จึงตรัสพระคาถา ๒ คาถาความว่า
               ท่านทั้งหลายอย่าระลึกถึงความยินดี การเล่นและการร่าเริงในกาลก่อนเลย กามทั้งหลายอย่าทำลายท่านทั้งหลายได้เลย จริงอยู่ สุทัสนนครน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก ท่านทั้งหลายจงเจริญเมตตาจิตอันหาประมาณมิได้ ทั้งกลางวันและกลางคืนเถิด เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านทั้งหลายจะได้ไปสู่เทพบุรี อันเป็นที่อยู่ของท่านผู้มีบุญกรรม.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รติกีฬิตานิ ความว่า (ท่านทั้งหลายอย่าระลึกถึง) ความยินดีในกาม และการเล่นอันเป็นไปด้วยอำนาจแห่งการเล่นทางกายวาจาและใจ.
               บทว่า มา โว กามา หนึสุ ความว่า วัตถุกามและกิเลสกามอย่าเบียดเบียนพวกท่าน. บทว่า รมฺมญฺญหิ ความว่า สุทัสนนครน่ารื่นรมย์ยินดี ท่านทั้งหลายอย่าระลึกถึงสุทัสนนครนั้น. บทว่า เมตฺตํ นี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนาเท่านั้น.
               ก็พระโพธิสัตว์นั้นตรัสบอกพรหมวิหาร ๔.
               บทว่า อปฺปมาณํ ได้แก่ เมตตาพรหมวิหารมีสัตว์หาประมาณมิได้ เป็นอารมณ์. บทว่า คญฺฉิตฺถ แปลว่า จักได้ไป. บทว่า เทวปุรํ ได้แก่ พรหมโลก.

               แม้หมู่ฤาษีนั้นตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์แล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้าด้วยประการฉะนี้
               เรื่องราวทั้งหมดควรกล่าวโดยนัยที่มาแล้ว ใน หัตถิปาลชาดก นั่นแล.

               พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงจบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในชาตินี้เท่านั้น แม้ในชาติปางก่อน ตถาคตก็เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์เหมือนกัน
               แล้วทรงประชุมชาดกว่า
               พระมารดาบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น ศากยมหาราชสกุล
               พระนางจันทาเทวีได้มาเป็น พระมารดาพระราหุล
               เชษฐโอรสได้มาเป็น พระสารีบุตร
               กนิษฐโอรสได้มาเป็น พระราหุล
               พระพี่เลี้ยงได้มาเป็น นางขุชชุตตรา
               กุลพันธนเศรษฐีได้มาเป็น พระกัสสป
               มหาเสนาคุตต์ได้มาเป็น พระโมคคัลลานะ
               โสมทัตกุมารได้มาเป็น พระอานนท์
               บริษัทที่เหลือได้มาเป็น พุทธบริษัท
               ส่วนพระเจ้าสุตโสมได้มาเป็น เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนี้แล.


               จบอรรถกถาจุลลสุตโสมชาดกที่ ๕               
               จบอรรถกถาจัตตาฬีสนิบาต เพียงเท่านี้               
               -----------------------------------------------------               

               รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
                         ๑. เตสกุณชาดก ว่าด้วย นกตอบปัญหาพระราชา
                         ๒. สรภังคชาดก ว่าด้วย สรภังคดาบสเฉลยปัญหา
                         ๓. อลัมพุสาชาดก ว่าด้วย อิสิสิงคดาบสถูกทำลายตบะ
                         ๔. สังขปาลชาดก ว่าด้วย สังขปาลนาคราชบำเพ็ญตบะ
                         ๕. จุลลสุตโสมชาดก ว่าด้วย พระเจ้าจุลลสุตโสมออกบวช

               จบ จัตตาฬีสนิบาตชาดก               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา จุลลสุตโสมชาดก ว่าด้วย พระเจ้าจุลลสุตโสมออกบวช จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2495อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2519อรรถาธิบายเล่มที่ 28 เริ่มข้อที่ 1อรรถาธิบายเล่มที่  28 เริ่มข้อที่ 1045
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=10564&Z=10697
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๘  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com