ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังขปาลชาดก
ว่าด้วย สังขปาลนาคราชบำเพ็ญตบะ

               พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภอุโบสถกรรม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อริยาวกาโสสิ ดังนี้.
               ความพิสดารว่า คราวนั้น พระบรมศาสดาทรงยังอุบาสกทั้งหลายผู้รักษาอุโบสถให้ร่าเริงแล้วตรัสว่า โบราณบัณฑิตทั้งหลายละนาคสมบัติอันใหญ่แล้ว เข้าจำอุโบสถเหมือนกัน. อุบาสกเหล่านั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้.
               ในอดีตกาล พระเจ้าแผ่นดินมคธเสวยราชสมบัติในพระนครราชคฤห์.
               ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของพระราชานั้น พระชนกชนนีทรงขนานพระนามว่า ทุยโยธนกุมาร เธอเจริญวัยแล้วไปเรียนสรรพศิลปศาสตร์ในเมืองตักกสิลา กลับมาแสดงศิลปะถวายพระราชบิดา ต่อมาพระราชบิดาจึงอภิเษกพระกุมารไว้ในราชสมบัติ แล้วผนวชเป็นพระฤาษีอยู่ในพระราชอุทยาน พระโพธิสัตว์ได้เสด็จไปยังสำนักของพระราชบิดาวันละ ๓ ครั้ง ลาภสักการะใหญ่เกิดขึ้นแก่พระราชฤาษี.
               พระราชฤาษีไม่สามารถจะทำแม้เพียงกสิณบริกรรมได้ด้วยความกังวลนั้น จึงทรงดำริว่า ลาภสักการะของเรามากมาย เราอยู่ที่นี่ไม่สามารถจะตัดรกชัฏนี้ได้ เราจักไม่บอกลาพระโอรสไปเสียในที่อื่น. พระราชฤาษีไม่บอกให้ใครๆ รู้ เสด็จออกจากสวน ดำเนินล่วงมคธรัฐเข้าไปอาศัยจันทกบรรพต ทำบรรณศาลาอยู่ ณ ที่นั้น ในสถานที่พอไปมาได้ แต่แม่น้ำกัณณเวณณาอันไหลออกจากลำน้ำชื่อสังขปาละ เขตมหิสกรัฐ กระทำกสิณบริกรรม ยังฌานและอภิญญาให้ บังเกิดแล้ว ดำรงชีพด้วยการเที่ยวขอเลี้ยงชีพ.
               นาคราชชื่อสังขปาละออกจากกัณณเวณณานทีพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เข้าไปหาพระราชฤาษีนั้นเป็นครั้งคราว พระราชฤาษีก็แสดงธรรมแก่พญาสังขปาลนาคราชนั้น.
               ต่อมา พระราชโอรสของพระราชฤาษีนั้นอยากจะทรงพบพระชนก แต่ไม่ทราบสถานที่เสด็จไป จึงโปรดให้เที่ยวติดตาม ทรงทราบว่าประทับอยู่ในสถานที่ชื่อโน้น ก็เสด็จไป ณ ที่นั้น พร้อมด้วยข้าราชบริพารมากมาย เพื่อทรงเยี่ยมเยียนพระราชฤาษี รับสั่งให้ตั้งค่าย ณ ที่ส่วนหนึ่ง พร้อมด้วยอำมาตย์สองสามคน เสด็จมุ่งหน้าต่ออาศรมสถาน
               ขณะนั้น สังขปาลนาคราชกำลังนั่งฟังธรรมอยู่กับบริวารจำนวนมาก เหลือบเห็นพระราชาเสด็จมา จึงไหว้พระฤาษีลุกขึ้นจากอาสนะหลีกไป. พระราชาถวายบังคมพระบิดา ทรงทำปฏิสันถาร ประทับนั่งแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นั่นพระราชาที่ไหนเสด็จมายังสำนักของพระคุณท่าน.
               ตรัสตอบว่า ลูกรัก นั่นคือพญาสังขปาลนาคราช.
               ทรงเกิดความโลภในนาคพิภพ เพราะอาศัยสมบัติของพญานาคราชนั้น ประทับอยู่สองสามวัน โปรดให้จัดภิกษาหารถวายพระราชบิดาเป็นประจำ แล้วเสด็จกลับยังพระนครของพระองค์ทีเดียว โปรดให้สร้างโรงทานไว้ในทิศทั้ง ๔ ยังสกลชมพูทวีปให้เอิกเกริก ทรงบริจาคทาน รักษาศีล ทำการรักษาอุโบสถกรรม ปรารถนานาคพิภพ.
               ในที่สุดแห่งพระชนมายุ ก็ได้ไปบังเกิดเป็นพญาสังขปาลนาคราชในนาคพิภพ เมื่อล่วงผ่านเลยไป เธอเป็นผู้เดือดร้อนรำคาญในสมบัตินั้น นับแต่นั้นมาก็ปรารถนากำเนิดมนุษย์อยู่รักษาอุโบสถกรรม เมื่อพญาสังขปาลนาคราชอยู่ในนาคพิภพ คราวนั้นการอยู่รักษาอุโบสถไม่สำเร็จผล ย่อมถึงศีลพินาศ.
               จำเดิมแต่นั้น ท้าวเธอจึงออกจากนาคพิภพไปขดวงล้อมจอมปลวกแห่งหนึ่ง ในระหว่างทางใหญ่ และทางเดินเฉพาะคนๆ เดียว ไม่ห่างแม่น้ำกัณณเวณณานที อธิษฐานอุโบสถ เป็นผู้มีศีลอันสมาทานแล้ว สละตนในทานมุขว่า ชนทั้งหลายผู้มีความต้องการด้วยหนังและเนื้อเป็นต้นของเรา จงนำหนังและเนื้อเป็นต้นไปเถิด แล้วนอนอยู่บนยอดจอมปลวก บำเพ็ญสมณธรรม อยู่รักษาอุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ แล้วไปสู่นาคพิภพในวันปาฏิบท.
               วันหนึ่ง เมื่อพญานาคราชสมาทานศีลนอนอยู่อย่างนี้ มีชาวปัจจันตคาม ๑๖ คน คิดกันว่า พวกเราจักไปหาเนื้อมามีอาวุธครบมือ เที่ยวไปในป่า เมื่อไม่ได้อะไรก็กลับออกมา พบพญานาคราชนั้นนอนอยู่บนจอมปลวก คิดกันว่า วันนี้พวกเราไม่ได้แม้แต่ลูกเหี้ย พวกเราจักฆ่าพญานาคราชนี้รับประทาน แล้วคิดต่อไปว่า นาคราชนี้ใหญ่โต เมื่อถูกจับคงจะหนีไปเสียจักต้องเอาหลาวแทงที่ขนดทั้งๆ ที่ยังนอนทีเดียว ทำให้หมดกำลังแล้วคงจับเอาได้ ต่างถือหลาวเป็นต้นเข้าไปใกล้ร่างกายแม้ของพระโพธิสัตว์ขนาดเท่าเรือโกลนลำใหญ่ลำหนึ่ง เช่นเดียวกับพวงมะลิอันบุคคลวงตั้งไว้ นาคราชนั้นประกอบด้วยนัยน์ตาคล้ายเมล็ดมะกล่ำ ศีรษะเช่นกับดอกชัยพฤกษ์และดอกมะลิย่อมงามเกินที่จะเปรียบได้.
               ด้วยเสียงฝีเท้าของคนทั้ง ๑๖ คน พญานาคจึงโผล่ศีรษะออกจากวงขนด ลืมดวงตาอันแดงมองเห็นคนเหล่านั้น มีมือถือหลาวเดินมา จึงคิดว่า วันนี้มโนรถของเราจักถึงที่สุด เรามอบตนในทานมุขแล้วจึงนอนอธิษฐานความเพียร เราจักไม่ลืมตาดูคนเหล่านี้เอาหอกทิ่มแทงสรีระของเราทำให้เป็นช่องน้อยช่องใหญ่ ด้วยอำนาจความโกรธ เพราะกลัวศีลของตนจะทำลายจึงอธิษฐานมั่นคง สอดศีรษะเข้าไปในวงขนดนอนอยู่อย่างเดิม.
               ครั้นคนเหล่านั้นเข้ามาใกล้แล้ว จึงจับหางพญานาค กระชากให้ตกลงภาคพื้น เอาหลาวอันคมแทงที่ขนดแปดแห่ง สอดหวายดำมีหนามเข้าไปตามช่องที่แทง เอาคานสอดในที่ทั้งแปดแล้ว พากันเดินทางกลับหนทางใหญ่.
               พระมหาสัตว์นับแต่ถูกแทงด้วยหลาว ก็มิได้ลืมตาดูคนเหล่านั้น ด้วยอำนาจความโกรธ แม้ในที่แห่งเดียว เมื่อถูกเขาเอาคานทั้งแปดหามไป ศีรษะก็ห้อยลงกระทบพื้น. ลำดับนั้น คนเหล่านั้นพูดกันว่า ศีรษะของพญานาคห้อยลง จึงให้นอนในทางใหญ่ เอาหลาวเล็กแทงที่ช่องจมูก แล้วเอาเชือกร้อย แล้วยกศีรษะพาดที่ปลายคาน ช่วยกันยกขึ้น เดินทางต่อไปอีก.
               ขณะนั้น กุฏุมพีชื่ออาฬาระ ชาวเมืองมิถิลา เขตวิเทหรัฐ นั่งบนยานอันสบาย พาเกวียน ๕๐๐ เล่มเดินทางผ่านไป เห็นลูกบ้านชาวปัจจันตคามกำลังหามพระโพธิสัตว์เดินไปอย่างนั้น จึงให้มาสกทองคนละซองมือ กับโคพาหนะ ๑๖ ตัวแก่คนทั้ง ๑๖ คน และให้ผ้านุ่งผ้าห่มแก่คนเหล่านั้นทุกคน ทั้งให้ผ้าผ่อนและเครื่องประดับแม้แก่ภรรยาของคนเหล่านั้น ขอร้องให้ปล่อยพญานาคไป.
               พญานาคไปยังนาคพิภพ มิได้มัวโอ้เอ้อยู่ในนาคพิภพเลย ออกไปหาอาฬารกุฏุมพีพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก กล่าวคุณของนาคพิภพแล้ว เชิญกุฏุมพีนั้นไปยังนาคพิภพ ประทานยศใหญ่พร้อมด้วยนางนาคกัญญาสามร้อยแก่กุฏุมพีนั้น ให้อิ่มหนำสำราญด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์.
               อาฬารกุฏุมพีอยู่บริโภคกามอันเป็นทิพย์ในนาคพิภพ สิ้นเวลาประมาณหนึ่งปี แล้วบอกพญานาคว่า สหาย เราปรารถนาจะบวช รับเอาบริขารบรรพชิตแล้วไปจากนาคพิภพ บวชอยู่ในหิมวันตประเทศสิ้นกาลนาน.
               ต่อมาจึงเที่ยวจาริกไปจนถึงเมืองพาราณสี พักอยู่ในพระราชอุทยาน รุ่งขึ้นเข้าไปยังพระนครเพื่อภิกษาจาร ได้ไปสู่ประตูพระราชวัง ครั้งนั้น พระเจ้าพาราณสีทอดพระเนตรเห็นอาฬารดาบสนั้นแล้ว ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถ จึงรับสั่งให้นิมนต์มา ให้นั่งเหนือปัญญัตตาอาสน์ ให้ฉันโภชนะมีรสเลิศต่างๆ แล้วประทับนั่งบนอาสนะตำแหน่งหนึ่ง ทรงนมัสการ.
               เมื่อจะทรงปราศรัยกับดาบสนั้น ตรัสคาถาที่ ๑ ความว่า
               ท่านเป็นผู้มีรูปร่างงดงาม มีดวงตาแจ่มใส ข้าพเจ้าสำคัญว่า ท่านผู้เจริญคงบวชจากสกุล ไฉนหนอท่านผู้มีปัญญาจึงสละทรัพย์ และโภคสมบัติ ออกบวชเป็นบรรพชิตเสียเล่า?


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริยาวกาโสสิ ความว่า พระเจ้าพาราณสีตรัสถามว่า ท่านเป็นผู้มีโอกาส คือสรีระงามหาโทษมิได้ ได้แก่เป็นผู้มีรูปงามยิ่ง.
               บทว่า ปสนฺนเปตฺโต ความว่า มีดวงเนตรประกอบด้วยประสาททั้ง ๕.
               บทว่า กุลมฺหา ความว่า ข้าพเจ้าสำคัญว่า ท่านคงเป็นผู้บวชจากตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ หรือตระกูลเศรษฐี.
               บทว่า กถํ นุ ความว่า เพราะเหตุไรหรือท่านผู้เป็นบัณฑิต ทำอะไรเป็นอารมณ์ จึงได้ละทรัพย์และโภคสมบัติออกจากเรือนบวชเสีย.
               บทว่า สปญฺโญ ได้แก่ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต.

               ถัดจากนั้นไป ควรทราบความเกี่ยวโยงแห่งคาถา ด้วยสามารถแห่งคำโต้ตอบระหว่างดาบสและพระราชาดังต่อไปนี้
               อาฬารดาบสทูลว่า
               ดูก่อนมหาบพิตรผู้เป็นจอมนรชน อาตมภาพได้เห็นวิมานของพญาสังขปาลนาคราช ผู้มีอานุภาพมากด้วยตนเอง ครั้นเห็นแล้ว จึงออกบวชโดยเชื่อมหาวิบากของบุญทั้งหลาย.


               พระราชาตรัสว่า
               บรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่กล่าวคำเท็จ เพราะความรัก เพราะความกลัว เพราะความชัง ข้าพเจ้าถามท่านแล้ว ขอท่านได้โปรดบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้ฟังแล้ว จักเกิดความเลื่อมใส.


               อาฬารดาบสทูลว่า
               ดูก่อนมหาบพิตรผู้เป็นอธิบดีในรัฐมณฑล อาตมภาพเดินทางไปค้าขาย ได้เห็นบุตรนายพรานช่วยกันหามนาคผู้มีร่างกายใหญ่โต เดินร่าเริงไปในหนทาง.
               ดูก่อนพระจอมประชานิกร อาตมภาพมาประจวบเข้ากับลูกนายพรานเหล่านั้น ก็กลัวจนขนลุกขนพอง ได้ถามเขาว่า ดูก่อนพ่อบุตรนายพราน ท่านทั้งหลายจะนำงูซึ่งมีร่างกายน่ากลัวไปไหน ท่านทั้งหลายจักทำอะไรกับงูนี้.


               เขาพากันตอบว่า
               งูใหญ่มีกายอันเจริญ พวกเรานำไปเพื่อจะกิน เนื้อของมันมีรสอร่อยมันและอ่อนนุ่ม ดูก่อนท่านผู้เป็นบุตรชาววิเทหรัฐ ท่านยังมิได้เคยลิ้มรส.
               เราทั้งหลายไปจากที่นี่ ถึงบ้านของตนแล้ว จะเอามีดสับกินเนื้อกันให้สำราญใจ เพราะว่าเราทั้งหลายเป็นศัตรูของพวกงู.


               อาตมภาพจึงพูดว่า
               ถ้าท่านทั้งหลายจะนำงูใหญ่มีกายอันเจริญนี้ ไปเพื่อกิน เราจะให้โค ๑๖ ตัว แก่ท่านทั้งหลาย ขอให้ปล่อยงูนี้เสียจากเครื่องผูกเถิด.


               พวกเขาตอบว่า
               ความจริง งูตัวนี้เป็นอาหารที่ชอบใจของเราทั้งหลายโดยแท้ และเราทั้งหลายเคยกินงูมามาก ดูก่อนนายอาฬาระผู้เป็นบุตรชาววิเทหรัฐ เราทั้งหลายจักทำตามคำของท่าน ดูก่อนท่านผู้เป็นบุตรของชาววิเทหะ แต่ว่าท่านจงเป็นมิตรของเราทั้งหลาย.

               ชนเหล่านั้นแก้นาคราชออกจากเครื่องผูก นาคราชได้พ้นจากเครื่องผูกซึ่งเขาร้อยไว้ที่จมูกกับบ่วงนั้น แล้วบ่ายหน้าตรงไปทิศปราจีน หลีกไปได้ครู่หนึ่ง.
               ครั้นบ่ายหน้าตรงไปทิศปราจีนได้สักครู่หนึ่ง มีดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา เหลียวมาดูอาตมภาพ อาตมภาพได้ตามไปข้างหลังของนาคราชในคราวนั้นประคองอัญชลีทั้ง ๑๐ นิ้วเตือนว่า
               ท่านจงรีบไปเสียโดยเร็ว ขอพวกศัตรูอย่าจับได้อีกเลย เพราะว่าการสมาคมกับพวกพรานบ่อยๆ เป็นทุกข์ ท่านจงไปสถานที่ๆ พวกบุตรนายพรานจะไม่เห็น.
               นาคราชนั้นได้ไปสู่ห้วงน้ำใส มีสีเขียว น่ารื่นรมย์ มีท่าราบเรียบปกคลุมไปด้วยไม้หว้าและย่างทราย เป็นผู้ปลอดภัย มีปีติ เข้าไปยังนาคพิภพ.
               ดูก่อนพระจอมประชานิกร นาคราชนั้นครั้นเข้าไปสู่นาคพิภพแล้ว ไม่ช้าก็มีบริวารทิพย์มาปรากฏแก่อาตมภาพ บำรุงอาตมภาพเหมือนบุตรบำรุงบิดาฉะนั้น พูดจารื่นหู จับใจว่า
               ท่านอาฬาระ ท่านเป็นเหมือนมารดาบิดาของข้าพเจ้า เป็นดังดวงใจ เป็นผู้ให้ชีวิต เป็นสหาย ข้าพเจ้าจึงกลับได้อิทธิฤทธิ์ของตน ข้าแต่ท่านอาฬาระ ขอเชิญท่านไปเยี่ยมนาคพิภพของข้าพเจ้า ซึ่งมีภักษาหารมาก มีข้าวและน้ำมากมาย ดังเทพนครของท้าววาสวะฉะนั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิมานํ ความว่า อาตมภาพเห็นวิมานกาญจนมณี เพรียบพร้อมด้วยนาฏกิตถีสมบัติร้อยเศษของพญาสังขปาลนาคราช. บทว่า ปุญฺญานํ ความว่า ครั้นเห็นมหาวิบากแห่งบุญที่นาคราชนั้นมา ข้าพเจ้าจึงออกบวชด้วยศรัทธาอันเป็นไป เพราะเชื่อกรรม เชื่อผลแห่งกรรมและเชื่อปรโลก.
               บทว่า น กามกามา ความว่า ราชาตรัสว่า บรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่พูดเท็จ เพราะวัตถุกามบ้าง เพราะกลัวบ้าง เพราะโทสะบ้าง. บทว่า ชายิหีติ ความว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความเลื่อมใสโสมนัสจักเกิดแก่ข้าพเจ้าบ้าง เพราะได้ฟังถ้อยคำของท่าน.
               บทว่า วาณิชฺชํ ความว่า ดาบสทูลว่า เมื่ออาตมภาพเดินทางไป ด้วยคิดว่าจักทำการค้าขาย. บทว่า ปเถ อทฺทสาสิมฺหิ ความว่า อาตมานั่งไปบนยานน้อยข้างหน้าเกวียน ๕๐๐ เล่ม ได้เห็นมนุษย์ชาวชนบทในหนทางใหญ่. บทว่า ปวฑฺฒกายํ ความว่า ผู้มีร่างกายอ้วนพี. บทว่า อาทาย ความว่า หาบไปด้วยคานแปดอัน.
               บทว่า อวจสฺมิ แปลว่า ได้กล่าวแล้ว. บทว่า ภีมกาโย แปลว่า ผู้มีร่างกายอันน่ากลัว.
               อาฬารกุฏุมพีร้องเรียกบุตรนายพราน ด้วยถ้อยคำที่น่ารักว่า "พ่อบุตรพรานไพร".
               พวกบุตรนายพรานพากันกล่าวตอบอาฬารกุฏุมพีว่า "แน่ะเจ้าลูกชาววิเทหะ" ดังนี้เพราะความที่อาฬารกุฏุมพีอยู่ในวิเทหรัฐ.
               บทว่า วิโกฏยิตฺวา ได้แก่ สับ (หรือตัด).
               บทว่า มยญฺหิ โว สตฺตโว ความว่า ก็พวกเราเป็นศัตรูของนาคทั้งหลาย.
               บทว่า โภชนตฺถํ ความว่า เพื่อจะบริโภค.
               บทว่า มิตฺตญฺจ โน โหหิ ความว่า ขอท่านจงเป็นมิตรของพวกเรา รู้คุณที่พวกเรากระทำแล้ว.
               บทว่า ตทสฺสุ เต ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ครั้นบุตรนายพรานเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว อาตมภาพได้ให้โคมีกำลัง ๑๖ ตัว เครื่องนุ่งห่ม ทรัพย์คนละร้อยๆ ทองคำหนึ่งมาสกแก่บุตรนายพรานเหล่านั้น และผ้ากับเครื่องประดับแก่ภรรยาทั้งหลายของบุตรนายพรานเหล่านั้น.

               ลำดับนั้น บุตรนายพรานเหล่านั้นให้พญาสังขปาลนาคราชนอนลงบนภาคพื้น เพราะความกักขฬะของตน พากันเอาเถาหวายดำซึ่งพราวไปด้วยหนามเกี่ยว เริ่มฉุดลากปลายหางมา
               ทีนั้น อาตมภาพเห็นนาคราชลำบาก เมื่อจะไม่ให้ลำบาก จึงเอาดาบตัดเถาวัลย์เหล่านั้นค่อยๆ นำออกมิให้ลำบาก โดยทำนองที่เด็กๆ คลายเกลียวจากผ้าโพกที่มุมในเวลานั้น บุตรนายพรานเหล่านั้นสอดเครื่องผูกผ่านช่องจมูก แล้วร้อยเข้าในบ่วง เพราะฉะนั้น จึงพากันแก้พญานาคจากเครื่องผูกนั้น. ดาบสหมายความว่า นำเชือกนั้นออกจากจมูกของนาคราชนั้นพร้อมกับบ่วง.
               บุตรนายพรานเหล่านั้น ครั้นปล่อยนาคราชอย่างนี้แล้ว เดินไปได้หน่อยหนึ่ง ก็พากันแอบเสียด้วยคิดว่า นาคนี้ทุรพลภาพ ในเวลามันตายแล้ว เราจักหามเอาไป.

               บทว่า ปุณฺเณหิ ความว่า ฝ่ายนาคราชนั้น บ่ายหน้าสู่ทิศปราจีนไปได้หน่อยหนึ่ง มีดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา มองดูอาตมภาพ. บทว่า ตทสฺสาหํ ตัดบทออกเป็น ตทา อสฺส อหํ ความว่า ครั้งนั้น อาตมภาพตามหลังนาคราชไป.
               บทว่า คจฺเฉว ความว่า อาฬารดาบสกล่าวว่า อาตมาได้กล่าวอย่างนี้กะพญานาคราชนั้น. บทว่า รหทํ ความว่า นาคราชนั้นได้ไปสู่ห้วงน้ำกัณณเวณณานที. บทว่า สมฺโมนตํ ความว่า อันโน้มน้อมไปด้วยต้นชมพู่และต้นอโศกที่ฝั่งทั้งสอง.
               บทว่า นิตฺติณฺณภโย ปตีโต ความว่า ได้ยินว่า นาคราชนั้นกำลังดูห้วงน้ำอยู่ ได้แสดงความเคารพแด่อาฬารกุฏุมพี โผขึ้นมาจนกระทั่งถึงหาง. สถานที่ซึ่งพญานาคนั้นดำไปๆ ในน้ำนั่นเอง เป็นที่ปลอดภัย เพราะเหตุนั้น นาคราชนั้นจึงเป็นผู้ปลอดภัย พ้นภัย ได้ความร่าเริงยินดีเข้าไป.
               บทว่า ปวิสฺส ความว่า ครั้นเข้าไปแล้ว.
               บทว่า ทิพฺเพน เม ความว่า มิได้ถึงความประมาทในนาคพิภพ เมื่ออาตมภาพยังไม่เลยฝั่งกัณณเวณณานทีไป พญานาคราชได้มาปรากฏข้างหน้าอาตมภาพ พร้อมด้วยทิพยบริวาร.
               บทว่า อุปฏฺฐหิ แปลว่า เข้ามาใกล้.
               บทว่า อพฺภนฺตโร ความว่า ท่านเป็นเช่นกับเนื้อหัวใจ. ท่านมีอุปการคุณแก่ข้าพเจ้าเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจักทำสักการะแก่ท่าน. บทว่า ปสฺส เม นิเวสนานิ ความว่า เชิญท่านไปชมนาคพิภพของข้าพเจ้า.
               บทว่า มสกฺกสารํ วิย ความว่า ขุนเขาสิเนรุบรรพต ท่านเรียกว่ามสักกสาระเพราะมีแก่นเป็นแท่งทึบ โดยหาความยุบถอน ย่อหย่อนมิได้ นาคราชหมายเอาดาวดึงส์พิภพ อันตนสร้างไว้ในนาคพิภพนั่นเอง จึงกล่าวข้อนี้.

               ดูก่อนมหาราช นาคราชนั้นครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อจะพรรณนานาคพิภพของตนให้ยิ่งขึ้นไป จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
               นาคพิภพนั้นสมบูรณ์ด้วยภูมิภาค ภาคพื้นไม่มีกรวด อ่อนนุ่ม งดงาม มีหญ้าเตี้ยๆ ไม่มีละอองธุลี นำมาซึ่งความเลื่อมใส ระงับความโศกของผู้ที่เข้าไป.
               ในนาคพิภพนั้นมีสระโบกขรณีอันไม่อากูล เขียวชอุ่มดังแก้วไพฑูรย์ มีต้นมะม่วง น่ารื่นรมย์ทั้ง ๔ ทิศ มีผลสุกกึ่งหนึ่ง ผลอ่อนกึ่งหนึ่ง เผล็ดผลเป็นนิตย์.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสกฺขรา ความว่า ภูมิภาคในนาคพิภพนั้นปราศจากหินและกรวด ภูมิภาคนั้นอ่อนนุ่ม งดงาม ล้วนแล้วไปด้วยทองเงินและแก้วมณี เกลื่อนกล่นไปด้วยทรายคือรัตนะเจ็ด. บทว่า นีจติณา ความว่า ประกอบไปด้วยหญ้าอันต่ำ มีสีเช่นกับหลังแมลงค่อมทอง. บทว่า อปฺปรชา ความว่า ปราศจากฝุ่นละออง. บทว่า ยตฺถ ชหนฺติ โสกํ ความว่า เป็นภูมิภาคที่เข้าไปแล้วหายเศร้าโศก.
               บทว่า อนาวกุลา ความว่า ไม่อากูล คือไม่มีตอ. อีกนัยหนึ่งหมายความว่า ข้างบนตั้งเรียบเสมอ ปราศจากความขรุขระ.
               บทว่า เวฬุริยูปนีลา ความว่า เขียวขจีด้วยแก้วไพฑูรย์.
               อธิบายว่า ในนาคพิภพนั้นมีสระโบกขรณี ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ สมบูรณ์ด้วยน้ำ มีสีเขียว ดาดาษไปด้วยดอกบัว และอุบลหลากสี.
               บทว่า จตุทฺทิสํ ได้แก่ ในทิศทั้งสี่แห่งสระโบกขรณี. บทว่า ปกฺกา จ ความว่า ในสวนอัมพวันนั้น มีต้นมะม่วงที่มีผลสุกแล้วบ้าง สุกครึ่งผลบ้าง มีผลอ่อนบ้าง บานสะพรั่งอยู่ทีเดียว. บทว่า นิจฺโจตุกา ความว่า ประกอบไปด้วยดอกและผล อันเหมาะสมแก่ฤดูแม้ทั้ง ๖.

               อาฬารดาบส ทูลพระเจ้าพาราณสีต่อไปว่า
               ดูก่อนมหาบพิตรผู้ประเสริฐกว่านรชน ในท่ามกลางสวนเหล่านั้น มีนิเวศน์เลื่อมประภัสสร ล้วนแล้วไปด้วยทองคำ มีบานประตูแล้วไปด้วยเงิน งามรุ่งเรืองยิ่ง ประหนึ่งสายฟ้ารุ่งเรืองอยู่ในกลางหาวฉะนั้น.
               ขอถวายพระพร ในท่ามกลางสวนเหล่านั้น เรือนยอดและห้อง แล้วไปด้วยแก้วมณี แล้วไปด้วยทองคำโอฬารวิจิตร เป็นอเนกประการ เนรมิตด้วยดี ติดต่อกัน เต็มไปด้วยนางนาคกัญญาทั้งหลายผู้ประดับแล้ว ล้วนทรงสายสร้อยทองคำ.
               สังขปาลนาคราชนั้นมีผิวพรรณไม่ทราม ว่องไว ขึ้นสู่ปราสาท มีเสาประมาณพันต้น มีอานุภาพชั่งไม่ได้เป็นที่อยู่ของมเหสีแห่งสังขปาลนาคราชนั้น
               นารีนางหนึ่งว่องไว ไม่ต้องเตือน ยกอาสนะล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ มีค่ามาก งดงาม สมบูรณ์ด้วยแก้ว มีชาติดังแก้วมณีมาปูลาด.
               ลำดับนั้น นาคราชจูงมืออาตมภาพให้นั่งบนอาสนะอันเป็นประธาน กล่าวว่า นี่อาสนะ เชิญท่านนั่งบนอาสนะนี้ เพราะว่าท่านเป็นที่เคารพคนหนึ่งของข้าพเจ้า ในจำนวนท่านที่เคารพทั้งหลาย.
               ดูก่อนพระจอมประชานิกร นารีอีกนางหนึ่งก็ว่องไว ตักเอาน้ำมาล้างเท้าของอาตมภาพ ดุจภรรยาล้างเท้าสามีที่รัก ฉะนั้น.
               มีนารีอีกนางหนึ่งว่องไว ประคองภาชนะทองคำ เต็มไปด้วยภัตตาหารน่าบริโภค มีสูปะหลายอย่าง มีพยัญชนะต่างๆ นำมาให้อาตมภาพ.
               ขอถวายพระพร นารีเหล่านั้นรู้จักใจสามี พากันบำรุงอาตมภาพผู้บริโภคแล้ว ด้วยดนตรีทั้งหลาย นาคราชนั้นก็เข้ามาหาอาตมภาพ พร้อมด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์มิใช่น้อย ใหญ่ยิ่งกว่าการฟ้อนรำนั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิเวสนํ ได้แก่ ปราสาท. บทว่า ภสฺสรสนฺนิกาสํ แปลว่า ดูเลื่อมประภัสสร. บทว่า รชตคฺคฬํ ความว่า มีบานประตูหน้าต่างเป็นเงิน.
               บทว่า มณิยา ความว่า เรือนยอด และห้องในสงบนั้นเห็นปานนี้.
               บทว่า ปริปูรา แปลว่า สมบูรณ์.
               บทว่า โส สงฺขปาโล ความว่า ดูก่อนมหาราช เมื่อนาคราชนั้นสรรเสริญนาคพิภพนั้นอยู่อย่างนี้ อาตมภาพใคร่จะดูนาคพิภพนั้น. ลำดับนั้น สังขปาลนาคราชจึงนำอาตมภาพไปในที่นั้น จับมือรีบด่วนขึ้นสู่ปราสาท มีเสาพันหนึ่ง ล้วนด้วยเสาแก้วไพฑูรย์ นำไปยังสถานที่ซึ่งมเหสีของเธออยู่.
               บทว่า เอกา จ ความว่า เมื่ออาตมาขึ้นสู่ปราสาทแล้ว สตรีนางหนึ่งนำอาสนะแก้วไพฑูรย์อันงามเข้าถึงชาติแก้วมณีแม้อื่นๆ มาปูลาด โดยนาคราชนั้นไม่ได้สั่งเลย.
               บทว่า อพฺภิหาสิ ความว่า แปลว่า นำมา. อธิบายว่า ปูลาดแล้ว.
               บทว่า ปมุขอาสนสฺมึ แปลว่า บนอาสนะอันเป็นประมุข. อธิบายว่า เชื้อเชิญให้นั่งบนอาสนะอันสูงสุด. บทว่า ครูนํ ความว่า นาคราชนั้นกล่าวเชิญให้นั่งอย่างนี้ว่า ท่านเป็นเหมือนมารดาบิดาของเราคนใดคนหนึ่ง.
               บทว่า วิวิธํ วิยญฺชนํ ได้แก่ กับข้าวมีอย่างต่างๆ.
               บทว่า ภตฺต มนญฺญรูปํ ได้แก่ ภัตตาหารอันน่าบริโภค.
               อาฬารดาบสดาบสเรียกพระราชาว่า "ภารตะ".
               บทว่า ภุตฺตภตฺตํ แปลว่า บริโภคเสร็จแล้ว. บทว่า อุปฏฺฐหุ ํ ความว่า นารีทั้งหลายทำการฟ้อนรำ บำรุงอาตมภาพผู้บริโภคเสร็จแล้วด้วยดนตรีร้อยเศษ. บทว่า ภตฺตุ มโน วิทิตฺวา ความว่า นารีทั้งหลายต่างรู้จิตใจแห่งภัสดาตน. บทว่า ตตุตฺตรึ ความว่า ยิ่งกว่าการฟ้อนรำนั้น.
               บทว่า มํ นิปติ ความว่า นาคราชนั้น เข้ามาหาอาตมภาพ.
               บทว่า มหนฺตํ ทิพฺเพหิ ความว่า ด้วยกามอันเป็นทิพย์ มโหฬาร. บทว่า กาเมหิ ความว่า ด้วยกามอันเป็นทิพย์เหล่านั้น มิใช่น้อย คือมิใช่นิดหน่อย.

               ก็แลครั้นนาคราชนั้น เข้ามาหาอย่างนี้แล้วกล่าวคาถา ความว่า
               ข้าแต่ท่านอาฬาระ ภรรยาของข้าพเจ้าทั้ง ๓๐๐ นี้ ล้วนมีเอวอ้อนแอ้น มีรัศมีรุ่งเรือง ดังกลีบปทุม นางเหล่านี้จักเป็นผู้บำรุงบำเรอท่าน ข้าพเจ้าขอยกนางเหล่านี้ให้ท่าน ท่านจงให้นางเหล่านี้บำเรอท่านเถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพตฺตมชฺฌา ความว่า ภรรยาของข้าพเจ้าทั้งหมด มีรูปร่างอ้อนแอ้น. อธิบายว่า เอวกลม ขนาดวัดได้ด้วยฝ่ามือ. แต่บาลีในอรรถกถาว่า "สุมชฺฌา"
               บทว่า ปทุมุตฺตราภา ได้แก่ มีผิวผุดผาดดังสีแห่งดอกปทุม. อธิบายว่า มีฉวีวรรณดั่งกลีบปทุม. บทว่า ปริจารยสฺสุ ความว่า นาคราชนั้นกล่าวว่า ท่านจงทำนางเหล่านั้นให้เป็นบาทบริจาริกาของตน แล้วมอบมหาสมบัติพร้อมด้วยสตรี ๓๐๐ นางแก่อาตมภาพ.

               อาฬารดาบสนั้นทูลต่อไปว่า
               อาตมภาพได้เสวยรสอันเป็นทิพย์อยู่ปีหนึ่ง คราวนั้นอาตมภาพได้ไต่ถามถึงสมบัติอันยิ่งว่า ท่านพญานาคได้สมบัตินี้ ด้วยอุบายอย่างไร ได้วิมานอันประเสริฐอย่างไร ได้โดยไม่มีเหตุ หรือเกิดเพราะใครน้อมมาให้แก่ท่าน ท่านกระทำเอง หรือว่าเทวดาให้ ดูก่อนพญานาคราช ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนั้นกะท่าน ท่านได้วิมานอันประเสริฐอย่างไร.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิพฺพรสานุภุตฺวา ความว่า อาตมภาพเสวยรสแห่งกามคุณอันเป็นทิพย์แล้ว. บทว่า ตทาสฺสุหํ ตัดบทเป็น ตทา อสฺสุ อหํ. บทว่า นาคสฺสิทํ ความว่า ข้าพเจ้าได้ถามนาคราชนั้น ดังนี้ว่า สมบัติอันเกิดแล้วนี้ของท่านสังขปาลนาคราชผู้มีพักตร์อันเจริญ ท่านทำกรรมชื่ออะไรจึงได้ ท่านได้ครอบครองวิมานอันประเสริฐนี้อย่างไรกัน?
               บทว่า อธิจฺจ ลทฺธํ ความว่า ท่านได้โดยหาเหตุมิได้. บทว่า ปริณามชนฺเต ความว่า หรือชื่อว่าเกิดแล้ว โดยการน้อมมา เพราะเป็นของที่ใครๆ น้อมมาเพื่อประโยชน์แก่ท่าน. บทว่า สยํ กตํ ความว่า สั่งให้เรียกช่างมา แล้วมอบรัตนะให้กระทำ.

               ลำดับต่อไป เป็นคาถากล่าวโต้ตอบระหว่างชนทั้งสอง พึงทราบดังต่อไปนี้.
               สังขปาลนาคราช ตอบว่า
               ข้าพเจ้าได้วิมานนี้มิใช่โดยไม่มีเหตุ และมิใช่เกิดเพราะใครน้อมมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามิได้ทำเอง แม้เทวดาก็มิได้ให้ ข้าพเจ้าได้วิมานนี้ ด้วยบุญกรรมอันไม่เป็นบาปของตน.


               อาตมภาพถามว่า
               พรตของท่านเป็นอย่างไร และพรหมจรรย์ของท่านเป็นไฉน นี้เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร ที่ท่านประพฤติดีแล้ว ดูก่อนพญานาคราช ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพเจ้า ท่านได้วิมานนี้มาอย่างไรหนอ?


               พญานาคราชตอบว่า
               ข้าพเจ้าได้เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่กว่าชนชาวมคธ มีนามว่า ทุยโยธนะ มีอานุภาพมาก ได้เห็นชัดว่า ชีวิตเป็นของนิดหน่อยไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา.
               จึงเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ได้ให้ข้าวและน้ำเป็นทานอันไพบูลย์โดยเคารพ วังของข้าพเจ้าในครั้งนั้น เป็นดุจบ่อน้ำ สมณพราหมณ์ทั้งหลายก็อิ่มหนำสำราญในที่นั้น.
               ข้าพเจ้าได้ให้ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ประทีป ยวดยาน ที่พัก ผ้านุ่งห่ม ที่นอน และข้าวน้ำเป็นทานโดยเคารพ ในที่นั้น.
               นั่นเป็นพรตและเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้น ที่ข้าพเจ้าประพฤติดีแล้ว ข้าพเจ้าได้วิมานอันมีภักษาหารเพียงพอ มีข้าวน้ำมากมาย เพราะวัตรและพรหมจรรย์นั้นแล.
               วิมานนี้บริบูรณ์ ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ตั้งอยู่ช้านาน แต่เป็นของไม่เที่ยง


               อาตมภาพจึงถามว่า
               บุตรนายพรานทั้งหลาย ผู้มีอานุภาพน้อย ไม่มีเดช ไยจึงเบียดเบียนท่านผู้มีอานุภาพมาก มีเดชได้ ดูก่อนท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะอาศัยอะไรหรือ ท่านจึงถึงความเศร้าหมอง ในสำนักของบุตรนายพรานทั้งหลาย.
               ความกลัวใหญ่ตามถึงท่าน หรือว่าพิษของท่านไม่แล่นไปยังรากเขี้ยว ดูก่อนท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะอาศัยอะไรหรือ ท่านจึงถึงความเศร้าในสำนักของบุตรนายพรานทั้งหลาย.


               สังขปาลนาคราชตอบว่า
               มหันตภัยมิได้ตามถึงข้าพเจ้าเลย ชนพวกนั้นไม่อาจทำลายเดชของข้าพเจ้าได้ แต่ว่าธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ท่านประกาศไว้ดีแล้ว ยากที่จะล่วงได้เหมือนเขตแดนแห่งสมุทร ฉะนั้น.
               ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าเข้าจำอุโบสถ ในวันจาตุททสี ปัณณรสีเป็นนิตย์ ต่อมาพวกบุตรนายพราน ๑๖ คน เป็นคนหยาบช้า ถือเอาเชือกและบ่วงอันมั่นคงมา.
               พรานทั้งหลายช่วยกันแทงจมูก เอาเชือกร้อย แล้วหามข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าอดทนต่อทุกข์เช่นนั้นไม่ทำอุโบสถให้กำเริบ.


               อาตมภาพถามว่า
               บุตรนายพรานเหล่านั้น ได้พบท่านผู้สมบูรณ์ด้วยกำลัง และผิวพรรณ ที่ทางเดินคนเดียว ดูก่อนท่านนาคราช ท่านเป็นผู้เจริญด้วยสิริและปัญญา จะบำเพ็ญตบะเพื่อประโยชน์อะไรอีกเล่า?


               สังขปาลนาคราชตอบว่า
               ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าบำเพ็ญตบะ มิใช่เพราะเหตุแห่งทรัพย์ และมิใช่เพราะเหตุแห่งอายุ เพราะข้าพเจ้าปรารถนากำเนิดมนุษย์ จึงบากบั่นบำเพ็ญตบะ.


               อาตมภาพถามว่า
               ท่านเป็นผู้มีนัยน์ตาแดง มีรัศมีรุ่งเรือง ประดับตกแต่งแล้ว ปลงผมและหนวด ชโลมทาด้วยจุรณจันทน์แดง ส่องสว่างไปทั่วทิศ ดุจคนธรรพราชาฉะนั้น.
               ท่านเป็นผู้ถึงแล้ว ซึ่งเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก พร้อมพรั่งไปด้วยกามารมณ์ทั้งปวง ดูก่อนพญานาคราช ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กะท่าน เหตุไรมนุษยโลก จึงประเสริฐกว่านาคพิภพนี้.


               สังขปาลนาคราชตอบว่า
               ข้าแต่ท่านอาฬาระ นอกจากมนุษยโลก ความบริสุทธิ์ หรือความสำรวมย่อมไม่มี ถ้าข้าพเจ้าได้กำเนิดมนุษย์แล้ว จักกระทำที่สุดแห่งชาติและมรณะ.


               อาตมภาพกล่าวว่า
               ข้าพเจ้าอยู่ในสำนักของท่านปีหนึ่งแล้ว เป็นผู้ที่ท่านบำรุงด้วยข้าวด้วยน้ำ ข้าพเจ้าขอลาท่าน ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมนาถะ ข้าพเจ้าจากมนุษยโลกมาเสียนาน.


               สังขปาลนาคราชตอบว่า
               ข้าแต่ท่านอาฬาระ บุตร ภรรยาและชนบริวาร ข้าพเจ้าพร่ำสอนเป็นนิตย์ให้บำรุงท่าน ใครมิได้แช่ง ด่าท่านแลหรือ เพราะว่าการที่ได้พบท่าน นับว่าเป็นที่พอใจของข้าพเจ้า.


               อาตมภาพตอบว่า
               ดูก่อนพญานาคราช บุตรที่รักปฏิบัติบำรุงมารดาบิดาในเรือนเป็นผู้ประเสริฐ แม้ด้วยประการใด ท่านบำรุงข้าพเจ้าอยู่ในที่นี้ เป็นผู้ประเสริฐแม้กว่าประการนั้น เพราะว่าจิตของท่านเลื่อมใสข้าพเจ้า.


               สังขปาลนาคราช กล่าวว่า
               แก้วมณีอันจะนำทรัพย์มาได้ตามประสงค์ของข้าพเจ้ามีอยู่ ท่านจงถือเอามณีรัตน์อันโอฬารนั้นไปยังที่อยู่ของตน ได้ทรัพย์แล้ว จงเก็บแก้วมณีนั้นไว้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺเต วตํ ความว่า อาตมภาพถามว่า อะไรเป็นวัตรสมาทานของท่าน. บทว่า พฺรหฺมจริยํ ความว่า อะไรเป็นจรรยาอันประเสริฐของท่าน?
               บทว่า โอปานภูตํ ความว่า (นาคราชตอบว่า) คราวนั้น เรือนของข้าพเจ้าเป็นเหมือนสระโบกขรณีที่ขุดไว้ในหนทางใหญ่ ๔ แพร่ง มีสมบัติอันสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม พึงบริโภคได้ตามสบาย.
               บทว่า น จ สสฺสตายํ ความว่า นาคราชนั้นกล่าวแก่อาตมภาพว่า ความจริง วิมานนี้แม้จะเป็นของตั้งอยู่ได้นาน ก็มิใช่เป็นของเที่ยง.
               อาฬารดาบสกล่าวหมายถึงบุตรพรานไพรว่า ผู้มีอานุภาพน้อย.
               บทว่า หนฺติ ความว่า (อาฬารกุฏุมพี ถามว่า) เพราะเหตุไร บุตรพรานไพรจึงเอาหลาวแทง เบียดเบียนได้ในที่ทั้งแปดแห่ง. บทว่า กึ ปฏิจฺจ ความว่า ท่านย่อมมาสู่เงื้อมมือ คือเข้าถึงอำนาจของเหล่าวณิพกในครั้งนั้น เพราะมุ่งหมายอะไร?
               บทว่า วนิพฺพกานํ ความว่า บุตรพรานไพรทั้งหลาย ท่านเรียกว่าวณิพกในที่นี้.
               บทว่า เตโช นุ เต อนฺวคตํ ทนฺตมูลํ ความว่า เดชของท่านเป็นอย่างไรหรือ เพราะเห็นพวกบุตรพรานในคราวนั้น ภัยใหญ่ไปตามท่าน หรือว่าพิษอันมีเขี้ยวเป็นมูลไม่ไปตามท่าน.
               บทว่า กิเลสํ ได้แก่ ทุกข์. บทว่า วณิพฺพกานํ ความว่า เพราะอาศัยอะไร ท่านจึงถึงทุกข์ในสำนักของบุตรพรานทั้งหลาย คือเพราะอาศัยพวกบุตรนายพราน.
               บทว่า เตโช น สกฺกา มม เตภิ หนฺตุ ํ ความว่า นาคราชตอบว่า เดชคือพิษของเราไม่สามารถที่เบียดเบียนโดยเดชของผู้อื่น คือชนเหล่านั้นได้. บทว่า สตํ ได้แก่ สัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. บทว่า ธมฺมานิ ได้แก่ ธรรม กล่าวคือศีล สมาธิ ปัญญา ขันติ ความเอ็นดูและเมตตาภาวนา. บทว่า สุกิตฺติตานิ ความว่า ท่านพรรณนาไว้ดีแล้ว คือกล่าวไว้ดีแล้ว. บทว่า กึ ความว่า ท่านทำอย่างไร?
               บทว่า สมุทฺทเวลาว ทุรจฺจยานิ ความว่า สังขปาลนาคราชกล่าวว่า สัตบุรุษเหล่านั้นพรรณนาไว้ว่า บุคคลล่วงได้ยากแม้เพื่อชีวิต ดุจฝั่งมหาสมุทรอันล่วงได้ยากฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้ประกอบด้วยขันติ และเมตตา เพราะกลัวศีลจะขาด เมื่อข้าพเจ้าขุ่นเคือง ก็มิได้ให้เพื่อจะล่วงละเมิดที่สุดขอบเขตของศีล.
               ก็ด้วยธรรมเทศนาของสังขปาลนาคราชนี้ ย่อมได้บารมีครบ ๑๐ ทัศ คือ
               ๑. ความที่มหาสัตว์สละสรีระในคราวนั้นจัดเป็นทานบารมี.
               ๒. ความที่ศีลมิได้ทำลาย ด้วยเดชคือพิษเห็นปานนั้น จัดเป็นสีลบารมี.
               ๓. การออกจากนาคพิภพ บำเพ็ญสมณธรรม จัดเป็นเนกขัมมบารมี.
               ๔. การจัดแจงว่า ควรทำสิ่งนี้ๆ จัดเป็นปัญญาบารมี.
               ๕. ความเพียรด้วยสามารถแห่งความอดกลั้น จัดเป็นวิริยบารมี
               ๖. ความอดทน ด้วยสามารถแห่งความอดกลั้น จัดเป็นขันติบารมี.
               ๗. การสมาทานความสัตย์ จัดเป็นสัจจบารมี.
               ๘. การอธิษฐานในใจว่า เราจักไม่ทำลายศีลของเรา จัดเป็นอธิฏฐานบารมี.
               ๙. ความเป็นผู้มีความเอ็นดู จัดเป็นเมตตาบารมี.
               ๑๐. ความเป็นผู้วางตนเป็นกลางในเวทนา จัดเป็นอุเบกขาบารมี.
               บทว่า อถาคมุ ํ ความว่า ดูก่อนท่านอาฬาระ วันหนึ่ง บุตรพรานไพร ๑๖ คนเห็นข้าพเจ้านอนอยู่บนยอดจอมปลวก พากันถือเชือกแข็ง บ่วงอันเหนียวและหลาว มายังสำนักของข้าพเจ้า.
               บทว่า เภตฺวาน ความว่า เขาเหล่านั้นแทงสรีระของข้าพเจ้าในที่ทั้งแปด แล้วสอดหวายหนามเข้าไป.
               บทว่า นาสํ อติกสฺส รชฺชุ ํ ความว่า เดินไปได้หน่อยหนึ่ง เห็นศีรษะของข้าพเจ้าห้อยลงจึงได้ให้นอน ณ หนทางใหญ่ แล้วแทงจมูกของข้าพเจ้าอีก ร้อยเชือกเกลียวคล้องที่ปลายคาง ควบคุมรอบข้าง นำข้าพเจ้าไป.
               บทว่า อทฺทสํสุ ความว่า อาตมภาพพูดว่า ดูก่อนสหายสังขปาละ บุตรนายพรานเหล่านั้นเห็นท่านสมบูรณ์ด้วยกำลังและผิวพรรณ ในทางเท้าที่ไปมาได้คนเดียว แต่ท่านเจริญงอกงามด้วยสิริคืออิสริยยศและความงามเลิศและเจริญด้วยปัญญา ท่านเป็นผู้ (รุ่งโรจน์) เห็นปานนี้ บำเพ็ญตบะเพื่ออะไร ท่านปรารถนาอะไรจึงเข้าจำอุโบสถ คือรักษาศีล. ปาฐะว่า อทฺทสาสึ แปลว่า ข้าพเจ้าได้เห็นแล้วดังนี้ก็มี. อธิบายว่า ข้าพเจ้าได้เห็นท่านในหนทางใหญ่ ที่ไปมาได้คนเดียว.
               บทว่า อภิปตฺถยมาโน แปลว่า ปรารถนาอยู่.
               บทว่า ตสฺมา ความว่า นาคราชตอบว่า ข้าพเจ้าปรารถนากำเนิดมนุษย์ เพราะฉะนั้นจึงบากบั่น กระทำตบกรรมด้วยความเพียร.
               บทว่า สุโรสิโต ความว่า ท่านเป็นผู้ไล้ทาแล้วด้วยดี.
               บทว่า อิโต ความว่า มนุษยโลกจะมีอะไรยิ่งไปกว่านาคพิภพนี้.
               บทว่า สุทฺธิ ได้แก่ วิสุทธิ กล่าวคือมรรคผลและพระนิพพาน.
               บทว่า สํยโม ได้แก่ ศีล.
               พญานาคราชนั้นหมายเอาความบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าและปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงกล่าวคำนี้.
               บทว่า กาหามิ ความว่า พญานาคราชกล่าวต่อไปว่า เมื่อข้าพเจ้ากระทำความไม่มีแห่งปฏิสนธิของตน จักกระทำที่สุดแห่งชาติ ชราและมรณะได้. ดูก่อนมหาราชเจ้า สังขปาลนาคราชนั้นชมเชยมนุษยโลกอย่างนี้.
               บทว่า สํวจฺฉโร เม ความว่า ขอถวายพระพร เมื่อนาคราชนั้นสรรเสริญมนุษยโลกอยู่อย่างนี้ อาตมภาพทำความเยื่อใยในบรรพชา จึงกล่าวคำนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปฏฺฐิโตสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้อันท่านปรนปรือต้อนรับแล้วด้วยข้าวน้ำและกามคุณอันเป็นทิพย์. บทว่า ปเลมิ ความว่า ยังระลึกถึงอยู่ (แต่) จะต้องจากไป.
               บทว่า จิรปฺปวุฏฺโฐสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้าจากมนุษยโลกมานานแล้ว.
               บทว่า นาภิสํสิตฺถ ความว่า พญานาคราชถามว่า ในบุตรเป็นต้นของข้าพเจ้า ใครๆ มิได้ด่า มิได้บริภาษท่านมิใช่หรือ. ปาฐะว่า นาภิสชฺเชถ แปลว่า มิได้สาปแช่งดังนี้ก็มี. อธิบายว่ามิได้ให้ขุ่นเคือง. บทว่า ปฏิวิหิโต แปลว่า บำรุงแล้ว.
               บทว่า มณิ มมํ ความว่า พญานาคราชกล่าวว่า ท่านสหายอาฬาระ ถ้าท่านจะไปให้ได้ เมื่อเป็นอย่างนี้ แก้วมณีสีแดงนำทรัพย์มาให้ ให้ซึ่งสมบัติที่น่าใคร่ทั้งปวงของข้าพเจ้ามีอยู่ ท่านอาฬาระ ท่านจงถือเอามณีรัตนะนั้นไปยังเรือนของท่าน ท่านได้ทรัพย์ตามปรารถนาด้วยอานุภาพแห่งมณีรัตนะนี้แล้ว จงเก็บมณีรัตนะนี้เสียในเรือนนั้น และเมื่อจะเก็บ อย่าเก็บไว้ในที่อื่น ควรเก็บไว้ในตุ่มน้ำของตน ครั้นนาคราชกล่าวดังนี้แล้วก็น้อมมณีรัตนะมาให้อาตมภาพ.

               ครั้นอาฬารดาบสกล่าวอย่างนี้แล้วจึงกล่าวต่อไปว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ครั้งนั้นอาตมภาพได้กล่าวคำนี้กะพญานาคราชว่า แน่ะสหาย เรามิได้มีความต้องการด้วยทรัพย์ แต่เราปรารถนาจะบวชดังนี้แล้ว ร้องขอบริขารแห่งบรรพชิต ออกจากนาคพิภพพร้อมด้วยนาคราชนั้น เชิญให้พญานาคราชกลับแล้ว จึงเข้าสู่หิมวันตประเทศบรรพชา ดังนี้แล้ว.

               เมื่อจะกล่าวธรรมกถาถวายพระราชา จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
               ขอถวายพระพร แม้กามคุณเป็นของมนุษย์ อาตมภาพได้เห็นแล้ว เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา อาตมภาพเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงออกบวชด้วยศรัทธา.
               ขอถวายพระพร ทั้งคนหนุ่มคนแก่ ย่อมมีสรีระทำลายร่วงหล่นไป เปรียบเหมือนผลไม้ฉะนั้น อาตมภาพเห็นคุณข้อนี้ว่า สามัญผลเป็นข้อปฏิบัติอันไม่ผิด ประเสริฐ จึงออกบวช.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺธาย ความว่า อาตมภาพบวชเพราะเชื่อกรรม เชื่อผลแห่งกรรม และเชื่อพระนิพพาน. บทว่า ทุมปฺผลาเนว ความว่า ผลไม้ทั้งหลายสุกแล้วก็ดี ยังไม่สุกก็ดี ย่อมร่วงหล่นไปฉันใด คนทั้งหลายทั้งหนุ่มทั้งแก่ ก็ย่อมร่วงหล่นไปแม้ฉันนั้น. บทว่า อปณฺณกํ ได้แก่ สามัญผลอันไม่ผิด คือเป็นนิยยานิกธรรม.
               บทว่า สามญฺญเมว เสยฺโย ความว่า ดูก่อนพระมหาราชเจ้า อาตมภาพเห็นคุณแห่งบรรพชาว่า บรรพชานั่นเทียวเป็นของสูงสุด จึงได้บวชดังนี้.

               พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาเป็นอันดับต่อไป ความว่า
               ชนเหล่าใดเป็นพหูสูต ค้นคิดเหตุผลได้มาก ชนเหล่านั้นเป็นคนมีปัญญา บุคคลควรคบหาโดยแท้ทีเดียว ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าได้ฟังคำของนาคราชและของท่านแล้ว จักทำบุญมิใช่น้อย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย พหุฐานจินฺติโน ความว่า ชนเหล่าใดรู้เหตุการณ์ได้มาก.
               บทว่า นาคญฺจ ความว่า เพราะได้ฟังถ้อยคำพญานาคราช และของท่านผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างนั้น (ข้าพเจ้าจักสร้างบุญกุศลนานัปการ).

               ลำดับนั้น เมื่อดาบสจะยังพระอุตสาหะให้เกิดแก่พระราชา จึงกล่าวคาถาสุดท้ายความว่า
               ขอถวายพระพร ชนทั้งหลายเป็นพหูสูต ค้นคิดเหตุผลได้มาก ชนเหล่านั้นเป็นคนมีปัญญา บุคคลควรคบหาโดยแท้ทีเดียว ดูก่อนราชันย์ เพราะทรงสดับเรื่องราวของนาคราช และของอาตมภาพแล้ว ขอพระองค์โปรดทรงบำเพ็ญกุศลให้มาก.


               ดาบสนั้นแสดงธรรมถวายพระราชาอย่างนี้แล้วอยู่ในพระราชอุทยานนั้นแลตลอด ๔ เดือนฤดูฝน แล้วกลับไปยังหิมวันตประเทศอีกเจริญพรหมวิหาร ๔ ตราบเท่าชีวิต ได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกแล้ว.
               ฝ่ายสังขปาลนาคราชอยู่รักษาอุโบสถตลอดชีวิต.
               ส่วนพระเจ้าพาราณสีก็ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น แล้วต่างไปตามยถากรรมของตนๆ.

               พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงจบแล้ว ตรัสว่า
               โปราณกบัณฑิตทั้งหลายละนาคสมบัติอยู่รักษาอุโบสถกรรมอย่างนี้
               แล้วทรงประชุมชาดกว่า
               พระดาบสผู้พระราชบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระกัสสปะ
               พระเจ้าพาราณสีได้มาเป็น พระอานนท์
               อาฬารดาบสได้มาเป็น พระสารีบุตร
               ส่วนสังขปาลนาคราชได้มาเป็น เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าฉะนี้แล.


               จบอรรถกถาสังขปาลชาดกที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังขปาลชาดก ว่าด้วย สังขปาลนาคราชบำเพ็ญตบะ จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2478อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2495อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2519อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=10422&Z=10563
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๘  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com