ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา คิชฌชาดก
ว่าด้วย สายตาแร้ง

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุเลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยนฺนุ คิชฺโฌ โยชนสตํ ดังนี้.
                เรื่องจักมีแจ้งใน สุวรรณสามชาดก
               พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุได้ยินว่า เธอเลี้ยงคฤหัสถ์จริงหรือ เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัสถามว่า คฤหัสถ์เหล่านั้นเป็นใคร กราบทูลว่า มารดาบิดาของข้าพระองค์เอง พระเจ้าข้า. ทรงให้สาธุการว่า ดีแล้ว ดีแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าตำหนิโทษภิกษุนี้เลย แม้โบราณบัณฑิตทั้งหลายก็ได้ทำอุปการะแก่ผู้มิใช่ญาติด้วยอำนาจบุญคุณ ส่วนมารดาบิดาของภิกษุนี้เป็นภาระแท้ แล้วทรงนำเรื่องในอดีต มาตรัสเล่า.
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดพญาแร้ง เลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ที่คิชฌบรรพต. ต่อมาคราวหนึ่ง เกิดพายุฝนใหญ่ แร้งทั้งหลายไม่สามารถทนพายุฝนได้ จึงพากันบินหนีมากรุงพาราณสี เพราะกลัวหนาว จับสั่นอยู่ด้วยความหนาว ณ ที่ใกล้กำแพงและคูเมือง.
               ในเวลานั้น เศรษฐีกรุงพาราณสีออกจากเมืองจะไปอาบน้ำ เห็นแร้งเหล่านั้นกำลังลำบาก จึงจัดให้มารวมกันที่กำบังฝนแห่งหนึ่ง ก่อไฟให้ผิง แล้วส่งไปยังป่าช้าโค หาเนื้อโคมาให้พวกแร้งแล้วจัดการอารักขา. ครั้นพายุฝนสงบแร้งทั้งหลาย ก็มีร่างกายกระปรี้กระเปร่า พากันบินกลับสู่ภูเขาตามเดิม. พวกแร้งจับกลุ่มปรึกษากัน ณ ที่นั้นว่า เศรษฐีกรุงพาราณสีได้ช่วยเหลือพวกเรามา ควรตอบแทนผู้ที่ช่วยเหลือเรา เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นี้ไป บรรดาพวกท่านผู้ใดได้ผ้าหรือเครื่องอาภรณ์ชนิดใด ผู้นั้นพึงคาบสิ่งนั้นให้ตกลงกลางเวหา ใกล้เรือนของเศรษฐีกรุงพาราณสี.
               ตั้งแต่นั้นมา แร้งทั้งหลายคอยดูความเผลอเรอของพวกมนุษย์ที่ตากผ้าและเครื่องอาภรณ์ไว้กลางแดด ต่างพากันโฉบเฉี่ยวไปฉับพลัน เหมือนเหยี่ยวคาบชิ้นเนื้อ ทิ้งตกลงกลางอากาศใกล้เรือนของเศรษฐีกรุงพาราณสี. เศรษฐีรู้ว่าเป็นเครื่องอาภรณ์ของแร้ง จึงให้เก็บอาภรณ์ทั้งหมดนั้นไว้เป็นส่วนๆ.
               มหาชนพากันไปกราบทูลพระราชาว่า แร้งทั้งหลายปล้นเมือง. พระราชารับสั่งว่า พวกเจ้าจับแร้งได้แม้ตัวเดียวเท่านั้น ก็จะได้ของคืนทั้งหมด แล้วให้วางบ่วงและข่ายดักไว้ในที่นั้นๆ แร้งตัวที่เลี้ยงมารดาก็ติดบ่วง. ชนทั้งหลายก็จับแร้งนั้นนำไป ด้วยคิดว่าจักถวายพระราชา เศรษฐีกรุงพาราณสีกำลังเดินไปเฝ้าพระราชา ครั้นเห็นมนุษย์พวกนั้นจับแร้งเดินไป จึงได้ไปพร้อมกับเขาด้วยคิดว่า จักไม่ให้ผู้ใดรังแกแร้งตัวนี้. ชนทั้งหลายก็ถวายแร้งแด่พระราชา. พระราชาจึงตรัสถามว่า พวกเจ้าปล้นเมืองคาบผ้าเป็นต้นไปหรือ. พญาแร้งกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช จริงพระเจ้าข้า. ตรัสถามว่า พวกเจ้าเอาไปให้แก่ใคร. กราบทูลว่า ให้แก่เศรษฐีกรุงพาราณสีพระเจ้าข้า. ตรัสถามว่า เพราะเหตุไร. กราบทูลว่า เพราะเศรษฐีนั้นได้ให้ชีวิตแก่พวกข้าพระองค์ การทำอุปการะตอบแก่ผู้มีอุปการะย่อมสมควรอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น พวกข้าพระองค์จึงให้ไป.
               พระราชารับสั่งกะพญาแร้งว่า ได้ยินว่า แร้งทั้งหลายอยู่ไกลตั้งร้อยโยชน์ ย่อมเห็นซากศพ เพราะเหตุไร เจ้าจึงไม่เห็นบ่วงที่เขาดักจับตัว แล้วตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-

               เขากล่าวกันว่าแร้งย่อมเห็นซากศพได้ถึงร้อยโยชน์ เหตุไร เจ้ามาถึงข่ายและบ่วงจึงไม่รู้สึก.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า นุ เป็นนามัตถนิบาต. อธิบายว่า ขึ้นชื่อว่าแร้งย่อมมองเห็นซากศพซึ่งตั้งอยู่เกินร้อยโยชน์. บทว่า อาสชฺชาปิ แปลว่า เข้าใกล้คือ มาถึง. พระราชาตรัสถามว่า เจ้าแม้มาถึงข่ายและบ่วงที่เขาดักไว้จับตัว เพราะเหตุไร จึงไม่รู้สึกเล่า.

               พญาแร้งสดับพระราชดำรัสแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               ความเสื่อมจะมีในเวลาใด สัตว์ใกล้จะสิ้นชีวิตในเวลาใด ในเวลานั้น ถึงจะมาใกล้ข่ายและบ่วง ก็รู้ไม่ได้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปราภโว คือ ความพินาศ. บทว่า โปโส คือสัตว์.

               พระราชาครั้นทรงสดับคำของแร้งแล้ว จึงตรัสถามเศรษฐีว่า ดูก่อนมหาเศรษฐี แร้งทั้งหลายนำผ้าเป็นต้นมาที่เรือนของท่านจริงหรือ. กราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า. ตรัสถามว่า ผ้าเป็นต้นเหล่านั้นอยู่ที่ไหน. กราบทูลว่า ขอเดชะข้าพระพุทธเจ้า จัดผ้าเหล่านั้นไว้เป็นส่วนๆ ข้าพระพุทธเจ้าจะให้แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของ ขอพระองค์ได้โปรดทรงปล่อยแร้งตัวนี้เถิด พระเจ้าข้า. มหาเศรษฐีกราบทูลให้ปล่อยพญาแร้ง แล้วคืนสิ่งของให้แก่ทุกคน.
               พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศอริยสัจ ทรงประชุมชาดก
               เมื่อจบอริยสัจ ภิกษุผู้เลี้ยงมารดาตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
               พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็น อานนท์ ในบัดนี้.
               เศรษฐีกรุงพาราณสีได้เป็น สารีบุตร.
               ส่วนแร้งเลี้ยงมารดา คือ เราตถาคต นี้แล

.. อรรถกถา คิชฌชาดก ว่าด้วย สายตาแร้ง จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 175อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 177อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 179อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=1156&Z=1162
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :