ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา วีรกชาดก
ว่าด้วย โทษการเอาอย่างผู้อื่น

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการเอาอย่างพระสุคต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อปิ วีรก ปสฺเสสิ ดังนี้.
               ความย่อมีว่า เมื่อพระเถระทั้งหลายพาบริษัทของพระเทวทัตมาเฝ้า พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนสารีบุตร เทวทัตเห็นพวกเธอแล้วได้ทำอย่างไร. กราบทูลว่า พระเทวทัตเลียนแบบพระสุคต พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร เทวทัตทำตามอย่างเรา ถึงความพินาศมิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้แต่ก่อนก็ถึงความพินาศมาแล้ว
               พระเถระกราบทูลอาราธนา ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในกำเนิดกาน้ำ ในหิมวันตประเทศ อาศัยสระแห่งหนึ่งอยู่ มีชื่อว่า วีรกะ.
               ในครั้งนั้น ได้เกิดข้าวยากหมากแพงขึ้นในแคว้นกาสี พวกมนุษย์ไม่สามารถให้อาหารกา หรือกระทำการบวงสรวงยักษ์และนาคได้ กาทั้งหลายจึงออกจากแคว้นที่อดอยาก เข้าป่าไปโดยมาก. ในกาเหล่านั้น มีกาตัวหนึ่งชื่อ สวิษฐกะ อยู่เมืองพาราณสี พานางกาไปยังที่อยู่ของกาวีรกะ อาศัยสระนั้นอยู่ส่วนหนึ่ง.
               อยู่มาวันหนึ่ง กาสวิษฐกะหาเหยื่ออยู่ในสระนั้น เห็นกาวีรกะลงสระกินปลา แล้วขึ้นมาตากตัวให้แห้ง จึงคิดว่า เราอาศัยกาตัวนี้แล้วสามารถหาปลาได้มาก เราจักปรนนิบัติกาตัวนี้ แล้วเข้าไปหากาวีรกะนั้น. เมื่อกาวีรกะถามว่า อะไรล่ะสหาย. ตอบว่า นาย ข้าพเจ้าอยากจะปรนนิบัติท่าน. กาสวิษฐกะรับว่า ดีแล้ว ตั้งแต่นั้นมา กาสวิษฐกะก็ปรนนิบัติกาวีรกะ.
               ฝ่ายกาวีรกะกินปลาพออิ่มสำหรับตนแล้ว ก็คาบปลามาให้แก่สวิษฐกะ. ฝ่ายกาสวิษฐกะกินพออิ่มสำหรับตนแล้วก็ให้ปลาที่เหลือแก่นางกา. ต่อมา กาสวิษฐกะเกิดความทะนงตนขึ้นมาว่า แม้กาน้ำตัวนี้ก็เป็นกาดำ แม้เราก็เป็นกาดำ แม้ตา จะงอยปาก และเท้าของกาวีรกะนั้น และของเราก็ไม่ต่างกัน ตั้งแต่นี้ไป เราไม่ต้องการปลาที่กาตัวนี้จับมาให้เรา เราจักจับเสียเอง. กาสวิษฐกะจึงเข้าไปหากาวีรกะนั้นกล่าวว่า สหาย ตั้งแต่นี้ไป เราจะลงสระจับปลากินเอง แม้เมื่อกาวีรกะห้ามอยู่ว่า สหาย เจ้ามิได้เกิดในตระกูลกาที่ลงน้ำจับปลากิน เจ้าอย่าพินาศเสียเลย. ก็มิได้เชื่อฟังคำ ลงสระดำน้ำแล้วก็โผล่ขึ้น ไม่สามารถจะแหวกสาหร่ายออกมาได้ ติดอยู่ภายในสาหร่าย โผล่แต่ปลายจะงอยปากเท่านั้น. กาสวิษฐกะหายใจไม่ออกถึงแก่ความตายในน้ำนั่นเอง.
               ครั้งนั้น นางกาภรรยาของกาสวิษฐกะไม่เห็นกาสวิษฐกะกลับมา จึงไปหากาวีรกะเพื่อจะรู้ความเป็นไป เมื่อจะถามว่า นาย กาสวิษฐกะไม่ปรากฏ เขาหายไปเสียที่ไหนเล่า จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
               ท่านวีรกะ ท่านเห็นนกที่ร้องเสียงไพเราะ มีสีเสมอด้วยสร้อยคอแห่งนกยูงผู้เป็นผัวของฉัน ชื่อสวิษฐกะบ้างไหม.


               กาวีรกะฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า จ้ะ ข้ารู้ที่ที่ผัวของเจ้าไป
               แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               นกสวิษฐกะ เมื่อทำตามภรรยาของปักษีผู้เที่ยวไปได้ทั้งทางน้ำและทางบก บริโภคปลาสดเป็นนิจนั้น ถูกสาหร่ายพันคอตายเสียแล้ว.


               นางกาได้ฟังดังนั้น ก็โศกเศร้าเสียใจ กลับไปกรุงพาราณสีตามเดิม.

               พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประชุมชาดก.
               กาสวิษฐกะในครั้งนั้น ได้เป็น เทวทัต ในครั้งนี้.
               ส่วนกาวีรกะ คือ เราตถาคต นี้แล.


               จบ อรรถกถาวีรกชาดกที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา วีรกชาดก ว่าด้วย โทษการเอาอย่างผู้อื่น จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 255อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 257อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 259อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=1529&Z=1535
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๘  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com