ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สุนขชาดก
ว่าด้วย ผู้ฉลาดย่อมช่วยตัวเองได้

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภสุนัขกินอาหารที่ศาลานั่งพัก ใกล้ซุ้มรางน้ำ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า พาโล วตายํ สุนโข ดังนี้.
               ได้ยินว่า พวกตักน้ำนำสุนัขนั้นมาเลี้ยงไว้ในที่นั้นตั้งแต่เกิด ครั้นต่อมา สุนัขนั้นได้กินอาหารในที่นั้นจนมีร่างกายอ้วนพี. วันหนึ่ง มีบุรุษชาวบ้านผู้หนึ่งมาถึงที่นั่น เห็นสุนัขจึงให้ผ้าสาฏก เนื้อดีและเงินแก่คนตักน้ำ แล้วเอาโซ่ผูกพาสุนัขไป. สุนัขนั้นถูกเขานำไปก็ไม่ดิ้นรน กินอาหารที่เขาให้ เดินตามไปข้างหลัง. บุรุษนั้นคิดว่าเดี๋ยวนี้สุนัขนี้รักเรา จึงแก้โซ่ออก สุนัขพอเขาแก้แล้วเท่านั้น วิ่งรวดเดียวถึงศาลานั่งพักตามเดิม.
               ภิกษุทั้งหลายเห็นสุนัขนั้น ทราบเหตุที่มันทำ จึงสนทนากันในโรงธรรม ในตอนเย็นว่า อาวุโสทั้งหลาย สุนัขที่ศาลานั่งพักฉลาดในการทำให้พ้นจากเครื่องผูก พอเขาปล่อยเท่านั้นกลับหนีมาได้. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุนัขนั้น มิใช่ฉลาดในการทำให้พ้นจากเครื่องผูกในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็ฉลาดในการทำให้พ้นจากเครื่องผูกเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลที่มีสมบัติมากตระกูลหนึ่งในแคว้นกาสี ครั้นเจริญวัยได้ครองฆราวาส.
               ครั้งนั้น มนุษย์คนหนึ่งในกรุงพาราณสี ได้มีสุนัขอยู่ตัวหนึ่ง สุนัขนั้นได้ก้อนข้าวกินจนอ้วนท้วน. ชาวบ้านคนหนึ่งมากรุงพาราณสี เห็นสุนัขนั้น จึงให้ผ้าสาฎกเนื้อดีและเงินแก่มนุษย์นั้น แล้วเอาสุนัขไป เอาเชือกหนังล่าม ถือปลายเชือกเดินจูงไป จึงเข้าไปยังศาลาไม้อ้อแห่งหนึ่งใกล้ปากดง จึงผูกสุนัขไว้ นอนหลับบนแผ่นกระดาน.
               ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เดินผ่านดงไปทำธุระอย่างหนึ่ง เห็นสุนัขนั้นถูกล่ามไว้ จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-

               สุนัขตัวใด ไม่กัดเชือกหนังให้ขาด สุนัขตัวนั้นโง่เขลามาก สุนัขควรจะเปลื้องตนเสียจากเครื่องผูก กินเชือกหนังเสียให้อิ่ม แล้วจึงค่อยกลับไปยังที่อยู่ของตน.


               สุนัขได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               คำที่ท่านกล่าวนี้ ฝังอยู่ในหัวใจของข้าพเจ้า อนึ่ง ข้าพเจ้ายังได้จำไว้ในใจแล้ว ข้าพเจ้าจะรอเวลาจนกว่าคนจะหลับ.


               ในบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฐิตํ เม มนสฺมึ เม ความว่า ท่านกล่าวคำใด คำนั้นเราตั้งใจไว้แล้ว คือเก็บไว้แล้วแต่ในใจของเรา. บทว่า อโถ เม หทเย กตํ คือ แม้คำของท่านเราก็เก็บไว้ในใจทีเดียว. บทว่า กาลญฺจ ปฏิกงฺขามิ คือ ข้าพเจ้ากำลังรอเวลาอยู่. บทว่า ยาว ปสุปตุชฺชโน ความว่า ข้าพเจ้ารอเวลาจนกว่ามหาชนจะหลับ. นอกเหนือไปจากนี้ สุนัขนี้คิดว่า ความปรารถนาของตนพึงเกิดขึ้นว่าจะหนี เพราะฉะนั้น ในตอนกลางคืน เมื่อคนหลับกันหมด เราจะกัดเชือกหนีไป.

               สุนัขนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อมหาชนพากันหลับจึงกัดเชือกกินแล้ว หนีไปยังเรือนของเจ้าของตนตามเดิม.

               พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก.
               สุนัขในครั้งนั้น ได้เป็น สุนัขในครั้งนี้
               ส่วนบุรุษบัณฑิต คือ เราตถาคต นี้แล.

               จบ อรรถกถาสุนขชาดกที่ ๒

.. อรรถกถา สุนขชาดก ว่าด้วย ผู้ฉลาดย่อมช่วยตัวเองได้ จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 332อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 334อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 336อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=1895&Z=1902
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๐  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com