ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก กุลาวกวรรค
๔. มัจฉชาดก ว่าด้วยความหึงหวง

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการประเล้าประโลมของภรรยาเก่า จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า น มํ สีตํ น มํ อุณฺหํ ดังนี้.
               ความพิศดารว่า ในกาลนั้น พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอเป็นผู้กระสันจะสึกจริงหรือ?
               ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริง พระเจ้าข้า.
               พระศาสดาตรัสถามว่า เพราะเหตุไร เธอจึงเป็นผู้กระสันจะสึก?
               ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภรรยาเก่าของข้าพระองค์เป็นผู้มีรสมืออร่อย ข้าพระองค์ไม่อาจละนาง พระเจ้าข้า.
               ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ หญิงนั่นเป็นผู้กระทำความฉิบหายแก่เธอ แม้ในกาลก่อน เธอเมื่อจะถึงความตายก็เพราะอาศัยหญิงนั่น แต่พ้นจากความตายเพราะอาศัยเรา.
               แล้วทรงนำเรื่องอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี. พระโพธิสัตว์ได้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัตนั้น. ในกาลนั้น พวกชาวประมงได้ทอดแหอยู่ในแม่นํ้า.
               ครั้งนั้น มีปลาใหญ่ตัวหนึ่งมาเล่นอยู่กับนางปลาของตนด้วยความยินดี. นางปลานั้นว่ายไปข้างหน้าของปลาใหญ่นั้น ได้กลิ่นแห จึงเลี่ยงแหไป. ส่วนปลาใหญ่นั้นติดในกามเป็นปลาโลเล ได้เข้าไปยังท้องแห นั่นเอง. พวกชาวประมงรู้ว่า ปลาใหญ่นั้นเข้าไปติดแห จึงยกแหขึ้นจับเอาปลา ไม่ฆ่า โยนไปบนหลังทราย คิดว่า จักปิ้งปลานั้นกิน จึงก่อไฟถ่าน เสี้ยมไม้แหลม.
               ปลาครํ่าครวญอยู่ว่า การย่างบนถ่านไฟหรือการเสียบด้วยไม้แหลมนั้น ก็หรือทุกข้ออย่างอื่น จะไม่ทำให้เราลำบาก แต่ข้อที่นางปลานั้นถึงความโทมนัสในเราว่า ปลาใหญ่นั้นได้ไปหา นางปลาตัวอื่นด้วยความยินดีเป็นแน่นั้นเท่านั้น เบียดเบียนเรา.
               จึงกล่าวคาถานี้ว่า
               ความเย็น ความร้อน และการติดอยู่ในแห ไม่ได้เบียดเบียนเราให้ได้รับทุกข์เลย แต่ข้อที่นางปลาสำคัญว่า เราไปหลงนางปลาตัวอื่นนั่นแหละ เบียดเบียนเราให้ได้รับทุกข์.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น มํ สีตํ น มํ อุณฺหํ ความว่า ปลาทั้งหลายย่อมมีความหนาว ในเวลาถูกนำออกไปจากนํ้า เมื่อความหนาวนั้นปราศจากไป ความร้อนย่อมมี. ปลาหมายเอาความหนาวและความร้อนแม้ทั้งสองนั้น จึงครํ่าครวญว่า ความหนาว ความร้อน ย่อมไม่เบียดเบียนเรา. ปลาหมายเอาความทุกข์ ซึ่งมีการปิ้งบนถ่านไฟ ที่จักมีขึ้นแม้นั้น จึงครํ่าครวญว่า ความร้อนจะไม่เบียดเบียนเรา.  ด้วยบทว่า น มํ ชาลสฺมิ พาธนํ นี้ ปลาย่อมครํ่าครวญว่า การที่ได้ติดอยู่ในแหแม้นั้น ก็ไม่เบียดเบียนเรา.
               ในบทว่า ยญฺจ มํ ดังนี้เป็นต้นไป มีประมวลความดังต่อไปนี้:-
               นางปลานั้นไม่รู้ว่า เราผู้ติดอยู่ในแห ถูกพวกประมงเหล่านี้จับเอาไป เมื่อไม่เห็นเรา ก็จะคิดว่า บัดนี้ ปลาใหญ่นั้นจักติดนางปลาตัวอื่นด้วยความยินดีในกาม การที่นางปลานั้นผู้ถึงความโทมนัสคิดดังนั้น ย่อมเบียดเบียนเรา เพราะเหตุนั้น ปลาใหญ่นั้นจึงนอนครํ่าครวญอยู่บนหลังทราย.
               สมัยนั้น ปุโรหิตอันทาสแวดล้อม มายังฝั่งแม่นํ้าเพื่อจะอาบนํ้า ก็ปุโรหิตนั้นเป็นผู้รู้เสียงร้องของสัตว์ทุกชนิด. ด้วยเหตุนั้น ปุโรหิตนั้นได้ฟังปลาครํ่าครวญ จึงคิดว่า ปลานี้ครํ่าครวญเพราะกิเลส ก็ปลานี้มีจิตกระสับกระส่ายอย่างนี้ ตายไปจักบังเกิดในนรกเท่านั้น เราจักเป็นที่พึ่งอาศัยของปลานี้.
               ปุโรหิตนั้นจึงไปหาพวกชาวประมง แล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านไม่ให้ปลาเราเพื่อทำกับข้าว แม้สักวัน.
               ชาวประมงทั้งหลายกล่าวว่า นาย ท่านพูดอะไร ท่านจงเลือกเอาปลาที่ท่านชอบใจไปเถิด.
               ปุโรหิตกล่าวว่า เราไม่มีการงานกับผู้อื่น พวกท่านจงให้เฉพาะปลาตัวนี้ เท่านั้น.
               พวกชาวประมงกล่าวว่า เอาไปเถอะนาย.
               พระโพธิสัตว์เอามือทั้งสองจับปลานั้นไปนั่งที่ฝั่งแม่นํ้า กล่าวสอนว่า ปลาผู้เจริญ วันนี้ ถ้าเราไม่เห็นเจ้า เจ้าจะต้องถึงแก่ความตาย ตั้งแต่บัดนี้ไป เจ้าอย่าได้ตกอยู่ในอำนาจของกิเลสเลย แล้วปล่อยไปในนํ้า ตนเองเข้าไปยังนคร.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย.
               ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันจะสึกตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
               ฝ่ายพระศาสดาได้ทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดก ว่า
               นางปลาในครั้งนั้น ได้เป็น ภรรยาเก่า ในบัดนี้
               ปลาในครั้งนั้น ได้เป็น ภิกษุผู้กระสัน ในบัดนี้
               ส่วนปุโรหิตในครั้งนั้น ได้เป็น เราเอง แล.

.. อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก กุลาวกวรรค ๔. มัจฉชาดก ว่าด้วยความหึงหวง จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 33อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 34อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 35อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=230&Z=235
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๘  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๔๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :