ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ฉวชาดก
ว่าด้วย การนั่งที่ไม่สมควร

               อรรถกถาฉวกชาดก # ในพระสูตรเป็น ฉวชาดก. ที่ ๙
               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุพวกฉัพพัคคีย์ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สพฺพํ อิทญฺจ มริกตํ ดังนี้.
               เรื่องนี้มีมาแล้วโดยพิสดารใน พระวินัย นั่นแล.
               ส่วนในชาดกนี้มีความสังเขป ดังต่อไปนี้ :-
               พระศาสดารับสั่งให้เรียกภิกษุพวกฉัพพัคคีย์มาแล้ว ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า พวกเธอนั่งบนอาสนะต่ำแล้วแสดงธรรมแก่ผู้นั่งบนอาสนะสูง จริงหรือ? เมื่อพวกภิกษุฉัพพัคคีย์กราบทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จึงทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่พวกเธอไม่กระทำความเคารพในธรรมของเรา ไม่สมควร ด้วยว่าโบราณกบัณฑิตทั้งหลายได้ติเตียนอาจารย์นั่งอาสนะต่ำ บอกแม้มนต์แก่ชนพวกพากเพียร
               แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดคนจัณฑาล พอเจริญวัยแล้ว ก็ตั้งตัวได้. ภรรยาของบุรุษจัณฑาลนั้น แพ้ท้องอยากมะม่วง จึงกล่าวกะเขาว่า ข้าแต่นาย ดิฉันอยากกินมะม่วง. สามีกล่าวว่า นางผู้เจริญ ในฤดูกาลนี้ มะม่วงไม่มี พี่จักนำผลไม้เปรี้ยวอย่างอื่นมาให้. ภรรยากล่าวว่า ข้าแต่นาย ดิฉันอยากได้ผลมะม่วงเท่านั้น จักมีชีวิตรอดอยู่ได้ เมื่อดิฉันไม่ได้ ชีวิตก็จะหาไม่. สามีนั้นเป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ภรรยานั้น จึงคิดว่า เราจักได้มะม่วงที่ไหนหนอ.
               ก็สมัยนั้นแล ในพระราชอุทยานของพระเจ้าพาราณสี ได้มีต้นมะม่วงมีผลเป็นประจำ บุรุษจัณฑาลนั้นจึงคิดว่า เราจักนำผลมะม่วงสุกจากพระราชอุทยานนั้นมาระงับความแพ้ท้องของภรรยานี้. ในตอนกลางคืน จึงไปยังพระราชอุทยาน ขึ้นต้นมะม่วงแอบซ่อนตัวอยู่ เที่ยวมองดูผลมะม่วงกิ่งนั้นกิ่งนี้อยู่. เมื่อบุรุษจัณฑาลนั้นกระทำอยู่อย่างนี้แหละ ราตรีก็รุ่งสว่าง. เขาคิดว่า เราจักลงไปในบัดนี้ คนเฝ้าพระราชอุทยานเห็นเราเข้า ก็จักจับเราว่าเป็นโจร เราจักไปในตอนกลางคืน ที่นั้น เขาจึงปีนขึ้นยังค่าคบแห่งหนึ่ง แอบซ่อนอยู่.
               ครั้งนั้น พระเจ้าพาราณสีทรงเรียนมนต์ในสำนักของปุโรหิต พระองค์จึงเสด็จเข้าไปยังพระราชอุทยาน ประทับนั่งบนอาสนะสูง ณ ที่โคนต้นมะม่วง ให้อาจารย์นั่งอาสนะต่ำ แล้วทรงเรียนมนต์.
               พระโพธิสัตว์นั่งอยู่ข้างบนคิดว่า พระราชานี้ประทับนั่งอยู่บนอาสนะสูง เรียนมนต์ ไม่ทรงเคารพในธรรม แม้พราหมณ์ผู้นั่งอาสนะต่ำสอนมนต์ ก็ไม่เคารพในธรรม แม้เราผู้ไม่คำนึงถึงชีวิตของเรา บอกภรรยาว่าจะลักมะม่วง เพราะเหตุแห่งมาตุคาม ก็เป็นผู้ไม่เคารพในธรรม.
               พระโพธิสัตว์นั้น เมื่อจะลงจากต้นมะม่วงจึงจับกิ่งห้อยอยู่กิ่งหนึ่งลงยืนเฉพาะ อยู่ในระหว่างพระราชาและปุโรหิตแม้ทั้งสองนั้น แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระบาทเป็นคนฉิบหายแล้ว พระองค์ทรงเป็นผู้เขลา ปุโรหิตเป็นคนตายแล้ว.
               ถูกพระราชาตรัสถามว่า เพราะเหตุไร.
               จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

               กิจทั้งหมดที่เราทั้งหลายทำแล้วนี้ เป็นกิจลามก คนทั้งสองไม่เห็นธรรม คนทั้งสองเคลื่อนจากปกติเดิม คือ อาจารย์นั่งบนอาสนะต่ำบอกมนต์ และศิษย์นั่งบนอาสนะสูงเรียนมนต์.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพํ อิทญฺจ มริกตํ ความว่า กิจทั้งหมดที่เราทั้งหลาย คือที่ชนทั้ง ๓ กระทำ เป็นกิจลามก คือไร้มรรยาท ไม่เป็นธรรม. ก็พระโพธิสัตว์ติเตียน ความที่ตนเป็นโจร และความที่พระราชา และปุโรหิตเหล่านั้นไม่เคารพในมนต์ทั้งหลายแล้ว เมื่อจะติเตียน เฉพาะพระราชาและปุโรหิตทั้งสอง นอกนี้ จึงกล่าวคำ มีอาทิว่า คนทั้งสองไม่เห็นธรรม ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุโภ ความว่า ชนแม้ทั้งสองย่อมไม่เห็นโบราณกธรรมอันควรแก่การทำความเคารพ และเป็นผู้คลาดเคลื่อนจากปกติในธรรมนั้น. เพราะว่าธรรม ชื่อว่าปกติ เพราะเกิดขึ้นก่อน.
               สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
               ธรรมแลปรากฎขึ้นก่อน อธรรมเกิดขึ้นในโลกต่อภายหลัง.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย จายํ ความว่า ปุโรหิตนี้นั่งบนอาสนะต่ำให้ท่องมนต์ และพระราชานี้นั่งบนอาสนะสูงได้เรียนเอา.

               พราหมณ์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               เราบริโภคข้าวสุกแห่งข้าวสาลีอันสะอาด ปรุงด้วยเนื้อ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่ซ่องเสพธรรมนั้น อันฤาษีทั้งหลายซ่องเสพแล้ว.


               คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ท่านผู้เจริญ ก็เราบริโภคข้าวสุกแห่งข้าวสาลี อันเป็นของแห่งพระราชานี้ อันขาวสะอาด อันปรุงเจือด้วยเนื้อ ราดรสด้วยชนิดแห่งเนื้อมีประการต่างๆ เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้ผูกพันเยื่อใยในท้องจึงไม่ได้ซ่องเสพธรรมนี้ ที่พวกฤาษีทั้งหลายผู้แสวงหาคุณเสพแล้ว.

               พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
               ท่านจงหลีกไปเสียเถิด โลกยังกว้างใหญ่ แม้คนอื่นๆ ก็ยังหุงต้มกิน เพราะเหตุนั้น อธรรมที่ท่านประพฤติมา แล้วอย่าได้ทำลายท่านเสียเลย เหมือนก้อนหินต่อยหม้อให้แตก ฉะนั้น.

               ดูก่อนพราหมณ์ เราติเตียนการได้ยศ การได้ทรัพย์ และการเลี้ยงชีวิต ด้วยการทำตนให้ตกต่ำ หรือด้วยการประพฤติไม่เป็นธรรม.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริพฺพช ความว่า ท่านจงจากที่นี้ไปที่อื่น. บทว่า มหา ความว่า ชื่อว่าโลกนี้เป็นของใหญ่. บทว่า ปจนฺตญฺเญปิ ความว่า คนแม้อื่นๆ ในชมพูทวีปนี้ก็หุงต้ม มิใช่พระราชาพระองค์เดียวนี้ เท่านั้น. บทว่า ตสฺมา กุมฺภมิว ความว่า เหมือนหินต่อยหม้อ ฉะนั้น. ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า ท่านไม่ไปที่อื่น ยังประพฤติอธรรมอยู่ในที่นี้ อธรรมนั้นอันท่านประพฤติแล้วอย่างนั้น อย่าได้ทำลายท่านเลย เหมือนก้อนหินต่อยหม้อแตก ฉะนั้น.

               คาถาที่ว่า ธิรตฺถุ เป็นต้น มีความสังเขปดังต่อไปนี้ :-
               ดูก่อนพราหมณ์ เราติเตียน คือครหานินทา การได้ยศและทรัพย์ของท่านอย่างนี้
               เพราะเหตุไร ?
               เพราะ ลาภที่ท่านได้แล้วนี้ และความถึงพร้อมด้วยเหตุ อันเป็นเครื่องให้ตกไปในอบายทั้งหลายต่อไป ชื่อว่าเป็นการประพฤติเลี้ยงชีพโดยไม่ชอบธรรม จะประโยชน์อะไรด้วยการเลี้ยงชีพ ซึ่งสำเร็จด้วยการทำตนให้ตกต่ำต่อไปนี้ หรือด้วยการประพฤติอันไม่ชอบธรรมนี้ ด้วยเหตุนั้น เราจึงกล่าวอย่างนี้กะท่าน.

               ลำดับนั้น พระราชาทรงเลื่อมใสธรรมกถาของพระโพธิสัตว์นั้น ตรัสถามว่า บุรุษผู้เจริญ เธอเป็นชาติอะไร? พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าพระองค์เป็นคนจัณฑาล พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าเธอจักได้เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยชาติไซร้ เราจักได้ให้ราชสมบัติแก่เธอ ก็ตั้งแต่นี้ไป เราจักเป็นพระราชาตอนกลางวัน เธอจงเป็นพระราชาตอนกลางคืน แล้วประทานพวงดอกไม้ เครื่องประดับพระศอของพระองค์ให้ประดับคอของพระโพธิสัตว์นั้น แล้วได้ทรงกระทำพระโพธิสัตว์นั้นให้เป็นผู้รักษาพระนคร.

               นี้เป็นธรรมเนียมของการประดับพวงดอกไม้แดงที่คอของตนผู้รักษาพระนคร.

               จำเดิมแต่นั้นมา พระราชาทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์นั้น ทรงทำความเคารพในฐานอาจารย์ ประทับนั่งบนอาสนะต่ำแล้ว ทรงเรียนมนต์

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
               พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็น พระอานนท์
               ส่วนบุตรคนจัณฑาล คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาฉวกชาดกที่ ๙

.. อรรถกถา ฉวชาดก ว่าด้วย การนั่งที่ไม่สมควร จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 530อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 534อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 538อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=2727&Z=2740
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๑  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com