ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา กัสสปมันทิยชาดก
ว่าด้วย รู้ตัวว่าผิดแล้วสารภาพผิด

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภภิกษุแก่รูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อปิ กสฺสป มนฺทิย ดังนี้.
               ได้ยินว่า ในนครสาวัตถีมีกุลบุตรผู้หนึ่งเห็นโทษในกามทั้งหลาย จึงบวชในสำนักของพระศาสดา ขวนขวายในพระกรรมฐาน ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต.
               จำเพียรกาลนานมา มารดาของภิกษุนั้นได้กระทำกาลกิริยาตาย. เมื่อมารดาล่วงลับไปแล้ว ภิกษุนั้นจึงให้บิดาและน้องชายบวช แล้วอยู่ในพระเชตวันวิหาร ในวัสสูปนายิกสมัยใกล้วันเข้าพรรษา ได้ฟังว่าปัจจัยคือจีวรหาได้ง่าย จึงไปยังอาวาสประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ทั้ง ๓ รูปจำพรรษาอยู่ในอาวาสประจำหมู่บ้านนั้น ออกพรรษาแล้วจึงกลับมายังพระเชตวันวิหารตามเดิม.
               ภิกษุหนุ่มจึงสั่งสามเณรน้องชาย ณ ที่ใกล้พระเชตวันว่า สามเณร เธอจงให้พระเถระแก่พักแล้วค่อยนำมา เราจะล่วงหน้าไปจัดแจงบริเวณก่อน แล้วก็เข้าไปยังพระเชตวัน. พระเถระแก่ค่อยๆ เดินมา. สามเณรทำราวกะว่าเอาศีรษะรุนอยู่บ่อยๆ นำท่านไปโดยพลการว่า ท่านผู้เจริญ จงเดินๆ ไปเถิด. พระเถระกล่าวว่า เธอนำฉันมาเป็นแน่ จึงหวนกลับไปใหม่ แล้วเดินมาตั้งแต่ปลายทาง. เมื่อพระเถระกับสามเณรทำการทะเลาะกันอยู่อย่างนี้นั่นแหละ พระอาทิตย์ก็อัสดงคต ความมืดมนอนธการก็เกิดขึ้น.
               ฝ่ายภิกษุหนุ่มนอกนี้ก็กวาดบริเวณตั้งน้ำไว้ เมื่อไม่เห็นการมาของพระเถระกับสามเณรเหล่านั้น จึงถือคบเพลิงไปคอยรับ ได้เห็นพระเถระและสามเณรกำลังมาอยู่จึงถามว่า ทำไมจึงชักช้าอยู่? พระเถระแก่จึงบอกเหตุนั้น ภิกษุหนุ่มนั้นให้พระเถระและสามเณรนั้นพักแล้วค่อยๆ พามา.
               วันนั้น ไม่ได้โอกาสการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า.
               ครั้นในวันที่สอง ภิกษุหนุ่มนั้นมายังที่อุปัฏฐากของพระพุทธเจ้า ถวายบังคมแล้วนั่ง พระศาสดาจึงตรัสถามว่า เธอมาเมื่อไร? ภิกษุหนุ่มนั้นกราบทูลว่า มาเมื่อวาน พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า เธอมาเมื่อวาน แต่มากระทำพุทธอุปัฏฐากวันนี้. ภิกษุหนุ่มนั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แล้วกราบทูลเหตุนั้น.
               พระศาสดาทรงติเตียนพระแก่แล้วตรัสว่า ภิกษุแก่รูปนี้กระทำกรรมเห็นปานนี้ ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ได้กระทำแล้ว แต่บัดนี้ พระแก่นั้นทำเธอให้ลำบาก แต่ในกาลก่อนได้กระทำบัณฑิตให้ลำบาก อันภิกษุนั้นทูลอ้อนวอนแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในนิคมกาสี เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นเจริญวัยแล้ว มารดาได้กระทำกาลกิริยาตาย. พระโพธิสัตว์นั้นกระทำฌาปนกิจสรีระของมารดาแล้ว พอล่วงไปได้กึ่งเดือน ได้ให้ทรัพย์ที่มีอยู่ในเรือนให้เป็นทาน แล้วพาบิดากับน้องชายไป ถือเอาผ้าเปลือกไม้ที่เทวดาให้ แล้วบวชเป็นฤาษีอยู่ในหิมวันตประเทศ ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยเหง้ามันและผลาผลไม้ โดยการเที่ยวแสวงหาอยู่ในไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์.
               ก็ในหิมวันตประเทศ ในฤดูฝนเมื่อฝนตกไม่ขาดเม็ด ไม่อาจขุดเหง้ามัน ทั้งผลาผลไม้และใบผักก็ล่วงหล่นโดยมาก ดาบสทั้งหลายพากันลงจากหิมวันตประเทศไปอยู่ในถิ่นมนุษย์ แม้ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ก็พาบิดาและน้องชายไปอยู่ในถิ่นมนุษย์.
               เมื่อหิมวันตประเทศผลิดอกออกผลอีก จึงพาบิดาและน้องชายทั้งสองนั้นมายังอาศรมบทของตนในหิมวันตประเทศ ณ ที่ไม่ไกลอาศรม เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว จึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายค่อยๆ มาเถิด ข้าพเจ้าจักล่วงหน้าไปจัดแจงอาศรมบทก่อน แล้วก็ละดาบสทั้งสองนั้นไป. ดาบสน้อยค่อยๆ ไปกับบิดา ราวกะจะเอาศีรษะรุนท่านที่แถวๆ สะเอวเร่งพาท่านไปโดยพูดว่า เดินเข้า เดินเข้า. ดาบสแก่กล่าวว่า เจ้าพาเรามาตามความชอบใจของตน จึงหวนกลับไปแล้วเดินตั้งแต่ปลายมาใหม่. เมื่อดาบสพ่อลูกเหล่านั้นทำการทะเลาะกันและกันอยู่อย่างนั้นนั่นแหละ เวลาได้มืดลง.
               พระโพธิสัตว์ปัดกวาดบรรณศาลาตั้งน้ำใช้และฉัน แล้วถือคบเพลิง เดินสวนทางมาเห็นดาบสพ่อลูกนั้น แล้วจึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายมัวทำอะไรกันอยู่ ตลอดเวลามีประมาณเท่านี้. ดาบสน้องจึงบอกเหตุที่บิดาทำ. พระโพธิสัตว์นำดาบสแม้ทั้งสองนั้นช้าๆ ให้เก็บงำบริขาร ให้บิดาอาบน้ำ ทำการล้างเท้า ทาเท้า และนวดหลัง ตั้งกระเบื้องถ่านไฟ แล้วเข้าไปนั่งใกล้บิดาผู้ระงับความอิดโรยแล้ว จึงกล่าวว่า ข้าแต่บิดา ธรรมดาเด็กหนุ่มทั้งหลายเช่นกับภาชนะดิน ย่อมแตกได้โดยครู่เดียวเท่านั้น ตั้งแต่เวลาที่แตกแล้วครั้งเดียว ย่อมไม่อาจต่อกันได้อีก เด็กหนุ่มเหล่านั้นด่าอยู่ก็ดี บริภาษอยู่ก็ดี ผู้ใหญ่ควรจะอดทน.
               เมื่อจะโอวาทบิดา จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-

               ข้าแต่ท่านกัสสปะ เด็กหนุ่มจะด่าแช่งหรือจะตีก็ตาม ด้วยความเป็นเด็กหนุ่ม บัณฑิตผู้มีปัญญาย่อมอดทนความผิดที่พวกเด็กทำแล้วทั้งหมดนั้นได้.

               ถ้าแม้สัตบุรุษทั้งหลายวิวาทกัน ก็กลับเชื่อมกันได้สนิทโดยเร็ว ส่วนคนพาลทั้งหลายย่อมแตกกัน เหมือนภาชนะดิน เขาย่อมไม่ถึงความสงบเวรกันได้เลย.

               ผู้ใดรู้โทษที่ตนล่วงเกินแล้ว และรู้การแสดงโทษ คนทั้งสองนั้นย่อมพร้อมเพรียงกันยิ่งขึ้น ความสนิทสนมของเขาย่อมไม่เสื่อมคลาย.

               ผู้ใด เมื่อคนเหล่าอื่นล่วงเกินแล้ว ตนเองสามารถเชื่อมให้สนิทสนมได้ ผู้นั้นแลชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐยิ่ง เป็นผู้นำภาระไปเป็นผู้ทรงธุระไว้.


               พระโพธิสัตว์เรียกบิดาโดยชื่อว่ากัสสปะ ในกาลนั้น. บทว่า มนฺทิยา ได้แก่ ด้วยความเป็นคนหนุ่ม โดยความเป็นผู้มีปัญญาน้อย. บทว่า ยุวา สปติ หนฺติ วา ความว่า เด็กหนุ่มด่าก็ดี ประหารก็ดี. ด้วยบทว่า ธีโร นี้ ท่านเรียกบุคคลผู้ปราศจากบาปว่า ผู้มีความเพียร. บทว่า ธีโร มีความว่า ผู้ประกอบด้วยปัญญา ดังนี้ก็มี. ส่วนบทว่า ปณฺฑิโต เป็นไวพจน์ของบทว่า ธีโร นี้เท่านั้น. แม้ด้วยบททั้งสอง ท่านแสดงว่า บัณฑิตผู้มีปัญญามากย่อมอดกลั้น คืออดทนความผิดที่พวกเด็กผู้อ่อนปัญญากระทำแล้วนั้นทั้งหมด. บทว่า สนฺธิยเร ความว่า ย่อมสนิทสนมกัน คือเชื่อมกันได้ด้วยมิตรภาพอีก. บทว่า พาลา ปตฺตาว ความว่า ส่วนคนพาลทั้งหลายย่อมแตกกันเลย เหมือนภาชนะดินแตกแล้วต่อกันไม่ได้ฉะนั้น. บทว่า น เต สมถมชฺฌคู ความว่า คนพาลเหล่านั้นทำการทะเลาะกันแม้มีประมาณน้อย ย่อมไม่ได้ คือไม่ประสบความสงบเวร.
               บทว่า เอเต ภิยฺโย ความว่า ชนทั้งสองนั้นแม้แตกกันแล้วย่อมสมานกันได้อีก. บทว่า สนฺธิ ได้แก่ ความสนิทสนมโดยความเป็นมิตร. บทว่า เตสํ ความว่า ความสนิทสนมของคนทั้งสองนั้นเท่านั้น ย่อมไม่เสื่อมคลาย. บทว่า โย จาธิปนฺนํ ความว่า ก็ผู้ใดย่อมรู้โทษผิดที่ทำไว้ในคนอื่น ซึ่งตนต้องแล้วคือล่วงเกินแล้ว. บทว่า เทสนํ ความว่า และผู้ใดย่อมรู้ที่จะรับการแสดงโทษที่ผู้นั้นแม้รู้โทษตนจึงแสดงแล้ว. บทว่า โย ปเรสาธิปนฺนานํ ความว่า ผู้ใดเมื่อคนอื่นล่วงเกิน คือถูกโทษครอบงำ กระทำความผิด. บทว่า สยํ สนฺธาตุมรหติ ความว่า เมื่อคนเหล่านั้นแม้ไม่ขอขมาโทษ ตนเองสามารถทำความสนิทสนม คือเชื่อมมิตรภาพอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีหน้างามมาเถิด จงเรียนอุเทส จงฟังอรรถกถา จงหมั่นประกอบภาวนา เพราะเหตุไร ท่านจึงเหินห่างผู้นี้ คือผู้เห็นปานนี้ เป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา เป็นผู้ประเสริฐยิ่ง ย่อมถึงการนับว่าผู้นำภาระ และว่าผู้ทรงธุระไว้ เพราะนำภาระและธุระของมิตรไป.

               พระโพธิสัตว์ได้ให้โอวาทแก่ดาบสบิดาอย่างนี้ จำเดิมแต่นั้น ดาบสผู้บิดาแม้นั้นก็ได้เป็นผู้ฝึกตนทรมานตนได้ดีแล้ว.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
               ดาบสผู้บิดาในครั้งนั้น ได้เป็น พระเถระแก่ในบัดนี้
               ดาบสน้อยในครั้งนั้น ได้เป็น สามเณรในบัดนี้
               ส่วนพระโพธิสัตว์ผู้ให้โอวาทแก่ดาบสผู้บิดาในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถากัสสปมันทิยชาดกที่ ๒

.. อรรถกถา กัสสปมันทิยชาดก ว่าด้วย รู้ตัวว่าผิดแล้วสารภาพผิด จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 542อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 546อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 550อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=2776&Z=2788
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๑  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com