ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒]
อรรถกถา นฬินิกาชาดก
ว่าด้วย ราชธิดาทำลายตบะของดาบส.

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภถึง การประเล้าประโลมของปุราณทุติยิกา จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า อุทฺทยฺหเต ชนปโท ดังนี้เป็นต้น.
               ก็พระศาสดา เมื่อจะตรัสจึงถามภิกษุนั้นว่า เธอถูกใครทำให้เบื่อหน่าย? เมื่อภิกษุกราบทูลว่า ถูกภริยาเก่าเป็นผู้ทำให้เบื่อหน่าย ดังนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ หญิงคนนี้แลเป็นผู้ทำความพินาศให้แก่เธอ (ในบัดนี้เท่านั้น หามิได้) แม้ในกาลก่อน เธออาศัยผู้หญิงคนนี้แล้ว เสื่อมจากฌาน เป็นผู้ถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง ดังนี้
               จึงทรงนำอดีตนิทานมาว่า
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ชื่อว่า อุทิจจะ พอเจริญวัยแล้วได้ศึกษาเล่าเรียนศิลปะจนจบแล้ว บวชเป็นฤาษีทำฌานและอภิญญาให้บังเกิดขึ้นแล้ว ก็สำเร็จการอยู่อาศัยในหิมวันตประเทศ.
               เพราะอาศัยเหตุนั้น โดยนัยดังที่ได้กล่าวมาแล้วใน อุททาลกชาดก นั้นนั่นแล นางเนื้อตัวหนึ่งจึงตั้งท้องแล้วคลอดลูก. เขาได้มีชื่อว่า อิสิสิงโค เทียว. ต่อมาบิดาได้ให้เขาผู้เจริญวัยแล้วบวช ศึกษาเล่าเรียนการบริกรรมกสิณ. มิช้ามินานนัก เขาก็ทำฌานและอภิญญาให้บังเกิดขึ้นได้ จึงได้เล่นอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่ฌาน ได้เป็นผู้มีตบะกล้าแข็ง มีตบะอย่างยอดเยี่ยม มีอินทรีย์อันชนะอย่างดียิ่ง.
               เพราะเดชแห่งศีลของดาบสนั้น ภพท้าวสักกเทวราชจึงหวั่นไหว ท้าวสักกเทวราช ทรงใคร่ครวญดูก็ทราบถึงเหตุ คิดว่า เราจักใช้อุบายทำลายศีลของดาบสนี้ให้ได้ จึงห้ามฝนไม่ให้ตก ในกาสิกรัฐทั้งหมดตลอด ๓ ปี. แว่นแคว้นได้เป็น ราวกะว่าถูกไฟแผดเผาแล้ว. เมื่อข้าวกล้าไม่สมบูรณ์ พวกมนุษย์ถูกทุพภิกขภัยเบียดเบียน จึงเรียกกันมาประชุมที่พระลานหลวง.
               ลำดับนั้น พระราชาประทับยืนอยู่ที่ช่องพระแกล ตรัสถามคนเหล่านั้นว่า นั่นอะไรกัน?
               พวกมนุษย์ผู้ได้รับความทุกข์ พากันกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เมื่อฝนไม่ตกตลอด ๓ ปี แว่นแคว้นทั้งสิ้นก็เร่าร้อน แล้วกราบทูลอีกว่า ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์จงให้ฝนตกเถิด.
               พระราชา แม้จะสมาทานศีล เข้าจำอุโบสถ ก็ไม่ทรงสามารถจะให้ฝนตกลงมาได้ ในกาลนั้น ท้าวสักกะเสด็จเข้าไปยังห้อง อันประกอบด้วยพระสิริของพระราชาพระองค์นั้น ในเวลาเที่ยงคืน ทรงทำแสงสว่างครั้งหนึ่งแล้ว ได้ประทับยืนที่กลางเวหาส.
               พระราชาทอดพระเนตรเห็นแสงสว่างนั้นแล้ว ตรัสถามว่า ท่านเป็นใครกัน?
               ท้าวสักกะตรัสตอบว่า เราเป็นท้าวสักกะ
               พระราชาตรัสถามว่า พระองค์เสด็จมาประสงค์อะไรหรือ?
               ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า มหาราชเจ้าเอย! ฝนในแว่นแคว้นของพระองค์ตกบ้างไหม?
               พระราชาตรัสว่า ไม่ตกเลย.
               ท้าวสักกะตรัสถามว่า ก็พระองค์ทรงทราบเหตุที่ฝนไม่ตกหรือเปล่า?
               พระราชาตรัสว่า ไม่ทราบเลย.
               ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสชี้แจงว่า มหาราช! ในหิมวันตประเทศมีดาบสชื่อว่า อิสิสิงคะ อาศัยอยู่ พระดาบสนั้นมีตบะกล้าแข็ง มีอินทรีย์อันชนะอย่างดียิ่ง เมื่อฝนตกลงมาเป็นนิตย์ ท่านโกรธแล้วเพ่งดูอากาศ เพราะฉะนั้น ฝนจึงไม่ตก.
               พระราชาตรัสถามว่า บัดนี้ จะพึงทำอย่างไรดีในเรื่องนี้ ?
               ท้าวสักกะตรัสว่า เมื่อทำลายตบะของพระดาบสนั้นได้ ฝนก็จักตก.
               พระราชาตรัสถามว่า ก็ใครเล่าจะสามารถทำลายตบะของพระดาบสนั้นได้.
               ท้าวสักกะตรัสชี้แจงว่า มหาราช ก็พระราชธิดาพระนามว่า นฬินิกา ของพระองค์นี้แหละ จะเป็นผู้สามารถ พระองค์จงให้คนเรียกเธอมาแล้วสั่งว่า ลูกจงไปยังสถานที่ชื่อโน้นแล้ว จงทำลายตบะของพระดาบสให้จงได้. ท้าวสักกเทวราชสั่งสอนพระราชาอย่างนั้นแล้ว ก็ได้เสด็จไปยังที่อยู่ของพระองค์ตามเดิม
               ในวันรุ่งขึ้น พระราชาทรงปรึกษากับพวกอำมาตย์แล้ว ตรัสสั่งให้เรียกพระราชธิดามาแล้ว ตรัสพระคาถาแรก ว่า

               ชนบทเร่าร้อนอยู่ แม้รัฐก็จะพินาศ ดูก่อนลูกนฬินิกา มานี่เถิด เจ้าจงไปนำพราหมณ์ผู้นั้นมาให้เรา.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ เม ความว่า เจ้าจงนำ พราหมณ์ผู้ทำความพินาศให้แก่เราคนนั้นมา ไว้ในอำนาจของตน คือจงทำลายศีลของดาบสนั้น ด้วยวิธีให้ยินดีในกิเลสเถิด.

               พระราชธิดานั้นสดับคาถานั้นแล้ว จึงตรัสคาถาที่ ๒ ตอบว่า
               ข้าแต่พระราชบิดา หม่อมฉันทนความลำบากไม่ได้ ทั้งไม่รู้จักหนทาง จะไปยังป่าที่ช้างอยู่อาศัย ได้อย่างไรเล่า เพคะ.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขกฺขมา ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า หม่อมฉันเป็นผู้อดทนต่อความทุกข์ไม่ได้ ทั้งหม่อมฉันก็ไม่รู้จักหนทาง หม่อมฉันนั้นจักไปได้อย่างไรเล่า เพคะ.

               ลำดับนั้น พระราชาจึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถาว่า
               ดูก่อนลูกนฬินิกา เจ้าจงไปอยู่ชนบทที่เจริญด้วยช้าง ด้วยรถ ด้วยยานที่ต่อด้วยไม้ เจ้าจงไปด้วยอาการอย่างนี้เถิดลูก เจ้าจงพากองช้าง กองม้า กองรถ กองพลราบไปแล้ว จักนำพราหมณ์ผู้นั้นมาสู่อำนาจได้ ด้วยผิวพรรณ และรูปสมบัติของเจ้า.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทารุสงฺฆาฏยาเนน ความว่า แม่นฬินิกา เจ้าจักไม่ต้องเดินไป แต่ว่า เจ้าไปสู่ชนบทที่เจริญ มีภิกษาหาได้ง่าย อันเกษมของตนด้วยพาหนะช้าง ด้วยพาหนะรถทั้งหลายแล้ว ต่อจากสถานที่นั้นไปในที่โล่งแจ้ง จงไปด้วยยวดยานที่ปกปิดแล้วเป็นต้น ในทางน้ำ จงไปด้วยเรือและแพ ด้วยยานที่ต่อทำด้วยไม้เถิด.
               บทว่า วณฺณรูเปน ความว่า เจ้าไม่ต้องลำบากอย่างนั้น พอไปแล้ว ก็จักนำพราหมณ์นั้นมาสู่อำนาจของตนได้ ด้วยผิวพรรณและด้วยรูปสมบัติของเจ้า.

               พระราชาพระองค์นั้นตรัส พระดำรัสที่ไม่ควรจะตรัสกับพระราชธิดาอย่างนั้น ก็เพราะมุ่งอาศัยการที่จะรักษาแว่นแคว้น. แม้พระราชธิดานั้น ก็ทูลรับสนองว่า ดีละ.
               ลำดับนั้น พระราชาได้ทรงพระราชทานสิ่งของที่ควร พระราชทานทั้งหมดแก่อำมาตย์แล้ว ทรงส่งพระราชธิดาไปกับพวกอำมาตย์. อำมาตย์ทั้งหลาย พาพระราชธิดาไปถึงปัจจันตชนบทแล้ว ให้ตั้งค่ายพักแรมในชนบทนั้น ให้ยกพระราชธิดาขึ้นแล้ว เข้าไปยังหิมวันตประเทศ โดยหนทางที่พรานป่าชี้บอก ในเวลาเช้า ก็ถึงที่ใกล้อาศรมบทของดาบสนั้น.
               ในขณะนั้น พระโพธิสัตว์ให้บุตรเฝ้าอยู่ที่อาศรมบท ตนเองเข้าไปสู่ป่าเพื่อผลไม้น้อยใหญ่. พวกพรานป่าไม่ไปยังอาศรมบทเอง แต่ยืนอยู่ที่ที่อยู่ของดาบสนั้น

               เมื่อจะแสดงที่อยู่นั้นแก่พระนางนฬินิกา จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
                         อาศรมของอิสิสิงคดาบสนั้น ปรากฏด้วยธง คือ
               ต้นกล้วย แวดล้อมด้วยต้นสมอ เป็นที่น่ารื่นรมย์
               นั่นคือแสงไฟ นั่นคือควันเห็นปรากฏอยู่
               อิสิสิงคดาบส ผู้มีฤทธิ์มาก เห็นจะไม่ทำให้ไฟเสื่อม.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กทลิธชปญฺญาโณ มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า กทลิธชปัญญาณะ เพราะอรรถว่า มีธงคือต้นกล้วยปรากฏอยู่. บทว่า อาภุชิปริวาริโต ได้แก่ แวดล้อมด้วยป่าไม้สมอ.
               บทว่า สงฺขาโต ความว่า นั่นคือแสงไฟลุกโพลงประจักษ์อยู่ ด้วยฌานของอิสิสิงคดาบสนั้น. บทว่า มญฺเญ โน อคฺคึ ความว่า เราย่อมสำคัญว่า อิสิสิงคดาบสจะไม่ทำไฟของพวกเราให้เสื่อม คือ ให้ลุกโพลง บำเรออยู่.

               ฝ่ายพวกอำมาตย์พากันแวดล้อมอาศรม ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เข้าไปสู่ป่าทันที ก็พากันตั้งกองอารักขา ให้พระราชธิดาถือเพศเป็นฤาษี เอาผ้าใยไม้สีทองชนิดบางทำเป็นผ้านุ่งผ้าห่ม ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพแล้ว ให้พระราชธิดาถือเอาลูกข่างอันวิจิตรผูกด้วยเส้นด้าย ส่งเข้าไปยังอาศรมบท พวกตนเองพากันยืนอารักขาอยู่ภายนอก. พระราชธิดานั้นเล่นลูกข่างนั้นพลาง ก็ล่วงล้ำถึงที่สุดจงกรม.
               ในขณะนั้น อิสิสิงคดาบสกำลังนั่งอยู่แล้ว บนแผ่นหินที่ใกล้ซุ้มประตูบรรณศาลา พระดาบสนั้นมองเห็นหญิงนั้นกำลังเดินมา ตกใจกลัว ลุกขึ้นแล้วเข้าไปยังบรรณศาลา หยุดยืนอยู่. แม้พระราชธิดานั้น ก็ไปยังประตูบรรณศาลาของพระดาบสนั้นแล้ว ก็เล่น (ลูกข่าง) ต่อไปอีก.

               ก็พระศาสดา เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้นให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก
               จึงได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาว่า
               อิสิสิงคดาบสเห็นพระราชธิดา ผู้สวมใส่กุณฑล แก้วมณี เสด็จมาอยู่ กลัวแล้ว เข้าไปสู่อาศรมที่มุงด้วยใบไม้
               ส่วนพระราชธิดาแสดงอวัยวะที่ซ่อนเร้น และอวัยวะที่ปรากฏ เล่นลูกข่างอยู่ที่ประตูอาศรมของดาบสนั้น
               ฝ่ายดาบสผู้อยู่ในบรรณศาลา เห็นพระนางกำลังเล่นลูกข่างอยู่ จึงออกจากอาศรม แล้วได้กล่าวคำนี้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เคณฺฑุเกนสฺส ความว่า เล่นลูกข่างอยู่ที่ประตูอาศรมของอิสิสิงคดาบสนั้น. บทว่า วิทํสยนฺตี แปลว่า แสดงอยู่.
               บทว่า คุยฺหํ ปกาสิตานิ จ ได้แก่ ประกาศแสดงอวัยวะที่ลับ และองคชาตของลับ และประกาศแสดงอวัยวะที่ปรากฏ มีใบหน้าและมือเป็นต้น.
               บทว่า อพรวิ ความว่า เล่ากันว่า พระดาบสนั้น ยืนอยู่ในบรรณศาลาแล้ว คิดว่า ถ้าว่าคนคนนี้ จะพึงเป็นยักษ์ไซร้ ก็จะพึงเข้ามายังบรรณศาลาแล้ว ฉีกเนื้อเราเคี้ยวกิน ผู้นี้เห็นจักไม่ใช่ยักษ์ คงเป็นดาบสแน่.

               เพราะฉะนั้น จึงเล่าว่า อิสิสิงคดาบสออก(จากอาศรม) แล้วกล่าวคำนี้ว่า
               ดูก่อนท่านผู้เจริญ ต้นไม้ของท่านที่มีผลเป็นไปอย่างนี้ มีชื่อว่าอะไร แม้ท่านขว้างไปไกลก็กลับมา มิได้ละท่านไปเลย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส เตวํ คตํ ความว่า ต้นไม้ชนิดใดของท่าน ช่างมีผลอันน่าพึงใจเป็นไปอย่างนี้ ต้นไม้ชนิดนั้นชื่อว่าอะไรหนอ คือ พระดาบสสำคัญลูกข่างอันวิจิตร ที่ตนเองไม่ได้เคยเห็นมาแล้วในกาลก่อนว่า ลูกข่างนั้น พึงเป็นผลแห่งต้นไม้ จึงได้ถามอย่างนั้น.

               ลำดับนั้น พระราชธิดานั้น เมื่อจะบอกจึงได้ตรัสคาถานี้แก่พระดาบสนั้นว่า
               ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ต้นไม้ที่มีผลเป็นไปอย่างนี้นั้น มีอยู่มากที่ภูเขาคันธมาทน์ ณ ที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า ผลไม้นั้น แม้ข้าพเจ้าขว้างไปไกลก็กลับมา ไม่ละข้าพเจ้าไปเลย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมีเป คนฺธมาทเน ได้แก่ ที่ภูเขาคันธมาทน์ ณ ที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า. บทว่า ยสฺส เตวํ คตํ ได้แก่ ต้นไม้ที่มีผลเป็นอย่างนี้. ต อักษร กระทำการเชื่อมบทพยัญชนะ.

               พระราชธิดานั้นได้กล่าวมุสาวาท ดังนี้แล. ฝ่ายพระดาบสเชื่อแล้ว เมื่อจะทำการต้อนรับ ด้วยสำคัญว่า ท่านผู้นั้นเป็นพระดาบส จึงกล่าวคาถานี้ว่า

                         เชิญท่านผู้เจริญ จงเข้ามาสู่อาศรมนี้
               จงบริโภค จงรับน้ำมันและภักษา เราจักให้
               นี้อาสนะ เชิญท่านนั่งบนอาสนะนี้
               เชิญบริโภคเหง้ามันและผลไม้แต่ที่นี้เถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสมิมํ ความว่า เชิญท่านผู้เจริญ จงเข้ามาสู่อาศรมนี้เถิด. บทว่า อเทตุ ความว่า เชิญท่านบริโภคอาหารตามที่เราได้ตระเตรียมไว้แล้วเถิด. บทว่า ปชชํ ได้แก่ น้ำมันสำหรับทาเท้า. บทว่า ภกฺขํ ได้แก่ ผลไม้น้อยใหญ่อันมีรสอร่อย. บทว่า ปฏิจฺฉ แปลว่า จงรับ. บทว่า อิทมาสนํ ความว่า พระดาบสกล่าวแล้วอย่างนั้น ในเวลาที่พระราชธิดาเข้าไปแล้ว.
               บทว่า กินฺเต อิทํ ความว่า เมื่อพระราชธิดาพระองค์นั้น เข้าไปยังบรรณศาลา นั่งบนระหว่างไม้ เมื่อผ้าใยไม้ชนิดบางสีทอง แตกกลางเป็น ๒ แฉก สรีระที่ปกปิดก็เปิดเผย.

               พระดาบสพอเห็น อวัยวะส่วนที่ปกปิดแห่งสรีระของมาตุคาม เพราะค่าที่ตนไม่เคยเห็นมาแต่ก่อน จึงสำคัญว่า นั่นเป็นแผล แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า

                         ในระหว่างขาอ่อนทั้งสองของท่าน นี้เป็นอะไร
               มีสัณฐานเรียบร้อย ปรากฏดุจสีดำ เราถามท่านแล้ว
               ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า
               อวัยวะส่วนยาวของท่าน เข้าไปอยู่ในฝักหรือหนอ.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุปิจฺฉิตํ ความว่า สัณฐานปากแผล อันมีศิลปะถูกสัมผัสด้วยดี ในเวลาประชิดขาอ่อน ๒ ข้างเข้ากัน. จริงอยู่ ที่ตรงนั้นได้กลายเป็นหลุมบ่อ เพราะไม่ประกอบด้วยลักษณะที่งดงาม และมีสัณฐานปากแผล อันมีศิลปะนูนขึ้นชัด เพราะประกอบด้วยลักษณะที่งดงาม
               บทว่า กณฺหรีวปฺปกาสติ ความว่า ปรากฏดุจสีดำที่ข้างทั้ง ๒.
               บทว่า โกเส นุ เต อุตฺตมงฺคํ ปวิฏฺ€ํ ความว่า อวัยวะส่วนยาว คือสัณฐานแห่งเพศของท่าน ย่อมไม่ปรากฏ คือพระดาบสถามว่า อวัยวะส่วนยาว เข้าไปอยู่ในฝัก คือสรีระของท่านหรือหนอ?

               ลำดับนั้น พระราชธิดานั้น เมื่อจะหลอกลวงพระดาบสนั้น
               จึงตรัสคาถา ๒ คาถาว่า

                         ข้าพเจ้านี้ เที่ยวแสวงหามูลผลาหารในป่า
               ได้พบหมีมีรูปร่างน่ากลัวยิ่งนัก มันวิ่งไล่ข้าพเจ้ามาโดยเร็ว
               มาทันเข้าแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าล้มลงแล้ว
               มันกัดอวัยวะส่วนยาวของข้าพเจ้าเสีย
                         แผลนั้นก็เหวอะหวะ และเกิดคันขึ้น
               ข้าพเจ้าไม่ได้ความสบายตลอดกาลทั้งปวง
               ท่านคงสามารถกำจัดความคันนี้ได้ ข้าพเจ้าวิงวอนแล้ว
               ขอท่านได้โปรดกระทำประโยชน์ให้แก่ข้าพเจ้า ผู้เป็นพราหมณ์เถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสาทยึ ความว่า พบหมีกำลังวิ่งมา จึงพยายามเอาก้อนดินขว้างปามัน. บทว่า ปติตฺวา แปลว่า วิ่งไล่มา. บทว่า สหสชฺฌปฺปตฺโต ได้แก่ ถึงคือทันตัวข้าพเจ้าโดยเร็ว. บทว่า ปนุชฺช ได้แก่ ทำให้ข้าพเจ้าล้มลงแล้ว.
               บทว่า อพฺพหิ ความว่า มันใช้ปากกัดอวัยวะส่วนยาวของข้าพเจ้าแล้ว ก็หลีกหนีไป จำเดิมแต่นั้นมา ในที่ตรงนี้แหละ จึงกลายเป็นแผล. บทว่า สฺวายํ ความว่า จำเดิมแต่กาลนั้นมา แผลของข้าพเจ้านี้นั้น จึงเหวอะหวะ และต้องทำการเกาเสมอ เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัยแล ข้าพเจ้าจึงไม่ได้รับความสุขทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ ตลอดกาลทั้งปวง.
               บทว่า ปโห แปลว่า สามารถ. บทว่า พฺราหฺมณตฺถํ ความว่า พระราชธิดากล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าวิงวอนแล้ว กรุณาช่วยทำประโยชน์นี้แก่ข้าพเจ้า ผู้เป็นพราหมณ์เถิด คือความทุกข์นี้ จักได้ไม่มีแก่ข้าพเจ้า ได้แก่ จงช่วยนำไปเสีย.

               พระดาบสนั้น เชื่อคำมุสาวาทของพระราชธิดานั้นว่า เป็นจริง จึง คิดว่า ถ้าความสุขอย่างนั้นจะมีแก่ท่านไซร้ ข้าพเจ้าก็จักทำให้ดังนี้แล้ว ก็ มองดูส่วนตรงนั้นแล้ว กล่าวคาถาถัดไปว่า

                         แผลของท่านลึก มีสีแดง ไม่เน่าเปื่อย
               มีกลิ่นเหม็น และเป็นแผลใหญ่
               เราจะประกอบกระสายยาหน่อยหนึ่งให้ท่าน
               ตามที่ท่านจะพึงมีความสุขอย่างยิ่ง.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สโลหิโต ได้แก่ มีสีแดง. บทว่า อปูติโก ได้แก่ เว้นจากเนื้อเน่า. บทว่า ปกฺกคนฺโธ ได้แก่ มีกลิ่นเหม็นนิดหน่อย. บทว่า กสายโยคํ ความว่า ข้าพเจ้าจักถือเอาน้ำฝาด จากต้นไม้บางชนิดแล้ว ทำน้ำฝาดนั้นประกอบเป็น ยาสมานแผลแก่ท่าน.

               ลำดับนั้น พระนางนฬินิกา จึงตรัสคาถาว่า
                         ดูก่อนท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ การประกอบมนต์ก็ดี
               การประกอบกระสายยาก็ดี โอสถก็ดี ย่อมแก้ไม่ได้
               ขอท่านจงเอาองคชาตอันอ่อนนุ่มของท่าน เสียดสีกำจัดความคัน
               ตามที่ข้าพเจ้าจะพึงมีความสุขอย่างยิ่งเถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมนฺติ ความว่า ดูก่อนท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ผู้เจริญ การประกอบมนต์ก็ดี การประกอบกระสายยาก็ดี โอสถมี ดอกและผลเป็นต้นก็ดี ที่แผลของข้าพเจ้านี้ ย่อมแก้ไม่ได้เลย คือการประกอบมนต์เป็นต้นเหล่านั้น ถึงจะทำแล้วหลายๆ ครั้ง ก็ไม่เป็นความผาสุกสบายแก่แผลนั้นเลย แต่เมื่อท่านใช้องคชาตอันอ่อนนุ่มของท่านนั้น เสียดสีไปมาเท่านั้น ความคันก็จะไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น ขอท่านช่วยเอาองคชาตนั้น กำจัดความคันให้ทีเถอะ.

               พระดาบสนั้นกำหนดว่า คนคนนั้นพูดจริง ไม่รู้เลยว่า ศีลจะขาด ฌานจะเสื่อม ด้วยเมถุนสังสัคคะ เมื่อพระราชธิดานั้นกล่าวว่า เภสัช ดังนี้ เพราะความไม่รู้จักเมถุนธรรม เหตุที่ตนไม่เคยเห็นมาตุคามมาก่อน จึงเสพเมถุนธรรม ในทันทีนั้น ศีลของดาบสนั้นก็ขาด ฌานก็เสื่อม. ดาบสนั้นกระทำการร่วมสังวาส ๒, ๓ ครั้ง ก็เหนื่อยอ่อน จึงออกไปลงสู่สระอาบน้ำ ระงับดับความกระวนกระวายแล้ว กลับมานั่ง ณ บรรณศาลา ถึงขนาดนั้น ก็ยังสำคัญคนคนนั้นว่า เป็นดาบสอยู่อีก
               เมื่อจะถามถึงที่อยู่ จึงกล่าวคาถาว่า

                         อาศรมของท่านอยู่ทางทิศไหน แต่ที่นี้หนอ
               ท่านย่อมรื่นรมย์อยู่ในป่าแลหรือ
               มูลผลาหารของท่านมีเพียงพอแลหรือ
               สัตว์ร้ายไม่เบียดเบียนท่านแลหรือ.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตเมน ได้แก่ อาศรมของท่านผู้เจริญอยู่ทางทิศไหน แต่ที่นี้. บทว่า ภวํ นี้ เป็นอาลปนะ.

               ลำดับนั้น พระนางนฬินิกาได้ตรัสคาถา ๔ คาถาว่า
                         แม่น้ำชื่อเขมาย่อมปรากฏแต่ป่าหิมพานต์
               ในทิศเหนือตรงไปแต่ที่นี้
               อาศรมอันน่ารื่นรมย์ของข้าพเจ้าอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำนั้น
               ท่านควรไปดูอาศรมของข้าพเจ้าบ้าง
               ต้นมะม่วง ต้นรัง ต้นหมากเม่า ต้นหว้า
               ต้นราชพฤกษ์ ต้นแคฝอย มีดอกบานสะพรั่ง
               ท่านควรไปดูอาศรมของข้าพเจ้า
               ซึ่งมีกินนรขับร้องอยู่โดยรอบ ต้นตาล มูลมัน
               ผลไม้ที่อาศรมของเรานั้น มีผลประกอบด้วยสีและกลิ่น
               ท่านควรไปดูอาศรมของข้าพเจ้า
               อันประกอบด้วยภูมิภาคสวยงามนั้นบ้าง ผลไม้
               เหง้าไม้ที่อาศรมของข้าพเจ้ามีมาก ประกอบด้วยสี กลิ่น และรส
               พวกพรานย่อมมาสู่ประเทศนั้น อย่าได้มาลักมูล
               ผลาหารไปจากอาศรมของข้าพเจ้านั้นเลย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุตฺตรายํ ได้แก่ ทิศเหนือ. บทว่า เขมา ได้แก่ แม่น้ำที่มีชื่ออย่างนั้น. บทว่า หิมวนฺตา ปภาติ ความว่า ย่อมไหลมาแต่ป่าหิมพานต์. บทว่า อโห เป็นนิบาต ใช้ในอรรถแห่งความอ้อนวอน. บทว่า อุทฺทาลกา ได้แก่ ต้นไม้ที่ป้องกันลม. บทว่า กึปูริสาภิคีตํ ได้แก่ ซึ่งมีพวกกินนรพากันแวดล้อมโดยรอบแล้ว ขับร้องอยู่ด้วยเสียงอันไพเราะ. บทว่า ตาลา จ มูลา จ ผลา จ เมตฺถ ความว่า ต้นตาลอันน่ารัก โคนของต้นไม้เหล่านั้นนั่นแหละ มีลำต้นสมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นเป็นต้น และผลของต้นไม้เหล่านั้นที่อาศรมของเรานั่น. บทว่า ปหูตเมตฺถ ได้แก่ ผลไม้นานาชนิด เถาและเหง้าของต้นไม้ที่อาศรมของข้าพเจ้านั่นมีมาก.
               บทว่า มา เม ตโต ความว่า พวกพรานจำนวนมาก ย่อมพากันมายังอาศรมของข้าพเจ้านั้น ก็มูลผลาหารที่มีรสอร่อยมากมาย ที่ข้าพเจ้านำมาวางไว้ในที่นี้ ก็มีอยู่ เมื่อข้าพเจ้ามัวแต่ชักช้า พวกพรานเหล่านั้นก็จะพึงลักเอามูลผลาหารไปเสีย ขอพวกพรานอย่าได้มาลักมูลผลาหารของข้าพเจ้าไปจากที่นั้นเลย เพราะฉะนั้น พระราชธิดาจึงตรัสว่า แม้ถ้าท่านมีความประสงค์จะไปกับเราก็เชิญ หากไม่มีความประสงค์จะไปไซร้ เราก็จักไปละ.

               ดาบสได้สดับดังนั้นแล้ว เพื่อจะยับยั้งพระราชธิดาไว้ จนกว่าบิดาตนจะกลับมา
               จึงกล่าวคาถาว่า
               บิดาของเราไปแสวงหามูลผลาหาร จะกลับมาในเย็นวันนี้ เราทั้งสองจะไปสู่อาศรมนั้นได้ ก็ต่อเมื่อ บิดากลับมาจากการแสวงหามูลผลาหาร.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุโภว คจฺฉามเส ความว่า เราทั้งสองคนแจ้งให้บิดาเราได้ทราบแล้ว จึงจักไปได้.

               ลำดับนั้น พระราชธิดานั้นคิดแล้วว่า ดาบสนี้ไม่รู้ว่าเราเป็นหญิง เพราะค่าที่ท่านเจริญเติบโตมาในป่าเท่านั้น ตั้งแต่แรก แต่บิดาของดาบสนั้น พอเห็นเราเข้าก็รู้ทันที คงถามว่า เจ้ามาทำอะไรในที่นี้? แล้วคงจะเอาปลายไม้คานตีเรา แม้ศีรษะของเราก็ต้องแตก เราควรจะไปเสีย ในเวลาที่บิดาของเขายังไม่มาดีกว่า ถึงหน้าที่ในการมาของเรา ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว.
               พระราชธิดานั้น เมื่อจะบอกอุบายแห่งการมาแก่ดาบสนั้น จึงกล่าวคาถานอกนี้ว่า

               พราหมณ์ ฤาษี และราชฤาษี ผู้มีรูปสวยเหล่าอื่นเป็นอันมาก ย่อมอยู่ใกล้ทางโดยลำดับ ท่านพึงถามถึงอาศรมของข้าพเจ้ากะท่านพวกนั้นเถิด ท่านพวกนั้นจะพาท่านไปในสำนักของข้าพเจ้า.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชีสโย ความว่า สหายเอย! เราไม่สามารถจะชักช้าอยู่ได้ เพราะพวกพราหมณ์ ฤาษี และพวกราชฤาษี ผู้มีรูปร่างสวยงามเหล่าอื่น ย่อมอยู่ใกล้ทางโดยลำดับ คืออยู่ใกล้ทางไปอาศรมของเรา เราบอกแก่เขาเหล่านั้นแล้วจักไป ท่านพึงถามเขาเหล่านั้นเถิด เขาเหล่านั้นจักนำท่านไปสู่สำนักเราเอง.

               พระราชธิดานั้นกระทำอุบาย สำหรับที่ตนจะหนีไปอย่างนั้นแล้ว ออกจากบรรณศาลาแล้ว กล่าวกะดาบส ผู้กำลังมองดูอยู่นั่นแหละว่า ท่านกลับไปเถอะ แล้วได้ไปยังสำนักของพวกอำมาตย์ โดยหนทางที่มานั่นแล. พวกอำมาตย์เหล่านั้นได้พาพระราชธิดานั้นไปยังค่ายพักแรมแล้ว ก็ไปถึงกรุงพาราณสีโดยลำดับ.
               ในวันนั้นนั่นเอง แม้ท้าวสักกเทวราชก็ทรงดีใจ ยังฝนให้ตกชุ่มฉ่ำทั่วแว่นแคว้น. ต่อแต่นั้นมา ชนบทก็ได้มีภิกษาสมบูรณ์. พอพระราชธิดานั้นกลับไปแล้วเท่านั้น ความเร่าร้อนก็เกิดขึ้นในร่างกายแม้ของอิสิสิงคดาบส. ดาบสนั้นหวั่นไหวใจ เข้าไปยังบรรณศาลา เอาผ้าป่านคลุมร่าง นอนเศร้าโศกอยู่แล้ว.
               ในเวลาเย็น พระโพธิสัตว์กลับมามองไม่เห็นบุตร จึงคิดว่า เขาไปเสียในที่ไหนหนอ แล้ววางหาบเข้าไปยังบรรณศาลา มองเห็นเขานอน จึงลูบหลังพลางถามว่า ลูกเอ๋ย! เจ้าทำอะไร แล้วได้กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า

                         ฟืนเจ้าก็ไม่หัก น้ำเจ้าก็ไม่ตัก แม้ไฟเจ้าก็ไม่ติด
               เจ้าอ่อนใจซบเซาอยู่ทำไมหนอ ดูก่อนเจ้าผู้ประพฤติพรหมจรรย์
               เมื่อก่อนฟืนเจ้าก็หัก ไฟเจ้าก็ติด แม้ไฟสำหรับผิงเจ้าก็จัดได้
               ตั่งเจ้าก็ตั้ง น้ำเจ้าก็ตักไว้ให้เรา วันอื่นๆ เจ้าเป็นผู้ประเสริฐดีอยู่
               วันนี้เจ้าไม่หักฟืน ไม่ตักน้ำ ไม่ติดไฟ ไม่จัดเครื่องบริโภคไว้
               ไม่ทักทายเรา ของอะไรของเจ้าหายไปหรือ หรือว่าเจ้ามีทุกข์ในใจอะไร.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อินฺนานิ ได้แก่ ฟืนที่นำมาจากป่า เจ้าก็ไม่หัก. บทว่า น หาสิโต ได้แก่ แม้ไฟเจ้าก็ไม่ให้ลุกโพลง. บทว่า ภินฺทานิ ความว่า เมื่อก่อนเวลาที่เรามา เจ้าก็ได้หักฟืนไว้เรียบร้อยแล้ว. บทว่า หุโต จ อคฺคิ ความว่า ไฟสำหรับบูชาเจ้าก็ติด. บทว่า ตปนี ความว่า แม้ไฟลุ่นๆ คือไฟสำหรับผิง เจ้าเองก็ตระเตรียมจัดแจงไว้. บทว่า ปิฐํ ความว่า และตั่งประจำสำหรับที่อยู่ของเรา เจ้าก็จัดตั้งไว้แล้วทีเดียว. บทว่า อุทกญฺจ ความว่า แม้น้ำสำหรับล้างเท้า เจ้าก็ตักตั้งไว้เหมือนกัน. บทว่า พฺรหฺมภูโต ความว่า ในวันอื่นจากวันนี้ แม้เจ้าเป็นผู้ประเสริฐรื่นรมย์อยู่ในอาศรมนี้. บทว่า อภินฺนกฏฺโฐสิ ได้แก่ วันนี้เจ้าไม่หักฟืน. บทว่า อสิทฺธโภชโน ความว่า หัวเผือกหัวมัน หรือใบไม้อะไรๆ ที่เจ้าจะนึ่งไว้สำหรับเราไม่มีเลย. บทว่า มมชฺช ความว่า ลูกเอ๋ย! วันนี้เจ้าไม่ยอมทักทายพ่อเลย. บทว่า นฏฺฐํ นุ กึ นี้ พระโพธิสัตว์ถามลูกดาบสว่า ของอะไรของลูกหายไปหรือ หรือว่า ลูกมีความทุกข์ในใจอะไรอยู่ รีบบอกเหตุแห่งการนอนซบเซา มาให้พ่อทราบบ้างเถอะ.

               ดาบสนั้นฟังคำของบิดาแล้ว เมื่อจะเล่าถึงเหตุการณ์นั้นให้ทราบ จึงเรียนว่า

.. อรรถกถา นฬินิกาชาดก ว่าด้วย ราชธิดาทำลายตบะของดาบส.
อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒]
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2519อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 28 เริ่มข้อที่ 1อรรถาธิบายเล่มที่ 28 เริ่มข้อที่ 20อรรถาธิบายเล่มที่  28 เริ่มข้อที่ 1045
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=28&A=1&Z=140
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๐  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๔๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :