ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ปารายนวรรค
อุทยมาณวกปัญหานิทเทส

               อรรถกถาอุทยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๓               
               พึงทราบวินิจฉัยในอุทยสูตรที่ ๑๓ ดังต่อไปนี้.
               บทว่า อญฺญาวิโมกฺขํ คือ อรหัตวิโมกข์. อุทยมาณพทูลถามถึงวิโมกข์อันสำเร็จด้วยอานุภาพแห่งพระอรหัต.
               บทว่า ปฐเมนปิ ฌาเนน ฌายี พระผู้มีพระภาคเจ้ามีฌานแม้ด้วยปฐมฌาน ชื่อว่ามีฌาน เพราะเพ่งด้วยปฐมฌานมีองค์ ๕ คือวิตก วิจาร ปีติ สุข จิตเตกัคคตา.
               บทว่า ทุติเยน คือ เพ่งด้วยทุติยฌาน สัมปยุตด้วยปิติ สุข จิตเตกัคคตา.
               บทว่า ตติเยน คือ เพ่งด้วยตติยฌาน สัมปยุตด้วยสุข และจิตเตกัคคตา.
               บทว่า จตุตฺเถน คือ เพ่งด้วยจตุตถฌาน สัมปยุตด้วยอุเบกขาจิตเตกัคคตา.
               บทว่า สวิตกฺกสวิจาเรนปิ ฌาเนน ฌายี เพ่งด้วยฌานแม้มีวิตกมีวิจาร คือ ชื่อว่ามีฌาน เพราะเพ่งฌานมีวิตกมีวิจาร ด้วยปฐมฌานในจตุตกนัยและปัญจกนัย.
               บทว่า อวิตกฺกวิจารมตฺเตน ด้วยฌานสักว่าไม่มีวิตกมีแต่วิจาร คือด้วยทุติยฌานในปัญจกนัย.
               บทว่า อวิตกฺกอวิจาเรน ด้วยฌานอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร คือด้วยฌานที่เหลือ มีทุติยฌานและตติยฌานเป็นต้น.
               บทว่า สปฺปีติ เกน ด้วยฌานมีปิติ คือด้วยทุกฌานและติกฌานอันสัมปยุตด้วยปีติ.
               บทว่า นิปฺปีติเกน ด้วยฌานไม่มีปีติ คือด้วยฌานอันเหลือจากนั้นเว้นแล้วจากปีติ.
               บทว่า สาตสหคเตน ด้วยฌานอันสหรคตด้วยสุข คือด้วยติกฌานจตุกกฌานอันสหรคตด้วยสุข.
               บทว่า อุเปกฺขาสหคเตน ด้วยฌานอันสหรคตด้วยอุเบกขา คือด้วยจตุตถฌานและปัญจมฌาน.
               บทว่า สุญฺญเตน ด้วยฌานอันเป็นสุญญตะ คือด้วยฌานอันประกอบด้วยสุญญตวิโมกข์.
               บทว่า อนิมิตฺเตนปิ แม้ด้วยฌานอันเป็นอนิมิตตะ.
               ชื่อว่ามีฌาน เพราะเพิกนิมิตว่าเที่ยง นิมิตว่ายั่งยืน และนิมิตว่าตนออกเสีย แล้วเพ่งด้วยฌานอันเป็นอนิมิตที่ตนได้แล้ว.
               บทว่า อปฺปณิหิเตนปิ แม้ด้วยฌานอันเป็นอัปปณิหิตะ คือด้วยฌานอันไม่มีที่ตั้ง เพราะผลสมาบัติ เพราะชำระถือเอาซึ่งความปรารถนาด้วยการถึงมรรค.
               บทว่า โลกิเยปิ แม้ด้วยฌานอันเป็นโลกิยะ คือด้วยปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌานและจตุตถฌานอันเป็นโลกิยะ.
               บทว่า โลกุตฺตเรนปิ แม้ด้วยฌานอันเป็นโลกุตระ คือด้วยฌานอันสัมปยุตด้วยโลกุตระนั่นเอง.
               บทว่า ฌานรโต คือ เป็นผู้ยินดีแล้วในฌานทั้งหลาย.
               บทว่า เอกตฺตมนุยุตฺโต ทรงขวนขวายซึ่งความเป็นผู้เดียว คือทรงขวนขวายประกอบความเป็นผู้เดียว.
               บทว่า สทตฺถครุโก คือ เป็นผู้หนักอยู่ในประโยชน์ของตน.
               แปลง อักษรเป็น อักษร.
               อนึ่ง บทว่า สทตฺโถ พึงทราบว่า คือพระอรหัต.
               จริงอยู่ พระอรหัตนั้นท่านกล่าวว่า ประโยชน์ตน เพราะอรรถว่าเข้าไปผูกพันกับตน เพราะอรรถว่าไม่ละตน และเพราะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งของตน. เป็นผู้หนักในประโยชน์ตนด้วยอำนาจการเข้าถึงผลสมาบัติ. อาจารย์พวกนี้กล่าวว่า เป็นผู้หนักในนิพพาน.
               บทว่า อรโช คือ ไม่มีกิเลส.
               บทว่า วิรโช คือ ปราศจากกิเลส.
               บทว่า นิรโช คือ นำกิเลสออกไปแล้ว. ปาฐะว่า วีตรโช บ้าง. มีความอย่างเดียวกัน.
               บทว่า รชาปคโต คือ เป็นผู้ไกลจากกิเลส.
               บทว่า รชวิปฺปหีโน คือ เป็นผู้ละกิเลสได้แล้ว.
               บทว่า รชวิปฺปมุตฺโต คือ เป็นผู้พ้นจากกิเลสทั้งหลาย.
               บทว่า ปาสาณเก เจติเย ณ ปาสาณกเจดีย์ คือ ณ ที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปารายนสูตรบนหลังแผ่นหิน.
               บทว่า สพฺโพสฺสุกฺกปฏิปสฺสทฺธตฺตา เพราะพระองค์ทรงระงับความขวนขวายทั้งปวงแล้ว คือ พระองค์ชื่อว่าประทับอยู่ เพราะพระองค์ทรงระงับความขวนขวาย คืออาสวะทั้งปวงได้แล้ว คือทำให้สูญสิ้นไป.
               บทว่า กิจฺจากิจฺจํ กิจน้อยใหญ่ คือพึงคิดด้วยใจอย่างนี้ว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ ดังนี้.
               บทว่า กรณียากรณียํ คือ กรรมที่ควรทำและกรรมที่ไม่ควรทำอย่างนี้ว่า กรรมนี้เป็นไปทางกายทวารควรทำ กรรมนี้ไม่ควรทำ.
               บทว่า ปหีนํ ละแล้ว คือสละแล้ว.
               บทว่า วสิปฺปตฺโต ถึงความชำนาญ คือถึงความเป็นผู้คล่องแคล่ว.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอุทยมาณพได้จตุตถฌาน ฉะนั้นเมื่อจะทรงแสดงวิโมกข์คือพระอรหัตโดยประการต่างๆ ด้วยอำนาจแห่งฌานที่อุทยมาณพนั้นได้แล้ว จึงตรัสพระคาถาทั้งหลายต่อไป.
               ในบทเหล่านั้นบทว่า ปหานํ กามฉนฺทานํ เป็นเครื่องละกามฉันทะทั้งหลาย คือพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบอุทยมาณพว่า เราขอบอกอัญญาวิโมกข์เป็นเครื่องละกามฉันทะแก่ผู้ที่ยังปฐมฌานให้เกิด.
               พึงประกอบบททั้งปวงด้วยประการฉะนี้.
               บทว่า ยาจิตฺตสฺส อกลฺลตา ความที่จิตไม่ควร คือความที่จิตเป็นไข้. เพราะความไข้ท่านเรียกว่า อกลฺลโก.
               แม้ในวินัยท่านก็กล่าวไว้ว่า นาหํ ภนฺเต อกลฺลิโก กระผมมิได้เป็นไข้ขอรับ.
               บทว่า อกมฺมญฺญตา ความที่จิตไม่สมควรแก่การงาน คือความที่จิตเป็นไข้.
               บทว่า โอลิยนา ความท้อ คืออาการท้อ.
               จริงอยู่ จิตที่เป็นไปในอิริยาบถ ไม่สามารถจะทรงอิริยาบถไว้ได้ ย่อมติดแน่นดุจค้างคาวติดที่ต้นไม้ และดุจน้ำอ้อยแขวนอยู่ที่เสา ท่านกล่าวว่า โอลิยนา หมายถึงอาการของจิตนั้น.
               บทที่ ๒ เพิ่มอุปสัคลงไปเป็น สลฺลียนา ความถอย.
               บทว่า ถีนํ ความหดหู่ คือความเป็นผู้ก้มหน้าไม่ผึ่งผาย.
               อีก ๒ บทแสดงความเป็นอาการ.
               บทว่า ถีนํ ความง่วงเหงา คือตั้งอยู่เป็นก้อนไม่กระจายดุจก้อนเนยใส.
               บทว่า ถียนา อาการง่วงเหงา แสดงถึงอาการ. ความเป็นผู้ง่วงเหงา ชื่อว่า ถียิตตฺตํ อธิบายว่า ติดแน่นไม่กระจัดกระจาย.
               บทว่า อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ อันมีอุเบกขาและสติหมดจดดี คือหมดจดด้วยอุเบกขาและสติในจตุตถฌาน.
               ท่านกล่าวถึงอรหัตวิโมกข์ที่ได้บรรลุอย่างวิเศษ ถึงองค์ฌานอันตั้งอยู่แล้วในวิโมกข์ คือจตุตถฌานนั้น ด้วยบทนี้ว่า ธมฺมตกฺกปุเรชวํ มีความตรึกประกอบด้วยธรรมแล่นไปข้างหน้า.
               บทว่า อวิชฺชาย ปเภทนํ เป็นเครื่องทำลายอวิชชา คือพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราขอบอกอัญญาวิโมกข์นั้นนั่นแลว่า เป็นเครื่องทำลายอวิชชา โดยการณะและอุปจาระอันเกิดเพราะอาศัยนิพพานอันเป็นเครื่องทำลายอวิชชาให้สิ้นไป.
               ชื่อว่า อุเปกฺขา เพราะเห็นตั้งแต่การเกิดขึ้นในบทนี้ว่า ยา จตุตฺเถ ฌาเน อุเปกฺขา ความวางเฉยในฌานที่ ๔. อธิบายว่า เห็นชอบ คือเห็นโดยไม่ตกไปเป็นฝักฝ่าย.
               บทว่า อุเปกฺขนา กิริยาที่วางเฉยแสดงถึงอาการ.
               บทว่า อชฺฌุเปกฺขนา ความเพิกเฉย เป็นบทเพิ่มอุปสัค.
               บทว่า จิตฺตสมโถ ความสงบแห่งจิต คือความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง.
               บทว่า จิตฺตปฺปวตฺติตา ความที่จิตเป็นไป คือความที่จิตเว้นจากความพร่องความเกินและความเปล่า.
               บทว่า มชฺฌตฺตา ความที่จิตเป็นกลาง คือความที่จิตตั้งอยู่ในท่ามกลาง.
               อุทยมาณพครั้นสดับถึงนิพพานที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ด้วยพระดำรัสอันเป็นประเภทแห่งอวิชชาอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทูลถามว่า พระองค์ตรัสว่านิพพานเพราะละอะไรเสียได้ จึงกล่าวคาถาว่า กึสุ สญฺโญชโน โลกมีอะไรเป็นเครื่องประกอบไว้ ดังนี้เป็นต้น.
               บทว่า วิจารณํ อะไรเป็นเครื่องเที่ยวไป คือทำการท่องเที่ยว.
               บทว่า กิสฺสสฺส วิปฺปหาเนน คือ เพราะละธรรมชื่ออะไร.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงพยากรณ์ความนั้นแก่อุทยมาณพ จึงตรัสพระคาถาว่า นนฺทิสญฺโญชโน โลกมีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องประกอบไว้ ดังนี้เป็นต้น.
               ในบทเหล่านั้นบทว่า วิตกฺกสฺส คือ วิตกมีกามวิตกเป็นต้นพึงมี บัดนี้อุทยมาณพเมื่อจะทูลถามทางแห่งนิพพานนั้น จึงกล่าวคาถาว่า กถํ สตสฺส เมื่อโลกมีสติอย่างไรเที่ยวไป ดังนี้เป็นต้น.
               ในบทเหล่านั้นบทว่า วิญฺญาณํ คือ วิญญาณอันเป็นอภิสังขาร.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงบอกทางแก่อุทยมาณพนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า อชฺฌตฺตญฺจ ในภายใน ดังนี้เป็นต้น.
               บทว่า เอวํ สตสฺส คือมีสติรู้อยู่อย่างนี้.
               บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้ และเมื่อจบเทศนาได้มีผู้บรรลุธรรม เช่นกับที่กล่าวมาแล้วในครั้งก่อนๆ นั้นแล.

               จบอรรถกถาอุทยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๓               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ปารายนวรรค อุทยมาณวกปัญหานิทเทส จบ.
อ่านอรรถกถา 30 / 1อ่านอรรถกถา 30 / 413อรรถกถา เล่มที่ 30 ข้อ 433อ่านอรรถกถา 30 / 467อ่านอรรถกถา 30 / 663
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=30&A=3983&Z=4257
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๔  เมษายน  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com