ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์
๔. สุมนพุทธวงศ์

               พรรณนาวงศ์พระสุมนพุทธเจ้าที่ ๔               
               เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเสด็จดับขันธปรินิพพานทำหมื่นโลกธาตุให้มืดลงพร้อมกัน ด้วยเหตุอย่างเดียวอย่างนี้แล้ว ต่อมาจากสมัยของพระองค์ เมื่อมนุษย์ทั้งหลายซึ่งมีอายุเก้าหมื่นปี แล้วก็ลดลงโดยลำดับจนเกิดมามีอายุเพียงสิบปี แล้วเพิ่มขึ้นอีกจนมีอายุถึงอสงไขยปี แล้วลดลงอีกจนมีอายุเก้าหมื่นปี.
               พระโพธิสัตว์พระนามว่าสุมนะ ทรงบำเพ็ญบารมี บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสิริมาเทวี ในราชสกุลของพระเจ้าสุทัตตะ ณ เมขลนคร.
               เรื่องปาฏิหาริย์มีนัยที่เคยกล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
               พระโพธิสัตว์นั้นเจริญวัยมาโดยลำดับ อันเหล่าสตรีฝ่ายนาฏกะ [ฟ้อน, ขับ, บรรเลง] จำนวนหกหมื่นสามแสนนางบำเรออยู่ ณ ปราสาท ๓ หลัง๑- ชื่อสิริวัฒนะ โสมวัฒนะและอิทธิวัฒนะ อันเหล่ายุวนารีผู้กล้าหาญปรนนิบัติอยู่ เสวยสุขตามวิสัย เสมือนสุขทิพย์ ประหนึ่งเทพกุมาร ทรงให้กำเนิดพระโอรสที่ไม่มีผู้เปรียบ พระนามว่าอนูปมะ แก่พระนางวฏังสิกาเทวี.
____________________________
๑- ตามบาลีว่า ชื่อจันทะ สุจันทะและวฏังสะ

               ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ ด้วยยานคือช้าง ทรงผนวชแล้ว ส่วนชนสามสิบโกฏิก็บวชตามเสด็จพระโพธิสัตว์ ซึ่งทรงผนวชอยู่.
               พระองค์อันชนสามสิบโกฏินั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๑๐ เดือน ณ วันเพ็ญเดือนวิสาขะ เสวยข้าวมธุปายาสอันมีโอชะทิพย์ที่เทวดาใส่ที่นางอนุปมา ธิดาของอโนมเศรษฐีในอโนมนิคม ถวายแล้ว ทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ สาละวัน ทรงรับหญ้า ๘ กำที่อนุปมาชีวกถวาย เสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อนาคะ ต้นกากะทิง ทรงทำประทักษิณต้นนาคะโพธิ์นั้น ทรงเอาหญ้า ๘ กำปูเป็นสันถัตหญ้ากว้าง ๓๐ ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิเหนือสันถัตหญ้านั้น.
               ต่อนั้น ก็ทรงกำจัดกองกำลังมาร แทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ ทรงเปล่งอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯ เป ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ดังนี้.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         ถัดสมัยของพระมงคลพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า
               พระนามว่าสุมนะ ทรงเป็นผู้นำโลก ไม่มีผู้เสมอด้วย
               ธรรมทั้งปวง สูงสุดแห่งสัตว์ทั้งปวง.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มงฺคลสฺส อปเรน ความว่า ต่อมาภายหลังสมัยของพระผู้มีพระภาคมงคลพุทธเจ้า.
               บทว่า สพฺพธมฺเมหิ อสโม ได้แก่ ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เสมือน ด้วยธรรมคือศีล สมาธิ ปัญญา แม้ทุกอย่าง.
               ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคสุมนพุทธเจ้าทรงยับยั้งอยู่ ๗ สัปดาห์ ณ ที่ใกล้โพธิพฤกษ์ ทรงรับคำทูลอาราธนาของพรหมเพื่อแสดงธรรม ทรงใคร่ครวญว่าจะแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ทรงเห็นว่า ชนที่บวชกับพระองค์สามสิบโกฏิ พระกนิษฐภาดาต่างพระมารดาของพระองค์ พระนามว่าสรณกุมาร และบุตรปุโรหิตชื่อว่าภาวิตัตตมาณพ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ทรงพระดำริว่าจะทรงแสดงธรรมแก่ชนเหล่านั้นก่อน.
               จึงเสด็จโดยทางนภากาศ ลงที่พระราชอุทยานเมขละ ทรงส่งพนักงานเฝ้าพระราชอุทยานไปเรียกสรณกุมาร พระกนิษฐภาดาของพระองค์และภาวิตัตตมาณพ บุตรปุโรหิต แล้วทรงยังสัตว์แสนโกฏิอย่างนี้ คือบริวารของคนเหล่านั้นสามสิบเจ็ดโกฏิ ชนที่บวชกับพระองค์สามสิบโกฏิ และเทวดาและมนุษย์อื่นๆ มากโกฏิ ให้ดื่มอมฤตธรรมด้วยทรงประกาศพระธรรมจักร.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         ครั้งนั้น พระองค์ทรงลั่นอมตเภรี คือ คำสั่ง
               สอนของพระชินเจ้ามีองค์ ๙ อันประกอบด้วยสังข์
               คือธรรม ณ นครเมขละ.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมตเภรึ ได้แก่ เภรีเพื่อบรรลุอมตะ เพื่อบรรลุพระนิพพาน.
               บทว่า อาหนิ ได้แก่ ประโคม. อธิบายว่า แสดงธรรม.
               ชื่อว่า อมตเภรี นี้นั้นก็คือพุทธวจนะมีองค์ ๙ มีอมตะเป็นที่สุด ด้วยเหตุนั้นนั่นแลจึงตรัสว่า คือคำสั่งสอนของพระชินเจ้า อันประกอบด้วยสังข์คือธรรม ในคำนั้น.
               บทว่า ธมฺมสงฺขสมายุตฺตํ ได้แก่ อันประกอบพร้อมด้วยสังข์อันประเสริฐ คือกถาว่าด้วยสัจธรรม ๔.
               พระสุมนพุทธเจ้าผู้นำโลก ทรงบรรลุพระอภิสัมโพธิญาณแล้ว เมื่อทรงปฏิบัติปฏิปทาอันสมควรแก่ปฏิญญา ก็ได้ทรงสร้างอมตนครอันประเสริฐมีศีลเป็นปราการอันไพบูลย์ มีสมาธิเป็นคูล้อม มีวิปัสสนาญาณเป็นทวาร มีสติสัมปชัญญะเป็นบานประตู ประดับด้วยมณฑปคือสมาบัติเป็นต้น เกลื่อนกล่นด้วยชน เป็นฝักฝ่ายแห่งโพธิญาณ เพื่อป้องกันรัตนะคือกุศล อันเหล่าโจรคือกิเลสทั้งหลายคอยปล้นสดมภ์ เพื่อประโยชน์แก่การเปลื้องมหาชนให้พ้นเครื่องพันธนาการคือภพ.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         พระศาสดาพระองค์นั้น ทรงชนะกิเลสทั้งหลาย
                         แล้ว ทรงบรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุด ทรงสร้าง
                         นคร ชื่อสัทธัมมปุระ อันประเสริฐสูงสุด.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิชฺชินิตฺวา ได้แก่ ชนะได้เด็ดขาด. อธิบายว่า ทรงกำจัดกิเลสมารและเทวบุตรมาร.
               บทว่า โส ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะพระองค์นั้น.
               ปาฐะว่า วิชินิตฺวา กิเลเสหิ ดังนี้ก็มี.
               หิอักษรเป็นนิบาต ใช้ในอรรถเพียงบทบูรณ์.
               บทว่า ปตฺวา แปลว่า บรรลุแล้ว. ปาฐะว่า ปตฺโต ดังนี้ก็มี.
               บทว่า นครํ ได้แก่ นครคือพระนิพพาน.
               บทว่า สทฺธมฺมปุรวรุตฺตมํ ได้แก่ สูงสุด ประเสริฐสุด เป็นประธาน บรรดานครอันประเสริฐทั้งหลาย กล่าวคือสัทธรรมนคร.
               อีกนัยหนึ่ง บรรดานครอันประเสริฐที่สำเร็จด้วยสัทธรรม นิพพานนครสูงสุด จึงชื่อว่าสัทธัมมปุรวรุตตมะนคร สูงสุดในบรรดาสัทธรรมนครอันประเสริฐ ในอรรถวิกัปต้น พึงเห็นคำว่า นคร ว่าเป็นไวพจน์ของพระนิพพานนั้นเท่านั้น.
               พระนิพพานเป็นที่ตั้งแห่งพระอริยบุคคลทั้งหลายที่เป็นพระเสกขะและอเสกขะ ผู้แทงตลอดสภาวธรรมแล้ว ท่านเรียกว่านคร เพราะอรรถว่าเป็นโคจรและเป็นที่อยู่ ก็ในสัทธรรมนครอันประเสริฐนั้น พระศาสดาพระองค์นั้นทรงสร้างถนนใหญ่ที่สำเร็จด้วยสติปัฏฐาน อันไม่ขาด ไม่คด แต่ตรง ทั้งหนาทั้งกว้างไว้.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         พระองค์ทรงสร้างถนนใหญ่ อันไม่ขาดไม่คด แต่ตรง
                         ที่หนาและกว้าง คือสติปัฏฐานอันประเสริฐสูงสุด.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิรนฺตรํ ได้แก่ ชื่อว่าไม่ขาด เพราะกุศลชวนจิตสัญจรไปไม่ว่างเว้น.
               บทว่า อกุฏิลํ ได้แก่ ชื่อว่าไม่คด เพราะเว้นจากโทษที่ทำให้คด.
               บทว่า อุชุ ํ ได้แก่ ชื่อว่าตรง เพราะไม่คด คำนี้เป็นคำแสดงความของบทต้น.
               บทว่า วิปุลวิตฺถตํ ได้แก่ ชื่อว่าหนาและกว้าง เพราะยาวและกว้าง ความที่สติปัฏฐานหนาและกว้าง พึงเห็นได้โดยสติปัฏฐานที่เป็นโลกิยและโลกุตระ.
               บทว่า มหาวีถึ ได้แก่ หนทางใหญ่.
               บทว่า สติปฏฺฐานวรุตฺตมํ ความว่า สติปัฏฐานนั้นด้วย สูงสุดในธรรมอันประเสริฐด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่าสติปัฏฐานสูงสุดในธรรมอันประเสริฐ.
               อีกนัยหนึ่ง ถนนสูงสุด ที่สำเร็จด้วยสติปัฏฐานอันประเสริฐ.
               บัดนี้ ทรงปูแผ่รัตนะมีค่ามากเหล่านี้ คือ สามัญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ สมาบัติ ๘ ลงบนตลาดธรรมทั้งสองข้าง ณ ถนนสติปัฏฐานนั้นแห่งนิพพานมหานครนั้น.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         พระองค์ทรงปูแผ่สามัญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔
                         อภิญญา ๖ สมาบัติ ๘ ณ ถนนนั้น.

               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงอุบายเครื่องยึดถือเอาซึ่งรัตนะเหล่านั้นว่า
               ก็กุลบุตรเหล่าใดไม่ประมาท มีสติ เป็นบัณฑิต ประกอบพร้อมด้วยหิริโอตตัปปะและวิริยะเป็นต้น กุลบุตรเหล่านั้นย่อมยึดไว้ได้ซึ่งสินค้าคือรัตนะเหล่านี้ ดังนี้
               จึงตรัสว่า
                         กุลบุตรเหล่าใดไม่ประมาท ไม่มีตะปูเครื่องตรึงใจไว้
                         ประกอบด้วยหิริและวิริยะ กุลบุตรเหล่านั้นๆ ย่อมยึด
                         ไว้ได้ซึ่งคุณธรรมอันประเสริฐเหล่านี้ตามสบาย.

               แก้อรรถ               
               ในคาถานั้น ศัพท์ว่า เย เป็นอุเทศที่แสดงความไม่แน่นอน.
               บทว่า อปฺปมตฺตา ได้แก่ ประกอบพร้อมแล้วด้วยความไม่ประมาท ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อความประมาท อันมีลักษณะคือความไม่ปราศจากสติ.
               บทว่า อขิลา ได้แก่ ปราศจากตะปูตรึงใจ ๕ ประการ.
               บทว่า หิริวีริเยหุปาคตา ความว่า ชื่อว่าหิริ เพราะละอายแต่ทุจริตมีกายทุจริตเป็นต้น คำนี้เป็นชื่อของความละอาย. ความเป็นแห่งผู้กล้าหาญ ชื่อว่าวีริยะ. วีริยะนั้นมีลักษณะเป็นความขมักเขม้น ภัพพบุคคลทั้งหลายเข้าถึงแล้ว ประกอบพร้อมแล้วด้วยหิริและวีริยะเหล่านั้น.
               บทว่า เต นี้ เป็นอุเทศที่แสดงความแน่นอนแห่งอุเทศที่แสดงความไม่แน่นอน ในบทก่อน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เต ความว่า กุลบุตรเหล่านั้นย่อมยึดไว้ได้ ย่อมได้ ย่อมประสบรัตนะวิเศษคือคุณดังกล่าวแล้ว ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะทรงทำความรู้แจ้งทางใจแล้ว ทรงลั่นธรรมเภรีทรงสร้างธรรมนครไว้หมด จึงทรงยังสัตว์แสนโกฏิให้ตรัสรู้ก่อน โดยนัยนี้
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         พระศาสดาทรงยกมหาชนขึ้น ด้วยการประกอบ
                         นั้นอย่างนี้ จึงทรงยังสัตว์แสนโกฏิ ให้ตรัสรู้ก่อน.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทฺธรนฺโต ได้แก่ ทรงยกขึ้นจากสาครคือสังสารวัฏ ด้วยนาวาคืออริยมรรค.
               บทว่า โกฏิสตสหสฺสิโย แปลว่า แสนโกฏิ. ทรงแสดงถ้อยคำ โดยปริยายที่แปลกออกไป.
               ก็สมัยใด พระสุมนพุทธเจ้าผู้นำโลกทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ข่มความมัวเมาและมานะของเดียรถีย์ ณ โคนต้นมะม่วง กรุงสุนันทวดี ทรงยังสัตว์พันโกฏิให้ดื่มอมฤตธรรม.
               สมัยนี้ เป็นธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         สมัยใด พระมหาวีระ ทรงโอวาทหมู่เดียรถีย์
               สมัยนั้น การตรัสรู้ธรรม ได้แก่ สัตว์พันโกฏิ ในการ
               แสดงธรรมครั้งที่ ๒.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติตฺถิเย คเณ ได้แก่ คณะที่เป็นเดียรถีย์ หรือคณะของเดียรถีย์ทั้งหลาย.
               อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ติตฺถิเย อภิมทฺทนฺโต พุทฺโธ ธมฺมมเทสยิ พระพุทธเจ้าเมื่อทรงข่มพวกเดียรถีย์ก็ได้ทรงแสดงธรรม.
               ก็สมัยใด เทวดาและมนุษย์ในหมื่นจักรวาลประชุมกันในจักรวาลนี้ ตั้งเรื่องนิโรธขึ้นว่า ท่านเข้านิโรธกันอย่างไร ถึงพร้อมด้วยนิโรธอย่างไร ออกจากนิโรธอย่างไร.
               เทวดาในเทวโลกฝ่ายกามาวจร ๖ ชั้น พรหมในพรหมโลก พร้อมด้วยมนุษย์ทั้งหลาย ไม่อาจวินิจฉัยในการเข้า การอยู่และการออกจากสมาบัติ เป็นต้นอย่างนี้ได้ จึงได้แบ่งกันเป็นสองพวกสองฝ่าย.
               ต่อนั้น จึงพร้อมด้วยพระเจ้าอรินทมะผู้เป็นนรบดี พากันเข้าไปเฝ้าพระสุมนทศพล ผู้เป็นนาถะของโลกทั้งปวง ในเวลาเย็น. พระเจ้าอรินทมะ ครั้นเข้าเฝ้าแล้ว จึงทูลถามนิโรธปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               แต่นั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตอบนิโรธปัญหาแล้ว ธรรมาภิสมัยก็ได้มีแก่สัตว์เก้าหมื่นโกฏิ.
               สมัยนี้เป็นธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         สมัยใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พร้อมเพรียง
               กันมีใจอันเดียวกัน ก็ทูลถามนิโรธปัญหา แลข้อสงสัย
               ทางใจ.
                         แม้สมัยนั้น ในการแสดงธรรม ในการแสดง
               นิโรธปัญหา ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ก็ได้มีแก่สัตว์
               เก้าหมื่นโกฏิ.

               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะทรงมีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง ใน ๓ ครั้งนั้น สาวกสันนิบาตครั้งที่ ๑ พระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระอรหันต์พันโกฏิ ผู้บวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชา ทรงอาศัยนครเมขละ จำพรรษาแล้วก็ทรงปวารณาด้วยปวารณาครั้งแรก นี้เป็นสาวกสันนิบาตครั้งที่ ๑.
               สมัยต่อมา พระมุนีผู้ประเสริฐดังดวงอาทิตย์ ประทับนั่งเหนือภูเขาทอง ประมาณโยชน์หนึ่ง ซึ่งบังเกิดด้วยกำลังกุศลของพระเจ้าอรินทมะ ไม่ไกลสังกัสสนคร เหมือนดวงทินกรส่องรัศมีอันงามในยามฤดูสารทเหนือขุนเขายุคนธร ทรงฝึกบุรุษเก้าหมื่นโกฏิซึ่งห้อมล้อมพระเจ้าอรินทมะ ตามเสด็จมา ทรงให้เขาบวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชาหมดทุกคน.
               เหล่าภิกษุผู้บรรลุพระอรหัตในวันนั้นนั่นแลแวดล้อมแล้ว ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ในสันนิบาตอันประกอบด้วยองค์ ๔ นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒.
               สมัยใด ท้าวสักกเทวราชเสด็จเข้าไปเพื่อเฝ้าพระสุคต.
               สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะอันพระอรหันต์แปดหมื่นโกฏิแวดล้อมแล้ว ก็ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         พระสุมนพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
               สันนิบาตประชุมพระขีณาสพ ผู้ไร้มลทินมีจิตสงบ
               ตั้งมั่น ๓ ครั้ง.
                         เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเข้าจำพรรษาแล้ว
               เมื่อท่านประกาศวันปวารณาแล้ว พระตถาคต ก็ทรง
               ปวารณาพรรษาพร้อมกับภิกษุแสนโกฏิ.
                         ในสันนิบาตต่อจาก สันนิบาตครั้งที่ ๑ นั้น ณ
               ภูเขาทองไร้มลทิน ภิกษุเก้าหมื่นโกฏิประชุมกัน เป็น
               สันนิบาตครั้งที่ ๒.
                         ครั้งท้าวสักกเทวราช เข้าเฝ้าเยี่ยมพระพุทธเจ้า
               เทวดาและมนุษย์แปดหมื่นโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิ-
               บาตครั้งที่ ๓.

               แก้อรรถ               
               พึงเห็นลิงควิปลาสในคำว่า อภิฆุฏฺเฐ ปวารเณ ในคาถานั้น ความว่า อภิฆุฏฺฐาย ปวารณาย เมื่อท่านประกาศปวารณาแล้ว.
               บทว่า ตโตปรํ ได้แก่ ในสมัยต่อจากสันนิบาตครั้งที่ ๑ นั้น.
               บทว่า กญฺจนปพฺพเต ได้แก่ ณ ภูเขาที่สำเร็จด้วยทอง.
               บทว่า พุทฺธทสฺสนุปาคมิ ได้แก่ เข้าไปเพื่อเฝ้าพระพุทธเจ้า.
               เล่ากันว่า ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นพญานาค ชื่อว่าอตุละ มีฤทธานุภาพมาก.
               ท่านได้ยินว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก อันหมู่ญาติห้อมล้อมแล้วออกจากภพของตน บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะซึ่งมีภิกษุแสนโกฏิเป็นบริวาร ด้วยดนตรีทิพย์ ถวายมหาทาน ถวายคู่ผ้ารูปละคู่ แล้วตั้งอยู่ในสรณะ.
               พระศาสดาพระองค์นั้นทรงพยากรณ์พญานาคนั้นว่าจักเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                                   สมัยนั้น เราเป็นพระยานาค ชื่อว่า อตุละ มี
                         ฤทธิ์มาก สั่งสมกุศลไว้มาก.
                                   ครั้งนั้น เราพร้อมด้วยเหล่าญาตินาค ก็ออกจาก
                         พิภพนาค บำเรอพระชินพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสงฆ์
                         ด้วยดนตรีทิพย์.
                                   เลี้ยงดูภิกษุแสนโกฏิให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ
                         ถวายคู่ผ้ารูปละคู่ แล้วถึงพระองค์เป็นสรณะ.
                                   พระสุมนพุทธเจ้า ผู้นำโลกพระองค์นั้น ก็ทรง
                         พยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าในกัปที่
                         ประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป.
                                   พระตถาคต จักเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์จัก
                         ตั้งความเพียร ฯลฯ พวกเราจักอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
               พึงกล่าว ๑๘ คาถา ให้พิศดารเหมือนในวงศ์ของพระโกณฑัญญพุทธเจ้า.
                                   เราฟังพระดำรัสของพระสุมนพุทธเจ้าพระองค์
                         นั้นแล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป
                         เพื่อบำเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์.

               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะพระองค์นั้นทรงมีพระนคร ชื่อว่าเมขละ มีพระชนกพระนามว่าพระเจ้าสุทัตตะ มีพระชนนีพระนามว่าพระนางสิริมาเทวี มีคู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระสรณะ พระภาวิตัตตะ มีพระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระอุเทนะ มีคู่พระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระโสณา พระอุปโสณา มีโพธิพฤกษ์ชื่อว่าต้นนาคะ (กากะทิง) มีพระสรีระสูงเก้าสิบศอก มีพระชนมายุเก้าหมื่นปี มีพระมเหสีพระนามว่าพระนางวฏังสิกาเทวี มีพระโอรสพระนามว่าอนูปมะ ทรงออกอภิเนษกรมณ์ ด้วยยานคือพระยาช้าง. มีอุปัฏฐากชื่ออังคราชา ประทับ ณ พระวิหารชื่ออังคาราม.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         พระสุมนพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ มีพระ
               นครชื่อว่าเมขละ มีพระชนกพระนามว่าพระเจ้าสุทัตตะ
               มีพระชนนีพระนามว่าพระนางสิริมา.
                         พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่เก้าพันปี ทรงมี
               ปราสาทงามสุด ๓ หลัง ชื่อ จันทะ สุจันทะ และวฏังสะ.
                         ทรงมีพระสนมนารีแต่งกายงาม สามล้านหกแสน
               นาง มีพระมเหสีพระนามว่าพระนางวฏังสิกา มีพระโอรส
               พระนามว่า อนูปมะ.
                         พระชินพุทธเจ้าทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออกอภิเนษ
               กรมณ์ด้วยยานคือพระยาช้าง ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐
               เดือน.
                         พระมหาวีระสุมนะผู้นำโลก ผู้สงบ อันท้าวมหา
               พรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ กรุง
               เมขละราชธานี.
                         พระสุมนพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีอัคร
               สาวกชื่อพระสรณะและพระภาวิตัตตะ มีพระพุทธอุปัฏฐาก
               ชื่อว่าพระอุเทนะ.
                         ทรงมีอัครสาวิกา ชื่อว่าพระโสณา พระอุปโสณา
               พระพุทธเจ้า ผู้มีพระยศหาประมาณมิได้ พระองค์นั้น
               ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์ชื่อต้นนาคะ (กากะทิง).
                         ทรงมีอัครอุปฐาก ชื่อว่าวรุณะและสรณะ มีอัคร
               อุปัฏฐายิกา ชื่อจาลาและอุปจาลา.
                         พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น โดยส่วนสูง ทรงสูง
               เก้าสิบศอก งามเหมือนรูปบูชาที่ทำด้วยทอง หมื่น-
               โลกธาตุก็เจิดจ้า.
                         ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระองค์
               ทรงมีพระชนม์ยืนอย่างนั้น จึงทรงยังหมู่ชนเป็นอัน
               มากให้ข้ามโอฆสงสาร.
                         พระสัมพุทธเจ้า ทรงยังหมู่ชนที่ควรข้ามให้ข้าม
               โอฆสงสาร ยังหมู่ชนที่ควรตรัสรู้ให้ตรัสรู้ เสด็จดับ
               ขันธปรินิพพาน เหมือนเดือนดับ.
                         พระภิกษุขีณาสพเหล่านั้น และพระพุทธเจ้าผู้
               ไม่มีผู้เสมอเหมือนพระองค์นั้น ท่านเหล่านั้นมียศยิ่ง
               ใหญ่ สำแดงรัศมีที่ไม่มีอะไรเปรียบแล้วก็ปรินิพพาน.
                         พระญาณที่ไม่มีอะไรวัดได้นั้น และรัตนะที่
               ไม่มีอะไรชั่งได้นั้น ทั้งนั้นก็อันตรธานไปหมดสิ้น
               สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้.
                         พระสุมนพุทธเจ้า ผู้ทรงพระยศ ก็เสด็จดับขันธ-
               ปรินิพพาน ณ พระวิหารอังคาราม พระชินสถูปของ
               พระองค์ ณ อังคารามนั้น สูงถึงสี่โยชน์.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กญฺจนคฺฆิยสงฺกาโส ได้แก่ มีพระรูปพระโฉมงามเหมือนรูปบูชาทำด้วยทองอันวิจิตรด้วยรัตนะหลากชนิด.
               บทว่า ทสสหสฺสี วิโรจติ ความว่า ทั้งหมื่นโลกธาตุก็เจิดจ้าด้วยรัศมีของพระองค์.
               บทว่า ตารณีเย แปลว่า ยังหมู่ชนผู้ที่ควรให้ข้ามคือผู้ควรข้าม. อธิบายว่า พุทธเวไนยทั้งปวง.
               บทว่า อุฬุราชาว แปลว่า เหมือนดวงจันทร์.
               บทว่า อตฺถมิ แปลว่า ดับ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อตฺถํ คโต ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้.
               บทว่า อสาทิโส ก็คือ อสทิโส ผู้ไม่มีผู้เสมือน.
               บทว่า มหายสา ได้แก่ ผู้มีเกียรติมาก และมีบริวารมาก.
               บทว่า ตญฺจ ญาณํ ได้แก่ พระสัพพัญญุตญาณนั้น.
               บทว่า อตุลิยํ ได้แก่ วัดไม่ได้ ไม่มีอะไรเสมือน.
               คำที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
               จบพรรณนาวงศ์พระสุมนพุทธเจ้า               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๔. สุมนพุทธวงศ์ จบ.
อ่านอรรถกถา 33.2 / 1อ่านอรรถกถา 33.2 / 4อรรถกถา เล่มที่ 33.2 ข้อ 5อ่านอรรถกถา 33.2 / 6อ่านอรรถกถา 33.2 / 28
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=7379&Z=7440
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com