ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑
มาติกานิกเขปวาร ปัจจัย ๒๔

               ปรมัตถทีปนี               
               อรรถกถาปัญจปกรณ์               
               อรรถกถาถามหาปัฏฐานปกรณ์๑-               
               อารัมภกถา               
____________________________
๑- อรรถกถาเรียกมหาปัฏฐานปกรณ์.

               พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพแห่งเทพทั้งหลาย เป็นผู้อันเทพยดาและทานพ (อสูร) ถวายการบูชาแล้ว ทรงมีพระสังวรอันหมดจด ทรงมีพระวิริยภาพใหญ่ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงหาพระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นองค์ที่ ๗#- ทรงระงับดับนามและรูปได้สนิท ครั้งทรงแสดงยมกปกรณ์จบลงแล้ว จึงทรงแสดงปกรณ์ที่ ๗ อันเป็นลำดับของยมกปกรณ์นั้น ทั้งโดยอรรถและโดยธรรม โดยชื่อว่า "ปัฏฐาน" อันเป็นพระเทศนาที่ประดับด้วยนัยอันลึกซื้งยิ่ง.
____________________________
#- พระพุทธเจ้าพระองค์นี้นับเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๗ นับแต่พระวิปัสสีพุทธเจ้าเป็นต้นมา (พระวิปัสสี พระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันโธ พระโกนาคมโน พระกัสสโป พระโคตโม) อรรถกถาใช้คำว่า "อิสิสตฺโม" พระฤาษีองค์ที่ ๗

               บัดนี้ ถึงลำดับการพรรณนาปัฏฐานปกรณ์นั้นแล้วฉะนั้น ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) จักพรรณนาปัฏฐานปกรณ์นั้น ขอท่านสาธุชนทั้งหลาย จงตั้งใจสดับการพรรณานั้นเถิด.

               วรรณนาอุทเทศวาระ๑-               
____________________________
๑- อธิบายมาติกา.

               ดำเนินความว่า ในอนุโลมปัฏฐาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอาศัยติกะ ๒๒ ติกะ แสดงชื่อติกปัฏฐาน. ทรงอาศัยทุกะ ๑๐๐ ทุกะ แสดงชื่อทุกปัฏฐาน. ต่อจากนั้น ทรงรวมติกะ ๒๒ ติกะเข้าในทุกะ ๑๐๐ ทุกะ แล้วทรงแสดงชื่อทุกติกปัฏฐาน. ต่อจากนั้น ทรงรวมทุกะ ๑๐๐ ทุกะเข้าในตะกะ ๒๒ ติกะ แล้วทรงแสดงชื่อติกทุกปัฏฐาน.
               อนึ่ง ทรงผนวกติกะเข้าในติกะเท่านั้น แล้วทรงแสดงชื่อติกติกปัฏฐาน. ทรงผนวกทุกะเข้าในทุกะเท่านั้น แล้วทรงแสดงชื่อทุกทุกปัฏฐาน.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า
                         "ในอนุโลมปัฏฐาน มีนัยอันลึกซึ้งยิ่ง ๖ นัย
               คือ ติกปัฏฐานอันประเสริฐ ทุกปัฏฐานอันสูงสุด
               ทุกติกปัฏฐาน ติกทุกปัฏฐาน ติกติกปัฏฐาน และ
               ทุกทุกปัฏฐาน" ดังนี้.
               แม้ในปัจจนียปัฏฐาน ก็ทรงแสดงปัฏฐานด้วยนัย ๖ นัย แม้ในปัจจนียะอย่างนี้ คือ ทรงอาศัยติกะ ๒๒ ติกะ แสดงชื่อติกปัฏฐาน ทรงอาศัยทุกะ ๑๐๐ ทุกะ แสดงชื่อทุกปัฏฐาน ทรงผนวกติกะ ๒๒ เข้าในทุกะ ๑๐๐ ทุกะ แล้วทรงแสดงชื่อทุกติกปัฏฐาน ทรงผนวกทุกะ ๑๐๐ ทุกะเข้าในติกะ ๒๒ ติกะ แล้วทรงแสดงชื่อติกทุกปัฏฐาน ทรงผนวกติกะเข้าในติกะเท่านั้น แล้วทรงแสดงชื่อติกติกปัฏฐาน ทรงผนวกทุกะเข้าในทุกะเท่านั้น แล้วทรงแสดงชื่อทุกทุกปัฏฐาน.
               เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า
                                   "ในปัจจนียปัฏฐาน มีนัยอันลึกซึ้งยิ่ง ๖ นัย
                         คือ ติกปัฏฐานอันประเสริฐ ทุกปัฏฐานอันสูงสุด
                         ทุกติกปัฏฐาน ติกทุกปัฏฐาน ติกติกปัฏฐาน และ
                         ทุกทุกปัฏฐาน" ดังนี้.
               แม้ในอนุโลมปัจจนียปัฏฐาน ต่อจากนั้นไปก็ทรงแสดงนัย ๖ นัย โดยอุบายนี้เหมือนกัน.
               เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
                                   "ในอนุโลมปัจจนียปัฏฐาน มีนัยอันลึกซึ้งยิ่ง ๖
                         นัย คือ ติกปัฏฐานอันประเสริฐ ทุกปัฏฐานอันสูงสุด
                         ทุกติกปัฏฐาน ติกทุกปัฏฐาน ติกติกปัฏฐาน และ
                         ทุกทุกปัฏฐาน" ดังนี้.
               ต่อจากนั้น ในปัจจนียานุโลมปัฏฐาน ก็ทรงแสดงนัย ๖ เหล่านี้เหมือนกัน.
               เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
                                   "ใน ปัจจนียานุโลมปัฏฐาน มีนัยอันลึกซึ้ง ๖
                         นัย คือ ติกปัฏฐานอันประเสริฐ ทุกปัฏฐานอันสูงสุด
                         ทุกติกปัฏฐาน ติกทุกปัฏฐาน ติกติกปัฏฐาน และ
                         ทุกทุกปัฏฐาน" ดังนี้.
               จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า ปัฏฐาน คือในอนุโลมนัยมีปัฏฐาน ๖ ในปัจจนียนัยมีปัฏฐาน ๖ ในอนุโลมปัจจนียนัยมีปัฏฐาน ๖ ในปัจจนียานุโลมนัยมีปัฏฐาน ๖ ดังกล่าวมาแล้ว ชื่อว่าปัฏฐานมหาปกรณ์ อันเป็นที่ประชุมแห่งสมันตปัฏฐาน ๒๔.
               ในปัฏฐานนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปกรณ์เป็นที่รวมแห่งสมันตปัฏฐาน ๒๔ นี้ ชื่อว่าปัฏฐานมหาปกรณ์ ด้วยอำนาจแห่งการเป็นที่รวมแห่งสมันตปัฏฐาน ๒๔ เหล่าใด ดังนี้ ผู้ศึกษาพึงทราบอรรถแห่งชื่อแห่งปัฏฐานเหล่านั้น และแห่งปกรณ์นี้อย่างนี้ก่อน.
               ถามว่า ชื่อว่าปัฏฐาน เพราะอรรถว่ากระไร?
               ตอบว่า เพราะอรรถว่าเป็นปัจจัยมีประการต่างๆ.
               จริงอยู่ อักษร ย่อมแสดงอรรถว่ามีประการต่างๆ.
               ฐาน ศัพท์ ย่อมแสดงอรรถว่าเป็นปัจจัย.
               จริงอยู่ ปัจจัย ท่านเรียกว่าฐานะ ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะ. บรรดาปัฏฐาน ๒๔ เหล่านี้แต่ละข้อ ชื่อว่าปัฏฐาน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยมีประการต่างๆ ด้วยประการฉะนี้. ก็ปกรณ์นั้นทั้งหมด ผู้ศึกษาพึงทราบว่า ปัฏฐาน เพราะเป็นที่รวมแห่งปัฏฐานเหล่านี้.
               อีกนัยหนึ่ง ถามว่า ชื่อว่าปัฏฐาน เพราะอรรถว่าอะไร?
               ตอบว่า เพราะอรรถว่าจำแนก.
               จริงอยู่ ปัฏฐานปรากฏโดยอรรถว่า จำแนก ในที่มาว่า การบัญญัติ การแต่งตั้ง การเปิดเผย การจำแนก การทำให้กระจ่าง.
               บรรดาปัฏฐาน ๒๔ เหล่านี้ แต่ละอย่างชื่อว่าปัฏฐาน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกธรรมทั้งหลายมีกุศลเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยมีเหตุปัจจัยเป็นต้นด้วยประการฉะนี้. ปกรณ์นี้ทั้งหมด ผู้ศึกษาพึงทราบว่า ชื่อว่าปัฏฐาน เพราะเป็นที่ประชุมแห่งปัฏฐานเหล่านี้.
               อีกนัยหนึ่ง ถามว่า ชื่อว่าปัฏฐาน เพราะอรรถว่าอะไร?
               ตอบว่า เพราะอรรถว่าตั้งอยู่ทั่วไป (แผ่ไป). อธิบายว่า ด้วยอรรถว่าดำเนินไป.
               จริงอยู่ ในอาคตสถานว่า โคฎฺฐา ปฏฺฐิตคาโว โคดำเนินไปจากที่อยู่ของโค ดังนี้.
               ศัพท์ว่า ปฏฺฐิตคาโว โคดำเนินไป. พระอาจารย์กล่าวโดยปัฏฐานใด ปัฏฐานนั้นโดยอรรถ ได้แก่การดำเนินไป.
               บรรดาปัฏฐาน ๒๔ เหล่านี้แต่ละข้อชื่อว่าปัฏฐาน เพราะมีการดำเนินอันเป็นไปด้วยอำนาจความเกี่ยวข้องกัน เพราะได้นัยอันมีความพิสดารในธรรมทั้งหลายมีกุศลเป็นต้น ซึ่งจำแนกออกเป็นประเภทมีเหตุปัจจัยเป็นต้น แห่งพระสัพพัญญุตญาณอันมีการดำเนินไปไม่ขัดกัน ในปกรณ์ทั้งหลายมีธัมมสังณีปกรณ์เป็นต้น ซึ่งมีนัยอันไม่พิสดารนักดังพรรณนามาฉะนี้. ก็ปกรณ์นี้ทั้งหมดพึงทราบว่า ชื่อว่าปัฏฐาน เพราะเป็นที่ประชุมแห่งปัฏฐานเหล่านี้.
               บรรดาปัฏฐาน ๖ เหล่านี้ ปัฏฐานที่หนึ่ง ในอนุโลมปัฏฐานก่อน ชื่อว่าติกปัฏฐาน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงด้วยอำนาจติกมาติกา. พึงทราบการแยกบทติกปัฏฐานนั้น (วิเคราะห์) ดังนี้ ปัฏฐานแห่งติกะทั้งหลายมีอยู่ในปกรณ์นี้ เพราะเหตุนั้น ปกรณ์นี้ชื่อว่าติกปัฏฐาน.
               อธิบายว่า ปัจจัยมีประการต่างๆ แห่งติกะทั้งหลาย มีอยู่แก่เทศนานี้ เหตุนั้น เทศนานี้ชื่อว่าติกปัฏฐาน. ในวิกัปที่สอง ความว่า ปัฏฐานแห่งติกะทั้งหลายนั่นแหละ ชื่อว่าติกปัฏฐาน.
               อธิบายว่า การจำแนกติกะทั้งหลาย ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยมีเหตุเป็นต้น.
               ในวิกัปที่สาม ความว่า ปัฏฐาน คือติกะทั้งหลายที่ได้ความพิสดาร เพราะจำแนกออกไปโดยประเภทแห่งเหตุปัจจัยเป็นต้น ชื่อว่าติกปัฏฐาน.
               อธิบายว่า ภูมิเป็นที่ดำเนินไปโดยความเกี่ยวข้องกันแห่งพระสัพพัญญุตญาณ.
               แม้ในทุกปัฏฐานเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
               ผู้ศึกษาครั้นทราบปัฏฐาน ๖ ในอนุโลมอย่างนี้แล้ว พึงทราบแม้ในปัจจนียะเป็นต้น โดยอุบายนี้. ก็เพราะปัฏฐานเหล่านี้โดยครบถ้วน คือในอนุโลม ในปัจจนียะ ในอนุโลมปัจจนียะ ในปัจจนียานุโลม มีนัยละ ๖ จึงรวมเป็น ๒๔ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า สมันตปัฏฐาน ๒๔.
               ปกรณ์เป็นที่รวมแห่งสมันตปัฏฐาน ๒๔ นั่น ชื่อว่าปัฏฐานมหาปกรณ์ ด้วยอำนาจเป็นที่ประชุมแห่งสมันตปัฏฐาน กล่าวคือขุททกปัฏฐาน ๒๔ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้.
               ก็ปัฏฐานนี้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่าติกปัฏฐาน ฯลฯ ติกติกปัฏฐาน ทุกทุกปัฏฐาน เพราะพระองค์ทรงแสดงโดยอาศัยติกะเป็นต้นเหล่าใด เพื่อจะแสดงปัจจัยที่เป็นเหตุให้พระองค์ทรงจำแนกติกะเป็นต้นเหล่านั้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับติกะเป็นต้นเหล่านั้น จึงตรัสวาระชื่อว่ามาติกานิกเขปวาระแห่งปัฏฐานนั้นก่อนตั้งแต่ต้น.

               อรรถกถาปัจจัยวิภังควาระ               
               คำว่า ปัจจัยวิภังควาระ เป็นชื่อแห่งมาติกานิกเขปวาระนั้นเอง. ปัจจัยวิภังควาระนั้นมี ๒ คือโดยอุทเทสและนิทเทส. วาระนี้คือ เหตุปจฺจโย ฯเปฯ อวิคตปจฺจโย เป็นอุทเทสแห่งปัจจัยวิภังควาระนั้น.
               พึงทราบวินิจฉัยในปัจจัยเหล่านั้นต่อไป
               เหตุนั้นด้วย เป็นปัจจัยด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเหตุปัจจัย. อธิบายว่า เป็นปัจจัยเพราะเป็นเหตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นปัจจัยเพราะความเป็นเหตุดังนี้.
               ในอารัมมณปัจจัยเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
               บรรดาปัจจัยเหล่านั้น คำว่า เหตุ นี้ เป็นชื่อแห่งการณะและมูลรากอันเป็นส่วนประกอบแห่งถ้อยคำ.
               จริงอยู่ ส่วนประกอบแห่งคำ ชาวโลกเรียกกันว่าเหตุ ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า ปฏิญญา เป็นเหตุ. ส่วนในศาสนาคำสอน การณะ เรียกว่าเหตุ ในคำทั้งหลายว่า ธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิดเป็นต้น. มูลราก เรียกว่าเหตุ ในคำเป็นต้นว่ากุศลเหตุมีสาม อกุศลเหตุมีสาม ในเหตุปัจจัยนี้ประสงค์เอาเหตุที่เป็นมูลรากนั้น.
               ก็ในคำว่า ปจฺจโย นี้ มีอรรถแห่งคำดังนี้ ผลย่อมอาศัยเป็นไปแต่ธรรมนี้ เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่าปัจจัย.
               อธิบายว่า เป็นไปโดยไม่ปฏิเสธธรรมนั้น.
               จริงอยู่ ธรรมใดดำรงอยู่หรือเกิดขึ้น เพราะไม่ปฏิเสธซึ่งธรรมใด ธรรมนั้น ท่านกล่าวว่าเป็นปัจจัยแก่ธรรมนั้น. แต่โดยลักษณะ ธรรมที่ช่วยอุปการะชื่อว่าปัจจัย.
               จริงอยู่ ธรรมใดช่วยอุปการะแก่การตั้งอยู่ หรือการเกิดขึ้นแห่งธรรมใด ธรรมนั้น ท่านเรียกว่าเป็นปัจจัยแก่ธรรมนั้น. คำมีอาทิว่า ปัจจัย เหตุ การณะ นิทาน สัมภวะ ปภวะ ว่าโดยใจความแล้ว เป็นอันเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น.
               ว่าโดยสังเขป ที่ชื่อว่าเหตุเพราะอรรถว่าเป็นมูลราก ชื่อว่าปัจจัย เพราะอรรถว่าช่วยอุปการะ เพราะฉะนั้น ธรรมที่ช่วยอุปการะ เพราะอรรถว่าเป็นมูลราก จึงชื่อว่าเหตุปัจจัย.
               จริงอยู่ มีอธิบายแห่งอาจารย์ทั้งหลายว่า เหตุ นั้นก็ได้แก่ธรรมที่ทำกุศลเป็นต้น ให้สำเร็จความเป็นกุศลเป็นต้น เหมือนเมล็ดข้าวสาลีเป็นต้น ให้สำเร็จเป็นข้าวสาลีเป็นต้น และสีแห่งแก้วมณีเป็นต้น ให้สำเร็จเป็นแสงแก้วมณีเป็นต้นฉะนั้น.
               อธิบายว่า ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น ความเป็นเหตุปัจจัยย่อมไม่สำเร็จในรูปที่มีเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน เพราะว่าเหตุนั้นไม่ได้ให้รูปเหล่านั้น สำเร็จความเป็นกุศลเป็นต้น แต่ชื่อว่าไม่เป็นปัจจัยหาได้ไม่ ดังนี้.
               จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า "เหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุและแก่รูปที่มีเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย."
               อนึ่ง เว้นจากเหตุนั้น อเหตุกจิตก็สำเร็จเป็นอัพยากตธรรมได้. และแม้สเหตุกจิตก็สำเร็จความเป็นกุศลเป็นต้นได้ เนื่องด้วยโยนิโสมนสิการเป็นต้น เหตุที่สัมปยุตหาเกี่ยวข้องด้วยไม่. ก็ถ้าบรรดาเหตุที่สัมปยุตพึงเป็นกุศลเป็นต้นได้ ตามสภาพเอง บรรดาธรรมที่สัมปยุต ด้วยเหตุนั้น ก็ต้องเนื่องเฉพาะด้วยเหตุ อโลภะพึงเป็นกุศลหรืออัพยากตะก็ได้. แต่เพราะเป็นได้โดยประการทั้งสอง ฉะนั้น อโลภะพึงเป็นกุศลหรืออัพยากตะในธรรมทั้งหลายตามที่ประกอบ. ด้วยประการดังกล่าวมาแล้วนี้ จำต้องค้นหาความเป็นกุศลเป็นต้น แม้ในเหตุทั้งหลายอีก ก็เมื่อไม่ถือเอาอรรถ คือมูลรากแห่งเหตุเกี่ยวกับการให้ธรรมทั้งหลายสำเร็จเป็นกุศลเป็นต้น ถือเอาด้วยอำนาจการให้สัมปยุตธรรม สำเร็จความตั้งมั่นด้วยดีย่อมไม่ผิดอะไร.
               จริงอยู่ ธรรมทั้งหลายที่ได้เหตุปัจจัยแล้วย่อมตั้งมั่นด้วยดี เหมือนต้นไม้ที่มีรากงอกแล้ว. ส่วนธรรมที่ไม่มีเหตุย่อมไม่ตั้งมั่นด้วยดี เหมือนสาหร่ายซึ่งเป็นพืชที่เกิดในน้ำเป็นต้น. ธรรมที่อุปการะโดยอรรถว่าเป็นมูลราก คือเป็นธรรมที่มีอุปการะโดยให้สำเร็จความตั้งมั่นด้วยดี ผู้ศึกษาพึงทราบว่าเป็นเหตุปัจจัย ด้วยประการฉะนี้.

               ๒. อารัมมณปัจจัย               
               พึงทราบอธิบายในปัจจัยอื่นๆ ต่อจากนั้น.
               ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอารมณ์ ชื่อว่าอารัมมณปัจจัย.
               อารัมมณปัจจัยนั้นมี ๖ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งรูปารมณ์เป็นต้น ธรรมใดธรรมหนึ่งที่ไม่เป็นอารมณ์หามีไม่ เพราะพระองค์ทรงเริ่มไว้ว่า รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ เป็นต้น แล้วให้จบลงด้วยคำว่า ธรรมทั้งหลายเหล่าใดๆ คือจิตและเจตสิก ปรารภธรรมใดๆ เกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้นๆ เป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่านั้นๆ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย. เหมือนอย่างว่าบุรุษทุรพลจับยึดไม้เท้า หรือว่าเชือกแล้วจึงลุกขึ้นยืนได้ ฉันใด ธรรมคือจิตและเจตสิก ก็ฉันนั้น ต้องปรารภอารมณ์มีรูปเป็นต้นจึงเกิดขึ้นและตั้งอยู่ได้ เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหลายที่เป็นอารมณ์ของจิตและเจตสิกแม้ทั้งหมด พึงทราบว่า เป็นอารัมมณปัจจัย.

               ๓. อธิปติปัจจัย               
               ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยอรรถว่า เป็นใหญ่ที่สุด ชื่อว่าอธิปติปัจจัย.
               อธิปติปัจจัยนั้นมี ๒ อย่าง คือ สหชาตาธิปติปัจจัยและอารัมมณาธิปติปัจจัย.
               ในสองอย่างนั้น ธรรม ๔ อย่างคือฉันทะ วิริยะ จิตตะและวิมังสา ผู้ศึกษาพึงทราบว่าเป็นสหชาตาธิปติปัจจัย เพราะพระบาลีว่า ฉันทาธิปติ เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยฉันทะ และแก่รูปที่มีฉันทะนั้นเป็นสมุฏฐานด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย ดังนี้เป็นต้น. ก็แลอธิปติปัจจัยนั้น ย่อมไม่เกิดคราวเดียวกัน.
               จริงอยู่ ในเวลาใดจิตทำฉันทะให้เป็นธุระ คือให้เป็นหัวหน้าเป็นไปในเวลานั้น ฉันทะเป็นอธิบดี แต่วิริยะ จิตตะ วิมังสา นอกจากนี้หาเป็นอธิบดีด้วยไม่.
               แม้ในอธิบดีที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
               ส่วนอรูปธรรมทั้งหลาย (คือจิตและเจตสิก) ทำธรรมใดให้หนัก ย่อมเป็นไป ธรรมนั้นชื่อว่าเป็นอารัมมณาธิปติปัจจัย แก่อรูปธรรม (คือจิตและเจตสิก) เหล่านั้น เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธรรมเหล่าใดๆ คือจิตและเจตสิกธรรมทั้งหลาย ทำธรรมเหล่าใดๆ ให้หนัก ย่อมเกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้นๆ เป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่านั้นๆ ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.

               ๔. อนันตรปัจจัยและ ๕. สมนันตรปัจจัย               
               ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความไม่มีระหว่างคั่น ชื่อว่าอนันตรปัจจัย.
               ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความไม่มีระหว่างคั่นด้วยดี ชื่อว่าสมนันตรปัจจัย.
               ปัจจัยทั้งสองนี้โดยมากอาจารย์ทั้งหลายอธิบายเสียเยิ่นเย้อ ส่วนสาระในปัจจัยทั้งสองมีดังนี้.
               จริงอยู่ การกำหนดจิตนี้ได้ว่า มโนธาตุมีในลำดับจักขุวิญญาณ มโนวิญญาณธาตุมีในลำดับแห่งมโนธาตุ ดังนี้เป็นต้น. การกำหนดนั้นย่อมสำเร็จได้ด้วยอำนาจจิตที่เกิดก่อนเท่านั้น หามีโดยประการอื่นไม่ เพราะฉะนั้น ธรรมที่สามารถให้จิตตุปบาทอันเหมาะสมแก่ตนเกิดขึ้นในลำดับของตนๆ ชื่อว่าอนันตรปัจจัย. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ที่ชื่อว่าอนันตรปัจจัย ได้แก่จักขุวิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้นด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ดังนี้เป็นต้น. ธรรมใดเป็นอนันตรปัจจัย ธรรมนั้นแหละเป็นสมนันตรปัจจัยด้วย.
               จริงอยู่ ปัจจัยสองอย่างนี้ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะเท่านั้น เหมือนอุปจยะกับสันตติ และเหมือนสองคำว่า อธิวจนะ (คำเรียกชื่อ) กับนิรุตติ (ภาษาคำพูด) ฉะนั้น. แต่เมื่อว่าโดยเนื้อความแล้วไม่มีข้อแตกต่างกันเลย.
               แม้ความเป็นอันใดของอาจารย์ทั้งหลายที่ว่า ชื่อว่าอนันตรปัจจัย เพราะความไม่มีระหว่างคั่นแห่งกาลที่ยาวนาน ชื่อว่าสมนันตรปัจจัย เพราะความไม่มีระหว่างคั่นแห่งกาล (ธรรมดา) มตินั้นก็ย่อมผิดจากพระบาลีเป็นต้นว่า เนวสัญญานาสัญญายตนกุศล เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย แก่ผลสมาบัติของบุคคลผู้ออกจากนิโรธ. แม้คำใดที่อาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ในปัจจัยทั้งสองเหล่านั้นว่า ความสามารถในอันยังธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้นยังไม่เสื่อมไป แต่ธรรมทั้งหลายยังไม่เกิดขึ้นในลำดับด้วยดี เพราะถูกกำลังภาวนาห้ามไว้ แม้คำนั้นก็ให้สำเร็จความไม่มีแห่งความไม่มีระหว่างคั่นแห่งกาลนั่นเอง.
               จริงอยู่ ข้าพเจ้าขอกล่าวไว้เพียงเท่านี้ว่า ความไม่มีระหว่างคั่นแห่งกาลในปัจจัยทั้งสองนั้น ย่อมไม่มี เพราะกำลังแห่งภาวนา ฉะนั้น ความเป็นสมนันตรปัจจัยจึงไม่ถูก.
               จริงอยู่ ธรรมเหล่านั้นจะเป็นสมนันตรปัจจัย เพราะความไม่มีระหว่างคั่นแห่งกาลเวลา เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาอย่ายึดมั่นนัก พึงเชื่อความต่างกันในปัจจัยทั้งสองนั้น โดยพยัชนะเท่ากัน อย่าเชื่อถือโดยเนื้อความเลย.
               คืออย่างไร? คืออย่างนี้ ความมีระหว่างคั่นแห่งธรรมเหล่านั้นไม่มี เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นชื่อว่าอนันตระ (ไม่มีระหว่างคั่น). ความไม่มีระหว่างคั่นด้วยดี เพราะไม่มีการดำรงอยู่แห่งธรรมเหล่านั้น เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าสมนันตระ ไม่มีระหว่างคั่นด้วยดี เพราะไม่มีการดำรงอยู่.

               ๖. สหชาตปัจจัย               
               ธรรมที่เกิดขึ้นช่วยเป็นอุปการะ ด้วยอำนาจของการยังธรรมอื่นให้เกิดพร้อมกัน เหมือนดวงประทีปเป็นอุปการะแก่แสงสว่าง ชื่อว่าสหชาตปัจจัย.
               สหชาตปัจจัยนั้นมี ๖ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งอรูปขันธ์เป็นต้น.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อรูปขันธ์ ๔ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย, มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย, ในปฏิสนธิขณะ นามและรูปเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย ฯลฯ ธรรมคือจิตและเจตสิกเป็นปัจจัยแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย ฯลฯ ในกาลบางคราว รูปธรรมเป็นปัจจัยแก่อรูปธรรมด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย ในกาลบางคราวไม่เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย. คำนี้ท่านกล่าวหมายถึงเฉพาะหทัยวัตถุเท่านั้น.

               ๗. อัญญมัญญปัจจัย               
               ธรรมที่ช่วยอุปการะ โดยความอุดหนุนกันและกันให้เกิดขึ้นและค้ำจุนกันและกันไว้ เหมือนไม้ค้ำสามอันช่วยค้ำกันและกันเอาไว้ ชื่อว่าอัญญมัญญปัจจัย.
               อัญญมัญญปัจจัยนั้นมี ๓ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งอรูปขันธ์ เป็นต้น
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อรูปขันธ์ ๔ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันด้วยอำนาจของอัญมัญปัจจัย มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันด้วยอำนาจของอัญญมัญญปัจจัย ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะ นามและรูปเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันด้วยอำนาจของอัญญมัญญปัจจัย.

               ๘. นิสสยปัจจัย               
               ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นที่อาศัย เหมือนแผ่นดินและแผ่นผ้าเป็นต้น เป็นที่รองรับและอิงอาศัยของต้นไม้และจิตรกรรมเป็นต้น ชื่อว่านิสสยปัจจัย.
               นิสสยปัจจัยนั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในสหชาตปัจจัยอย่างนี้ว่า อรูปขันธ์ ๔ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันด้วยอำนาจของนิสสยปัจจัย. แต่ในนิสสยปัจจัยนี้ ท่านจำแนกไว้ ๖ ส่วนอย่างนี้ว่า จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้นด้วยอำนาจของนิสสยปัจจัย ฯลฯ กายายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณธาตุและธรรมที่สัมปยุตด้วยกายวิญญาณธาตุนั้นด้วยอำนาจของนิสสยปัจจัย มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุอาศัยรูปใดเป็นไป รูปนั้นเป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของนิสสยปัจจัย.

               ๙. อุปนิสสยปัจจัย               
               ส่วนในบทว่า อุปนิสฺสยปจฺจโย นี้ มีคำอธิบายดังต่อไปนี้
               ที่ชื่อว่านิสสยะ เพราะอรรถว่าอันผลของตนเข้าไปอิงอาศัย คือไม่ปฏิเสธผลของตน เพราะผลมีการอาศัยเหตุนั้นเป็นไป. ที่อาศัยที่มีกำลังมากชื่อว่าอุปนิสัย เหมือนความทุกข์ใจอย่างหนัก ชื่อว่าอุปายาส ฉะนั้น. คำนี้เป็นชื่อของเหตุที่มีกำลัง.
               เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบว่า ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นเหตุมีกำลัง ชื่อว่าอุปนิสสยปัจจัย.
               อุปนิสสยปัจจัยมี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ.
               บรรดาอุปนิสสัย ๓ อย่างนั้น อารัมมณูปนิสสยะ ทรงจำแนกไว้ไม่ต่างกันเลยกับอารัมมณาธิปติ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า
               บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ย่อมพิจารณากรรมนั้นให้หนัก ย่อมพิจารณากรรมที่เคยสร้างสมมาให้หนัก ออกจากฌานแล้ว ย่อมพิจารณาฌานให้หนัก.
               พระเสขะย่อมพิจารณาโคตรภูให้หนัก ย่อมพิจารณาโวทานให้หนัก พระเสขะออกจากมรรคแล้ว ย่อมพิจารณามรรคให้หนัก.
               บรรดากุศลธรรมมีการให้ทานเป็นต้นนั้น ธรรมคือจิตและเจตสิกทำอารมณ์ใดให้หนักเกิดขึ้น อารมณ์นั้นจัดว่าเป็นอารมณ์ที่มีกำลังในบรรดาอารมณ์ทั้งหลายสำหรับจิตและเจตสิกเหล่านั้น โดยการกำหนดที่แน่นอน.
               ผู้ศึกษาพึงทราบความต่างกันแห่งอารัมมณาธิปติกับอารัมมณูปนิสสยะ อย่างนี้.
               ชื่อว่าอารัมมณาธิปติ เพราะอรรถว่าเพียงเป็นธรรมที่จิตและเจตสิกพึงทำให้หนัก ชื่อว่าอารัมมณูปนิสสยะ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้จิตและเจตสิกมีกำลัง.
               แม้อนันตรูปนิสสยะ ก็ทรงจำแนกไว้ไม่ต่างกันกับอนันตรปัจจัยโดยนัยเป็นต้นว่า กุศลขันธ์ทั้งหลายซึ่งเกิดขึ้นก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลขันธ์ที่เกิดขึ้นหลังๆ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
               แต่ในนิกเขปแห่งมาติกามีการตั้งปัจจัยทั้งสองนั้นแปลกกัน เพราะอนันตรปัจจัยมาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า จักขุวิญญาณธาตุและธรรมที่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้นเป็นปัจจัยแก่มโนธาตุและธรรมที่สหรคตด้วยมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย. มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า กุศลธรรมที่เกิดขึ้นก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมที่เกิดหลังๆ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย. แม้นิกเขปแห่งมาติกานั้น เมื่อว่าโดยใจความ (อรรถ) แล้ว ก็เป็นอันเดียวกัน.
               แม้เช่นนั้น ผู้ศึกษาก็พึงทราบว่า ชื่อว่าอนันตรปัจจัย เพราะสามารถให้จิตตุปบาทที่เหมาะสมเกิดขึ้นในลำดับของตนๆ และชื่อว่าอนันตรูปนิสสยปัจจัย เพราะจิตที่เกิดก่อนมีกำลังในอันให้จิตดวงหลังเกิดขึ้น. เหมือนอย่างว่า ในเหตุปัจจัยเป็นต้น แม้เว้นธรรมบางอย่างเสียจิตก็ย่อมเกิดขึ้นได้ ฉันใด เว้นจิตที่ติดต่อกันแห่งตนเสีย จิตจะเกิดขึ้นได้ย่อมไม่มี ฉันนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นปัจจัยมีกำลัง.
               พึงทราบความต่างกันแห่งอนันตรปัจจัย กับอนันตรูปนิสสยปัจจัยทั้งสองนั้นอย่างนี้ ชื่อว่าอนันตรปัจจัย ด้วยอำนาจการยังจิตที่เหมาะสมให้เกิดขึ้นในลำดับของตนๆ ชื่อว่าอนันตรรูปนิสสยปัจจัย ด้วยอำนาจเป็นเหตุที่มีกำลัง ด้วยประการฉะนี้.
               ส่วนปกตูปนิสสยะ มีอธิบายดังต่อไปนี้
               อุปนิสสัยที่บุคคลทำไว้ก่อน ชื่อว่าปกตูปนิสสยะ. ที่ชื่อว่าปกตะ (สิ่งที่เคยทำมาแล้ว) ได้แก่ธรรมที่มีศรัทธาและศีลเป็นต้นที่บุคคลให้สำเร็จแล้วในสันดานของตน หรือฤดูและโภชนะเป็นต้นที่บุคคลเข้าไปเสพแล้ว.
               อีกอย่างหนึ่ง อุปนิสสัยโดยปกตินั่นเอง ชื่อว่าปกตูปนิสสยะ. อธิบายว่า เป็นปัจจัยที่ไม่ปนกับอารัมมณปัจจัยและอนันตรปัจจัย.
               จริงอยู่ ผู้ศึกษาพึงทราบประเภทมีประการมิใช่น้อย แห่งปกตูปนิสสัยนั้น โดยนัยเป็นต้นว่า
               ที่ชื่อว่าปกตูปนิสสัย ได้แก่บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธา จึงให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ทำฌาน วิปัสสนา มรรค อภิญญา สมาบัติให้เกิดขึ้น. เข้าไปอาศัยศีล สุตะ จาคะ ปัญญา จึงให้ทาน ฯลฯ ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น. ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ (และ) ปัญญาเป็นปัจจัยด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัยแก่ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ (และ) ปัญญา ธรรมมีศรัทธาเป็นต้นเหล่านี้อันบุคคลทำไว้ก่อนด้วย ชื่อว่าเป็นอุปนิสสัย เพราะอรรถว่าเป็นเหตุมีกำลังด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าปกตูปนิสสยะ ด้วยประการฉะนี้แล.

               ๑๐. ปุเรชาตปัจจัย               
               ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยการเกิดขึ้นก่อนกว่า แล้วยังเป็นไปอยู่ ชื่อว่าปุเรชาตปัจจัย.
               ปุเรชาตปัจจัยนั้น มี ๑๑ อย่างด้วยอำนาจวัตถุ อารมณ์และหทัยวัตถุในปัญจทวาร เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย ฯลฯ กายายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยกายวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย, รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ กายวิญญาณธาตุและธรรมที่สัมปยุตด้วยกายวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย, รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย. มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุอาศัยรูปใดเป็นไป รูปนั้นเป็นปัจจัยแก่มโนธาตุและธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย บางครั้งเป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย บางครั้งก็ไม่เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.

               ๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย               
               อรูปธรรมเป็นธรรมช่วยอุปการะโดยอรรถว่าค้ำจุนแก่รูปธรรมที่เกิดก่อน เหมือนเจตนาที่หวังอาหารช่วยค้ำจุนตัวลูกแร้งไว้ ชื่อว่าปัจฉาชาตปัจจัย.
               เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธรรมคือจิตและเจตสิกที่เกิดหลังๆ เป็นปัจจัยแก่กายนี้ซึ่งเกิดก่อน ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย.

               ๑๒. อาเสวนปัจจัย               
               ธรรมที่ช่วยอุปการะเพื่อให้ธรรมทั้งหลายที่เกิดติดต่อกันคล่องแคล่วและมีกำลัง โดยอรรถว่า เสพซ้ำ เหมือนการประกอบความเพียรตอนแรกๆ ในการศึกษาเล่าเรียนเป็นต้น ชื่อว่าอาเสวนปัจจัย.
               อาเสวนปัจจัยนั้นมี ๓ อย่างด้วยอำนาจแห่งกุศลชวนะ อกุศลชวนะและกิริยาชวนะ. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า กุศลธรรมที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมที่เกิดหลังๆ ด้วยอำนาจของอาเสวนปัจจัย ฯลฯ กิริยาอัพยากตธรรมที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่กิริยาอัพยากตธรรมที่เกิดหลังๆ ด้วยอำนาจของอาเสวนาปัจจัย.

               ๑๓. กัมมปัจจัย               
               ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นกิริยา คือความพยายาม (ปโยคะ) แห่งจิต ชื่อว่ากัมมปัจจัย.
               กัมมปัจจัยนั้นมี ๒ อย่าง คือกุศลเจตนาและอกุศลเจตนาที่เกิดในขณะต่างกัน และเจตนาทั้งหมดที่เกิดพร้อมกัน.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า กุศลกรรมและอกุศลกรรมเป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์และกัมมชรูปด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย, เจตนาเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนาและแก่รูปที่มีเจตนานั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.

               ๑๔. วิปากปัจจัย               
               ธรรมคือวิบากที่ช่วยอุปการะโดยความไม่มีอุตสาหะ เพราะความไม่มีอุตสาหะ ชื่อว่าวิปากปัจจัย.
               วิปากปัจจัยนั้นย่อมเป็นปัจจัยแก่รูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐานในปวัตติกาลแก่กัมมชรูปในปฏิสนธิกาล และแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยวิบากจิตนั้น ในกาลทั้งหมด.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ขันธ์ ๑ ที่เป็นวิปากาพยากตะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย ฯลฯ ขันธ์ ๑ ที่เป็นวิปากาพยากตะในปฏิสนธิขณะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ ด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย ฯลฯ ขันธ์ ๓ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๑ ด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย ฯลฯ ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ และแก่กัมมชรูปด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่วัตถุรูปด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย.

               ๑๕. อาหารปัจจัย               
               อาหาร ๔ เป็นธรรมช่วยอุปการะโดยอรรถว่าช่วยค้ำจุนแก่รูปและนาม ชื่อว่าอาหารปัจจัย.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า กวฬีการาหารเป็นปัจจัยแก่กายนี้ ด้วยอำนาจของอาหารปัจจัย, นามอาหารเป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุต และแก่รูปที่มีนามอาหารและธรรมที่สัมปยุตกับนามอาหารนั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของอาหารปัจจัย.
               ส่วนในปัญหาวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า "อาหารที่เป็นวิปากาพยากตะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุต และแก่กัมมชรูปในปฏิสนธิขณะ ด้วยอำนาจของอาหารปัจจัย."

               ๑๖. อินทริยปัจจัย               
               อินทรีย์ ๒๐ เว้นอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ ช่วยอุปการะโดยอรรถว่าเป็นใหญ่ยิ่ง ชื่อว่าอินทริยปัจจัย.
               บรรดาอินทรีย์เหล่านั้น อินทรีย์ ๕ มีจักขุนทรีย์เป็นต้นเป็นปัจจัยเฉพาะแก่อรูปธรรมเท่านั้น ที่เหลือเป็นปัจจัยทั้งแก่รูปธรรมและอรูปธรรม.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า จักขุนทรีย์ ฯลฯ กายินทรีย์เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ กายวิญญาณธาตุและธรรมที่สัมปยุตด้วยอินทรีย์นั้น ด้วยอำนาจของอินทริยปัจจัย, รูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กัมรูปด้วยอำนาจของอินริปัจจัย , อรูปอินทรีย์เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตและแก่รูปที่มีอินทรีย์นั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของอินทริยปัจจัย.
               แต่ในปัญหาวาระ อินทรีย์ที่เป็นวิปากาพยากตะเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตและแก่กัมมชรูป ด้วยอำนาจของอินทริยปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ.

               ๑๗. ฌานปัจจัย               
               องค์ฌาน ๗ อันต่างโดยเป็นกุศลเป็นต้น เว้นสุขเวทนาและทุกขเวทนาอันเป็นไปทางกาย ในทวิปัญจวิญญาณจิต ช่วยอุปการะ โดยอรรถว่าเข้าไปเพ่งอารมณ์ ชื่อว่าฌานปัจจัย.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า องค์ฌาน ๗ เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตและรูปที่องค์ฌานนั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของฌานปัจจัย.
               ส่วนในปัญหาวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า องค์ฌานที่เป็นวิปากาพยากตะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุต และแก่กัมมชรูปในปฏิสนธิขณะ ด้วยอำนาจของฌานปัจจัย.

               ๑๘. มัคคปัจจัย               
               องค์มรรค ๑๒ อันต่างโดยกุศลเป็นต้นช่วยอุปการะโดยอรรถว่า เป็นเหตุนำไปในทางใดทางหนึ่ง ชื่อว่ามัคคปัจจัย.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า องค์มรรคเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต และแก่รูปที่มีองค์มรรคนั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของมัคคปัจจัย.
               ส่วนในปัญหาวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า องค์มรรคที่เป็นวิปากาพยากตะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุต และกัมมชรูปในปฏิสนธิขณะ ด้วยอำนาจของมัคคปัจจัย. แต่ฌานปัจจัยและมัคคปัจจัยทั้งสองนี้ พึงทราบว่า ย่อมไม่ได้ในทวิปัญจวิญญาณและอเหตุกจิต ตามที่กล่าว (หมายถึงทวิปัญจวิญญาณไม่เป็นฌานปัจจัย อเหตุจิตไม่เป็นมัคคปัจจัย).

               ๑๙. สัมปยุตตปัจจัย               
               อรูปธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นสภาพประกอบร่วมกัน คือมีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกัน เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน และดับพร้อมกัน ชื่อว่าสัมปยุตตปัจจัย.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อรูปขันธ์ ๔ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ด้วยอำนาจของสัมปยุตตปัจจัย.

               ๒๐. วิปปยุตตปัจจัย               
               รูปธรรมที่ช่วยอุปการะโดยไม่เข้าถึงภาวะที่มีวัตถุอันเดียวกันเป็นต้น เป็นวิปปยุตตปัจจัยแก่อรูปธรรม แม้อรูปธรรมก็เป็นวิปปยุตตปัจจัยแก่รูปธรรม.
               วิปปยุตตปัจจัยนั้นมี ๓ อย่าง คือสหชาตวิปปยุต ปัจฉาชาตวิปปยุตและปุเรชาตวิปปยุต.
               สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กุศลขันธ์ที่เกิดพร้อมกัน เป็นปัจจัยแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย กุศลขันธ์ที่เกิดหลังๆ เป็นปัจจัยแก่กายนี้ซึ่งเกิดก่อน ด้วยอำนาจของวิปปยุตปัจจัย.
               ส่วนในสหชาตวิภังค์แห่งอัพยากตบท พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ในขณะปฏิสนธิ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นวิปากาพยากตะเป็นปัจจัยแก่กัมมชรูป ด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่วัตถุรูปด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย วัตถุรูปเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของวิปปยุตปัจจัย.
               ส่วนปุเรชาตะ พึงทราบด้วยสามารถแห่งวัตถุมีจักขุนทรีย์เป็นต้น เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า จักขายตนะที่เกิดก่อนเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย ฯลฯ กายายตนะที่เกิดก่อนเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ ด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย วัตถุเป็นปัจจัยแก่วิปากาพยากตขันธ์ กิริยาพยากตขันธ์ วัตถุเป็นปัจจัยแก่กุศลขันธ์ วัตถุเป็นปัจจัยแก่อกุศลขันธ์ ด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย ดังนี้.

               ๒๑. อัตถิปัจจัย               
               ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยอรรถว่าช่วยค้ำจุนแก่ธรรมที่เป็นเช่นเดียวกันโดยภาวะที่ยังมีอยู่ อันมีการเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเป็นลักษณะ ชื่อว่าอัตถิปัจจัย.
               สำหรับอัตถิปัจจัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งมาติกาไว้ ๗ อย่าง คือ อรูปขันธ์ ๑ มหาภูตรูป ๑ นามรูป ๑ จิตเจตสิก ๑ มหาภูตรูป ๑ อายตนะ ๑ และวัตถุ ๑.
               สมดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า อรูปขันธ์ ๔ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย, มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย, ในปฏิสนธิขณะ นามรูปเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย, ธรรมคือเจตและเจตสิกเป็นปัจจัยแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย , มหาภูตรูปเป็นปัจจัยแก่อุปาทายรูปด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย, จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ กายวิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุตนั้นด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และธรรมที่สัมปยุตด้วยมโนธาตุนั้นด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย, มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุอาศัยรูปใดเป็นไป รูปนั้นเป็นปัจจัยแก่มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุตกับมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.
               ส่วนในปัญหาวาระพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวางไว้ว่า สหชาตํ ปุเรชาตํ ปจฺฉาชาตํ อาหารํ อินฺทฺริยํ แล้วทรงอธิบายในสหชาตปัจจัยก่อน โดยนัยเป็นต้นว่า ขันธ์ ๑ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และแก่รูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย. ในปุเรชาตปัจจัย ทรงอธิบายด้วยอำนาจจักขุประสาทเป็นต้นที่เกิดก่อน. ในปัจฉาชาตปัจจัย ทรงอธิบายด้วยอำนาจจิตและเจตสิกที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายนี้ซึ่งเกิดก่อน. ส่วนในอาหารปัจจัยและอินทริยปัจจัย ทรงอธิบายอย่างนี้ว่า กพฬีการาหารเป็นปัจจัยแก่กายนี้ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย รูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กัมมชรูปด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.

               ๒๒. นัตถิปัจจัย               
               อรูปธรรมที่ดับไปโดยไม่มีระหว่างคั่น ช่วยอุปการะด้วยการให้โอกาสแก่อรูปธรรมที่จะเกิดในลำดับแห่งตนเป็นไป ชื่อว่านัตถิปัจจัย.
               เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ธรรมคือจิตและเจตสิกที่ดับไปโดยไม่มีระหว่างคั่น เป็นปัจจัยแก่ธรรมคือจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ด้วยอำนาจของนัตถิปัจจัย.

               ๒๓. วิคตปัจจัย               
               ธรรมที่เป็นนัตถิปัจจัยนั่นเอง ชื่อว่าวิคตปัจจัย เพราะช่วยอุดหนุนโดยภาวะที่ปราศจากไป เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ธรรมคือจิตและเจตสิกที่ปราศจากไป โดยไม่มีระหว่างคั่นเป็นปัจจัยแก่ธรรม คือจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ด้วยอำนาจของวิคตปัจจัย.

               ๒๔. อวิคตปัจจัย               
               ธรรมที่เป็นอัตถิปัจจัยนั่นเอง ผู้ศึกษาพึงทราบว่า ชื่อว่าอวิคตปัจจัย เพราะช่วยอุดหนุนโดยภาวะที่ไม่ปราศจากไป.
               แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปัจจัยคู่นี้ไว้ ก็ด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์ที่จะพึงแนะนำอย่างนั้น โดยเทศนาวิลาสะ เหมือนที่ตรัสสเหตุกทุกะไว้แล้ว ยังตรัสเหตุสัมปยุตตทุกะเป็นต้นไว้อีก ก็เพื่อความไม่งมงายในปัจจัย ๒๔ เหล่านี้ ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยโดยธรรม โดยกาล โดยการจำแนกโดยประการต่างๆ และโดยปัจจยุบบัน.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมโต (โดยธรรม) ความว่า ก็บรรดาปัจจัย ๒๔ เหล่านี้ เหตุปัจจัยก่อน ได้แก่ส่วนหนึ่งแห่งนามธรรม ในบรรดานามธรรมและรูปธรรมทั้งหลาย.
               อารัมมณปัจจัย ได้แก่นามธรรมและรูปธรรมทั้งหมด เพราะความไม่มีแห่งบัญญัติ. ในอธิปติปัจจัย สหชาตาธิปติปัจจัย ก็เหมือนกัน.
               อารัมมณาธิปติปัจจัย ได้แก่ธรรมที่เป็นอารมณ์ทั้งหมดที่จิตและเจตสิกพึงทำให้หนักหน่วง.
               อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย อาเสวนปัจจัย วิปากปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย ได้เฉพาะนามธรรมเท่านั้น. แม้จะกล่าวว่า เป็นส่วนหนึ่งแห่งนามธรรมก็ได้ เพราะไม่ได้สงเคราะห์นิพพานเข้าด้วย.
               ปุเรชาตปัจจัยเป็นส่วนหนึ่งแห่งรูปธรรม. ที่เหลือได้ทั้งนามธรรมและรูปธรรม ด้วยอำนาจแห่งธรรมตามที่จะมีได้แล.
               ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัย โดยธรรม ในอธิการนี้ ดังพรรณนามาแล้วเท่านี้ก่อน.
               บทว่า กาลโต (โดยกาล) ความว่า
               บรรดาปัจจัยเหล่านี้ ปัจจัย ๑๕ ปัจจัย เป็นปัจจุบันกาล
               ปัจจัย ๕ ปัจจัย เป็นอดีตกาล.
               ปัจจัย ๑ ปัจจัย อาศัยกาลทั้งสอง.
               ปัจจัย ๓ ปัจจัย เป็นไปในกาลทั้งสาม และพ้นจากกาลด้วย.
               จริงอยู่ บรรดาปัจจัยเหล่านี้ ปัจจัย ๑๕ เหล่านี้ คือ เหตุปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย สัมปยุตปัจจัย วิปปยุตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย เป็นปัจจุบันกาล เท่านั้น.
               ปัจจัย ๕ เหล่านี้คือ อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อาเสวนปัจจัย นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัย เป็นอดีตกาลเท่านั้น.
               ส่วนปัจจัย ๑ คือ กัมมปัจจัย อาศัยกาลทั้งสองที่เป็นปัจจุบันและอดีต.
               ปัจจัย ๓ ที่เหลือเหล่านี้คือ อารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย เป็นไปในกาลทั้งสามก็ได้ เป็นกาลวิมุตติก็ได้ เพราะสงเคราะห์นิพพานกับบัญญัติเข้าด้วย.
               ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัย โดยกาล ในปัจจัยเหล่านี้ ดังพรรณนามาแล้ว.
               ส่วนสองบทนี้ว่า นานปฺปการเภทโต ปจฺจยุปฺปนฺนโต จักมีเนื้อความแจ่มแจ้งในนิทเทสวาระแล.

               วรรณนาอุทเทสวาระ จบ.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ มาติกานิกเขปวาร ปัจจัย ๒๔ จบ.
อรรถกถา เล่มที่ 40 ข้อ 1อ่านอรรถกถา 40 / 2อ่านอรรถกถา 40 / 1767
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=40&A=1&Z=30
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๕  เมษายน  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :