ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก
๒๐. สิขีพุทธวงศ์
ว่าด้วยพระประวัติของพระสิขีพุทธเจ้า
[๑] สมัยต่อจากพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มีพระชินสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้สูงสุดแห่งเทวดาและมนุษย์ ผู้ไม่มีบุคคลเสมอ ไม่มีบุคคลเปรียบเทียบ [๒] ทรงย่ำยีมารและเสนามารแล้ว ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด ทรงประกาศพระธรรมจักร เพื่ออนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลาย [๓] เมื่อพระชินเจ้าผู้ประเสริฐพระนามว่าสิขี ทรงประกาศพระธรรมจักร เทวดาและมนุษย์ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ ได้บรรลุธรรมครั้งที่ ๑ [๔] เมื่อพระองค์ผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่คณะ เป็นผู้สูงสุดแห่งนระ ทรงแสดงธรรมแม้อื่นอีก เทวดาและมนุษย์ประมาณ ๙๐,๐๐๐ โกฏิ ได้บรรลุธรรมครั้งที่ ๒ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๖๙๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒๐. สิขีพุทธวงศ์

[๕] เมื่อพระองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ในมนุษย์โลกพร้อมเทวโลก เทวดาและมนุษย์ประมาณ ๘๐,๐๐๐ โกฏิ ได้บรรรลุธรรมครั้งที่ ๓ [๖] พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขีผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ก็ได้มีการประชุมแห่งพระขีณาสพ ผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบระงับ ผู้คงที่ ๓ ครั้ง [๗] พระขีณาสพจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ รูป มาประชุมกัน เป็นครั้งที่ ๑ มีพระขีณาสพจำนวน ๘๐,๐๐๐ รูป มาประชุมกัน เป็นครั้งที่ ๒ [๘] มีพระขีณาสพจำนวน ๗๐,๐๐๐ รูป มาประชุมกัน เป็นครั้งที่ ๓ ภิกษุที่มาประชุมกันแม้นั้น ไม่แปดเปื้อนด้วยโลกธรรม เหมือนดอกบัวที่เจริญในน้ำก็ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำ [๙] สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์มีนามว่าอรินทมะ ได้อังคาสพระสงฆ์มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ [๑๐] ได้ถวายผ้าอย่างดีมากมายหลายโกฏิผืน ได้ถวายพาหนะคือช้างซึ่งประดับแล้วอย่างดี แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า [๑๑] เราได้ทำราชพาหนะคือช้างให้เป็นของสมควรแก่สมณะ แล้วนำไปถวาย ทำจิตของเราให้ตั้งมั่นเป็นนิตย์ [๑๒] พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขีพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้นำชั้นเลิศของโลก ก็ทรงพยากรณ์เราว่า ‘ในกัปที่ ๓๑ นับจากกัปนี้ไป ผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า’ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๖๙๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒๐. สิขีพุทธวงศ์

[๑๓] พระตถาคตได้เสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ที่น่ารื่นรมย์แล้ว ทรงเริ่มตั้งความเพียร บำเพ็ญทุกรกิริยา พระตถาคตจักประทับนั่งที่โคนต้นอชปาลนิโครธ ทรงรับข้าวปายาสในที่นั้นแล้ว เสด็จไปยังแม่น้ำเนรัญชรา พระชินเจ้าพระองค์นั้นจักเสวยข้าวปายาส ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา แล้วเสด็จไปที่โคนต้นโพธิ์ ตามหนทางอันประเสริฐที่ตกแต่งไว้แล้ว จากนั้น พระองค์ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ จักทำประทักษิณโพธิมัณฑ์อันยอดเยี่ยมแล้ว ตรัสรู้ที่โคนต้นอัสสัตถพฤกษ์ พระมารดาผู้ให้กำเนิดพระชินเจ้าพระองค์นี้ จักมีพระนามว่ามายา พระบิดาจักมีพระนามว่าสุทโธทนะ พระชินเจ้าพระองค์นี้จักมีพระนามว่าโคดม พระโกลิตเถระและพระอุปติสสเถระ ผู้ไม่มีอาสวะ สิ้นราคะ มีจิตสงบ ตั้งมั่นดี จักเป็นพระอัครสาวก พระเถระนามว่าอานนท์ จักเป็นพระอุปัฏฐาก บำรุงพระชินเจ้าพระองค์นี้ พระเขมาเถรีและพระอุบลวรรณาเถรี ผู้ไม่มีอาสวะ สิ้นราคะ มีจิตสงบ ตั้งมั่นดี จักเป็นพระอัครสาวิกา ต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ชาวโลกเรียกว่า ต้นอัสสัตถพฤกษ์ จิตตคหบดีอุบาสกและหัตถกคหบดีอุบาสก ชาวเมืองอาฬวี จักเป็นอัครอุปัฏฐาก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๖๙๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒๐. สิขีพุทธวงศ์

นันทมารดาอุบาสิกาและอุตตราอุบาสิกา จักเป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระโคดมผู้มียศพระองค์นั้น จักมีพระชนมายุประมาณ ๑๐๐ ปี เทวดาและมนุษย์ได้ฟังพระดำรัสนี้ ของพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือน ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว ต่างก็มีความชื่นชมกล่าวว่า ‘ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร’ สัตว์ทั้งหลายในหมื่นจักรวาลพร้อมทั้งเทวดา ต่างก็เปล่งเสียงโห่ร้องปรบมือ ร่าเริง ประนมมือนมัสการว่า ‘ถ้าเราทั้งหลายจักพลาดศาสนาของพระโลกนาถพระองค์นี้ เราทั้งหลายก็จักพร้อมหน้าหน่อพุทธางกูรนี้ในอนาคตกาล มนุษย์ทั้งหลายเมื่อจะข้ามแม่น้ำ พลาดท่าเฉพาะหน้าแล้ว ก็ยึดเอาท่าถัดไปจึงข้ามแม่น้ำใหญ่ไป ฉันใด เราทั้งหมดก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าพลาดพระชินเจ้าพระองค์นี้ ก็จักพร้อมหน้าหน่อพุทธางกูรนี้ในอนาคตกาล’ [๑๔] เราได้ฟังพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้นแล้ว ก็ทำจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรเพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการให้ยิ่งขึ้นไป [๑๕] กรุงชื่อว่าอรุณวดี กษัตริย์พระนามว่าอรุณเป็นพระชนก พระเทวีพระนามว่าประภาวดีเป็นพระชนนี ของพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ [๑๖] พระองค์ทรงครองฆราวาสอยู่ ๗,๐๐๐ ปี มีปราสาทที่อุดมอยู่ ๓ หลัง คือสุวัฑฒกปราสาท คิริปราสาท และวาหนปราสาท {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๖๙๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒๐. สิขีพุทธวงศ์

[๑๗] มีนางสนมกำนัล ๒๔,๐๐๐ นาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าสัพพกามา พระราชโอรสพระนามว่าอตุละ [๑๘] พระองค์เป็นผู้สูงสุดแห่งบุรุษ ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงทรงราชพาหนะคือช้างออกผนวชแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือนเต็ม(จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ) [๑๙] พระมหาวีระ ทรงเป็นผู้นำชั้นเลิศของโลก ผู้สูงสุดแห่งนรชนพระนามว่าสิขี ผู้อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทูลทรงประกาศพระธรรมจักรที่มฤคทายวัน [๒๐] พระอภิภูเถระและพระสัมภวเถระเป็นพระอัครสาวก พระเถระนามว่าเขมังกรเป็นพระอุปัฏฐาก ของพระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ [๒๑] พระสขิลาเถรีและพระปทุมาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา ต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ชาวโลกเรียกว่า ต้นกุ่มบก [๒๒] สิริวัฑฒอุบาสกและนันทอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก จิตตาอุบาสิกาและสุจิตตาอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา [๒๓] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระวรกายสูง ๗๐ ศอก ทรงงดงามดังทองคำที่ล้ำค่า มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ๑- [๒๔] แม้พระองค์ก็มีพระรัศมีประมาณวาหนึ่ง ซ่านออกไปจากพระวรกายต่อเนื่องกันไป พระรัศมีนั้นแผ่ไปยังทิศน้อยทิศใหญ่ถึง ๓ โยชน์ เชิงอรรถ : ดูเชิงอรรถหน้า ๑๐ ในเล่มนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๖๙๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒๑. เวสสภูพุทธวงศ์

[๒๕] พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่นั้น มีพระชนมายุประมาณ ๗๐,๐๐๐ ปี พระองค์ทรงดำรงพระชนมายุประมาณเท่านั้น ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นได้เป็นจำนวนมาก [๒๖] พระองค์พร้อมทั้งสาวก ทรงบันดาลฝนคือธรรมให้ตกลง ช่วยเทวดาและมนุษย์ให้แช่มชื่น ให้บรรรลุถึงความเกษมแล้ว เสด็จดับขันธปรินิพพาน [๒๗] พระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ๑- ซึ่งสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ ทุกอย่างล้วนอันตรธานไปหมดแล้ว สังขารทั้งปวงเป็นสภาพว่างเปล่าหนอ [๒๘] พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ทรงเป็นมุนีผู้ประเสริฐ เสด็จดับขันธปรินิพพานที่อัสสาราม พระสถูปอันประเสริฐของพระองค์ ที่อัสสารามนั้น สูงถึง ๓ โยชน์ ฉะนี้แล
สิขีพุทธวงศ์ที่ ๒๐ จบ
๒๑. เวสสภูพุทธวงศ์
ว่าด้วยพระประวัติของพระเวสสภูพุทธเจ้า
[๑] ในมัณฑกัปนั้นแล ได้มีพระชินเจ้าพระนามว่าเวสสภู ตามพระโคตร พระองค์ผู้ไม่มีบุคคลเสมอ ไม่มีบุคคลเปรียบ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก เชิงอรรถ : ดูเชิงอรรถหน้า ๑๐ ในเล่มนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๖๙๕}


                  เนื้อความพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เล่มที่ ๓๓ หน้าที่ ๖๙๐-๖๙๕. http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=33&siri=212                   อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับหลวง http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=33&A=8243&Z=8293                   ศึกษาอรรถกถานี้ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33&i=201                   สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ http://84000.org/tipitaka/read/?index_mcu33


บันทึก ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :