ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
อ่านหน้า[ต่าง] แรกอ่านหน้า[ต่าง] ที่แล้วแสดงหมายเลขหน้า
ในกรณี :- 
   บรรทัดแรกของแต่ละหน้าอ่านหน้า[ต่าง] ถัดไปอ่านหน้า[ต่าง] สุดท้าย
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก
ธรรมทินนาเถริยาปทานที่ ๓
ว่าด้วยบุพจริยาของพระธรรมทินนาเถรี
[๑๖๓] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้ง นั้น ดิฉันเกิดในสกุลหนึ่งในเมืองหงสวดีรับจ้างทำการงานของคน อื่น เป็นผู้มีปัญญาสำรวมอยู่ในศีลพระเถระนามว่าสุชาตะอัครสาวก ของพระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตระ ออกจากวิหารไปเพื่อ บิณฑบาตเวลานั้น ดิฉันเอาหม้อไปตักน้ำ เห็นท่านแล้วเลื่อมใสได้ ถวายขนมด้วยมือของตน ท่านรับแล้วนั่งฉัน ณ ที่นั้นแหละ ดิฉัน นิมนต์ท่านไปสู่เรือนได้ถวายโภชนะแก่ท่าน ต่อมา นายของดิฉัน ทราบเข้าแล้วมีความยินดี ได้แต่งดิฉันให้เป็นลูกสะใภ้ของท่าน ดิฉันไปกับแม่ผัว ได้ถวายอภิวาทพระสัมพุทธเจ้า ครั้งนั้น พระ- บรมศาสดาทรงประกาศตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งผู้เป็นธรรมกถึก ใน ตำแหน่งเอตทัคคะ ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว มีความยินดี นิมนต์พระสุคตเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ถวายมหาทานแล้ว ปรารถนา ตำแหน่งนั้น ในทันใดนั้น พระสุคตเจ้าผู้มีพระกระแสเสียงไพเราะ ได้ตรัสกะดิฉันว่าท่านยินดีบำรุงเรา อังคาสเรากับสาวกสงฆ์ ขวน- ขวายในการฟังสัทธรรม มีใจเจริญด้วยคุณ ท่านผู้เจริญ ท่านยินดี เถิด ท่านจะได้ตำแหน่งนั้นอันเป็นผลแห่งความปรารถนา ในกัป ที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตม ซึ่งมีสมภพใน วงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านผู้เจริญจักได้ เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรม นิรมิตเป็นสาวิกาของพระศาสดา มีชื่อว่า ธรรมทินนา ดิฉันได้ฟัง พระพุทธพจน์นั้นแล้วมีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุง พระมหามุนีผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉัน ละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภัทรกัปนี้ พระ- พุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์ มียศมาก ประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น พระเจ้า กาสีพระนามว่ากิกี ผู้เป็นใหญ่กว่านรชนในพระนครพาราณสีอันอุดม ทรงเป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ดิฉันเป็น พระธิดาคนที่หกของท้าวเธอ มีนามปรากฏว่าสุธรรมา ได้ฟังธรรม ของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา แต่พระชนกนาถมิได้ ทรงอนุญาตให้พวกเรา เมื่ออยู่ในอาคารสถาน ครั้งนั้น พวกเรา ผู้เป็นราชกัญญาตั้งอยู่ในความสุข มิได้เกียจคร้านประพฤติพรหม- จรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่สองหมื่นปี.
จบภาณวารที่ ๓
ราชธิดาทั้ง ๗ พระองค์ คือนางสมณี ๑ นางสมณคุตตา ๑ นางภิกขุนี ๑ นางภิกขุทาสิกา ๑ นางธรรมา ๑ นางสุธรรมา ๑ และนางสังฆทาสีเป็นที่ ๗ เป็นผู้ยินดีพอใจบำรุงพระพุทธเจ้าได้มา เป็นพระเขมาเถรี พระอุบลวรรณาเถรี พระปฏาจาราเถรี พระกุณ- ฑลเกสีเถรี เป็นพระกิสาโคตมีเถรี และดิฉันเป็นวิสาขาอุบาสิกา คนที่ ๗ ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนง ไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพ หลังครั้งนี้ ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐี มีความเจริญมั่นคั่งด้วยกามสุข ทั้งปวง ในพระนครราชคฤห์อันอุดม เมื่อดิฉันประกอบด้วยรูป สมบัติตั้งอยู่ในปฐมวัย ไปสู่สกุลอื่น เพรียบพร้อมด้วยความสุข สามีของดิฉัน เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นสรณะแห่งสัตว์โลก ฟัง ธรรมเทศนา แล้วได้บรรลุอนาคามิผล เป็นผู้มีปัญญาดี ครั้งนั้น ดิฉันได้รับอนุญาตจากสามีนั้นแล้ว ออกบวชไม่ช้านานก็ได้บรรลุ อรหัตผล อุบาสกนั้นเข้าไปหาดิฉัน แล้วถามปัญหาที่ลึกซึ้งสุขุมมาก ดิฉันแก้ปัญหาทั้งหมดนั้นได้ พระพิชิตทรงมารทรงพอพระทัยใน คุณสมบัตินั้นจึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ด้วยพระดำรัส ว่าเรามิได้เห็นภิกษุณีรูปอื่น ผู้เป็นธรรมกถึกเหมือนธรรมทินนา ภิกษุณีนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงทรงจำภิกษุณีธรรม ทินนาผู้มีปัญญาไว้อย่างนี้เถิด ดิฉันอันพระผู้มีพระภาคทรงอนุเคราะห์ แล้ว ชื่อว่าเป็นบัณฑิตอย่างนี้ ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้ว ทำกิจ พระพุทธศาสนาเสร็จแล้วปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาอัน นำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว บรรลุถึงประโยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้น สังโยชน์ทั้งปวง ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิต ต้องการ นั้นแล้ว ดิฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ และในทิพโสตธาตุ รู้วาระจิตของผู้อื่น เป็นผู้ทำตามสัตถุศาสน์ ดิฉันรู้ปุพเพนิวาส- ญาณและทิพจักษุ อันหมดจดวิเศษยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์หมดมลทินด้วยดี ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว. ทราบว่า ท่านพระธรรมทินนาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบธรรมทินนาเถริยาปทาน.

             เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ บรรทัดที่ ๕๔๗๗ - ๕๕๔๓. หน้าที่ ๒๓๖ - ๒๓๘. http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=33&A=5477&Z=5543&pagebreak=0              อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :- http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=33&siri=174              ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33&i=163              ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลี อักษรไทย :- [163] http://84000.org/tipitaka/pali/pali_item_s.php?book=33&item=163&items=1 [163-163] http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/pali.php?B=33&A=163&Z=163              สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ http://84000.org/tipitaka/read/?สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่_๓๓ http://84000.org/tipitaka/read/?index_33

อ่านหน้า[ต่าง] แรกอ่านหน้า[ต่าง] ที่แล้วแสดงหมายเลขหน้า
ในกรณี :- 
   บรรทัดแรกของแต่ละหน้าอ่านหน้า[ต่าง] ถัดไปอ่านหน้า[ต่าง] สุดท้าย

บันทึก ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎก ฉบับหลวง. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com