อานิสงส์แห่งการไหว้พระพุทธเจ้าก่อนตาย
ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี มีพราหมณ์ชาวสาวัตถีคนหนึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก แต่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส และไม่เคยให้อะไรแก่ใคร.
เพราะความเป็นผู้ไม่เคยให้ เขาจึงเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า อทินนปุพพกะ คือผู้ไม่เคยให้มาก่อน.
ด้วยความกลัวสิ้นเปลือง พราหมณ์นั้นไม่ต้องการเฝ้าพระตถาคต ไม่ต้องการแม้จะเห็นสาวกของพระตถาคต และยังสอนบุตรของตนชื่อมัฏฐกุณฑลีว่า อย่าไปหา อย่าไปเห็นพระสมณโคดมและสาวกของพระองค์.
ครั้นมัฏฐกุณฑลีป่วยหนัก พราหมณ์ผู้เป็นบิดาก็ไม่จัดหายารักษา เพราะกลัวสิ้นเปลืองทรัพย์ เมื่อโรคกำเริบขึ้นจึงเชิญหมอมาดู แต่หมอแจ้งว่าเด็กนั้นรักษาไม่หายแล้ว.
พราหมณ์คิดว่า หากบุตรตายในเรือน การนำศพออกจะลำบาก จึงอุ้มบุตรที่กำลังเจ็บหนักออกไปให้นอนที่ศาลานอกซุ้มประตูเรือน.
ในราตรีใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระมหากรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูโลก ทรงเห็นมัฏฐกุณฑลีมาณพผู้สิ้นอายุในวันนั้น.
รุ่งเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี แล้วประทับยืนใกล้เรือนของพราหมณ์บิดาของมัฏฐกุณฑลี.
พระองค์ทรงเปล่งพระรัศมีมีวรรณะ ๖ ไปถึงที่มาณพนอนอยู่ มัฏฐกุณฑลีเห็นพระรัศมีนั้น จึงเหลียวดู แล้วได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระอินทรีย์สงบ ทรงรุ่งเรืองด้วยพระพุทธสิริอันไม่มีสิ่งใดเปรียบได้.
เมื่อเห็นพระศาสดา มาณพคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐยิ่ง เสด็จมาถึงที่นี้เพื่ออนุเคราะห์เราแน่แล้ว.
มัฏฐกุณฑลีมีกายอ่อนแรงเต็มที ไม่อาจลุกขึ้นกราบ ไม่อาจถวายสิ่งใดด้วยมือ ไม่อาจกล่าวคำสรรเสริญด้วยวาจา แต่จิตของเขาอิ่มเอิบด้วยปีติ มีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์.
เขานอนอยู่ตรงนั้น ใช้กำลังสุดท้ายประคองมือขึ้นพนมแด่พระตถาคต ด้วยจิตเลื่อมใสอย่างยิ่ง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นจิตของเขาแล้ว มีพระดำริว่า เพียงเท่านี้ก็พอที่มาณพนี้จะเข้าถึงสวรรค์ แล้วเสด็จหลีกไป.
มัฏฐกุณฑลีก็ไม่ละปีติโสมนัสนั้น ไม่นานนัก ก็ได้ตายจากมนุษยโลก แล้วบังเกิดในวิมานทองกว้างใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
ฝ่ายพราหมณ์ผู้เป็นบิดา เมื่อเผาศพบุตรแล้ว วันรุ่งขึ้นก็ไปป่าช้าแต่เช้ามืด เดินวนไปรอบ ๆ พลางคร่ำครวญว่า โธ่เอ๋ย มัฏฐกุณฑลี โธ่เอ๋ย มัฏฐกุณฑลี.
ฝ่ายมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรตรวจดูสมบัติทิพย์ของตน แล้วพิจารณาว่า ตนทำกรรมอะไรไว้จึงได้มาสู่ที่นี้ ระลึกได้ว่า เพียงได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทำอัญชลีด้วยจิตเลื่อมใสในวาระสุดท้าย จึงทำให้ได้สมบัติทิพย์ ก็เกิดความเลื่อมใสและความเคารพในพระตถาคตอย่างยิ่ง.
ด้วยเทวฤทธิ์ เทพบุตรเห็นบิดาของตน เห็นพราหมณ์ผู้เคยไม่ยอมทำแม้ยารักษาบุตร บัดนี้มาร้องไห้คร่ำครวญอยู่ในป่าช้าโดยหาประโยชน์มิได้ จึงคิดว่า เราจักทำให้บิดานี้เกิดความสังเวช แล้วตั้งอยู่ในกุศล.
มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรลงมาจากเทวโลก แปลงตนเป็นชายหนุ่มผู้แต่งกายงดงาม มีตุ้มหูเกลี้ยง ทรงมาลัยดอกไม้ ทาตัวด้วยจันทน์แดง แล้วยืนร้องไห้คร่ำครวญอยู่ไม่ไกลบิดา พูดว่า โอ้ พระจันทร์ โอ้ พระอาทิตย์.
พราหมณ์เห็นมาณพนั้นแล้วถามว่า เจ้ายืนร้องไห้คร่ำครวญอยู่กลางป่า เจ้าเป็นทุกข์เรื่องอะไร.
ชายหนุ่มรูปงามตอบว่า ข้ามีรถทองคำที่ไม่มีล้อ ยังหาคู่ล้อรถนั้นไม่ได้ จึงเป็นทุกข์ร้องไห้อยู่.
พราหมณ์กล่าวว่า พ่อมาณพผู้เจริญ เจ้าอยากได้คู่ล้อทองคำ แก้วมณี ทองแดง หรือเงิน ก็จงบอกแก่ข้า ข้าจะจัดหาล้อให้เจ้า.
ชายหนุ่มถามว่า ท่านมีล้อใหญ่เท่าไร เมื่อพราหมณ์บอกว่าใหญ่เท่าที่เจ้าต้องการ เทพบุตรจึงกล่าวว่า ข้าต้องการนำพระจันทร์และพระอาทิตย์มาทำล้อ ขอท่านจงให้พระจันทร์และพระอาทิตย์เป็นคู่ล้อรถแก่ข้าเถิด.
พราหมณ์กล่าวว่า เจ้าเป็นคนโง่ ที่ปรารถนาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เจ้าจักไม่ได้พระจันทร์และพระอาทิตย์แน่นอน.
ชายหนุ่มจึงถามว่า คนที่ร้องไห้เพื่อต้องการสิ่งที่ยังเห็นบนท้องฟ้า กับคนที่ร้องไห้เพื่อต้องการสิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็นในโลกแล้ว ใครโง่กว่ากัน.
ชายหนุ่มกล่าวว่า พระจันทร์และพระอาทิตย์ยังมีการไปการมาให้เห็น รัศมีของพระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ยังปรากฏอยู่ แต่คนที่ตายล่วงลับไปแล้ว เผาไปแล้ว ใคร ๆ ก็ไม่เห็น เราสองคนที่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ในที่นี้ ใครโง่กว่ากัน.
พราหมณ์ได้ฟังแล้วจึงรู้สึกตัว กล่าวว่า ท่านพูดจริง บรรดาเราสองคน ข้านี่แหละโง่กว่า เพราะปรารถนาบุตรที่ตายล่วงลับไปแล้ว แย่กว่าทารกร้องไห้อยากได้พระจันทร์.
ถ้อยคำของมาณพนั้นทำให้ความร้อนในใจของพราหมณ์สงบลง เหมือนน้ำดับไฟ เขากล่าวว่า มาณพผู้นี้ได้ถอนลูกศรคือความโศกที่เสียบอยู่ในหัวใจของตน ทำให้ดับร้อน เย็นสนิท ไม่ต้องร้องไห้คร่ำครวญอีก.
เมื่อความโศกเบาบางลง พราหมณ์จึงถามว่า ท่านเป็นใคร เป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร.
มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรจึงกล่าวว่า ท่านเผาบุตรคนใดที่ป่าช้า แล้วมาคร่ำครวญร้องไห้ถึงบุตรคนนั้น ข้าคือบุตรคนนั้นเอง ข้าทำกุศลกรรมแล้ว จึงถึงความเป็นสหายของทวยเทพชั้นไตรทศ.
พราหมณ์ถามว่า เมื่อเจ้าอยู่ในเรือน เราไม่เคยเห็นเจ้าให้ทาน ไม่เคยเห็นเจ้ารักษาอุโบสถกรรม เพราะกรรมอะไรเจ้าจึงไปเทวโลกได้.
เทพบุตรตอบว่า เมื่อข้าป่วยหนัก ได้รับทุกข์ มีกายกระสับกระส่าย ข้าได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสดุจธุลี ข้ามพ้นความสงสัย เสด็จไปดีแล้ว มีพระปัญญายิ่ง.
ขณะนั้น ข้ามีใจเบิกบาน มีจิตเลื่อมใส ได้ยกมือทำอัญชลีแด่พระตถาคต ข้าทำกุศลกรรมนั้น จึงถึงความเป็นสหายของทวยเทพ.
เมื่อเทพบุตรกล่าวอยู่อย่างนี้ ปีติได้แผ่ซาบไปทั่วกายของพราหมณ์ เขากล่าวว่า น่าอัศจรรย์หนอ ไม่เคยมีหนอ อัญชลีกรรมมีผลถึงเพียงนี้ แม้ข้าก็มีใจเบิกบาน มีจิตเลื่อมใส ขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะในวันนี้นี่แหละ.
มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรจึงแนะนำบิดาว่า ขอท่านจงมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ และจงสมาทานสิกขาบท ๕ อย่าให้ขาด อย่าให้ด่างพร้อย.
พราหมณ์รับคำด้วยความเคารพ ตั้งใจถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา งดเว้นจากการกล่าวเท็จ และเว้นการผิดกาม.
เมื่อกิจที่ควรทำแก่บิดาสำเร็จแล้ว มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรก็อันตรธานไปในที่นั้น.
พราหมณ์เกิดความเลื่อมใสและความเคารพในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างมาก จึงมุ่งหน้าไปพระวิหารเชตวันเพื่อเข้าเฝ้าพระศาสดา มหาชนเห็นพราหมณ์ผู้ไม่เคยเข้าเฝ้าพระตถาคตมาก่อนมาที่วัด จึงพากันติดตามไปด้วย.
พราหมณ์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำปฏิสันถารแล้วกราบทูลถามว่า คนที่ไม่ให้ทาน ไม่รักษาศีล เพียงแต่มีใจเลื่อมใสในพระองค์อย่างเดียว จะบังเกิดในสวรรค์ได้หรือ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เมื่อย่ำรุ่งวันนี้ มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรได้บอกเหตุที่ตนเข้าถึงเทวโลกแก่ท่านแล้วมิใช่หรือ.
ขณะนั้น มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรทราบเรื่องราวทั้งหมด ปรากฏมาที่เชตวันพร้อมวิมาน ลงจากวิมาน ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วประคองอัญชลียืนอยู่ ณ ที่สมควร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงกุศลที่เทพบุตรนั้นกระทำแล้วในที่ประชุม ทรงทราบว่าบริษัทมีใจพร้อม จึงทรงแสดงธรรมอันยกขึ้นแสดงโดยลำดับ.
จบพระธรรมเทศนา มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร พราหมณ์ผู้เป็นบิดา และบริษัทที่ประชุมกันเป็นอันมาก ได้ถึงธรรม.
อัญชลีกรรมของมัฏฐกุณฑลีจึงมิใช่เพียงการประนมมือในวาระสุดท้าย แต่เป็นจิตเลื่อมใสที่เกิดขึ้นต่อพระตถาคตอย่างบริสุทธิ์ในขณะสำคัญ และยังเป็นเหตุให้บิดาผู้เคยไม่ศรัทธาได้กลับมาถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ.
มัฏฐกุณฑลีวิมาน ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ พระไตรปิฎกเล่มที่ 26
อรรถกถามัฏฐกุณฑลีวิมาน ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ