38

อานิสงส์แห่งการถวายผ้าและอุทิศส่วนบุญ

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี ที่กรุงเวสาลีมีเจ้าลิจฉวีพระนามว่าอัมพสักขระ พระองค์ยังไม่มีศรัทธา ยึดถือความเห็นผิด และไม่เคารพสมณพราหมณ์.

ในกรุงเวสาลีนั้น มีพ่อค้าคนหนึ่งเป็นผู้มีอัธยาศัยดี ไม่มักโกรธ กล่าวถ้อยคำอ่อนโยน และยินดีประกาศคุณของผู้ประพฤติดีตามความเป็นจริง.

ใกล้ร้านของพ่อค้ามีทางเป็นโคลน ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องลำบากและเปื้อนโคลน เขาจึงนำสิ่งของมาวางเป็นทางเหยียบ เพื่อให้ตนเองและผู้อื่นเดินข้ามได้สะดวก.

วันหนึ่ง เพื่อนของเขากำลังอาบน้ำและวางผ้าไว้บนฝั่ง พ่อค้าซ่อนผ้านั้นเพราะต้องการหยอกเล่น ครั้นเห็นเพื่อนเดือดร้อนจึงนำกลับมาคืน มิได้คิดจะลักเอาเป็นของตน.

พ่อค้ามีหลานชายคนหนึ่งประพฤติชั่ว ลักสิ่งของจากเรือนผู้อื่นแล้วนำมาซ่อนไว้ในร้านของลุง เมื่อเจ้าของทรัพย์ติดตามรอยมาพบของที่ร้าน จึงจับทั้งพ่อค้าและหลานชายไปถวายแก่ผู้ปกครอง.

พ่อค้าผู้มิได้ร่วมลักทรัพย์ถูกประหารชีวิต ส่วนหลานชายถูกลงโทษด้วยการเสียบหลาวอยู่นอกพระนคร.

เมื่อพ่อค้าสิ้นชีวิต ผลแห่งกรรมทั้งดีและชั่วที่เคยทำไว้ได้ปรากฏพร้อมกัน เขาเกิดเป็นเปรตผู้มีอานุภาพ มีม้าขาวทิพย์เป็นพาหนะ มีกลิ่นหอมและรัศมีงดงาม แต่ไม่มีผ้านุ่งห่ม.

ม้าขาวทิพย์เป็นผลจากการทำทางให้คนข้ามโคลน ความผ่องใสและกลิ่นหอมเป็นผลจากการไม่โกรธ กล่าววาจาอ่อนโยน และประกาศคุณของคนดี ส่วนความเปลือยกายเป็นผลจากการซ่อนผ้าของเพื่อนเพื่อความสนุก.

เมื่อเปรตระลึกถึงชีวิตก่อน ก็เห็นหลานชายกำลังทนทุกข์อยู่บนหลาว เขาเกิดความสงสาร จึงขี่ม้าขาวไปหาในเวลากลางคืน และกล่าวอยู่เสมอว่า จงมีชีวิตอยู่เถิดสหาย การมีชีวิตอยู่ประเสริฐกว่า.

ฝ่ายพระเจ้าอัมพสักขระ วันหนึ่งทอดพระเนตรเห็นภรรยาของชายผู้หนึ่งและทรงปรารถนานาง จึงรับชายผู้เป็นสามีเข้ารับราชการ แล้วคิดหาเหตุลงโทษเขา.

พระราชารับสั่งให้ชายผู้นั้นเดินทางไปยังสระบัวซึ่งอยู่ไกลจากกรุงเวสาลี ให้นำดินสีแดงและดอกบัวแดงกลับมาให้ทันก่อนพระอาทิตย์ตก มิฉะนั้นจะถูกประหารชีวิต.

จากนั้นพระองค์ทรงสั่งนายประตูให้ปิดประตูเมืองก่อนเวลา แม้ชายผู้นั้นจะเร่งเดินทางกลับมาถึงก่อนพระอาทิตย์ตก นายประตูก็ปิดประตูเสียต่อหน้าเขา.

ชายผู้นั้นรู้ว่าหากไม่มีพยาน ตนคงไม่พ้นโทษ จึงร้องเรียกบุรุษผู้ถูกเสียบหลาวอยู่ใกล้ประตูเมือง ขอให้ช่วยเป็นพยานว่าเขากลับมาทันเวลา.

บุรุษผู้ถูกเสียบหลาวตอบว่า ตนกำลังจะตาย คำของตนอาจไม่มีผู้เชื่อ แต่ทุกคืนมีเปรตผู้มีอานุภาพขี่ม้าขาวมาหา หากอยู่รอจนถึงกลางคืน ชายผู้นั้นจะได้เห็นและขอให้เปรตเป็นพยาน.

เมื่อถึงยามค่ำ เปรตขี่ม้าขาวมาถึง และกล่าวแก่บุรุษผู้ถูกเสียบหลาวเช่นเดิมว่า จงมีชีวิตอยู่เถิดสหาย การมีชีวิตอยู่ประเสริฐกว่า ชายผู้ถูกปิดประตูเมืองจึงเห็นเปรตด้วยตนเอง.

รุ่งเช้า พระเจ้าอัมพสักขระทรงกล่าวหาว่าชายผู้นั้นไม่ทำตามพระบัญชา เขายืนยันว่ากลับมาทันเวลา และกราบทูลว่ามีเปรตผู้ขี่ม้าขาวเป็นพยาน พระราชาจึงเสด็จไปเฝ้าดูด้วยพระองค์เองในคืนต่อมา.

เมื่อเปรตปรากฏ พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า บุรุษผู้นี้ถูกเสียบหลาวมาหลายวัน ไม่มีที่นอน ไม่มีอาหาร ไม่มีเสื้อผ้า และกำลังจะตาย เหตุใดท่านจึงยังกล่าวว่า การมีชีวิตอยู่ประเสริฐกว่า.

เปรตตอบว่า บุรุษผู้ถูกเสียบหลาวเป็นญาติของตน เมื่อสิ้นชีวิตแล้วจักไปเกิดในนรกอันร้อนแรงและน่ากลัวยิ่ง ความทุกข์บนหลาวยังเบากว่าความทุกข์ที่รออยู่ ตนจึงปรารถนาให้เขามีชีวิตต่อไป เพื่อจะได้มีโอกาสทำความดีและเปลี่ยนทางของตน.

เปรตมิได้บอกเรื่องนี้แก่บุรุษนั้นโดยตรง เพราะเกรงว่าเมื่อได้ฟังแล้วจะตกใจและสิ้นชีวิตเสียในทันที.

พระเจ้าอัมพสักขระทอดพระเนตรเห็นม้าขาวอันงดงาม รัศมีและกลิ่นหอมของเปรต แต่เห็นว่าเขาไม่มีผ้านุ่งห่ม จึงตรัสถามว่า สมบัติและความบกพร่องเหล่านี้เกิดจากกรรมอะไร.

เปรตจึงเล่าว่า ม้าขาวเป็นผลจากการทำทางให้คนเดินข้ามโคลน ความผ่องใสเป็นผลจากการไม่โกรธและกล่าวถ้อยคำอ่อนโยน กลิ่นหอมเป็นผลจากการสรรเสริญคุณของผู้ตั้งอยู่ในธรรม ส่วนความเปลือยกายเป็นผลจากการซ่อนผ้าของเพื่อนเพียงเพื่อหยอกเล่น.

พระราชาตรัสถามว่า ถ้าความผิดที่ทำเล่นยังให้ผลถึงเพียงนี้ ผู้ทำบาปด้วยเจตนาร้ายจะได้รับผลอย่างไร.

เปรตตอบว่า ผู้มีใจชั่ว ประพฤติชั่วด้วยกายและวาจา เมื่อตายแล้วย่อมไปสู่ทุคติ ส่วนผู้ยินดีในการให้ทาน สำรวมตน และประพฤติดี เมื่อตายแล้วย่อมไปสู่สุคติ.

แม้ได้ฟังดังนั้น พระเจ้าอัมพสักขระยังไม่ทรงเชื่อเรื่องกรรมทั้งหมด จึงตรัสถามว่า จะให้พระองค์เชื่อผลของบุญและบาปได้อย่างไร.

เปรตกราบทูลว่า พระองค์กำลังทอดพระเนตรเห็นผลของกรรมอยู่ต่อหน้า หากบุญและบาปไม่มี เหตุใดผลที่เกิดแก่สัตว์ทั้งหลายจึงแตกต่างกัน ผู้ทำกรรมอย่างใดย่อมได้รับผลตามเหตุที่ตนกระทำ.

พระราชาจึงตรัสถามว่า มีทางใดช่วยให้เปรตได้เครื่องนุ่งห่มหรือไม่.

เปรตตอบว่า ใกล้กรุงเวสาลีมีกัปปิตกภิกษุ ผู้สงบ สำรวม มีศีล และสิ้นอาสวะ หากพระราชาถวายผ้าแก่พระเถระ แล้วอุทิศผลแห่งทานให้ เปรตจักได้รับเครื่องนุ่งห่ม.

รุ่งเช้า พระเจ้าอัมพสักขระทรงเลือกผ้าอย่างดี ๘ คู่ แล้วเสด็จไปหากัปปิตกภิกษุ ซึ่งกลับจากบิณฑบาตและนั่งพักอยู่ ณ โคนไม้.

เมื่อพระราชาขอถวายผ้า พระเถระมิได้รับในทันที แต่กล่าวถึงความประพฤติเดิมของพระองค์ว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายพากันหลีกหนีจากพระราชนิเวศน์ เพราะเคยถูกทำลายบาตร ฉีกจีวร เตะให้ล้ม และเบียดเบียนด้วยประการต่าง ๆ.

แม้คนหลงทาง พระองค์ก็ไม่ทรงบอกทาง และยังเคยแย่งไม้เท้าจากคนตาบอด พระเถระจึงถามว่า เหตุใดวันนี้พระองค์จึงเสด็จมาถวายผ้า.

พระเจ้าอัมพสักขระทรงยอมรับว่าคำของพระเถระเป็นความจริง แล้วตรัสเล่าเรื่องเปรตผู้มีม้าขาวแต่ไม่มีผ้านุ่งห่ม พระองค์ได้ทรงเห็นแล้วว่า แม้ความผิดที่ทำเพียงเพื่อหยอกเล่นก็ยังให้ผล.

พระองค์จึงถวายผ้า ๘ คู่แก่กัปปิตกภิกษุด้วยความเคารพ และตั้งพระทัยอุทิศผลแห่งทานนั้นแก่เปรตผู้ไม่มีเครื่องนุ่งห่ม พระเถระรับผ้าไว้ด้วยความอนุเคราะห์.

ทันใดนั้น เปรตปรากฏกายต่อพระราชา มีผ้านุ่งห่มอันงดงาม ประดับด้วยอาภรณ์ ลูบไล้กายด้วยจันทน์ ขี่ม้าขาวทิพย์ และมีบริวารแวดล้อม.

พระเจ้าอัมพสักขระทอดพระเนตรเห็นผลแห่งทานเกิดขึ้นต่อพระพักตร์ จึงทรงปีติและเลื่อมใส ทราบชัดว่า ทานที่ถวายแก่ผู้ควรรับแล้วอุทิศให้ผู้ล่วงลับ ย่อมสำเร็จผลได้.

พระองค์ตรัสว่า นับแต่นี้จะทรงให้ทานแก่สมณพราหมณ์ และจะไม่หวงสิ่งใดที่สมควรให้.

เปรตกราบทูลว่า หากพระราชากลับไปไม่มีศรัทธา ตระหนี่ และถือความเห็นผิดเช่นเดิม แม้พบกันอีกตนก็จะไม่สนทนาด้วย แต่หากพระองค์เคารพธรรม ยินดีในการให้ สำรวมตน และบำรุงผู้ปฏิบัติดี ทั้งสองยังจะพบและสนทนากันได้.

จากนั้น เปรตขอให้พระราชาปลดบุรุษออกจากหลาวโดยเร็ว เพราะบุรุษผู้นี้เป็นเหตุให้พระราชากับเปรตได้พบกัน หากยังมีชีวิตอยู่ เขายังมีโอกาสทำความดีและหลีกพ้นจากผลอันน่ากลัว.

พระเจ้าอัมพสักขระเสด็จกลับไปยังที่ประชุมเจ้าลิจฉวี ทรงขออนุญาตปล่อยบุรุษผู้ถูกเสียบหลาวมาถึง ๒๐ คืน เมื่อทุกคนยินยอม พระองค์จึงรับสั่งให้ปลดเขาลงและส่งหมอไปรักษา.

เมื่อบุรุษนั้นมีอาการดีขึ้น พระราชาทรงพาเขาไปหากัปปิตกภิกษุ แล้วตรัสถามว่า มีทางใดช่วยให้เขาพ้นจากนรก และกรรมที่ทำไว้จะหมดไปโดยไม่ให้ผลได้หรือไม่.

พระเถระตอบว่า หากเขาตั้งใจประพฤติธรรม ทำความดีทั้งกลางวันและกลางคืน ก็อาจหลีกพ้นจากนรกที่กำลังรออยู่ได้ แต่กรรมที่เคยทำไว้ย่อมให้ผลตามโอกาส หากยังไม่สิ้นการเวียนว่ายตายเกิด.

พระเจ้าอัมพสักขระจึงตรัสขอให้พระเถระสั่งสอนพระองค์ด้วย เพื่อมิให้ต้องไปสู่ทุคติ.

กัปปิตกภิกษุแนะนำให้พระองค์ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ สมาทานศีล ๕ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม กล่าวเท็จ และดื่มน้ำเมา.

พระเถระยังสอนให้พระองค์มีจิตผ่องใส บำรุงพระภิกษุสงฆ์ด้วยจีวร อาหาร ที่พัก ยารักษาโรค และสิ่งของที่จำเป็น เพราะกุศลของผู้ให้ด้วยศรัทธาย่อมเจริญขึ้น.

พระเจ้าอัมพสักขระรับคำ ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ สมาทานศีล ๕ และตั้งใจถวายปัจจัยแก่พระสงฆ์ด้วยความเคารพ นับแต่นั้นพระองค์ทรงละความเห็นผิดและเป็นอุบาสกผู้มีศรัทธา.

ส่วนบุรุษผู้เคยถูกเสียบหลาว เมื่อหายจากบาดแผลแล้วได้ออกบวชในสำนักของกัปปิตกภิกษุ ปฏิบัติธรรมจนบรรลุพระอรหัตผล.

พระเจ้าอัมพสักขระได้บรรลุโสดาปัตติผล ทานผ้า ๘ คู่ที่พระองค์ถวายแล้วอุทิศ จึงมิได้ทำให้เปรตได้รับเครื่องนุ่งห่มเท่านั้น แต่ยังทำให้พระราชาเห็นผลของกรรม เกิดศรัทธา ช่วยชีวิตคนผู้หนึ่ง และตั้งมั่นในพระรัตนตรัยกับศีล.

ที่มา:
อัมพสักขรเปตวัตถุ ขุททกนิกาย เปตวัตถุ พระไตรปิฎกเล่มที่ 26
อรรถกถาอัมพสักขรเปตวัตถุ ขุททกนิกาย เปตวัตถุ