37

อานิสงส์แห่งการถวายทานอุทิศแก่ญาติ

ในอดีตกาล เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปุสสะเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระราชโอรสสามพระองค์ทรงได้รับพระบรมราชานุญาตให้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ตลอดสามเดือน.

พระราชโอรสทั้งสามส่งข่าวไปถึงนายเสมียนผู้ดูแลชนบทของตน ให้จัดเตรียมวิหาร อาหาร และสิ่งของสำหรับถวายพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ นายเสมียนนั้นพร้อมด้วยคฤหบดีผู้ดูแลคลัง ภรรยาของคฤหบดี และชาวชนบทเป็นอันมาก ต่างช่วยกันจัดมหาทานด้วยความเคารพ.

แต่ในหมู่ชาวชนบทนั้น มีบางพวกเกิดความขัดเคือง ไม่ยินดีในทานที่กำลังจัดขึ้น พวกเขาพากันขัดขวางการถวาย กินสิ่งของที่เตรียมไว้สำหรับพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์เสียเอง และจุดไฟเผาโรงครัว.

เมื่อสิ้นชีวิต ผู้ที่ร่วมทำบุญด้วยศรัทธาไปบังเกิดในสุคติ ส่วนผู้ที่ทำลายทานและเบียดบังของสงฆ์ไปเกิดในนรก ท่องเที่ยวรับผลกรรมอยู่เป็นเวลายาวนานถึงเก้าสิบสองกัป.

ครั้นถึงกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ คนเหล่านั้นพ้นจากนรกแล้วมาเกิดเป็นเปรต มีความหิวกระหายและอดอยาก.

ในเวลานั้น มนุษย์ทั้งหลายทำบุญแล้วอุทิศแก่ญาติผู้เกิดเป็นเปรต เปรตเหล่านั้นอนุโมทนาแล้วได้รับสมบัติ พวกเปรตผู้เคยทำลายทานเห็นดังนั้น จึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ทูลถามว่า เมื่อใดพวกตนจะได้รับส่วนบุญเช่นนั้นบ้าง.

พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะตรัสว่า ในกาลนี้พวกเขายังไม่ได้รับ แต่ในอนาคตจักมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ และจักมีพระราชาพระนามว่าพิมพิสาร ผู้เคยเป็นญาติของพวกเขา พระราชาพระองค์นั้นจักถวายทานแด่พระพุทธเจ้า แล้วอุทิศส่วนบุญให้ พวกเขาจึงจักได้รับในกาลนั้น.

พระดำรัสนั้นทำให้พวกเปรตมีความหวัง แม้เวลาจะผ่านไปตลอดพุทธันดรหนึ่ง พวกเขาก็เฝ้ารอวันที่พระเจ้าพิมพิสารจักถวายทานและอุทิศให้.

ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเราเสด็จอุบัติขึ้นในโลก นายเสมียนผู้เคยจัดทานในกาลก่อนมาเกิดเป็นพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงกรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารได้ฟังธรรม บรรลุโสดาปัตติผล แล้วทรงนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์มารับภัตตาหารในพระราชนิเวศน์วันรุ่งขึ้น.

เช้าวันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้ากรุงราชคฤห์พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ พระเจ้าพิมพิสารทรงถวายมหาทานด้วยความเลื่อมใส.

ส่วนเปรตญาติพากันมาห้อมล้อมพระราชนิเวศน์ บ้างยืนอยู่ภายนอกฝาเรือน บ้างอยู่ตามตรอก กำแพง ทางสามแพร่ง และใกล้บานประตู ต่างเฝ้ารอด้วยความหวังว่า บัดนี้พระราชาจักอุทิศทานให้แก่พวกเรา.

แต่เมื่อถวายทานเสร็จ พระเจ้าพิมพิสารทรงคำนึงถึงสถานที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ควรถวายอารามแห่งใด จึงมิได้ทรงอุทิศส่วนบุญแก่ผู้ใด.

พวกเปรตซึ่งเฝ้ารอมานาน เมื่อไม่ได้รับส่วนบุญก็สิ้นหวัง ในเวลากลางคืนจึงส่งเสียงร้องอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นรอบพระราชนิเวศน์.

พระเจ้าพิมพิสารทรงสดับเสียงเหล่านั้นแล้วเกิดความหวาดหวั่น ครั้นรุ่งเช้าจึงเสด็จเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลถามว่า เสียงอันน่ากลัวที่ได้ยินในราตรีนั้นจะเป็นเหตุร้ายแก่พระองค์หรือไม่.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อย่าทรงกลัวเลยมหาบพิตร เหตุร้ายจักไม่มีแก่พระองค์ เสียงนั้นเป็นเสียงญาติเก่าก่อนของพระองค์ ผู้เกิดเป็นเปรตและเฝ้ารอส่วนบุญจากพระองค์มาตลอดพุทธันดรหนึ่ง.

พระองค์ตรัสว่า เมื่อวานนี้พระราชาทรงถวายทานแล้วมิได้อุทิศให้ พวกเปรตจึงสิ้นหวังและส่งเสียงร้องเช่นนั้น.

พระเจ้าพิมพิสารกราบทูลถามว่า หากถวายทานในวันนี้และอุทิศให้ พวกเปรตจะได้รับหรือไม่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ย่อมได้รับ มหาบพิตร.

พระราชาจึงทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์มารับมหาทานอีกครั้ง แล้วเสด็จกลับไปจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ผ้า และที่อยู่อาศัยไว้อย่างประณีต.

เมื่อถึงเวลา พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เสด็จเข้าสู่พระราชนิเวศน์ ประทับนั่งบนอาสนะที่จัดไว้ ส่วนเปรตญาติพากันมายืนรออยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่นเดิม.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบันดาลให้พระเจ้าพิมพิสารทอดพระเนตรเห็นเปรตเหล่านั้นได้ พระราชาจึงทรงเห็นญาติผู้หิวกระหาย ผ่ายผอม และรอคอยความช่วยเหลืออยู่ภายนอกฝาเรือน.

เมื่อพระราชาทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก ทรงอุทิศว่า ขอทานที่ข้าพเจ้าให้นี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ในทันใดนั้น สระโบกขรณีที่เต็มไปด้วยดอกบัวได้เกิดขึ้นแก่พวกเปรต.

เปรตทั้งหลายลงอาบและดื่มน้ำในสระนั้น ความกระหายและความเร่าร้อนสงบลง ร่างกายที่เคยหม่นหมองกลับมีผิวพรรณผ่องใส.

เมื่อพระราชาทรงถวายอาหารแล้วอุทิศให้ อาหารทิพย์ก็เกิดขึ้นแก่พวกเขา เมื่อทรงถวายผ้าและเครื่องใช้แล้วอุทิศให้ ผ้าทิพย์และเครื่องประดับก็เกิดขึ้น และเมื่อทรงถวายที่อยู่อาศัยแล้วอุทิศให้ วิมานอันงดงามก็ปรากฏแก่เปรตเหล่านั้นตามลำดับ.

พวกเปรตได้รับสมบัติแล้วต่างอนุโมทนาด้วยความเคารพ กล่าวว่า เพราะญาติเหล่าใด พวกเราจึงได้สมบัติเช่นนี้ ขอญาติเหล่านั้นจงมีอายุยืน การบูชาญาติผู้ล่วงลับได้กระทำแล้วแก่พวกเรา และทายกผู้ให้ทานก็ไม่ไร้ผล.

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสติโรกุฑฑคาถาแก่พระเจ้าพิมพิสารและบริษัทว่า เปรตทั้งหลายย่อมมาสู่เรือนของตน บ้างยืนอยู่ภายนอกฝาเรือน บ้างอยู่ตามทางสามแพร่ง ทางสี่แพร่ง และใกล้บานประตู.

แม้ในเรือนจะมีข้าว น้ำ ของเคี้ยว และของกินเป็นอันมาก แต่ญาติทั้งหลายกลับมิได้ระลึกถึงเปรตเหล่านั้น เพราะกรรมของสัตว์ทั้งหลายเป็นปัจจัย.

ผู้มีความอนุเคราะห์จึงควรถวายน้ำและโภชนะอันสะอาดประณีตแก่พระสงฆ์ตามกาล แล้วอุทิศว่า ขอทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของเรา ขอญาติทั้งหลายของเราจงเป็นสุขเถิด.

พระองค์ตรัสว่า ในเปตวิสัยไม่มีกสิกรรม ไม่มีการเลี้ยงสัตว์ ไม่มีการค้าขาย และไม่มีการแลกเปลี่ยนด้วยเงิน ผู้เกิดเป็นเปรตดำรงอยู่ด้วยผลแห่งทานที่ญาติอุทิศให้จากมนุษยโลก.

น้ำฝนที่ตกบนที่สูงย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำฉันใด ทานที่อุทิศจากมนุษยโลกย่อมสำเร็จแก่เปรตผู้สามารถรับส่วนบุญได้ฉันนั้น และห้วงน้ำที่เต็มย่อมไหลไปยังมหาสมุทรฉันใด ทานที่ญาติอุทิศให้ก็ย่อมสำเร็จแก่เปรตผู้เป็นญาติฉันนั้น.

เมื่อระลึกถึงอุปการะที่ญาติผู้ล่วงลับเคยทำไว้ว่า ผู้นั้นเคยให้สิ่งนี้แก่เรา เคยทำสิ่งนี้เพื่อเรา เคยเป็นญาติ มิตร หรือสหายของเรา ก็ควรถวายทักษิณาทานแล้วอุทิศให้.

การร้องไห้ ความเศร้าโศก และความคร่ำครวญไม่อาจช่วยผู้ล่วงลับได้ ญาติผู้ตายแล้วยังคงเป็นไปตามกรรมของตน แต่ทักษิณาทานที่ตั้งไว้ดีแล้วในพระสงฆ์ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่เปรตผู้เป็นญาติและสามารถรับส่วนบุญได้โดยพลัน.

พระเจ้าพิมพิสารทรงถวายมหาทานและอุทิศแก่เปรตญาติแล้ว เปรตเหล่านั้นพ้นจากความอดอยาก ได้รับสมบัติตามส่วนแห่งบุญ และอนุโมทนาในกุศลของพระราชา.

ที่มา:
ติโรกุฑฑเปตวัตถุ ขุททกนิกาย เปตวัตถุ พระไตรปิฎกเล่มที่ 26
ติโรกุฑฑกัณฑ์ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ พระไตรปิฎกเล่มที่ 25
อรรถกถาติโรกุฑฑเปตวัตถุ ขุททกนิกาย เปตวัตถุ