36

อานิสงส์แห่งการสร้างเสนาสนะถวายสงฆ์

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี มีอุบาสกผู้หนึ่งชื่อนันทิยะ เกิดในตระกูลที่มีศรัทธา ยินดีในการให้ทาน และบำรุงพระภิกษุสงฆ์มาแต่เยาว์วัย.

เมื่อเจริญวัย นันทิยะดำรงชีวิตครองเรือน แต่ยังคงตั้งมั่นในพระรัตนตรัย รักษาศีล และแบ่งทรัพย์ของตนเพื่อเกื้อกูลพระสงฆ์ คนยากจน คนเดินทาง และผู้มาขอ.

นันทิยะมีภรรยาชื่อเรวดี เดิมนางไม่มีศรัทธาและไม่ยินดีในการให้ทาน แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในเรือนของนันทิยะ นางยอมช่วยจัดอาสนะ รับบาตร และเตรียมภัตตาหารถวายพระสงฆ์ตามคำของคนในครอบครัว.

ภายหลังมารดาบิดาถึงแก่กรรม เขาได้รับทรัพย์มรดกเป็นอันมาก แต่มิได้นำทรัพย์นั้นมาใช้เพื่อความสุขของตนเพียงฝ่ายเดียว กลับขยายการให้ทานให้กว้างขวางยิ่งขึ้น.

นันทิยะจัดอาหารสำหรับผู้ขัดสนและคนเดินทาง ถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์อย่างสม่ำเสมอ และคอยจัดหาสิ่งของที่จำเป็นแก่พระภิกษุผู้มาจากทิศต่าง ๆ.

เขาเห็นว่าพระภิกษุผู้เดินทางมายังกรุงพาราณสีควรมีที่พักอันเหมาะสม จึงให้สร้างศาลา ๔ หลัง พร้อมห้องพัก ๔ ห้อง ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน.

ภายในศาลาและห้องพัก นันทิยะจัดเตียง ตั่ง เครื่องลาด น้ำดื่ม น้ำใช้ และเครื่องอุปกรณ์ที่สมควรแก่สมณะไว้อย่างพร้อมเพรียง.

เมื่อการก่อสร้างเสร็จแล้ว เขานิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์มารับภัตตาหาร ถวายทานด้วยความเคารพ แล้วหลั่งน้ำทักษิโณทก มอบศาลา ห้องพัก และเครื่องใช้ทั้งหมดไว้ในพระศาสนา.

ในขณะที่น้ำทักษิโณทกตกลงบนพระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า วิมานทิพย์อันใหญ่ได้เกิดขึ้นในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีรัศมีสว่างดุจดวงอาทิตย์ และมีหมู่เทพนารีอยู่ภายใน.

วิมานนั้นเกิดขึ้นทั้งที่นันทิยะยังมีชีวิตอยู่ในมนุษยโลก เปรียบเหมือนเรือนที่สร้างเสร็จแล้วรอรับเจ้าของผู้จะเดินทางมาถึงในภายหลัง.

ต่อมา ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวไปในเทวโลก ได้เห็นวิมานอันรุ่งเรืองนั้น แต่ไม่เห็นเทพบุตรผู้เป็นเจ้าของ จึงถามเหล่าเทพธิดาว่า วิมานนี้เกิดขึ้นเพื่อผู้ใด.

เหล่าเทพธิดาตอบว่า วิมานนี้เกิดขึ้นด้วยบุญของนันทิยะอุบาสกชาวกรุงพาราณสี ผู้สร้างศาลาและที่พักถวายพระสงฆ์ เมื่อเขาละจากมนุษยโลกแล้ว จักมาบันเทิงอยู่ในวิมานนี้.

พระมหาโมคคัลลานะกลับมายังมนุษยโลก แล้วกราบทูลเรื่องวิมานของนันทิยะแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำเรื่องนั้นมาแสดงให้เห็นว่า กุศลที่บุคคลทำไว้ย่อมติดตามต้อนรับผู้ทำบุญในโลกหน้า เหมือนญาติมิตรต้อนรับผู้จากไปนานแล้วกลับมาถึงเรือน.

นันทิยะยังคงให้ทาน รักษาศีล และบำรุงพระศาสนาตลอดชีวิต ครั้นละจากมนุษยโลกแล้ว จึงบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และได้ครอบครองวิมานซึ่งเกิดจากผลแห่งเสนาสนะทานของตน.

ฝ่ายเรวดี แม้อยู่ในเรือนเดียวกับนันทิยะ ได้เห็นการให้ทานและการบำรุงพระสงฆ์อยู่เสมอ แต่นางมิได้มีศรัทธาเช่นสามี ในเวลาที่นันทิยะยังมีชีวิต นางช่วยจัดทานเพราะต้องทำตามคำของเขา มิได้เกิดจากความเลื่อมใสของตนเอง.

เมื่อนันทิยะสิ้นชีวิต นางเรวดีจึงเลิกทานที่สามีเคยจัดไว้ ลดอาหารสำหรับผู้ยากไร้และคนเดินทาง ทั้งยังนำเศษอาหารไปวางในที่ฉัน แล้วกล่าวร้ายพระสงฆ์ให้คนอื่นเสื่อมศรัทธา.

ครั้นนางเรวดีถึงแก่กรรม นางถูกนำไปสู่นรก ส่วนนันทิยะไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้ครอบครองวิมานอันรุ่งเรืองซึ่งเกิดจากบุญของตน.

สามีภรรยาคู่นี้อยู่ในเรือนเดียวกัน ใช้ทรัพย์ในครอบครัวเดียวกัน และมีโอกาสเห็นการทำบุญเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ศรัทธา เจตนา และการกระทำ เมื่อละจากโลกนี้แล้วจึงไปเกิดต่างกันอย่างสิ้นเชิง.

ศาลา ห้องพัก เตียง ตั่ง และเครื่องใช้ที่ถวายไว้ มิได้เป็นประโยชน์แก่พระภิกษุเพียงครั้งเดียว แต่ถูกใช้สอยต่อไปเป็นเวลานาน ผลแห่งทานนั้นจึงไพบูลย์ตามประโยชน์ที่เกิดแก่พระสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้งสี่.

ที่มา:
เรวดีวิมาน ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ พระไตรปิฎกเล่มที่ 26
อรรถกถาเรวดีวิมาน ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ