อานิสงส์แห่งการบริจาคดวงตาของพระเจ้าสีวิ
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ทรงเกิดเป็นพระราชโอรสแห่งแคว้นสีพี มีพระนามว่าสีวิกุมาร เมื่อเจริญพระชนม์ได้เสด็จไปศึกษาศิลปวิทยาที่เมืองตักกสิลา ครั้นสำเร็จการศึกษาแล้วจึงเสด็จกลับพระนคร ได้รับตำแหน่งอุปราช และภายหลังเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าสีวิแห่งนครอริฏฐะ.
พระเจ้าสีวิทรงละอคติ ตั้งอยู่ในราชธรรม และมีพระอัธยาศัยยินดีในการให้ทาน ทรงสร้างโรงทานไว้ ๖ แห่ง คือที่ประตูพระนครทั้ง ๔ แห่ง กลางพระนคร ๑ แห่ง และหน้าพระราชนิเวศน์อีก ๑ แห่ง ทรงบริจาคมหาทานวันละ ๖๐๐,๐๐๐ และในวันอุโบสถยังเสด็จไปตรวจโรงทานด้วยพระองค์เอง.
วันหนึ่งในเวลาเช้าของวันเพ็ญ พระองค์ประทับอยู่ภายใต้พระเศวตฉัตร แล้วทรงพิจารณาว่า สิ่งของภายนอกที่มนุษย์ทั่วไปอาจให้ได้ เช่น ข้าว น้ำ เสื้อผ้า ทรัพย์ และพาหนะ พระองค์ได้บริจาคมาแล้วมากมาย แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดมาขอสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของพระวรกาย.
พระองค์จึงทรงตั้งพระทัยว่า หากวันนี้มีใครมาขอเนื้อ เลือด หัวใจ ศีรษะ หรือดวงตา พระองค์ก็พร้อมจะให้ เพื่อบำเพ็ญทานบารมีให้ยิ่งขึ้น ความดำรินั้นทำให้บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะเกิดร้อนขึ้น.
ท้าวสักกะทรงตรวจดูเหตุแล้วทราบพระดำริของพระเจ้าสีวิ จึงประสงค์จะทดลองว่า พระองค์จะทรงทำได้จริงตามที่ตั้งพระทัยหรือไม่ ท้าวสักกะจึงแปลงกายเป็นพราหมณ์ชราตาบอด ร่างกายสั่น ผมหงอก หนังหย่อน แล้วไปยืนอยู่ในเส้นทางที่พระราชากำลังเสด็จไปยังโรงทาน.
พระเจ้าสีวิทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ จึงรับสั่งให้หยุดช้างพระที่นั่งแล้วตรัสถามว่า ต้องการสิ่งใด พราหมณ์กราบทูลว่า เกียรติคุณเรื่องความยินดีในการให้ของพระองค์เลื่องลือไปทั้งในหมู่มนุษย์และเทวดา บัดนี้ดวงตาของตนมืดบอดทั้งสองข้าง จึงมาขอพระเนตรข้างหนึ่ง เพื่อให้ตนและพระราชามีดวงตาคนละข้าง.
เมื่อทรงได้ฟังดังนั้น พระเจ้าสีวิกลับเกิดปีติ เพราะสิ่งที่พราหมณ์ขอตรงกับพระดำริที่เพิ่งเกิดขึ้นในเช้าวันนั้น พระองค์ตรัสว่า เมื่อพราหมณ์ขอเพียงข้างเดียว พระองค์จะพระราชทานให้ทั้งสองข้าง แล้วทรงพาพราหมณ์กลับเข้าไปในพระนคร.
ข่าวว่าพระราชาจะทรงบริจาคพระเนตรแพร่ไปทั่วเมือง พระญาติ อำมาตย์ เสนาบดี สนม และชาวพระนครต่างพากันมาทูลห้าม ขอให้พระองค์พระราชทานทรัพย์ แก้วมณี ช้าง ม้า รถ หรือสิ่งมีค่าอย่างอื่นแทน เพราะเกรงว่าหากพระองค์มองไม่เห็น จะไม่สามารถปกครองบ้านเมืองต่อไปได้.
พระเจ้าสีวิไม่ทรงคล้อยตาม พระองค์ตรัสว่า ผู้ใดกล่าวว่าจะให้แล้วกลับไม่ให้ ย่อมทำลายคำของตน พราหมณ์มาขอดวงตา มิได้มาขอทรัพย์อย่างอื่น พระองค์จึงควรให้สิ่งที่ผู้ขอปรารถนา และการให้ครั้งนี้มิใช่เพื่อหวังยศ บุตร ทรัพย์ หรือราชสมบัติ แต่เป็นธรรมที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเคยประพฤติสะสมมาเพื่อพระโพธิญาณ.
พระองค์จึงรับสั่งให้หมอสิวกะนำพระเนตรออก เมื่อพระเนตรข้างแรกถูกมอบแก่พราหมณ์ ท้าวสักกะในร่างพราหมณ์ได้นำไปใส่ในเบ้าตาของตน แล้วดวงตานั้นก็มองเห็นได้ พระเจ้าสีวิทรงทราบว่าทานของพระองค์สำเร็จผล ก็ยิ่งเกิดปีติและพระราชทานพระเนตรข้างที่สองด้วยพระทัยไม่หวั่นไหว.
ท้าวสักกะรับพระเนตรทั้งสองแล้วเสด็จออกจากพระนครกลับไปยังเทวโลก ส่วนพระเจ้าสีวิทรงพักรักษาพระองค์จนความเจ็บปวดสงบลง เมื่อทรงมองไม่เห็น พระองค์ดำริว่า คนตาบอดจะครองราชสมบัติไปเพื่ออะไร จึงตั้งพระทัยจะมอบราชกิจแก่อำมาตย์ แล้วเสด็จไปประทับในพระอุทยานเพื่อบำเพ็ญสมณธรรม.
ขณะพระเจ้าสีวิทรงระลึกถึงทานของพระองค์ อาสนะของท้าวสักกะกลับร้อนขึ้นอีกครั้ง ท้าวสักกะจึงเสด็จมาหาและตรัสให้พระองค์เลือกพร พระเจ้าสีวิทูลว่า ทรัพย์ พลทหาร และท้องพระคลังของพระองค์มีมากพอแล้ว แต่เมื่อมองไม่เห็นก็ไม่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ต่อไป.
ท้าวสักกะตรัสว่า ทานมิได้ให้ผลเฉพาะในภพหน้าเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นปัจจัยให้เกิดผลในปัจจุบันได้ด้วย จึงแนะนำให้พระเจ้าสีวิทรงตั้งสัจจาธิษฐาน อาศัยความจริงแห่งจิตที่บริสุทธิ์ในเวลาบริจาคพระเนตร.
พระเจ้าสีวิจึงตรัสว่า ในบรรดาผู้มาขอทานทั้งหลาย ผู้ใดเอ่ยปากขอต่อพระองค์ ผู้นั้นเป็นที่รักของพระองค์เสมอกัน ด้วยสัจจวาจานี้ ขอพระเนตรข้างหนึ่งจงเกิดขึ้นดังเดิม ทันใดนั้นพระเนตรข้างหนึ่งก็ปรากฏขึ้น.
จากนั้นพระองค์ตรัสอีกว่า เมื่อพราหมณ์มาขอดวงตา พระองค์ได้ให้ทั้งสองข้างด้วยปีติและโสมนัสอย่างแท้จริง ด้วยสัจจวาจานี้ ขอพระเนตรข้างที่สองจงเกิดขึ้น ทันใดนั้นพระเนตรอีกข้างก็ปรากฏขึ้นเช่นกัน.
พระเนตรที่เกิดขึ้นมิใช่พระเนตรเดิม และมิใช่ทิพยจักษุที่เกิดจากสมาธิ แต่เป็นพระเนตรซึ่งเกิดด้วยกำลังแห่งปีติในทานและสัจบารมี ท้าวสักกะทรงสรรเสริญพระเจ้าสีวิ และประทานอานุภาพให้พระองค์มองเห็นได้ไกลถึง ๑๐๐ โยชน์ แม้มีฝา หิน หรือภูเขากั้นอยู่.
พระเจ้าสีวิเสด็จกลับพระนครท่ามกลางมหาชน แล้วทรงประชุมชาวเมืองเพื่อแสดงผลแห่งการให้ พระองค์ตรัสชักชวนให้ประชาชนรู้จักให้ทานและบริโภคทรัพย์โดยชอบ ต่อมาทรงแสดงธรรมเช่นนี้ทุกกึ่งเดือน มหาชนจำนวนมากตั้งอยู่ในบุญกุศลและไปเกิดในเทวโลก.
พระเจ้าสีวิทรงรักพระเนตรและพระชนมชีพของพระองค์ มิได้ทรงเบื่อหน่ายพระวรกาย แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นสิ่งที่ทรงรักยิ่งกว่า จึงทรงสละสิ่งที่บุคคลทั่วไปสละได้ยาก จักษุทานครั้งนั้นจึงเป็นทานบารมีอันยิ่ง และเป็นเหตุให้ความตั้งพระทัยเพื่อพระโพธิญาณบริบูรณ์ยิ่งขึ้น.
สีวีราชจริยา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก พระไตรปิฎกเล่มที่ 33
อรรถกถาสีวีราชจริยา
สีวิราชชาดก ขุททกนิกาย ชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ 27