60

อานิสงส์แห่งการเจริญพุทธานุสสติ

ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระสุภูติเถระเกิดเป็นนันทมาณพ บุตรของพราหมณ์ผู้มั่งคั่งในกรุงหงสวดี เมื่อเจริญวัยได้เรียนไตรเพทจนจบ แต่ไม่เห็นสาระที่จะนำตนให้พ้นทุกข์ จึงออกบวชเป็นดาบส มีมาณพ 44,000 คนติดตามออกบวชด้วย ท่านเป็นที่รู้จักในนามโกสิยะดาบส และได้เป็นอาจารย์ของดาบสเหล่านั้น

โกสิยะดาบสกับศิษย์ทั้งหลายบำเพ็ญสมาบัติ 8 และอภิญญา 5 อยู่ใกล้ภูเขานิสภะ เชิงเขาหิมวันต์ ท่านดำรงชีวิตอย่างมักน้อย ไม่เก็บผลไม้หรือใบไม้จากต้นมาเป็นอาหาร แต่อาศัยสิ่งที่หล่นเองตามธรรมชาติ แม้เมื่อกิเลสเกิดขึ้นก็กล่าวตักเตือนตนเอง ไม่ปล่อยให้ราคะ โทสะหรือโมหะครอบงำจิต ท่านอยู่ในป่าด้วยความไม่ประมาทเช่นนี้เป็นเวลายาวนานถึง 30,000 ปี

วันหนึ่ง พระปทุมุตตรพุทธเจ้าทรงตรวจดูสัตว์โลก ทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของดาบสผู้เป็นศิษย์ทั้ง 44,000 คน และทรงเห็นความปรารถนาในอนาคตของโกสิยะดาบส จึงเสด็จไปยังอาศรมเพียงพระองค์เดียว ขณะนั้นดาบสผู้เป็นศิษย์ออกไปแสวงหาผลไม้อยู่ในป่า เหลือแต่อาจารย์อยู่ที่อาศรม

โกสิยะดาบสเห็นพระพุทธองค์เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ พระรัศมีรุ่งเรืองประดุจทองคำบริสุทธิ์ จึงพิจารณามหาปุริสลักษณะตามวิชาที่ตนเรียนมา และรู้ว่าบุรุษผู้มีลักษณะเช่นนี้ หากครองเรือนจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ หากออกบวชจักเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ท่านจึงเข้าไปต้อนรับ ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วปูอาสนะถวาย

เมื่อดาบสทั้ง 44,000 คนกลับมาถึง เห็นพระพุทธองค์ประทับอยู่บนอาสนะ ส่วนอาจารย์ของตนนั่งอยู่ต่ำกว่า จึงถามว่า บุรุษผู้นี้ประเสริฐกว่าอาจารย์หรือ โกสิยะดาบสตอบว่า การนำตนไปเปรียบกับพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ไม่ต่างจากการนำเมล็ดพันธุ์ผักกาดไปเปรียบกับเขาสิเนรุ เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ดาบสทั้งหมดจึงหมอบลงถวายบังคมพระพุทธองค์

โกสิยะดาบสนำผลไม้อันประณีตที่ศิษย์ทั้งหลายนำกลับมาใส่บาตรถวาย แล้วกรองน้ำถวายด้วยตนเอง เมื่อพระพุทธองค์เสวยเสร็จแล้ว ทรงดำริให้ภิกษุสงฆ์มาเฝ้า พระขีณาสพ 100,000 รูปทราบพระดำริ จึงเหาะมาถวายบังคมและยืนอยู่ ณ ที่สมควร

โกสิยะดาบสเห็นว่าไม่มีอาสนะเพียงพอ จึงให้ศิษย์นำดอกไม้ที่สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นมาจากเชิงเขา ดาบสทั้งหลายช่วยกันปูลาดอาสนะดอกไม้ถวายพระพุทธเจ้า พระอัครสาวก และพระสงฆ์ทุกรูป เมื่อพระพุทธองค์พร้อมพระสงฆ์ประทับเรียบร้อยแล้ว โกสิยะดาบสถือฉัตรดอกไม้ขนาดใหญ่ ยืนกั้นถวายเหนือพระเศียร

พระปทุมุตตรพุทธเจ้าทรงปรารถนาให้สักการะครั้งนี้มีผลมาก จึงเข้านิโรธสมาบัติ พระขีณาสพทั้ง 100,000 รูปก็เข้าสมาบัติตาม ตลอด 7 วันนั้น บรรดาศิษย์ออกไปหาอาหารเฉพาะเมื่อจำเป็น แล้วกลับมายืนประคองอัญชลีอยู่ต่อหน้าพระพุทธองค์ ส่วนโกสิยะดาบสไม่ออกไปหาอาหารเลย ยืนกั้นฉัตรดอกไม้ด้วยปีติและความสุขตลอด 7 วัน

เมื่อครบ 7 วัน พระพุทธองค์เสด็จออกจากนิโรธสมาบัติ แล้วทรงมอบหมายให้ภิกษุรูปหนึ่งแสดงธรรมอนุโมทนา ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้เลิศอยู่ 2 ด้าน คือเป็นผู้มีปกติอยู่โดยปราศจากกิเลสเครื่องกระทบกระทั่ง และเป็นพระทักขิไณยบุคคลผู้ควรรับทักษิณา หลังจากภิกษุรูปนั้นแสดงธรรมแล้ว พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมต่อด้วยพระองค์เอง ดาบสทั้ง 44,000 คนบรรลุพระอรหัตและได้รับเอหิภิกขุอุปสัมปทาในเวลาจบพระธรรมเทศนา

โกสิยะดาบสเพียงผู้เดียวไม่ได้บรรลุมรรคผลในวันนั้น เพราะขณะฟังธรรมจิตของท่านน้อมไปสู่ความปรารถนาว่า ในอนาคตตนจะได้เป็นสาวกผู้เลิศ 2 ด้านเหมือนภิกษุผู้แสดงธรรม ท่านจึงกราบทูลถามถึงคุณของภิกษุรูปนั้น แล้วตั้งความปรารถนาว่า ด้วยผลแห่งการกั้นฉัตรดอกไม้ถวายตลอด 7 วันนี้ ขอให้ตนได้เป็นสาวกผู้เลิศทั้ง 2 ด้านในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต

พระปทุมุตตรพุทธเจ้าทรงตรวจดูอนาคตแล้วตรัสว่า เมื่อผ่านไป 100,000 กัป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ดาบสผู้นี้จักสละทรัพย์ 80 โกฏิ พร้อมทั้งทาสและกรรมกร ออกบวชในพระศาสนานั้น มีนามว่าสุภูติ และจักได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศทั้งในหมู่ภิกษุผู้อยู่โดยไม่มีกิเลสเครื่องกระทบกระทั่ง และในหมู่ภิกษุผู้เป็นทักขิไณยบุคคล

พระพุทธองค์ยังทรงสอนให้ท่านเจริญพุทธานุสสติ คือระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ โกสิยะดาบสรับพระโอวาทแล้วนมัสการพระตถาคตด้วยจิตเบิกบาน และเจริญพุทธานุสสติตลอดชีวิต เมื่อละจากอัตภาพนั้นจึงไปเกิดในพรหมโลก ต่อมายังได้ออกบวชเป็นผู้อยู่ป่าอีก 500 ชาติ และในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าก็ออกบวช บำเพ็ญวัตรของผู้ถือการอยู่ป่าจนบริบูรณ์

ผลแห่งกุศลและการเจริญพุทธานุสสติทำให้ท่านท่องเที่ยวอยู่ในสุคติ ไม่รู้จักทุคติตลอด 100,000 กัป ได้เป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ 80 ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ 1,000 ครั้ง และเป็นพระเจ้าประเทศราชนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าถือกำเนิดในภพใดก็ไม่เคยขาดแคลนโภคทรัพย์

ในชาติสุดท้าย ท่านเกิดในเรือนของสุมนเศรษฐีแห่งกรุงสาวัตถี เป็นน้องชายของอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีนามว่าสุภูติ คราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงรับพระเชตวันมหาวิหาร สุภูติกุฎุมพีตามพี่ชายไปฟังธรรมด้วย เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาก็เกิดศรัทธา ขอบรรพชาและอุปสมบทในพระพุทธศาสนา

พระสุภูติเรียนพระธรรมคำสอนแล้วไปบำเพ็ญสมณธรรมในป่า เจริญวิปัสสนาโดยมีเมตตาฌานเป็นบาท ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา 4 วิโมกข์ 8 และอภิญญา 6

เมื่อพระสุภูติแสดงธรรม ท่านแสดงไปตามพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ไม่ยกตน ไม่กดผู้อื่น และไม่ทำให้ผู้ฟังเกิดความขัดแย้ง ท่านจึงเป็นผู้เลิศในหมู่ภิกษุผู้อยู่โดยไม่มีกิเลสเครื่องกระทบกระทั่ง ส่วนเวลาออกบิณฑบาต ก่อนรับอาหารจากบ้านใด ท่านจะเข้าเมตตาฌานแผ่เมตตาแก่ผู้คนในบ้านนั้นเสียก่อน แล้วจึงออกจากฌานรับภิกษา เพื่อให้ทานของผู้ถวายมีผลมาก ท่านจึงเป็นผู้เลิศในหมู่ภิกษุผู้เป็นทักขิไณยบุคคล

ครั้งหนึ่งพระสุภูติเดินทางไปถึงกรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารทรงนิมนต์ให้พำนักอยู่และรับว่าจะสร้างกุฎีถวาย แต่ภายหลังทรงลืม พระสุภูติจึงต้องพักกลางแจ้ง ตลอดเวลานั้นฝนไม่ตก ชาวเมืองเดือดร้อนและพากันไปร้องทุกข์ พระราชาทรงระลึกได้จึงโปรดให้สร้างบรรณกุฎีถวาย เมื่อพระสุภูติเข้าไปนั่งในกุฎีแล้ว ฝนจึงเริ่มตก ท่านกล่าวคาถาว่า กุฎีของท่านมุงดีแล้ว มีเครื่องป้องกันอันสบาย จิตตั้งมั่นหลุดพ้นแล้ว ฝนปรารถนาจะตกก็จงตกเถิด

ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าทรงแต่งตั้งภิกษุสาวกไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ จึงทรงยกย่องพระสุภูติเถระว่าเป็นเลิศถึง 2 ตำแหน่ง สมดังความปรารถนาที่ตั้งไว้เมื่อครั้งยืนกั้นฉัตรดอกไม้ถวายพระปทุมุตตรพุทธเจ้า และเจริญพุทธานุสสติมาตลอดกาลยาวนาน

ที่มา:
สุภูติเถราปทาน ขุททกนิกาย อปทาน พระไตรปิฎกเล่มที่ 32
อรรถกถาสุภูติเถราปทาน อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน
สุภูติเถรคาถา ขุททกนิกาย เถรคาถา พระไตรปิฎกเล่มที่ 26
ประวัติพระสุภูติเถระ อรรถกถาขุททกนิกาย เถรคาถา
อรรถกถาอรณวิภังคสูตร อรรถกถามัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์