อานิสงส์แห่งการถวายผ้าเปลือกไม้
ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระนันทเถระเกิดในตระกูลแห่งกรุงหงสวดี วันหนึ่งเขาไปฟังธรรมในสำนักพระพุทธองค์ เห็นภิกษุรูปหนึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ จึงปรารถนาจะได้ตำแหน่งนั้นในสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต
เขาถวายมหาทานแด่พระปทุมุตตรพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์ แล้วถวายผ้าที่ทอด้วยเปลือกไม้แด่พระพุทธองค์ ก่อนตั้งความปรารถนาตามที่คิดไว้
พระปทุมุตตรพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า ด้วยผลแห่งการถวายผ้านี้ เขาจักมีผิวพรรณดังทองคำ ได้เสวยทิพยสมบัติและมนุษยสมบัติ แล้วในสมัยพระโคดมพุทธเจ้า จักเกิดเป็นพระอนุชาของพระองค์ แม้ในเบื้องต้นจะเป็นผู้มีกำหนัดในกามมาก แต่เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตักเตือนแล้วจักออกบวชและทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
กาลต่อมาในสมัยพระอัตถทัสสีพุทธเจ้า เขาเกิดเป็นเต่าตัวใหญ่ในแม่น้ำธัมมตา วันหนึ่งเห็นพระพุทธองค์ประทับยืนอยู่ริมฝั่งและมีพระประสงค์จะข้ามแม่น้ำ จึงเข้าไปหมอบลงแทบพระบาทเพื่อถวายหลังของตนเป็นพาหนะ พระพุทธองค์ทรงทราบความตั้งใจแล้วเสด็จขึ้นประทับบนหลัง เต่าตัวนั้นเกิดปีติอย่างยิ่ง รีบแหวกว่ายพาพระองค์ข้ามถึงอีกฝั่งโดยเร็ว พระอัตถทัสสีพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาแล้วเสด็จหลีกไป
เขาสั่งสมกุศลอยู่ในสมัยพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ ท่องเที่ยวในเทวโลกและมนุษยโลกเป็นเวลายาวนาน จนมาถึงชาติสุดท้าย จึงเกิดเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางมหาปชาบดีโคตมี ณ กรุงกบิลพัสดุ์ มีพระนามว่านันทะ เป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของพระพุทธเจ้า มีพระรูปงดงามและพระฉวีวรรณดุจทองคำ
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ วันหนึ่งพระองค์เสด็จไปยังพระตำหนักในวันที่นันทกุมารกำลังประกอบพิธีมงคลกับนางชนบทกัลยาณี หลังเสวยภัตตาหารแล้ว พระพุทธองค์ทรงมอบบาตรไว้ในพระหัตถ์ของนันทกุมาร แล้วเสด็จออกจากพระตำหนักโดยมิได้รับบาตรคืน
นันทกุมารไม่กล้าวางบาตรลงเพราะความเคารพ จึงถือบาตรตามเสด็จไป เมื่อกำลังจะพ้นจากพระตำหนัก นางชนบทกัลยาณีได้ชะเง้อมองตามและกล่าวว่า “ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระองค์รีบเสด็จกลับมา” ถ้อยคำนั้นติดอยู่ในพระทัยของนันทกุมารตลอดทาง
ครั้นถึงพระวิหาร พระพุทธองค์ตรัสถามว่า นันทะ เธอจักบวชหรือ นันทกุมารไม่ปรารถนาจะบวช แต่ไม่อาจปฏิเสธพระพุทธองค์ด้วยความเคารพ จึงทูลรับและได้บรรพชาเป็นภิกษุ
หลังบวชแล้ว พระนันทะไม่มีความยินดีในพรหมจรรย์ จิตยังระลึกถึงนางชนบทกัลยาณี และบอกแก่ภิกษุทั้งหลายว่าตนปรารถนาจะลาสิกขา พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องจึงตรัสถาม เมื่อพระนันทะยอมรับ พระองค์ทรงพาไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ระหว่างทางทรงชี้ให้ดูนางลิงตัวหนึ่งซึ่งหู จมูก และหางถูกไฟไหม้ นั่งอยู่บนตอไม้ในไร่ที่ถูกเผา
เมื่อไปถึงดาวดึงส์ พระนันทะได้เห็นนางอัปสรผู้มีเท้าดุจนกพิราบ 500 นาง กำลังมาเฝ้าท้าวสักกะ พระพุทธองค์ตรัสถามว่า ระหว่างนางชนบทกัลยาณีกับนางอัปสรเหล่านี้ ใครงดงามกว่ากัน พระนันทะทูลว่า เมื่อเทียบกับนางอัปสรทั้ง 500 แล้ว นางชนบทกัลยาณีก็ไม่ต่างจากนางลิงตัวที่เห็นระหว่างทาง
พระพุทธองค์ตรัสว่า หากพระนันทะประพฤติพรหมจรรย์ พระองค์จะทรงรับประกันให้ได้นางอัปสรเหล่านี้ พระนันทะจึงรับว่าจะยินดีประพฤติพรหมจรรย์ต่อไป
เมื่อกลับถึงพระวิหาร ภิกษุทั้งหลายทราบเรื่องก็เรียกพระนันทะว่าเป็นผู้รับจ้างประพฤติพรหมจรรย์ เพราะปฏิบัติเพื่อหวังนางอัปสร พระนันทะเกิดความละอาย รังเกียจความประพฤติเดิมของตน จึงหลีกออกอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียรและตั้งใจปฏิบัติ ไม่นานนักก็ทำให้แจ้งพระอรหัตด้วยปัญญาอันยิ่ง
เมื่อบรรลุแล้ว พระนันทะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลขอให้พระองค์ทรงปลดเปลื้องคำรับประกันเรื่องนางอัปสร พระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อจิตของเธอหลุดพ้นจากอาสวะแล้ว พระองค์ก็เป็นอันพ้นจากคำรับประกันนั้นตั้งแต่ขณะนั้นเอง
พระนันทะฝึกสำรวมอินทรีย์อย่างมั่นคง เมื่อจะมองไปในทิศใด ท่านรวบรวมจิตทั้งหมดไว้ ไม่เปิดช่องให้อภิชฌาและโทมนัสไหลเข้าครอบงำ มีสติรู้เวทนา สัญญา และวิตกที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ทั้งยังรู้ประมาณในอาหาร ประกอบความเพียร และมีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ
ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าทรงแต่งตั้งภิกษุสาวกไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ จึงทรงยกย่องพระนันทเถระว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลายผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ สมดังความปรารถนาที่ตั้งไว้ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า
นันทเถราปทาน ขุททกนิกาย อปทาน พระไตรปิฎกเล่มที่ 32
อรรถกถานันทเถราปทาน อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน
เรื่องพระนันทเถระ อรรถกถาพระวินัยปิฎก มหาวรรค
นันทสูตร ขุททกนิกาย อุทาน พระไตรปิฎกเล่มที่ 25
อรรถกถานันทสูตร อรรถกถาขุททกนิกาย อุทาน
นันทสูตร อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต พระไตรปิฎกเล่มที่ 23
เอตทัคคบาลี อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต พระไตรปิฎกเล่มที่ 20
ประวัติพระนันทเถระ อรรถกถาอังคุตตรนิกาย เอกนิบาต