อานิสงส์แห่งการสร้างทางจงกรม
ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี พระโสณโกฬิวิสเถระเกิดในตระกูลที่มั่งคั่ง มีครอบครัวและทรัพย์สมบัติพร้อมบริบูรณ์ เมื่อเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธองค์ เขาจึงสร้างทางจงกรมขึ้นถวาย
เขาให้ฉาบทางจงกรมด้วยปูนขาวจนพื้นราบเรียบงามดังแผ่นกระจก แล้วลาดดอกไม้สีต่าง ๆ ตลอดทาง ทำเพดานคลุมไว้เบื้องบน ประดับด้วยประทีป ธูป ดอกไม้ ธงชัยและธงแผ่นผ้า จากนั้นจึงนิมนต์พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์มาเสวยภัตตาหารอันประณีต และถวายทางจงกรมนั้นแด่พระพุทธองค์
พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าทรงรับทางจงกรม แล้วตรัสพยากรณ์ท่ามกลางพระสงฆ์ว่า บุรุษผู้ถวายทางจงกรมด้วยจิตโสมนัสนี้ เมื่อใกล้สิ้นชีวิต จักมีรถเทียมด้วยม้า 1,000 ตัวมาปรากฏ และจักไปเกิดในเทวโลก มีวิมานรุ่งเรืองเหนือวิมานอื่น
เขาท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลกเป็นเวลายาวนาน ได้เป็นท้าวสักกะ 25 ครั้ง และเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ 77 ครั้ง มีพระนามว่ายโสธระเหมือนกันทุกพระชาติ ตลอดเวลานั้นผลแห่งกุศลยังส่งให้ได้รับยานพาหนะและที่อยู่อันงดงามสมบูรณ์
ในชาติสุดท้าย เขาเกิดในตระกูลเศรษฐีแห่งแคว้นอังคะ มีนามว่าโสณโกฬิวิสะ เป็นผู้สุขุมาลอย่างยิ่ง แม้ฝ่าเท้าทั้งสองก็มีขนอ่อนงอกขึ้น คราวหนึ่งพระเจ้าพิมพิสารทรงเรียกราษฎรจาก 80,000 ตำบลมาประชุม และรับสั่งให้โสณโกฬิวิสะเข้าเฝ้าด้วย เพราะทรงประสงค์จะทอดพระเนตรลักษณะที่ฝ่าเท้าของเขา
เมื่อเสร็จราชกิจ ราษฎรเหล่านั้นพร้อมโสณโกฬิวิสะพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ภูเขาคิชฌกูฏ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมสั่งสอนถึงประโยชน์ภายหน้า ขณะฟังธรรม โสณโกฬิวิสะพิจารณาเห็นว่าผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ยาก เมื่อมหาชนกลับไปแล้ว เขาจึงเข้าเฝ้าอีกครั้งและทูลขอบรรพชา
หลังอุปสมบท พระโสณโกฬิวิสเถระไปปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าสีตวัน ท่านเร่งความเพียรอย่างหนัก เดินจงกรมไม่หยุดจนฝ่าเท้าแตกและโลหิตไหลเปื้อนทางจงกรม แต่จิตก็ยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะ
ท่านจึงคิดว่า ตนเป็นผู้มีความเพียรมากรูปหนึ่งในบรรดาพระสาวก แต่เหตุใดจิตจึงยังไม่หลุดพ้น หรือแท้จริงแล้วตนอาจไม่มีทางบรรลุมรรคผล หากลาสิกขากลับไปครองเรือน ก็ยังมีทรัพย์สมบัติมากพอที่จะใช้ชีวิตและทำบุญได้
พระพุทธเจ้าทรงทราบความคิดนั้น จึงเสด็จไปยังป่าสีตวัน เมื่อทอดพระเนตรเห็นทางจงกรมเปื้อนโลหิต ก็ตรัสถามภิกษุทั้งหลายจนทรงทราบว่าพระโสณะเร่งความเพียรเกินกำลัง จากนั้นจึงเสด็จไปประทับนั่งต่อหน้าพระโสณะและตรัสถามถึงความคิดที่จะลาสิกขา
เมื่อพระโสณะยอมรับ พระพุทธองค์จึงตรัสถามว่า ครั้งยังเป็นคฤหัสถ์ ท่านมีความชำนาญในการดีดพิณใช่หรือไม่ พระโสณะทูลรับว่าใช่ พระองค์จึงตรัสถามต่อว่า เมื่อสายพิณตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไป เสียงพิณจะไพเราะและใช้การได้หรือไม่ พระโสณะทูลว่าไม่ได้ แต่เมื่อสายพิณไม่ตึงเกินไปและไม่หย่อนเกินไป ตั้งอยู่ในระดับพอดี เสียงพิณจึงไพเราะและใช้การได้
พระพุทธองค์จึงทรงสอนว่า ความเพียรก็เช่นเดียวกัน หากเร่งเกินไปจิตย่อมฟุ้งซ่าน หากหย่อนเกินไปจิตย่อมเกียจคร้าน ควรตั้งความเพียรให้พอดี ทำอินทรีย์ทั้งหลายให้เสมอกัน แล้วกำหนดอารมณ์กรรมฐานให้เหมาะสม
พระโสณะรับพระโอวาทแล้วปรับความเพียรของตนเสียใหม่ ไม่บีบคั้นร่างกายและจิตจนเกินกำลัง ทั้งไม่ปล่อยให้ความเกียจคร้านเข้าครอบงำ เมื่อปฏิบัติด้วยความเพียรที่สม่ำเสมอ ไม่นานนักท่านก็ทำให้แจ้งวิชชา 3 และบรรลุพระอรหัต
ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าทรงแต่งตั้งภิกษุสาวกไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ จึงทรงยกย่องพระโสณโกฬิวิสเถระว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลายผู้ปรารภความเพียร สมดังพระพุทธพยากรณ์ที่ได้รับในสมัยพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า
โสณโกฬิวิสเถราปทาน ขุททกนิกาย อปทาน พระไตรปิฎกเล่มที่ 32
อรรถกถาโสณโกฬิวิสเถราปทาน อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน
เรื่องพระโสณโกฬิวิสเถระ พระวินัยปิฎก มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ 5
โสณโกฬิวิสเถรคาถา ขุททกนิกาย เถรคาถา พระไตรปิฎกเล่มที่ 26
เอตทัคคบาลี อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต พระไตรปิฎกเล่มที่ 20