57

อานิสงส์แห่งการถวายอิฐทองสร้างพระเจดีย์

ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระภัททกาปิลานีเถรีเกิดในตระกูลมั่งคั่งแห่งกรุงหงสวดี เป็นภรรยาของวิเทหเศรษฐี วันหนึ่งนางได้ฟังธรรมและเห็นพระพุทธองค์ทรงแต่งตั้งภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้ระลึกชาติได้ จึงทำบุญและตั้งความปรารถนาจะได้ตำแหน่งนั้นในอนาคต

วิเทหเศรษฐีผู้เป็นสามีก็ตั้งความปรารถนาจะเป็นภิกษุผู้เลิศทางธุดงค์ ทั้งสองบำรุงพระปทุมุตตรพุทธเจ้าและพระสงฆ์ตลอดชีวิต เมื่อนางจัดเครื่องบูชาพระเจดีย์ ได้ให้ช่างทำประทีปด้วยรัตนะ 7 อย่างจำนวน 700,000 ดวง ใส่น้ำมันหอมจนเต็ม แล้วจุดถวาย พร้อมทั้งทำหม้อ 700,000 ใบ บรรจุรัตนะต่าง ๆ ตั้งบูชาไว้โดยรอบ

กาลต่อมาในชาติหนึ่ง นางเกิดในครอบครัวแห่งกรุงพาราณสี วันหนึ่งหญิงผู้เป็นน้องสาวของสามีถวายอาหารแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า นางเกิดความริษยา คิดว่าหญิงนั้นจักได้รับสมบัติใหญ่เพราะทานนี้ จึงรับบาตรมาเทอาหารทิ้ง แล้วใส่เปือกตมจนเต็มบาตรถวายคืน

เมื่อมหาชนเห็นเข้าก็พากันตำหนิว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทำผิดอะไร นางจึงละอายและสำนึก รับบาตรกลับมา เทเปือกตมทิ้ง ล้างด้วยน้ำหอม ขัดจนสะอาด แล้วใส่อาหารรสอร่อย 4 อย่างลงไปจนเต็ม ราดด้วยเนยใสสีงามดังดอกบัว ก่อนถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าอีกครั้ง พร้อมตั้งความปรารถนาให้ร่างกายของตนมีรัศมีเช่นเดียวกับบิณฑบาตที่สว่างงามนั้น

ผลแห่งการถวายอาหารทำให้นางมีรูปงามในภพต่อ ๆ มา แต่กรรมที่เคยลบหลู่พระปัจเจกพุทธเจ้าทำให้ร่างกายมีกลิ่นเหม็น แม้เกิดในตระกูลที่มั่งคั่ง ผู้คนก็ยังรังเกียจ

ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป นางเกิดเป็นธิดาเศรษฐีแห่งกรุงพาราณสี ร่างกายยังมีกลิ่นเหม็นเพราะผลกรรมเดิม เมื่อนางเกิดความสังเวช จึงนำเครื่องประดับของตนไปทำเป็นอิฐทอง ชุบด้วยน้ำหอมที่ปรุงจากเครื่องหอม 4 ชนิด แล้วนำไปประดิษฐานไว้ที่พระเจดีย์ของพระกัสสปพุทธเจ้า พร้อมทั้งบูชาด้วยดอกอุบล

ด้วยผลแห่งกุศลนั้น กลิ่นเหม็นจากร่างกายก็หายไปในชาตินั้นเอง กลิ่นจันทน์หอมฟุ้งออกจากกายและกลิ่นดอกอุบลฟุ้งออกจากปาก นางกลับเป็นที่รักของสามีและผู้คน แล้วบำเพ็ญกุศลตลอดชีวิตจนได้ไปเกิดในเทวโลก

ต่อมานางเกิดเป็นพระราชธิดาแห่งกรุงพาราณสี ทรงบำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายอยู่เป็นเวลานาน เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นปรินิพพาน พระนางเกิดความสังเวช จึงออกบวชเป็นดาบสินีในพระราชอุทยาน เจริญฌานจนสิ้นพระชนม์แล้วไปเกิดในพรหมโลก

ในชาติสุดท้าย นางเกิดเป็นธิดาของกปิลพราหมณ์กับนางสุจิมดี ในกรุงสาคละ แคว้นมัททะ มีนามว่าภัททกาปิลานี เมื่อเจริญวัย บิดามารดาจัดให้นางแต่งงานกับปิปผลิมาณพ บุตรของพราหมณ์ผู้มั่งคั่งแห่งบ้านมหาติตถะ แม้คนทั้งสองต่างไม่ปรารถนาชีวิตครองเรือน แต่ไม่อาจขัดความประสงค์ของครอบครัวได้

หลังแต่งงาน ภัททกาปิลานีกับปิปผลิมาณพตกลงอยู่ร่วมกันอย่างผู้ประพฤติพรหมจรรย์ มิได้ล่วงเกินกันด้วยกาม เมื่อบิดามารดาสิ้นชีวิต ทั้งสองจึงรับหน้าที่ดูแลทรัพย์สมบัติและกิจการจำนวนมากของตระกูล

วันหนึ่ง ปิปผลิมาณพไปตรวจดูไร่นา เห็นกากับนกทั้งหลายจิกกินสัตว์เล็กที่โผล่ขึ้นมาจากรอยไถ จึงถามคนงานว่า บาปจากการตายของสัตว์เหล่านั้นจะตกแก่ใคร เมื่อได้ฟังว่าเจ้าของนาต้องรับผล เขาก็เกิดความสังเวช

เวลาเดียวกัน ภัททกาปิลานีเห็นนกจิกกินหมู่หนอนที่มากับเมล็ดงาซึ่งคนงานนำออกผึ่งแดด เมื่อถามว่าบาปนี้เป็นของใครและได้รับคำตอบว่าเป็นของเจ้าของ นางก็เกิดความสังเวชเช่นเดียวกัน

เมื่อทั้งสองกลับมาพบกัน ต่างเล่าเหตุที่ตนเห็นและมีความคิดตรงกันว่า ไม่ควรครองเรือนต่อไป จึงมอบทรัพย์สมบัติให้ผู้อื่น ปล่อยทาสและคนงานให้เป็นอิสระ ตัดผม นุ่งห่มผ้ากาสาวะ แล้วออกจากเรือนพร้อมกัน

ครั้นเดินทางมาถึงทางสองแพร่ง ปิปผลิมาณพคิดว่า หากทั้งสองยังเดินร่วมกัน ผู้คนอาจเข้าใจผิดว่าบวชแล้วก็ยังไม่อาจแยกจากกัน ทั้งสองจึงตกลงแยกเดินไปคนละทาง ส่วนปิปผลิมาณพต่อมาได้พบพระพุทธเจ้าและบรรพชาเป็นพระมหากัสสปเถระ

เวลานั้นภิกษุณีสงฆ์ยังไม่เกิดขึ้น ภัททกาปิลานีจึงอยู่ในอารามของปริพาชกเป็นเวลา 5 ปี เมื่อพระมหาปชาบดีโคตมีทรงผนวชและภิกษุณีสงฆ์ตั้งขึ้นแล้ว นางจึงได้บรรพชาและอุปสมบทในสำนักของพระมหาปชาบดีโคตมี

พระภัททกาปิลานีเถรีเจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยวิชชา 3 และมีความชำนาญในปุพเพนิวาสญาณ สามารถระลึกถึงภพชาติในอดีตได้อย่างเชี่ยวชาญ

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแต่งตั้งภิกษุณีสาวิกาไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ จึงทรงยกย่องพระภัททกาปิลานีเถรีว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายผู้ระลึกชาติได้ สมดังความปรารถนาที่ตั้งไว้ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้าและบุญที่สั่งสมมาตลอดกาลยาวนาน

ที่มา:
ภัททกาปิลานีเถริยาปทาน ขุททกนิกาย อปทาน พระไตรปิฎกเล่มที่ 33
ภัททกาปิลานีเถรีคาถา ขุททกนิกาย เถรีคาถา พระไตรปิฎกเล่มที่ 26
ประวัติพระภัททกาปิลานีเถรี อรรถกถาขุททกนิกาย เถรีคาถา
ประวัติพระมหากัสสปเถระ อรรถกถาสังยุตตนิกาย นิทานวรรค
เอตทัคคบาลี อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต พระไตรปิฎกเล่มที่ 20