56

อานิสงส์แห่งการถวายข้าวตอกและดอกบัว

ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระอุบลวรรณาเถรีเกิดเป็นนางนาคกัญญาชื่อว่าวิมลา วันหนึ่งพระนางเสด็จไปฟังธรรมพร้อมด้วยหมู่นาค และได้เห็นพระพุทธองค์ทรงแสดงภิกษุณีรูปหนึ่งซึ่งมีความชำนาญในการแสดงฤทธิ์

เมื่อได้ฟังว่าภิกษุณีรูปนั้นเป็นสาวิกาผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า พระนางจึงเกิดความปรารถนาว่า ในอนาคตขอให้ตนได้เป็นภิกษุณีผู้เลิศทางฤทธิ์เช่นเดียวกัน จากนั้นทรงจัดมหาทานถวายพระปทุมุตตรพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ และบูชาพระพุทธองค์ด้วยดอกอุบล

พระนางบำเพ็ญกุศลต่อมาอีกหลายพุทธันดร ในสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้าได้ถวายมหาทานและดอกอุบลเป็นอันมาก ส่วนในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าได้เกิดเป็นพระราชธิดาพระนามว่าสมณคุตตา หนึ่งในพระราชธิดา 7 พระองค์ของพระเจ้ากิกี แม้พระราชบิดาไม่ทรงอนุญาตให้ออกบวช แต่พระนางก็ทรงประพฤติพรหมจรรย์และบำรุงพระพุทธศาสนาอยู่ถึง 20,000 ปี

ต่อมาในชาติหนึ่ง นางเกิดในครอบครัวที่หาเลี้ยงชีพด้วยแรงงาน และมีหน้าที่เฝ้าไร่ข้าวสาลี วันหนึ่งระหว่างเดินไปยังกระท่อมกลางนา นางเห็นดอกบัวบานอยู่ในสระ จึงลงไปเก็บดอกบัวพร้อมทั้งใบบัว แล้วเด็ดรวงข้าวสาลีมาคั่วเป็นข้าวตอก นับได้ 500 ดอก

ขณะนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ ณ ภูเขาคันธมาทน์ ได้เหาะมายืนอยู่ไม่ไกลจากนาง นางเห็นแล้วก็ถือข้าวตอกและดอกบัวลงจากกระท่อม ใส่ข้าวตอกลงในบาตร แล้ววางดอกบัวปิดไว้บนบาตรถวาย

เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเดินจากไปได้เล็กน้อย นางเกิดคิดว่านักบวชคงไม่ต้องการดอกไม้ จึงตามไปนำดอกบัวกลับมา แต่แล้วก็คิดขึ้นอีกว่า หากท่านไม่ต้องการ คงไม่ยอมให้วางไว้บนบาตรตั้งแต่แรก นางจึงนำดอกบัวกลับไปถวายอีกครั้ง พร้อมทั้งขอขมาในความลังเลของตน

นางตั้งความปรารถนาว่า ด้วยผลแห่งข้าวตอก 500 ดอกนี้ ขอให้ตนมีบุตร 500 คน และด้วยผลแห่งดอกบัว ขอให้ดอกบัวผุดขึ้นรองรับทุกย่างก้าวในทุกภพที่เกิด พระปัจเจกพุทธเจ้าเหาะกลับไปยังภูเขาคันธมาทน์ต่อหน้าต่อตานาง แล้วนำดอกบัวนั้นไปวางไว้ใกล้บันไดที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายใช้ ณ เงื้อมเขานันทมูลกะ

เมื่อนางสิ้นชีวิตก็ไปเกิดในเทวโลก ที่เทวโลกดอกบัวดอกใหญ่จะผุดขึ้นทุกแห่งที่นางย่างเท้า ครั้นจุติจากเทวโลก นางได้ชื่อว่า ปทุมวดี เมื่อพระนางปทุมวดีเจริญวัย พระเจ้ากรุงพาราณสีทอดพระเนตรเห็นความงาม จึงอภิเษกพระนางเป็นพระมเหสี พระราชาทรงโปรดปรานพระนางมาก จนเหล่าสตรีในพระราชวังเกิดความริษยา

คราวพระราชาเสด็จไปปราบเหตุวุ่นวายที่ชายแดน พระนางปทุมวดีประสูติพระโอรสองค์ใหญ่พระนามว่ามหาปทุม และมีพระโอรสเกิดขึ้นพร้อมกันอีก 499 พระองค์ เหล่าสตรีที่คิดร้ายติดสินบนหญิงรับใช้ ให้ลอบนำพระกุมารทั้งหมดไปซ่อนไว้ในกล่อง แล้วนำท่อนไม้ทาเลือดมาวางแทน พร้อมกล่าวหาว่าพระนางประสูติท่อนไม้

เมื่อพระราชาเสด็จกลับและทรงสอบถามเรื่องราว ก็ทรงหลงเชื่อคำกล่าวหาและขับพระนางปทุมวดีออกจากพระราชวัง ส่วนเหล่าสตรีนำกล่องใส่พระกุมารทั้งหมดไปทิ้งลงในแม่น้ำ กล่องเหล่านั้นลอยมารวมกันและติดอยู่ในตาข่ายของราชบุรุษ

เมื่อเปิดกล่อง พระราชาทรงพบทารกทั้ง 500 พระองค์ และทอดพระเนตรเห็นข้อความที่ท้าวสักกะทรงบันทึกไว้ภายในว่า พระกุมารทั้งหมดเป็นพระโอรสของพระองค์กับพระนางปทุมวดี และถูกสตรี 500 คนลอบใส่กล่องทิ้งน้ำ พระราชาจึงทรงทราบความจริงและให้ตีกลองประกาศว่า ผู้ใดพบพระนางปทุมวดีจะได้รับทรัพย์ 1,000 กหาปณะ

เมื่อพระนางเสด็จกลับพระราชวัง ดอกบัวก็ผุดขึ้นรองรับทุกย่างก้าวต่อหน้ามหาชนอีกครั้ง พระราชาทรงมอบสตรีทั้ง 500 คนผู้ประทุษร้ายให้เป็นทาสของพระนาง แต่พระนางปทุมวดีมิได้แก้แค้น กลับทูลขอให้ประกาศปล่อยหญิงเหล่านั้นเป็นอิสระ แล้วมอบพระโอรส 499 พระองค์ให้ช่วยกันเลี้ยงดู ส่วนพระองค์ทรงดูแลพระมหาปทุมกุมาร

เมื่อพระราชกุมารทั้ง 500 พระองค์มีพระชันษา 16 ปี ได้เสด็จไปเล่นน้ำในสระหลวง และทรงเห็นดอกบัวดอกใหม่กำลังบาน ขณะที่ดอกเก่ากำลังร่วงโรย จึงทรงพิจารณาว่า แม้ดอกบัวที่ไม่มีจิตใจก็ยังต้องแก่และเสื่อมสลาย ร่างกายของตนย่อมมีสภาพเช่นเดียวกัน พระราชกุมารทั้งหมดเจริญวิปัสสนาจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ แล้วเหาะไปยังเงื้อมเขานันทมูลกะ

พระนางปทุมวดีทรงเศร้าโศกที่ต้องพลัดพรากจากพระโอรส ต่อมาได้สิ้นพระชนม์และเกิดเป็นหญิงในครอบครัวคนงานใกล้กรุงราชคฤห์ วันหนึ่งนางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า 8 องค์ ซึ่งเคยเป็นพระโอรสของตนกำลังเหาะไปแสวงหาอาหาร จึงถวายข้าวและกับข้าวส่วนของตน แล้วนิมนต์ให้มารับอาหารในวันรุ่งขึ้น

นางจัดอาสนะและอาหารไว้สำหรับพระปัจเจกพุทธเจ้า 8 องค์ แต่เมื่อถึงเวลา พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง 500 องค์กลับมาปรากฏพร้อมกันที่ประตูเรือน แม้เห็นผู้รับทานมากกว่าที่เตรียมไว้ นางก็มิได้หวั่นไหว กลับนิมนต์ทุกองค์เข้าไปนั่ง อาสนะและเรือนขยายออกตามจำนวนพระปัจเจกพุทธเจ้า ส่วนอาหารที่จัดไว้สำหรับ 8 องค์ก็เพียงพอแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง 500 องค์

หลังถวายอาหาร นางนำดอกอุบลขาบ 8 ดอกไปวางแทบเท้าพระปัจเจกพุทธเจ้า 8 องค์แรก แล้วตั้งความปรารถนาว่า ไม่ว่าจะเกิดในภพใด ขอให้ผิวกายของตนมีสีดังกลีบดอกอุบลขาบ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายอนุโมทนาแล้วกลับไปยังภูเขาคันธมาทน์

ในชาติสุดท้าย นางเกิดในตระกูลเศรษฐีแห่งกรุงสาวัตถี มีผิวพรรณงดงามดุจดอกอุบลขาบ จึงได้รับนามว่าอุบลวรรณา เมื่อเจริญวัย พระราชาและเศรษฐีจากทั่วชมพูทวีปต่างส่งคนมาสู่ขอ บิดาเห็นว่าไม่อาจทำให้ทุกฝ่ายพอใจ จึงถามธิดาว่าจะบวชได้หรือไม่ นางมีอุปนิสัยถึงพร้อมอยู่แล้วจึงตอบรับทันที

หลังบวชยังไม่ถึงครึ่งเดือน พระอุบลวรรณาเถรีเข้าเวรในโรงอุโบสถ จุดประทีปและกวาดสถานที่ ระหว่างนั้นได้เพ่งเปลวประทีปเป็นเตโชกสิณจนเกิดฌาน แล้วอาศัยฌานนั้นเจริญวิปัสสนาจนบรรลุพระอรหัต พร้อมทั้งมีความชำนาญในอภิญญาและการแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแต่งตั้งภิกษุณีสาวิกาไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ จึงทรงยกย่องพระอุบลวรรณาเถรีว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายผู้มีฤทธิ์ สมดังความปรารถนาที่ตั้งไว้ต่อพระปทุมุตตรพุทธเจ้าและกุศลที่สั่งสมมาตลอดกาลยาวนาน

ที่มา:
อุบลวรรณาเถริยาปทาน ขุททกนิกาย อปทาน พระไตรปิฎกเล่มที่ 33
ประวัติพระอุบลวรรณาเถรี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี
เอตทัคคบาลี อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต พระไตรปิฎกเล่มที่ 20