อุคคคฤหบดี
เอตทัคคะในฝ่ายผู้ให้ของเจริญจิต
ผู้ให้ของที่ชอบใจย่อมได้ของที่ชอบใจ
เมื่ออายุสังขารของท่านย่างเข้าสู่วัยชรา ท่านได้ไปนั่งพักผ่อนอยู่ในที่สงบเงียบแล้วเกิด ความคิดขึ้นมาว่า “สิ่งใดอันเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเรา เราจักถวายสิ่งนั้นแด่พระทศพล ซึ่ง เราเคยได้ฟังคำนี้ในที่เฉพาะพระพักตร์ พระบรมศาสดาว่า ผู้ถวายของที่ชอบใจ ย่อมได้ของที่ชอบใจ” ครั้นความคิดดังนี้จบลงแล้วท่านอุคคเศรษฐีก็ยังคิดต่อไปอีกว่า “พระบรมศาสดาจะ ทรงทราบความคิดของเราหรือไม่หนอ ถ้าพระองค์ทรงทราบก็ของพระองค์จงเสด็จมายังประตู เรือนของเราด้วยเถิด” แม้พระบรมศาสดาก็ทรงทราบวาระจิตของท่านอุคคเศรษฐี จึงเสด็จพร้อมด้วยภิกษุ สงฆ์มาประทับปรากฏ ณ ประตูเรือนของท่านเศรษฐีนั้น ในขณะที่เศรษฐีมีความคิดจบลง อุคคเศรษฐี ได้เห็นพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ปรากฏอยู่หน้าประตูเรือน ของตนสมเจตนาที่ตนคิด ดวงจิตก็ฟูขึ้นด้วยปีติโสมนัส รีบขะมักเขม้นเดินไปยังที่ประทับ ของพระพุทธองค์ กราบลงด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้วรับบาตรของพระศาสดากราบทูล อาราธนาให้เสด็จเข้าไปประทับในเรือนของตนพระพุทธองค์ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่จัด ไว้เป็นอย่างดี ส่วนภิกษุสงฆ์ที่ติตตามก็นั่ง ณ อาสนะอันสมควรแก่ตน ๆ อุคคคฤหบดี ได้อังคาสถวายภัตตาหารอันมีรสเลิศต่างๆ แด่พระภิกษุสงฆ์อันมีพระ พุทธองค์เป็นประมุข ครั้นเสด็จภัตกิจแล้วได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ฟังมาในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ว่า บุคคลผู้ถวายของที่ชอบใจก็ย่อมได้รับของที่ชอบใจ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สิ่งใดเป็นที่ชอบใจของข้าพระองค์ สิ่งนั้นข้าพระองค์ได้ถวาย แด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธองค์เป็นประมุขแล้ว พระเจ้าข้า” พระบรมศาสดาได้สดับคำกราบทูลของท่านคฤหบดีโดยตลอดแล้ว จึงตรัสธรรมกถา อนุโมทนาทาน กระทำให้ท่านคฤหบดีมีจิตเบิกบานชื่นชมโสมนัสในกุศลทานของตนยิ่งขึ้น อนึ่งพระพุทธองค์ทรงอาศัยเหตุนี้ ต่อมาเมื่อเสด็จประทับ ณ พระเชตะวันมหาวิหาร ได้สถาปนาอุบาสกนามว่า “อุคคคฤหบดี” ผู้นั้น ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกา ทั้งหลาย ในฝ่ายผู้ให้ของเจริญจิต คือ ผู้ถวายโภชนะที่ชื่นชอบใจ
