ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑]อรรถกถา เล่มที่ 32 ข้อ 1อ่านอรรถกถา 32 / 2อ่านอรรถกถา 32 / 412
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค
๑. พุทธาปทาน

หน้าต่างที่ ๒ / ๑๑.

               ในกาลนั้น พระทศพลพระนามว่าทีปังกร มีพระขีณาสพสี่แสนห้อมล้อมแล้ว เสด็จจาริกไปถึงรัมมนคร๑- เสด็จประทับอยู่ในสุทัสสนมหาวิหาร.
____________________________
๑- บางแห่งเป็นรัมมกนคร

               ชนชาวรัมมนครได้ทราบข่าวว่า เขาลือกันว่า พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ผู้เป็นใหญ่กว่าสมณะ ทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณอันยิ่งยอด ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จจาริกไปโดยลำดับ เสด็จถึงรัมมนครของพวกเราแล้ว เสด็จประทับอาศัยอยู่ในสุทัสสนมหาวิหาร ต่างพากันถือเภสัชมีเนยใสและเนยข้นเป็นต้น และผ้าเครื่องนุ่งห่ม ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ก็พากันหลั่งไหลไปจนถึงที่พระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ประทับ เข้าเฝ้าพระศาสดาถวายบังคมแล้ว บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง สดับพระธรรมเทศนา ทูลนิมนต์เพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น แล้วพากันลุกจากอาสนะหลีกไป.
               ในวันรุ่งขึ้น ชนเหล่านั้นต่างพากันตระเตรียมมหาทาน ประดับพระนครตกแต่งหนทางที่จะเสด็จมาแห่งพระทศพล ในที่มีน้ำขังก็เอาดินถม ทำพื้นที่ดินให้ราบเรียบ โรยทรายอันมีสีดังแผ่นเงิน โปรยข้าวตอกและดอกไม้ เอาผ้าย้อมสีต่างๆ ยกเป็นธงชายและธงแผ่นผ้า ตั้งต้นกล้วยและแถวหม้อน้ำเต็ม.
               ในกาลนั้น สุเมธดาบสเหาะจากอาศรมของตนขึ้นสู่อากาศ แล้วเหาะไปทางส่วนเบื้องบนของคนเหล่านั้น เห็นพวกเขาร่าเริง ยินดีกัน จึงคิดว่ามีเหตุอะไรหนอ จึงลงจากอากาศยืนอยู่ ณ ข้างหนึ่ง ถามคนทั้งหลายว่า ท่านผู้เจริญ พวกท่านพากันประดับประดาหนทางอันไม่สม่ำเสมอในที่นี้ เพื่อใครกัน.
               เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวว่า
                         ในเขตแดนอันเป็นปัจจันตประเทศ พวกมนุษย์มีใจ
               ยินดี นิมนต์พระตถาคต แล้วชำระแผ้วถางหนทางสำหรับ
               เสด็จดำเนินมาของพระองค์ สมัยนั้น เราออกไปจากอาศรม
               ของตน สะบัดผ้าเปลือกไม้ (ให้เรียบร้อย) แล้ว ทีนั้นก็เหาะ
               ไปในอัมพร
                         เราได้เห็นชนเกิดความยินดี ต่างร่าเริง ดีใจปราโมทย์
               จึงลงจากท้องฟ้า ไต่ถามคนทั้งหลายทันทีว่า มหาชนเกิด
               ความดีใจ ต่างยินดีร่าเริงปราโมทย์ พวกเขาชำระแผ้วถาง
               ถนนหนทางเพื่อใครกัน.
               มนุษย์ทั้งหลายจึงเรียนว่า ท่านสุเมธผู้เจริญ ท่านไม่ทราบหรือ พระทศพลสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร บรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว ประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จจาริกมาถึงนครของพวกเรา เสด็จประทับอาศัยอยู่ในสุทัสสนมหาวิหาร พวกเราทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมา จึงพากันตกแต่งทางเสด็จมาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
               ลำดับนั้น สุเมธดาบสจึงคิดว่า แม้เพียงคำประกาศว่า พุทโธ ก็หาได้ยากในโลก จะป่วยกล่าวไปใยถึงการอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า แม้เราก็ควรจะร่วมกับคนเหล่านี้ตกแต่งทางเพื่อพระทศพลด้วย. ท่านจึงกล่าวกะคนเหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าท่านทั้งหลายตกแต่งทางนี้เพื่อพระพุทธเจ้าไซร้ ขอท่านจงให้โอกาสแห่งหนึ่งแก่เราบ้าง แม้เราก็จักตกแต่งทางพร้อมกับพวกท่าน.
               คนเหล่านั้นรับปากว่า ดีแล้ว ต่างรู้กันอยู่ว่า สุเมธดาบสมีฤทธิ์ จึงกำหนดเอาโอกาสที่น้ำขังให้ไปด้วยคำว่า ท่านจงตกแต่งที่นี้.
               สุเมธดาบสถือเอาปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์แล้วคิดว่า เราสามารถจะตกแต่งโอกาสนี้ด้วยฤทธิ์ได้ โอกาสคือที่ว่างซึ่งเราตกแต่งด้วยฤทธิ์อย่างนี้ จะไม่ทำเราให้ดีใจนัก วันนี้ เราควรกระทำการขวนขวายด้วยกาย จึงขนดินมาถมลงในสถานที่นั้น.
               เมื่อสถานที่นั้นของสุเมธดาบสยังตกแต่งไม่เสร็จเลย พระทีปังกรทศพลห้อมล้อมด้วยพระขีณาสพผู้ได้อภิญญา ๖ มีอานุภาพมากสี่แสน เมื่อเหล่าเทวดาบูชาด้วยของหอมและดอกไม้ทิพย์เป็นต้น บรรเลงดนตรีทิพย์ ขับสังคีตทิพย์ เมื่อเหล่ามนุษย์บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น และดนตรีอันเป็นของมนุษย์ พระองค์ได้เสด็จดำเนินตามทางที่ตกแต่งประดับประดานั้น ด้วยพุทธลีลาอันหาอุปมามิได้ ประดุจราชสีห์เยื้องกรายบนมโนศิลาฉะนั้น.
               สุเมธดาบสลืมตาทั้งสองขึ้นมองดูพระวรกายของพระทศพลผู้เสด็จดำเนินมาตามทางที่ตกแต่งไว้ ซึ่งถึงความงามด้วยพระรูปโฉมอันประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ สวยงามด้วยพระอนุยัญชนะ ๘๐ แวดวงด้วยพระรัศมีด้านละวา เปล่งพระพุทธรัศมีอันหนาทึบมีพรรณ ๖ ประการเป็นวงๆ และเป็นคู่ๆ เหมือนสายฟ้าแลบมีประการต่างๆ ในพื้นท้องฟ้าซึ่งมีสีดังแก้วมณีฉะนั้น จึงคิดว่า วันนี้ เราควรบริจาคชีวิตเพื่อพระทศพล พระผู้มีพระภาคเจ้าอย่าทรงเหยียบเปือกตม แต่จงทรงเหยียบบนหลังเราเสด็จไปพร้อมกับพระขีณาสพสี่แสนองค์ เหมือนกับเหยียบสะพานแผ่นแก้วมณีฉะนั้น ข้อนั้นจักเป็นประโยชน์เกื้อกูลและสุขแก่เราตลอดกาลนาน ครั้นคิดแล้วจึงสยายผม แล้วเอาหนังเสือ ชฎามณฑลและผ้าเปลือกไม้ปูลาดลงบนเปือกตมอันมีสีดำ แล้วนอนลงบนหลังเปือกตม ประหนึ่งว่าสะพานแผ่นแก้วมณีฉะนั้น.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
                         พวกมนุษย์เหล่านั้นถูกเราถามแล้ว ต่างยืนยันว่า
               พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมเป็นพระชินะ โลกนายกพระนาม
               ว่าทีปังกร เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก คนทั้งหลายชำระแผ้ว
               ถางถนนหนทาง เพื่อพระพุทธเจ้านั้น.
                         ทันใดนั้น ปีติเกิดขึ้นแก่เราเพราะได้ฟังคำว่า พุทโธ
               เรากล่าวว่า พุทโธ พุทโธ อยู่ ก็ได้เสวยโสมนัส. เรายืนอยู่
               ในที่นั้นยินดีแล้ว กลับสลดใจคิดว่า เราจักปลูกพืชลงไว้
               ในที่นี้ ขณะอย่าได้ล่วงเลยไปเสียเปล่า (แล้วกล่าวว่า) ถ้า
               ท่านทั้งหลายชำระแผ้วถางทางเพื่อพระพุทธเจ้า ก็จงให้
               โอกาสที่ว่างแห่งหนึ่งแก่เรา แม้เราก็จะชำระแผ้วถางถนน
               หนทาง ทีนั้น คนเหล่านั้นได้ให้ที่ว่างแก่เรา เพื่อชำระแผ้ว
               ถางหนทาง.
                         เวลานั้นเราคิดอยู่ว่า พุทโธ พุทโธ พลางแผ้วถางหน
               ทาง. เมื่อที่ว่างของเรายังแผ้วถางไม่เสร็จ พระชินเจ้ามหามุนี
               ทีปังกรพร้อมกับพระขีณาสพสี่แสน ผู้ได้อภิญญา ๖ ผู้คงที่
               ปราศจากมลทิน ได้เสด็จดำเนินทางมา การต้อนรับก็มีขึ้น
               กลองมากมายก็บรรเลงขึ้น เหล่าคนและเทวดาต่างร่าเริง
               พากันประกาศสาธุการ เหล่าเทวดาเห็นพวกมนุษย์ แม้พวก
               มนุษย์ก็เห็นเหล่าเทวดา แม้ทั้งสองพวกนั้น ต่างก็ประคอง
               อัญชลี เดินตามพระตถาคต.
                         แม้ทั้งสองพวกนั้น คือพวกเทวดาบรรเลงดนตรีทิพย์
               พวกมนุษย์บรรเลงดนตรีของมนุษย์ เดินตามพระตถาคต.
               เหล่าเทวดาที่เหาะมาทางอากาศ ก็โปรยปรายดอกมณฑารพ
               ดอกปทุม และดอกปาริฉัตรอันเป็นทิพย์ไปทั่วทุกทิศ. เหล่า
               เทวดาที่เหาะมาทางอากาศ โปรยผงจันทน์ และของหอม
               อย่างดีล้วนเป็นทิพย์ไปทั่วทุกทิศ.
                         เหล่าคนผู้อยู่บนพื้นดินต่างก็ชูดอกจำปา ดอกช้างน้าว
               ดอกกระทุ่ม ดอกกากะทิง ดอกบุนนาค ดอกการะเกดไปทั่ว
               ทุกทิศ
                         เราสยายผมออกแล้วลาดผ้าเปลือกไม้คากรองและหนัง
               เสือบนเปือกตมนั้นแล้ว นอนคว่ำลงด้วยความปรารถนาว่า
                         พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกทั้งหลาย จงทรงเหยียบ
               เราเสด็จไป อย่าทรงเหยียบที่เปือกตมเลย ข้อนั้นจักเป็นไป
               เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา ดังนี้.
               สุเมธดาบสนั้นนอนบนหลังเปือกตมนั้นแล ลืมตาทั้งสองขึ้นอีก เห็นพระพุทธสิริของพระทีปังกรทศพล จึงคิดว่า ถ้าเราพึงต้องการ ก็พึงเผากิเลสทั้งปวงเป็นสังฆนวกะเข้าไปสู่รัมมนครได้ แต่เราไม่มีกิจด้วยการเผากิเลส ด้วยเพศที่ใครไม่รู้จักแล้วบรรลุพระนิพพาน ถ้ากระไรเราพึงเป็นดังพระทศพลทีปังกร บรรลุพระอภิสัมโพธิญาณอย่างสูงยิ่งแล้วขึ้นสู่ธรรมนาวาให้มหาชนข้ามสงสารสาครได้แล้ว จึงปรินิพพานภายหลัง ข้อนี้สมควรแก่เรา.
               ต่อจากนั้นจึงประมวลธรรม ๘ ประการ กระทำความปรารถนาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า แล้วจึงนอนลง.
               เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
                         เมื่อเรานอนบนแผ่นดิน ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า วันนี้
               เราเมื่อปรารถนาอยู่ ก็จะพึงเผากิเลสของเราได้.
                         จะมีประโยชน์อะไรแก่เราเล่าด้วยการทำให้แจ้งธรรม
               ในที่นี้ ด้วยเพศที่ใครๆ ไม่รู้จัก เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ
               จักเป็นพระพุทธเจ้าในโลกพร้อมทั้งเทวโลก.
                         จะมีประโยชน์อะไรแก่เราด้วยลูกผู้ชายผู้มีรูปร่างแข็งแรง
               ข้ามฝั่งไปผู้เดียว เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว จักให้
               มนุษย์พร้อมทั้งเทวดา ข้ามฝั่งไปด้วย.
                         ด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่นี้ ที่เรากระทำแล้วด้วยความ
               เป็นลูกผู้ชายผู้ยอดเยี่ยม เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว
               จักให้เหล่าชนมากมายข้ามฝั่งไปด้วย.
                         เราตัดกระแสคือสงสาร ทำลายภพทั้งสามแล้วขึ้นสู่
               ธรรมนาวา จักให้มนุษย์พร้อมทั้งเทวดาข้ามไปด้วย ดังนี้.

               ก็เพราะเหตุที่เมื่อบุคคลปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า
                         ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่จะสำเร็จได้ เพราะประชุมธรรม
                         ๘ ประการไว้ได้ คือความเป็นมนุษย์ ๑ ความถึงพร้อมด้วย
                         เพศ ๑ เหตุ ๑ การได้เห็นพระศาสดา ๑ การได้บรรพชา ๑
                         ความสมบูรณ์ด้วยคุณ ๑ การกระทำอันยิ่งใหญ่ ๑ ความเป็น
                         ผู้มีฉันทะ ๑.

               จริงอยู่ เมื่อบุคคลดำรงอยู่ในอัตภาพมนุษย์เท่านั้น แล้วประกาศความ [ปรารถนา] เป็นพระพุทธเจ้า ความปรารถนาย่อมสำเร็จ ความปรารถนาของนาค ครุฑ เทวดาหรือท้าวสักกะ หาสำเร็จไม่.
               แม้ในอัตภาพมนุษย์ เมื่อเขาดำรงอยู่ในเพศบุรุษเท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ ความปรารถนาของหญิงหรือของบัณเฑาะก์ กะเทยและอุภโตพยัญชนก หาสำเร็จไม่.
               แม้สำหรับบุรุษ เมื่อเขาสมบูรณ์ด้วยเหตุ ที่จะบรรลุพระอรหัตในอัตภาพนั้นเท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ นอกนี้หาสำเร็จไม่.
               แม้สำหรับผู้ที่สมบูรณ์ด้วยเหตุ เมื่อปรารถนาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ยังดำรงพระชนม์อยู่เท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อเขาปรารถนาในที่ใกล้พระเจดีย์หรือที่โคนต้นโพธิ์ ก็หาสำเร็จไม่.
               แม้สำหรับผู้ปรารถนาในสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้ดำรงอยู่ในเพศบรรพชาเท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ สำหรับผู้ดำรงอยู่ใน เพศคฤหัสถ์ หาสำเร็จไม่.
               แม้สำหรับผู้บวชแล้ว เมื่อได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ เท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ สำหรับผู้เว้นจากคุณสมบัตินี้ หาสำเร็จไม่.
               แม้ผู้ที่สมบูรณ์แล้วด้วยคุณก็ตาม ผู้ใดได้บริจาคชีวิตของตนแก่พระพุทธเจ้า สำหรับผู้ที่สมบูรณ์ด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่นี้นั้นเท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ สำหรับคนนอกนี้ หาสำเร็จไม่.
               แม้สำหรับผู้ที่สมบูรณ์ด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่ ความปรารถนาย่อมจะสำเร็จแก่ผู้มีฉันทะ อุตสาหะ ความพยายามและการแสวงหาอันยิ่งใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่ธรรมอันกระทำความเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น คนนอกนี้หาสำเร็จไม่.
               ในข้อที่ฉันทะจะต้องยิ่งใหญ่นั้น มีข้อความอุปมาดังต่อไปนี้ :-
               ก็ถ้าจะพึงเป็นอย่างนี้ว่า ผู้ใดสามารถที่จะใช้กำลังแขนของตนข้ามห้องจักรวาลทั้งสิ้นซึ่งเป็นน้ำผืนเดียวกันหมด จนถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้, ก็หรือว่าผู้ใดจะสามารถกวาดห้องจักรวาลทั้งสิ้นซึ่งปกคลุมด้วยกอไผ่แล้วเหยียบย่ำไปด้วยเท้าจนถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้, หรือว่าผู้ใดสามารถเอาหอกปักห้องจักรวาลทั้งสิ้น แล้วเอาเท้าเหยียบห้องจักรวาลซึ่งเต็มด้วยใบหอกติดๆ กันจนถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้, ก็หรือว่า ผู้ใดสามารถเอาเท้าทั้งสองเหยียบห้องจักรวาลทั้งสิ้น ซึ่งเต็มด้วยถ่านเพลิงอันปราศจากเปลวจนถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้,
               ผู้ใดไม่สำคัญเหตุเหล่านั้นแม้สักเหตุเดียวว่าเป็นของที่ตนทำได้ยาก แต่เป็นผู้ที่ประกอบด้วยฉันทะ อุตสาหะ วายามะและการแสวงหาอันยิ่งใหญ่ อย่างนี้ว่า เราจักข้ามแม้สิ่งนี้หรือไปจนถึงฝั่งให้ได้ ความปรารถนาของผู้นั้นเท่านั้นย่อมสำเร็จ คนนอกนี้หาสำเร็จไม่. เพราะฉะนั้น สุเมธดาบสได้ประชุมธรรม ๘ ประการนี้ไว้ได้หมด จึงกระทำความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าแล้วจึงนอนลง.
               ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกรเสด็จมาแล้ว ทรงยืนที่เบื้องศีรษะของสุเมธดาบส ทรงลืมพระเนตรทั้งสองอันสมบูรณ์ด้วยประสาทมีวรรณะ ๕ ประการ ประหนึ่งว่าเปิดสีหบัญชรแก้วมณี ทรงเห็นสุเมธดาบสนอนอยู่เหนือหลังเปือกตม จึงทรงดำริว่า ดาบสนี้กระทำความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า จึงได้นอนอยู่ ความปรารถนาของดาบสนี้จะสำเร็จหรือไม่หนอ จึงทรงส่งอนาคตังญาณใคร่ครวญอยู่ ทรงทราบว่า ล่วงสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปแต่กัปนี้ไป ดาบสนี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ทั้งที่ทรงประทับยืนอยู่นั่นแหละ ทรงพยากรณ์ในท่ามกลางบริษัทว่า ท่านทั้งหลายเห็นดาบสผู้มีตบะสูงผู้นี้ซึ่งนอนอยู่บนหลังเปือกตมหรือไม่.
               ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เห็นแล้วพระเจ้าข้า.
               พระองค์จึงตรัสว่า
               ดาบสนี้กระทำความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า จึงได้นอนอยู่ ความปรารถนาของดาบสนี้จักสำเร็จ ด้วยว่า ในที่สุดสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปแต่กัปนี้ไป ดาบสนี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม, ก็ในอัตภาพนั้น พระนครนามว่ากบิลพัสดุ์จักเป็นที่อยู่อาศัยของเขา พระเทวีพระนามว่ามายาจักเป็นพระมารดา พระราชาพระนามว่าสุทโธทนะจักเป็นพระบิดา พระเถระนามว่าอุปติสสะจักเป็นพระอัครสาวก พระเถระนามว่าโกลิตะจักเป็นทุติยสาวก พระเถระนามว่าอานนท์จักเป็นพุทธอุปัฏฐาก พระเถรีนามว่าเขมาจักเป็นอัครสาวิกา พระเถรีนามว่าอุบลวรรณาจักเป็นทุติยสาวิกา ดาบสนี้มีญาณแก่กล้าแล้วจักออกมหาภิเนษกรมณ์ ตั้งความเพียรใหญ่ รับข้าวปายาสที่ควงไม้นิโครธแล้ว บริโภคที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราแล้วขึ้นสู่โพธิมัณฑ์ จักตรัสรู้พร้อมเฉพาะที่โคนต้นอัสสัตถพฤกษ์.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
                         พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควร
               รับเครื่องบูชา ทรงยืน ณ เบื้องศีรษะ ได้ตรัสคำนี้กะเราว่า
                         พวกท่านจงดูดาบสผู้เป็นชฎิลผู้นี้ ซึ่งมีตบะสูง เขาจัก
               ได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ในกัปที่นับไม่ถ้วนแต่กัปนี้ไป.
                         เขาจักเป็นพระตถาคต จักออกจากนครชื่อกบิลพัสดุ์ อัน
               น่ารื่นรมย์ เริ่มตั้งความเพียรกระทำทุกกรกิริยา.
                         พระตถาคตจะนั่งที่โคนต้นอชปาลนิโครธ ประคองข้าว
               ปายาสไปยังฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ ที่นั้น.
                         พระชินเจ้านั้นเสวยข้าวปายาสที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา แล้ว
               เสด็จไปยังควงไม้โพธิ์ ตามทางที่เขาตกแต่งไว้ดีแล้ว.
                         ลำดับนั้น พระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่มิมีใครยิ่งกว่า
               ทรงกระทำประทักษิณโพธิมัณฑ์แล้ว จักตรัสรู้ที่ควงไม้อัสสัตถ
               พฤกษ์.
                         พระมารดาผู้เป็นชนนีของท่านผู้นี้ จักมีนามว่ามายา
               พระบิดาจักมีนามว่าสุทโธทนะ ท่านผู้นี้จักมีนามว่าโคดม.
                         พระโกลิตะและพระอุปติสสะจักเป็นพระอัครสาวกผู้หา
               อาสวะมิได้ ปราศจากราคะแล้ว มีจิตสงบตั้งมั่น พระอุปัฏฐาก
               นามว่าอานนท์ จักอุปัฏฐากพระชินเจ้านั้น.
                         พระเขมาและพระอุบลวรรณา จักเป็นอัครสาวิกาผู้หา
               อาสวะมิได้ ปราศจากราคะแล้ว มีจิตสงบตั้งมั่น. ต้นไม้ที่ตรัสรู้
               ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เรียกกันว่าต้นอัสสัตถพฤกษ์ ดังนี้.
               สุเมธดาบสได้ฟังดังนั้น ได้มีความโสมนัสว่า นัยว่า ความปรารถนาของเราจักสำเร็จ. มหาชนได้ฟังพระดำรัสของพระทศพลทีปังกรแล้ว ต่างพากันร่าเริงยินดีว่า นัยว่าสุเมธดาบสเป็นพืชแห่งพระพุทธเจ้า เป็นหน่อแห่งพระพุทธเจ้า และพวกเขาได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ธรรมดาว่ามนุษย์เมื่อจะข้ามแม่น้ำ เมื่อไม่อาจข้ามตามท่าตรงได้ ย่อมข้ามโดยท่าข้างใต้ฉันใด แม้เราทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อไม่ได้มรรคและผลในศาสนาของพระทศพลทีปังกร ก็พึงสามารถทำให้แจ้งมรรคและผลต่อหน้าท่าน ในกาลที่ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ดังนี้แล้วพากันตั้งความปรารถนาไว้.
               ฝ่ายพระทศพลทีปังกรสรรเสริญพระโพธิสัตว์แล้ว บูชาด้วยดอกไม้ ๘ กำมือ ทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จหลีกไป. พระขีณาสพนับได้สี่แสนแม้เหล่านั้น ก็บูชาพระโพธิสัตว์ด้วยของหอมและดอกไม้ กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป. ส่วนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็บูชาอย่างนั้นเหมือนกัน ไหว้แล้วพากันหลีกไป.
               ในเวลาที่คนทั้งปวงหลีกไปแล้ว พระโพธิสัตว์จึงลุกขึ้นจากที่นอนแล้วคิดว่า เราจักเลือกเฟ้นหาบารมีทั้งหลาย จึงนั่งขัดสมาธิบนยอดกองดอกไม้. เมื่อพระโพธิสัตว์นั่งอย่างนี้แล้ว เทวดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาลทั้งสิ้นให้สาธุการแล้วกล่าวกันว่า ท่านสุเมธดาบสผู้เป็นเจ้า ในกาลที่พระโพธิสัตว์ครั้งเก่าก่อนนั่งขัดสมาธิด้วยคิดว่าจักเฟ้นหาบารมีทั้งหลาย ชื่อว่าบุรพนิมิตอันใดย่อมปรากฏ แม้บุรพนิมิตเหล่านั้นทั้งหมดก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย พวกเราก็รู้ข้อนั้นว่า นิมิตเหล่านี้ปรากฏแก่ผู้ใด ผู้นั้นจะเป็นพระพุทธเจ้าโดยแน่แท้ ท่านจงประคองความเพียรของตนไว้ให้มั่นคงเถิด แล้วกล่าวสรรเสริญพระโพธิสัตว์ด้วยคำสรรเสริญนานัปการ.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
                         คนและเทวดาได้ฟังพระดำรัสนี้ของพระพุทธเจ้าซึ่งไม่มีผู้
               เสมอ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ต่างยินดีว่า นัยว่าดาบสนี้เป็นพืช
               ของพระพุทธเจ้า.
                         เสียงโห่ร้องดังลั่นไป มนุษย์พร้อมทั้งเทวดาในหมื่นโลก-
               ธาตุ ต่างปรบมือหัวเราะเริงร่า ประคองอัญชลีนมัสการอยู่.
                         ถ้าพวกเราจักพลาดศาสนาของพระโลกนาถพระองค์นี้ไซร้
               ก็จักอยู่เฉพาะหน้าท่านผู้นี้ ในอนาคตกาลอันยาวนาน.
                         มนุษย์ทั้งหลายเมื่อข้ามน้ำ พลาดท่าที่ตั้งอยู่เฉพาะหน้า
               ก็จะยึดท่าข้างใต้ข้ามแม่น้ำใหญ่ได้ ฉันใด.
                         พวกเราแม้ทั้งหมดก็ฉันนั้น ถ้าพ้นพระชินเจ้าพระองค์นี้
               ก็จักอยู่เฉพาะหน้าท่านผู้นี้ ในอนาคตกาลอันยาวนาน.
                         พระทีปังกรผู้รู้แจ้งโลกผู้ควรรับเครื่องบูชา ทรงระบุกรรม
               ของเราแล้ว จึงทรงยกพระบาทเบื้องขวาเสด็จไป.
                         พระชินบุตรทั้งหมดที่มีอยู่ในที่นั้น ได้กระทำประทักษิณ
               เรา คน นาค คนธรรพ์ต่างก็กราบไหว้แล้วหลีกไป.
                         เมื่อพระโลกนายกพร้อมทั้งพระสงฆ์เสด็จล่วงทัศนวิสัย
               ของเราแล้ว เรามีจิตร่าเริงยินดี ลุกขึ้นจากอาสนะในขณะนั้น.
                         ครั้งนั้น เรามีความสุขด้วยความสุข มีความปราโมทย์
               ด้วยความปราโมทย์ ท่วมท้นด้วยความปีติ นั่งขัดสมาธิอยู่.
                         ครั้งนั้น เรานั่งขัดสมาธิแล้วคิดอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้
               ชำนาญในฌาน บรรลุถึงอภิญญาบารมีแล้ว.
                         ในหมื่นโลกธาตุ พระฤาษีผู้จะเสมอเหมือนเราย่อมไม่มี
               เราเป็นผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนในธรรมคือฤทธิ์ จึงได้ความสุข
               เช่นนี้.
                         ในการนั่งขัดสมาธิของเรา เทวดาและมนุษย์ผู้อยู่ในหมื่น
               โลกธาตุ เปล่งเสียงบันลือลั่นว่า ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้า
               แน่แท้.
                         นิมิตใด จักปรากฏในการนั่งขัดสมาธิของพระโพธิสัตว์
               ทั้งหลายในกาลก่อน นิมิตเหล่านั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้.
                         ความหนาวก็เหือดหาย ความร้อนก็ระงับ นิมิตเหล่านั้น
               ก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
                         หมื่นโลกธาตุปราศจากเสียง ไม่มีความยุ่งเหยิง นิมิต
               เหล่านั้นปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
                         พายุใหญ่ก็ไม่พัด น้ำก็ไม่ไหล นิมิตเหล่านั้นปรากฏแล้ว
               ในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
                         ดอกไม้ที่เกิดบนบกและที่เกิดในน้ำ ทั้งหมดต่างบานใน
               ทันใดนั้น ดอกไม้ทั้งหมดแม้เหล่านั้นก็บานแล้วในวันนี้ ท่าน
               จักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
                         เครือเถาหรือต้นไม้ที่ทรงผลในขณะนั้น เครือเถาและ
               ต้นไม้ทั้งหมดแม้เหล่านั้นก็ออกผลในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระ
               พุทธเจ้าแน่แท้.
                         รัตนะทั้งหลายที่อยู่ในอากาศและที่อยู่ในภาคพื้นดินต่าง
               ส่องแสงโชติช่วงอยู่ในทันใดนั้น รัตนะแม้เหล่านั้นต่างส่องแสง
               อยู่ในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
                         ดนตรีทั้งของมนุษย์ และของทิพย์บรรเลงอยู่ในขณะนั้น
               ดนตรีทั้งสองชนิดแม้นั้นก็ขับขานในวันนี้ ท่านจักให้เป็นพระ
               พุทธเจ้าแน่แท้.
                         ท้องฟ้ามีดอกไม้งดงาม ย่อมตกเป็นฝนในทันใด ท้องฟ้า
               แม้เหล่านั้นก็ตกลงเป็นฝนในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้า
               แน่แท้.
                         มหาสมุทรก็ม้วนตัว หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว ทั้งสองอย่าง
               แม้นั้นก็มีเสียงลั่นในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
                         ไฟแม้ในนรก ในหมื่นโลกธาตุก็ดับในขณะนั้น ไฟแม้
               นั้นก็ดับแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
                         พระอาทิตย์ปราศจากมลทิน สิ่งทั้งปวงย่อมปรากฏใน
               ขณะนั้น แม้สิ่งเหล่านั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระ
               พุทธเจ้าแน่แท้.
                         น้ำพุ่งขึ้นจากแผ่นดินในทันทีทันใด โดยที่ฝนมิได้ตกเลย
               แม้น้ำก็พุ่งขึ้นแล้วจากแผ่นดินในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธ
               เจ้าแน่แท้.
                         หมู่ดาวนักขัตฤกษ์ก็สว่างไสวในมณฑลท้องฟ้า พระจันทร์
               ก็ประกอบด้วยวิสาขฤกษ์ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
                         สัตว์ที่อาศัยอยู่ในโพรง ที่อาศัยอยู่ในซอกเขา ก็ออก
               จากที่อยู่ของตน ๆ สัตว์แม้เหล่านั้นก็ทิ้งที่อยู่อาศัยในวันนี้
               ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
                         ความไม่ยินดีย่อมไม่มีแก่สัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย
               ต่างมีความยินดีด้วยกันในขณะนั้น สัตว์แม้เหล่านั้นต่างก็ยินดี
               ด้วยกันในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
                         โรคทั้งหลายสงบลงในขณะนั้น และความหิวก็พินาศไป
               แม้ทั้งสองอย่างนั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธ
               เจ้าแน่แท้.
                         คราวนั้น ราคะก็เบาบาง โทสะ โมหะก็พินาศไป ราคะ
               โทสะ โมหะทั้งหมดแม้เหล่านั้นก็ปราศจากไปแล้ว ท่านจักได้
               เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
                         ในกาลนั้น ภัยก็ไม่มี แม้ในวันนี้ความไม่มีภัยนั้นก็
               ปรากฏแล้ว พวกเรารู้ได้ด้วยนิมิตนั้นว่า ท่านจักได้เป็นพระ
               พุทธเจ้าแน่แท้.
                         ธุลีย่อมไม่ฟุ้งขึ้นเบื้องบน แม้ในวันนี้ ข้อนั้นก็ปรากฏแล้ว
               พวกเรารู้ได้ด้วยนิมิตนั้นว่า ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
                         กลิ่นที่ไม่น่าปรารถนาก็ถอยห่างไป กลิ่นทิพย์ก็ฟุ้งตลบ
               อยู่ กลิ่นแม้นั้นก็ฟุ้งตลบอยู่ในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้า
               แน่แท้.
                         เทวดาทั้งปวงยกเว้นพวกอรูปพรหมย่อมปรากฏ เทวดา
               ทั้งปวงแม้เหล่านั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระ
               พุทธเจ้าแน่แท้.
                         ชื่อว่านรกมีเพียงใด นรกทั้งหมดย่อมปรากฏในขณะนั้น
               นรกทั้งหมดแม้เหล่านั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็น
               พระพุทธเจ้าแน่แท้.
                         ในคราวนั้น ฝาผนัง บานประตูและแผ่นหิน ไม่มีเครื่อง
               กีดขวางได้ แม้สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นที่ว่างไปในวันนี้ ท่านจัก
               ได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
                         ในขณะนั้น ไม่มีการจุติและอุปบัติ แม้ข้อนั้นก็ปรากฏ
               แล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
                         ท่านจงประคองความเพียรไว้ให้มั่น อย่าหวนกลับ จง
               ก้าวหน้าไป แม้เราทั้งหลายก็ย่อมรู้แจ้งข้อนี้ว่า ท่านจักได้
               เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
               พระโพธิสัตว์ได้ฟังพระดำรัสของพระทีปังกรทศพล และเทวดาในหมื่นจักรวาล เกิดความอุตสาหะยิ่งกว่าประมาณ จึงคิดว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระดำรัสไม่เปล่า ถ้อยคำของพระพุทธเจ้าไม่เป็นอย่างอื่น เหมือนอย่างว่า ก้อนดินที่ขว้างไปในอากาศจะต้องตกแน่นอน สัตว์เกิดแล้วจะต้องตาย เมื่อราตรีสิ้นไป พระอาทิตย์ก็ต้องขึ้น ราชสีห์ออกจากที่อยู่ก็จะต้องบันลือสีหนาท หญิงมีครรภ์แก่ก็จะต้องคลอดเป็นของมีแน่นอนฉันใด ธรรมดาพระดำรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นของแน่นอนไม่เปล่า. เราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
                         เราฟังพระดำรัสของพระพุทธเจ้า และของเทวดาในหมื่น
               จักรวาลทั้งสองฝ่ายแล้ว มีความร่าเริงยินดีปราโมทย์ จึงคิด
               อย่างนี้ในเวลานั้นว่า
                         พระชินพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระดำรัสไม่เป็นสอง มีพระ
               ดำรัสไม่เปล่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสเป็นสอง
               เราจะได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
                         ก้อนดินที่ขว้างไปในท้องฟ้า ย่อมตกลงในแผ่นดิน
               แน่นอนฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย
               ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมแน่นอนและเที่ยงตรง. พระพุทธเจ้า
               ทั้งหลายไม่มีพระดำรัสอันไม่เป็นจริง เราจะได้เป็นพระพุทธ
               เจ้าแน่แท้.
                         ความตายของสัตว์ทั้งมวลเป็นของแน่นอนและเที่ยง
               ตรงแม้ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย
               เป็นของแน่นอนและเที่ยงตรง ฉันนั้นเหมือนกัน.
                         เมื่อถึงเวลาสิ้นราตรี พระอาทิตย์ก็ขึ้นแน่นอน ฉันใด
               พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลายก็เป็นของ
               แน่นอนและเที่ยงตรง ฉันนั้นเหมือนกัน.
                         ราชสีห์ลุกขึ้นจากที่นอน จะต้องบันลือสีหนาทแน่นอน
               ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย ก็เป็น
               ของแน่นอนและเที่ยงตรง ฉันนั้นเหมือนกัน.
                         หญิงทั้งหลายผู้มีครรภ์จะต้องคลอดแน่นอน ฉันใด
               พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย ก็เป็นของ
               แน่นอนและเที่ยงตรง ฉันนั้นเหมือนกัน.

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๑. พุทธาปทาน
อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑]
อรรถกถา เล่มที่ 32 ข้อ 1อ่านอรรถกถา 32 / 2อ่านอรรถกถา 32 / 412
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=32&A=1&Z=146
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=49&A=1
The Pali Atthakatha in Roman
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php?B=49&A=1
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๓  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :