ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒]อ่านอรรถกถา 33.1 / 1อ่านอรรถกถา 33.1 / 180อรรถกถา เล่มที่ 33.2 ข้อ 1อ่านอรรถกถา 33.2 / 2อ่านอรรถกถา 33.2 / 28
อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์
รัตนะจงกรมกัณฑ์

หน้าต่างที่ ๓ / ๑๒.

               อธิบายตถาคตศัพท์               
               จะวินิจฉัยในบทว่า ตถาคตสฺส นี้ ดังนี้:-
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านเรียกว่า ตถาคต ด้วยเหตุ ๘ ประการ อะไรบ้าง คือ
               ๑. ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาแล้วอย่างนั้น
               ๒. ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปแล้วอย่างนั้น
               ๓. ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงถึงลักษณะที่แท้
               ๔. ชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้ตามเป็นจริง
               ๕. ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงเห็นแต่ความจริง
               ๖. ชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสแต่คำจริง
               ๗. ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงทำจริง
               ๘. ชื่อว่า ตถาคต เพราะอรรถว่า ทรงครอบงำ.
               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะเสด็จมาแล้วอย่างนั้นเป็นอย่างไร.
               ตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงบำเพ็ญทานบารมี ทรงบำเพ็ญศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมีและอุเบกขาบารมี ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ คือบารมี ๑๐ เหล่านี้ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ ทรงสละมหาบริจาค ๕ เหล่านี้ คือบริจาคอวัยวะ บริจาคชีวิต บริจาคทรัพย์ บริจาคราชสมบัติ บริจาคบุตรภรรยา เสด็จมาแล้วด้วยอภินิหารใดอย่างใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลายก็เสด็จมาแล้วด้วยอภินิหารนั้นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าตถาคต.
               เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า
                                   ยเถว โลกมฺหิ วิปสฺสิอาทโย
                                   สพฺพญฺญภาวํ มุนโย อิธาคตา
                                   ตถา อยํ สกฺยมุนีปิ อาคโต
                                   ตถาคโต วุจฺจติ เตน จกฺขุมา.

                                   พระมุนีทั้งหลาย มีพระวิปัสสีพุทธเจ้าเป็นต้น
                         เสด็จมาสู่พระสัพพัญญุตญาณในโลกนี้ อย่างใด แม้
                         พระสักยมุนีพระองค์นี้ก็เสด็จมาอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น
                         พระผู้มีพระจักษุ ท่านจึงเรียกว่าตถาคต.

               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะเสด็จไปแล้วอย่างนั้นเป็นอย่างไร.
               ตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระวิปัสสีพุทธเจ้าเป็นต้น ประสูติได้ชั่วเดี๋ยวเดียว ก็ประทับยืนที่แผ่นดิน ด้วยพระบาทอันเสมอกัน บ่ายพระพักตร์ทางทิศอุดร เสด็จไปด้วยย่างพระบาท ๗ ย่างก้าว อย่างใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลายก็เสด็จไปอย่างนั้น เหตุนั้นจึงชื่อว่าตถาคต.
               เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า
                                   มุหุตฺตชาโตว ควมฺปตี ยถา
                         สเมหิ ปาเทหิ ผุสี วสุนฺธรํ
                                   โส วิกฺกมี สตฺตปทานิ โคตโม
                         เสตญฺจ ฉตฺตํ อนุธารยุ ํ มรู.
                                   คนฺตฺวาน โส สตฺถปทานิ โคตโม
                         ทิสา วิโลเกสิ สมา สมนฺตโต
                                   อฏฺฐงฺคุเปตํ คิรมพฺภุทีรยี
                         สีโห ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺฐิโต.

                                   โคจ่าฝูง เกิดได้ครู่เดียว ก็สัมผัสพื้นแผ่นดินด้วย
                         เท้าที่เสมอกันฉันใด พระโคดมพระองค์นั้นก็ย่างพระ
                         บาท ๗ ย่างก้าว และทวยเทพก็กั้นเศวตฉัตรฉันนั้น.
                                   พระโคดมพระองค์นั้น ครั้นเสด็จ ๗ ย่างก้าวแล้ว
                         ทรงเหลียวดูทิศเสมอกันโดยรอบ ทรงเปล่งอาสภิวาจา
                         ประกอบด้วยองค์ ๘ เหมือนพระยาสีหะยืนหยัดเหนือ
                         ยอดขุนเขาฉะนั้น.
               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะทรงถึงลักษณะที่แท้เป็นอย่างไร.
               ตอบว่า ชื่อว่าตถาคต เพราะทรงมาถึง บรรลุไม่ผิดพลาดรู้ตามลักษณะของตนเองและลักษณะที่เสมอทั่วไป อันถ่องแท้ แท้จริง ของรูปธรรมและอรูปธรรมทั้งปวง ด้วยญาณคติ.
                         สพฺเพสํ ปน ธมฺมานํ   สกสามญฺญลกฺขณํ
                         ตถเมวาคโต ยสฺมา    ตสฺมา สตฺถา ตถาคโต.
                         เพราะเหตุที่ทรงบรรลุถึงลักษณะตนและลักษณะทั่วไป
                         อันแท้จริงของธรรมทั้งปวง ฉะนั้น พระศาสดาจึงชื่อว่า
                         ตถาคต.

               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมอันแท้ตามความเป็นจริง เป็นอย่างไร.
               ตอบว่า อริยสัจ ๔ ชื่อว่าธรรมแท้. เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้เป็นของแท้เป็นของจริง ไม่เป็นอย่างอื่น อริยสัจ ๔ มีอะไรบ้าง คืออริยสัจที่ว่า นี้ทุกข์ เป็นของแท้เป็นของจริง ไม่เป็นอย่างอื่น ฯลฯ
               พึงทราบความพิศดาร.
               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้อริยสัจ ๔ เหล่านั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมอันแท้.
               ความจริง คตศัพท์ในคำว่า ตถาคโต นี้มีอรรถว่าตรัสรู้.
                         ตถนามานิ สจฺจานิ     อภิสมฺพุชฺฌิ นายโก
                         ตสฺมา ตถานํ สจฺจานํ   สมฺพุทฺธตฺตา ตถาคโต.
                         พระผู้นายกตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย ที่เป็นของแท้
                         เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้สัจจะ
                         ทั้งหลายที่เป็นของแท้.

               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะทรงเห็นแต่ความจริงเป็นอย่างไร.
               ตอบว่า แท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตถาคตย่อมทรงรู้ ทรงเห็นอารมณ์คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมะ ที่มาปรากฏในทวารคือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจของสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ ในโลกธาตุที่ไม่มีประมาณโดยอาการทั้งปวง เหตุนั้นจึงชื่อว่าตถาคต เพราะทรงเห็นแต่ความจริงอย่างนั้น.
               อีกนัยหนึ่ง ทรงแสดงแต่สิ่งที่แท้ในโลกแก่โลก อย่างนั้นเท่านั้น แม้เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่าตถาคต.
               ในที่นี้ พึงทราบความหมายแห่งบทว่า ตถาคต ในอรรถว่าทรงเห็นแต่ความจริงแท้.
                         ตถากาเรน โย ธมฺเม  ชานาติ อนุปสฺสติ
                         ตถทสฺสีติ สมฺพุทโธ   ตสฺมา วุตฺโต ตถาคโต.
                         ท่านผู้ใด ย่อมรู้ย่อมเห็นธรรมทั้งหลายโดย
               อาการที่แท้จริง ท่านผู้นั้น ชื่อว่าผู้เห็นแต่ความจริง
               เพราะฉะนั้น ท่านผู้รู้จริงดังว่า จึงเรียกว่าตถาคต.

               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสแต่คำจริงเป็นอย่างไร
               ตอบว่า ก็คำใดที่สงเคราะห์เป็นนวังคสัตถุศาสตร์มีสุตตะเป็นต้น อันพระตถาคตภาษิตดำรัสไว้ตลอดกาลประมาณ ๔๕ พรรษา ระหว่างตรัสรู้และปรินิพพาน คำนั้นทั้งหมดเป็นคำแท้ ไม่เท็จเลย ดุจชั่งได้ด้วยตาชั่งอันเดียว.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         ดูก่อนจุนทะ ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
                         ณ ราตรีใด ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ณ
                         ราตรีใด ในระหว่างนี้ตถาคตภาษิตกล่าว ชี้แจงคำใดไว้
                         คำนั้นทั้งหมด เป็นคำแท้จริงอย่างเดียว ไม่เป็นอย่างอื่น
                         เพราะฉะนั้นจึงเรียกกันว่า ตถาคต.

               ก็ในคำว่า ตถาคต นี้ คตศัพท์มีอรรถว่ากล่าวชัดเจน. ชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสแต่คำจริงอย่างนี้ การกล่าวชัดเจนชื่อว่าอาคทะ. อธิบายว่า พระดำรัส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นของแท้ไม่วิปริต เหตุนั้นจึงชื่อว่าตถาคต ท่านกล่าวเอา เป็น.
                         ตถาวาที ชิโน ยสฺมา  ตถธมฺมปฺปกาสโก
                         ตถามาคทนญฺจสฺส   ตสฺมา พุทฺโธ ตถาคโต.
                         เพราะเหตุที่ พระชินพุทธเจ้า ตรัสแต่คำจริง
               ทรงประกาศธรรมที่แท้จริง และพระดำรัสของพระ
               องค์ก็เป็นคำจริง ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าตถาคต.

               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะทรงทำจริงเป็นอย่างไร.
               ตอบว่า ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระวาจาใดๆ ก็ทรงทำพระวาจานั้นๆ ด้วยพระกาย คือพระกายก็อนุโลมตามพระวาจา ทั้งพระวาจาก็อนุโลมตามพระกาย ด้วยเหตุนั้นนั่นแลจึงตรัสว่า
                         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตกล่าวอย่างใด ก็ทำ
               อย่างนั้น ตถาคตทำอย่างใด ก็กล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
               เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ตถาคต.

               อนึ่ง พระวาจาไปอย่างใด แม้พระกายก็ไปอย่างนั้น พระกายไปอย่างใด แม้พระวาจาก็ไปอย่างนั้น. ชื่อว่าตถาคต เพราะทรงทำจริง ด้วยประการฉะนี้.
                         ยถา วาจา คตา ตสฺส     ตถา กาโย คโต ยโต
                         ตถาวาทิตาย สมฺพุทฺโธ   สตฺถา ตสฺมา ตถาคโต.
                         เพราะเหตุที่พระวาจาของพระองค์ไปอย่างใด
               พระกายก็ไปอย่างนั้น เพราะตรัสแต่คำจริง ฉะนั้น
               พระศาสดาผู้ตรัสรู้จริง จึงชื่อว่าตถาคต.

               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะอรรถว่าครอบงำ เป็นอย่างไร.
               ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครอบงำสัตว์ทั้งปวง เบื้องบนถึงภวัคคพรหม เบื้องขวางในโลกธาตุที่หาประมาณมิได้ เบื้องล่างก็มีอเวจีมหานรกเป็นที่สุดด้วยศีลบ้าง สมาธิบ้าง ปัญญาบ้าง วิมุตติบ้าง วิมุตติญาณทัสสนะบ้าง ไม่มีเครื่องชั่งหรือเครื่องนับสำหรับพระองค์ ที่แท้พระองค์ก็ชั่งไม่ได้ นับไม่ได้ ยอดเยี่ยม.
               ด้วยเหตุนั้นนั่นแล จึงตรัสว่า
                         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้ครอบงำ ไม่มี
               ใครครอบงำ เป็นผู้เห็นถ่องแท้ เป็นผู้มีอำนาจ ฯลฯ
               ในโลกทั้งเทวโลก เพราะฉะนั้น จึงเรียกกันว่าตถาคต.

               พึงทราบความสำเร็จความแห่งบท ในบทว่า ตถาคโต นี้ดังกล่าวมาฉะนี้
               อานุภาพเปรียบเหมือนยา. ก็นั่นคืออะไรเล่า คือความงดงามแห่งเทศนาและกองบุญ.
               จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นแพทย์ผู้มีอานุภาพมาก ทรงครอบงำผู้มีลัทธิตรงข้ามทั้งหมดและครอบงำโลกพร้อมทั้งเทวโลก ด้วยอานุภาพนั้น เหมือนหมองูครอบงำงูทั้งหลายด้วยยาทิพย์ฉะนั้น ดังนั้น อานุภาพคือความงดงามแห่งเทศนาและกองบุญที่ไม่วิปริต เพราะครอบงำโลกได้หมดของพระองค์มีอยู่ เหตุนั้น พระองค์จึงควรทราบว่า ตถาคต เพราะทำ อักษร เป็น อักษร.
               ชื่อว่าตถาคต เพราะอรรถว่าครอบงำด้วยประการฉะนี้.
                         ตโถ อวิปรีโต จ  อคโท ยสฺส สตฺถุโน
                         วสวฺตีติ โส เตน  โหติ สตฺถา ตถาคโต.
                         ศาสดาพระองค์ใด ทรงมีอานุภาพแท้ไม่วิปริต
                         ศาสดาพระองค์นั้นเป็นผู้มีอำนาจ เพราะฉะนั้น
                         พระศาสดาพระองค์นั้น จึงชื่อว่าตถาคต.

               บทว่า อปฺปฏิปุคฺคลสฺส ได้แก่ ปราศจากบุคคลที่จะเปรียบได้.
               บุคคลอื่นไรเล่า ชื่อว่าสามารถให้คำปฏิญาณรับรองว่าเราเป็นพุทธะ ไม่มีสำหรับพระตถาคตนั้น เหตุนั้น พระตถาคตนั้นจึงชื่อว่าไม่มีบุคคลเปรียบได้. แก่พระตถาคต ผู้ไม่มีบุคคลเปรียบได้พระองค์นั้น.
               บทว่า อุปฺปชฺชิ แปลว่า อุบัติแล้ว เกิดขึ้นแล้ว.
               บทว่า การุญฺญตา ได้แก่ ความมีแห่งกรุณา ชื่อว่า การุญฺญตา.
               คำว่า สพฺพสตฺเต เป็นคำกล่าวครอบคลุมถึงสัตว์ไม่เหลือเลย. อธิบายว่า หมู่สัตว์ทั้งสิ้น.
               คาถาแม้นี้มีความที่กล่าวมาด้วยกถามีประมาณเท่านี้.
               ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าอันพรหมทูลอาราธนาเพื่อทรงแสดงธรรมแล้ว ทรงยังพระมหากรุณาให้เกิดในสัตว์ทั้งหลาย มีพุทธประสงค์จะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถาแก่พรหมทั้งหลายว่า
                                   ดูก่อนพรหม ประตูทั้งหลายแห่งอมตนคร เรา
                         เปิดสำหรับท่านแล้วละ ขอเหล่าสัตว์ที่มีโสตประสาท
                         จงปล่อยศรัทธาออกมาเถิด แต่ก่อนเราสำคัญว่าจะ
                         ลำบากเปล่าจึงไม่กล่าวธรรมอันประณีตที่ชำนาญใน
                         หมู่มนุษย์.

               ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมรู้ว่าเราอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดโอกาสเพื่อทรงแสดงธรรมแล้ว จึงประคองอัญชลีอันรุ่งเรืองด้วยทศนัขสโมธานขึ้นเหนือเศียร ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทำประทักษิณ อันหมู่พรหมแวดล้อมเสด็จกลับไป.

               ทรงพบอุปกาชีวก โปรดภิกษุปัญจวัคคีย์และพระยสกุลบุตร               
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นประทานปฏิญาณแก่พรหมนั้นแล้วทรงพระดำริว่า เราควรจะแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ทรงเกิดความคิดว่า อาฬารดาบสเป็นบัณฑิต ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน ทรงสำรวจทบทวนก็ทรงทราบว่าอาฬารดาบสนั้นทำกาละได้ ๗ วันแล้ว และทรงทราบว่าอุทกดาบสทำกาละแล้วตอนพลบค่ำ.
               ก็ทรงนึกถึงปัญจวัคคีย์อีกว่า บัดนี้ ภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ไหนหนอ ก็ทรงทราบว่า อยู่ที่ป่าอิสิปตนะ มิคทายวัน กรุงพาราณสี พอราตรีสว่างวันเพ็ญอาสาฬหะเช้าตรู่ ก็ทรงถือบาตรจีวร ทรงเดินทาง ๑๘ โยชน์ ระหว่างทางทรงพบอาชีวกนักบวชชื่อว่าอุปกะ ทรงบอกแก่เขาว่า พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า.
               ตอนเย็นวันนั้นนั่นเองก็ได้เสด็จถึงป่าอิสิปตนะ ณ ที่นั้น ทรงประกาศแก่ปัญจวัคคีย์ว่าพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า เสด็จประทับ บนพุทธอาสน์อันดีที่เขาจัดไว้แล้ว ตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์ ทรงแสดงพระธัมมจักกัปวัตตนสูตร.
               บรรดาภิกษุปัญจวัคคีย์ ท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระส่งญาณไปตามกระแสเทศนา จบพระสูตรก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมด้วยพรหม ๑๘ โกฏิ. พระศาสดาทรงเข้าจำพรรษาในที่นั้นนั่นเอง. วันรุ่งขึ้นทรงทำให้พระวัปปเถระตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ด้วยอุบายนี้นี่แล ก็ทรงทำภิกษุเหล่านั้นให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลหมดทุกรูป.
               รุ่งขึ้นวัน ๕ ค่ำแห่งปักษ์ ทรงประชุมพระเถระเหล่านั้นแล้ว ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร. จบเทศนา พระเถระทั้ง ๕ รูปก็ตั้งอยู่ในพระอรหัต.
               ครั้งนั้น ในที่นั้นนั่นเอง พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยของยสกุลบุตรและเห็นเขาละเรือนออกไปแล้ว จึงตรัสเรียกว่า มานี่แน่ะ ยสะ ทรงทำเขาให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลในตอนกลางคืนนั้นนั่นแล รุ่งขึ้นก็ให้เขาตั้งอยู่ในพระอรหัต.
               แม้ในวันอื่นอีก ก็ทรงให้ชน ๕๔ คนสหายของยสกุลบุตร บวชด้วยเอหิภิกขุอุปสัมทาแล้วให้ตั้งอยู่ในพระอรหัต เมื่อเกิดพระอรหันต์ขึ้นในโลกจำนวน ๖๑ รูปอย่างนี้.
               พระศาสดาทรงออกพรรษาปวารณาแล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสดังนี้ว่า
                         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเมื่อบำเพ็ญประโยชน์
               ตนและประโยชน์ผู้อื่น จงแยกกันไปเที่ยวธรรมจาริกแก่
               มนุษย์ทั้งหลายตลอดแผ่นดินผืนนี้.
                         เมื่อประกาศสัทธรรมของเราแก่โลกเนืองนิตย์
               ก็จงอยู่เสียที่ป่าเขาอันสงัด.
                         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเมื่อทำหน้าที่พระ
               ธรรมทูต ก็จงปฏิบัติด้วยดีซึ่งคำของเรา สั่งสอนเขา
               เพื่อประโยชน์แก่สันติของสัตว์ทั้งหลาย.
                         พวกเธอไม่มีอาสวะ จงช่วยปิดประตูอบายทั้งสิ้น
               เสียทุกประตู จงช่วยเปิดประตูสวรรค์ มรรคและผล.
                         พวกเธอ จงมีคุณมีกรุณาเป็นต้น เป็นที่อยู่อาศัย
               เพิ่มพูนความรู้และความเชื่อแก่ชาวโลกทุกประการด้วย
               การเทศนาและการปฏิบัติ
                         เมื่อพวกคฤหัสถ์ ทำการอุปการะด้วยอามิสทาน
               เป็นนิตย์ พวกเธอก็จงตอบแทนพวกเขาด้วยธรรมทาน
               เถิด.
                         พวกเธอเมื่อจะแสดงธงชัยของพระฤษีผู้แสวงคุณ
               ก็จงยกย่องพระสัทธรรม เมื่อการงานที่พึงทำ ทำเสร็จ
               แล้ว ก็จงบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นเถิด.

               โปรดภัททวัคคีย์กุมารและชฏิล ๓ พี่น้อง               
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอย่างนี้แล้วก็ทรงส่งภิกษุเหล่านั้นไปในทิศทั้งหลาย ส่วนพระองค์เองก็เสด็จไปยังอุรุเวลาประเทศ ระหว่างทาง ทรงแนะนำภัททวัคคิยกุมาร ๓๐ คนที่ราวป่าฝ้าย.
               บรรดากุมารทั้ง ๓๐ คนนั้น ผู้ใดอ่อนกว่าเขาหมด ผู้นั้นก็เป็นพระโสดาบัน ผู้ใดแก่กว่าเขาหมด ผู้นั้นก็เป็นพระอนาคามี แต่แม้สักคนหนึ่งเป็นพระอรหันต์หรือเป็นปุถุชนไม่มีเลย ทรงยังกุมารแม้เหล่านั้นให้บวชด้วยเอหิภิกขุหมดทุกคน แล้วทรงส่งไปในทิศทั้งหลาย.
               พระองค์เองครั้นเสด็จถึงอุรุเวลาประเทศแล้ว ทรงแสดงปาฏิหาริย์ ๑,๒๕๐ อย่างทรมานชฎิล ๓ พี่น้องมีอุรุเวลกัสสปเป็นต้นพร้อมด้วยบริวารชฎิลพันคน ทรงให้บวชด้วยเอหิภิกขุแล้ว ให้นั่งประชุมกันที่คยาสีสะประเทศ ให้ตั้งอยู่ในพระอรหัตด้วยเทศนาชื่อว่าอาทิตตปริยายสูตร.
               อันภิกษุอรหันต์พันรูปแวดล้อมแล้ว เสด็จไปยังลัฏฐิวนอุทยาน อันเป็นอุปจารแห่งกรุงราชคฤห์ด้วยพุทธประสงค์จะทรงเปลื้องปฏิญญาแก่พระเจ้าพิมพิสาร.
               ต่อนั้น พนักงานเฝ้าพระราชอุทยานกราบทูลแด่พระราชา พระราชาทรงสดับว่าพระศาสดาเสด็จมาแล้ว อันพราหมณ์และคฤหบดี ๑๒ นหุตห้อมล้อม เข้าไปเฝ้าพระทศพลผู้เป็นดวงอาทิตย์แห่งพระมุนีผู้ประเสริฐ ซึ่งเสด็จอยู่ในช่องแห่งวนะดุจดวงทิพากรเข้าไปในช่องหลืบเมฆ ทรงซบพระเศียรซึ่งโชติช่วงด้วยประกายรุ้งแห่งมงกุฏมณีลงแทบเบื้องพระยุคลบาทของพระทศพล อันดารดาษด้วยโกมลดอกไม้น้ำไร้มลทิน ไม่วิกล ที่มีพื้นฝ่าพระบาทประดับด้วยจักร แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่งพร้อมด้วยราชบริพาร.
               ครั้งนั้น พราหมณ์และคฤหบดีเหล่านั้นก็คิดปริวิตกไปว่า พระมหาสมณะทรงประพฤติพรหมจรรย์ในท่านอุรุเวลกัสสป หรือท่านอุรุเวลกัสสปประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกของพราหมณ์และคฤหบดีเหล่านั้น จึงได้ตรัสกะพระเถระด้วยพระคาถาว่า
                         กิเมว ทิสฺวา อุรุเวลวาสิ
                         ปหาสิ อคฺคึ กิสโกวทาโน
                         ปุจฉามิ ตํ กสฺสป เอตมตฺถํ
                         กถํ ปหีนํ ตว อคฺคิหุตฺตํ.

                         ดูก่อนกัสสป ท่านอยู่อุรุเวลประเทศสั่งสอน
               ศิษย์ชฎิลมานาน เห็นเหตุอะไรหรือจึงละการบูชาไฟ
               เราถามความนี้กะท่าน ไฉนท่านจึงละการบูชาไฟ.

               พระเถระทราบพระพุทธประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวคาถานี้ว่า
                         รูเป จ สทฺเท จ อโถ รเส จ
                         กามิตฺถิโย จาภิวทนฺติ ยญฺญา
                         เอตํ มลนฺติ อุปธีสุ ญตฺวา
                         ตสฺมา น ยิฏฺเฐ น หุเต อรญฺชึ.

                         ยัญทั้งหลาย สรรเสริญรูป เสียง รส กามและ
               สตรีทั้งหลาย. ข้าพระองค์รู้ว่า นั่นเป็นมลทินในอุปธิ
               ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ยินดีในยัญ
               ในการบูชาไฟ ดังนี้.

               แล้วซบศีรษะลงแทบเบื้องยุคลบาทของพระตถาคตเพื่อประกาศความที่ตนเป็นสาวก กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก แล้วก็โลดขึ้นสู่อากาศ ๗ ครั้ง ประมาณชั่วหนึ่งลำตาล ชั่วสองลำตาล ฯลฯ ชั่วเจ็ดลำตาล ทำปาฏิหาริย์แล้วก็ลงจากอากาศ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.
               ครั้งนั้น มหาชนเห็นปาฏิหาริย์ของพระเถระนั้นแล้วคิดกันว่า โอ ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีอานุภาพมาก แม้ท่านอุรุเวสกัสสปมีทิฏฐิกล้า สำคัญตนว่า เป็นอรหันต์ ก็ถูกพระตถาคตทรงทำลายข่ายทิฏฐิทรมานแล้ว ก็พากันกล่าวสรรเสริญคุณของพระทศพล.
               พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้วตรัสว่า มิใช่เราทรมานอุรุเวลกัสสปผู้นี้ในชาตินี้เท่านั้นดอกนะ แม้ในอดีตชาติ อุรุเวลกัสสปนี้เราก็ทรมานมาแล้วเหมือนกัน.
               ครั้งนั้น มหาชนลุกขึ้นจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ประคองอัญชลีเหนือศีรษะ กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชาตินี้ท่านอุรุเวลกัสสปถูกทรมานพวกข้าพระองค์เห็นแล้ว ในอดีตชาติ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทรมานอย่างไร พระเจ้าข้า.
               แต่นั้น พระศาสดาอันมหาชนนั้นทูลวอนแล้ว จึงตรัสมหานารทกัสสปชาดก ซึ่งระหว่างภพปกปิดไว้แล้วทรงประกาศอริยสัจ ๔.
               พระเจ้าพิมพิสารทรงสดับธรรมกถาของพระศาสดา ทรงดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลพร้อมกับราชบริพาร ๑๑ นหุต. ๑ นหุตประกาศตนเป็นอุบาสก. พระราชาทรงถึงสรณะแล้วนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคเจ้าสามครั้ง แล้วถวายบังคมเสด็จกลับ.
               วันรุ่งขึ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าอันภิกษุพันรูปแวดล้อมแล้วเสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ เสมือนท้าวสหัสนัยน์เทวราชอันหมู่เทพห้อมล้อมแล้ว เสมือนท้าวมหาพรหมอันหมู่พรหมห้อมล้อมแล้ว.
               พระราชาถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เสร็จเสวยแล้ว ก็กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
               ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่อาจจะอยู่เว้นพระไตรรัตน์ได้ ข้าพระองค์จะมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าในเวลาบ้าง ไม่ใช่ในเวลาบ้าง. ชื่อว่าอุทยานลัฏฐิวันก็อยู่ไกลเกินไป ส่วนอุทยานชื่อว่าเวฬุวันของข้าพระองค์นี้ สำหรับผู้ต้องการวิเวก ไม่ไกลนักไม่ใกล้นัก พรั่งพร้อมด้วยทางคมนาคม ไร้ผู้คนเบียดเสียด สงัดสุข พร้อมด้วยร่มเงาและน้ำ ประดับพื้นศิลาเย็น เป็นภูมิภาคน่ารื่นรมย์อย่างยิ่งมีต้นไม้อย่างดีมีดอกหอมกรุ่นชั่วนิรันดร์ ประดับประดาด้วยปราสาทยอด ปราสาทโล้น วิหาร ดุจวิมานเรือนมุงแถบเดียว มณฑปเป็นต้น. ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงรับอุทยานเวฬุวันนี้ของข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า
               แล้วทรงถือน้ำมีสีดังแก้วมณีอันอบด้วยดอกไม้กลิ่นหอมด้วยพระเต้าทอง เสมือนถ่านร้อนใหม่ เมื่อทรงบริจาคพระเวฬุวนาราม ก็ทรงหลั่งน้ำลงเหนือพระหัตถ์ของพระทศพล.
               ในการรับพระอารามนั้น มหาปฐพีนี้ก็ตกสู่อำนาจปีติว่า รากของพระพุทธศาสนาหยั่งลงแล้ว ก็ไหวราวกะฟ้อนรำ. ธรรมดาเสนาสนะอื่นที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้วทำให้แผ่นดินไหว เว้นพระเวฬุวันมหาวิหาร เสียไม่มีเลยในชมพูทวีป.
               ครั้งนั้น พระศาสดาทรงรับพระเวฬุวนารามแล้วได้ทรงทำอนุโมทนาวิหารทาน
                                   อาวาสทานสฺส ปนานิสํสํ
                                   โก นาม วตฺถํ ปุริโส สมตฺโถ
                                   อญฺญตฺร พุทฺธา ปน โลกนาถา
                                   ยุตฺโต มุขานํ นหุเตน จาปิ.
                         นอกจากพระพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลก ปาก
               คน ๑ นหุต บุรุษไรเล่าผู้สามารถจะกล่าวอานิสงส์ของ
               การถวายที่อยู่อาศัยได้
                                   อายุญฺจ วณฺณญฺจ สุขํ พลญฺจ
                                   วรํ ปสตฺถํ ปฏิภาณเมว
                                   ททาติ นามาติ ปวุจฺจเต โส
                                   โย เทติ สงฺฆสฺส นโร วิหารํ
                         นรชนใด ถวายที่อยู่แก่สงฆ์ นรชนนั้น ท่าน
               กล่าวว่า ชื่อว่าให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ
               อันประเสริฐ ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้ว.
                                   ทาตา นิวาสสฺส นิวารณสฺส
                                   สีตาทิโน ชีวิตุปทฺทวสฺส
                                   ปาเลติ อายุ ํ ปน ตสฺส ยสฺมา
                                   อายุปฺปโท โหติ ตมาหุ สนฺโต.
                         เพราะเหตุที่ผู้ถวายที่อยู่อาศัย อันป้องกันอุปัทวะ
               แห่งชีวิตมีความเย็นเป็นต้น ย่อมรักษาอายุของเขาไว้ได้
               ฉะนั้น สัตบุรุษทั้งหลายจึงเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ให้อายุ.
                                   อจฺจุณฺหสีเต วสโต นิวาเส
                                   พลญฺจ วณฺโณ ปฏิภา น โหติ
                                   ตสฺมา หิ โส เทติ วิหารทาตา
                                   พลญฺจ วณฺณญฺจ ปฏิภาณเมว.
                         พละ วรรณะและปฏิภาณย่อมจะไม่มีแก่ผู้อยู่ใน
               ที่อยู่อาศัยอันร้อนจัดเย็นจัด เพราะฉะนั้นแล ผู้ถวาย
               วิหารที่อยู่นั้นจึงชื่อว่าให้พละ วรรณะและปฏิภาณทีเดียว.
                                   ทุกฺขสฺส สีตุณฺหสิรึสปา จ
                                   วาตาตปาทิปฺปภวสฺส โลเก
                                   นิวารณาเนกวิธสฺส นิจฺจํ
                                   สุขปฺปโท โหติ วิหารทาตา.
                         ผู้ถวายวิหาร ย่อมชื่อว่าให้สุขเป็นนิตย์ เพราะ
               ป้องกันทุกข์มากอย่างที่เกิดแต่เย็นร้อนสัตว์เลื้อยคลาน
               ลมแดดเป็นต้นในโลก.
                                   สีตุณฺหวาตาตปฑํสวุฏฺฐิ
                                   สิรึสปาวาฬมิคาทิทุกฺขํ
                                   ยสฺมา นิวาเรติ วิหารทาตา
                                   ตสฺมา สุขํ วินฺทติ โส ปรตฺถ.
                         เพราะเหตุที่ผู้ถวายวิหาร ย่อมป้องกันทุกข์มีเย็น
               ร้อน ลม แดด เหลือบฝน สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ร้าย
               เป็นต้นได้ ฉะนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่าได้สุขในโลกหน้า.
                                   ปสนฺนจิตฺโต ภวโภคเหตุ ํ
                                   มโนภิรามํ มุทิโต วิหารํ
                                   โย เทติ สีลาทิคุโณทิตานํ
                                   สพฺพํ ทโท นาม ปวุจฺจเต โส.
                         ผู้ใดมีจิตเลื่อมใส บันเทิงแล้วถวายวิหารอันเหตุ
               แห่งภพและโภคะที่น่ารื่นรมย์ยิ่งแห่งใจ แก่ท่านผู้มีคุณ
               มีศีลเป็นต้นอันเกิดแล้ว ผู้นั้นท่านเรียกชื่อว่าผู้ให้ทุกอย่าง.
                                   ปหาย มจฺเฉรมลํ สโลภํ
                                   คุณาลยานํ นิลยํ ททาติ
                                   ขิตฺโตว โส ตตฺถ ปเรหิ สคฺเค
                                   ยถาภตํ ชายติ วีตโสโก.
                         ผู้ใดละมลทินคือตระหนี่ พร้อมทั้งโลภะ ถวาย
               วิหาร แก่เหล่าท่านผู้มีคุณเป็นที่อยู่อาศัย ผู้นั้น ก็เป็น
               เหมือนถูกผู้อื่นโยนไปในสวรรค์นั้น ย่อมเกิดเป็นผู้
               ปราศจากความเศร้าโศกถึงสมบัติที่รวบรวมไว้.
                                   วเร จารุรูเป วิหาเร อุฬาเร
                                   นโร การเย วาสเย ตตฺถ ภิกฺขู
                                   ทเทยฺยนฺนปานญฺจ วตฺถญฺจ เนสํ
                                   ปสนฺเนน จิตฺเตน สกฺกจฺจ นิจฺจํ
                         นรชนสร้างวิหารทองประเสริฐเลิศโอฬารนิมนต์
               ภิกษุทั้งหลายอยู่ในวิหารนั้น พึงถวายข้าวน้ำและผ้าแก่
               ภิกษุเหล่านั้นด้วยจิตที่เลื่อมใส โดยเคารพเป็นนิตย์.
                                   ตสฺมา มหาราช ภเวสุ โภเค
                                   มโนรเม ปจฺจนุภุยฺย ภิยฺโย
                                   วิหารทานสฺส ผเลน สนฺตํ
                                   สุขํ อโสกํ อธิคจฺฉ ปจฺฉา.
                         ถวายพระพร เพราะฉะนั้น มหาบพิตรจะเสวย
               โภคะที่น่ารื่นรมย์ใจในภพทั้งหลายยิ่งขึ้นไป ด้วยผล
               แห่งวิหารทาน ภายหลังจงทรงประสบธรรมอันสงบสุข
               ไม่เศร้าโศกแล.
               พระจอมมุนี ครั้นทรงทำอนุโมทนาวิหารทานแก่พระเจ้าพิมพิสารจอมนรชนประการดังนี้อย่างนี้แล้ว เสด็จลุกจากอาสนะอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว เมื่อทรงทำนครให้เป็นวนวิมานเป็นต้น ด้วยพระรัศมีแห่งพระสรีระของพระองค์ที่น่าทอดทัศนาอย่างยิ่ง ประหนึ่งเลื่อมพรายที่เกิดแต่รดด้วยน้ำทอง เสด็จเข้าสู่พระเวฬุวันมหาวิหาร ด้วยพระพุทธลีลา หาที่เปรียบมิได้ด้วยพระพุทธสิริที่ไม่มีสิ้นสุดแล.
                                   อกีฬเน เวฬุวเน วิหาเร
                                   ตถาคโต ตตฺถ มโนภิราเม
                                   นานาวิหาเรน วิหาสิ ธีโร
                                   เวเนยฺยกานํ สมุทิกฺขมาโน.
                         พระตถาคตจอมปราชญ์ ประทับอยู่ ณ พระเวฬุ
               วันวิหาร ซึ่งมิใช่เป็นที่เล่น แต่น่ารื่นรมย์ยิ่งแห่งใจนั้น
               ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่ต่างๆ ทรงคอยตรวจดูเวไนยสัตว์
               ทั้งหลาย.

               พระพุทธบิดาเชิญเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์               
               เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่พระเวฬุวันวิหารนั้น พระเจ้าสุทโธทนะมหาราชทรงสดับว่า โอรสเราทำทุกกรกิริยา ๖ ปี บรรลุอภิสัมโพธิญาณอย่างเยี่ยม ประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ เสด็จถึงกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงเรียกมหาอมาตย์ผู้หนึ่งมาตรัสสั่งว่า พนายมานี่แน่ะ เจ้าพร้อมบุรุษพันหนึ่งเป็นบริวาร จงไปกรุงราชคฤห์ พูดตามคำของเราว่า พระเจ้าสุทโธทนะมหาราชบิดาท่านมีประสงค์จะพบท่าน แล้วจงพาโอรสของเรามา.
               มหาอมาตย์ผู้นั้นรับพระราชโองการแล้ว มีบุรุษพันหนึ่งเป็นบริวารก็เดินทาง ๖๐ โยชน์ เข้าไปยังวิหาร ในเวลาทรงแสดงธรรม มหาอมาตย์ผู้นั้นคิดว่าข่าวที่พระราชาทรงส่งมาพักไว้ก่อน ก็ยืนท้ายบริษัท ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ทั้งที่ยืนอยู่ก็บรรลุพระอรหัต พร้อมกับบุรุษพันหนึ่ง ทูลขอบรรพชา.
               พระศาสดาก็ทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า เอถ ภิกฺขโว พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ชนเหล่านั้นทั้งหมดก็ทรงบาตรจีวรสำเร็จด้วยฤทธิ์ในทันใด ถึงพร้อมด้วยกิริยาที่เหมาะแก่สมณะ ประหนึ่งพระเถระ ๑๐๐ พรรษาแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระราชาทรงพระดำริว่า คนที่ไปก็ยังไม่มา ข่าวก็ไม่ได้ยิน ทรงส่งอมาตย์ไป ๙ ครั้ง โดยทำนองนี้นี่แล บรรดาบุรุษ ๙,๐๐๐ คนนั้นไม่ได้กราบทูลพระราชาแม้แต่คนเดียว ทั้งไม่ส่งข่าวคราวด้วย บรรลุพระอรหัตแล้วพากันบวชหมด.
               ครั้งนั้น พระราชาทรงพระดำริว่า ใครหนอจักทำตามคำของเรา ทรงสำรวจดูกำลังส่วนของราชสำนักทั้งหมดก็ได้ทรงพบอุทายีอมาตย์. เล่ากันว่า อุทายีนั้นเป็นอมาตย์สำเร็จราชการทั้งหมดของพระราชา เป็นคนภายในมีความสนิทสนมยิ่งนัก เกิดในวันเดียวกับพระโพธิสัตว์เป็นพระสหายเล่นฝุ่นด้วยกันมา.
               ครั้งนั้น พระราชาทรงเรียกอุทายีอมาตย์มาแล้วตรัสว่า อุทายีลูกเอย พ่อประสงค์จะพบโอรส จึงส่งบุรุษไปถึง ๙,๐๐๐ คน มากันแล้วจะบอกเพียงข่าวแม้แต่คนเดียวก็ไม่มี อันตรายแห่งชีวิตของพ่อ รู้ได้ยาก พ่ออยากจะพบโอรส แต่ยังมีชีวิตอยู่ ลูกจักพาโอรสมาแสดงแก่พ่อได้ไหมลูก.
               อุทายีอมาตย์กราบทูลว่า ได้พระพุทธเจ้าข้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้าได้บวช.
               พระราชารับสั่งว่า ลูกจะบวชหรือไม่บวชก็ตามที แต่ลูกต้องนำโอรสมาแสดงแก่พ่อ.
               อุทายีอมาตย์รับพระราชดำรัสใส่เกล้าแล้ว ก็นำข่าวของพระราชาไปถึงกรุงราชคฤห์. ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยบุรุษพันหนึ่ง ตั้งอยู่ในเอหิภิกขุภาวะแล้วเพ็ญเดือนผัคคุนี [เดือน ๔] ก็ดำริว่าฤดูเหมันต์ก็ล่วงไปแล้ว ถึงฤดูวสันต์เข้านี่แล้ว ราวป่าก็มีดอกไม้บานสะพรั่ง หนทางก็เหมาะที่จะเดิน เป็นกาลสมควรที่พระทศพลจะทรงทำการสงเคราะห์พระประยูรญาติ ครั้นดำริแล้วก็เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พรรณนาคุณการเสด็จพุทธดำเนิน เพื่อเข้าไปยังพระนครแห่งพระสกุลด้วยคาถาประมาณ ๖๐ คาถา

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ รัตนะจงกรมกัณฑ์
อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒]
อ่านอรรถกถา 33.1 / 1อ่านอรรถกถา 33.1 / 180อรรถกถา เล่มที่ 33.2 ข้อ 1อ่านอรรถกถา 33.2 / 2อ่านอรรถกถา 33.2 / 28
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=6654&Z=6873
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=51&A=1
The Pali Atthakatha in Roman
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php?B=51&A=1
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ [email protected]

สีพื้นหลัง :