ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
เตวิชชสูตร

               อรรถกถาเตวิชชสูตร               
               เตวิชชสูตรมีความเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ ฯลฯ ในแคว้นโกศล.
               ต่อไปนี้จะพรรณนาบทที่ยากในพระสูตรนั้น.
               บทว่า มนสากตะ เป็นชื่อของบ้านนั้น. บทว่า โดยทางทิศเหนือของบ้านมนสากตะ คือ ข้างทิศเหนือ ไม่ไกลจากบ้านมนสากตะ.
               บทว่า ในป่ามะม่วง คือ ในหมู่ต้นมะม่วงหนุ่ม.
               ได้ยินว่า ภูมิภาคนั้นน่ารื่นรมย์ ข้างล่าง ลาดทรายเช่นเดียวกับแผ่นเงิน ข้างบนเป็นป่ามะม่วงมีกิ่งและใบหนา เหมือนเพดานดาดด้วยแก้วมณี พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อัมพวัน อันเป็นความสุขเกิดจากวิเวก สมควรแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
               บทว่า พราหมณ์มหาศาล ผู้ที่เขารู้จักกันแพร่หลาย คือ เป็นผู้ที่เขารู้กันทั่วไปในตำบลนั้นๆ โดยถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติมีกุลจารีตเป็นต้น.
               บทว่า วังกี เป็นอาทิ เป็นชื่อของพราหมณ์มหาศาล เหล่านั้น.
               บรรดาพราหมณ์มหาศาลเหล่านั้น วังกีอยู่บ้านโอปสาทะ ตารุกขะอยู่บ้านอิจฉานังคละ. โปกขรสาติอยู่อุกกัฏฐนคร ชาณุโสนิอยู่สาวัตถี โตเทยยะอยู่ตุทิคาม.
               บทว่า พราหมณ์มหาศาลเหล่าอื่นอีก ความว่า ก็บรรดาชนเป็นอันมากเหล่าอื่นมาจากที่อยู่ของตนๆ แล้วอาศัยอยู่ ณ มนสากตคามนั้น. ได้ยินว่า เพราะมนสากตคามเป็นที่น่ารื่นรมย์ พราหมณ์เหล่านั้นจึงพากันสร้างเรือนใกล้ฝั่งแม่น้ำในมนสากตคามนั้น ล้อมไว้โดยรอบ ห้ามคนพวกอื่นเข้าไป พากันไปอยู่ ณ ที่นั้น ตามลำดับ.
               บทว่า วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพ ความว่า วาเสฏฐมาณพเป็นศิษย์ของโปกขรสาติพราหมณ์ ภารทวาชมาณพเป็นศิษย์ของตารุกขพราหมณ์. ได้ยินว่า มาณพทั้งสองนั้นสมบูรณ์ด้วยชาติ ได้จบไตรเพทแล้ว.
               บทว่า ชังฆวิหาร คือ เดินเที่ยวพักผ่อน เพื่อต้องการบรรเทาความเมื่อยขบ เพราะนั่งนานเกินไปเป็นเหตุ. ได้ยินว่า มาณพทั้งสองนั้นนั่งท่องมนต์ตลอดกลางวัน ตอนเย็นจึงลุก ให้คนถือของหอมดอกไม้ น้ำมันและผ้าสะอาดอันเป็นเครื่องใช้สำหรับอาบน้ำ แวดล้อมด้วยบริวารชนของตนๆ ประสงค์จะอาบน้ำ ไปฝั่งแม่น้ำเดินไปๆ มาๆ ที่เนินทราย สีแผ่นเงิน. คนหนึ่งเดิน อีกคนหนึ่งเดินตาม อีกคนหนึ่งก็เดินตามอีกคนหนึ่ง ต่อกันไป ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เดินเที่ยวเล่นตามกันไป.
               บทว่า ในทางและมิใช่ทาง คือ ในเรื่องทางและมิใช่ทาง.
               อธิบายว่า มาณพทั้งสองสนทนากันปรารภถึงเรื่องทางและมิใช่ทางอย่างนี้ว่าเราจะบำเพ็ญ ปฏิปทาอย่างไรหนอ แล้วจึงจะสามารถไปสู่พรหมโลกอันเป็นสุขได้ โดยทางไหน.
               บทว่า เส้นทางเดิน เป็นไวพจน์ของทางตรง หรือทางตรงนั่นแหละ. คนย่อมเดินคือย่อมมาโดยทางนั้น เพราะฉะนั้น ทางนั้นจึงชื่อว่า เส้นทางเดิน.
               บทว่า เป็นทางนำออก ย่อมนำออก คือ เมื่อนำออก ย่อมนำออกไปได้. อธิบายว่า เมื่อจะไปก็ไปได้.
               ถามว่า ไปไหน.
               ตอบว่า เพื่อให้ผู้ปฏิบัติตามนั้นอยู่ร่วมกับพรหม. อธิบายว่า ผู้ที่ไปเพื่อความอยู่ร่วมกับพรหม เพื่อความปรากฏในที่เดียวกัน ย่อมดำเนินตามทางนั้น.
               บทว่า ยฺวายํ ตัดบทเป็น โย อยํ.
               บทว่า ตารุกขพราหมณ์ บอกไว้ คือกล่าวไว้ ได้แก่แสดงไว้.
               บทว่า โปกขรสาติพราหมณ์ คือ วาเสฏฐมาณพอ้างถึงอาจารย์ของตน.
               วาเสฏฐมาณพเที่ยวชมเชยยกย่องวาทะของอาจารย์ของตนฝ่ายเดียว แม้ภารทวาชะก็เที่ยวชมเชย ... ฝ่ายเดียวเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วาเสฏฐมาณพไม่อาจให้ภารทวาชมาณพยินยอมได้เป็นต้น.
               ลำดับนั้น วาเสฏฐมาณพคิดว่า ถ้อยคำของเราแม้ทั้งสองไม่เป็นทางนำออกได้แน่นอน ขึ้นชื่อว่าผู้ฉลาดในทางในโลกนี้เช่นกับพระโคดมผู้เจริญ ไม่มี พระโคดมผู้เจริญประทับอยู่ไม่ไกล พระองค์จักขจัดความสงสัยของเราได้ เหมือนพ่อค้านั่งถือตราชั่งฉะนั้น แล้วจึงบอกความนั้นแก่ภารทวาชมาณพ ทั้งสองก็พากันไปกราบทูลถ้อยคำแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล วาเสฏฐมาณพ ฯลฯ ทางที่ท่านตารุกขพราหมณ์บอกไว้นี้เป็นทางตรง ดังนี้.
               บทว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ในข้อนี้ คือ ในเรื่องทางและมิใช่ทางนี้.
               ในบทว่า การถือผิด การกล่าวผิด เป็นต้น ความว่า ถือผิดเกิดขึ้นก่อน กล่าวผิดเกิดขึ้นภายหลัง. แม้ทั้งสองก็เป็นวาทะต่างจากวาทะของบรรดาอาจารย์ต่างๆ.
               ในบทว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเธอจะถือผิด กล่าวผิดกันในข้อไหน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า แม้เธอก็ยกย่องวาทะอาจารย์ของตนเท่านั้นยืนยันอยู่ว่า นี้เท่านั้นเป็นทาง แม้ภารทวาชมาณพก็ยกย่องวาทะอาจารย์ของตนเหมือนกัน ความสงสัยของคนหนึ่งย่อมไม่มีในคนหนึ่ง เมื่อเป็นอย่างนั้น พวกเธอถือต่างกันในเรื่องอะไร.
               บทว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในทางและมิใช่ทาง ความว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในทางและมิใช่ทาง. อธิบายว่า ในทางตรง และมิใช่ทางตรง.
               ได้ยินว่า มาณพนั้นไม่กล่าวถึงทาง แม้ของพราหมณ์คนหนึ่งว่าไม่ใช่ทาง ก็ทางอาจารย์ของตนเป็นทางตรงฉันใด เขาไม่รับรู้ของผู้อื่นฉันนั้น เพราะฉะนั้น เมื่อจะแสดงความนั้น เขาจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ... แม้โดยแท้ เป็นอาทิ.
               บทว่า สพฺพานิ ตานิ ท่านกล่าวไว้ด้วยลิงควิปัลลาส (ผิดลิงค์). อธิบายว่า สพฺเพ เต ดังนี้.
               บทว่า ทางต่างๆ มาก คือ ๘ สาย หรือ ๑๐ สาย.
               บทว่า ทางต่างๆ คือ ทางที่มาจากบ้าน แม่น้ำ สระและนาเป็นต้นใกล้เคียงกันหลายสาย ทั้งใหญ่และไม่ใหญ่ โดยเป็นทางเท้าและทางเกวียนเป็นต้น แล้วเข้าบ้าน.
               บทว่า ดูก่อนวาเสฏฐะ เธอกล่าวว่า ทางเหล่านั้นย่อมนำออกหรือ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าให้วาเสฏฐมาณพ เปล่งวาจา ๓ ครั้ง แล้วให้ทำปฏิญญาณ.
               เพราะเหตุไร.
               เพราะพวกเดียรถีย์ปฏิญญาณแล้ว ภายหลังเมื่อถูกข่มขี่จะดูหมิ่นวาเสฏฐมาณพ จักไม่อาจทำอย่างนั้นได้.
               บทว่า เตว เตวิชฺชา ได้แก่ พวกพราหมณ์จบไตรเพท. อักษรเป็นเพียงอาคมสนธิ.
               บทว่า อนฺธเวณี แปลว่า แถวคนตาบอด. อธิบายว่า คนตาบอดหนึ่งจับปลายไม้เท้าที่คนตาดีถือ คนอื่นๆ ก็จับคนตาบอดกันต่อๆ ไป ด้วยประการฉะนี้ คนตาบอด ๕๐-๖๐ คน จับต่อกันไป โดยลำดับ เรียกว่า แถวคนตาบอด.
               บทว่า เกาะกันและกัน คือ เกาะหลังกันและกัน. อธิบายว่า ถูกคนตาดีถือไม้เท้าหนีไป.
               มีเรื่องว่า นักเลงคนหนึ่งเห็นหมู่คนตาบอด จึงให้พวกคนตาบอดเกิดความอุตสาหะ โดยพูดว่า ที่บ้านโน้น ของเคี้ยวของกินหาได้ง่าย. เมื่อหมู่คนตาบอดพูดว่า นายจ๋า ถ้ากระนั้น ขอท่านจงนำพวกเราไปที่บ้านนั้น พวกเราจะให้สิ่งนี้แก่ท่าน. นักเลงรับสินจ้างแล้วจึงเลี่ยงลงจากทางในระหว่างทาง เดินวนรอบกอไม้ใหญ่ จึงให้พวกคนตาบอดจับผ้าเคียนพุงกันไว้ ตามลำดับก่อนหลัง แล้วบอกว่า มีธุระ พวกท่านจงไปก่อน แล้วหนีไป. พวกคนตาบอดแม้ไปตลอดวัน ก็ไม่พบทาง ต่างคร่ำครวญว่า คนตาดีไปไหน หนทางอยู่ทางไหน เมื่อไม่พบหนทางต่างก็ตายกันในที่นั้นเอง.
               ท่านกล่าวว่า เกาะหลังกันและกัน หมายถึง พวกขอทานเหล่านั้น.
               บทว่า แม้คนต้น ก็ไม่เห็น คือ บรรดาพราหมณ์ ๑๐ คน แม้คนหนึ่งก็ไม่เห็น.
               บทว่า แม้คนกลาง ก็ไม่เห็น หมายความว่า บรรดาอาจารย์และปาจารย์ในท่ามกลาง แม้คนหนึ่งก็ไม่เห็น.
               บทว่า แม้คนหลัง ก็ไม่เห็น หมายความว่า บรรดาพราหมณ์ผู้จบไตรเพทในบัดนี้แม้คนหนึ่งก็ไม่เห็น.
               บทว่า หสฺสกํเยว แปลว่า น่าหัวเราะเยาะโดยแท้.
               บทว่า ลามกํเยว แปลว่า ต่ำทรามโดยแท้. ภาษิตนี้นั้นเป็นคำว่าง เพราะไม่มีประโยชน์ เป็นคำเปล่า ก็เพราะเป็นคำเหลวไหล.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงว่า พรหมผู้ที่พราหมณ์ผู้จบไตรเพทไม่เคยเห็น ยกไว้ก่อน พราหมณ์ผู้จบไตรเพทย่อมมองเห็นพระจันทร์และพระอาทิตย์ใดได้ แต่ไม่สามารถจะแสดงทาง เพื่อความอยู่ร่วมกับพระจันทร์พระอาทิตย์แม้นั้นได้ จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า วาเสฏฐะ เธอจะสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน.
               บรรดาบทเหล่านั้นบทว่า พระจันทร์พระอาทิตย์ขึ้นเมื่อใด คือ ขึ้นในกาลใด.
               บทว่า และตกเมื่อใด คือถึงความดับไปในกาลใด. อธิบายว่า ชนทั้งหลายย่อมเห็นในเวลาขึ้นและในเวลาตก.
               บทว่า พราหมณ์ทั้งหลายย่อมอ้อนวอน คือ อ้อนวอนอย่างนี้ว่า ขอพระจันทร์ผู้เจริญจงขึ้น ขอพระอาทิตย์ผู้เจริญจงขึ้น.
               บทว่า ย่อมชื่นชม อธิบายว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าวสรรเสริญว่าพระจันทร์สุภาพ พระจันทร์เรียบร้อย พระจันทร์มีรัศมีเป็นอาทิ.
               บทว่า ประนมมือ คือ ประคองมือ.
               บทว่า นอบน้อม คือ กล่าวว่า นโม นโม ดังนี้.
               คำว่า ยํ ในบทว่า ยํ ปสฺสนฺติ เป็นเพียงนิบาต. ในบทว่า ก็จะกล่าวกันทำไม พึงเห็นความอย่างนี้ว่า ในที่นี้ควรพูดเรื่องอะไรกัน ได้ยินว่า พราหมณ์ผู้ได้ไตรเพท มิได้เห็นพรหมเป็นพยาน.
               บทว่า เสมอฝั่ง ได้แก่ เต็มฝั่ง
               บทว่า กาดื่มได้ อธิบายว่า กายืนอยู่บนฝั่งข้างใดข้างหนึ่ง ก็สามารถดื่มกินได้.
               บทว่า ประสงค์จะข้ามฝั่ง คือ ประสงค์จะข้ามแม่น้ำไปถึงฝั่งโน้น.
               บทว่า อวฺเหยฺย แปลว่า เรียก. แน่ะฝั่งโน้นท่านจงมาฝั่งนี้. อธิบายว่า เขาร้องเรียกว่า ดูก่อนฝั่งโน้น ท่านจงมาฝั่งนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านจักพาเราข้ามไปได้โดยไว เรามีกิจที่จะต้องทำด่วน.
               ในบทว่า ธรรมเหล่าใดที่ทำให้เป็นพราหมณ์นี้ พึงทราบว่า ธรรมที่ทำให้เป็นพราหมณ์ ได้แก่ ศีล ๕ ศีล ๑๐ กุศลกรรมบถ ๑๐. ธรรมที่ผิดไปจากนั้น ไม่ใช่ธรรมที่ทำให้เป็นพราหมณ์.
               บทว่า อินฺหมวฺหยาม ตัดบทเป็น อินฺทํ อวฺหยาม แปลว่า เราเรียกหาพระอินทร์.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงความที่คำร้องเรียกของพราหมณ์ไม่มีประโยชน์ ผู้ทรงรุ่งเรืองอยู่ ดุจพระอาทิตย์ในท้องมหาสมุทร ทรงแวดล้อมด้วยพระภิกษุ ๕๐๐ รูป ประทับนั่งเหนือฝั่งแม่น้ำอจิรวดี เมื่อจะทรงนำแม่น้ำอื่นๆ มาเปรียบเทียบอีก จึงตรัสว่า เปรียบเหมือนว่า เป็นอาทิ.
               บทว่า กามคุณทั้งหลาย อธิบายว่า ชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าพึงใคร่. ชื่อว่าคุณ เพราะอรรถว่าผูกมัด.
               คุณศัพท์มีความว่า ชั้น ในพุทธพจน์นี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสังฆาฏิสองชั้นแห่งผ้าใหม่.๑-
               คุณศัพท์ มีความว่า ลำดับ ในบทคาถานี้ว่า๒-
                         กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านพ้นไป
                         ลำดับแห่งวัยย่อมละลำดับไป.
____________________________
๑- วิ. มหา. เล่ม ๕/ข้อ ๑๕๒   ๒- สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๙

               คุณศัพท์ มีความว่า อานิสงส์ ในบทว่า ทักษิณาพึงหวังได้อานิสงส์ตั้งร้อย.๓-
               คุณศัพท์มีความว่า ผูกร้อย ในบทนี้ว่า ไส้ใหญ่ ไส้น้อย๔- ควรทำการร้อยพวงมาลัยให้มาก.๕-
               ในที่นี้ท่านประสงค์เอาศัพท์นี้ เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่า คุณศัพท์ด้วยอรรถว่า ร้อยรัด.
____________________________
๓- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๗๑๑   ๔- ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๒๗๗   ๕- ขุ. ธ. ๒๕/ข้อ ๑๔

               บทว่า พึงรู้ด้วยจักษุ คือ พึงเห็นด้วยจักษุวิญญาณ. พึงทราบความแม้ในบทว่า เสียงที่พึงรู้ด้วยหูเป็นต้นโดยอุบายนั้น.
               บทว่า น่าปรารถนา ความว่า กามคุณ ๕ จะเป็นสิ่งที่น่าแสวงหาหรือไม่ก็ตาม. อธิบายว่า ย่อมเป็นอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา.
               บทว่า กนฺตา ได้แก่ เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่.
               บทว่า มนาปา ได้แก่ เป็นที่เจริญใจ.
               บทว่า ปิยรูปา ได้แก่ มีความรักเป็นปกติ.
               บทว่า เกี่ยวด้วยกาม ได้แก่ เข้าไปเกี่ยวด้วยกาม ทำให้เป็นอารมณ์ แล้วเกิดขึ้น.
               บทว่า น่ากำหนัด คือ ย้อมใจ. อธิบายว่า เป็นเหตุเกิดแห่งราคะ.
               บทว่า กำหนัด คือ ถูกความกำหนัดครอบงำ.
               บทว่า สยบ คือ ถูกตัณหามีประมาณยิ่ง ที่ถึงอาการสยบครอบงำ
               บทว่า หมกมุ่น คือ จมลง หยั่งลง คือเป็นผู้ถึงความตกลงใจว่านี้เป็นสาระ ดังนี้.
               บทว่า อนาทีนวทสฺสาวิโน ได้แก่ ไม่แลเห็นโทษ.
               บทว่า นิสฺสรณํ ในคำว่า อนิสฺสรณปญฺญา นี้ได้แก่ปัญญาที่เว้นจากปัญญาเครื่องกำหนดรู้. อธิบายว่า ปัญญาเว้นจากการบริโภคด้วยการพิจารณา.
               ในคำว่า อาวรณา เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้
               บทว่า กามคุณ ชื่อว่าอาวรณา เพราะเป็นเครื่องหน่วงเหนี่ยว. ชื่อนีวารณา เพราะเป็นเครื่องกางกั้น. ชื่อโอนาหนา เพราะเป็นเครื่องรัดรึง. ชื่อปริโยหนา เพราะเป็นเครื่องตรึงตรา.
               ความพิสดารของนิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้น พึงค้นหาจากวิสุทธิมรรค.
               บทว่า ปกคลุม หุ้มห่อ รัดรึง ตรึงตรา ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจแห่งกามคุณมีเครื่องหน่วงเหนี่ยว เป็นต้น.

               สํสนฺทนกถาวณฺณนา               
               บทว่า สปริคคหะ ท่านกล่าวถึงความเกาะเกี่ยวกับสตรี.
               แม้ในบทเป็นอาทิว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พราหมณ์ไม่มีเครื่องเกาะเกี่ยวกับสตรี ดังนี้ ท่านกล่าวความไม่เกาะเกี่ยวกับสตรี เพราะไม่มีกามฉันทะ. ชื่อว่าไม่มีเวรด้วยจิตคิดจองเวรกับใครๆ เพราะไม่มีพยาบาท. ชื่อว่าไม่มีพยาบาท ด้วยการพยาบาท กล่าวคือ ความเป็นไข้ทางใจ. เพราะไม่มีถีนมิทธะ ชื่อว่ามีจิตไม่เศร้าหมองด้วยเครื่องเศร้าหมองมีอุทธัจจะกุกกุจจะเป็นต้น เพราะไม่มีอุทธัจจะกุกกุจจะ ชื่อว่าผู้มีจิตบริสุทธิ์ด้วยดี. ชื่อวสวัตตี เพราะทำจิตให้อยู่ในอำนาจ เหตุไม่มีวิจิกิจฉา และไม่เป็นเช่นพราหมณ์ผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งจิต คือเป็นไปในอำนาจแห่งจิต.
               บทว่า ก็ในโลกนี้แล คือ ในทางแห่งพรหมโลกนี้. บทว่า จมลงแล้ว คือ เข้าไปหาสิ่งไม่ใช่ทางเลยว่าเป็นทาง. บทว่า กำลังจมอยู่ คือ จมเข้าไป เหมือนคนเหยียบเปือกตม ด้วยสำคัญว่า เป็นพื้นราบ. บทว่า ครั้นจมแล้ว ย่อมถึงความย่อยยับ อธิบายว่า ครั้นจมเหมือนจมในเปือกตมอย่างนี้แล้ว ย่อมถึงความย่อยยับ คือความแตกหักแห่งอวัยวะน้อยใหญ่.
               บทว่า สำคัญว่า ข้ามได้ง่าย อธิบายว่า ชนทั้งหลายคิดว่า เราจักข้ามโดยสำคัญว่า แม่น้ำมีน้ำเต็มเสมอฝั่ง กาดื่มได้ จึงพยายามทั้งมือทั้งเท้าสำคัญว่าข้ามได้ง่าย เพราะลวงตาด้วยพยับแดด. เพราะฉะนั้น เขาทั้งหลายย่อมถึงความย่อยยับความแตกหักในอบาย เหมือนอย่างมือและเท้าเป็นต้นถึงความย่อยยับแตกหักฉะนั้น คือไม่ได้ความสุข หรือความสำราญในโลกนี้เลย.
               บทว่า ตสฺมา อิทนฺเตวิชฺชานํ พฺราหฺมณานํ ความว่า เพราะฉะนั้น นี้เป็นปาพจน์ คือไตรเพทที่แสดงถึงทางเพื่อความอยู่ร่วมกับพรหมของพราหมณ์ทั้งหลายผู้จบไตรเพท.
               บทว่า เตวิชฺชาอีริณํ ได้แก่ ป่าคือไตรเพท ก็ป่าใหญ่ที่ไม่มีบ้านท่านกล่าวว่าทุ่ง.
               บทว่า เตวิชฺชาวิวนํ ได้แก่ป่าที่ไม่มีน้ำปกคลุมด้วยต้นไม้ที่มีดอกผลใช้บริโภคไม่ได้. ท่านกล่าว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เขาเรียกกันว่าป่าใหญ่คือไตรเพท ดังนี้ ก็มี ทรงหมายถึงป่าที่ใครๆ ไม่สามารถที่จะแวะลงแล้วเปลี่ยนทางได้.
               บทว่า ความพินาศแห่งไตรเพท คำนี้เช่นเดียวกับความพินาศ ๕ อย่างของไตรเพท. ท่านแสดงว่า ผู้จบไตรเพทย่อมไม่มีความสุข เพราะอาศัยคำสอนหลักอันได้แก่ไตรเพท เหมือนอย่างผู้ที่ถึงความพินาศแห่งญาติ โรค โภคะ ทิฏฐิและศีล ย่อมหาความสุขมิได้ ฉะนั้น.
               บทว่า เกิดแล้ว เติบโตแล้ว ได้แก่ เกิดและเติบโต. อธิบายว่า เพราะหนทางไปบ้านใกล้เคียงของผู้ที่เกิดในที่หนึ่ง แล้วไปเติบโตในที่อื่น ไม่ประจักษ์ด้วยประการทั้งปวง ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เกิดแล้วเติบโตแล้วดังนี้. ผู้ที่แม้เกิด เติบโตแล้ว แต่จากไปเสียนาน ย่อมไม่ประจักษ์ด้วยประการทั้งปวง ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ออกไปแล้ว ในทันทีทันใดแน่นอน. อธิบายว่า ออกไปในขณะนั้นเทียว.
               บทว่า ความเป็นผู้ชักช้า คือ ชักช้าโดยสงสัยว่า ทางนี้ หรือไม่ใช่หนอ.
               บทว่า ความเป็นผู้อ้ำอึ้ง ได้แก่ การถึงความเป็นผู้กระด้างเหมือนอย่างเมื่อใครๆ ถูกถามฉับพลันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด เขาถึงความเป็นผู้มีสรีระกระด้างฉะนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงความที่พระสัพพัญญุตญาณ ไม่ถูกขัดขวาง ด้วยบทว่า ไม่ชักช้า ไม่อ้ำอึ้ง ดังนี้. ท่านอธิบายว่า การขัดขวางญาณของบุรุษนั้นพึงมีได้ ด้วยอำนาจถูกมารดลใจเป็นต้น ด้วยเหตุนั้น บุรุษนั้นพึงชักช้าหรืออ้ำอึ้ง แต่พระสัพพัญญุตญาณไม่ถูกขัดขวาง ใครๆ ไม่สามารถทำอันตรายแด่พระสัพพัญญุตญาณนั้นได้.
               บทว่า อุลฺลุมฺปตุ ภวํ โคตโม ได้แก่ ขอพระโคดมผู้เจริญโปรดยกขึ้น.
               บทว่า พฺราหฺมณึ ปชํ หมายถึง เด็กของพราหมณ์. อธิบายว่า ขอพระโคดมผู้เจริญ โปรดยกพราหมณ์และบุตรของพราหมณ์ขึ้นจากทางอบาย แล้วให้ดำรงอยู่ในทางพรหมโลกเถิด.

               พฺรหฺมโลกมคฺคเทสนาวณฺณนา               
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะแสดงถึงการอุบัติแห่งพระพุทธเจ้า แล้วทรงแสดงทางไปพรหมโลกมีเมตตาวิหารธรรมเป็นต้น พร้อมด้วยข้อปฏิบัติเบื้องต้นแก่เขา จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า ดูก่อนวาเสฏฐะ ถ้ากระนั้น เธอจงฟัง.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พระตถาคตทรงอุบัติในโลกนี้ เป็นอาทิในสูตรนั้น ท่านกล่าวไว้พิสดารแล้วในสามัญญผลสูตร.
               ข้อที่ควรกล่าวทั้งหมด ในบทว่า มีใจประกอบด้วยเมตตา เป็นต้น ท่านกล่าวไว้แล้ว ในพรหมวิหารกัมมัฏฐานกถา ในวิสุทธิมรรค.
               คำว่า เสยฺยถาปิ พลวา สงฺขธโม เป็นอาทิ ไม่เคยมีในที่นี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พลวา แปลว่า สมบูรณ์ด้วยกำลัง. บทว่า สงฺขธโม แปลว่า คนป่าสังข์.
               บทว่า กสิเรน ได้แก่ ไม่ยาก คือไม่ลำบาก. อธิบายว่า จริงอยู่ คนเป่าสังข์ทุพพลภาพ แม้เป่าสังข์ ก็ไม่อาจให้ได้ยินเสียงตลอด ๔ ทิศ เสียงสังข์ของเขาไม่แพร่ไปทั่วถึง แต่สำหรับผู้มีกำลังจะแพร่ไป. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุรุษผู้มีกำลัง เป็นอาทิ.
               เมื่อตรัสว่า เมตฺตา ในบทว่า เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา นี้ ควรทั้งอุปจาร ทั้งอัปปนา. แต่เมื่อตรัสว่า เจโตวิมุตฺติ ควรแก่อัปปนาอย่างเดียว.
               บทว่า กรรมที่ทำพอประมาณอันใด หมายความว่า ขึ้นชื่อว่ากรรมที่พอประมาณ ท่านกล่าวว่าเป็นกามาวจรกรรม. กรรมที่ทำไว้หาประมาณมิได้ ท่านกล่าวว่า เป็นรูปาวจรกรรมและอรูปาวจรกรรม. ท่านกล่าวว่า กรรมที่ทำหาประมาณมิได้ เพราะล่วงประมาณแล้วทำให้เจริญด้วยอำนาจการแพร่ไปในทิศที่เจาะจงและไม่เจาะจง.
               บทว่า กรรมนั้น ไม่เหลือ ไม่ตั้งอยู่ ในรูปาวจรกรรมและอรูปาวจรกรรมนั้น. อธิบายว่า กรรมที่เป็นกามาวจรนั้นไม่หยุด ไม่ตั้งอยู่ในกรรมอันเป็นรูปาวจรและอรูปาวจรนั้น.
               ท่านอธิบายไว้อย่างไร.
               อธิบายว่า กรรมเป็นกามาวจรนั้น ไม่สามารถเพื่อจะข้อง หรือเพื่อตั้งอยู่ในระหว่างกรรมอันเป็นรูปาวจรและอรูปาวจรนั้นได้ หรือเพื่อจะแพร่กรรมอันเป็นรูปาวจรและอรูปาวจรแล้วควบคุม ถือโอกาสของตนตั้งอยู่ได้ โดยที่แท้ กรรมอันเป็นรูปาวจรและอรูปาวจรนั้นแหละจะแพร่ไป แล้วควบคุมไว้ซึ่งกามาวจรกรรม ถือโอกาสของตนตั้งอยู่ เหมือนห้วงน้ำใหญ่ท่วมท้นน้ำนิดหน่อยออกไปตั้งอยู่ ฉะนั้น ย่อมห้ามวิบากของกรรมอันเป็นกามาวจรนั้น นำเข้าสู่ความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพรหมด้วยตนเอง ดังนี้.
               บทว่า ภิกษุมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ คือ มีธรรมเครื่องอยู่มีเมตตาเป็นต้นอย่างนี้.
               บทว่า ข้าพระองค์ทั้งสองขอถึงพระโคดมผู้เจริญเป็นสรณะ นี้เป็นการถึงสรณะครั้งที่สองของมาณพทั้งสองนั้น.
               ก็มาณพทั้งสองนั้นฟังวาเสฏฐสูตรในมัชฌิมปัณณาสก์แล้ว ถึงสรณะเป็นครั้งแรก ฟังเตวิชสูตรนี้แล้ว ถึงสรณะเป็นครั้งที่สอง ล่วงไป ๒-๓ วัน ได้บรรพชาแล้วได้อุปสมบท และบรรลุพระอรหัต ในอัคคัญญสูตร.
               คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นฉะนี้แล.
               อรรถกถาเตวิชชสูตร แห่งอรรถกถาทีฆนิกายชื่อสุมังคลวิลาสินีจบลงด้วยประการฉะนี้.
               จบอรรถกถาเตวิชชสูตรที่ ๑๓               

               การพรรณนาเนื้อความแห่งสีลขันธวรรคที่ประดับประดาด้วยพระสูตร ๑๓ พระสูตรก็จบลงแล้วด้วย.
               รวมพระสูตรในวรรคนี้มี ๑๓ สูตร คือ
                         ๑. พรหมชาลสูตร
                         ๒. สามัญญผลสูตร
                         ๓. อัมพัฏฐสูตร
                         ๔. โสณทัณฑสูตร
                         ๕. กูฏทันตสูตร
                         ๖. มหาลิสูตร
                         ๗. ชาลิยสูตร
                         ๘. มหาสีหนาทสูตร
                         ๙. โปฏฐปาทสูตร
                         ๑๐. สุภสูตร
                         ๑๑. เกวัฏฏสูตร
                         ๑๒. โลหิจจสูตร
                         ๑๓. เตวิชชสูตร.
               จบสีลขันธวรรค.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เตวิชชสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 9 / 1อ่านอรรถกถา 9 / 351อรรถกถา เล่มที่ 9 ข้อ 365
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=09&A=8549&Z=9150
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๘  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com