ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓
นานาติตถิยสูตรที่ ๑๐

               อรรถกถานานาติตถิยสูตรที่ ๑๐               
               พึงทราบวินิจฉัยในนานาติตถิยสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-
               บทว่า นานาติตฺถิยสาวกา ความว่า เทพบุตรสาวกของเดียรถีย์ต่างๆ เหล่านั้นเป็นกัมมวาที นับถือกรรม เพราะฉะนั้น จึงกระทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น บังเกิดในสวรรค์.
               เทพบุตรเหล่านั้นสำคัญว่าเราบังเกิดในสวรรค์ เพราะเลื่อมใสในศาสดาของตน จึงมาด้วยหมายใจว่า เราจะไปยืนในสำนักของพระทศพล กล่าวคุณศาสดาของเรา แล้วกล่าวด้วยคาถาองค์ละ ๑ คาถา.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉินฺทิตมาริเต จ หตชานีสุ ได้แก่ ในการโบยและในการเสื่อมทรัพย์ทั้งหลาย.
               ด้วยบทว่า ปุญฺญํ วา ปน อสมเทพบุตรไม่ตามพิจารณาแม้แต่บุญของตน กล่าวโดยย่อว่า วิบากของบุญและบาปไม่มี ดังนี้.
               บทว่า ส เว วิสฺสาสมาจิกฺขิ ความว่า อสมเทพบุตรนั้นแล เมื่อกล่าวว่า วิบากทั้งของบาปที่ทำแล้ว ทั้งของบุญที่ทำแล้ว ไม่มี ดังนี้ จึงบอกที่พักอาศัย ที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย. เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า ศาสดาปุรณกัสสปควรแก่การนับถือ การไหว้ การบูชา.
               บทว่า ตโปชิคุจฺฉาย ได้แก่ เพราะเกลียดบาป ด้วยตปะคือการทำกายให้ลำบาก.
               บทว่า สุสํวุโต ได้แก่ ประกอบแล้ว หรือปิดแล้ว.
               บทว่า เชคุจฺฉี ได้แก่ เกลียดบาปด้วยตปะ.
               บทว่า นิปโก ได้แก่ บัณฑิต.
               บทว่า จาตุยามสุสํวุโต ได้แก่ สำรวมด้วยดีด้วยยาม ๔ ส่วนทั้ง ๔ เหล่านี้ คือผู้ห้ามน้ำทั้งปวง ผู้ประกอบในการห้ามบาปทั้งปวง ผู้กำจัดบาปทั้งปวง ผู้ห้ามบาปทั้งปวงถูกต้อง ชื่อว่ายาม ๔.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพวาริวาริโต จ ได้แก่ ห้ามน้ำทั้งหมด.
               อธิบายว่า น้ำเย็นทั้งหมดห้ามขาด เขาว่านิครนถนาฏบุตรนั้น สำคัญว่ามีตัวสัตว์ในน้ำเย็น เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช้น้ำเย็นนั้น.
               บทว่า สพฺพวาริยุตฺโต ได้แก่ ประกอบด้วยการห้ามบาปทุกอย่าง.
               บทว่า สพฺพวาริธุโต ได้แก่ กำจัดบาปเสียแล้วด้วยการห้ามบาปทุกอย่าง.
               บทว่า สพฺพวาริผุฏฺโฐ ได้แก่ ผู้อันการห้ามบาปทั้งปวงถูกต้องแล้ว.
               บทว่า ทิฏฺฐํ สุตญฺจ อาจิกฺขํ ได้แก่ บอกว่าสิ่งที่เห็นเราเห็นแล้ว ข้อที่ฟัง เราฟังแล้วไม่ปิดเลย.
               บทว่า นหิ นูน กิพฺพิสี ความว่า ศาสดาเห็นปานนั้น ย่อมชื่อว่าเป็นผู้กระทำความชั่วร้าย.
               บทว่า นานาติตฺถิเย ความว่า เขาว่า อาโกฏกเทพบุตรนั้นเป็นอุปัฏฐากของเหล่าเดียรถีย์ต่างๆ นั่นแล เพราะฉะนั้น เขาจึงกล่าวปรารภเดียรถีย์เหล่านั้น.
               บทว่า ปกุทฺธโก กาติยาโน ได้แก่ ศาสดาชื่อปกุธกัจจายนะ.
               บทว่า นิคนฺโถ ได้แก่ ศาสดาชื่อนาฏบุตร.
               บทว่า มกฺขลิปูรณาเส ได้แก่ ศาสดาชื่อมักขลิและชื่อปูรณะ.
               บทว่า สามญฺญปฺปตฺตา ได้แก่ ถึงที่สุดในสมณธรรม.
               ด้วยบทว่า นหิ นูน เต อาโกฏกเทพบุตรกล่าวว่า ศาสดาเหล่านั้นไม่ไกลไปจากสัตบุรุษทั้งหลายเลย ศาสดาเหล่านั้นนั่นแล จึงชอบที่จะเป็นสัตบุรุษในโลก.
               บทว่า ปจฺจภาสิ ความว่า เวฏัมพรีเทพบุตรคิดว่า อาโกฏกเทพบุตรผู้นี้ยืนกล่าวคุณของศาสดาชีเปลือยผู้ไร้สิริเหล่านี้ในสำนักของพระทศพล ดังนั้น เราจักกล่าวโทษของศาสดาเหล่านั้น แล้วจึงกล่าวโต้ตอบ.
               บทว่า สห รจิตมตฺเตน ได้แก่ พร้อมด้วยเหตุเพียงแต่งถ้อยคำ.
               บทว่า ฉโว สิงฺคาโล ได้แก่ สุนัขจิ้งจอกตาบอด ต่ำทราม.
               บทว่า โกฏฺฐโก เป็นไวพจน์ของคำนั้นนั่นแหละ.
               บทว่า สงฺกสฺสราจาโร ได้แก่ มีความประพฤติที่น่ารังเกียจ.
               บทว่า น สตํ สริกฺขโก ความว่า ศาสดาของท่านจะเทียมสัตบุรุษผู้เป็นบัณฑิตหาได้ไม่ ท่านก็เสมือนสุนัขจิ้งจอกตาบอด ยังจะทำเดียรถีย์ให้เป็นราชสีห์หรือ.
               บทว่า อนฺวาวิสิตฺวา ความว่า มารผู้มีบาปดำริว่า เวฏัมพรีเทพบุตรผู้นี้กล่าวโทษของเหล่าศาสดาเห็นปานนั้น ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ เราจะให้เขากล่าวคุณด้วยปากนั่นแหละ จึงเข้าสิงในร่างของเวฏัมพรีเทพบุตรนั้น น้อมใจตามไป ชื่อว่าเข้าไปอาศัยอยู่ ด้วยประการฉะนี้.
               บทว่า อายุตฺตา ได้แก่ ขวนขวายขมักเขม้นในอันเกลียดตปะ.
               บทว่า ปาลยํ ปวิเวกํ แปลว่า รักษาความสงัด.
               ได้ยินว่า เดียรถีย์เหล่านั้นถอนผมตนเอง ด้วยคิดว่า เราจักรักษาความสงัดจากการแต่งผม. เปลือยกายเที่ยวไป ด้วยคิดว่า เราจักรักษาความสงัดจากผ้า. กินอาหารที่พื้นดินหรือที่มือดุจสุนัข ด้วยคิดว่า เราจักรักษาความสงัดจากอาหาร. นอนบนหนามเป็นต้น ด้วยคิดว่า เราจักรักษาความสงัดจากที่นั่งที่นอน.
               บทว่า รูเป นิวิฏฺฐา ได้แก่ ตั้งอยู่ในรูปด้วยตัณหาและทิฐิ.
               บทว่า เทวโลกาภินนฺทิโน ได้แก่ ปรารถนาเทวโลก.
               บทว่า มาติยา ได้แก่ สัตว์ที่ต้องตาย. มารผู้มีบาปกล่าวว่า เหล่าเดียรถีย์ย่อมสั่งสอนสัตว์ที่จะต้องตายเหล่านั้นแหละโดยชอบ เพื่อประโยชน์แก่ปรโลก.
               บทว่า อิติ วิทิตฺวา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงระลึกว่า เทพบุตรผู้นี้กล่าวโทษของศาสดาเหล่านี้ก่อนแล้ว บัดนี้ กลับมากล่าวคุณ ผู้นี้เป็นใครหนอ แล้วก็ทรงทราบ.
               บทว่า เย จนฺตลิกฺขสฺมิ ปภาสวณฺณา ความว่า บรรดารูปรัศมีดวงจันทร์ รัศมีดวงอาทิตย์ ประกายเพชรพลอย รุ้งกินน้ำและดวงดาวทั้งหลาย รูปเหล่าใดมีวรรณะสว่างไสวในท้องฟ้า.
               บทว่า สพฺเพว เต เต ได้แก่ รูปเหล่านั้นทั้งหมดอันท่านสรรเสริญแล้ว.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกมารว่า นมุจิ.
               ด้วยบทว่า อามิสํว มจฺฉานํ วธาย ขิตฺตา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มารย่อมเหวี่ยงเหยื่อ ติดปลายเบ็ด เพื่อต้องการฆ่าปลาทั้งหลาย ฉันใด ท่านกล่าวสรรเสริญ หว่านรูปเหล่านั้นก็เพื่อมัดสัตว์ทั้งหลาย ฉันนั้น.
               บทว่า มาณวคามิโย ความว่า ได้ยินว่า เทพบุตรองค์นี้เป็นพุทธอุปัฏฐาก.
               บทว่า ราชคหิยานํ ได้แก่ ภูเขาในกรุงราชคฤห์.
               บทว่า เสโต ได้แก่ เขาไกรลาส.
               บทว่า อฆคามินํ ได้แก่ ที่โคจรไปในอากาศ.
               บทว่า อุทธีนํ ได้แก่ รองรับน้ำ.
               ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า ภูเขาวิบูลบรรพตประเสริฐสุดแห่งบรรดาภูเขาที่ตั้งอยู่ในกรุงราชคฤห์ ภูเขาไกรลาสประเสริฐสุดแห่งบรรดาภูเขาในป่าหิมพานต์ ดวงอาทิตย์ประเสริฐสุดแห่งบรรดาสภาวะที่โคจรไปในอากาศ สมุทร [ทะเล] ประเสริฐสุดแห่งบรรดาสภาวะที่รองรับน้ำ. ดวงจันทร์ประเสริฐสุดแห่งบรรดาดวงดาวทั้งหลาย ฉันใด พระพุทธเจ้าก็ประเสริฐสุดแห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลก ฉันนั้น.

               จบอรรถกถานานาติตถิยสูตรที่ ๑๐               
               นานาติตถิยวรรคที่ ๓               
               เทวปุตตสังยุตจบเพียงเท่านี้               
               -----------------------------------------------------               

               รวมพระสูตรในนานาติตถิยวรรคที่ ๓ นี้มี ๑๐ สูตร คือ
                         ๑. สิวสูตร
                         ๒. เขมสูตร
                         ๓. เสรีสูตร
                         ๔. ฆฏิการสูตร
                         ๕. ชันตุสูตร
                         ๖. โรหิตัสสสูตร
                         ๗. นันทสูตร
                         ๘. นันทิวิสาลสูตร
                         ๙. สุสิมสูตร
                         ๑๐. นานาติตถิยสูตร
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ นานาติตถิยสูตรที่ ๑๐ จบ.
อ่านอรรถกถา 15 / 1อ่านอรรถกถา 15 / 303อรรถกถา เล่มที่ 15 ข้อ 313อ่านอรรถกถา 15 / 322อ่านอรรถกถา 15 / 956
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=2091&Z=2152
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๘  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com