ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต
สุทัตตสูตรที่ ๘

               อรรถกถาสุทัตตสูตรที่ ๘               
               พึงทราบวินิจฉัยในสุทัตตสูตรที่ ๘ ต่อไปนี้ :-
               บทว่า เกนจิเทว กรณีเยน ได้แก่ ประสงค์เอาพาณิชยกรรม.
               อนาถบิณฑิกคฤหบดีและราชคหเศรษฐีเป็นคู่เขยกันและกัน.
               เมื่อใด ในกรุงราชคฤห์มีสินค้าส่งออกมีค่ามาก เมื่อนั้น ราชคหเศรษฐีพาเอาสินค้านั้นไปกรุงสาวัตถีด้วยเกวียนร้อยเล่ม พักอยู่ในที่ประมาณโยชน์หนึ่งให้ผู้อื่นรู้ว่าตนมาแล้ว. อนาถบิณฑิกคฤหบดีไปต้อนรับ ทำสักการะเป็นอันมากแก่เขาแล้ว จึงขึ้นยานเดียวกันเข้าไปกรุงสาวัตถี.
               ถ้าว่า สินค้าจำหน่ายได้เร็ว เขาก็จำหน่าย ถ้าจำหน่ายไม่ได้ ก็จะเก็บไว้ในเรือนพี่สาวแล้ว ก็หลีกไป. แม้อนาถบิณฑิกคฤหบดีก็กระทำอย่างนั้นเหมือนกัน
               แม้ในกาลนั้น อนาถบิณฑิกคฤหบดีนี้นั้นได้ไปด้วยกรณียกิจนั้นแล. ข้อนั้น ท่านหมายถึงกรณียกิจนั้น จึงกล่าวแล้ว.
               ก็ในวันนั้น ราชคหเศรษฐีได้ฟังข่าวอันอนาถบิณฑิกคฤหบดีพักอยู่ในที่ประมาณโยชน์หนึ่งส่งไปแล้ว เพื่อจะได้รู้ว่าตนมาแล้ว จึงได้ไปวิหารเพื่อฟังธรรม. เขาฟังธรรมกถาแล้ว นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อฉันในวันพรุ่ง จึงให้ช่วยกันขุดเตาไฟและผ่าฟืนเป็นต้นในเรือนของตน.
               แม้อนาถบิณฑิกคฤหบดีคิดว่า ท่านเศรษฐีจักทำการต้อนรับเราบัดนี้ จักทำเดี๋ยวนี้ แม้ที่ประตูเรือนก็ไม่ได้การต้อนรับ จึงเข้าไปภายในเรือนก็ได้การปฏิสันถารไม่มากนัก.
               การปฏิสันถารได้มีประมาณเท่านี้ว่า ท่านมหาเศรษฐี ท่านไม่เหน็ดเหนื่อยในหนทางของรูปทารกในตระกูลหรือ.
               อนาถบิณฑิกคฤหบดีนั้นเห็นการขวนขวายมากของท่านเศรษฐีนั้นแล้ว ยังถ้อยคำให้เป็นไปโดยนัยมาแล้วในขันธกะว่า ข้าแต่ท่านคหบดี ท่านจักมีอาวาหมงคลหรือ ดังนี้ได้ฟังเสียงว่า พระพุทธเจ้า จากปากของท่านราชคหเศรษฐีนั้น ก็ได้ปีติมีวรรณะ ๕. ปีตินั้นตั้งขึ้นที่ศีรษะของอนาถบิณฑิกคฤหบดีนั้นจนถึงหลังเท้า ตั้งขึ้นที่หลังเท้าแผ่ไปจนถึงศีรษะ ตั้งขึ้นแต่ข้างทั้งสองรวมลงท่ามกลาง ตั้งขึ้นท่ามกลางแผ่ไปโดยข้างทั้งสอง. เขาอันปีติถูกต้องชั่วนิรันดร จึงกล่าวว่า คหบดี ขอท่านได้กล่าวว่าพระพุทธเจ้าเถิด.
               ข้าพเจ้ากล่าวอยู่ว่า พระพุทธเจ้า.
               ถามสามครั้งอย่างนี้แล้ว กล่าวว่า เสียงว่า พุทฺโธ นั้นแล หาได้ยากในโลก.
               ท่านหมายถึงข้อนี้จึงกล่าวว่า อนาถบิณฑิกคหบดีได้สดับว่า เขาลือกันว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้วในโลก ดังนี้.
               บทว่า เอตทโหสิ อกาโล โข อชฺช ความว่า
               ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีถามท่านเศรษฐีว่า คหบดี พระศาสดาประทับอยู่ที่ไหน. ครั้งนั้น ท่านเศรษฐีจึงบอกแก่ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายเข้าใกล้ได้ยากเช่นกับอสรพิษ พระศาสดาประทับอยู่ในป่าช้า ผู้เช่นท่านไม่อาจเพื่อจะไปเฝ้าในเวลานี้ในที่นั้นได้. ครั้งนั้น ท่านเศรษฐีได้มีความดำรินั้น.
               บทว่า พุทฺธคตาย สติยา นิปชฺชิ ความว่า ได้ยินว่า ในวันนั้น แม้จิตของท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี ไม่เกิดขึ้นในเกวียนบรรทุกสินค้าหรือในคนใช้ ไม่รับประทานอาหารมื้อเย็น ได้ขึ้นปราสาท ๗ ชั้น เมื่อทำการสาธยายว่า พุทฺโธ พุทฺโธ บนที่นอนอันประเสริฐที่จัดไว้ดีและตกแต่งไว้อย่างดี นอนหลับไป. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เมื่อมีสติถึงพระพุทธเจ้า จึงหลับไป.
               บทว่า รตฺติยา สุทํ ติกฺขตฺตุ ํ อุฏฺฐาสิ ปภาตนฺติ มญฺญมาโน ความว่า เมื่อปฐมยามล่วงไป เขาลุกขึ้นระลึกถึงพระพุทธเจ้า. ในกาลนั้น ความเลื่อมใสของอนาถบิณฑิกนั้นได้เกิดมีกำลัง. แสงสว่างแห่งปีติได้มีแล้ว ความมืดก็หมดไป เหมือนประทีปพันดวงลุกโพลงและดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ขึ้นฉะนั้น.
               อนาถบิณฑิกคฤหบดีนั้นคิดว่า เราถึงแล้วซึ่งความเสื่อมใส ถูกเขาลวงแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้น ดังนี้ แล้วลุกขึ้นยืนบนพื้นอากาศ มองดูดวงจันทร์คิดว่า ยามหนึ่งล่วงไปแล้วยังเหลืออยู่อีกสองยาม จึงเข้าไปนอนอีก. โดยอุบายนั้น เขาลุกขึ้นสามครั้ง คือในที่สุดมัชฌิมยามครั้งหนึ่ง ส่วนในที่สุดปัจฉิมยาม ลุกขึ้นในเวลาจวนสว่างมายังพื้นอากาศ มุ่งหน้าต่อประตูใหญ่ ประตู ๗ ชั้นได้เปิดเอง. ลงจากปราสาทเดินไประหว่างทาง.
               บทว่า วิวรึสุ ความว่า อมนุษย์ทั้งหลายคิดกันว่า มหาเศรษฐีนี้ออกไปด้วยคิดว่าเราจักไปอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล ด้วยการเห็นครั้งแรกแล ได้เป็นอุปัฏฐากอันเลิศแห่งพระรัตนตรัย ทำสังฆารามให้เป็นสถานที่หาที่เปรียบมิได้ แต่จักไม่ปิดประตูรับหมู่พระอริยะผู้มาจากจาตุรทิศ มหาเศรษฐีนี้ไม่ควรปิดประตูเลยดังนี้ จึงได้เปิดแล้ว.
               บทว่า อนฺตรธายิ ความว่า ได้ยินว่า กรุงราชคฤห์มีมนุษย์เกลื่อนกล่นภายในเมืองเก้าโกฏิ ภายนอกเมืองเก้าโกฏิ รวมได้มนุษย์ ๑๘ โกฏิเข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์นั้นอยู่.
               พวกมนุษย์ไม่สามารถเพื่อจะนำเอาคนตายออกไปภายนอกในมิใช่เวลาได้ วางไว้บนธรณีประตูทิ้งไปภายนอกประตู. มหาเศรษฐีพอออกไปภายนอกเมือง เท้าก็เหยียบซากที่ยังสด หลังเท้าก็กระทบซากที่ยังสด หลังเท้าก็กระทบซากแม้อื่นอีก. ฝูงแมลงวันก็บินขึ้นกระจายออกรอบๆ กลิ่นเหม็นก็กระทบโพรงจมูก. ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าก็ถึงความลดน้อยลง. เพราะเหตุนั้น แสงสว่างของมหาเศรษฐีนั้น ก็อันตรธานไป ความมืดปรากฏขึ้น.
               บทว่า สทฺทมนุสฺสาเวสิ ความว่า สิวกยักษ์คิดว่า เราจักยังความอุตสาหะให้เกิดแก่เศรษฐีได้ส่งเสียงให้ได้ยินด้วยเสียงอันไพเราะ เหมือนคนเคาะกระดิ่งทองฉะนั้น.
               บทว่า สตํ กญฺญาสหสฺสานิ ความว่า แม้บทแรกเชื่อมกับบทสหัสสะนี้แล.
               ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ว่า กับหญิงสาวแสนหนึ่ง ช้างแสนหนึ่ง ม้าแสนหนึ่ง รถแสนหนึ่ง. แต่ละแสนท่านแสดงไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้.
               บทว่า ปทวีติหารสฺส ได้แก่ ขนาดศอกกำมาหนึ่งในระหว่างเท้าทั้งสอง ในการเดินไปสม่ำเสมอ ชื่อว่าการย่างเท้าไปก้าวหนึ่ง.
               บทว่า กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ ความว่า ส่วนหนึ่งอันจำแนก ๑๖ ส่วนโดย ๑๖ ครั้งอย่างนี้คือ แบ่งการย่างเท้าไปก้าวหนึ่งออกเป็น ๑๖ ส่วน จาก ๑๖ ส่วนนั้นแบ่งส่วนหนึ่งออกเป็น ๑๖ ส่วนอีก. จาก ๑๖ ส่วนนั้นแบ่งส่วนหนึ่งออกเป็น ๑๖ ส่วน ชื่อว่าเสี้ยวที่ ๑๖. สี่แสนเหล่านี้ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ นั้น.
               มีคำอธิบายว่า เจตนาที่เป็นไปในส่วน กล่าวคือเสี้ยวที่ ๑๖ นั้นของบุคคลกำลังไปยังวิหาร เป็นเจตนาที่ยอดเยี่ยมกว่าการได้นี้ประมาณเท่านี้ คือช้างแสนหนึ่ง ม้าแสนหนึ่ง รถแสนหนึ่ง นางสาวแสนหนึ่ง ก็นางสาวเหล่านั้นแลที่สวมแก้วมณีและกุณฑลเป็นราชธิดาอยู่ในชมพูทวีปทั้งสิ้นเทียว.
               ถามว่า ก็การไปวิหารนี้ ท่านถือแล้วด้วยอำนาจของใคร.
               ตอบว่า ของผู้ไปยังวิหารแล้ว ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล โดยไม่มีอันตราย. ด้วยอำนาจแห่งบุคคลผู้ไปด้วยคิดว่า เราจักทำการบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น จักไหว้พระเจดีย์ จักฟังธรรม จักบูชาด้วยเทียนและธูป นิมนต์สงฆ์ ถวายทาน จักตั้งอยู่ในสิกขาบท หรือว่าสรณะดังนี้ ย่อมควรเหมือนกัน.
               บทว่า อนฺธกาโร อนฺตรธายิ ความว่า นัยว่า ท่านเศรษฐีคิดว่า เราทำความสำคัญว่าเราอยู่คนเดียว แม้การประกอบความเพียรก็มีแต่เรา เพราะเหตุไร เราจึงต้องกลัวเล่า ดังนั้น จึงได้เป็นผู้กล้า.
               ครั้งนั้น ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้ามีกำลังเกิดขึ้นแล้ว. เพราะฉะนั้น ความมืดจึงอันตรธานไป.
               แม้ในวาระที่เหลือก็มีนัยนี้แล.
               อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้เดินไปข้างหน้าๆ ได้เห็นซากศพหลายอย่างเป็นต้นว่า ร่างกระดูกมีเนื้อและเลือดติดอยู่ในทางป่าช้าอันน่ากลัว ได้ยินเสียงสุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้น. เขายังความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าให้เจริญบ่อยๆ ย่ำยีอันตรายทั้งหมดนั้นไปได้.
               บทว่า เอหิ สุทตฺต ความว่า ได้ยินว่า เศรษฐีนั้นเดินคิดไปว่า ในโลกนี้มีเดียรถีย์มีปูรณกัสสปะเป็นต้นเป็นอันมาก ก็กล่าวว่าเราทั้งหลายเป็นพระพุทธเจ้า เราทั้งหลายเป็นพระพุทธเจ้า เราพึงรู้ความที่ศาสดาเป็นพุทธเจ้าได้อย่างไรหนอแล.
               ครั้งนั้น ท่านเศรษฐีได้มีความดำรินั้นว่า มหาชนรู้จักชื่อซึ่งเกิดด้วยอำนาจคุณของเรา แต่ใครๆ ยังไม่รู้จักกุลทัตติยะเป็นชื่อของเรา นอกจากเรา หากว่าพระพุทธเจ้าจักมี พระองค์ก็ทรงเรียกเราโดยชื่อว่า กุลทัตติกะ. พระศาสดาทรงรู้จิตของเขาแล้ว จึงตรัสอย่างนี้.
               บทว่า ปรินิพฺพุโต ความว่า พราหมณ์ผู้ดับแล้วด้วยความดับกิเลส.
               บทว่า อาสตฺติโย แปลว่า ตัณหา.
               บทว่า สนฺตึ แปลว่า ความสงบระงับกิเลส.
               บทว่า ปปฺปุยฺย แปลว่า ถึงแล้ว.
               ก็แลพระศาสดาตรัสพระดำรัสนี้ จึงตรัสอนุปุพพีกถาแก่เศรษฐีนั้น แล้วก็ทรงประกาศสัจจะ ๔ ในที่สุด.
               เศรษฐีฟังพระธรรมเทศนาแล้ว ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เริ่มถวายมหาทานตั้งแต่วันรุ่งขึ้น.
               อิสรชนมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นต้นส่งสาสน์ไปแก่เศรษฐีว่า ท่านเป็นอาคันตุกะ สิ่งใดไม่พอ ท่านจงให้นำสิ่งนั้นมาแต่ที่นี้เถิด. ท่านห้ามชนทั้งหมดว่า พอ พวกท่านมีกิจมาก ได้ถวายมหาทาน ๖ วันด้วยสมบัติที่ตนนำมาด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม.
               ก็ในที่สุดแห่งการถวายทาน ทูลให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบถึงการอยู่จำพรรษาในกรุงสาวัตถีแล้ว ได้ถวายแสนหนึ่งทุกๆ โยชน์ เมื่อให้สร้างวิหาร ๔๐ แห่งระหว่างกรุงราชคฤห์กับกรุงสาวัตถี ได้ไปยังกรุงสาวัตถี ให้สร้างเชตวันมหาวิหารเสร็จแล้ว ได้มอบถวายภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข.

               จบอรรถกถาสุทัตตสูตรที่ ๘               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สุทัตตสูตรที่ ๘ จบ.
อ่านอรรถกถา 15 / 1อ่านอรรถกถา 15 / 822อรรถกถา เล่มที่ 15 ข้อ 826อ่านอรรถกถา 15 / 832อ่านอรรถกถา 15 / 956
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=6787&Z=6846
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๘  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :